ในวันหนึ่งที่แดดอ่อนส่องบนเนินเขา เงาไม้ไหวเอนไปตามสายลม เสียงนกร้องระรื่น และกลิ่นดินปนใบไม้แห้งลอยฟุ้งไปทั่ว เหมือนกับว่าธรรมชาติกำลังรอเรื่องราวบางอย่างให้เกิดขึ้น
มีเรื่องเล่าขานจากนิทานกริมม์เรื่องหนึ่ง ว่ามีฝูงสัตว์และวัตถุประหลาดที่สามารถพูดและเคลื่อนไหวได้ ออกผจญภัยไปในโลกกว้าง ทำให้เกิดเหตุการณ์ทั้งสนุกและวุ่นวายที่สอดแทรกบทเรียนให้ผู้ฟังคิดตาม กับนิทานกริมม์เรื่องฝูงพวกเร่ร่อน

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องฝูงพวกเร่ร่อน
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เส้นทางชนบท แดดอุ่น ๆ ของฤดูใบไม้ร่วงส่องลงบนเนินเขา กลิ่นดินแห้งปนกลิ่นใบไม้กรอบลอยผ่านลมอ่อน ๆ ฝูงกระรอกกำลังกระโดดไปมา เสียงลูกนัทตกกระทบพื้นดังกรุ๊งกริ๊งเป็นระยะ
ไก่แจ้ตัวผู้ขนแวววาวกระโดดขึ้นบนตอไม้แล้วร้องเรียก “แม่ไก่ วันนี้ลูกนัทสุกเต็มต้นแล้วนะ เรารีบขึ้นเขาไปกินให้จุใจเถอะ ก่อนพวกกระรอกจะกวาดไปหมด!”
แม่ไก่ยิ้มตาพริ้ม “ก็ดีเหมือนกันจ้ะ ไปด้วยกันเถอะ วันนี้อยากออกไปเปลี่ยนบรรยากาศอยู่พอดี”
ทั้งคู่เดินไปบนทางลาดชันของเนินเขา เดินไปคุยไป เหยียบใบไม้แห้งดังกรอบแกรบจนรู้สึกเพลินใจ เมื่อขึ้นถึงยอดก็พบลูกนัทสีทองอร่ามเกลื่อนเต็มพื้น บางผลร่วงลงมาให้เก็บง่าย ๆ ประหนึ่งเชื้อเชิญ
“โอ้โห! วันนี้พวกมันสุกดีมากเลยนะ” ไก่แจ้ว่า
แม่ไก่ไม่พูดให้เสียเวลา เธอคาบลูกนัทขึ้นหนึ่งผลแล้วเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย “อร่อยจริง ๆ ด้วย!”
ทั้งสองกินไปหัวเราะไป จนเวลาหมุนผ่านไปทั้งวันโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ดวงอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขา สีทองของท้องฟ้ากลายเป็นสีชมพูอ่อน แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินลึก
แม่ไก่ลูบท้องปุก ๆ ของตัวเอง “อุ๊ย… ข้าเดินไม่ไหวแล้วล่ะ พุงมันหนักเกินไปแล้ว!”
ไก่แจ้ถอนใจยาว “เรากินจนพุงกางขนาดนี้ จะเดินกลับทันก่อนฟ้ามืดไหมเนี่ย”
แม่ไก่หันมาบอกด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ “งั้นท่านก็สร้างรถให้ข้านั่งสิ ใช้เปลือกลูกนัทนี่แหละดีนัก ท่านทำได้ใช่ไหม?”
ไก่แจ้ตาโต “ให้ข้าทำรถ… แล้วให้ข้าลากด้วยเหรอ?”
“ก็แน่นอนสิ” แม่ไก่ยิ้มหวาน
“เจ้าแข็งแรงจะตายไป ลากนิดเดียวเอง”
ไก่แจ้ส่ายหัวอย่างไม่ยอมแพ้ “ไม่มีทาง! ข้ายอมเป็นสารถีก็ได้ แต่นั่งเทียมรถลาก… ไม่มีวัน!”
ทั้งคู่เริ่มถกเถียง เสียงดังลั่นเนินเขาอย่างกับคู่สามีภรรยาที่เถียงกันเป็นเรื่องประจำ พวกกระรอกที่แอบฟังถึงกับคาบเมล็ดนัทหลบหนีอย่างหวาดกลัว
ทันใดนั้นมีเสียง “แคว๊ก! แคว๊ก!” ดังขึ้นจากด้านล่างเนิน
เป็ดตัวหนึ่งเดินยักเยื้องขึ้นมาด้วยท่าทางไม่พอใจ “พวกเจ้าสองตัว!” มันร้องเสียงดัง
“ใครอนุญาตให้มากินลูกนัทบนเนินของข้า!? ข้าปลูก… เอ่อ… ไม่ได้ปลูก แต่ข้าเฝ้ามันอยู่นะ!”
ไก่แจ้สะดุ้ง “โอ๊ย… ไม่รู้ว่าเป็นของเจ้า ขอโทษก็แล้วกัน”
“ขอโทษอย่างเดียวไม่พอ!” เป็ดกางปีกพุ่งเข้าใส่
“ต้องชดใช้ด้วย!” เป็ดงับจะจิกคอไก่แจ้ทันที แต่ไก่แจ้ไม่ใช่ไก่ธรรมดา
เขากระโดดสูงขึ้นแล้วเอาเดือยคม ๆ จิกกลับ “เข้ามาสิ! เจ้าก็ผิดที่ไม่ติดป้ายบอกนี่นา!”
เสียงปีกฟาดกันดัง พั่บ! พั่บ! เสียงกระทืบเท้าและเสียงร้องโวยวายดังทั่วเนิน
ในที่สุด เป็ดก็ถูกไก่แจ้ไล่จิกจนต้องร้องขอ “พอเถอะ! พอแล้ว! ข้ายอม ข้ายอมทุกอย่าง!”
แม่ไก่ยิ้มหวานอีกครั้ง “งั้นเจ้าก็ช่วยลากรถให้เราหน่อยสิ ถือว่าเป็นค่าชดใช้ที่ทำให้ตกใจนะ”
เป็ดน้ำตาคลอ “เอาจริงเหรอ…?”
“จริงสิ” แม่ไก่ตอบอย่างหน้าตาเฉย
และแล้วเป็ดผู้เคราะห์ร้ายก็ถูกผูกเทียมรถทำจากเปลือกลูกนัท ขณะที่ไก่แจ้นั่งบนตำแหน่งสารถีอย่างภาคภูมิใจ
“พร้อมไหม เป็ดลากรถ?” ไก่แจ้ถาม
เป็ดถอนใจยาว “ถ้าข้าไม่พร้อม ก็ไม่มีใครสนใจใช่ไหมล่ะ… เอ้า ลากก็ลาก!” และขบวนคณะเร่รอนประหลาด ก็เริ่มออกเดินทางท่ามกลางแสงตะวันสุดท้ายของวัน
ฟ้ามืดลงอย่างรวดเร็ว ลมเย็นเริ่มพัดแรงขึ้น เสียงหรีดหริ่งเรไรดังจากพงหญ้าทั้งสองข้างทาง ขณะรถเปลือกลูกนัทที่เทียมด้วยเป็ดกำลังลื่นไหลไปตามเส้นทางดิน
ไก่แจ้กระตุกเชือกเบา ๆ “เร็วขึ้นอีกหน่อยสิ เจ้าเป็ด!” เป็ดร้องหอบ “ข้า… ข้าไปเต็มที่แล้วนะ!”
จู่ ๆ ก็มีเสียงเล็ก ๆ ตะโกนจากข้างทาง “หยุดก่อน! หยุดก่อน!”
ไก่แจ้หันไปมอง เห็นเงาร่างเล็ก ๆ สองตัวยืนเตะดินอยู่ เป็น “เข็ม” และ “หมุด” เดินโซซัดโซเซเหมือนคนเมา
ทั้งสองตะโกนพร้อมกัน “รับเราขึ้นรถหน่อย! มันจะมืดสนิทแล้ว เราเดินต่อไม่ไหว!”
ไก่แจ้เลิกคิ้ว “พวกเจ้าไปทำอะไรมาถึงสภาพนี้?”
หมุดหัวเราะแห้ง ๆ “เรา… เอ่อ… อยู่ร้านเหล้าช่างตัดเสื้อข้างประตูเมืองมานานไปหน่อยน่ะสิ”
เข็มพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ดื่มไปสามไห แต่ตัวเล็กจิ๋วอย่างเรา ๆ ก็เมาได้ง่าย เจ้าคงรู้!”
แม่ไก่กระซิบกับไก่แจ้ “รับพวกเขาไหมตัวเล็กนิดเดียว น่าจะไม่หนักเท่าไรหรอก”
ไก่แจ้คิดครู่หนึ่งก่อนตอบ “ขึ้นมาก็ได้ แต่ต้องสัญญาว่าจะไม่เหยียบเท้าเรานะ!”
ทั้งเข็มและหมุดยกมือ (หรือจะเรียกว่ายกปลายแหลม) ขึ้นสาบาน “สัญญา ๆ เราไม่เหยียบเท้าใครเด็ดขาด!”
แล้วทั้งสองก็ปีนขึ้นรถไปนั่งตัวสั่นเหมือนคนหนาว… ทั้งที่จริง ๆ เมา
เป็ดลากรถต่อไปจนเริ่มโซซัดโซเซ
แม่ไก่มองแล้วสงสาร “เราพักกันเถอะ ขืนลากต่อเป็ดคงล้มก่อนถึงหมู่บ้านแน่”
ในที่สุด ทั้งคณะก็มาถึงโรงเตี๊ยมเก่า ๆ ริมทาง
เจ้าของโรงเตี๊ยมมองตั้งแต่หัวจดเท้า “โอ้โห… นี่ขบวนอะไรกันเนี่ย ไก่สองตัว เป็ดหนึ่ง แถมมีเข็มกับหมุด… ข้าบอกไว้ก่อนนะ บ้านข้าเต็มแล้ว!”
ไก่แจ้ยิ้มสุภาพ “เราเดินทางมาทั้งวัน อยากพักสักคืน พรุ่งนี้เช้าก็จะไปแล้ว”
เจ้าของส่ายหัว “ข้าไม่อยากให้บ้านข้าเลอะเทอะนะ พวกเจ้า… ดูไม่น่าจะเป็นแขกดี ๆ”
แม่ไก่รีบเสนอด่วน “ถ้าเจ้าให้เราพัก ข้าจะให้ไข่ที่เพิ่งวางวันนี้เป็นค่าที่พัก”
ไก่แจ้เสริม “และนี่คือเป็ดที่ออกไข่ทุกวัน เจ้าเก็บไว้เลยก็ได้!”
เป็ดที่ยืนตัวสั่นเบิกตากว้าง “หาาา?! เดี๋ยว ๆๆ ข้ายังไม่ตกลง”
แต่เจ้าของโรงเตี๊ยมยิ้มกว้างจนตาเป็นเส้น “ตกลง! เข้ามาเลย!”
และคืนนั้นเอง โรงเตี๊ยมที่เคยเงียบสงบกลับกลายเป็นที่เปิดงานเลี้ยงเล็ก ๆ ของเหล่าพวกเร่รอนประหลาด ทั้งกิน ทั้งหัวเราะ ทั้งร้องเพลง จนเป็ดผู้เหนื่อยล้าแทบนอนคอพับหลับไปทันทีที่มีโอกาส
อย่างไรก็ตาม… ไม่มีใครรู้เลยว่าเช้าวันต่อไป จะเป็นวันแห่งความปั่นป่วนที่กำลังจะเริ่มต้น…

รุ่งสาง ลมเย็นลอดช่องไม้ของโรงเตี๊ยมเข้ามา เสียงไก่ขันจากหมู่บ้านไกล ๆ ดังขึ้น แต่ในโรงเตี๊ยมกลับยังเงียบงัน เพราะเจ้าของบ้านและแขกทั้งหลายยังหลับไม่รู้เรื่อง
ไก่แจ้ลืมตาก่อนใคร เขาสะกิดแม่ไก่เบา ๆ “ตื่นเถอะ เราไม่อยากอยู่ที่นี่จนเจ้าของบ้านทวงไข่หรือเป็ดหรอกนะ”
แม่ไก่ลูบปีกงัวเงีย “อืม… งั้นเอาไข่นั่นมาสิ”
ไก่แจ้คาบไข่ใบกลมที่แม่ไก่วางเมื่อคืน แล้ว จิกเปลือกอย่างคล่องแคล่ว ทั้งคู่แบ่งกันกินอย่างเร็ว กรุบ… กรุบ…
ส่วนเปลือกไข่นั้น แม่ไก่โยนขึ้นไปบนขอบเตาไฟ ดังเป๊าะ! เปลือกกระเด็นไปตกบนขี้เถ้าเงียบ ๆ ไม่มีใครสังเกต
ไก่แจ้หันไปมองเข็มและหมุดที่หลับไม่รู้เรื่อง “สองตัวนี้ไปดื่มอะไรกันนักหนา”
แม่ไก่ยิ้มแบบเจ้าเล่ห์ “ตั้งแต่เมื่อคืนข้าเห็นเจ้าของโรงเตี๊ยมทำหน้าไม่ค่อยดีนัก ตอนเช้าคงโดนดีบ้างล่ะนะ”
ไก่แจ้หัวเราะ หรี่ตาอย่างมีเลศนัย “ช่วยให้เขาจำเราหน่อยก็คงดี…”
ทั้งคู่เดินไปที่เข็มก่อน ไก่แจ้ยกมันขึ้นเบา ๆ “ยังเมาไม่สร่างเลยนะ เจ้าตัวเล็ก”
แล้วจิ้มมันลงไปที่เบาะเก้าอี้ไม้ตัวโปรดของเจ้าของโรงเตี๊ยม ที่ตั้งอยู่มุมห้อง ดังฉึก! เข็มเสียบแน่นพอดี
จากนั้น แม่ไก่เดินไปหยิบหมุด “สองคนนี้มากับเรา ก็ต้อง… ฝากอะไรไว้หน่อย”
เธอเอาหมุดไปปักไว้บนผ้าเช็ดหน้าของเจ้าของบ้าน ที่แขวนอยู่ข้างอ่างล้างหน้า ดังแซ่ก!
ไก่แจ้ส่ายหัวเบา ๆ “เอาละ พอแล้ว ก่อนเราจะกลายเป็นขโมยตัวจริง”
ทั้งคู่กางปีกกระพือเบา ๆ แล้วบินออกจากหน้าต่างโรงเตี๊ยม ไปตามลมของทุ่งหญ้าแห้งที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา
ไม่ห่างกันมาก เป็ดที่เมื่อคืนโดนจับผูกกับรถลากกำลังนอนอยู่ข้างรั้วในลาน พอได้ยินเสียงกระพือปีก “ฟึบ ฟึบ” เจ้าก็ลืมตา
เห็นไก่ทั้งสองกำลังหนี เป็ดรีบร้อง “เดี๋ยว! พวกเจ้าจะทิ้งข้าไว้จริง ๆ เหรอ?!”
ไก่แจ้ตะโกนกลับ “เจ้าทางของเจ้า เราไปทางของเรา!”
แม่ไก่เสริม “หาแม่น้ำแล้วว่ายออกไปสิ เร็วกว่าลากรถให้ใครเยอะ!”
เป็ดชะงักไปหนึ่งวินาที ก่อนจะตาเป็นประกาย “เออ… จริงด้วย!”
มันรีบกลิ้งตัวแล้ววิ่งตุ้บ ๆ ลงไปตามเนินจนเจอลำธาร “ลาก่อนนะ! ข้าจะไม่ยอมลากรถอีกให้ใครอีกแล้ว!”
แล้วตูม! เป็ดก็กระโดดลงน้ำ ว่ายฉิวไปตามสายน้ำอย่างมีความสุข
ตอนนั้นเอง ท้องฟ้าสีส้มก็เริ่มสว่างขึ้น ขณะที่คณะเร่รอนแต่ละตัวต่างแยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเอง ทิ้งไว้เพียงโรงเตี๊ยมที่กำลังจะตื่นขึ้นสู่วันที่วุ่นวายที่สุดวันหนึ่ง…
เจ้าของโรงเตี๊ยมลุกขึ้นจากเตียงเกือบเก้าโมงเช้า เขาบ่นงึมงำ “เมื่อคืนบ้านข้าเสียงดังอะไรกันนัก… เหนื่อยจริง ๆ”
เขาเดินไปที่อ่างล้างหน้า หยิบผ้าขึ้นมาเช็ดหน้า ทันใดนั้น
แซ่กกกกกกกก!!! หมุดทิ่มเข้าเต็ม ๆ ที่แก้มด้านหนึ่ง ลากไปจนถึงอีกด้าน “โอ๊ยยยย! อะไรกันเนี่ย!?” หน้าของเขาเป็นรอยแดงยาวเหมือนถูกแมวข่วน
ยังไม่ทันได้ด่า เขาก็เดินโซซัดโซเซไปที่เตาไฟเพื่อจะสูบไปป์คลายเครียด เขาก้มลง ป๊อก! เปลือกไข่ที่แม่ไก่โยนไว้เมื่อคืนดีดขึ้นมาเข้าตาเขาพอดี! “โอ๊ย! วันนี้อะไรมันโจมตีข้ากันเนี่ย!?” เขาตาแดง น้ำตาไหลพราก
ชายเจ้าของบ้านหงุดหงิดจนหน้าแดง เดินไปที่เก้าอี้ไม้ตัวโปรดของปู่ “ขอนั่งพักหน่อยเถอะ… วันซวยชัด ๆ”
พอนั่งลง ฉึกกกกกกกก!!! เข็มทิ่มเข้าไปตรงก้นพอดี!
ชายคนนั้นดีดตัวขึ้นสูงราวกับโดนไฟช็อต “ว๊ากกกกกก!!! ใครมันเอาเข็มมาใส่ไว้ที่นี่!!?”
ตอนนี้เขาไม่ทนแล้ว เขาเดินพล่านไปรอบบ้าน ตะโกนเสียงดัง “ไก่สองตัว! เป็ดหนึ่ง! เข็มกับหมุด! ไอ้พวกตัวประหลาดนั่นอยู่ไหน!?”
แต่เมื่อเปิดประตูออกไป ไม่มีสักตัวเดียวเหลืออยู่ “หนอย… พวกเร่ร่อนพวกนี้! มากิน มานอน มาสร้างเรื่องวุ่น แล้วก็หนีไปดื้อ ๆ!”
เขาสบถเสียงดังลั่นบ้าน “จากนี้ข้าจะไม่รับพวกกุ๊ยพเนจรอีกแล้ว! พวกมันทำลายมากกว่าที่จ่าย… ทั้งกิน ทั้งใช้ ทั้งทิ้งของแย่ ๆ ให้ข้าแก้!”
ชายคนนั้นยืนเท้าสะเอว มองรอยเลอะบนพื้น รอยแดงบนหน้า และก้นที่ยังเจ็บจี๊ด ชีวิตของเขาเพิ่งถูกสอนบทเรียนหนึ่ง บางครั้งแขกที่ดูไม่เป็นอันตรายที่สุด ก็สร้างเรื่องใหญ่ที่สุดได้
และตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา โรงเตี๊ยมแห่งนั้นก็ไม่เคยต้อนรับคณะเดินทางประหลาดแบบนี้อีกเลย…
แต่ตำนานของ “ฝูงพวกเร่ร่อน” ยังคงถูกเล่าต่อไปในหมู่บ้านเสมอ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… อย่าไว้ใจคนแปลกหน้าเพียงเพราะพวกเขาดูไม่มีพิษมีภัยภายนอก เพราะความประมาทเพียงเล็กน้อยอาจนำความเดือดร้อนมาให้ได้
เจ้าของโรงเตี๊ยมคิดว่าไก่ เป็ด เข็ม และหมุดดูเป็นแค่แขกตัวเล็ก ๆ ไม่น่าจะสร้างปัญหา แต่สุดท้ายก็มากินอยู่ฟรี แถมทิ้งเรื่องวุ่นวายไว้เต็มบ้าน ทำให้เขาต้องรับผลจากการให้ความไว้วางใจอย่างไม่ระมัดระวัง
อ่านต่อ: คอลเลคชั่นนิทานโด่งดังจากยุโรปนิทานกริมม์อ่านสนุกแถมได้ข้อคิดดี ๆ
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องฝูงพวกเร่ร่อน (อังกฤษ: The Pack of Ragamuffins) นิทานเรื่องฝูงพวกเร่รอน มาจากคอลเลคชั่นนิทานของพี่น้องกริมม์ลำดับที่ 010 KHM ซึ่งรวบรวมเรื่องเล่าพื้นบ้านยุโรปดั้งเดิม นิทานเหล่านี้มักเล่าต่อกันปากต่อปากก่อนถูกบันทึกเป็นหนังสือ โดยมีจุดประสงค์ที่จะให้เด็กและผู้ใหญ่ได้เรียนรู้คติสอนใจผ่านเรื่องราวที่สนุกและน่าติดตาม
เรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อสอนเด็ก ๆ เรื่องความระมัดระวังและการคิดก่อนเชื่อใจผู้อื่น ผ่านตัวละครเหนือจินตนาการและตลก ๆ เช่น ไก่ แม่ไก่ เป็ด และเข็มกับหมุดที่สามารถพูดและเคลื่อนไหวได้อย่างน่าขบขัน การใช้สัตว์และวัตถุประหลาดทำให้บทเรียนไม่ซ้ำซากและเด็ก ๆ จดจำง่าย ในขณะเดียวกันก็สร้างความสนุกสนานและจินตนาการให้ผู้อ่าน
โดยรวมแล้ว นิทานนี้สอนให้เห็นว่า แม้บางคนหรือสิ่งที่ปรากฏดูไม่มีพิษภัย แต่ความประมาทหรือความไว้ใจเพียงผิวเผินก็อาจทำให้เกิดความยุ่งยากและความเสียหายได้ การใช้ปัญญา สังเกต และคิดก่อนเชื่อถือใคร เป็นบทเรียนสำคัญที่เด็ก ๆ และผู้ใหญ่สามารถนำไปใช้ในชีวิตจริง
คติธรรม: “อย่าไว้ใจสิ่งที่ดูไร้พิษภัยเกินไป จงใช้สติและสังเกตก่อนเชื่อใจใคร”

