นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวกำพร้าผีน้อย

ปกนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวกำพร้าผีน้อย

ในแผ่นดินหนึ่งที่เงียบงามและแสนไกล ยังมีผู้คนที่เชื่อมั่นในโชคชะตาและแรงของสองมือ ไม่มีปาฏิหาริย์ใดเหนือกว่าความเพียรของคนที่ไม่ยอมจำนนต่อวาสนา

เรื่องเล่านิทานพื้นบ้านไทยที่ผ่านปากชาวบ้านข้ามร้อยปี จะพาท่านไปพบชายหนึ่งที่ไร้สิ่งใดติดตัว แต่กลับได้มากกว่าผู้ใด ด้วยสติ กล้า และคุณธรรมที่มั่นคงกว่าเหล็กกล้า กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวกำพร้าผีน้อย

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวกำพร้าผีน้อย

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวกำพร้าผีน้อย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองหนึ่งในแว่นแคว้นฝ่ายทิศอีสาน อันสงบร่มเย็น มีเด็กชายผู้หนึ่งกำพร้าบิดามารดาแต่เยาว์วัย จำต้องเร่ร่อนไปตามหมู่บ้าน ร่ำขอข้าวปลาอาหารเลี้ยงชีพ วันคืนล่วงไป เด็กนั้นเติบใหญ่เป็นหนุ่ม หน้าตาคมคาย ใจเข้มแข็ง มิย่อท้อต่อชะตาชีวิต ครั้นถึงคราวอิ่มในความลำบาก จึงออกปากแก่ตนเองว่า “ชีวิตข้าจักมิอาศัยผู้อื่นอยู่ร่ำไปเป็นแน่แท้ ข้าจักไปหาทางตั้งตัว ทำไร่ไถนาตามแรงสองแขน”

จึงเก็บห่อผ้า หอบใจมุ่งสู่ท้องทุ่งนอกเมือง หาเนื้อที่ว่างเปล่าแล้วลงมือถางดง แผ้วพง ปลูกข้าวพืชผักพรรณนา สร้างกระท่อมอาศัยอยู่แต่เพียงลำพัง ฤดูกาลหมุนเวียน ผ่านไปมิล่าช้า พืชผักผลไม้เจริญงอกงามเขียวชอุ่มทั่วไร่ แลต้นข้าวโน้มรวงดั่งจักเก็บเกี่ยวได้ในไม่ช้า

แต่แล้วสัตว์ป่าทั้งหลาย ไม่ว่าเม่น หมูป่า ลิง แลกระต่าย ต่างพากันมากัดกินทำลายไร่ของเขา วิ่งไล่เท่าใดก็ไม่หนี ก่อทุกข์ใจแก่ท้าวกำพร้ายิ่งนัก ข้าวของที่มัดทำกับดักก็ขาดเสียสิ้น

เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยว่า “ข้าจักไปยังวังหลวง เพื่อขอสายไหมจากย่าจำสวน เอามาใช้ทำนายกลกับดักสัตว์เถิด”

เมื่อคิดดังนั้น จึงเดินทางกลับเข้ากรุง ไปยังเรือนคนสวนหลวง ครั้นย่าจำสวนเห็นชายหนุ่มเข้าก็เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “เออหนา เจ้าเด็กขอทานเมื่อปีก่อนหรือไม่ เห็นเจ้าหายหน้าไป ครานี้มาเยือนย่าแต่เช้า มีอันใดฤา?”

ชายหนุ่มยกมือไหว้แล้วกล่าวว่า “ข้าพเจ้ามิมาขอข้าวเหมือนแต่ก่อนดอก ข้ามีที่ทำไร่อยู่ไกลนัก แต่พืชผลมักถูกรุกล้ำด้วยสัตว์พงไพร ข้าจึงใคร่ขอ ‘สายไหม’ จากย่า สักเส้นสองเส้นเถิด จะนำไปดักสัตว์ให้พ้นทุกข์เถิด”

ย่าจำสวนได้ฟังก็หัวเราะพลางว่า “เอ็งนี่ไม่เสียทีที่เกิดเป็นชาย กำพร้าพ่อแม่แต่กลับสร้างเนื้อสร้างตัวได้ ดีแล้วเจ้าหนุ่ม เอาไปเถิด อย่าลืมข้าวย่าเมื่อตั้งตัวได้ล่ะ”

ชายหนุ่มขอบคุณ แล้วรีบกลับไร่ในวันเดียวกัน ครั้นได้สายไหมมาครอง ก็จักรเย็บเป็นบ่วงกับดักด้วยความพิถีพิถัน ตั้งไว้ตามมุมสวนหลายแห่ง

รุ่งเช้า เสียงบ่วงดังกระตุกแน่น ราวกับจับได้ของใหญ่ เขารีบรุดไปดู ปรากฏว่า เป็น “ช้างเผือก” ตัวมหึมา กำลังดิ้นอยู่ด้วยแรงอันมหาศาล ต้นไม้ขาดกระจายเป็นทาง

ท้าวกำพร้ายืนอึ้งอยู่ครู่หนึ่งแล้วคว้าไม้หวังจักฟาด ทว่าแล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “อย่าฆ่าข้าเลยเถิด ท่านผู้มีบุญญา ข้ายอมมอบสิ่งวิเศษให้ แลขอชีวิตไว้แลกหนึ่งงาของข้าเถิด”

ชายหนุ่มตกใจนักที่ช้างกล่าวจาดั่งคน แต่ด้วยรู้ว่าเป็นสัตว์มีคุณ จึงเอ่ยว่า “ข้าไม่มีจิตฆ่าเจ้าแต่แรกอยู่แล้ว หากเจ้าให้สิ่งวิเศษได้ ก็มอบมาซึ่งดี”

ช้างจึงถอดงาออกหนึ่งข้าง มอบให้แก่เขา แล้วเดินจากไปเงียบเชียบ ทิ้งไว้เพียงความอัศจรรย์ที่ติดมือชายหนุ่มกลับเรือน

นับแต่นั้นมา ท้าวกำพร้าก็ยังใช้บ่วงสายไหมดักสัตว์ต่อไป ครั้นวันหนึ่งจับได้ “เสือใหญ่” ตัวหนึ่ง ดวงตาแดงเรืองราวถ่านไฟ กำลังจะถูกฟาดด้วยไม้ ทว่าเสือนั้นกลับกล่าวเป็นคำว่า

“ท่านอย่าเพิ่งปลิดชีวิตข้าเลย ข้าขอนอบน้อมเป็นบริวารท่านเถิด ยามท่านตกยาก จะให้ข้ารับใช้ด้วยแรงสรรพสัตว์”

ท้าวกำพร้าชั่งใจอยู่ครู่จึงตอบว่า “เสือพูดเช่นนี้ ข้าก็จักไว้ชีวิตเจ้า หากผิดคำแม้คราเดียว ข้าจักไม่ปรานี”

เสือคำนับแลวิ่งจากไป ครั้นไม่กี่วันต่อมา บ่วงดักได้ “อีเห็น” ซึ่งก็กล่าวถ้อยคำคล้ายเสือ ขอเป็นพวกอีกตน

ไม่ช้า จับได้ “พญาฮุ้ง” ซึ่งคือเหยี่ยวใหญ่ประจำป่า มันพูดเสียงกังวานว่า

“ข้าเป็นนกผู้มองได้ทั่วฟ้า หากท่านต้องการ ข้าจะบินนำทาง หรือขี่ข้าไปทั่วแผ่นดินก็ได้”

ชายหนุ่มหัวเราะแล้วตอบ “ยินดีจะพึ่งเจ้าเมื่อถึงเวลา”

ตัวสุดท้ายที่จับได้คือ “ผีน้อย” ซึ่งแอบมากินปลาจากไซของเขา ท้าวกำพร้าจับได้ก็หมายเผาเสีย แต่ผีน้อยรีบร้องว่า

“อย่าเพิ่งเผาข้าเลยท่าน ข้าแม้เป็นผี แต่มีเนตรเห็นได้ทั่ว ทั้งโลกนี้และโลกวิญญาณ หากไว้ชีวิต ข้าจักเป็นหูตาให้ท่านได้เสมอ”

ชายหนุ่มมองผีน้อยด้วยแววตาประหลาด แล้วเอ่ยว่า “งั้นก็อยู่ให้ดีเถิด อย่าได้หลอกหลอนใคร”

นับแต่บัดนั้น เขาก็มีบริวารเป็นสรรพสัตว์ถึงสี่ตน ทั้งเสือ อีเห็น นก และผี แต่แล้วเรื่องประหลาดที่สุดก็บังเกิดขึ้นอีก

ในเช้าวันหนึ่ง ขณะเขาตื่นขึ้น กลับได้กลิ่นข้าวหอมโชย ฟืนยังอุ่นอยู่ในเตา สำรับกับข้าวจัดเรียงเรียบร้อยบนโต๊ะ ทั้งที่เขาหุงหายไปหลายวันด้วยความเหนื่อย

เขาจึงแกล้งทำทีเดินออกบ้าน แล้วแอบดูเงียบ ๆ พลันเห็นหญิงสาวรูปโฉมงามนัก ออกมาจาก “งาช้าง” ที่เขาวางไว้บนหิ้ง

นางเดินเข้าไปในครัวด้วยท่าทีคล่องแคล่ว ท้าวกำพร้ารอจนถึงวันถัดไปจึงซุ่มจับตัวไว้

ครั้นได้จังหวะ เขาก็กระโดดคว้านางแล้วกล่าวเสียงเข้ม “เจ้ามาจากใด ซ่อนตัวในงางั้นฤา?”

นางสะดุ้งสุดตัว จะหนีเข้าไปในงาอีกครา แต่เขารั้งไว้แล้วตะโกนว่า “ไม่ต้องหนีอีกแล้ว ข้ารู้แล้วว่าเจ้าเป็นใคร!”

หญิงสาวมิกล่าวคำใด เพียงก้มหน้าด้วยท่าทีโศกเศร้า เขามองงาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยว่า “ข้าจักไม่ให้เจ้าแอบซ่อนตัวอีก”

จึงหยิบงาขึ้นแล้วทุบเสียเป็นเสี่ยง กล่าวกับนางว่า “บัดนี้ เจ้าคือเมียของข้า ข้าไม่เคยมีญาติพี่น้องใด หากเจ้ายินดีอยู่กับข้า ข้าจักดูแลเจ้าให้ดีที่สุด”

หญิงสาวมิเอ่ยโต้ แต่ดวงตานั้นมีแววซาบซึ้งเจืออยู่ ท้าวกำพร้าจึงตั้งนางไว้เป็นภรรยา แล้วนับแต่นั้น ชีวิตของเขาก็เริ่มกลายเป็นมากกว่าคนกำพร้า…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวกำพร้าผีน้อย 2

ข่าวลือถึงความงามของนางสีดา แพร่สะพัดไปทั่วเมือง ร่ำลือไปถึงพระเนตรพระกรรณของพระราชาผู้ยังมิได้มีมเหสี ครั้นพระองค์เสด็จมาประพาสยังเมืองชายแดน เห็นนางสีดาเข้าเพียงครั้งเดียวก็ถึงกับละสายตามิได้ จึงตรัสแก่ขุนนางว่า “อีนางผู้นี้ รูปงามประหนึ่งเทวี ข้ามิอาจนิ่งเฉย ต้องเอามาไว้ข้างกายให้ได้”

แต่เมื่อรู้ว่านางเป็นภรรยาของชายผู้หนึ่งซึ่งได้ชื่อว่าท้าวกำพร้า พระองค์ก็เกรงจะเสียพระเกียรติ หากยึดนางมาเฉย ๆ จึงคิดกลอุบายขึ้น ทรงเรียกท้าวกำพร้าเข้าวัง แล้วรับสั่งว่า

“ดูก่อนชายผู้นี้…ได้ยินว่าเจ้ามีฝีมือมากนัก เป็นผู้มีบุญ ข้าจึงใคร่จักลองฝีมือดู หากเจ้าชนะข้าในการเดิมพันสามสิ่ง ข้าจักยกเมืองให้เจ้าเป็นครึ่งหนึ่ง แต่หากเจ้าแพ้ เจ้าจักต้องมอบภรรยาให้แก่ข้าโดยสงบ”

ท้าวกำพร้าแม้ขัดใจ แต่ก็ไม่กลัว ตอบกลับไปว่า “ข้ารับคำท้า หากโชคชะตาจักให้ข้าสูญเสียเมีย ก็คงมิใช่เพราะข้ายอมแพ้เอง”

การท้าพนันทั้งสามเริ่มต้นขึ้น รายการแรกคือ “ชนวัว” พระราชานำวัวหลวงตัวใหญ่ สูงใหญ่น่าเกรงขามมายืนกลางลาน ส่วนท้าวกำพร้ายิ้มอยู่ในใจ แล้วกระซิบแก่เสือว่า “เจ้าจงแปลงเป็นวัว แล้วชนให้มันรู้ว่าใครแน่กว่ากัน”

เสือไกรสรรแปลงกายทันที เป็นวัวดำผิวเงา นัยน์ตาแดง ครั้นเริ่มชน เสียงดังสนั่นจนพื้นสะเทือน วัวของพระราชาถูกชนกระเด็นล้มแน่นิ่งกลางลาน เสียงไชโยโห่ร้องดังกึกก้องทั่วพระนคร

รายการถัดมาคือ “ชนไก่” พระราชานำไก่หลวงซึ่งเลี้ยงอย่างดีมาเข้าลาน ท้าวกำพร้าหันไปกระซิบกับอีเห็นว่า “เจ้าจงทำหน้าที่ให้ดี ชนแล้วอย่าปล่อย”

อีเห็นแปลงกายเป็นไก่ชนปีกใหญ่ ทันทีที่ไก่ทั้งสองตีกัน มันก็กระโดดฟาดด้วยเดือยเพียงสองครั้ง ไก่หลวงก็นอนแน่นิ่ง

สุดท้ายคือ “แข่งเรือ” พระราชานำเรือหลวงลำยาวลงสู่แม่น้ำ พร้อมทหารนับร้อย ท้าวกำพร้ายิ้มก่อนเปล่งเสียงเรียก “พญาฮุ้ง…ถึงเวลาของเจ้าแล้ว”

พญาฮุ้งบินลงมาแล้วแปลงกายเป็นเรือลำหนึ่งที่ทั้งเบาและเร็วกว่าเสียงลม ครั้นเริ่มแข่ง เรือของท้าวกำพร้าพุ่งไปข้างหน้าไม่เห็นฝุ่น ขณะเดียวกัน เรือหลวงกลับโคลงเคลงแล้วล่มกลางลำน้ำ พญาฮุ้งในคราบเรือโฉบขึ้นกินทหารทั้งลำ

พระราชาสิ้นพระชนม์กลางแม่น้ำ เมืองทั้งเมืองจึงสิ้นผู้นำ และท้าวกำพร้าก็ได้ครอบครองเมืองแต่เพียงผู้เดียว

ครั้นพระราชาตาย วิญญาณของพระองค์พร้อมบริวารก็ตกไปอยู่ในภพผี วิญญาณพระราชายังแค้นเคืองท้าวกำพร้า จึงคิดแย่งเอานางสีดาไปเป็นของตน โดยใช้ “บ่างลั่ว” ซึ่งเป็นสัตว์อาถรรพ์ที่สามารถร้องเรียกวิญญาณผู้คนได้

ยามค่ำคืน บ่างลั่วจึงร้องเรียกนางสีดา “สีดา…สีดา…เจ้าอยู่ใด…ตามข้ามาเถิด…”

เพียงครั้งแรก นางสีดาก็เริ่มป่วยไข้ ครั้งที่สอง นางซวนเซล้มลงสิ้นสติ ครั้งที่สาม ลมหายใจขาดหายไป วิญญาณถูกดึงออกจากร่างไปยังแดนผี

ท้าวกำพร้าโศกเศร้าแทบขาดใจ ร่ำไห้กอดร่างภรรยาแน่น แล้วเอ่ยว่า “สีดา…อย่าทิ้งข้าไปเช่นนี้เลย…”

ขณะกำลังจะจัดการเผาศพ ผีน้อยรีบเข้ามาแล้วร้องว่า “อย่าเผา! ร่างนี้ยังไม่สิ้นกรรม วิญญาณของนางถูกล่อลวงไป ข้าจะตามไปให้รู้เรื่อง”

ผีน้อยจึงหายตัวเข้าแดนผี ไม่นานนักก็กลับมาพร้อมข่าวว่า “บ่างลั่วเป็นผู้ร้องเรียกนางไป ข้าจักจับมันมาให้ดู”

ท้าวกำพร้าจึงสาน “ข้อง” ไว้เพื่อดักจับ ครั้งแรกสานด้วยไม้ไผ่ แล้วชวนบ่างลั่วให้เข้าไป “เจ้าช่วยลองดูเถิดว่านี่แน่นพอไหม”

บ่างลั่วเข้าไปแล้วดันออกมาได้ มันจึงหัวเราะว่า “ข้องเจ้านี้ ข้าทำพังได้ง่ายดายนัก”

ท้าวกำพร้ายิ้มแล้วว่า “เช่นนั้นข้าจักสานใหม่ด้วยลวดเถิด”

ครั้นสานเสร็จ ก็ให้บ่างลั่วเข้าไปลองอีกครั้ง แล้วรีบปิดฝาแน่น ครั้นจับได้ ก็บังคับให้ร้องเรียกวิญญาณนางสีดากลับคืน

บ่างลั่วร้องครั้งที่หนึ่ง ร่างนางกระตุก ครั้งที่สอง เปลือกตานางสั่น ครั้งที่สาม นางลืมตาขึ้นแล้วลุกนั่งเป็นปกติ

ท้าวกำพร้ากลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ กอดนางแน่น แล้วหันไปหาบ่างลั่วว่า “เอ็งนี่ล่ะหรือที่ร้องเรียกเอาวิญญาณได้ ข้าอยากเห็นลิ้นเอ็งหน่อยเถิด ว่าหน้าตาเป็นฉันใด”

บ่างลั่วหัวเราะแล้วแลบลิ้นออกมา ท้าวกำพร้าชักมีดพกขึ้นฟันฉับเดียว ลิ้นหลุดออกจากปาก “ครานี้เอ็งจะได้ไม่หลอกใครอีก”

บ่างลั่วร้องเสียงแหบแห้งตั้งแต่นั้นมา ร่ำไปไม่ชัดดังแต่ก่อน

ท้าวกำพร้ากับนางสีดาอยู่ด้วยกันฉันผัวเมีย และได้ครองราชย์แทนพระราชาที่ตาย ปกครองบ้านเมืองด้วยเมตตาธรรม ประชาราษฎร์ก็อยู่เย็นเป็นสุขสืบมา

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวกำพร้าผีน้อย 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… แม้คนที่เกิดมาไร้ญาติขาดคนอุปถัมภ์ หากมีความเพียร มีน้ำใจ และไม่ทอดทิ้งคุณธรรม ก็สามารถสร้างชีวิตขึ้นมาได้จากศูนย์

ท้าวกำพร้าแม้เริ่มต้นด้วยความลำบาก แต่ด้วยความขยัน ความเมตตา และสติปัญญา ก็สามารถสร้างพรรคพวก เอาตัวรอด และเอาชนะอำนาจของคนใหญ่คนโตได้ในที่สุด

อีกทั้งยังชี้ให้เห็นว่า การมีคุณธรรมต่อสัตว์หรือแม้แต่ผีก็ยังให้ผลดีในวันหน้า ส่วนคนที่คิดร้าย ใช้อุบาย เอาเปรียบผู้อื่น สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะความดีไม่ต้องเสียงดัง แต่ก็หนักแน่นพอจะชนะทุกอย่างได้เอง

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวกำพร้าผีน้อย เป็นนิทานพื้นบ้านจากภาคอีสานของไทย ที่เล่าสืบต่อกันมาช้านาน โดยเฉพาะในพื้นที่แถบจังหวัดมหาสารคาม ร้อยเอ็ด และอุบลราชธานี เรื่องนี้เป็นหนึ่งในนิทานที่สะท้อนโลกทัศน์ของชาวบ้านในยุคโบราณ ซึ่งผสมผสานระหว่างความเชื่อในผี สัตว์วิเศษ ของวิเศษ และการต่อสู้เชิงกลอุบาย

โครงเรื่องของกำพร้าผีน้อยมีลักษณะคล้าย “นิทานพันหนึ่งราตรี” ในแบบอีสาน คือเริ่มจากคนต่ำต้อยแล้วไต่เต้าสู่ความยิ่งใหญ่ ด้วยความฉลาด เอื้อเฟื้อ และความกล้าหาญ อีกทั้งยังแฝงแนวคิดเรื่อง “กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ” แม้ผู้นั้นจะเป็นสัตว์หรือผีก็ตาม ตัวนิทานมักถูกเล่าต่อในงานบุญ งานเล่าเรื่องของหมอลำ หรือใช้เป็นสื่อสอนเด็กให้รู้จักความพยายาม ซื่อสัตย์ และระวังภัยจากคนเจ้าเล่ห์อำนาจ

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวกำพร้าผีน้อยยังสะท้อนมุมมองความยุติธรรมในแบบบ้าน ๆ คือไม่ว่าคนธรรมดาจะตัวเล็กเพียงใด หากมีสติและมีใจดี ก็ย่อมชนะอำนาจอยุติธรรมได้อย่างผู้ดีมีชัย

“คนที่เริ่มจากศูนย์ ไม่ได้แพ้ใคร แต่คนที่ใช้อำนาจข่มผู้อื่น แพ้ตั้งแต่คิดแล้ว”