ในบ้านที่ความรักเริ่มจืดจางตามกาลเวลา ความชราภาพมักถูกมองว่าเป็นภาระจนหลงลืมไปว่า ครั้งหนึ่งมือที่สั่นเทาคู่นี้เองที่เคยโอบอุ้มและเลี้ยงดูเรามาจนเติบใหญ่
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงบทเรียนราคาถูกจากชามไม้ เมื่อความไร้เดียงสาของเด็กน้อยวัยสี่ขวบ ได้กลายเป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้พ่อแม่เห็นถึงอนาคตของตัวเอง จนต้องหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความสำนึกผิด กับนิทานกริมม์เรื่องชายชราและหลานชายของเขา

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องชายชราและหลานชายของเขา
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในบ้านหลังเล็กที่แสนอบอุ่น มีคุณปู่ชราผู้หนึ่งอาศัยอยู่กับลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานชายวัยสี่ขวบ ทว่ากาลเวลาที่หมุนผ่านไปอย่างรวดเร็วได้พรากเอาพละกำลังของคุณปู่ไปจนหมดสิ้น
ดวงตาที่เคยแจ่มใสกลับฝ้าฟางจนมองเห็นเพียงเงาราง ๆ หูที่เคยได้ยินเสียงนกเจื้อยแจ้วกลับตึงจนแทบไม่ได้ยินเสียงใครพูด และที่สำคัญที่สุดคือเข่าที่สั่นเทาจนก้าวเดินลำบาก
ในยามที่ต้องนั่งลงทานอาหารพร้อมหน้ากัน คุณปู่ไม่สามารถถือช้อนได้อย่างมั่นคงอีกต่อไป มือที่สั่นระริกมักจะทำให้น้ำซุปหกเลอะเทอะผ้าปูโต๊ะอยู่เสมอ บางครั้งน้ำซุปก็ไหลออกจากมุมปากอย่างที่ท่านไม่ตั้งใจ
แทนที่ลูกชายและลูกสะใภ้จะเห็นใจ พวกเขากลับเริ่มแสดงสีหน้าเบื่อหน่ายและรังเกียจ เสียงถอนหายใจและสายตาที่เย็นชาเริ่มปกคลุมโต๊ะอาหาร จนบรรยากาศที่เคยอบอุ่นกลับกลายเป็นความตึงเครียดที่ไม่มีใครอยากพูดจา
ในที่สุด ความรำคาญใจของลูกสะใภ้ก็มาถึงจุดสิ้นสุด เธอตัดสินใจแยกคุณปู่ให้ออกไปนั่งทานอาหารลำพังที่มุมมืดหลังเตาผิงเพียงคนเดียว โดยมอบชามดินเผาเก่า ๆ ใบหนึ่งให้ และตักอาหารให้เพียงน้อยนิดไม่เคยเพียงพอต่อความต้องการ
คุณปู่ต้องนั่งอยู่ตรงนั้นเงียบ ๆ มองดูลูกหลานหัวเราะและทานอาหารเลิศรสบนโต๊ะด้วยดวงตาที่เอ่อล้นไปด้วยน้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจ
อยู่มาวันหนึ่ง ในขณะที่มือที่สั่นเทาของคุณปู่พยายามจะยกชามดินเผาขึ้นมาดื่ม ชามใบนั้นก็ลื่นหลุดมือตกลงพื้นแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ ลูกสะใภ้แผดเสียงดุด่าอย่างรุนแรงว่าท่านช่างซุ่มซ่ามและทำลายข้าวของ
คุณปู่ทำได้เพียงนิ่งเงียบและถอนหายใจด้วยความโศกเศร้า วันรุ่งขึ้นพวกเขาจึงไปซื้อ “ชามไม้” ราคาไม่กี่สตางค์มาให้ท่านแทน พร้อมคำสั่งว่าต่อจากนี้ไปท่านจะต้องทานอาหารจากชามไม้นี้เท่านั้น เพื่อจะได้ไม่ต้องทำแตกให้ใครเดือดร้อนอีก

ในขณะที่บรรยากาศในบ้านเต็มไปด้วยความเย็นชาที่มีต่อคุณปู่ วันหนึ่งในขณะที่พ่อกับแม่กำลังนั่งพักผ่อนอยู่ พวกเขาก็สังเกตเห็นลูกชายตัวน้อยวัยสี่ขวบกำลังขะมักเขม้นอยู่บนพื้น เด็กน้อยรวบรวมเศษไม้เล็ก ๆ และพยายามใช้มีดทื่อ ๆ แกะสลักพวกมันอย่างตั้งใจ ราวกับกำลังสร้างผลงานชิ้นเอกอะไรบางอย่าง
ผู้เป็นพ่อเดินเข้าไปหาด้วยความเอ็นดูแล้วถามว่า “เจ้ากำลังทำอะไรอยู่หรือลูกรัก? ดูตั้งอกตั้งใจเชียวนะ”
เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมาด้วยดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์แล้วตอบว่า “ผมกำลังทำชามไม้ใบเล็ก ๆ อยู่ครับพ่อ เอาไว้ให้พ่อกับแม่ใช้กินข้าวตอนที่ผมโตเป็นผู้ใหญ่แล้วยังไงล่ะครับ”
คำพูดเรียบง่ายที่ไร้เดียงสานั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจของคนทั้งสอง พ่อและแม่ต่างนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ พวกเขาตระหนักได้ทันทีว่า “สิ่งที่พวกเขาทำกับปู่ในวันนี้ คือสิ่งที่ลูกชายกำลังเรียนรู้เพื่อจะทำกับพวกเขาในวันหน้า”
ความเงียบปกคลุมไปทั่วห้องอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่น้ำตาแห่งความสำนึกผิดจะเริ่มไหลอาบแก้มของทั้งลูกชายและลูกสะใภ้ พวกเขาหันมามองหน้ากันโดยไม่ต้องพูดอะไรสักคำ แต่ในสายตานั้นเต็มไปด้วยความละอายใจอย่างที่สุด
ลูกชายรีบเดินไปที่มุมมืดหลังเตาผิง จูงมือเหี่ยว ๆ ของคุณปู่ให้ลุกขึ้นอย่างเบามือ แล้วประคองท่านกลับมานั่งที่โต๊ะอาหารในตำแหน่งที่มีเกียรติที่สุดของบ้าน นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา คุณปู่ก็ได้ทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากับลูกหลานในทุกมื้อ
ไม่ว่ามือของคุณปู่จะสั่นจนทำน้ำซุปหกเลอะเทอะผ้าปูโต๊ะผืนสวย หรือจะทำอาหารหกออกมาจากปากบ้าง ก็ไม่มีใครเอ่ยปากดุด่าหรือแสดงสายตารังเกียจอีกเลย
เพราะพวกเขารู้แล้วว่า ความรักและความเมตตาที่พวกเขามอบให้ผู้สูงวัยในวันนี้ คือเมล็ดพันธุ์แห่งความกตัญญูที่จะเติบโตขึ้นในใจของลูกหลาน และจะสะท้อนกลับมาหาพวกเขาในวันที่เรี่ยวแรงเลือนหายไปตามกาลเวลาเช่นกัน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ลูกคือกระจกเงาที่สะท้อนการกระทำของพ่อแม่” เพราะเด็กๆ มักเรียนรู้วิธีการปฏิบัติต่อผู้อื่นผ่านการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของคนใกล้ชิดมากกว่าคำสั่งสอน หากเราต้องการได้รับความรักและความเคารพในวันที่เราอ่อนแอ เราก็ควรปฏิบัติเช่นนั้นต่อผู้สูงวัยให้ลูกหลานได้เห็นเป็นแบบอย่าง เพราะการกระทำที่ปราศจากความเมตตาในวันนี้ อาจกลายเป็นบรรทัดฐานที่ย้อนกลับมาหาตัวเราเองในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ ที่นี่ taleZZZ.com
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องชายชราและหลานชายของเขา (อังกฤษ: The Old Man and His Grandson) เป็นนิทานลำดับที่ 78 KHM ในคอลเลกชันของพี่น้องตระกูลกริมม์ ซึ่งจัดอยู่ในประเภทนิทานคติสอนใจ (Moral Tale) ที่สั้นกระชับแต่ทรงพลัง โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อปลูกฝังความกตัญญูและการเคารพผู้สูงอายุภายในสถาบันครอบครัว
แก่นของเรื่องได้รับอิทธิพลมาจากตำนานพื้นบ้านเก่าแก่ที่มีแพร่หลายในหลายวัฒนธรรมทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในยุโรปหรือเอเชีย ซึ่งมักจะเล่าถึงพฤติกรรมของเด็กน้อยที่เตือนสติผู้ใหญ่ด้วยความไร้เดียงสา พี่น้องกริมม์ได้เลือกนำเรื่องนี้มาใส่ไว้ในชุดนิทานของพวกเขาเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจถึง “กฎแห่งกรรม” หรือผลของการกระทำที่จะส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
ความน่าสนใจของเรื่องนี้อยู่ที่การใช้ “ชามไม้” เป็นสัญลักษณ์สำคัญ ซึ่งในสมัยก่อนถือเป็นของราคาถูกและต้อยต่ำ การที่พี่น้องกริมม์คงรายละเอียดนี้ไว้ ทำให้ผู้อ่านเห็นภาพความแตกต่างระหว่างความรักที่ควรมีให้กัน กับการปฏิบัติที่ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ จนกลายเป็นหนึ่งในนิทานที่ถูกหยิบยกมาเล่าซ้ำมากที่สุดเพื่อสอนใจเรื่องความกตัญญูจนถึงปัจจุบัน
คติธรรม: “แบบอย่างที่พ่อแม่ทำให้เห็น คือตำราเล่มใหญ่ที่ลูกจะใช้ปฏิบัติต่อเราในอนาคต”

