นิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด

ปกนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด

ในวันที่คลื่นทะเลยังคงกลืนเรือ และพายุยังคงกลบแสงฟ้า ตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านไทยเรื่องหนึ่งก็ถูกเล่าขานจากปากคนใต้สู่คนไทยทั้งแผ่นดิน ว่าด้วยบุรุษผู้เหยียบทะเลให้จืดได้ โดยไม่เอ่ยถ้อยขอพรใด

ผู้คนเรียกชื่อเขาด้วยศรัทธา ไม่ใช่เพราะเขามีฤทธิ์ หากเพราะเขามีธรรม เรื่องของเขาไม่เพียงเปลี่ยนคลื่นในทะเล… แต่ยังเปลี่ยนคลื่นในใจคน กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อครั้งแผ่นดินภาคใต้ยังมัวมนด้วยศึกโจรสลัด ชายฝั่งสทิงพระก็เป็นเมืองหนึ่งที่มีผู้คนตั้งบ้านเรือนทำมาค้าขาย ด้วยอยู่ใกล้ปากทะเลสาบ มีเรือสำเภาเข้าออกเป็นนิจ บ้านสวนจันทร์ ณ ตำบลแห่งหนึ่ง มีชายหญิงผู้หนึ่งชื่อว่า ตาหู และนางจันทร์ ครองเรือนอยู่ในที่ดินของเศรษฐีปาน ผู้มีใจกุศลอุปถัมภ์ดูแลคนยาก คนทั้งสองมีลูกชายคนหนึ่ง เรียกว่า “ปู่”

วันหนึ่งในยามที่สองผัวเมียพากันออกไปเกี่ยวข้าว กลางทุ่งนาแดดแรง จึงผูกเปลไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ให้บุตรชายหลับนอน นางจันทร์ปัดเหงื่อแล้วเหลียวดูเปลลูกอยู่เนือง ๆ ครั้นยามหนึ่งเงียบงัน นางแลเห็นสิ่งประหลาด งูใหญ่ตัวมหึมาพันรอบเปล แล้วชูคอแผ่แม่เบี้ยอยู่เหนือศีรษะเด็ก

นางตะลึงจนขยับมิได้ รีบพนมมือแล้วว่าเสียงสั่น

“เจ้าที่เจ้าทางเทวดาผู้รักษาเอ๋ย… ขอเมตตาอย่าทำอันตรายบุตรของข้าเลย…”

ตาหูได้ยินเสียงเมีย ก็หันมาดูเห็นงูใหญ่ก็ทำดังเดียวกัน ต่างตั้งจิตอธิษฐานเงียบอยู่ครู่หนึ่ง งูจึงค่อย ๆ คลายลำตัวออก แล้วเลื้อยหายลับไปกับพงหญ้า

เมื่อทั้งสองรีบเข้าดูลูกก็เห็นว่าเด็กยังหลับสนิท มิได้รู้สึกตัวอันใด แต่ข้างกายกลับมีสิ่งหนึ่ง ลูกแก้วกลมโตเท่าผลหมาก แสงส่องวาวดั่งตะวันยามสาย

เศรษฐีปานมาเยี่ยมเยือน ครั้นเห็นเข้าก็ตกใจ ท่านว่า

“เด็กผู้นี้มีวาสนาไม่ธรรมดา… งูมิใช่งู หากเป็นเทวดาแปลงกายมามอบของวิเศษให้ต่างหาก”

นับแต่นั้น ชีวิตของครอบครัวตาหูและนางจันทร์ก็ค่อยดีขึ้นเรื่อย ๆ ปู่เติบโตด้วยรูปร่างสง่างาม ดวงตาลึกซึ้ง เงียบขรึมแต่มีความเมตตาในสายตา

ครั้นถึงวัย ปู่ได้ไปศึกษากับสมภารจวง วัดใกล้บ้าน เรียนทั้งอักขระไทย ขอม และพระธรรมวินัย สำรวมกาย วาจา และใจ จนผู้คนเริ่มเลื่อมใส ครั้นกาลล่วงไป จึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์พระครูกาเดิม ผู้เป็นพระเถรานุเถระมีบารมีแห่งเมืองใต้

ครานั้นปู่บวชเป็นภิกษุแล้ว ตั้งใจเดินทางขึ้นกรุงศรีอยุธยาเพื่อแสวงธรรม และขอพระราชทานกัลปนาเพื่อบูรณะวัดชายแดนใต้ ได้อาศัยเรือสำเภาพ่อค้าโดยสารขึ้นไปด้วย

ระหว่างล่องทะเล แดดกล้า ฟ้าเงียบ วันหนึ่งกลางมหาสมุทร ฟ้ากลับวิปริต ลมแรงคลื่นสูง พายุก่อตัวขึ้นเหนือยอดน้ำ เรือสำเภาจึงต้องทอดสมอรอนิ่งอยู่กลางทะเลติดต่อกันหลายวัน

เสบียงแม้นยังพอมี แต่สิ่งที่หมดก่อนคือ “น้ำจืด” ผู้คนกระหาย บางรายเริ่มเจ็บอ่อนแรง พ่อค้าเจ้าของเรือหน้าดำคร่ำเครียด จึงโทษว่าภิกษุเป็นตัวกาลกิณี แล้วไล่ลงเรือเล็กหมายจะทิ้งฝั่ง

เมื่อภิกษุปู่ถูกไสไล่ ท่านมิได้โกรธเคือง กลับยอมขึ้นเรือเล็กอย่างสงบ ครั้นเมื่อเรือไกลจากสำเภาออกไป ท่านจึงหย่อนเท้าข้างหนึ่งลงในทะเล แล้วหันไปบอกศิษย์ที่นั่งมาด้วยว่า

“เอ็งจงตักน้ำทะเลที่ตรงที่ข้าเหยียบนี้ แล้วลองชิมดูเถิด”

ศิษย์ประหลาดใจแต่ก็ทำตาม ครั้นตักน้ำขึ้นจากที่เท้าหลวงปู่แช่อยู่ แล้วลิ้มชิมดู ก็ต้องตาโพลง

“พระคุณเจ้า… น้ำนี้หวานนัก! จืดสนิทดั่งน้ำคลองเลยขอรับ!”

ภิกษุปู่เพียงยิ้ม มิได้กล่าวสิ่งใด คลื่นทะเลที่เคยพิโรธกลับสงบลงเรื่อย ๆ น้ำจืดไหลเวียนอยู่รอบเรือเล็กนั้น เป็นที่ประจักษ์แก่พ่อค้าและลูกเรือทั้งหลาย

ข่าวแพร่ไปถึงฝั่ง ใครได้ยินก็ร่ำลือกันว่า “มีพระรูปหนึ่งเหยียบน้ำทะเลให้กลายเป็นน้ำจืดได้จริง!”

พ่อค้าผู้เคยไล่ ก็หันกลับมานอบน้อม เชื้อเชิญหลวงปู่กลับขึ้นเรือใหญ่ พร้อมกราบขอขมาในสิ่งที่ได้ล่วงเกิน

“อาตมา… ไม่ถือโทษเอ็งดอก ความมืดบังใจผู้ไม่รู้ จักโทษเขาไปไย” หลวงปู่เพียงเอ่ยเท่านั้น

นับแต่นั้น ท่านได้รับความนับถือจากหมู่ชนเป็นอันมาก ใครเห็นก็ไหว้ ใครได้ยินก็ศรัทธา การเดินทางสู่กรุงศรีอยุธยาของภิกษุปู่ จึงเริ่มต้นด้วยคลื่นลม แต่สงบนิ่งด้วยบารมีแท้

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด 2

ครั้นภิกษุปู่มาถึงกรุงศรีอยุธยา ก็พำนักอยู่ตามวัดใหญ่ริมพระนคร ท่านมิได้แสวงลาภหรือหาญขึ้นธรรมาสน์เทศนาแก่ชน เหมือนพระอื่น กลับเพียงจาริกไปตามสำนักพระเถรานุเถระเพื่อสนทนาธรรม

เมื่อกาลผ่านไป ท่านขอเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ เพื่อกราบทูลขอพระราชทานพระกัลปนาแก่แผ่นดินใต้ โดยเฉพาะวัดพะโคะ ซึ่งในครานั้นเหลือเพียงซากกุฏิร้าง ถูกโจรสลัดปล้นเผาจนราบ

ครั้นได้เข้าเฝ้า พระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรภิกษุผู้นั้นแล้วตรัสถาม “เหตุใดเจ้าจึงมาจากแดนใต้ไกลโพ้น มีธุระสิ่งใดจึงต้องลำบากถึงเพียงนี้”

ภิกษุปู่กราบลงเบื้องพระยุคลบาท แล้วกราบทูลด้วยน้ำเสียงสงบ “ขอเดชะพระพุทธเจ้าขอพระราชทานที่ดินและข้าพระโยมสงฆ์ เพื่อบูรณะวัดพะโคะให้คงเป็นปราการแห่งธรรม มิให้แผ่นดินใต้สิ้นศาสนาเพคะ”

พระเจ้าอยู่หัวนิ่งตรองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วมีพระราชดำรัสตอบ “ความสัตย์แห่งเจ้าหนักแน่น เราจักอุปถัมภ์ให้สมดังใจ”

จากนั้นรับสั่งให้นายช่างหลวงจัดศิลาแลง และไม้เนื้อดีทั้งหลาย บรรทุกเรือสำเภาให้ภิกษุปู่ นำกลับสทิงพระพร้อมกับกัลปนาไร่นา ๖๓ วัด จากหัวเขาแดงจรดเขาพังไกร

ภิกษุปู่จึงออกเดินทางกลับแดนใต้ นำช่างหลวงและเสบียงเครื่องอุปกรณ์ไปด้วย จนมาถึงวัดพะโคะ ท่านเลือกปักฐาน ณ ที่เดิม ซึ่งแม้จะเหลือเพียงเถ้าถ่าน แต่ท่านกลับเห็นว่า “สถานที่นี้ยังมีพระธรรมธาตุอบอวล มิเสื่อมสูญ”

จึงเริ่มบูรณะวัดด้วยกำลังศรัทธาของชาวบ้านทั้งหลาย ค่อย ๆ ก่อเจดีย์ สร้างพระอุโบสถ และลงต้นศิลาไว้เป็นหลักชัย

ณ เวลานั้น วัดพะโคะจึงกลับมารุ่งเรืองอีกคำรบหนึ่ง ผู้คนในสทิงพระกลับมาน้อมใจเข้าวัด ศรัทธาในภิกษุปู่ก็แผ่ไพศาลจนแม้ขุนนางผู้ใหญ่ก็ยังมิเคยกล้าตั้งตนเหนือท่าน

ปีเดือนเคลื่อนผ่านเช่นใบไม้โรย หลวงปู่ทวดกลายเป็นเสาหลักแห่งธรรมของแผ่นดินใต้ วัดพะโคะกลายเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา และเป็นเสมือนค่ายกลธรรมะต้านอำนาจของโจรสลัดและความวุ่นวายจากภายนอก

คนในถิ่นกล่าวกันว่า “พระผู้ใหญ่ในวัง… ยังมิอาจมีบารมีเทียบท่านได้เลย”

ท่านมิยินดีในลาภ ยศ หรือสมณศักดิ์ เมื่อผู้ใดถวายของมีค่าก็ทรงแย้มเพียงน้อย แล้วกล่าวว่า “สิ่งใดที่มิเกิดจากธรรม ก็จักมิได้ถาวร”

ต่อมาในภายหลัง ไม่มีผู้ใดพบเห็นหลวงปู่อีก ท่านมิได้สิ้นด้วยอาพาธ หรือถูกโจรลักลอบกระทำ แต่กลับหายไปจากวัดพะโคะอย่างเงียบงัน มีเพียงศิษย์ผู้ใกล้ชิดเล่าต่อกันว่า

“คืนหนึ่ง ท่านจุดธูปสามดอก แล้วเดินขึ้นไปบนเขาพะโคะ จากนั้นก็ไม่มีผู้ใดพบเห็นอีกเลย”

ต่อมา ชาวบ้านได้ตั้งพระวิหารไว้ ณ ที่ท่านเคยบำเพ็ญภาวนา พร้อมหล่อรูปท่านไว้ให้สักการะ บ้างเล่าว่า เมื่อใดที่ทะเลฟ้าแปรปรวน เรือใกล้อับปาง เพียงระลึกถึงหลวงปู่ทวด น้ำทะเลก็นิ่งลงอย่างน่าอัศจรรย์

ลูกหลานภาคใต้จึงไหว้รูปของท่านเสมอว่า “หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด”

ชื่อที่คนทั้งหลายเรียกขานกันมา มิใช่ด้วยความเกรงกลัว หากด้วยความศรัทธาจากใจแท้

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความสงบแห่งจิตย่อมกล่อมโลกที่วุ่นวาย แม้ในยามคลื่นลมแรงหรือถูกขับไสด้วยอคติ หลวงปู่ทวดก็มิได้โต้ตอบด้วยโทสะ หากกลับใช้เมตตาและบารมีจากความจริงแท้ในใจ เปลี่ยนภัยเป็นศรัทธา

คุณธรรมที่ตั้งมั่นจะเป็นแสงนำทาง แม้ไร้ถ้อยคำประกาศ ผู้ไม่ยึดมั่นในลาภ ยศ หรืออำนาจ กลับกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่คนทั้งแผ่นดินไหว้ด้วยใจ มิใช่ด้วยกฎแห่งราชสำนัก แต่ด้วยพลังแห่งธรรม

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด เรื่องราวของหลวงปู่ทวดเป็นหนึ่งในตำนานที่ฝังรากลึกอยู่ในหัวใจของชาวภาคใต้ และแพร่หลายไปทั่วประเทศไทยอย่างไม่มีเสื่อมคลาย เป็นตำนานเล่าขานรวมถึงไปจนถึงเอกสารทางประวัติศาสตร์ระดับราชสำนัก ในบทความนี้เราขอเล่าในรูปของนิทานพื้นบ้าน คำเล่าขานในวิถีชาวบ้านเพื่อความเข้าใจง่าย

ต้นเค้าแห่งตำนานนี้ปรากฏอยู่ในแหล่งบันทึกหลายฉบับ โดยเฉพาะในพระตำราบรมราชูทิศเพื่อกัลปนาสมัยอยุธยา ซึ่งแสดงถึงการที่พระมหากษัตริย์มีพระราชประสงค์อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาในหัวเมืองใต้ โดยเฉพาะวัดพะโคะ หรือที่มีชื่อทางการว่า “วัดราชประดิษฐาน” ในเขตอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ซึ่งถือเป็นสถานที่สำคัญในตำนานของหลวงปู่ทวด

ชาวบ้านเชื่อว่าหลวงปู่ทวด หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สมเด็จเจ้าพะโคะ” ถือกำเนิดในยุคที่บ้านเมืองยังถูกรุกรานโดยโจรสลัดมลายูอย่างต่อเนื่อง ท่านเป็นบุตรของชาวไร่ยากจน แต่เมื่อยังเยาว์ได้ปรากฏปาฏิหาริย์ งูใหญ่มาแผ่แม่เบี้ยเหนือเปล ทว่าไม่ทำอันตราย กลับทิ้งไว้เพียงดวงแก้วส่องแสง เป็นสัญญาณของวาสนาอันสูงส่ง

เมื่อเติบโต ท่านได้ศึกษาในสำนักสงฆ์และบวชเป็นพระภิกษุ เดินทางขึ้นกรุงศรีอยุธยาเพื่อแสวงหาธรรมะ และขอพระราชทานกัลปนาที่ดินให้วัดพะโคะ ซึ่งถูกโจรสลัดเผาทำลายจนเหลือแต่เถ้าถ่าน

ในตำนานที่เล่าขานกันอย่างแพร่หลายที่สุด และเป็นที่มาของชื่อ “เหยียบน้ำทะเลจืด” คือเหตุการณ์ระหว่างการเดินทางทางเรือไปกรุงศรีอยุธยา เมื่อเกิดพายุใหญ่ น้ำจืดหมดลง ผู้โดยสารเริ่มสิ้นหวัง จนเจ้าของเรือเกิดโทสะขับท่านลงเรือเล็ก แต่เมื่อหลวงปู่ทวดเหยียบเท้าลงในทะเล กลับเกิดน้ำจืดขึ้นตรงจุดนั้น เป็นอัศจรรย์ที่สั่นสะเทือนศรัทธาผู้คนทั่วสารทิศ

การกลับมาบูรณะวัดพะโคะของท่าน กลายเป็นจุดเริ่มของการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในหัวเมืองใต้ และเสริมสร้างความมั่นคงทางจิตใจของผู้คนในยุคที่บ้านเมืองยังไม่สงบ

ถึงแม้ในภายหลังท่านจะ “หายไป” อย่างลี้ลับ โดยไม่มีการบันทึกการมรณภาพอย่างชัดเจน ชาวบ้านก็ยังเชื่อว่าท่านมิได้ดับขันธ์แบบคนทั่วไป หากแต่ “ละสังขาร” เพื่อเข้าสู่ธรรมชาติอย่างสงบ

ทุกวันนี้วัดพะโคะจึงกลายเป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นอนุสรณ์ของพระผู้ทรงธรรม ที่มีอภินิหารป้องกันอันตรายแก่ลูกหลานเสมอมา และเรื่องราวของ “หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด” ก็ยังคงดำรงอยู่ ทั้งในความทรงจำ บนแผ่นผ้า และในใจคนไทยทุกภาคสืบไป

“ผู้มีธรรมในใจ แม้อยู่กลางคลื่น ก็เปลี่ยนน้ำเค็มให้จืดได้”