นิทานพื้นบ้านไทยภาคเหนือเรื่องนักเลงปืนเสียท่า

ปกนิทานพื้นบ้านไทยภาคเหนือเรื่องนักเลงปืนเสียท่า

ในบางครั้ง สิ่งที่เราคิดว่าเล็กน้อย อาจกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เราพลาดพลั้งอย่างไม่น่าเชื่อ และในโลกที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ การมองข้ามความรอบคอบอาจกลายเป็นบทเรียนที่เจ็บลึก

เรื่องราวนิทานพื้นบ้านไทย ณ แดนเหนือ (ล้านนา) ต่อไปนี้จะพาไปพบกับความพลิกผันที่ไม่ได้เกิดจากพลังหรืออาวุธ หากแต่เกิดจากไหวพริบที่เฉียบแหลม และความผิดพลาดที่ไม่มีใครคาดถึง… กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคเหนือเรื่องนักเลงปืนเสียท่า

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคเหนือเรื่องนักเลงปืนเสียท่า

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคเหนือเรื่องนักเลงปืนเสียท่า

หลายปีมาแล้ว ณ หมู่บ้านเงียบสงบท่ามกลางธรรมชาติ มีชายผู้หนึ่งซึ่งผู้คนรู้จักกันดีในนาม “นักเลงปืนแห่งขอบบึง” เขาไม่ใช่ทหาร ไม่ใช่นายพรานรับจ้าง หากแต่เป็นชายธรรมดาผู้หลงใหลในการยิงนกเป็นชีวิตจิตใจ

ทุกครั้งที่แดดอ่อนลง เขาจะสะพายปืนลูกซองคู่ใจ ออกเดินลัดเลาะไปยังบึงใหญ่ท้ายหมู่บ้าน สถานที่โปรดปรานของฝูงนกเป็ด นกกระเต็น นกพิราบ และนกสารพัดสายพันธุ์ ที่มักบินลงมากินน้ำและหากินยามเย็น

ชายผู้นี้ไม่เคยกลับบ้านมือเปล่าบางวันนกเต็มสองพะวง เด็ก ๆ ในหมู่บ้านต่างวิ่งตามมาดูด้วยความตื่นเต้น ตะโกนกันลั่นว่า “ลุงแม่นปืนมาแล้ว! ลุงได้ตั้งหลายตัวแน่ะ!”

เขาเดินเชิดหน้าผ่านตลาด ด้วยท่าทีภาคภูมิราวกับแม่ทัพกลับจากศึก ความแม่นยำของเขาเลื่องลือจนชาวบ้านลือกันว่า “ปืนของเขายิงแม้แต่เงานกยังร่วงได้!”

แต่ความมั่นใจบางครั้งก็เป็นเพื่อนสนิทของความประมาท…

ในบ่ายวันหนึ่ง แดดสาดผ่านยอดหญ้า ลมโชยเบาๆ กลิ่นดินชื้นคลุ้งอยู่ในอากาศ นักเลงปืนของเราเดินลัดมาอย่างเงียบเชียบจนถึงขอบบึง ระหว่างที่เขากำลังมองหาเป้าอยู่นั้น เขาก็เห็น ฝูงนกพิราบป่าขนาดใหญ่ บินลงมาที่ริมบึง

ตาของเขาเปล่งประกายทันที “คราวนี้ต้องได้หลายตัวแน่!” เขาคลานหมอบต่ำ พยายามไม่ให้ฝูงนกตื่นตกใจ มือค่อยๆ จับปืนมั่น เสียงหัวใจเต้นแรงประหนึ่งกำลังจะคว้าชัยชนะครั้งใหญ่

เขาจับจ้องไปยังกลุ่มนกที่กำลังก้มกินเมล็ดหญ้าอย่างไม่รู้ตัว และเพื่อให้ได้มุมยิงที่ดีที่สุด เขาขยับตัวเข้าใกล้อีกนิด ลอบมองผ่านกิ่งไม้ที่ทอดย้อยลงมา

แต่… เขามองไม่เห็นเลยว่า “กิ่งไม้” นั้นมีอะไรรออยู่บ้าง

เมื่อถึงระยะพอดี เขาตบมือและตะโกนเสียงดัง “เฮ้ยย!”

นกพิราบตกใจบินขึ้นพรึ่บ! เขาไม่รอช้า ประทับปืนอย่างคล่องแคล่ว โป้ง!… โป้ง!

เสียงปืนดังสะท้อนทั่วป่า ฝูงนกกระจัดกระจาย แต่ก็มีหลายสิบตัวร่วงตกลงสู่พื้นตามแรงกระสุน

นักเลงปืนยิ้มด้วยความภูมิใจ “ครั้งนี้คงต้องเอากระบุงมาใส่!” เขาวิ่งเข้าไปจะเก็บนก แต่ก่อนที่มือจะเอื้อมถึงเหยื่อ…

“โอ๊ยยยย! เจ็บบบบบ!”

เสียงร้องดังขึ้นจากบนต้นไม้ข้างบึง! เขาเงยหน้าขึ้นทันใด เด็กชายสองคน ร่วงจากกิ่งไม้ลงสู่พื้น ดิ้นพล่านอยู่ตรงนั้น พร้อมร้องครวญครางอย่างเจ็บปวด

ชายคนนั้นหน้าซีดทันที! “ข้า… ข้ายิงโดนเด็ก!?”

หัวใจเขากระหน่ำราวกลองศึก ความดีใจเมื่อครู่หายไปในพริบตา สายตาเหลียวซ้ายแลขวา ไม่มีใครอยู่ใกล้ ไม่มีใครเห็น

เขาคว้าปืน วิ่งหนีแทบลืมหายใจ

ขณะวิ่งกลับบ้าน เขาครุ่นคิดไปตลอดทาง “ถ้าเด็กพวกนั้นตายล่ะ… ถ้ามีใครรู้ล่ะ… ข้าต้องติดคุกแน่ๆ!”

เสียงปืนยังดังก้องอยู่ในหัว เขากลับถึงบ้าน รีบเก็บปืน ล้างทำความสะอาดเหมือนไม่เคยแตะต้อง และทำทีเหมือนเป็นวันที่เงียบสงบเช่นเคย…

แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ นี่เพิ่งเป็นจุดเริ่มต้นของบทเรียนที่เขาจะไม่มีวันลืม

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคเหนือเรื่องนักเลงปืนเสียท่า 2

คืนวันนั้น นักเลงปืนนอนไม่หลับ เขานอนพลิกไปมา ใจเต้นแรงราวจะระเบิด หูก็เงี่ยฟังอยู่ตลอดเวลา หวั่นว่าจะได้ยินเสียงชาวบ้านโวยวายเรื่องเด็กถูกยิง หรือเสียงเคาะประตูจากผู้ใหญ่บ้าน

แต่ทั้งคืน ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย นอกจากเสียงจิ้งหรีด

เช้าวันใหม่ ภรรยาของเขาออกไปตลาดตามปกติ ทิ้งเขาให้นั่งกระสับกระส่ายอยู่ลำพัง เขายังคงคิดวนอยู่ในหัวว่า “หรือ… เด็กมันรอด? หรือมันไม่กล้าบอกใคร? หรือ…มันตายจริง!?”

จนกระทั่งภรรยากลับมาถึงบ้าน พร้อมถุงอาหาร และนกพิราบ 2 พะวงใหญ่

เขาเบิกตากว้างทันที “นั่นมัน…!”

เขาถามเสียงสั่น “เธอซื้อนกพวกนี้มาจากไหน?”

ภรรยาไม่เอะใจอะไร ตอบเรียบๆ ว่า “ก็ที่ตลาดนั่นแหละ ฉันยังแปลกใจเลย ยิงได้เยอะขนาดนี้ ใครกันนะที่แม่นขนาดนี้!”

นักเลงปืนใจหายวาบ รีบถามต่อทันควัน “แล้วใครขาย? เธอจำหน้าได้ไหม?”

ภรรยายิ้ม “จำได้สิ เด็กผู้ชายสองคนนั่นแหละ ตัวเล็กๆ เห็นว่าเป็นลูกของพรานแถวนั้น ฉันยังถามเลยว่านกใคร เด็กมันบอกว่าพ่อยิงไว้เมื่อวาน!”

เขานิ่ง… ตาโต… แล้วค่อย ๆ พูดกับตัวเองเบา ๆ แต่ชัดเจนว่า “โธ่เอ๊ย… ข้าโดนเด็กหลอกเสียแล้ว”

ตอนนี้เขารู้แล้วว่า แผนทั้งหมดไม่ใช่อุบัติเหตุ เด็กทั้งสองไม่ได้ถูกยิงจริงแม้แต่นิดเดียว แต่แกล้งทำเป็นตกต้นไม้ ดิ้นโอดครวญให้ดูน่าเชื่อ เพื่อให้เขาตกใจกลัว แล้วรีบหนีจากที่เกิดเหตุ

พอเขาวิ่งหนี เด็กทั้งสองก็เก็บนกทั้งหมดที่เขายิงไว้ และหอบไปขายในตลาดอย่างลอยหน้าลอยตา!

นักเลงปืนได้แต่นั่งนิ่ง รู้สึกเหมือนโดนยิงเข้าเป้าเสียเอง “ข้าใช้ปืนล่ามาทั้งชีวิต แต่กลับแพ้เล่ห์เด็กตัวแค่นี้!”

เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะหัวเราะให้กับตัวเอง “ตั้งแต่เกิดมา ข้าเพิ่งเสียทีเด็กก็ครั้งนี้แหละ!”

นับจากวันนั้น เขายังคงออกไปยิงนกบ้าง แต่ไม่เคยอวดเก่งเหมือนก่อน ไม่เคยเดินโชว์พะวงนกต่อหน้าเด็กๆ และมักจะมองซ้ายแลขวาให้ดีทุกครั้งเพราะเขารู้แล้วว่า… บางครั้งศัตรูที่น่ากลัวที่สุด อาจไม่ได้ถือปืน แต่อาจถือแผนลวงที่เฉียบคมยิ่งกว่า

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคเหนือเรื่องนักเลงปืนเสียท่า 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความประมาทและความมั่นใจในตนเองจนเกินไป อาจทำให้เราพลาดท่าให้กับสิ่งที่คาดไม่ถึง แม้แต่จากคนที่ดูเล็กน้อยหรือด้อยกว่า

แม้พรานจะมีฝีมือยิงปืนเป็นเลิศ แต่เมื่อขาดความรอบคอบ และประเมินผู้อื่นต่ำเกินไป เขากลับต้องตกเป็นเหยื่อของเล่ห์กลจากเด็กน้อยสองคนซึ่งไม่ได้ใช้ปืน หากแต่ใช้ไหวพริบแทนกระสุน

นิทานเรื่องนี้จึงเตือนใจว่า ไม่ว่าเราจะเก่งแค่ไหน ถ้าไม่รู้จักระวังตัว และไม่เคารพคนอื่น ก็มีวันที่ต้องเสียทีได้เหมือนกัน

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคเหนือเรื่องนักเลงปืนเสียท่า เป็นหนึ่งในนิทานที่สะท้อนภูมิปัญญาชาวบ้านล้านนา ซึ่งมักใช้เรื่องเล่าธรรมดาแฝงคติสอนใจอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะในเรื่องของความประมาท การขาดสติ และการดูแคลนผู้อื่น

ในสังคมล้านนาโบราณ ซึ่งมีความผูกพันกับป่าเขาและการดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์ เรื่องของพรานหรือผู้ใช้ปืนในการล่ามักถูกพูดถึงอยู่เสมอ แต่ขณะเดียวกัน วิถีชีวิตของล้านนาก็ผูกพันกับหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนา ที่เน้นความเมตตา ความไม่ประมาท และการใช้สติปัญญาเหนือกำลังหรืออาวุธ

นิทานเรื่องนี้อาจถือกำเนิดจากการเล่ากันปากต่อปากในชุมชนชนบท เพื่อสอนเด็กและผู้ใหญ่ให้รู้จักระวังภัยจากความประมาท และไม่ดูถูกความฉลาดของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่

โครงสร้างเรื่องที่เล่นกับความเหนือชั้นของพรานผู้มากประสบการณ์ กับเล่ห์เหลี่ยมเรียบง่ายของเด็กน้อยสองคน เป็นสไตล์ที่พบได้ในนิทานล้านนา ซึ่งมีความคล้ายกับนิทานอีสป ใช้การหักมุมและอารมณ์ขันเบาๆ เพื่อสอดแทรกบทเรียนชีวิต

จึงอาจกล่าวได้ว่านิทานเรื่องนักเลงปืนเสียท่าเป็นส่วนผสมที่กลมกล่อมระหว่างภูมิปัญญาชาวบ้านล้านนา กับแนวคิดเชิงอุปมาอุปไมยแบบอีสป ที่ไม่เพียงเล่าเพื่อความสนุก แต่ยังฝังรากของคำสอนให้ติดแน่นอยู่ในใจคนฟังด้วย

“ปืนอาจทำให้คนกลัว แต่ความประมาทจะทำให้คนพ่าย แพ้ไม่ใช่เพราะไม่มีอาวุธ แต่เพราะลืมใช้สติ”