ในโลกที่เสียงกระซิบอธิษฐานมักถูกตอบรับด้วยความเงียบงัน บางครั้งพรจากสวรรค์ก็อาจมาในรูปแบบของเสียงปริศนาที่ทดสอบความอดทนและสติปัญญาของผู้ที่กำลังมีความรัก
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงหญิงสาวจอมแก่นแห่งเมืองบราเคิล ผู้แบกความหวังไปหานักบุญในวิหารร้างเพื่อขอคู่ครอง แต่กลับต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำให้ศรัทธาและความมั่นหน้าของนางต้องปะทะกับเสียงสวรรค์ที่ขัดใจ กับนิทานกริมม์เรื่องสาวน้อยแห่งเมืองบราเคิล

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องสาวน้อยแห่งเมืองบราเคิล
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยุคสมัยที่ความเชื่อและการแสวงบุญเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ณ เมืองบราเคิล (Brakel) อันเงียบสงบ ยังมีหญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่งที่มีความปรารถนาอันแรงกล้าปนความอัดอั้นตันใจ นางไม่ได้ปรารถนาเงินทองหรือชื่อเสียง แต่หัวใจของนางกลับโหยหาชายหนุ่มเพียงคนเดียวที่มีลักษณะโดดเด่นจนนางไม่อาจลบเลือนไปจากใจได้
บ่ายวันหนึ่ง นางจึงตัดสินใจออกเดินทางไปยังวิหารเล็ก ๆ ของนักบุญแอนน์ (St. Anne’s Chapel) ซึ่งตั้งอยู่อย่างสันโดษและเงียบเชียบ ณ เชิงเขาฮินเนนเบิร์ก (Hinnenberg) สถานที่แห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่พึ่งทางใจของผู้คนในละแวกนั้น
นางตั้งใจว่าจะไปขอพรเรื่องคู่ครองให้รู้แล้วรู้รอดเสียที เพราะในใจของนางนั้นมี “เป้าหมาย” ที่ชัดเจนอยู่แล้ว และนางก็ไม่อยากจะเสียเวลาไปกับการรอคอยโชคชะตาที่เนิ่นนานอีกต่อไป

เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในวิหารที่เย็นเยือก หญิงสาวกวาดสายตาไปรอบๆ จนมั่นใจว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ มีเพียงรูปปั้นของนักบุญแอนน์ที่ยืนสงบนิ่งอยู่บนแท่นบูชา โดยมีพระแม่มารีในวัยเยาว์ยืนเคียงข้าง
นางจึงคุกเข่าลงและเริ่มส่งเสียงร้องเป็นบทเพลงอธิษฐานที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังว่า “โอ้ ท่านนักบุญแอนน์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ โปรดช่วยให้ลูกได้พบนายคนนั้นในเร็ววันด้วยเถิด ท่านเองก็รู้จักเขาดีไม่ใช่หรือ? เขาที่อาศัยอยู่ตรงแถวประตูเมืองซุตต์เมอร์ คนที่มีเรือนผมสีทองเปล่งประกายสง่างามคนนั้นไง ท่านย่อมรู้จักเขาดีแน่ๆ”
นางร้องวนซ้ำไปซ้ำมาอย่างซื่อตรง ราวกับต้องการย้ำเตือนท่านนักบุญว่าอย่าได้ประทานชายหนุ่มคนอื่นมาให้ผิดคนเด็ดขาด เพราะสำหรับนางแล้ว ชายผมทองแห่งประตูเมืองซุตต์เมอร์คือหนึ่งเดียวที่นางต้องการ และนางก็เชื่อสุดใจว่าคำอธิษฐานที่เจาะจงพิกัดชัดเจนขนาดนี้ย่อมส่งไปถึงหูของสวรรค์อย่างแน่นอน

ในขณะที่หญิงสาวกำลังหลับตาพริ้ม ร้องเพลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยใจจดจ่ออยู่กับชายหนุ่มผมทองอยู่นั้น นางไม่รู้เลยว่า “เสมียนโบสถ์” (The Clerk) กำลังยืนแอบอยู่ด้านหลังแท่นบูชาพอดี เขาได้ยินทุกถ้อยคำ ทุกพิกัดบ้าน และคำบรรยายลักษณะชายหนุ่มอย่างละเอียดยิบ
ด้วยความนึกสนุกหรืออาจจะอยากแกล้งลองใจสาวน้อยช่างเพ้อคนนี้ เสมียนจึงดัดเสียงให้ทุ้มต่ำ แหบพร่า และดุดันที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วตะโกนสวนกลับบทเพลงอธิษฐานของนางไปว่า “เจ้าจะไม่ได้เขาหรอก! เจ้าจะไม่ได้เขาหรอก!”
เสียงนั้นดังก้องสะท้อนไปตามผนังวิหารที่เงียบสงัด ทำเอาความโรแมนติกที่นางสร้างไว้พังทลายลงในพริบตา

หญิงสาวชะงักกึก ลืมตาขึ้นมองไปยังแท่นบูชาด้วยความตกใจและโมโห ทว่าในสายตาของนางที่มองไปตรงหน้านั้น นางเห็นเพียงรูปปั้นของนักบุญแอนน์และพระแม่มารีตัวน้อยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
นางไม่ได้เอะใจเลยว่านั่นคือเสียงของมนุษย์ที่แอบอยู่ แต่กลับทึกทักไปเองว่า “แม่หนูน้อยมารี” ที่ยืนอยู่ข้างนักบุญแอนน์นั่นแหละที่เป็นคนตะโกนขัดคอคำขอของนาง
แทนที่จะหวาดเกรงอิทธิฤทธิ์ สาวน้อยแห่งบราเคิลกลับเท้าสะเอวฉับแล้วแผดเสียงใส่รูปปั้นพระแม่มารีวัยเด็กอย่างสุดทนว่า “หยุดจ้อไปเลยนะ ยัยเด็กอวดดี! หุบปากไปซะ แล้วปล่อยให้แม่ของเจ้า (นักบุญแอนน์) เป็นคนพูดเอง!”
นางเชื่อมั่นว่าถ้านักบุญผู้ใหญ่เป็นคนพิจารณา คำขอเรื่องชายหนุ่มผมทองของนางต้องได้รับการอนุมัติแน่ ๆ มีเพียงเด็กน้อยที่ไม่ประสีประสาเท่านั้นแหละที่จะมาตะโกนปฏิเสธนางเช่นนี้
หญิงสาวสะบัดหน้าใส่รูปปั้นด้วยความมั่นใจ ก่อนจะเดินเชิดออกจากวิหารไป ทิ้งให้เสมียนที่แอบอยู่หลังแท่นบูชาต้องยืนอึ้งกับความแก่นเซี้ยวของนางที่กล้า “สั่งสอน” แม้กระทั่งรูปเคารพในโบสถ์!

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความมุ่งมั่นตั้งใจในสิ่งที่ปรารถนาอาจทำให้คนเรากล้าแกร่งจนลืมความเกรงกลัวต่ออำนาจใด ๆ ทว่าในขณะเดียวกันความวู่วามและการด่วนสรุปจากสิ่งที่ได้ยินเพียงด้านเดียวก็อาจทำให้เราแสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสมออกมาได้
ดังเช่นหญิงสาวที่แยกแยะไม่ออกระหว่างความจริงกับสิ่งที่ตนทึกทักไปเองจนกล้าโต้เถียงกับรูปเคารพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการมีสติสัมปชัญญะเพื่อพิจารณาที่มาที่ไปของอุปสรรคเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้ความพยายามเพื่อให้ได้มาซึ่งความรัก
อ่านต่อ: นิทานกริมม์ได้ข้อคิดดี ๆ ที่นี่ taleZZZ.com
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องสาวน้อยแห่งเมืองบราเคิล (อังกฤษ: The Maid of Brakel) จากคอลเลกชันนิทานพี่น้องกริมม์ลำดับที่ 139 KHM นี้มีที่มาจากคติชนในท้องถิ่นเวสต์ฟาเลีย (Westphalia) โดยพี่น้องตระกูลกริมม์ได้รับฟังเรื่องเล่านี้มาจากครอบครัวฮักซ์เทาเซิน ซึ่งมีความผูกพันกับเมืองบราเคิลโดยตรง ความน่าสนใจของเรื่องนี้คือการหยิบยกสถานที่ที่มีอยู่จริงอย่างวิหารนักบุญแอนน์ ณ เชิงเขาฮินเนนเบิร์ก มาใช้เป็นฉากหลัง ทำให้เรื่องราวดูใกล้ตัวและมีบรรยากาศขี้เล่นตามสไตล์เรื่องเล่าขบขันในท้องถิ่น
ในเชิงวัฒนธรรม นิทานเรื่องนี้สะท้อนถึงประเพณีการอธิษฐานขอคู่ครองของหญิงสาวในยุคอดีต ซึ่งมักจะฝากความหวังไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่สิ่งที่ทำให้ “สาวน้อยแห่งบราเคิล” แตกต่างออกไปคือการแสดงออกถึงความมั่นใจและการกล้าโต้ตอบ ซึ่งเป็นการล้อเลียนความเข้มงวดของศาสนจักรในสมัยนั้นผ่านเหตุการณ์เข้าใจผิดระหว่างเสียงของเสมียนโบสถ์กับรูปปั้นศักดิ์สิทธิ์
เรื่องราวนี้ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นนิทานประเภท “เรื่องชวนหัว” (Anecdote) ที่ทำหน้าที่ผ่อนคลายความเครียดและสะท้อนนิสัยใจคอของผู้คนในแถบชนบทที่แม้จะมีความเชื่อศรัทธา แต่ก็มีมุมที่ดื้อรั้นและซื่อตรงต่อความต้องการของตนเองอย่างแรงกล้า จนกล้าที่จะสั่งให้ “รูปปั้น” หยุดพูดเพื่อฟังความเห็นจากผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจมากกว่านั่นเองครับ
คติธรรม: “ศรัทธาที่แรงกล้าอาจทำให้เรามีชัยเหนือความกลัว แต่หากขาดสติไตร่ตรองให้ถ้วนถี่ ความกล้าเข้มแข็งนั้นก็อาจกลายเป็นความเบาปัญญาที่น่าขันได้ในสายตาผู้อื่น”

