ในโลกที่ทุกสรรพสิ่งถูกสร้างขึ้นด้วยความประณีตจากสวรรค์ ความริษยาของพญามารได้ก่อกำเนิดสิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง จนนำไปสู่เกมการชิงไหวชิงพริบที่ใช้ธรรมชาติเป็นเดิมพัน
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงการเผชิญหน้าระหว่างพระผู้เป็นเจ้ากับพญามาร เมื่อการสร้าง “แพะ” กลายเป็นชนวนเหตุของการทวงหนี้ที่ต้องใช้สติปัญญาเข้าคลี่คลาย และทิ้งรอยประทับลึกลับไว้ในดวงตาของสัตว์โลกไปตลอดกาล กับนิทานกริมม์เรื่องสัตว์ของพระเจ้าและของปีศาจ

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องสัตว์ของพระเจ้าและของปีศาจ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยุคบรรพกาลเมื่อครั้งที่โลกยังใหม่เอี่ยม พระผู้เป็นเจ้าทรงสรรสร้างสิ่งมีชีวิตนานาชนิดขึ้นมาประดับโลกอย่างประณีต พระองค์ทรงสร้าง “หมาป่า” ขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ โดยทรงประทานหน้าที่สำคัญให้มันเป็นดั่งสุนัขรับใช้ผู้ซื่อตรงคอยดูแลความเรียบร้อยของพสุธา แต่ในท่ามกลางความวุ่นวายของการสร้างสรรค์นั้น พระองค์ทรงลืมที่จะสร้างสัตว์เคี้ยวเอื้องอย่าง “แพะ” ขึ้นมา
พญามารซึ่งเฝ้ามองดูอยู่ด้วยความอิจฉาเห็นช่องว่างนั้น จึงคิดจะประกาศศักดาว่าตนก็มีความสามารถในการเนรมิตสิ่งมีชีวิตได้ไม่แพ้กัน มันจึงรวบรวมเศษเสี้ยวแห่งความมืดและกิเลสมาสร้างเป็น “แพะ” ของตนเองขึ้นมา พญามารจงใจแต่งแต้มให้แพะของมันมีหางที่ยาวสลวยและหนาเป็นพิเศษ เพื่อหวังจะเกทับสัตว์ของพระเจ้าว่าดูหรูหรากว่าเป็นไหน ๆ
ทว่าผลงานของพญามารกลับแฝงไปด้วยความผิดพลาด เมื่อฝูงแพะหางยาวเหล่านั้นออกไปหาเล็มหญ้าตามพุ่มไม้ หางที่ยาวระดินของพวกมันมักจะไปเกี่ยวกระหวัดติดกับหนามของรั้วกั้นหรือพุ่มไม้เตี้ย ๆ จนขยับไปไหนไม่ได้
พวกมันดิ้นพล่านและส่งเสียงร้องระงมจนพญามารต้องถอนหายใจและคอยเดินตามไปแกะหางออกจากพุ่มหนามทีละตัวด้วยความลำบากยากเข็ญ นานวันเข้าพญามารก็เริ่มหมดความอดทนกับ “ความสวยงามที่เป็นภาระ” นี้ ในที่สุดด้วยโทสะที่พุ่งพล่าน มันจึงตัดสินใจคว้าหางของแพะทุกตัวขึ้นมาแล้วใช้ฟันกัดจนกุดด้วนเหลือเพียงตอสั้น ๆ อย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน

เมื่อแพะไม่มีหางยาวมาคอยเหนี่ยวรั้งพวกมันจากพุ่มหนามอีกต่อไป พวกมันก็เริ่มออกลายตามสัญชาตญาณอันร้ายกาจที่พญามารใส่ไว้ในตัว ฝูงแพะผู้หิวโหยเริ่มบุกรุกเข้าไปในสวนที่สวยงามของมนุษย์ พวกมันแทะเล็มเปลือกของต้นไม้ที่ให้ผลหวานจนยืนต้นตาย และทำลายไร่องุ่นอันสูงค่าที่พระเจ้าทรงประทานไว้ให้เป็นโอสถแก่โลกจนราบพณาสูร
พระผู้เป็นเจ้าทรงทอดพระเนตรเห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเหล่าพืชพรรณอันบอบบาง ด้วยความเมตตาที่มีต่อโลก พระองค์จึงทรงสั่งการให้ฝูงหมาป่าผู้ซื่อสัตย์ออกไปจัดการขับไล่ หมาป่าเหล่านั้นจึงวิ่งกรูเข้าไปขย้ำและฉีกร่างฝูงแพะที่กำลังทำลายสวนจนแตกพ่าย
พญามารเห็นผลงานของตนถูกทำลายก็โกรธจัด รีบพุ่งไปเฝ้าพระองค์แล้วโวยวายว่า “ดูสิ! สัตว์ของพระองค์ทำลายสิ่งมีชีวิตที่ข้าสร้างจนพินาศหมดสิ้น พระองค์ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้ข้าอย่างสาสม!”
พระผู้เป็นเจ้าทรงย้อนถามด้วยความสงบว่า “แล้วเหตุใดเจ้าถึงสร้างสิ่งที่คอยแต่จะสร้างความเดือนร้อนให้แก่ผู้อื่นขึ้นมาเล่า?”
พญามารหาได้แยแสไม่ มันตอบกลับอย่างยโสว่า “ข้าถูกบีบให้ทำเช่นนั้น เพราะความคิดของข้ามีแต่ความร้ายกาจ สิ่งที่ข้าสร้างจึงมีธรรมชาติตามใจข้า พระองค์ไม่มีสิทธิ์มาทำลายพวกมันฟรี ๆ จ่ายค่าเสียหายมาเดี๋ยวนี้!”
เพื่อตัดรำคาญและเป็นการสั่งสอนไปในตัว พระองค์จึงทรงยื่นข้อเสนอที่ดูเหมือนจะง่ายดายว่า “ข้าจะจ่ายให้เจ้า… ทันทีที่ใบโอ๊กใบสุดท้ายร่วงหล่นลงสู่ดินในฤดูใบไม้ร่วงนี้ เจ้าจงมารับเงินที่นับไว้รออย่างครบถ้วนได้เลย”
พญามารได้ฟังดังนั้นก็แอบยิ้มกริ่ม คิดว่ารอเพียงไม่กี่เดือนเงินทองมหาศาลก็จะตกเป็นของมันอย่างแน่นอน

เมื่อฤดูกาลหมุนเวียนไปจนถึงช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง ลมหนาวเริ่มพัดโบกจนใบไม้ตามป่าเขาเริ่มเปลี่ยนสีและร่วงหล่น พญามารเฝ้ามองต้นโอ๊กแถวบ้านด้วยความใจจดใจจ่อ จนกระทั่งใบสุดท้ายปลิวพ้นกิ่งลงสู่พื้นดิน
เขาก็รีบบึ่งไปเฝ้าพระผู้เป็นเจ้าทันทีพร้อมกับตะโกนว่า “จ่ายเงินข้ามาได้แล้ว! ใบโอ๊กทั่วมหาปฐพีร่วงหล่นจนเกลี้ยงต้นแล้ว ทรัพย์สมบัติที่สัญญาไว้ข้าขอรับมันเดี๋ยวนี้!”
ทว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงแย้มพระสรวลอย่างใจเย็นและตรัสตอบว่า “ช้าก่อนพญามารเอ๋ย เจ้าลืมสำรวจไปที่หนึ่งหรือเปล่า? ณ วิหารในกรุงคอนสแตนติโนเปิล มีต้นโอ๊กขนาดยักษ์ตั้งตระหง่านอยู่ต้นหนึ่ง ซึ่งจนถึงบัดนี้ใบของมันยังคงติดแน่นเขียวชอุ่ม ไม่ยอมร่วงหล่นลงดินแม้แต่ใบเดียว ตราบใดที่ใบไม้ต้นนั้นยังไม่ร่วงหมด สัญญาก็ยังถือว่าไม่บรรลุผล”
พญามารคำรามด้วยความโกรธแค้นและสบถสาปแช่ง แต่มันก็ไม่อาจขัดขืนเงื่อนไขในสัญญาได้ มันจึงรีบออกเดินทางข้ามทวีปไปยังกรุงคอนสแตนติโนเปิลทันที มันหลงทางพเนจรอยู่ในป่าลึกและถิ่นทุรกันดารนานถึงหกเดือนเต็มด้วยความลำบาก กว่าจะหาต้นโอ๊กต้นนั้นพบและเฝ้ารอจนใบของมันค่อย ๆ ร่วงหล่นลงมาจนหมด
แต่ทว่า… เมื่อมันรีบกลับมาหาพระผู้เป็นเจ้าอีกครั้งด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยม มันกลับต้องช็อกจนตาค้าง เพราะในช่วงเวลาที่มันมัวแต่ไปเฝ้าต้นโอ๊กต้นเดียวนั้น ฤดูใบไม้ผลิได้เวียนกลับมาแล้ว และต้นโอ๊กทั่วมุมโลกต่างก็แตกกิ่งก้านสาขา ผลิใบสีเขียวชอุ่มขึ้นมาใหม่จนเต็มป่าอีกครั้ง! สัญญาของมันจึงกลายเป็นโมฆะไปตลอดกาล

ความผิดหวังและพ่ายแพ้ต่อสติปัญญาทำให้พญามารบันดาลโทสะอย่างรุนแรงจนแทบจะระเบิดออกมา มันรู้ดีว่าไม่อาจทำอะไรพระผู้เป็นเจ้าได้ และความฝันที่จะได้เงินชดเชยก็พังทลายลงสิ้น ด้วยความอาฆาตแค้นที่หาที่ลงไม่ได้ มันจึงหันไปลงความโกรธใส่สัตว์ที่มันสร้างมากับมืออย่าง “ฝูงแพะ” ที่เหลืออยู่
มันพุ่งเข้าไปหาฝูงแพะแล้วตะโกนว่า “พวกแกมันตัวซวย! เพราะพวกแกทำให้ข้าต้องเสียหน้าและเสียเวลา!” จากนั้นมันก็ใช้นิ้วมือที่แหลมคมควักดวงตาตามธรรมชาติของแพะออกทั้งหมดอย่างโหดเหี้ยม
แล้วเอานัยน์ตาของ “ตัวมันเอง” ยัดใส่เข้าไปแทนที่ดวงตาที่ว่างเปล่านั้น เพื่อให้พวกมันต้องมองโลกด้วยสายตาที่บิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมเหมือนเจ้าของของมัน
ด้วยเหตุนี้เอง แพะจึงมีนัยน์ตาที่เป็นเอกลักษณ์ประหลาด คือมีม่านตาเป็นแนวนอนและดูเจ้าเล่ห์ดั่งนัยน์ตาปีศาจ อีกทั้งยังมีหางที่กุดด้วนจากการที่ถูกพญามารกัดขาดมาแต่เดิม
และว่ากันว่าเพราะความผูกพันใน “ดวงตา” นี้เอง พญามารจึงมักจะเลือกแปลงกายเป็นแพะเมื่อต้องแฝงตัวมาทำชั่วบนโลกมนุษย์ เพราะมันคือสิ่งมีชีวิตที่สะท้อนตัวตนที่แท้จริงของมันได้ดีที่สุดนั่นเอง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความชั่วร้ายมักจะพ่ายแพ้ต่อสติปัญญาและความดีงามอยู่เสมอ ดังเช่นพญามารที่พยายามเลียนแบบการสร้างสรรค์ของพระเจ้าแต่กลับได้ผลลัพธ์ที่บกพร่องและสร้างความเดือดร้อน จนสุดท้ายความโลภและการจองเวรก็ย้อนกลับมาทำลายแผนการของตนเองจนหมดสิ้น
นอกจากนี้ยังเตือนใจว่าผู้ที่คิดจะแสวงหาผลประโยชน์จากความผิดพลาดที่ตนเองก่อขึ้นนั้นมักจะพบกับความว่างเปล่า และโทสะที่เกิดจากความพ่ายแพ้มักจะนำไปสู่การทำลายสิ่งที่ตนเองรักหรือสร้างมากับมือ เปรียบเสมือนการฝังร่องรอยแห่งปีศาจไว้ในดวงตาของแพะที่ย้ำเตือนถึงความพ่ายแพ้นี้ไปตลอดกาล
อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ อีกเพียบ ที่นี่ taleZZZ.com
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องสัตว์ของพระเจ้าและของปีศาจ (อังกฤษ: The Lord’s Animals and the Devil’s) จากคอลเลกชนนิทานพี่น้องกริมม์ลำดับที่ 148 KHM โดยเรื่องราวเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนิทานประเภท “ตำนานอธิบายธรรมชาติ” (Aetiological Myths) ซึ่งพี่น้องกริมม์รวบรวมมาจากเรื่องเล่าพื้นบ้านแถบยุโรปเพื่อตอบคำถามเชิงจินตนาการว่า เหตุใดสัตว์บางชนิดจึงมีลักษณะประหลาด โดยใช้การเปรียบเทียบระหว่างสติปัญญาของสวรรค์และความโฉดเขลาของพญามารมาเป็นตัวดำเนินเรื่อง
ในเชิงสัญลักษณ์ การที่พญามารสร้างแพะให้มีหางยาวแต่กลับเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต สะท้อนถึงแนวคิดที่ว่าสิ่งที่สร้างจากกิเลสและความอวดดีมักแฝงไปด้วยข้อบกพร่องเสมอ แตกต่างจากสรรพสัตว์ของพระเจ้าที่ถูกสร้างมาอย่างสมดุลและมีหน้าที่สอดคล้องกับธรรมชาติอย่างถ่องแท้
นอกจากนี้ การใช้ “ต้นโอ๊กที่ใบไม่ร่วง” เป็นเครื่องมือในการแก้เผ็ดพญามาร ยังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อโบราณเกี่ยวกับต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เหนือกาลเวลา และเป็นการเน้นย้ำว่าความชั่วร้ายมักจะพ่ายแพ้ให้กับข้อจำกัดของเงื่อนไขที่ตนเองยอมรับเพียงเพราะความโลภบังตา ทำให้เรื่องนี้เป็นนิทานคติธรรมที่ผสานเข้ากับตำนานพื้นบ้านได้อย่างกลมกลืน
คติธรรม: “ความโง่เขลาที่เกิดจากความริษยามักทำให้เราสร้างสิ่งที่ย้อนกลับมาทำลายตัวเอง และความโลภที่บดบังปัญญามักทำให้เรามองข้ามความจริงที่อยู่ตรงหน้า จนสุดท้ายต้องสูญเสียแม้กระทั่งตัวตนที่เคยมี”

