นิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องเงือกน้อยผจญภัย

ปกนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องเงือกน้อยผจญภัย

ใต้ผืนน้ำอันกว้างใหญ่ ตามตำนานนิทานพื้นบ้านสากลจากเดนมาร์กเล่าว่ามีอาณาจักรลึกลับซ่อนอยู่ ดินแดนที่ไร้เสียงของคลื่นซัดสาด แต่เต็มไปด้วยเวทมนตร์และเรื่องราวที่มนุษย์ไม่เคยล่วงรู้ ที่นั่น เหล่าเงือกอาศัยอยู่ท่ามกลางปะการังและแสงเรืองรองของมหาสมุทร โลกที่เงียบสงบ ทว่ามีบางสิ่งกำลังรอคอยการเปลี่ยนแปลง

ในบรรดาเงือกทั้งหมด มีเงือกน้อยผู้หนึ่งที่แตกต่าง เธอมองทะเลด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความฝัน เฝ้ามองผิวน้ำราวกับมีบางสิ่งดึงดูดใจ แม้เธอจะมีทุกอย่างที่อาณาจักรแห่งท้องทะเลสามารถมอบให้ แต่หัวใจของเธอกลับโหยหาสิ่งที่อยู่ไกลเกินเอื้อม และวันหนึ่ง โชคชะตาก็พาเธอไปพบกับสิ่งที่จะเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล… กับนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องเงือกน้อยผจญภัย

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องเงือกน้อยผจญภัย

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องเงือกน้อยผจญภัย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ใต้มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ มีอาณาจักรเงือกอันงดงาม ที่นั่น เจ้าหญิงเงือกน้อย อาศัยอยู่กับราชาแห่งท้องทะเลและพี่สาวของเธอ เธอเป็นเงือกที่งดงามและมีเสียงร้องที่ไพเราะที่สุด แต่สิ่งที่ทำให้เธอแตกต่างจากพี่สาวคือ เธอหลงใหลโลกมนุษย์อย่างลึกซึ้ง

“พวกมนุษย์ใช้ชีวิตกันอย่างไรนะ?” เธอถามพี่สาวบ่อยครั้ง

“พวกเขามีขาสองข้าง เดินบนบก และสร้างปราสาทที่สูงเสียดฟ้า” พี่สาวตอบด้วยรอยยิ้ม แต่ไม่มีใครเข้าใจความหลงใหลของเธอได้อย่างแท้จริง

ตามธรรมเนียมของอาณาจักรใต้สมุทร เมื่อเงือกมีอายุครบ 15 ปี พวกเขาจะได้รับอนุญาตให้ว่ายขึ้นไปบนผิวน้ำ เพื่อมองดูโลกมนุษย์เป็นครั้งแรก เงือกน้อยเฝ้ารอวันนั้นอย่างใจจดใจจ่อ และเมื่อถึงวันสำคัญ เธอรีบว่ายขึ้นไปอย่างตื่นเต้น

เบื้องบนผิวน้ำเป็นคืนที่เงียบสงบ แต่แล้วเธอก็เห็นเรือลำใหญ่แล่นผ่าน ด้านบนมีเจ้าชายหนุ่มรูปงาม ยืนอยู่ใต้แสงโคมไฟ เงือกน้อยจ้องมองเขาด้วยหัวใจเต้นแรง เธอไม่เคยเห็นมนุษย์มาก่อน และเธอไม่อาจละสายตาจากเขาได้เลย

แต่แล้วพายุรุนแรงก็โหมกระหน่ำ คลื่นซัดกระแทกเรือจนมันแตกเป็นเสี่ยง ๆ เจ้าชายตกลงไปในทะเล เงือกน้อยรีบว่ายไปช่วยเขา เธอประคองร่างเขาไว้เหนือผิวน้ำและพาเขาไปยังชายฝั่ง

เมื่อแสงอาทิตย์เริ่มส่อง เธอเห็นดวงหน้าของเขาใกล้ ๆ เป็นครั้งแรก เธออยากอยู่เคียงข้างเขาตลอดไป แต่เสียงฝีเท้าของมนุษย์ทำให้เธอสะดุ้ง หญิงสาวผู้หนึ่งเดินเข้ามาหาเจ้าชาย เงือกน้อยรีบว่ายหนีลงทะเลไป ก่อนที่เขาจะลืมตาขึ้นมาเห็นเธอ

เธอเฝ้ามองจากผิวน้ำ เห็นเจ้าชายฟื้นขึ้นมาและยิ้มให้หญิงสาวผู้นั้น หัวใจของเงือกน้อยปวดร้าว เธออยากจะเป็นมนุษย์ อยากให้เจ้าชายรู้ว่าเธอเป็นผู้ช่วยชีวิตเขา และเธออยากเดินเคียงข้างเขาเหมือนหญิงสาวคนนั้น

“ข้าจะทำอย่างไรได้บ้าง… ข้าต้องเป็นมนุษย์ให้ได้!”

เงือกน้อยจมอยู่กับความคิดถึงเจ้าชาย เธอไม่กินอาหาร ไม่ร้องเพลง และไม่เล่นสนุกเหมือนก่อนอีกต่อไป พี่สาวของเธอพยายามปลอบใจ แต่ไม่มีสิ่งใดทำให้เธอเลิกคิดถึงโลกมนุษย์ได้

สุดท้าย เธอตัดสินใจไปหาแม่มดแห่งท้องทะเล แม้จะถูกเตือนว่าแม่มดชั่วร้าย แต่เธอก็ไม่ลังเล เธอว่ายผ่านป่าปะการังอันมืดมิด ผ่านซากเรืออับปาง และไปถึงถ้ำลึกลับของแม่มด

“ข้ารู้ว่าทำไมเจ้ามาหาข้า เงือกน้อย” แม่มดกล่าวด้วยเสียงเย็นเยียบ “เจ้าต้องการขา ต้องการเป็นมนุษย์… และต้องการหัวใจของเจ้าชาย”

เงือกน้อยพยักหน้าทันที ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

“ข้าสามารถให้ขาเจ้าได้ แต่มีข้อแลกเปลี่ยน…” แม่มดหัวเราะเบา ๆ “ข้าต้องการเสียงของเจ้า”

เงือกน้อยนิ่งไป เสียงของเธอคือสิ่งที่เธอรักที่สุด เธอร้องเพลงไพเราะกว่าผู้ใดในท้องทะเล แต่ถ้าการสูญเสียเสียงคือสิ่งที่ต้องแลกเพื่อได้อยู่เคียงข้างเจ้าชาย… เธอก็ยอม

“เอาไปสิ!” เธอกล่าวอย่างแน่วแน่

แม่มดยิ้มกว้างและร่ายเวทมนตร์ ควันสีดำลอยวนรอบตัวเงือกน้อย และทันใดนั้น เธอรู้สึกเหมือนมีบางอย่างถูกดึงออกจากลำคอ เธอพยายามร้องออกมา แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกไปอีกแล้ว

“ข้อตกลงสำเร็จแล้ว” แม่มดกล่าว “แต่จงจำไว้ หากเจ้าชายไม่รักเจ้าและแต่งงานกับหญิงอื่น ในรุ่งเช้าเจ้าจะสลายกลายเป็นฟองคลื่น”

ก่อนที่เงือกน้อยจะทันตอบ แม่มดขว้างขวดยาให้เธอ เธอรับไว้และรีบว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำ เธอไม่มีเสียงอีกแล้ว แต่หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความหวัง

เมื่อขึ้นสู่ฝั่ง เธอดื่มยาตามที่แม่มดบอก และความเจ็บปวดราวมีดหลายพันเล่มทิ่มแทงก็แล่นไปทั่วร่าง ครีบของเธอค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นขา เธอพยายามลืมความเจ็บปวด และหลับไปบนชายหาด

รุ่งเช้า เจ้าชายพบเธอนอนอยู่ตรงนั้น เมื่อเธอลืมตาขึ้นมา เธอได้เห็นรอยยิ้มของเขา… แต่เธอไม่อาจเอ่ยคำพูดใดได้เลย

เมื่อเงือกน้อยลืมตาตื่นขึ้นมา เธอพบว่าตัวเองนอนอยู่บนชายหาด ใกล้ ๆ กันนั้น เจ้าชายหนุ่มรูปงามกำลังมองเธอด้วยความสงสัย

“เจ้ามาจากไหนกัน?” เขาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

เงือกน้อยพยายามพูด แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกจากริมฝีปากของเธอ เจ้าชายช่วยพยุงเธอลุกขึ้น แต่เธอแทบจะยืนไม่ไหว ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วขา ราวกับมีดนับพันเล่มทิ่มแทง แต่นั่นคือราคาที่เธอยอมแลกเพื่อได้มาอยู่เคียงข้างเขา

เจ้าชายมองเธออย่างอ่อนโยน ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “เจ้าไม่ต้องพูดหรอก ข้าจะดูแลเจ้าเอง”

เขาพาเธอไปยังพระราชวัง ที่นั่นเธอได้รับการดูแลเป็นอย่างดี แต่ถึงแม้เธอจะอยู่ใกล้ชิดกับเจ้าชาย เธอก็ไม่อาจบอกความจริงให้เขารู้ได้ เธออยากบอกว่าเธอคือผู้ช่วยชีวิตเขาในคืนนั้น แต่เธอทำได้เพียงยิ้มและฟังเขาพูด

เวลาผ่านไป เจ้าชายเริ่มรู้สึกผูกพันกับเงือกน้อย เขาชอบอยู่ใกล้เธอ และมักจะพาเธอไปเดินเล่นริมชายหาด เขาบอกว่าเธอทำให้เขานึกถึงหญิงสาวปริศนาที่ช่วยชีวิตเขา แต่เขาเชื่อว่าหญิงสาวคนนั้นคือเจ้าหญิงจากอาณาจักรใกล้เคียง ไม่ใช่เงือกน้อยที่ยืนอยู่ตรงหน้า

“ข้าคงไม่มีวันลืมหญิงคนนั้นได้” เจ้าชายพูดพร้อมรอยยิ้มเศร้า “แต่เจ้าก็น่ารักเหลือเกิน ข้าดีใจที่เจ้าอยู่ที่นี่”

เงือกน้อยยิ้มให้เขา แต่หัวใจของเธอปวดร้าว เธออยากจะกุมมือเขาและบอกความจริง ทว่าเธอไม่มีเสียง และความเงียบของเธอก็กลายเป็นกำแพงที่ขวางกั้น

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องเงือกน้อยผจญภัย 2

วันหนึ่ง พระราชาส่งข่าวมาแจ้งว่าเจ้าชายต้องอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงจากอาณาจักรใกล้เคียง หญิงสาวที่เจ้าชายเชื่อว่าเป็นผู้ช่วยชีวิตเขา

“ข้าดีใจเหลือเกิน ในที่สุดข้าก็ได้พบกับนางอีกครั้ง” เจ้าชายพูดด้วยแววตาเปี่ยมสุข

เงือกน้อยรู้ทันทีว่าคำทำนายของแม่มดกำลังจะเป็นจริง หากเจ้าชายแต่งงานกับหญิงอื่น เมื่อรุ่งเช้ามาถึง เธอจะสลายกลายเป็นฟองคลื่น

คืนก่อนวันแต่งงานของเจ้าชาย พี่สาวเงือกของเธอปรากฏตัวขึ้นจากทะเล พวกเธอรู้ชะตากรรมของน้องสาวและไม่อาจปล่อยให้เธอหายไป พวกเธอจึงไปเจรจากับแม่มดและนำ มีดวิเศษ มาให้เธอ

“ฆ่าเจ้าชายเสีย ก่อนรุ่งสาง แล้วเจ้าจะได้กลับมาเป็นเงือกอีกครั้ง!” พี่สาวของเธอกระซิบ “รีบตัดสินใจก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป!”

เงือกน้อยรับมีดไว้ด้วยมือที่สั่นเทา เธอเดินเข้าไปในห้องของเจ้าชาย ซึ่งกำลังหลับใหลอยู่ข้างเจ้าหญิง ร่างของเขาสะท้อนแสงจันทร์ ดูสงบและมีความสุข

เธอค่อย ๆ ยกมีดขึ้น น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนมือของเธอ

แต่แล้วเธอก็สะบัดหัวและลดมีดลง เธอไม่อาจทำร้ายเขาได้ เธอรักเขามากเกินไป รักมากจนเธอยอมสูญเสียทุกสิ่ง แม้แต่ชีวิตของตัวเอง

เมื่อแสงแรกของรุ่งอรุณแตะขอบฟ้า เธอเดินออกไปที่ชายหาด เธอทอดสายตามองเจ้าชายเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะก้าวลงสู่ทะเล

ร่างของเธอค่อย ๆ จมหายไป และเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นเต็มดวง เธอสลายกลายเป็นฟองคลื่น

แต่เธอไม่ได้หายไปตลอดกาล วิญญาณของเธอแปรเปลี่ยนเป็นบุตรแห่งสายลม ซึ่งมีโอกาสทำความดีเพื่อให้ได้ขึ้นสู่สวรรค์

เงือกน้อยหลับตาลง และปล่อยให้สายลมพัดพาเธอไปสู่โลกใหม่ ที่ซึ่งเธอจะได้เริ่มต้นอีกครั้ง…

เมื่อลำแสงแรกของอรุณรุ่งแตะขอบฟ้า ร่างของเงือกน้อยค่อย ๆ สลายกลายเป็นฟองคลื่น เธอรู้สึกตัวเบาไร้น้ำหนัก และไม่มีความเจ็บปวดอีกต่อไป เธอหลับตาลง ปล่อยให้กระแสน้ำพัดพาไปอย่างช้า ๆ

แต่แทนที่เธอจะหายไปตลอดกาล เธอกลับรู้สึกว่าตัวเองกำลังลอยขึ้นเหนือท้องทะเล เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นรอบตัว เธอลืมตาขึ้นและพบว่าตัวเองอยู่ท่ามกลา เหล่าบุตรแห่งสายลม (Daughters of the Air) วิญญาณของเธอไม่ได้ดับสูญ แต่กลับได้รับโอกาสใหม่

“เจ้ามิได้เป็นฟองคลื่น แต่เจ้าจะกลายเป็นบุตรแห่งสายลม หากเจ้าทำความดี ช่วยเหลือมนุษย์ และมอบความรักโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน สักวันหนึ่งเจ้าจะได้ขึ้นสู่สวรรค์” เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น

เงือกน้อยมองลงไปยังโลกเบื้องล่าง เห็นเจ้าชายและเจ้าหญิงยืนอยู่บนระเบียงของปราสาท มองออกไปยังท้องทะเล เขาไม่เคยรู้เลยว่าเธอคือผู้ช่วยชีวิตเขา และไม่เคยรู้ว่าเธอยอมสละทุกอย่างเพียงเพื่อได้อยู่เคียงข้างเขา

แต่ในขณะเดียวกัน เธอรู้สึกถึงบางสิ่งที่เธอไม่เคยรู้มาก่อน นั่นคือความสงบในหัวใจ

เธอไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะได้ขึ้นสู่สวรรค์ แต่เธอไม่เสียใจเลยที่ได้รักอย่างแท้จริง เธอจะเดินทางไปทั่วโลก ช่วยเหลือมนุษย์ มอบความเมตตา และรอคอยวันที่เธอจะได้พบจุดหมายปลายทางของเธอ

สายลมพัดพาเธอไปไกลออกไป พร้อมกับเสียงกระซิบอ่อนโยนของท้องทะเล และเรื่องราวของเงือกน้อยก็กลายเป็นตำนาน ที่เล่าขานสืบต่อไปตราบนานเท่านาน…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องเงือกน้อยผจญภัย 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความรักที่แท้จริงคือการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เงือกน้อยยอมสละทุกสิ่ง แม้กระทั่งเสียงและชีวิตของตนเอง เพื่อโอกาสได้อยู่เคียงข้างเจ้าชาย แม้สุดท้ายแล้วเธอจะไม่ได้รับรักตอบ แต่เธอก็ไม่เลือกทำร้ายเขา เธอเลือกที่จะรักเขาด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์

เรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า การเสียสละและการตัดสินใจมีผลต่อชีวิตของเรา เงือกน้อยทำตามหัวใจโดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมา และแม้ว่าเธอจะต้องเผชิญกับชะตากรรมที่โหดร้าย แต่สุดท้ายเธอก็ได้รับโอกาสใหม่ในการทำความดี

นอกจากนี้ยังเตือนให้เราเข้าใจว่า ความฝันและความปรารถนาอาจมีราคาที่ต้องจ่าย เงือกน้อยต้องสูญเสียเสียงของเธอและทนทุกข์ทรมานเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าความฝันทุกอย่างจะนำไปสู่ความสุขเสมอ

และสุดท้าย เรื่องราวนี้บอกเราว่า แม้ความรักจะไม่สมหวัง แต่ชีวิตก็ยังมีคุณค่า เงือกน้อยไม่ได้หายไปตลอดกาล เธอกลายเป็นบุตรแห่งสายลม ซึ่งมีโอกาสทำความดีเพื่อไปสู่จุดหมายที่สูงกว่า ความรักและความเสียสละของเธอจึงไม่สูญเปล่า

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องเงือกน้อยผจญภัย (อังกฤษ: The Little Mermaid) เป็นผลงานของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน (Hans Christian Andersen) นักเขียนชาวเดนมาร์ก ซึ่งเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อปี 1837 ในนิทานชุด Eventyr, fortalte for Børn (Fairy Tales, Told for Children)

แอนเดอร์เซนไม่ได้อิงเรื่องนี้จากนิทานพื้นบ้านโดยตรง แต่เขียนขึ้นจากแรงบันดาลใจและประสบการณ์ส่วนตัว โดยเฉพาะความรู้สึกของเขาที่เคยมีต่อเพื่อนชายคนสนิทซึ่งไม่สามารถรักเขาตอบได้ นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าเงือกน้อยเป็นตัวแทนของความรักที่ไม่สมหวัง และการยอมเสียสละแม้รู้ว่าความรักนั้นจะไม่มีวันเป็นจริง

นอกจากนี้แนวคิดเรื่องการเสียสละและการแปรเปลี่ยนเป็นบุตรแห่งสายลมในตอนจบ อาจได้รับอิทธิพลจากคติทางศาสนาคริสต์ ที่เน้นเรื่องการทำความดีเพื่อให้ได้ขึ้นสู่สวรรค์ ซึ่งแตกต่างจากนิทานพื้นบ้านทั่วไปที่มักจบลงแบบมีความสุข (happily ever after)

นิทานเรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างมากและถูกดัดแปลงหลายครั้ง โดยเวอร์ชันที่โด่งดังที่สุดคือภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง “The Little Mermaid (เงือกน้อยผจิญภัย)” ของดิสนีย์ (1989) ซึ่งเปลี่ยนตอนจบให้เงือกน้อยสมหวังกับเจ้าชาย ต่างจากฉบับดั้งเดิมที่มีตอนจบเศร้าและเน้นแนวคิดเชิงปรัชญามากกว่า

“ความรักที่ต้องแลกด้วยตัวตนของตัวเอง อาจไม่ใช่ความรัก แต่เป็นกับดักที่เราสร้างขึ้นเพื่อหลอกหัวใจตัวเอง”