นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานพญาคันคาก

ปกนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานพญาคันคาก

ณ ยุคที่ฟ้าลืมฟังเสียงดิน แสงแดดแล้งแผดเผาแผ่นโลก ไม่มีลม ไม่มีฝน มีแต่ร่องรอยของชีวิตที่หอบใจหนีร่วงโรย ทุกเสียงถูกเมฆกลืน ทุกสายตาเหม่อค้างอยู่ใต้เงาไม้ที่ไม่มีคำตอบ

มีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านไทยเล่าถึงใต้โพธิ์เก่ากลางดินร้อน มีเพียงฝูงสัตว์ที่ยังไม่สิ้นศรัทธา คำพูดเล็ก ๆ ถูกเปล่งขึ้นโดยสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีใครนับ และนั่นคือเสียงแรกที่เดินทางขึ้นสู่ฟ้า โดยไม่ย่อตัวให้ฝุ่น กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานพญาคันคาก

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานพญาคันคาก

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานพญาคันคาก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองพันทุมวดี อันตั้งอยู่กลางลานดินอันอุดม ด้วยแม่น้ำไหลหลั่ง ป่าเขาเขียวชอุ่ม และทุ่งหญ้าเบิกบานในฤดูฝน ครั้งหนึ่งเคยเป็นแดนแห่งชีวิต อันฟ้าฝนหล่อเลี้ยงให้พืชพันธุ์งอกเงย ผู้คนสุขสบาย สรรพสัตว์ล้วนมีที่พึ่งพิง

แต่แล้ว ณ ห้วงกาลหนึ่งหาเหตุแน่แท้ไม่ องค์พญาแถน ผู้เป็นเจ้าแห่งฟ้าและฝน ผู้ทรงบันดาลลม เมฆ และมวลพิรุณ กลับทรงบันดาลโทสะ โกรธเคืองแก่โลกมนุษย์โดยเหตุใดหาใครล่วงรู้มิได้ ดั่งฟ้าระแวงดิน หาใช่เพราะเหตุแกล้งใด ก็ให้ฝนมิหลั่งลงมานานถึงเจ็ดเดือนเต็ม

แผ่นดินแห้งแตกระแหง ต้นไม้เหี่ยวเฉา ฝูงสัตว์หลบในโพรงก็ยังต้องสิ้นใจ ปลาในหนองตายเกลื่อน กลิ่นเหม็นฟุ้งไปทั้งเมือง ทุ่งนากลายเป็นลานดินร้อนผ่าว อาหารแลน้ำเหือดแห้งจนผู้คนต้องล้มตายไปทีละคน ทีละครอบครัว จนทั่วทั้งเมืองพันทุมวดีกลายเป็นเงาเงียบแห่งความวอดวาย

เหล่าผู้ยังมีลมหายใจอยู่ ต่างพากันพเนจร หอบครอบครัว ฝูงสัตว์เลี้ยง เดินเท้าลัดไพรเข็ญมุ่งหน้าสู่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่กลางป่าลึก อันเป็นที่พำนักของพญาคันคาก สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำผู้มีฤทธิ์แก่กล้า ถือกำเนิดมาแต่บารมีในภพก่อน และมีใจสงบ เยือกเย็น ปรานีต่อหมู่สัตว์ มิเลือกเผ่าพงศ์

ใต้ร่มโพธิ์นั้น ฝูงสัตว์ทั้งหลาย ทั้งนก หนู ช้าง เสือ งู ตลอดจนแมลงไร้เสียง ต่างมานั่งล้อมพร้อมกันกลางฝุ่นแห้งและสายลมกร่อย บ้างก็หลับตา บ้างก็คร่ำครวญ บ้างก็เหม่อมองฟ้า

“โอ้ ฟ้า… เหตุใดจึงเมินดินถึงเพียงนี้”

“ฝนเจ้าเอ๋ย ไยจึงหายไป เหล่าเด็กน้อยข้าไม่มีน้ำนมให้กินแล้ว”

“แถนจะทำลายโลกหรือไร ฤาโลกนี้ผิดร้ายเพียงนั้น”

พญาคางคกทอดเนตรมองเหล่าผู้ทุกข์ด้วยดวงตานิ่งสงบ แล้วเอื้อนวาจาด้วยเสียงต่ำ

“จะมัวนั่งร่ำไห้ไปไยเล่า หากแถนมิไยดีแก่เรา โลกก็จักดับไปเท่านี้ฤๅ เราต้องลุกขึ้น ร่วมกันต้านฟ้า”

เสียงเงียบทั้งป่า ไม่มีผู้ใดเอ่ยตอบทันที ทว่าในใจแต่ละดวงเริ่มสั่นไหว… เพราะคำว่า “ต้านฟ้า” เป็นคำต้องห้ามมาตั้งแต่ต้นกาล

คืนนั้นใต้ต้นโพธิ์ สัตว์ทั้งปวงได้ตั้งที่ประชุมใหญ่ มีพญานาคียักษ์แห่งบาดาลมานั่งขนดขดอยู่เบื้องซ้าย พญาต่อแตนตัวมหึมาเกาะอยู่บนกิ่งโพธิ์สูงสุด ฝูงมดปลวกเดินเรียงรายเป็นสายรอบโคนต้น พญาคางคกนั่งสงบอยู่กลางวง

สรรพสัตว์ตกลงกันว่า… ฟ้าจักต้องรับฟัง หากไม่ฟัง ต้องรบให้ฟ้าเปิด

พญานาคีผู้มากฤทธิ์ จึงอาสายกพลขึ้นสู่เมืองฟ้าก่อน หมุนหางฟาดพื้นเกิดสายชล แล้วยกพลขึ้นจากบาดาล ครั้นถึงแดนพญาแถน กลับพ่ายแพ้โดยง่าย ฝนหาได้หลั่งลงแม้สักหยด

ต่อมา พญาต่อแตน ผู้อหังการแต่เร็วเร้นยิ่งนัก ก็อาสายกฝูงไปรบ ทว่าแม้นพุ่งพลีเป็นสาย ก็หาอาจทะลวงแดนเทพได้ กลับถูกโบยตี ล้มตายตกจากเมฆ

เสียงถอนหายใจดังไปทั่วดง

“เราจักทำสิ่งใดได้ ฤา ขนาดผู้มีฤทธิ์ยังมิอาจฟาดเมฆ”

“แถนอยู่ฟ้า เราอยู่ดิน ฟ้าย่อมมองดินเป็นเพียงเศษฝุ่น”

ครานั้นเอง พญาคางคกลืมตา กล่าวด้วยเสียงช้า หากแน่วแน่

“ข้าจะไปเอง”

ฝูงสัตว์เงียบงันก่อนจะมีเสียงเอะอะตามมา ทั้งตกใจและหวาดหวั่น

“ตัวเจ้าคือคางคก จะไปสู้ฟ้าเช่นใดเล่า”

“พญานาคยังแพ้ ตัวเจ้าจักเป็นเยี่ยงไร”

แต่พญาคางคกมิได้ไหวหวั่น กลับกล่าวอย่างมั่น “ข้ามิใช่จะใช้กำลังใหญ่โตดุจนาค หรือพลังพุ่งรุนแรงดั่งต่อ แต่นาคแพ้เพราะโผล่ตรง ต่อแพ้เพราะบินเปิด ข้าจะไม่รบเช่นนั้น ข้าจะรบด้วยสิ่งที่ฟ้าคาดไม่ถึง”

จากนั้นจึงเรียกพญาปลวก พญามอด พญาตะขาบ และแมลงป่องมารวมกัน ณ โคนโพธิ์ใหญ่ แล้วกระซิบแผนออกมาอย่างเงียบเชียบ

ปลวกทั้งหลาย รับคำบัญชาให้เร่งก่อจอมปลวกเรียงรายทะยานขึ้นสู่ขอบฟ้า กลายเป็นบันไดดินที่พาดผ่านฟ้าโดยไม่มีแสงวูบวาบ ไม่มีเสียงคำราม

มอดตัวน้อย ได้รับคำสั่งให้แฝงในด้ามอาวุธของกองทัพฟ้า เจาะเข้าไปทีละนิดด้วยความเงียบงัน

แมลงป่อง ตะขาบ ก็มุดเข้าสู่กองฟืน ซุกซ่อนในเสื้อผ้าของไพร่พลพญาแถน รอวันจะเผยพิษออกสู่ผิวเนื้ออย่างเงียบงัน

พญาคางคกเดินทางขึ้นฟ้า มิได้ใช้เสียง มิได้ใช้ศาสตรา แต่ใช้สิ่งเล็กที่สุดจากพื้นดินสู่สิ่งใหญ่ที่สุดบนฟ้า… และไม่มีใครรู้ว่าเมฆจะสั่นไหวเพียงใดในวันรุ่งขึ้น

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานพญาคันคาก 2

รุ่งอรุณของวันที่แดดอ่อนแต่ฟ้าครึ้ม ลมเหนือพลิ้วเบา ปรากฏภาพอันประหลาดยิ่งในสายตาเทพยดาบนเมืองพญาแถน เมื่อมองลงมาใต้ผืนเมฆ เห็นเสาเล็กเสาน้อยผุดขึ้นจากพื้นดิน สูงขึ้น สูงขึ้น ไม่หยุด มิยุบ ราวกับเถาวัลย์แห่งแผ่นดินที่เลื้อยท้าทายต่อสวรรค์

เสานั้นหาใช่สิ่งอัศจรรย์ของฟ้า แต่คือจอมปลวก อันสรรค์สร้างจากแรงแห่งปลวกน้อยนับล้าน ก่อเส้นทางขึ้นฟ้าโดยไม่แจ้งประกาศ ไม่เร่งไม่เร้า แต่ยืนยงดั่งภูผาเตี้ย

ครั้นถึงยามราตรีสงบ กองทัพแห่งดินจึงเริ่มเคลื่อนไหว มอดตัวจิ๋วทั้งหลายแทรกซึมเข้าสู่โรงอาวุธ กัดเจาะด้ามหอก ด้ามดาบ และด้ามธนูของไพร่พลพญาแถนจนผุพังภายในโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้

แมลงป่องกับตะขาบซ่อนอยู่ใต้กองฟืนและเสื้อผ้าของทหารฝ่ายฟ้า พวกมันแนบเนื้ออยู่เงียบ ๆ เฝ้ารอเวลาที่เหมาะสม

ทัพฟ้าหารู้ไม่ว่า… สงครามได้เริ่มขึ้นแล้ว

ณ ค่ายเมืองพญาแถน คืนนั้นไพร่พลร้องระงมด้วยเสียงเจ็บปวดจากพิษกัดต่อย แขนขาเน่าเสียไปในขณะหลับ ข้าวของแตกหัก อาวุธหลุดจากมือแม้เพียงกระชับเบา ๆ เสาเต้นท์พังลงโดยไม่มีลมใด

เสียงหวีดร้อง เสียงล้ม เสียงวิ่ง เสียงคลั่ง วิ่งวนเป็นฝูง

“ข้า เจ็บนัก มีสิ่งใดกัดข้าใต้เสื้อนี้”

“อาวุธพังหมดแล้ว พังทุกชิ้น ไร้เหตุผล”

“ตะขาบกัดข้า แมลงป่องอยู่ในฟืน”

เมืองฟ้าปั่นป่วน ราวกับจะถล่มไม่ใช่ด้วยศร ไม่ใช่ด้วยเวท แต่ด้วยฝีมือนิ่งเงียบของดินที่ไม่มีใครคาด

พญาแถนผู้ยิ่งใหญ่ประทับอยู่กลางมหาศาลารัตนาวดี รับรู้ว่าฟ้ากำลังระส่ำ มิอาจนิ่งเฉยได้อีก เสด็จออกจากวังด้วยอัสนีเปล่งเสียงก้อง ทว่าเมื่อเบื้องหน้ามีเพียงพญาคางคกยืนอยู่นิ่ง ๆ บนจอมปลวกสูง

“เจ้าตัวต่ำชั้น เจ้ากบขี้โคลน จะมาสู้ข้า เจ้าคิดว่าตัวเองคือผู้ใด”

พญาคางคกยิ้มเพียงน้อย ตอบด้วยเสียงนุ่มเย็น “ข้ามิใช่ผู้ใด ข้าเพียงเป็นเสียงของโลกที่เจ้าลืมฟัง”

พญาแถนตวัดสายตา เสียงสายฟ้าฟาดลงใส่ แต่ไม่อาจแตะกายคางคกเลยแม้ปลายเปลว เพราะเวลานั้น พญาคางคกคือผู้นำของโลกเบื้องล่าง ผู้ได้รับศรัทธาจากสรรพชีวิตทั่วดินแดน

และศรัทธานั้นหนักกว่าเมฆ

ท่ามกลางความพ่ายแพ้อันไม่อาจปฏิเสธ พญาแถนจำต้องลดอัสนี ยอมสงบมือ แล้วเสด็จมาประจันหน้าอย่างสงบกับพญาคางคก ซึ่งมิได้แสดงความยินดี มิได้หยามเหยียด หากเพียงสงบเย็นประหนึ่งดินหลังฝน

ทั้งสองยืนตรงบนจอมปลวกสูงสุด มองสู่เส้นขอบฟ้าทางตะวันออกซึ่งเริ่มเรื่อสีทอง สะท้อนให้รู้ว่า… เวลาของการรบสิ้นสุดลงแล้ว

พญาแถนเอื้อนวาจาด้วยเสียงหนัก

“เรามิใช่ศัตรู แต่เราลืมว่าโลกดินคือครึ่งหนึ่งของฟ้า ๏ เอาเถิด เราจักทำสัญญาไว้กับเจ้า”

“หนึ่ง หากผู้คนจุดบั้งไฟให้ลอยสู่ฟ้าเมื่อใด เราจะส่งฝนให้ตกต้องตามฤดู”

“สอง หากเราได้ยินเสียงกบ เขียดร้องเป็นสำเนียงดิน เราจะรู้ว่าโลกได้รับฝนแล้ว”

“สาม หากเราได้ยินเสียงธนูหวายจากว่าว หรือเสียงโหวดของมนุษย์ เราจะหยุดฝน เพราะฤดูเก็บเกี่ยวได้มาถึงแล้ว”

พญาคางคกเพียงพยักหน้ารับ โดยไม่มีอาการเย้ยหยัน

ข้อตกลงนั้นได้รับการบันทึกไว้ในความจำของทั้งสองโลก โลกแห่งฟ้า และโลกแห่งดิน

เมื่อสิ้นสงคราม ฟ้าจึงเปิด ฝนหลั่งลงราวสายมณีจากสรวง สรรพสัตว์พากันร้องไชโย วิ่งฝ่าโคลนออกจากเงาโพธิ์ กบ เขียด ร้องประสานขานรับเสียงสายฝนแรกในรอบเจ็ดเดือน

โลกกลับคืนมาอีกครา ด้วยเสียงเล็กของสิ่งที่ต่ำสุดในสายตาฟ้า

และจนบัดนี้ ทุกครั้งที่เสียงบั้งไฟแตกกลางฟ้า เสียงเขียดกบขับขาน หรือโหวดลอยลมในยามเกี่ยวข้าว ผู้คนในแผ่นดินนี้ยังคงเชื่อมั่นว่า

ฟ้ายังจำสัญญาได้

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานพญาคันคาก 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… อำนาจมิได้ขึ้นอยู่กับความยิ่งใหญ่ของรูปลักษณ์หรือชาติกำเนิด แต่อยู่ที่สติ ปัญญา และความพร้อมใจของผู้คนในยามทุกข์ยาก พญาคางคกไม่ใช่ผู้แข็งแรงที่สุด ไม่ได้มีกองทัพอันเกรียงไกร หากแต่มีความคิด มีแผนการ และศรัทธาจากสรรพชีวิตทั้งปวง จึงสามารถต่อรองกับฟ้าได้สำเร็จ

เรื่องนี้จึงเตือนว่า อย่ามองข้ามเสียงของผู้ที่ดูไร้ค่า เพราะบางครั้ง… นั่นคือเสียงที่ฟ้าควรรับฟังมากที่สุด

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานพญาคันคาก มีที่มาจากตำนานพื้นบ้านของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(อีสาน)ของไทย และยังพบในวรรณกรรมพื้นถิ่นลาว โดยเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับพญาแถน ซึ่งในความเชื่อของชาวอีสานและลาวถือว่าเป็นเทพเจ้าผู้ปกครองฟ้าและฝน เรื่องนี้จึงเชื่อมโยงกับพิธีกรรมที่มีมาแต่โบราณ เช่น บุญบั้งไฟ ซึ่งชาวบ้านจะจุดบั้งไฟขึ้นฟ้าเพื่อขอฝนจากพญาแถนในช่วงต้นฤดูเพาะปลูก

ตำนานกล่าวถึงความทุกข์ยากในยามฝนแล้ง และการลุกขึ้นของพญาคางคกสัตว์ตัวเล็กที่ถูกมองข้ามซึ่งใช้ไหวพริบและความร่วมแรงของสรรพสัตว์ต่อกรกับฟ้า สะท้อนความคิดเรื่องการต่อรองกับอำนาจบนลงมาอย่างนุ่มนวลผ่านสัญญาทางพิธีกรรมและเสียงจากธรรมชาติ เช่น เสียงกบ เขียด โหวด หรือว่าว

พญาคันคากจึงไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าเพื่อความบันเทิง แต่เป็นการอธิบายความเชื่อของชาวบ้านที่พยายามทำความเข้าใจกับฤดูกาลและความแปรปรวนของธรรมชาติ ด้วยจินตนาการที่ผสานความศักดิ์สิทธิ์ เข้ากับวิถีชีวิตและความหวัง

“อย่าหัวเราะเยาะเสียงจากโคลนตม เพราะเมื่อฟ้าหันหลังให้โลก เสียงนั้นอาจเป็นสิ่งเดียวที่ฟ้ายังต้องฟัง”