ในค่ำคืนที่ดวงจันทร์ลอยเด่นเหนือท้องฟ้าแห่งล้านนา แสงประทีปนับพันส่องสว่างดั่งดวงดาราบนผืนน้ำ เสียงบทสวดธัมม์แว่วก้องไปทั่วเมือง ราวกับเป็นสะพานเชื่อมโยงผู้คนให้หวนระลึกถึงบางสิ่งที่ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา
ภายใต้เปลวไฟที่ริบหรี่ เรื่องราวของความรัก ความพลัดพราก และคำมั่นสัญญายังคงถูกเล่าขาน ตำนานนิทานพื้นบ้านไทยที่สอดแทรกบทเรียนแห่งชีวิต และสะท้อนถึงสายใยที่ไม่อาจถูกตัดขาด แม้ความเป็นและความตายจะกั้นขวางไว้ก็ตาม กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคเหนือเรื่องตำนานแม่กาเผือก

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคเหนือเรื่องตำนานแม่กาเผือก
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ริมฝั่งแม่น้ำคงคา มีต้นมะเดื่อใหญ่ต้นหนึ่งแผ่กิ่งก้านปกคลุมผืนน้ำ ใต้เงาร่มของต้นไม้นี้เป็นที่พำนักของสัตว์นานาชนิด และในหมู่พวกมันก็มีแม่กาเผือก นกที่แตกต่างจากกาอื่นๆ เพราะมีขนขาวดั่งงาช้างและดวงตาเป็นประกายราวมณี นางไม่ได้เป็นเพียงนกธรรมดา แต่เป็นสัตว์วิเศษที่สั่งสมบุญบารมีมาแต่อดีตชาติ ด้วยจิตใจที่เปี่ยมเมตตา นางไม่เคยเบียดเบียนใคร และมักช่วยเหลือสรรพสัตว์ที่เดือดร้อนอยู่เสมอ
แม่กาเผือกทำรังอยู่บนยอดมะเดื่อสูง ล้อมรอบด้วยใบไม้หนาทึบ และไม่นานนัก นางก็ออกไข่ 5 ฟอง ไข่เหล่านี้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของนาง ทุกวันแม่กาจะโผบินออกไปหาอาหาร และกลับมาฟูมฟักไข่ด้วยความรักและความหวังว่าวันหนึ่ง พวกมันจะฟักออกมาเป็นลูกน้อยที่แข็งแรง
วันหนึ่ง ขณะที่แม่กาเผือกออกจากรังไปหาอาหาร ท้องฟ้ากลับเปลี่ยนสีจากฟ้าใสเป็นมืดครึ้ม ลมพัดกรรโชกแรง ฟ้าคำรามกึกก้องและพายุใหญ่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว สายฝนกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ลมพายุโหมกระหน่ำสะเทือนทั้งต้นมะเดื่อ จนในที่สุด ไข่ทั้งห้าฟองหล่นจากรัง ร่วงลงสู่แม่น้ำคงคา และถูกกระแสน้ำพัดพาไปคนละทิศทาง
เมื่อพายุสงบลง แม่กาเผือกรีบบินกลับมาที่รัง แต่สิ่งที่เห็นคือความว่างเปล่า ไข่ทั้งห้าหายไป นางกรีดร้องด้วยความตกใจ รีบบินโฉบลงต่ำ มองหาไข่ของตนในแม่น้ำอันกว้างใหญ่ นางบินไปตามสายน้ำ มองหาทุกซอกทุกมุม แต่ไม่พบร่องรอยของลูกน้อยเลย
ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า นางยังคงบินตามหา ร่างกายอ่อนล้าแต่หัวใจยังไม่ยอมแพ้ วันแล้ววันเล่าที่แม่กาเผือกบินไปทั่วทุกสารทิศ เฝ้าถามแม่น้ำ ภูเขา และสายลมว่าพวกเขาได้เห็นลูกของนางหรือไม่ แต่ไม่มีผู้ใดตอบ
ความโศกเศร้ากัดกินหัวใจแม่กาเผือก นางมิอาจทนอยู่ได้หากไม่มีลูกน้อย ท้ายที่สุด ร่างของนางซูบผอมลงเรื่อยๆ ก่อนจะสิ้นใจลงด้วยความตรอมใจ ณ ริมฝั่งแม่น้ำคงคา แต่เพราะบุญกุศลที่แม่กาเผือกสั่งสมไว้ตั้งแต่ชาติปางก่อน นางไม่ได้ดับสูญ แต่ได้ไปถือกำเนิดใหม่ในพรหมโลก เป็นดวงจิตที่เปี่ยมด้วยเมตตา และเฝ้ามองดูโลกมนุษย์จากสรวงสวรรค์
ขณะที่แม่กาเผือกจากโลกนี้ไป ไข่ทั้งห้าฟองไม่ได้สูญหายไปในสายธารแห่งกาลเวลา แต่กลับถูกพัดพาไปยังสถานที่ต่างๆ และได้รับการเลี้ยงดูโดยสัตว์และมนุษย์ผู้ใจบุญ
ไข่ฟองแรกถูกพัดไปติดอยู่ริมฝั่งแม่น้ำใกล้รังของแม่ไก่ แม่ไก่เห็นเข้าก็รู้สึกสงสาร จึงนำไข่นั้นมาอุ่นไว้ใต้ปีกของตนเองและเลี้ยงดูเหมือนเป็นลูกแท้ๆ
ไข่ฟองที่สองลอยไปตกอยู่ในรากไม้ใต้น้ำ แม่นาคผู้เฝ้าคลองอยู่ใต้แม่น้ำเห็นเข้าก็เกิดความเมตตา จึงนำไข่ไปเก็บไว้ในโพรงหินและคอยดูแลจนมันฟักออกมา
ไข่ฟองที่สามถูกพัดไปติดชายฝั่งที่เต็มไปด้วยโคลน แม่เต่าผู้รักความสงบเดินผ่านมาพบไข่เข้า จึงใช้ขาของตนขุดหลุมและฝังไข่ไว้ในทรายอุ่น คอยเฝ้าดูแลจนกระทั่งมันฟักเป็นทารกน้อย
ไข่ฟองที่สี่ไหลไปไกลถึงทุ่งหญ้ากว้าง แม่โคซึ่งเดินหาหญ้ากินมาพบเข้า จึงใช้จมูกดุนไข่ไปยังที่ปลอดภัย และคอยให้ความอบอุ่นจนมันแตกออกเป็นเด็กทารก
ไข่ฟองสุดท้ายถูกพัดไปยังป่าลึก ใกล้กับถ้ำของราชสีห์ผู้ยิ่งใหญ่ นางราชสีห์พบไข่เข้า แม้จะเป็นสัตว์ป่าดุร้าย แต่นางกลับรู้สึกผูกพันกับไข่ใบนี้ จึงเก็บมาไว้ในรัง และเฝ้าดูแลมันด้วยความรัก
เมื่อเวลาผ่านไป ไข่ทั้งห้าฟองก็ฟักออกมาเป็นเด็กทารก พวกเขาถูกเลี้ยงดูโดยแม่บุญธรรมแต่ละตน เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความรักและการปกป้อง แม้ว่าจะมีชาติกำเนิดต่างกัน แต่หัวใจของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความเมตตาและสำนึกในบุญคุณ
เมื่อลูก ๆ ของแม่กาเผือกเติบโตเป็นหนุ่มอายุ 16 ปี พวกเขาเริ่มตั้งคำถามกับตนเองว่าเหตุใดพวกตนจึงแตกต่างจากผู้เลี้ยงดู และอะไรคือรากเหง้าของพวกเขาเอง ความอยากรู้ทำให้พวกเขาตัดสินใจออกเดินทางแสวงหาความจริงของชีวิต และนี่เองเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่นำพาให้พวกเขากลับมาพบกันอีกครั้ง โดยไม่รู้เลยว่าพวกเขาล้วนเป็นสายเลือดเดียวกัน…

เมื่อชายหนุ่มทั้งห้าเติบโตขึ้น ต่างคนต่างได้รับการสั่งสอนและอบรมจากแม่บุญธรรมของตนตามวิถีของแต่ละเผ่าพันธุ์ แต่ภายในจิตใจของพวกเขา ลึกๆ แล้วกลับรู้สึกว่าตนเองแตกต่างจากแม่ที่เลี้ยงดูมาอยู่เสมอ ความสงสัยนี้ก่อตัวขึ้นจนกระทั่งวันหนึ่ง ทั้งห้าตัดสินใจออกเดินทางเพื่อแสวงหาความจริงของชาติกำเนิดตนเอง
ด้วยอานิสงส์แห่งบุญบารมีที่สั่งสมมา ทั้งห้าคนออกบวชเป็นฤๅษี ใช้ชีวิตอยู่ในป่า บำเพ็ญศีลภาวนาอย่างเคร่งครัด และในที่สุด โชคชะตาก็นำพาพวกเขามาพบกันโดยบังเอิญ
เมื่อพบกัน ฤๅษีทั้งห้าได้ไต่ถามถึงที่มาและเรื่องราวของกันและกัน จึงพบว่าตนเองมีต้นกำเนิดที่คล้ายคลึงกัน ต่างถูกเลี้ยงดูโดยสัตว์หรือมนุษย์ที่มิใช่สายเลือดแท้ของตนเอง คำบอกเล่าของแต่ละคนคล้ายเป็นจิ๊กซอว์ที่ค่อยๆ ต่อกันเป็นภาพเดียว และในที่สุด พวกเขาก็ตระหนักว่าแท้จริงแล้ว ตนเองเป็นพี่น้องกันทั้งหมด
เมื่อความจริงเปิดเผย ฤๅษีทั้งห้าเกิดความคิดเดียวกัน นั่นคือการตามหาแม่ที่แท้จริงของตน พวกเขาจึงพร้อมใจกันตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้ได้พบแม่ผู้ให้กำเนิด แม้เพียงชั่วครู่ก็ยังดี
พลังแห่งจิตอันบริสุทธิ์ของลูกทั้งห้า ทำให้อีกฟากหนึ่งของสรวงสวรรค์ แม่กาเผือกที่บัดนี้กลายเป็นพรหมสัมผัสได้ถึงเสียงเรียกจากลูกๆ นางรับรู้ถึงความกตัญญูอันยิ่งใหญ่ จึงตัดสินใจเนรมิตร่างของตนเอง ปรากฏกายลงมาต่อหน้าฤๅษีทั้งห้า
ทันทีที่แม่กาเผือกปรากฏกาย ฤๅษีทั้งห้าก็รีบพนมมือก้มกราบด้วยความปีติ น้ำตาแห่งความสุขหลั่งไหลออกมา พวกเขาได้พบแม่ที่เฝ้าตามหามาเนิ่นนาน
“ลูกทั้งหลายของแม่… แม่เฝ้ามองพวกเจ้าจากพรหมโลกเสมอ” นางกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน
“พวกเรารอวันนี้มานานเหลือเกิน ขอให้แม่อยู่กับพวกเราเถิด” ฤๅษีคนหนึ่งกล่าว น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหวัง
“ถึงเวลาของแม่แล้ว แม่ต้องกลับไปยังที่ของแม่ แต่ก่อนจากกัน แม่ขอมอบสิ่งหนึ่งแทนตัวแม่”
แม่กาเผือกใช้ฝ้ายฟั่นเป็นเกลียวสามแฉก คล้ายเท้ากาของตน ยื่นให้ลูกๆ เพื่อเป็นเครื่องแทนใจ
“จงนำสิ่งนี้ไปใส่ในผางประทีป จุดขึ้นเพื่อระลึกถึงแม่ และเพื่อส่องสว่างทางแห่งธรรม”
ฤๅษีทั้งห้ารับของสิ่งนั้นไว้ กราบลงแทบเท้าแม่เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ร่างของนางจะเลือนหายไปสู่สวรรค์อีกครั้ง
หลังจากนั้น ฤๅษีทั้งห้าก็บำเพ็ญเพียรภาวนา สั่งสมบุญบารมีอย่างต่อเนื่อง จนชาติสุดท้ายได้จุติเป็น พระพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์ในภัทรกัลป์ ได้แก่
- พระกกุสันธะ เพราะมีแม่บุญธรรมเป็นไก่
- พระโกนาคมนะ เพราะมีแม่บุญธรรมเป็นนาค(งู)
- พระกัสสปะ เพราะมีแม่บุญธรรมเป็นเต่า
- พระโคตมะ (พระพุทธเจ้าของเรา) เพราะมีแม่บุญธรรมเป็นโค
- พระเมตไตรยะ (พระพุทธเจ้าองค์ต่อไป) เพราะมีแม่บุญธรรมเป็นราชสีห์
ชาวล้านนาได้นำตำนานแม่กาเผือกมาผูกโยงเข้ากับประเพณี ยี่เป็ง ซึ่งเป็นการจุดผางประทีปบูชาพระพุทธเจ้าและแม่กาเผือก โดยใช้เชือกฟั่นเป็นสามแฉกในผางประทีป เปรียบเสมือนเท้าของแม่กาเผือก สื่อถึงพระคุณของแม่และแสงสว่างแห่งปัญญา
ตำนานนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของความรักของแม่ที่มีต่อลูก แต่ยังเป็นบทเรียนแห่งความกตัญญู และความเพียรพยายามที่นำไปสู่การตรัสรู้ ซึ่งยังคงถูกเล่าขานและสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความกตัญญูเป็นคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ที่นำพาชีวิตไปสู่ความเจริญ ลูกทั้งห้าของแม่กาเผือก แม้จะถูกเลี้ยงดูโดยแม่บุญธรรมที่แตกต่างกัน แต่เมื่อเติบใหญ่ พวกเขายังระลึกถึงผู้ให้กำเนิดและแสวงหาหนทางเพื่อแสดงความกตัญญูต่อแม่แท้ๆ ของตน
ตำนานนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าความเสียสละของผู้เป็นแม่ยิ่งใหญ่เพียงใด แม่กาเผือกแม้จะไม่ได้อยู่เลี้ยงดูลูก แต่ก็เฝ้ามองและอวยพรลูกๆ ของตนจากพรหมโลก เช่นเดียวกับความรักของแม่ที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย
นอกจากนี้ นิทานยังแฝงแนวคิดเรื่องกรรมและผลของการบำเพ็ญเพียร ความอดทนและความตั้งมั่นในการทำความดีนำพาลูกทั้งห้าไปสู่การเป็นพระพุทธเจ้าในภายหลัง แสดงให้เห็นว่าคุณธรรมและการกระทำที่ดี ย่อมนำพาชีวิตไปสู่เส้นทางที่สูงส่งและมีความหมาย
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านไทยภาคเหนือเรื่องตำนานแม่กาเผือก ตำนานแม่กาเผือกเป็นนิทานพื้นบ้านของล้านนา ซึ่งมีรากฐานมาจากคติทางพุทธศาสนาและแนวคิดเรื่องพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ในภัทรกัลป์ ตำนานนี้เป็นธัมม์ หรือเรื่องเล่าทางธรรมที่ถูกนำมาสวดในคืนยี่เป็ง ซึ่งเป็นประเพณีสำคัญของชาวล้านนา โดยมีการจุดผางประทีปเพื่อบูชาแม่กาเผือกและแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ
นิทานนี้สะท้อนแนวคิดเรื่องกรรม การบำเพ็ญบารมี และความกตัญญู โดยใช้แม่กาเผือกเป็นตัวแทนของแม่ผู้เสียสละ ส่วนลูกทั้งห้าที่กระจัดกระจายไปแต่ยังคงระลึกถึงแม่แท้ๆ ของตน แสดงถึงหลักคำสอนเรื่องการตอบแทนพระคุณบุพการี
แม้จะเป็นตำนานที่เล่าขานกันในท้องถิ่นล้านนา แต่เรื่องราวของแม่กาเผือกก็มีเนื้อหาที่ลึกซึ้งและเกี่ยวโยงกับพุทธศาสนาอย่างแนบแน่น จึงกลายเป็นหนึ่งในนิทานพื้นบ้านที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมล้านนาและยังคงถูกถ่ายทอดมาจนถึงปัจจุบัน
“ความรักของแม่ ไม่ได้วัดที่การเลี้ยงดู แต่อยู่ที่การเฝ้ามองและอธิษฐานให้ลูกได้ไปถึงจุดหมาย แม้ในวันที่แม่ไม่มีโอกาสอยู่เคียงข้างก็ตาม”