นิทานพื้นบ้านออสเตรเลียตำนานงูสายรุ้ง

ปกนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียตำนานงูสายรุ้ง

ในยุคแห่งความฝัน ก่อนที่แม่น้ำจะไหล ทะเลสาบจะก่อตัว และผืนดินจะเต็มไปด้วยชีวิต โลกยังคงเป็นเพียงผืนแผ่นดินแห้งแล้ง เงียบงัน และปราศจากการเคลื่อนไหว ทุกสิ่งยังคงหลับใหลใต้ท้องฟ้ากว้างที่ไร้สายฝน

แต่มีเรื่องเล่าขานตำนานนิทานพื้นบ้านสากล ณ ดินแดนออสเตรเลีย กล่าวถึงบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ยังคงซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนดิน หลับใหลมานานนับกาล มันคือผู้เฝ้ามอง ผู้สร้าง และผู้ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกไปตลอดกาล… กับนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียตำนานงูสายรุ้ง

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียตำนานงูสายรุ้ง

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียตำนานงูสายรุ้ง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยุคแห่งความฝัน (The Dreamtime) โลกยังเป็นเพียงดินแดนรกร้าง แห้งแล้ง ไร้แม่น้ำ ไร้ต้นไม้ และไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ท้องฟ้าเต็มไปด้วยหมอก ฝนไม่เคยตกลงมา และดินแตกระแหงภายใต้แสงแดดอันร้อนแรง

ลึกลงไปใต้ผืนดิน งูสายรุ้ง (The Rainbow Serpent) กำลังหลับใหล มันเป็นสิ่งมีชีวิตโบราณที่ทรงพลัง ตัวของมันยาวใหญ่ เลื่อมเกล็ดสีรุ้งสะท้อนแสง เมื่อมันขยับตัว โลกก็สั่นสะเทือน

วันหนึ่ง งูสายรุ้งค่อย ๆ ตื่นขึ้นจากการหลับใหลที่ยาวนาน มันคืบคลานขึ้นสู่ผืนโลก และเริ่มเลื้อยไปทั่วแผ่นดิน

เมื่อร่างกายอันมหึมาของมันเลื้อยผ่านผืนดิน ร่องรอยของมันได้กลายเป็นแม่น้ำ ทะเลสาบ และลำธาร โค้งเว้าไปตามเส้นทางที่มันเคลื่อนผ่าน

“โลกต้องเต็มไปด้วยชีวิต” งูสายรุ้งกล่าว ก่อนที่มันจะพ่นลมหายใจอันศักดิ์สิทธิ์ขึ้นสู่ท้องฟ้า

ทันใดนั้น ก้อนเมฆก็รวมตัวกัน ฝนเริ่มตกลงมาเป็นครั้งแรก แผ่นดินที่เคยแห้งแล้งเริ่มชุ่มชื้น ต้นไม้เริ่มงอกขึ้น สายลมพัดผ่านนำพาความเย็นฉ่ำสู่โลกเป็นครั้งแรก

“นี่คือจุดเริ่มต้นของโลกใหม่” งูสายรุ้งพึมพำ พลางมองดูแม่น้ำที่คดเคี้ยวไปทั่วดินแดน

เมื่อโลกเริ่มมีแม่น้ำ ป่าไม้ และทุ่งหญ้า สัตว์ต่าง ๆ ก็เริ่มปรากฏขึ้น งูสายรุ้งมองดูพวกมันด้วยความพอใจ มีนกบินขึ้นสู่ท้องฟ้า จิงโจ้กระโดดไปตามทุ่งหญ้า และสัตว์เลื้อยคลานซ่อนตัวอยู่ในโพรงดิน

แต่แม้ว่าสัตว์ทั้งหลายจะกระจายตัวไปทั่วโลก งูสายรุ้งก็ยังรู้สึกว่าบางสิ่งขาดหายไป

“โลกยังต้องการผู้ดูแล” มันกล่าว ก่อนจะใช้พลังเวทมนตร์สร้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ขึ้นมา

มนุษย์ปรากฏตัวขึ้นเป็นครั้งแรก พวกเขามีร่างกายแข็งแรง ดวงตาฉลาดเฉลียว และหัวใจที่เปี่ยมด้วยชีวิต งูสายรุ้งสอนพวกเขาถึงวิธีการล่าสัตว์ หาอาหาร และใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล

“จงดูแลแผ่นดินนี้ให้ดี น้ำจะหล่อเลี้ยงพวกเจ้า ต้นไม้จะให้ร่มเงาแก่เจ้า และสัตว์ทั้งหลายจะเป็นเพื่อนของเจ้า”

มนุษย์อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข พวกเขาเคารพแม่น้ำที่งูสายรุ้งสร้างขึ้น พวกเขาเชื่อว่าหากพวกเขาดูแลแผ่นดินให้ดี งูสายรุ้งก็จะคุ้มครองพวกเขาตลอดไป

แต่ไม่นาน… มนุษย์บางกลุ่มเริ่มละเลยคำสอนของมัน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้น…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียตำนานงูสายรุ้ง 2

กาลเวลาผ่านไป มนุษย์อาศัยอยู่บนแผ่นดินที่งูสายรุ้งสร้างขึ้น พวกเขาล่าสัตว์ เก็บผลไม้ และใช้น้ำจากแม่น้ำที่เลื้อยคดเคี้ยวไปทั่วผืนป่า ชีวิตของพวกเขาเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์

แต่ไม่นานกลุ่มนักล่ากลุ่มหนึ่งเริ่มละเลยคำสอนของงูสายรุ้ง พวกเขาไม่พอใจกับการล่าสัตว์เพียงเท่าที่จำเป็น พวกเขาฆ่ามากขึ้น เก็บเกี่ยวเกินความจำเป็น และเผาป่าเพื่อล่าสัตว์ได้ง่ายขึ้น “พวกเราควรล่าสัตว์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้! หากเรามีมากกว่าเผ่าอื่น เราก็จะแข็งแกร่งกว่า!” ชายผู้หนึ่งกล่าว

เปลวไฟลุกโชนขึ้นทั่วป่า สัตว์ต่าง ๆ วิ่งหนีด้วยความหวาดกลัว แม่น้ำที่เคยไหลเย็นเริ่มขุ่นมัว ต้นไม้ที่เคยสูงตระหง่านถูกโค่นลงเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่

งูสายรุ้งที่เฝ้าดูมนุษย์มาโดยตลอดเริ่มโกรธ “พวกเจ้าลืมคำสอนของข้า! พวกเจ้าทำลายผืนดินที่ให้ชีวิตแก่พวกเจ้าเอง!”

ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องไปทั่วป่า สายลมที่เคยอบอุ่นกลายเป็นพายุที่โหมกระหน่ำ

งูสายรุ้งเลื้อยขึ้นจากแม่น้ำ ดวงตาของมันเปล่งประกายไปด้วยความโกรธ มันส่งพายุฝนและน้ำท่วมลงมายังแผ่นดิน

ฝนตกหนักไม่หยุดเป็นเวลาหลายวัน แม่น้ำที่เคยสงบกลายเป็นกระแสน้ำเชี่ยวกราก กวาดทุกสิ่งทุกอย่างไปหมด บ้านเรือนถูกทำลาย ป่าจมหายไปใต้สายน้ำ มนุษย์บางคนถูกพัดหายไปตลอดกาล

มนุษย์ที่เหลืออยู่ต่างพากันร้องไห้ พวกเขารู้แล้วว่าพวกเขาทำผิดพลาดครั้งใหญ่ “ข้า… ข้าสำนึกผิดแล้ว ได้โปรดให้น้ำหยุดไหลเถิด งูสายรุ้ง!” พวกเขาอ้อนวอน

เมื่อฝนหยุดตกและพายุสงบลง งูสายรุ้งไม่ได้จากไปทันที มันเลื้อยขึ้นจากน้ำอย่างยิ่งใหญ่ ดวงตาเป็นประกายด้วยพลังอำนาจ แผ่นดินที่มันสร้างไว้นั้นพังทลายไปเพราะความโลภของมนุษย์ แต่มันจะไม่ปล่อยให้บทเรียนนี้จบลงง่าย ๆ “พวกเจ้าเรียกร้องสิ่งที่ไม่ใช่ของเจ้า ทำลายสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเจ้าเอง บัดนี้ ถึงเวลาที่พวกเจ้าต้องชดใช้!”

งูสายรุ้งแผดเสียงกึกก้อง มันไม่ได้ลงโทษทุกคน แต่เลือกเฉพาะผู้ที่ละเมิดกฎของธรรมชาติ นักล่าที่เผาป่า ผู้ที่ล่าสัตว์โดยไม่รู้จักพอ ทันใดนั้น ร่างของพวกเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป!

ชายที่เคยล่าสัตว์เกินความจำเป็น เริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนไปในตัวเขาขาของเขาหดสั้นลง ร่างกายของเขากลายเป็นขนสีเทา ดวงตาที่เคยเฉียบคมกลับกลายเป็นดวงตาของสัตว์ตัวเล็ก

“ข้า…ข้ากำลังกลายเป็นอะไร!?” เขาตะโกน แต่เสียงของเขาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเสียงคำรามเบา ๆ

งูสายรุ้งประกาศก้อง “เจ้าชอบล่าสัตว์โดยไม่รู้จักพอ เช่นนั้นเจ้าจงกลายเป็นสัตว์ที่ถูกล่าบ้าง!”

ชายผู้นั้นทรุดลงกับพื้น ก่อนที่ร่างของเขาจะกลายเป็นหนูวอมแบต (Wombat – สัตว์คล้ายหนูที่ถูกล่ามากในป่าออสเตรเลีย) เขาถูกสาปให้ใช้ชีวิตอยู่บนพื้นดิน ถูกตามล่าแทนที่จะเป็นผู้ล่าไปตลอดกาล

ชายอีกคนหนึ่งที่เคยเผาป่า รู้สึกถึงความร้อนที่แล่นผ่านร่างกายของเขา ผิวของเขากลายเป็นสีแดง ลิ้นของเขายาวขึ้น นิ้วมือของเขาหดลง

“ข้า…ข้ากำลังจะกลายเป็นอะไร!?” เขาร้องออกมา แต่แล้วเสียงของเขาก็กลายเป็นเสียงขู่ของงู

“เจ้าเผาทุกสิ่งเป็นเถ้าถ่าน เจ้าจงกลายเป็นสิ่งที่ต้องเลื้อยต่ำกับดิน และใช้ชีวิตในเงามืดตลอดไป!” งูสายรุ้งประกาศ

ชายผู้นั้นดิ้นรน แต่ไม่สามารถต้านทานพลังของงูสายรุ้งได้ ร่างของเขากลายเป็นงูชนิดหนึ่ง ที่ไม่มีแขนขา ต้องซ่อนตัวใต้ดินและใช้ชีวิตในความมืดไปตลอดกาล

มนุษย์ที่เหลือมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความหวาดกลัว พวกเขาสั่นระริก รู้แล้วว่าพวกเขาไม่อาจต่อสู้กับพลังของงูสายรุ้งได้

“เราสำนึกผิดแล้ว ได้โปรดให้อภัยเรา!” พวกเขาร้องขอ

งูสายรุ้งจ้องมองพวกเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเลื้อยขึ้นไปบนท้องฟ้า ร่างของมันเปลี่ยนเป็นสายรุ้งหลากสีทอดยาวเหนือแผ่นดิน “ข้าจะเฝ้ามองพวกเจ้าจากเบื้องบน หากพวกเจ้ายังละเมิดกฎของธรรมชาติ ข้าจะกลับมา และคราวนี้ จะไม่มีใครได้รับการอภัย!”

“พวกเจ้าจะต้องจำไว้เสมอ ว่าธรรมชาติเป็นสิ่งที่ต้องเคารพ มิใช่สิ่งที่ต้องครอบครอง หากพวกเจ้าทำลายมันอีก ข้าจะกลับมา และพายุแห่งข้าจะไม่มีวันหยุดอีกต่อไป” มนุษย์ที่รอดชีวิตก้มศีรษะด้วยความเคารพ พวกเขาสาบานว่าจะไม่ทำให้แผ่นดินต้องโกรธอีก

ตั้งแต่นั้นมาชาวอะบอริจินจึงเฝ้าระวังและเคารพธรรมชาติอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่พวกเขาเห็นสายรุ้ง พวกเขารู้ว่างูสายรุ้งยังคงจับตาดูพวกเขาอยู่

และทุกครั้งที่พวกเขาเห็นวอมแบตที่หลบอยู่ในโพรงดิน หรือเสียงของงูที่เลื้อยผ่านป่า พวกเขาจะจำได้เสมอว่าบางครั้ง การกระทำที่ผิดพลาดไปแล้ว ไม่มีทางย้อนคืนได้

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียตำนานงูสายรุ้ง 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ธรรมชาติเป็นทั้งผู้ให้และผู้ลงโทษ หากมนุษย์รู้จักเคารพและอยู่ร่วมกับมันอย่างสมดุล ธรรมชาติก็จะหล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเขา แต่หากพวกเขาทำลายมันด้วยความโลภ ผลลัพธ์ที่ได้รับอาจร้ายแรงจนไม่มีวันย้อนคืน

มันยังเตือนว่าทุกการกระทำล้วนมีผลที่ตามมา ไม่ว่าดีหรือร้าย และบางครั้ง ความผิดพลาดอาจไม่ใช่สิ่งที่สามารถแก้ไขได้เสมอไป เหมือนกับผู้ที่ถูกสาปให้ใช้ชีวิตในร่างของสัตว์ตลอดกาล

สุดท้าย นิทานเรื่องนี้ย้ำเตือนว่าพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ได้อยู่ที่มนุษย์ แต่อยู่ที่ธรรมชาติซึ่งเป็นผู้กำหนดกฎของโลก และไม่ว่าเราจะพยายามแค่ไหน เราไม่มีวันควบคุมธรรมชาติได้ มีเพียงทางเดียวเท่านั้นคืออยู่ร่วมกับมันอย่างเคารพและไม่ละเมิดขอบเขตที่ไม่ควรข้าม

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านออสเตรเลียตำนานงูสายรุ้ง (อังกฤษ: The Legend of the Rainbow Serpent) เป็นหนึ่งในตำนานพื้นบ้านที่เก่าแก่ที่สุดของชาวอะบอริจินออสเตรเลีย เล่าขานกันมายาวนานกว่าหมื่นปีผ่านศิลปะบนหินและการถ่ายทอดปากเปล่า ตำนานนี้เกี่ยวข้องกับงูสายรุ้ง (Rainbow Serpent) สิ่งมีชีวิตศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อว่าเป็นผู้สร้างโลก ควบคุมแหล่งน้ำ และกำหนดกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ

ชาวอะบอริจินเชื่อว่าใน The Dreamtime หรือยุคแห่งความฝัน โลกยังเป็นเพียงผืนดินรกร้าง จนกระทั่งงูสายรุ้งตื่นขึ้นจากการหลับใหลและเลื้อยไปทั่วแผ่นดิน ร่างของมันก่อให้เกิดแม่น้ำ หุบเขา และทะเลสาบ นำพาฝนลงมา และสร้างสรรพชีวิตขึ้นบนโลก ตำนานนี้ถูกใช้เพื่ออธิบายแหล่งน้ำที่สำคัญและสอนให้มนุษย์เคารพธรรมชาติ เพราะชาวอะบอริจินเชื่อว่าหากพวกเขาละเมิดกฎของงูสายรุ้ง โลกจะต้องเผชิญกับหายนะ

เรื่องเล่านี้มีหลายฉบับแตกต่างกันไปในแต่ละชนเผ่า แต่ล้วนมีแก่นเรื่องเดียวกัน งูสายรุ้งเป็นทั้งผู้สร้าง ผู้พิทักษ์ และผู้ลงโทษ ตำนานนี้ยังคงเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมอะบอริจินและถูกถ่ายทอดผ่านพิธีกรรม งานศิลปะ และเรื่องเล่าในปัจจุบัน

“ธรรมชาติไม่เคยเลือกลงโทษใคร… มนุษย์ต่างหากที่เลือกลงโทษตัวเอง”