ครั้งหนึ่งมีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านไทย ณ แดนใต้ ในยุคที่สำเภายังเป็นหัวใจของการค้า คลื่นทะเลเป็นผู้คัดกรองโชคชะตา และเสียงลมเหนือแรงกว่าคำสั่งเจ้าเมือง มีเรือหนึ่งล่องลอยมาจากแผ่นดินใหญ่ บรรทุกของล้ำค่ากับความหวังเต็มลำเรือ ก่อนจะพ่ายให้พายุเพียงชั่วคืน
สิ่งที่เหลืออยู่กลับไม่ใช่เพียงเศษซาก แต่เป็นเสียงหนึ่งที่ไม่มีใครตั้งใจจะจดจำ แต่กลับฝังอยู่ในดิน ในน้ำ และในชื่อเมือง ชั่วลูกชั่วหลาน และฝากชื่อไว้ในแผ่นดิน กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องตำนานอำเภอตากใบ

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องตำนานอำเภอตากใบ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อราวสี่ร้อยปีมาแล้ว ขณะกรุงศรีอยุธยายังตั้งมั่นเป็นราชธานี ในยามฟ้าร่มแดดสงบ มีสำเภาจีนลำหนึ่งบรรทุกสินค้าทรงคุณค่าแล่นข้ามคลื่นทะเลใหญ่ สินค้าเต็มลำล้วนเป็นเครื่องลายคราม ชามเบญจรงค์ โอ่งไหลายมังกร ทั้งหมดเรียงแน่นประหนึ่งคลังราชวังเคลื่อนที่ เจ้าเรือคือพ่อค้าจีนผู้หนึ่ง นามเรียกขานในหมู่ลูกเรือว่า “อั้วเฮง”
สำเภานั้นมุ่งหน้าสู่แหลมมลายู เพื่อค้าขายกับพวกแขกทะเลตามท่าเรือปลายแหลมใต้ แต่หาได้คาดคิดไม่ว่าเคราะห์กรรมจะซ่อนตัวอยู่ใต้ขอบฟ้า
ในยามที่พระอาทิตย์ลับขอบทะเล ลมเหนือก็พลันเปลี่ยนทิศ พายุใหญ่โหมกระหน่ำอย่างไร้เมตตา ท้องฟ้ามืดมิดปานม่านดำปิดโลก คลื่นทะเลตีกระหน่ำสำเภาโคลงเคลงดุจใบไม้ลอยกลางพายุ
“ไต้ก๋ง! รีบปลดใบเรือลงเสียก่อนสำเภาจะพลิก!” พ่อค้าอั้วเฮงตะโกนลั่น
“ขอรับเจ้านาย! แต่คลื่นแรงเหลือเกิน…โอย! ใบเรือหลุดแล้ว!”
ลูกเรือวิ่งพล่านไปทั่วดาดฟ้า สำเภาสั่นสะท้านราวใจทะเลสะท้านด้วยโทสะ ในชั่วครู่ เสียงไม้แหลก เสียงของแตกกระจายดังแว่ว ทว่าด้วยความเพียรและวาสนาเก่าผลักดัน พ่อค้าและลูกเรือทั้งสิ้นจึงรอดตาย ว่ายฝ่าคลื่นขึ้นเกาะร้างแห่งหนึ่งที่อุดมไปด้วยแมกไม้และลำธารใส
ครั้นรุ่งสาง พวกเขาเอาใบเรือและเสื้อผ้าที่เปียกโชกขึ้นไปตากตามกิ่งไม้ริมป่า ด้วยหวังจะฟื้นคืนความอบอุ่นให้แก่สังขาร
เพลานั้นเอง มีชายมลายูรูปร่างกำยำ มือถือขวาน มาหาฟืนตัดไม้ขายยังป่าชายเกาะ เขามิรู้เลยว่าบัดนี้มีคนแปลกหน้าเข้ามาพำนัก
ครั้นเห็นผ้าสีสันแปลกตากับใบเรือแขวนตากบนกิ่งไม้ ความสงสัยก็แปรเปลี่ยนเป็นโลภ เขาเดินเข้าไปใกล้ กะจะตัดไม้พร้อมฉวยเสื้อผ้ากลับไปด้วย
แต่ยังไม่ทันที่ขวานจะฟันลง เสียงตะโกนจากพงไม้ก็ดังลั่น
“เจ๊ะ… เฮ้ ๆ ๆ เอาเสื้อผ้าอั้วคืนมา!”
ชายแขกตกใจ ตัวสะดุ้งขวานแทบร่วง รีบหันมาพนมมือ กล่าวขอโทษเสียงสั่น
“อั๊วขออภัย ขอรับผิดแต่โดยดี ข้ามิรู้ว่าเป็นของผู้ใด เห็นลอยอยู่ริมป่าก็คิดว่าเป็นของที่ไร้เจ้าของ”
พ่อค้าอั้วเฮงจ้องหน้าชายมลายูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนใจยาว
“เอาเถิด เจ้าเปล่าร้ายแท้ ข้าจักไม่ถือโทษดอก แต่ของเหล่านี้สำคัญแก่เรายิ่งนัก อย่าได้แตะต้องอีกเลย”
“แน่นอน ข้าสาบานต่อเจ้าไม้ใหญ่ต้นนี้ ข้าจักไม่แตะต้องของของท่านอีก”
หลังเหตุการณ์นั้น ชายมลายูจึงกลับไปโดยสงบ ขณะพ่อค้าจีนและลูกเรือทั้งหลาย เริ่มเห็นเกาะนี้มีทรัพยากรพร้อมพออยู่กินได้ จึงพากันลงแรงซ่อมแซมเรือ บ้างก็หุงหาอาหาร บ้างเก็บสมุนไพรรักษาแผล จนผ่านวันอันโหดร้ายไปได้ด้วยความสามัคคีและมานะ
เสียง “เฮ้ ๆ” ของพ่อค้าอั้วเฮง ยังแว่วอยู่ในหัวใจของผู้ที่ได้ยินในวันนั้น และไม่มีใครรู้เลยว่าเสียงนั้น จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของชื่อที่เล่าขานกันไปอีกหลายร้อยปี

เมื่อพ่อค้าจีนและลูกเรือได้ตั้งถิ่นฐานชั่วคราวบนเกาะ พวกเขาก็เริ่มขนสินค้าบางส่วนขึ้นจากเรือสำเภาที่จมกึ่งลำ เครื่องลายคราม ชามเบญจรงค์ โอ่งไหลายมังกร ถูกชำระคราบน้ำเค็มอย่างระมัดระวังแล้ววางเรียงอยู่ใต้เพิงไม้
ชาวพื้นถิ่น ซึ่งเดิมไม่เคยเห็นเครื่องเหล่านี้ ต่างพากันมามุงดูด้วยสายตาแปลกใจ
“นี่คือของอันใดกัน รูปมังกรคล้ายจะขยับไหว” หญิงชาวบ้านเอ่ยเสียงเบา
“เป็นโอ่งจากเมืองใต้ เมืองที่มีเมฆขาวเต็มท้องฟ้า” ลูกเรือจีนคนหนึ่งตอบ พร้อมยิ้ม
ความงามของลวดลาย สีน้ำครามสดใสบนผิวดินเผาละเอียด ทำให้ผู้คนเริ่มนำอาหารมาขอแลก ไม่ช้านัก ชามลายครามก็เข้าไปอยู่ในทุกครัวเรือน
ข่าวเครื่องล้ำค่ากระจายไปทั่วแถบทะเลใต้ สำเภาจีนลำอื่นจึงเริ่มแล่นตามมา บ้างบรรทุกของเพิ่ม บ้างมาเสาะหาญาติที่เคยรอดชีวิตจากพายุในคราแรก เมื่อลำหนึ่งมาตั้ง อีกลำก็ตาม กลายเป็นชุมชนขนาดย่อม มีทั้งจีน แขก และไทย อยู่ปะปนกันอย่างสงบ
แต่ถึงแม้จะอยู่กันด้วยดี เสียงจากป่าในบางคืนก็มิอาจอธิบายได้ เสียงไม้ลั่นในยามเงียบ เสียงลมครางราวกับกรีดร้อง
“อั้วเฮง ข้าได้ยินเสียงคนร่ำไห้กลางดึก” ลูกเรือคนหนึ่งกระซิบ
“ช่างเถิด อย่าไปฟังเสียงผีมากนัก เกาะนี้คงมีอดีตซ่อนอยู่”
ทว่าแม้จะลึกลับ บรรยากาศของเกาะก็ยังคงอบอุ่นด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของผู้คนที่มาอยู่รวมกัน
กาลเวลาผ่านไป หลายสิบปีหลังจากพายุวันนั้น พ่อค้าจีนผู้ชื่ออั้วเฮง กลายเป็นผู้เฒ่าของชุมชน มีผมขาวแต่ดวงตาแจ่มใส ทุกคนเรียกขานเขาด้วยความเคารพ
ในวันครบรอบเหตุการณ์พายุใหญ่ เหล่าชาวบ้านก็มักพากันเล่าต่อว่า
“เจ้าเฮงผู้รอดตายมาได้นั้น ครั้งหนึ่งเคยตะโกนเสียงหลงเมื่อแขกตัดไม้ว่า เฮ้ ๆ ๆ เอาเสื้อผ้าอั้วคืนมา!”
เด็ก ๆ ฟังแล้วหัวเราะคิกคัก แต่ผู้ใหญ่กลับพยักหน้าอย่างเข้าใจ เพราะจากคำพูดนั้น กลับกลายมาเป็นชื่อหมู่บ้าน
บางคนกล่าวว่า “ตากใบ” มาจาก “ตากใบเรือ” ที่แขวนผ้าตามกิ่งไม้ บ้างว่า “ตากใบ” คือการตากเสื้อผ้า บ้างก็เชื่อว่าเป็นเสียงสะท้อนจากคำจีนผสมภาษามลายูที่แปรเปลี่ยนตามกาลเวลา แต่ไม่ว่าความหมายจะจริงแท้อย่างไร เสียงร้องในวันนั้นได้กลายเป็นตำนาน ที่ผูกโยงกับชื่อถิ่นจนถึงปัจจุบัน
แต่ไม่ว่าความหมายแท้จริงจะเป็นอย่างไร เรื่องเล่าของพายุ สำเภาอั้วเฮง และเสียงร้องอันแตกตื่น ก็ยังฝังอยู่ในความทรงจำของผู้คนเสมอ
สินค้าจีน เครื่องลายคราม เบญจรงค์ โอ่งมังกร ล้วนยังหลงเหลือให้เห็นในวัดเก่าแห่งหนึ่งในแผ่นดินภาคใต้ วัดชลธาราสิงเห อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส
และเมื่อใดที่ลมทะเลพัดแรงจนใบไม้ไหว… บางคนยังเชื่อว่า หากเงี่ยหูฟังดี ๆ อาจได้ยินเสียงตะโกนที่เคยเปลี่ยนชื่อเกาะนี้ไปชั่วกาล
“เฮ้ ๆ ๆ เจ๊ะ… เอาเสื้อผ้าอั้วคืนมา…”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “เหตุเล็กน้อยที่เกิดจากความตกใจหรือคำพูดธรรมดา อาจกลายเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ในกาลภายหน้า หากเปี่ยมด้วยความหมาย ความทรงจำ และน้ำใจของผู้คนที่อยู่ร่วมกัน”
เรื่องนี้จึงสอนให้เห็นว่า วัฒนธรรมและตำนานไม่ได้เกิดจากสิ่งยิ่งใหญ่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากความจริงใจในความสัมพันธ์ระหว่างคนธรรมดา ที่เลือกจะให้อภัย เข้าใจ และอยู่ร่วมกันโดยสันติ
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องตำนานอำเภอตากใบ นิทานเรื่องนี้มีต้นเค้ามาจากคำบอกเล่าของคนพื้นถิ่นในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตอนล่างของประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเลติดชายแดนมาเลเซีย นิทานนี้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมปากเปล่าที่เล่าสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน และมีลักษณะผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์การค้าระหว่างประเทศจีนกับดินแดนแหลมมลายู กับความเชื่อพื้นบ้านและภาษาในยุคต้นกรุงศรีอยุธยา
ในบริบทของประวัติศาสตร์ พื้นที่แถบนี้เป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญที่เชื่อมจีนกับโลกมลายูและอินเดีย เรือสำเภาจีนจำนวนมากมักแวะพักหรือค้าขายตามชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะในฤดูที่ลมมรสุมสงบ ส่งผลให้มีการแลกเปลี่ยนสินค้าทางวัฒนธรรม เช่น เครื่องลายคราม ชามเบญจรงค์ โอ่งไห รวมถึงวิถีชีวิตและภาษา การตั้งรกรากของชาวจีนโพ้นทะเลในพื้นที่แถบนี้ยังเป็นที่รับรู้กันในเชิงประวัติศาสตร์ว่าเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยต้นอยุธยา
นิทานเรื่อง “ตากใบ” อธิบายกำเนิดของชื่อพื้นที่ โดยโยงเข้ากับเหตุการณ์ที่พ่อค้าจีนรอดจากพายุ และตะโกนร้องทวงเสื้อผ้าที่ตากอยู่ จนชาวบ้านรับเอาคำพูดนั้นมาเรียกเป็นชื่อถิ่นในเวลาต่อมา นี่จึงเป็นการให้คำอธิบายในเชิงตำนานพื้นถิ่นต่อคำว่า “ตากใบ” ซึ่งอาจมาจาก “การตากใบเรือ ใบผ้า” หรือ “เสียงตะโกนของชาวจีน” ปะปนกับสำเนียงท้องถิ่นที่เพี้ยนแปรตามกาลเวลา
แม้จะไม่มีเอกสารทางประวัติศาสตร์รองรับอย่างเป็นลายลักษณ์ชัดเจน แต่เรื่องเล่านี้ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำร่วมในท้องถิ่น และมีร่องรอยปรากฏในสถานที่จริง เช่น วัดชลธาราสิงเห ซึ่งยังคงเก็บรักษาเครื่องลายครามเก่าจากการค้าทางเรือไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชม
ดังนั้น นิทานเรื่องตำนานตากใบจึงมิใช่เพียงแค่นิทานสอนใจ แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันระหว่างเชื้อชาติ วัฒนธรรม และศาสนาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ของไทย ที่เคยมีความหลากหลายและกลมกลืนมาก่อนในอดีตอย่างลึกซึ้ง
“บางครั้งคำพูดชั่ววูบที่เกิดจากความตกใจ อาจแปรเปลี่ยนเป็นรากลึกแห่งความทรงจำของคนทั้งเมือง แต่สิ่งที่งอกงามจากคำนั้น ไม่ใช่เพียงเสียง หากคือน้ำใจระหว่างคนแปลกหน้าที่เลือกจะให้อภัย เข้าใจ และอยู่ร่วมกันต่างวัฒนธรรมโดยไร้เงื่อนไข”