ค่ำคืนในหุบเขาฮัดสันมักเงียบสงัดเป็นพิเศษ มีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากอเมริกากล่าวถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางสายหมอกและเงาของต้นไม้สูงใหญ่ ที่นี่ ทุกสิ่งดูเหมือนจะดำเนินไปอย่างเชื่องช้า แต่หากเงี่ยหูฟังให้ดี จะได้ยินเสียงกระซิบของสายลม เสียงเกือกม้าแผ่วเบา และเรื่องเล่าที่ถูกส่งต่อกันมาหลายชั่วอายุคน
ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเรื่องเหล่านั้นเป็นจริงหรือเพียงแค่ตำนาน แต่เมื่อดวงจันทร์ลอยขึ้นเหนือยอดเขาและแสงไฟในหมู่บ้านเริ่มมอดดับ ใครบางคนอาจยังคงเฝ้าติดตามเส้นทางสายเก่าแก่ รอคอยให้ใครสักคนก้าวล้ำเข้าไปในค่ำคืนที่ไม่มีวันลืม กับนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องตำนานนักขี่ม้าหัวขาดแห่งสลีปปี้ฮอลโลว์

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องตำนานนักขี่ม้าหัวขาดแห่งสลีปปี้ฮอลโลว์
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ลึกเข้าไปในรัฐนิวยอร์ก มีหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เงียบสงบแต่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าขาน เมืองแห่งนี้มีชื่อว่าสลีปปี้ฮอลโลว์ สถานที่ที่ดูเหมือนจะถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกแห่งอดีต ทุกสิ่งที่นี่ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า และดูราวกับว่ากาลเวลาหยุดนิ่ง
แต่สิ่งที่ทำให้หมู่บ้านนี้มีชื่อเสียงมากที่สุด ไม่ใช่ความสงบเงียบของมันแต่เป็นตำนานของ “เฮดเลส ฮอร์สแมนหรือนักขี่ม้าหัวขาด”
ชาวบ้านเล่าว่าเขาเคยเป็นทหารรับจ้างของเยอรมันในช่วงสงครามปฏิวัติอเมริกา แต่ถูกตัดหัวด้วยลูกปืนใหญ่กลางสนามรบ ตั้งแต่นั้นมา วิญญาณของเขาก็ยังคงออกมาขี่ม้าค่ำคืน เพื่อตามหาศีรษะที่หายไป บางคนบอกว่าเขาถือดาบ บางคนบอกว่าเขาถือฟักทองแกะสลักแทนหัวของตัวเอง ไม่ว่าเรื่องไหนจะจริง ไม่มีใครกล้าอยู่ในป่าของสลีปปี้ฮอลโลว์คนเดียวหลังพระอาทิตย์ตกดิน
และในวันหนึ่งอิชาบ็อด เครน ก็มาถึงเมืองนี้
อิชาบ็อดเป็นครูหนุ่มร่างสูง ผอมเก้งก้าง ขายาวเหมือนนกกระสา เขาสวมเสื้อโค้ทยาวเกินตัว และเดินหลังค่อมเล็กน้อย ทำให้เขาดูแปลกไปจากชาวบ้านทั่วไป แต่ถึงรูปร่างของเขาจะดูเงอะงะ อิชาบ็อดก็เป็นคนที่ฉลาด มีไหวพริบ และใช้คำพูดได้อย่างชาญฉลาด
“ความรู้คือพลัง และข้าตั้งใจจะใช้มันให้เป็นประโยชน์” เขาพูดอยู่เสมอ
อิชาบ็อดเป็นคนช่างสังเกต และที่สำคัญเขาหลงใหลในเรื่องลึกลับเป็นพิเศษ ทุกคืนหลังสอนหนังสือเสร็จ เขาชอบไปนั่งฟังชาวบ้านเล่าเรื่องผีรอบกองไฟ แม้ว่าทุกครั้งเขาจะทำเป็นหัวเราะกลบเกลื่อน แต่ลึก ๆ แล้ว เขากลัวเรื่องพวกนี้ไม่น้อย
“เฮดเลส ฮอร์สแมนจะปรากฏตัวเมื่อไหร่กันนะ?” เขาแอบคิดในใจ
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้อิชาบ็อดสนใจมากกว่าตำนานของนักขี่ม้าหัวขาด เธอคือคาทรีนา แวน แทสเซล
คาทรีนาเป็นหญิงสาวสวยที่สุดในหมู่บ้าน เธอเป็นลูกสาวของบัลธาซาร์ แวน แทสเซล ชายผู้ร่ำรวยที่สุดในสลีปปี้ฮอลโลว์ ไม่ใช่แค่เธอสวย แต่เธอยังมีที่ดินและทรัพย์สมบัติมหาศาล ทำให้เธอเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มหลายคน และหนึ่งในนั้นก็คืออิชาบ็อด
เขาไม่ได้สนใจเธอแค่เพราะความงาม แต่เพราะชีวิตที่สุขสบายที่เธอมอบให้ได้ เขาจินตนาการถึงวันที่ได้นั่งอยู่ในคฤหาสน์แวน แทสเซล ทานอาหารดี ๆ ทุกวัน และไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอีกต่อไป
แต่เขามีคู่แข่งที่น่ากลัว นั่นก็คือบรอม โบนส์
บรอม โบนส์ เป็นชายหนุ่มร่างใหญ่ แข็งแรง และเป็นที่ชื่นชอบของทุกคนในหมู่บ้าน เขามีบุคลิกขี้เล่น เจ้าเล่ห์ และชอบขี่ม้าไปทั่วหมู่บ้านเพื่ออวดความสามารถของตัวเอง ทุกคนรู้ว่าเขาคือคู่แข่งที่แท้จริงของอิชาบ็อด
บรอมไม่ได้ใช้ความฉลาดเหมือนอิชาบ็อด แต่เขาใช้พละกำลังและเสน่ห์ของตัวเองดึงดูดคาทรีนา และที่สำคัญที่สุด บรอมไม่ชอบอิชาบ็อดเลย
“ไอ้ครูผอมนั่นคิดจะมาแย่งหญิงของข้ารึ?” บรอมพูดกับเพื่อน ๆ พร้อมหัวเราะลั่น
เขาเริ่มคิดแผนที่จะกำจัดอิชาบ็อดออกไปจากหมู่บ้าน แต่ไม่ใช่ด้วยกำลัง เขารู้ว่าอิชาบ็อดกลัวเรื่องผีมากกว่าที่แสดงออกมา และตำนานของนักขี่ม้าหัวขาดอาจเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดของเขา
บรอมเริ่มเล่าเรื่องราวของเฮดเลส ฮอร์สแมนอย่างละเอียดขึ้น เสริมแต่งให้มันดูน่ากลัวกว่าที่เป็น เขาเล่าเรื่องของชาวบ้านที่เคยพบเห็นเงาดำบนหลังม้า เล่าเรื่องเสียงเกือกม้ากลางดึกที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นของใคร และเล่าเรื่องเกี่ยวกับวิญญาณที่ตามล่าหัวของผู้โชคร้าย
และโอกาสของบรอมก็มาถึง
คืนหนึ่ง คฤหาสน์แวน แทสเซลจัดงานเลี้ยงใหญ่ ชาวบ้านทุกคนได้รับเชิญ รวมถึงอิชาบ็อดด้วย
เขาคิดว่านี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่เขาจะเอาชนะใจคาทรีนา เขาแต่งตัวดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขัดรองเท้าจนเงา และขี่ม้าไปยังคฤหาสน์ด้วยความมั่นใจ
แต่เขาไม่รู้เลยว่า คืนนี้จะเป็นคืนที่เขาไม่มีวันลืม

เสียงไวโอลินดังก้องไปทั่วคฤหาสน์แวน แทสเซล โคมไฟระย้าส่องแสงเจิดจ้า แขกเหรื่อหัวเราะรื่นเริง อิชาบ็อด เครนยืนอยู่กลางห้องโถงใหญ่ สวมชุดที่ดีที่สุดของเขาและพยายามทำตัวให้ดูสง่างามที่สุด
ตลอดทั้งคืน เขาพยายามดึงดูดความสนใจของคาทรีนา ทั้งเล่าเรื่องตลก ทั้งชมความงามของเธอ แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาคิดว่ากำลังไปได้สวยนั้น… อาจไม่เป็นอย่างที่เขาหวัง
หลังจากเต้นรำและพูดคุยกัน คาทรีนาเริ่มมีท่าทีห่างเหิน ก่อนที่เธอจะหันไปให้ความสนใจกับบรอม โบนส์แทน อิชาบ็อดขมวดคิ้ว เขารู้สึกเหมือนทั้งงานเลี้ยงกำลังกลายเป็นฝันร้าย
แล้วจู่ ๆ บรอม โบนส์ก็เริ่มเล่าเรื่อง… “ทุกท่านคงรู้จักเฮดเลส ฮอร์สแมนดีสินะ?” เขาพูดเสียงดัง แขกทุกคนหันมาฟังด้วยความสนใจ บางคนเริ่มหัวเราะ บางคนเริ่มขนลุก
“พวกเจ้ารู้หรือไม่ ว่ามันจะปรากฏตัวเฉพาะในคืนที่เงียบสงัด เหมือนคืนนี้?” บรอมเอียงคอ มองอิชาบ็อดที่เริ่มตัวแข็งทื่อ
เขาเล่าว่า นักขี่ม้าหัวขาดออกไล่ล่าเหยื่อของมัน โดยเฉพาะคนที่เดินทางผ่านป่าดึกดื่น หากมันพบใครก็ตาม… มันจะขว้างหัวของมันหรือบางครั้งก็เป็นฟักทอง ใส่เหยื่อเพื่อแย่งชิงศีรษะใหม่ให้ตัวเอง
“และเส้นทางที่มันชอบปรากฏตัวที่สุดก็คือ… ถนนที่ครูเครนของเราต้องขี่ม้าผ่านคืนนี้พอดี!”
เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วห้อง แต่อิชาบ็อดไม่ได้หัวเราะด้วย ใจของเขาเริ่มเต้นแรง รู้สึกเหมือนคำพูดของบรอมทำให้บรรยากาศเย็นวูบลงอย่างน่าประหลาด
หลังจากงานเลี้ยงเลิกรา อิชาบ็อดจำต้องขี่ม้ากลับบ้านตามลำพัง ดวงจันทร์ส่องแสงซีดจาง หมอกหนาเริ่มปกคลุมป่า เสียงจิ้งหรีดเงียบลงผิดปกติ
ม้าของเขาเริ่มเดินช้าลงราวกับรับรู้ถึงบางสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง… “ตึก ตัก… ตึก ตัก…” เสียงเกือกม้า
อิชาบ็อดตัวแข็ง เขาค่อย ๆ หันไปมอง… เงามืดของชายร่างสูงบนหลังม้าปรากฏขึ้นด้านหลังเขา เงานั้นไม่มีศีรษะ!
หัวใจของอิชาบ็อดเต้นระรัว เขากระตุกบังเหียนเร่งม้าให้เร็วขึ้น แต่นักขี่ม้าหัวขาดก็เร่งตาม! เสียงเกือกม้ากระแทกพื้นดังก้องท่ามกลางความมืด
“มันเป็นเรื่องจริง! เฮดเลส ฮอร์สแมนมีจริง!” อิชาบ็อดตะโกนลั่น ขณะเร่งม้าผ่านต้นไม้ที่โค้งงอเหมือนเงื้อมมือปีศาจ
ในที่สุด เขาก็เห็นสะพานไม้ข้างหน้าตามตำนานบอกว่า หากข้ามสะพานนี้ไปได้ เฮดเลส ฮอร์สแมนจะหายไป!
อิชาบ็อดตวัดบังเหียนสุดแรง แต่ก่อนที่เขาจะถึงสะพาน… นักขี่ม้าหัวขาดยกบางสิ่งขึ้นเหนือหัว! มันคือฟักทองแกะสลัก ดวงตาเรืองแสงจากเปลวไฟด้านใน
เฮดเลส ฮอร์สแมนขว้างหัวฟักทองใส่เขาเต็มแรง!
เช้าวันรุ่งขึ้น ชาวบ้านในสลีปปี้ฮอลโลว์พบหมวกของอิชาบ็อดตกอยู่บนถนนลูกรังเก่าแก่ ข้าง ๆ กันนั้น ฟักทองแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ ราวกับถูกขว้างลงมาอย่างแรง แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนขนลุกก็คือ… ไม่มีวี่แววของอิชาบ็อด เครนเลย เขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
บรรดาชาวบ้านเริ่มกระซิบกระซาบกัน ต่างคนต่างมีทฤษฎีของตัวเอง บางคนเชื่อว่าเฮดเลส ฮอร์สแมนได้ตัวเขาไปแล้ว พวกเขาเล่าขานกันว่า เมื่อใดก็ตามที่นักขี่ม้าหัวขาดไล่ล่าใคร หากเหยื่อหนีไม่พ้น มันจะพาตัวไปสู่โลกแห่งความมืดมิดที่ไม่มีวันกลับมา
“ข้าว่าเขาถูกนักขี่ม้าหัวขาดลากลงนรกไปแล้วแน่ ๆ!” หญิงชราในหมู่บ้านเอ่ยเสียงสั่น ขณะมองเศษฟักทองแตกกระจาย
แต่มีอีกทฤษฎีหนึ่งที่แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว บางคนบอกว่า… บรอม โบนส์อยู่เบื้องหลังทั้งหมดนี้
บรอมไม่เคยแสดงท่าทีตกใจเลยเขากลับยิ้มอย่างพึงพอใจทุกครั้งที่มีคนพูดถึงอิชาบ็อด หลายคนเริ่มตั้งข้อสงสัยว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าบรอมเป็นคนปลอมตัวเป็นนักขี่ม้าหัวขาด? หรือเขาอาจจะใช้ตำนานนี้มาขับไล่คู่แข่งออกไปจากเมือง
“ข้าว่าเขาแค่ขี้ขลาดจนหนีออกจากหมู่บ้านไปเอง!” บรอมพูดพร้อมหัวเราะเสียงดัง
ไม่นานหลังจากนั้นบรอม โบนส์ก็ได้แต่งงานกับคาทรีนา แวน แทสเซล ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่เขาต้องการไม่มีอิชาบ็อดมาเป็นคู่แข่งอีกต่อไป
หลายปีผ่านไป มีพ่อค้าคนหนึ่งเดินทางผ่านสลีปปี้ฮอลโลว์ เขาเคยพบกับอิชาบ็อดที่เมืองอื่น และได้ยินเรื่องเล่าจากปากของเจ้าตัวเอง
อิชาบ็อดไม่ได้ถูกนักขี่ม้าหัวขาดพาตัวไป แต่เขาวิ่งหนีออกจากหมู่บ้านเพราะความกลัว!
ในคืนนั้น หลังจากที่เขาถูกไล่ล่า อิชาบ็อดหนีไปจนหมดเรี่ยวแรง เมื่อเห็นว่าเขาไม่สามารถเอาชนะเฮดเลส ฮอร์สแมนได้ เขาจึงทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง แล้วหลบหนีออกจากหมู่บ้านโดยไม่หันกลับมาอีกเลย
หลังจากนั้น เขาย้ายไปอาศัยอยู่ในเมืองอื่น ทำงานเป็นผู้ช่วยตุลาการ และใช้ชีวิตอย่างเงียบ ๆ ห่างไกลจากตำนานของสลีปปี้ฮอลโลว์
แต่ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน ตำนานของเฮดเลส ฮอร์สแมน ก็ยังตามหลอกหลอนเขาอยู่เสมอ
ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเกือกม้าดังก้องในยามค่ำคืน ทุกครั้งที่สายลมพัดผ่านราวกับเสียงกระซิบของวิญญาณ เงามืดของนักขี่ม้าหัวขาดยังคงตามหลอกหลอนอิชาบ็อดไปตลอดชีวิต

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าความกลัวสามารถครอบงำเราได้มากกว่าสิ่งใด และบางครั้ง ความกลัวนั้นไม่ได้มาจากสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่มาจากตัวเราเองและคนรอบข้างที่ใช้มันเป็นเครื่องมือควบคุมเรา อิชาบ็อด เครน เป็นคนฉลาด มีความรู้ และมีความทะเยอทะยาน แต่สุดท้าย เขาพ่ายแพ้ต่อความกลัวจนต้องหนีจากทุกสิ่งที่เขาหวังจะได้มา ในขณะที่บรอม โบนส์ ซึ่งอาจไม่ได้เฉลียวฉลาดเท่า กลับเข้าใจจุดอ่อนของผู้อื่นและใช้มันให้เป็นประโยชน์
เรื่องราวของเขาเป็นเครื่องเตือนใจว่าไม่ว่าเราจะมีความรู้หรือไหวพริบแค่ไหน หากเราปล่อยให้ความกลัวมาขัดขวาง เราก็อาจไม่มีวันประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับที่อิชาบ็อดหวังจะได้ทั้งความรักและฐานะที่ดีขึ้น แต่สุดท้ายเขากลับสูญเสียทุกอย่างเพียงเพราะเขาไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับมัน
ในขณะเดียวกันนิทานยังสะท้อนให้เห็นว่าตำนานและเรื่องเล่าสามารถมีพลังมากกว่าความจริง ไม่ว่าตำนานของเฮดเลส ฮอร์สแมนจะเป็นจริงหรือไม่ แต่ความเชื่อที่ฝังแน่นทำให้มันยังคงมีอิทธิพลต่อผู้คน และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้อื่น เช่นเดียวกับที่บรอม โบนส์ใช้มันเพื่อกำจัดคู่แข่งของเขา
- ความกลัวเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุด บางครั้งมันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่มาจากคนรอบตัวที่ใช้มันเป็นเครื่องมือควบคุมผู้อื่น เช่นเดียวกับที่บรอมใช้ตำนานนักขี่ม้าหัวขาดเพื่อกำจัดอิชาบ็อด
- อิชาบ็อดเป็นตัวแทนของคนที่ต้องการไต่เต้าทางสังคม แต่กลับไม่สามารถเผชิญหน้ากับความกลัวของตัวเองได้ สุดท้ายเขาจึงหนีไปจากทุกสิ่ง แม้ว่าเขาจะมีความรู้และสติปัญญา แต่สิ่งเหล่านั้นไม่อาจช่วยให้เขาเอาชนะความกลัวได้
- บรอม โบนส์เป็นตัวแทนของอำนาจและความเหนือกว่าทางสังคม เขาไม่ได้ฉลาดกว่าอิชาบ็อด แต่เขาใช้จุดอ่อนของคู่แข่งให้เป็นประโยชน์ และคว้าสิ่งที่ต้องการมาได้ในที่สุด
- เฮดเลส ฮอร์สแมนเป็นตัวแทนของตำนานและความเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ตำนานก็ยังคงอยู่ และคนรุ่นหลังยังคงพูดถึงมันเสมอ
แม้ว่าอิชาบ็อด เครนจะจากไปแล้วแต่ตำนานของเฮดเลส ฮอร์สแมนแห่งสลีปปี้ฮอลโลว์ยังคงถูกเล่าขานมาจนถึงทุกวันนี้ และหากคืนใดคุณได้ยินเสียงเกือกม้าดังก้องอยู่ในความมืด บางที… นักขี่ม้าหัวขาดอาจกำลังตามคุณอยู่ก็ได้ “ตึก ตัก… ตึก ตัก…”
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องตำนานนักขี่ม้าหัวขาดแห่งสลีปปี้ฮอลโลว์ (อังกฤษ: The Legend of Sleepy Hollow) เป็นนิทานพื้นบ้านอเมริกันที่เขียนขึ้นโดยวอชิงตัน เออร์วิง (Washington Irving) ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1820 ในหนังสือ The Sketch Book of Geoffrey Crayon, Gent. นิทานเรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งในนิทานพื้นบ้านที่มีชื่อเสียงที่สุดของอเมริกา และเป็นต้นกำเนิดของตำนาน “เฮดเลส ฮอร์สแมน” (นักขี่ม้าหัวขาด) ที่ถูกนำไปเล่าต่อในหลายรูปแบบ
แม้ว่าเรื่องราวนี้จะถูกแต่งขึ้นโดยเออร์วิง แต่แรงบันดาลใจของเขามาจากตำนานพื้นเมืองและเรื่องเล่าของชาวดัตช์ในอเมริกา โดยเฉพาะบริเวณหุบเขาฮัดสัน (Hudson Valley) ซึ่งเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านสลีปปี้ฮอลโลว์ในเรื่องจริง ๆ
ตำนานของเฮดเลส ฮอร์สแมน อาจได้รับอิทธิพลจากเรื่องเล่าเกี่ยวกับทหารรับจ้างชาวเยอรมัน (Hessian) ในช่วงสงครามปฏิวัติอเมริกา ซึ่งถูกตัดศีรษะระหว่างการรบ และเชื่อกันว่าวิญญาณของเขายังคงหลอกหลอนพื้นที่แถบนี้ นอกจากนี้ นิทานเรื่องนี้ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของอเมริกาหลังได้รับเอกราช ผ่านตัวละครอิชาบ็อด เครน ซึ่งเป็นตัวแทนของคนที่พยายามปีนป่ายสู่ชนชั้นสูง แต่กลับพ่ายแพ้ต่อสิ่งที่เขาควบคุมไม่ได้
นิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องตำนานนักขี่ม้าหัวขาดแห่งสลีปปี้ฮอลโลว์จึงเป็นมากกว่านิทานสยองขวัญ เพราะมันคือภาพสะท้อนของสังคม อำนาจของตำนาน และผลกระทบของความกลัวที่มีต่อมนุษย์
“สุดท้ายแล้ว คนที่ปล่อยให้ความกลัวควบคุมชีวิต ย่อมกลายเป็นเชลยของมันไปตลอดกาล”