สายลมพัดผ่านเทือกเขาสูงของอาณาจักรแสนหวี นำพากลิ่นอายแห่งอดีตและเสียงกระซิบของเรื่องราวที่ถูกเล่าขานมานับศตวรรษ ท่ามกลางหุบผาและป่าลึก มีถ้ำแห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ในเงามืด หินรูปร่างประหลาดที่อยู่ภายในถูกกล่าวขานว่าเป็นร่างของหญิงสาวผู้เฝ้ารอใครบางคนอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย
ตำนานนิทานพื้นบ้านไทยแห่งถ้ำนี้เป็นเรื่องราวของความรักอันบริสุทธิ์ที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคอันหนักหน่วง เรื่องราวของโชคชะตาที่เล่นตลกกับหัวใจมนุษย์ และคำมั่นสัญญาที่แม้แต่กาลเวลาก็มิอาจลบเลือนได้… กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคเหนือเรื่องตำนานถ้ำผานางคอย

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคเหนือเรื่องตำนานถ้ำผานางคอย
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยุคสมัยที่อาณาจักรแสนหวีรุ่งเรืองดั่งแสงสุริยา เจ้าหญิงอรัญญาณี ประสูติในวังหลวงท่ามกลางความรักและการทะนุถนอม นางเป็นที่รักของผู้คนในนคร ด้วยความงามเลิศล้ำและจิตใจที่อ่อนโยน ทว่าชะตาชีวิตของนางถูกลิขิตไว้แล้ว พระบิดาหมายมั่นให้นางอภิเษกสมรสกับเจ้าผู้ครองนครใกล้เคียงเพื่อกระชับอำนาจ
แต่หัวใจของเจ้าหญิงกลับไม่อาจถูกพันธนาการ นางตกหลุมรักชายหนุ่มนามว่า คะนองเดช เขาเป็นนักรบแห่งอาณาจักร ผู้มีดวงตาคมกริบและจิตใจกล้าหาญ แม้จะเป็นเพียงสามัญชน แต่ความองอาจและความสัตย์ซื่อของเขาทำให้เจ้าหญิงหวั่นไหว
ทั้งสองแอบพบกันในป่าหลังวัง ทุกครั้งที่แสงจันทร์สาดส่อง เจ้าหญิงมักเสด็จมาพบคะนองเดชใต้ต้นไทรใหญ่ริมสระน้ำ
“หากพระบิดาทรงล่วงรู้ หญิงจักต้องถูกลงโทษแน่” เจ้าหญิงกล่าวด้วยความกังวล
“ข้าไม่เกรงกลัวอาญาใด ๆ ตราบใดที่หัวใจของเรายังมีกันและกัน” คะนองเดชตอบ น้ำเสียงหนักแน่น
ความรักของทั้งสองเติบโตในเงามืด ทว่าไม่นานข่าวลือก็กระจายไปถึงพระกรรณของพระบิดา พระองค์ทรงกริ้วโกรธและมีรับสั่งให้นำตัวคะนองเดชมาลงโทษ เจ้าหญิงอรัญญาณีตระหนักดีว่าหากนางนิ่งเฉย ชายคนรักอาจต้องจบชีวิต นางจึงตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด
ในค่ำคืนที่ดวงดาวเต็มฟ้า เจ้าหญิงอรัญญาณีทรงปลอมพระองค์เป็นหญิงสามัญชน แล้วแอบลอบออกจากวัง คะนองเดชรออยู่ที่ป่าริมแม่น้ำ เขาคว้าหัตถ์ของนางไว้แน่น ก่อนทั้งสองจะรีบเร่งเดินทางออกจากอาณาจักร
ทว่าการหลบหนีมิใช่เรื่องง่าย กองทหารของพระราชาออกตามล่าอย่างไม่ลดละ เจ้าหญิงและคะนองเดชต้องเดินทางผ่านป่าลึก ลัดเลาะไปตามลำธาร ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก
หลายเดือนผ่านไป เจ้าหญิงเริ่มรู้สึกถึงสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ในครรภ์ นางมิอาจปฏิเสธได้ว่าพระองค์กำลังจะเป็นมารดา ความยินดีปะปนไปกับความหวาดหวั่น
“คะนองเดช… เรากำลังจะมีลูก” นางกระซิบ น้ำเสียงสั่นเครือ
“เป็นบุญของข้าเหลือเกิน” คะนองเดชยิ้มบาง ก่อนจุมพิตหลังมือของนาง “ลูกของเราจะเกิดมาอย่างปลอดภัย ข้าสัญญา”
ทว่าโชคชะตาไม่ได้โอบอุ้มพวกเขาอย่างเมตตา นักรบของพระราชายังคงตามล่าอย่างกระชั้นชิด พวกเขาไม่มีที่ให้พักพิง ต้องหลบซ่อนอยู่ในป่าทึบ และเร่งเดินทางไปยังเขตแดนที่ปลอดภัยที่สุด
คืนหนึ่ง แสงเพลิงจากคบไฟของกองทหารปรากฏขึ้นไม่ไกลนัก เสียงม้าสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขา คะนองเดชกำดาบแน่น เขารู้ดีว่าพวกเขากำลังจะถูกพบตัว
“เราต้องไปต่อ อย่าหยุดเด็ดขาด” คะนองเดชกระซิบบอก
“แต่ข้าเหนื่อยเหลือเกิน” เจ้าหญิงพยายามก้าวต่อไป แม้ร่างกายจะอ่อนล้าลงเรื่อย ๆ
แล้วในที่สุด หายนะก็มาถึง พวกเขาถูกพบตัวกลางป่าทึบ กองทหารชักธนูเล็งมายังคะนองเดช ลูกศรพุ่งแหวกอากาศหมายปลิดชีวิตเขา แต่เจ้าหญิงกลับพุ่งเข้ามาขวาง
ปลายธนูปักกลางพระอุระของนาง โลหิตสีแดงฉานย้อมฉลองพระองค์ เจ้าหญิงทรุดลงกับพื้น ทว่าด้วยพลังแห่งความเป็นมารดา นางยังพยายามฝืนร่างพาตัวเองไปยังที่ปลอดภัย
“อรัญญาณี อย่าหลับตา!” คะนองเดชประคองร่างของนาง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
“ข้าต้อง… ต้องปกป้องลูก” นางกระซิบแผ่วเบา มือกุมครรภ์แน่น
เสียงกองทหารใกล้เข้ามาทุกขณะ คะนองเดชตัดสินใจแบกร่างของเจ้าหญิงพาหนีลึกเข้าไปในป่า และที่นั่นเอง พวกเขาก็ได้มาพบกับถ้ำลึกลับเบื้องหน้า…

คะนองเดชพยุงร่างของเจ้าหญิงอรัญญาณีที่อาบไปด้วยโลหิตเข้าไปในถ้ำ มือของเขาสั่นเทาขณะใช้ผ้าฉีกจากเสื้อคลุมพยายามห้ามเลือดที่ไหลไม่หยุด นางซีดเผือด แต่ยังฝืนลูบครรภ์ที่เริ่มปวดเกร็งเป็นระยะ
“ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าตาย” คะนองเดชกัดฟันกล่าว น้ำตาคลอเบ้า
“ข้า… ข้าไม่เป็นไร” นางเอื้อมมือมาแตะใบหน้าของเขา “เพียงแต่… ลูกของเราใกล้จะลืมตาดูโลกแล้ว”
ดวงตาของคะนองเดชเบิกกว้างด้วยความตกใจ สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างไม่ทันตั้งตัว ท่ามกลางบาดแผลและความอ่อนแรง เจ้าหญิงกำลังจะประสูติ
เสียงร้องแห่งความเจ็บปวดก้องสะท้อนภายในถ้ำ คะนองเดชทำทุกอย่างเท่าที่เขาจะสามารถทำได้ และในที่สุด พระโอรสก็กำเนิดขึ้น ท่ามกลางรัตติกาลและสายลมที่พัดผ่านปากถ้ำ เจ้าหญิงประคองพระโอรสขึ้นสู่อ้อมแขน ดวงตาของนางเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา
“ลูกของเรา… งดงามเหลือเกิน” นางกระซิบแผ่วเบา
ทว่าโลหิตของเจ้าหญิงยังคงไหลไม่หยุด คะนองเดชรู้ดีว่านางกำลังจะหมดลมหายใจ เขากัดฟันแน่น สองมือกุมมือนางไว้แน่นราวกับจะรั้งดวงวิญญาณของนางไว้
เสียงของทหารดังขึ้นจากด้านนอกถ้ำ พวกมันใกล้เข้ามาแล้ว คะนองเดชรู้ว่าหากเขาอยู่ต่อไป ไม่เพียงแค่เขา แต่พระโอรสก็อาจถูกสังหารไปด้วย
“เจ้าอย่าอยู่ที่นี่” เสียงของเจ้าหญิงแผ่วเบาราวกับสายลม “จงหนีไป… พาลูกของเราไปให้พ้น”
“ไม่! ข้าจะไม่ทิ้งเจ้าไว้”
“หากเจ้ารักข้า จงไป” นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา แม้แววตาจะอ่อนแรง แต่มันเต็มไปด้วยความรักและความหวัง
“แต่ข้าสัญญาว่าจะกลับมา ข้าจะพาเจ้าออกไปจากที่นี่” คะนองเดชกล่าวเสียงสั่น
เจ้าหญิงเพียงยิ้มบาง ก่อนใช้แรงเฮือกสุดท้ายอุ้มพระโอรสแนบอก มือของนางยังโอบประคองลูกน้อยไว้
“หญิงจะรออยู่ที่นี่… ชั่วกัลปาวสาน”
และทันใดนั้นเอง ดวงตาของเจ้าหญิงก็ปิดลง ลมหายใจสุดท้ายหลุดรอดจากริมฝีปากของนาง แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น ร่างของนางค่อย ๆ แข็งกลายเป็นหินในขณะที่มือของนางยังโอบอุ้มพระโอรสไว้
คะนองเดชนิ่งค้างด้วยความตกตะลึง หัวใจของเขาเหมือนถูกฉีกออกเป็นเสี่ยง ๆ แต่เสียงของทหารที่ใกล้เข้ามาทำให้เขาต้องตัดสินใจ เขาหันหลังกลับ หอบพระโอรสวิ่งหนีไปสู่ความมืดของผืนป่า
และทันใดนั้นเอง ดวงตาของเจ้าหญิงก็ปิดลง ลมหายใจสุดท้ายหลุดรอดจากริมฝีปากของนาง แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น ร่างของนางค่อยๆ แข็งกลายเป็นหินในขณะที่มือของนางยังโอบอุ้มพระโอรสไว้
คะนองเดชนิ่งค้างด้วยความตกตะลึง หัวใจของเขาเหมือนถูกฉีกออกเป็นเสี่ยง ๆ แต่เสียงของทหารที่ใกล้เข้ามาทำให้เขาต้องตัดสินใจ เขาหันหลังกลับ หอบพระโอรสวิ่งหนีไปสู่ความมืดของผืนป่า
รุ่งเช้า ทหารของพระราชาเข้ามาในถ้ำ พวกเขาพบเพียงก้อนหินรูปร่างคล้ายหญิงสาวที่โอบอุ้มทารกไว้ ทุกคนต่างตกตะลึงและขนลุกซู่ หลายคนพยายามเข้าไปสัมผัส แต่เมื่อปลายนิ้วแตะลงที่หิน กลับรู้สึกถึงความเยือกเย็นที่แผ่ซ่านออกมา ราวกับร่างของเจ้าหญิงยังคงมีชีวิต
ข่าวเรื่องเจ้าหญิงที่กลายเป็นหินแพร่สะพัดไปทั่วอาณาจักร พระราชาเสด็จมายังถ้ำด้วยพระองค์เอง เมื่อทอดพระเนตรเห็นรูปหินนั้น พระองค์ก็นิ่งงัน
“อรัญญาณี…” เสียงของพระองค์สั่นเครือ
พระราชาไม่ได้ตรัสอะไรอีก พระองค์เพียงแต่ทอดสายตามองร่างหินของพระธิดา ก่อนจะเสด็จจากไปอย่างเงียบงัน ทว่าในพระทัยเต็มไปด้วยความเศร้าโศกและเสียใจ
กาลเวลาผ่านไป หมู่บ้านที่อยู่ใกล้ถ้ำแห่งนั้นเริ่มเล่าขานเรื่องราวของหญิงผู้รอคอยคนรัก ชาวบ้านเชื่อกันว่า ถ้าใครได้มาอธิษฐานต่อรูปหินของเจ้าหญิงด้วยใจบริสุทธิ์ ความรักของผู้นั้นจะมั่นคงและเป็นนิรันดร์
ถ้ำแห่งนั้นจึงได้ชื่อว่า “ถ้ำผานางคอย”
ณ ที่แห่งนั้น หญิงสาวยังคงเฝ้ารอคนรัก แม้จะผ่านกาลเวลานับร้อยปี แม้จะไม่มีวันได้พบกันอีก แต่ความรักของนางยังคงอยู่… ชั่วกัลปาวสาน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความรักแท้ไม่อาจถูกขวางกั้นด้วยชนชั้นหรือสถานะ แม้โลกจะกำหนดกรอบแห่งศักดิ์ศรีไว้เพียงใด หัวใจของมนุษย์ก็ยังโหยหาความรักและอิสระในการเลือกทางเดินของตนเอง เจ้าหญิงอรัญญาณีและคะนองเดชพิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อรักเกิดขึ้นแล้ว ไม่มีสิ่งใดสามารถทำลายมันได้ แม้แต่ความตาย
เรื่องราวนี้ยังสะท้อนถึงพลังของการเสียสละ เจ้าหญิงยอมแลกทุกสิ่ง แม้กระทั่งชีวิตของตน เพื่อให้คนรักและพระโอรสได้มีโอกาสรอดพ้นจากเงื้อมมือของอำนาจ ความรักของนางไม่ได้จบลงที่การจากลา แต่ดำรงอยู่ผ่านคำมั่นสัญญาและการรอคอยชั่วนิรันดร์
ท้ายที่สุด นิทานนี้เตือนใจว่าการใช้อำนาจบังคับให้ใครสักคนทำตามสิ่งที่มิได้มาจากหัวใจ อาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่มีวันย้อนคืนได้ พระราชาผู้หวังดีต่อบุตรธิดา แต่กลับเลือกเส้นทางที่ขัดกับความปรารถนาของนาง จึงต้องพบกับบทสรุปอันน่าเศร้า และทำให้ความรักของเจ้าหญิงกลายเป็นตำนานที่ไม่มีวันลบเลือนไปจากกาลเวลา
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านไทยภาคเหนือเรื่องตำนานถ้ำผานางคอย ตำนานถ้ำผานางคอยเป็นหนึ่งในนิทานพื้นบ้านที่เล่าขานกันในจังหวัดแพร่และพื้นที่ใกล้เคียงของภาคเหนือของไทย นิทานเรื่องนี้มีรากฐานมาจากความเชื่อท้องถิ่นและลักษณะภูมิประเทศของถ้ำผานางคอย ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ ถ้ำแห่งนี้มีหินก้อนหนึ่งที่มีรูปร่างคล้ายหญิงสาวนั่งอุ้มเด็ก ชาวบ้านจึงเล่าขานถึงที่มาของหินนี้เป็นเรื่องราวความรักต้องห้ามระหว่างหญิงสูงศักดิ์กับชายสามัญชน
นิทานเรื่องนี้สะท้อนค่านิยมของสังคมไทยในอดีตเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้น และผลของการขัดขืนกฎเกณฑ์ทางสังคม ความรักของเจ้าหญิงอรัญญาณีและคะนองเดชเป็นภาพแทนของความรักที่บริสุทธิ์แต่ถูกขัดขวางด้วยจารีต นิทานยังสอดแทรกแนวคิดเกี่ยวกับพลังแห่งคำสาบานและการรอคอย ซึ่งเป็นหัวใจของตำนานรักในวรรณคดีไทยหลายเรื่อง
“รักแท้ไม่เคยพ่ายแพ้ต่อกาลเวลา แต่พ่ายแพ้ต่ออำนาจที่ไม่เคยฟังเสียงหัวใจ”