นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานบั้งไฟพญานาค

ปกนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานบั้งไฟพญานาค

มีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านไทย เมื่อค่ำคืนแห่งการรอคอยห่มคลุมผืนน้ำ ผู้คนบนฝั่งต่างยืนนิ่งด้วยหัวใจที่ไม่เอ่ยคำ แสงจันทร์สะท้อนพื้นน้ำไหลเชื่องช้า ไม่มีลม ไม่มีเสียง แต่ความเงียบกลับหนาแน่นจนน่าเกรงขาม

ทุกสายตาไม่ได้มองหาอะไรที่ยิ่งใหญ่ เพียงจ้องลึกลงไปยังบางสิ่งที่อยู่เงียบ ๆ ใต้น้ำมาเนิ่นนาน และในคืนที่ไม่มีสิ่งใดรับประกันว่าแสงจะปรากฏ ศรัทธากลับยังปรากฏอยู่ก่อนสิ่งอื่นเสมอ กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานบั้งไฟพญานาค

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานบั้งไฟพญานาค

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานบั้งไฟพญานาค

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ใต้ผืนแผ่นดินที่มนุษย์เหยียบย่ำ มีนครลับซ่อนอยู่ในเงาน้ำ เป็นเมืองใหญ่ที่ไม่มีใครเคยเห็น และไม่มีแสงตะวันเคยส่องถึง เมืองนั้นคือวังนาคินทร์ อาณาจักรของเผ่านาค ผู้มีฤทธิ์แปลงกาย กำเนิดมาจากโลกอันเก่าแก่ก่อนจะมีมนุษย์ถือกำเนิด

คัมภีร์ในพระพุทธศาสนาได้กล่าวถึง “มโหราด” ซึ่งหมายถึงนาคชั้นสูงผู้มีร่างใหญ่เกินตาเห็น มีหงอนประดับศีรษะตามยศ นาคเหล่านี้อาศัยอยู่ใต้พิภพ แยกตนจากโลกมนุษย์ แต่สามารถเหาะเหิน แปลงร่าง และข้ามภพได้โดยไม่ต้องเลื้อยไปเช่นงูทั่วไป

“โลกเบื้องบนเคร่งนัก…บัญญัติเข้มกว่าน้ำใต้นาคพิภพเสียอีก” เสียงหนึ่งเอื้อนออกมาเบา ๆ ใต้ท้องน้ำลึก

“แต่เราก็มิได้อยู่เพื่อท้าทายฟ้า เราเพียงดำรงตนตามทางของเรา” อีกเสียงหนึ่งตอบ พร้อมขยับลำตัวแหวกวังน้ำในเงาเงียบ

แต่แม้จะมีฤทธิ์เหนือมนุษย์ นาคก็ยังไม่อาจละกฎของธรรมดาไปได้ เมื่อยามหลับ หรือถึงคราวต้องคืนร่างจริง
ไม่ว่าจะแปลงเป็นพราหมณ์ห่มผ้า หรือพ่อค้าร่ำรวย หากสิ้นสติเมื่อใด ร่างอันแท้ก็จะกลับเป็นนาคดุจเดิม

ตำนานหนึ่งกล่าวถึงนาคผู้หนึ่ง แปลงกายเป็นชายหนุ่มผู้มีศรัทธา แล้วเข้าขอบวชในพระพุทธศาสนาอย่างเงียบงัน เขาเรียนธรรมะด้วยใจใส ปฏิบัติสิกขาด้วยความเคารพ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขามิใช่มนุษย์

แต่คืนหนึ่ง ขณะหลับอยู่ใต้ชายคาวัด ร่างจริงของเขากลับคืนสู่รูปลำตัวยาวใหญ่ หงอนสูง เกล็ดเขียวพราย เสียงเปลวเทียนสะท้อนเงาเงียบ ภิกษุผู้เห็นเข้าใจทันที

รุ่งเช้า พระทั้งหลายพากันไปกราบทูลต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมวางจิตให้เป็นกลางแม้ในความประหลาด
พระพุทธองค์ตรัสอย่างสงบนิ่ง “สัตว์เดรัจฉานยังมิอาจครองเพศบรรพชิต แม้จะมีศรัทธายิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม”

นาคนั้นมิได้ทูลเถียง เพียงพนมมือแล้วกล่าวช้า ๆ ด้วยเสียงเจือรอยเศร้า “ข้าขอเพียงให้ชื่อของข้ายังอยู่ในพุทธบวร”

“ให้ชายใดที่เข้าบวชในศาสนาแห่งพระองค์ ได้ชื่อว่า ‘นาค’ เพื่อระลึกถึงผู้ที่แม้ยังไม่พ้น แต่ไม่เคยละเจตนาแห่งธรรม”

พระพุทธองค์ทรงรับคำ นับแต่นั้นเป็นต้นมา ชายใดบวชพระจักต้องเรียกชื่อว่า “นาค” ก่อนเข้าสู่ผ้าเหลืองทุกครา

เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และเผยแผ่ธรรมแก่หมู่ชนแล้ว วันหนึ่งพระองค์เสด็จขึ้นไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อแสดงธรรมโปรดพระพุทธมารดาผู้บังเกิดในสรวงฟ้า และจำพรรษาอยู่ ณ ที่นั้นหนึ่งราตรีอันยาวนานตามกาลแห่งเทพ

เมื่อถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ซึ่งคือวันออกพรรษา ฟ้าเบิกลงมาให้เห็นสามโลกอย่างพร้อมเพรียง
มนุษย์บนแผ่นดิน เทวดาในสวรรค์ และเหล่านาคในวังบาดาล ต่างร่วมใจถวายบูชาพระองค์ด้วยนัยแห่งตน

ริมแม่น้ำโขง สายน้ำไหลช้าแต่หนักแน่น ชาวบ้านตั้งโต๊ะบูชา ประดับดอกไม้ ธูปเทียน อาหารคาวหวาน และบทสวด เบื้องบนสวรรค์ เทวดาประดับบุษบาโปรยปรายดั่งกลีบดอกไม้ร่วงจากไม้เทวา

และใต้ผืนน้ำอันลึกสงัด พญานาคแห่งวังบาดาลก็เคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่มีเสียง

“คืนนี้…ฟ้าจะเห็นเรา” เสียงหนึ่งกล่าวเบา ๆ ขณะลำตัวพาดทับเกลียวกระแส

“ไม่ใช่เพื่อแสดงฤทธิ์ ไม่ใช่เพื่ออวดตน แต่เพื่อถวายแด่ผู้พ้นแล้วซึ่งทุกข์” พญานาคอีกตนเอ่ย ก่อนจะเคลื่อนตัวขึ้นสู่แนวผิวน้ำ

ในยามเที่ยงคืน ไม่มีแสงอื่นใดนอกจากเงาจันทร์ที่ตกลงบนผิวน้ำ ดวงแรกผุดขึ้นมา—ไม่ใช่คลื่น ไม่ใช่เงา ไม่ใช่เปลว

แต่เป็นแสงไฟเรื่อสีแดงอมชมพู ขนาดเท่าลูกหมาก ลอยขึ้นจากน้ำอย่างเงียบงัน ไม่มีควัน ไม่มีเสียง ไม่มีสะเก็ด
มันลอยขึ้นอย่างมั่นคง แล้วดับหายกลางท้องฟ้า เหลือเพียงเงาในใจของผู้ที่ได้เห็น

ดวงที่สอง ดวงที่สาม ดวงที่สี่… ตามมาอย่างไม่รีบเร่ง

ชาวบ้านริมฝั่งต่างนิ่งเงียบก่อนเสียงหนึ่งจะเอ่ยออกมาช้า ๆ “พญานาค… เขายังอยู่”

อีกเสียงหนึ่งต่อท้ายทันที “และเขายังรอวันที่เราจะไม่ลืม”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานบั้งไฟพญานาค 2

บรรยากาศริมฝั่งน้ำในคืนออกพรรษานั้นเงียบกว่าทุกค่ำคืนของปี ไม่ใช่เพราะผู้คนไม่กล่าวคำ หากแต่ทุกเสียงถูกเก็บไว้เพื่อฟัง

ทั่วทั้งลานดินมีแต่สายตา ทุกแววตาไม่ได้มองหาปาฏิหาริย์ หากแต่กำลังรอคอยสิ่งหนึ่งซึ่งไม่เคยประกาศว่าจะมา

กลางผืนน้ำโขงที่นิ่งจนไม่อาจแยกเงาจันทร์จากแสงจริง ดวงไฟแรกก็ผุดขึ้นมาจากใต้น้ำอย่างเงียบงัน

แสงนั้นแดงเรื่อ อมชมพู พุ่งขึ้นโดยไม่มีควัน ไม่โค้ง ไม่ตกลง ไม่มีเสียง ไม่มีสิ่งใดบอกที่มา ไม่มีสิ่งใดยืนยันที่ไป

เสียงหนึ่งกระซิบดังขึ้นท่ามกลางหมู่คน “มาแล้ว…”

แต่ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นผู้พูด เพราะทุกสายตายังจ้องแน่วแน่ และลมหายใจยังเบาเกินกว่าจะมีคำใดแทนได้

ดวงที่สองตามมา ดวงที่สาม ดวงที่สี่ ไม่มีการเร่ง ไม่มีเสียงสัญญาณ ไม่มีผู้ใดรู้จังหวะ

ผู้เฒ่าคนหนึ่งกล่าวเบา ๆ ขณะพนมมือไว้แนบอก “เขาไม่มาช้า เขาไม่มาเร็ว เขามาตามจังหวะของใจที่นิ่งพอจะเห็น”

บรรดาเด็กน้อยผู้ไม่เคยเห็นของจริงต่างเงียบลงโดยไม่รู้ตัว ดอกไม้ธูปเทียนที่ตั้งไว้กลับดูสว่างน้อยกว่าแสงที่ลอยขึ้น และไม่มีใครเอ่ยถามว่าใครเป็นคนปล่อย ไม่มีใครกล่าวถึงกลไกหรือแผนการ หรือแม้แต่จะสงสัย

“หากไฟนี้คือของจริง เราก็เห็นมันทุกปี” เสียงวัยกลางคนหนึ่งกล่าว

“หากไม่ใช่ ก็แปลกที่ไม่มีใครเคยจับมันได้เลยสักที” อีกคนตอบกลับโดยไม่ละสายตาจากลำน้ำ

แสงที่พุ่งขึ้นจากผืนน้ำหาใช่เพื่อจะท้าทายผู้ใด หากแต่ราวกับเป็นของขวัญเล็ก ๆ จากโลกที่อยู่ลึกเกินกว่าจะเข้าใจ และผู้ที่ยืนรอบฝั่งล้วนรับของขวัญนั้นด้วยความเงียบ โดยไม่มีเงื่อนไขใดตอบแทน

ในกาลก่อน ดวงไฟเหล่านี้เคยถูกเรียกว่า “บั้งไฟผี” ด้วยความกลัว ด้วยความไม่เข้าใจ และด้วยคำที่เกิดจากเงาของความไม่รู้

แต่เมื่อเวลาผ่าน ความกลัวถูกแทนด้วยความเคารพ และชื่อใหม่จึงถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับศรัทธาที่หลอมรวมกันทั้งสองฝั่ง

ผู้คนมิได้เปลี่ยนชื่อเพราะมีคำสั่ง มิได้เปลี่ยนเพราะมีคำอธิบาย แต่เปลี่ยนเพราะหัวใจนั้นมองเห็นก่อนสายตาเสมอ

และในที่สุด “บั้งไฟผี” จึงกลายเป็น “บั้งไฟพญานาค” ไม่ใช่เพราะลบอดีต แต่เพราะยอมรับว่าอดีตนั้นยังมีอยู่ในปัจจุบัน

พิธีกรรมมากมายเริ่มเกิดขึ้นจากการรอคอยที่ยาวนาน การตั้งโต๊ะบูชา การจัดขบวนเรือ การแห่แหนในคืนพระจันทร์เต็มดวง จังหวัดริมโขงกลายเป็นดินแดนแห่งศรัทธาไม่ใช่เพราะมีคำอธิบาย แต่เพราะยังมีผู้รอคำตอบ

เสียงหนึ่งกล่าวขึ้นในวงสนทนาของคนแก่ใต้ต้นไทร “เหตุใดเจ้าจึงเชื่อ ทั้งที่ไม่เคยเห็นมันเองกับตา”

อีกเสียงหนึ่งตอบอย่างช้า ๆ ขณะมองออกไปยังผืนน้ำ “เพราะข้าเคยเห็นดวงตาของคนที่ได้เห็น และข้ารู้ว่าเขาไม่ได้โกหก”

คืนวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ จึงไม่ใช่คืนธรรมดา ไม่ใช่คืนแห่งการพิสูจน์อะไร หากเป็นคืนของการยอมรับโดยไม่ต้องรู้ และตราบใดที่ยังมีคนเฝ้าริมฝั่ง แม้เพียงหนึ่งคน แสงนั้นก็ยังมีเหตุที่จะปรากฏขึ้น

ไม่ใช่เพื่อให้ใครเห็น ไม่ใช่เพื่อให้ใครเชื่อ แต่เพื่อยืนยันว่า สิ่งที่ถูกบูชาด้วยศรัทธา ย่อมไม่เคยดับ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานบั้งไฟพญานาค 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ศรัทธาไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ได้เสมอไป แต่สามารถหล่อเลี้ยงหัวใจคนให้ยืนหยัดอยู่กับสิ่งที่พวกเขาเชื่อ ด้วยความเคารพและความหวัง บั้งไฟพญานาคอาจไม่มีคำอธิบายแน่ชัดว่าคืออะไร หรือเกิดขึ้นจากสิ่งใด แต่มันกลับเป็นปรากฏการณ์ที่มีพลังมากพอจะรวมผู้คนไว้ด้วยกัน ทุกปีที่แสงไฟลอยขึ้นจากผืนน้ำ คนมากมายเฝ้ารอด้วยใจนิ่ง มือน้อม และสายตาแน่วแน่ ไม่ใช่เพราะพวกเขาต้องรู้ว่าไฟนั้นคืออะไร แต่เพราะพวกเขาเชื่อว่าไฟนั้นมีความหมาย

เรื่องนี้จึงไม่ได้สอนให้คนเชื่อแบบไร้เหตุผล หากแต่สะท้อนว่า บางสิ่งไม่ต้องเข้าใจ ก็สามารถสัมผัสได้ และบางตำนาน แม้จะไร้คำอธิบาย ก็ยังสามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้ด้วยศรัทธาที่ซื่อสัตย์และไม่หวั่นไหว

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานบั้งไฟพญานาค มีรากเหง้ามาจากความเชื่อพื้นบ้านของชาวลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดหนองคายและบึงกาฬ ซึ่งมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับตำนานเรื่องพญานาค อมนุษย์ผู้มีอิทธิฤทธิ์ที่ปรากฏในพระพุทธศาสนาและวรรณกรรมพื้นถิ่นมายาวนาน

เรื่องเล่ากล่าวว่า ทุกปีในคืนวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ซึ่งตรงกับวันออกพรรษา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มายังโลกมนุษย์ เหล่าเทวดา มนุษย์ และพญานาคต่างพร้อมใจกันถวายบูชาแก่พระองค์ พญานาคจึงพ่นไฟขึ้นจากลำน้ำเพื่อแสดงความเคารพ เป็นปรากฏการณ์ที่ชาวบ้านในอดีตเรียกว่า “บั้งไฟผี” ก่อนจะเรียกใหม่ว่า “บั้งไฟพญานาค” เพื่อความเป็นสิริมงคล

ตามคติความเชื่อ พญานาคอาศัยอยู่ใต้บาดาล มีโลกเป็นของตนเอง และสามารถติดต่อกับโลกมนุษย์ได้ในบางห้วงเวลา โดยเฉพาะในวันสำคัญทางธรรม ความเชื่อนี้สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ สิ่งเหนือธรรมชาติ และพระพุทธศาสนาในบริบทแบบอีสาน

แม้ในปัจจุบันจะมีความพยายามอธิบายปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคในเชิงวิทยาศาสตร์ แต่ตำนานยังคงมีชีวิต เพราะมันไม่ได้ยึดโยงกับข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่กับการรอคอย ความเคารพ และการส่งต่อศรัทธาจากรุ่นสู่รุ่น ตลอดจนกลายเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมร่วมสมัยที่หลอมรวมประเพณี พิธีกรรม และความเป็นชุมชนไว้อย่างแนบแน่น

“บางสิ่งไม่จำเป็นต้องเข้าใจด้วยเหตุผล หากมันสามารถรวมผู้คนไว้ด้วยหัวใจที่ศรัทธา แสงที่ไม่มีเสียง ความเชื่อที่ไม่มีคำตอบ อาจยืนยาวกว่าคำอธิบายใด ๆ ในโลก”