ในยุคที่โลกยังเต็มไปด้วยความลึกลับและพลังแห่งธรรมชาติยังไม่ถูกควบคุม ผู้คนต้องต่อสู้กับความมืด มหาสมุทรที่ไร้ขอบเขต และกฎเกณฑ์ที่ไม่มีใครอาจฝ่าฝืน แต่ในหมู่มนุษย์เหล่านั้น มีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากแผ่นดินนิวซีแลนด์ โดยมีผู้หนึ่งที่ไม่เคยยอมจำนนต่อสิ่งใด เขาท้าทายท้องฟ้า ต่อสู้กับทะเล และแม้แต่ขโมยพลังจากเทพเจ้า
มาวอิมนุษย์กึ่งเทพผู้ฉลาดแกมโกง คือชื่อที่โลกต้องจารึก เขาคือผู้เปลี่ยนวิถีแห่งกลางวัน วาดแผ่นดินขึ้นจากทะเล และแม้แต่เผชิญหน้ากับความตาย แต่แม้เขาจะเอาชนะทุกสิ่งได้ เรื่องราวของเขากลับจบลงด้วยสิ่งที่ไม่มีใครหนีพ้น… กับนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานมาวอิ

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานมาวอิ มนุษย์กึ่งเทพ (Maui)
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในดินแดนแห่งท้องฟ้าและทะเล เทพธิดานามว่า ทารังกา (Taranga) ให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง ทว่าเด็กคนนี้เกิดมาไม่สมบูรณ์ ร่างกายของเขาอ่อนแอและเล็กจนผิดธรรมชาติ ด้วยความเสียใจ ทารังกาจึงห่อร่างของเขาด้วยปอยผมของเธอ และปล่อยให้เขาล่องลอยไปในทะเล
แต่เด็กคนนี้มิได้จมหายไป เทพแห่งท้องทะเล ทังกาโรอา (Tangaroa) เห็นเด็กทารกลอยมากับกระแสน้ำและตัดสินใจช่วยชีวิตเขา เทพเจ้าประทานพลังเวทมนตร์ให้แก่เด็กน้อย และเลี้ยงดูเขาจนเติบโตแข็งแกร่ง
เมื่อมาวอิเข้าใจพลังของตนเองแล้ว เขาตัดสินใจเดินทางกลับไปหาครอบครัวเดิมของเขา เมื่อลงเหยียบพื้นดิน เขาพบว่ามารดาของเขายังคงอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน ทารังกาตกใจที่เห็นบุตรชายที่เธอเคยทอดทิ้งยังมีชีวิตอยู่ แต่เมื่อเธอได้ฟังเรื่องราวของเขา เธอก็โอบกอดเขาด้วยความยินดี
ทว่า พี่ชายของมาวอิกลับไม่ต้อนรับเขา “เจ้าไม่ใช่พี่น้องของเรา เจ้าเป็นแค่เงาที่ไม่ควรมีตัวตน!” พวกเขาหัวเราะเยาะและท้าทายให้เขาพิสูจน์ตนเอง
มาวอิรู้ว่าการเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาจะไม่มีวันทำให้พวกพี่ชายยอมรับ เขาจึงเริ่มใช้พลังเวทมนตร์เพื่อทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนร่างเป็นนก อินทรี หรือแม้แต่ปล่อยเงาของเขาออกมาเดินได้อย่างอิสระ
พี่ชายของเขาเริ่มหวาดหวั่น และยอมรับว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่เด็กธรรมดา “เจ้าอาจเป็นน้องของพวกเรา… แต่เจ้าจะทำอะไรได้มากกว่านี้หรือไม่?” มาวอิยิ้มอย่างมั่นใจ เพราะเขารู้ว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสิ่งยิ่งใหญ่ที่เขากำลังจะทำ
ไม่นานนัก มาวอิสังเกตเห็นว่าผู้คนในเผ่าของเขามีชีวิตที่ยากลำบาก พระอาทิตย์ (Tama-nui-te-rā) เคลื่อนที่เร็วเกินไป ทำให้กลางวันสั้น ผู้คนแทบไม่มีเวลาเพียงพอในการล่าสัตว์ ปลูกพืช หรือทำงานอื่น ๆ
ชาวบ้านพากันบ่น “เราตื่นขึ้นมาไม่ทันไร พระอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าเสียแล้ว!”
พี่ชายของมาวอิยักไหล่และถอนหายใจ “ไม่มีใครทำอะไรได้หรอก มันเป็นเช่นนี้มาตลอด”
แต่มาวอิคิดต่างออกไป “ถ้าไม่มีใครทำ ข้าจะเป็นคนทำเอง”
เขาประกาศแผนการที่จะจับพระอาทิตย์และบังคับให้มันเคลื่อนที่ช้าลง ทุกคนต่างหัวเราะเยาะเขา พี่ชายของเขาถามด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “เจ้าคิดจริงหรือว่าเจ้าจะหยุดพระอาทิตย์ได้?”
แต่เขาไม่สนใจคำสบประมาท มาวอิขอให้พวกพี่ชายช่วยกันถักเชือกวิเศษจากเส้นใยป่าน (flax ropes) เพื่อให้แข็งแรงพอที่จะจับดวงอาทิตย์ได้ แม้พวกพี่ชายจะสงสัย แต่พวกเขาก็ช่วยเขาสร้างเชือกขึ้นมา
เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว มาวอิและพวกพี่ชายเดินทางไปยังถ้ำทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นจุดที่พระอาทิตย์ขึ้นทุกเช้า พวกเขาขุดหลุมและวางกับดักรอบปากถ้ำ ก่อนจะซ่อนตัวรอเวลาที่พระอาทิตย์ปรากฏ
ในขณะที่ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีทองและขอบฟ้าเริ่มสว่างขึ้น มาวอิกำหมัดแน่น “เตรียมตัวให้ดี พี่น้องของข้า พระอาทิตย์จะเป็นของเราแล้ว!”
มาวอิและพี่ชายซ่อนตัวอยู่ใกล้ปากถ้ำ รอให้พระอาทิตย์ (Tama-nui-te-rā) ค่อย ๆ ลอยขึ้นจากขอบฟ้า พวกเขาถือเชือกวิเศษที่ทำจากเส้นใยป่านอย่างแน่นหนา หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น
เมื่อแสงแรกพุ่งออกมาจากถ้ำ มาวอิกระซิบ “อย่าเพิ่ง… รอให้มันออกมามากกว่านี้” พี่ชายของเขาจ้องมองด้วยความกังวล พวกเขาสัมผัสได้ถึงความร้อนที่แผ่กระจายไปทั่ว
พระอาทิตย์เริ่มขึ้นสูงขึ้น มาวอิตะโกน “ตอนนี้ละ! ดึงให้สุดแรง!”
พี่ชายทั้งหมดกระชากเชือกพร้อมกัน เชือกวิเศษรัดรอบตัวพระอาทิตย์ทันที พระอาทิตย์ร้องคำรามด้วยความโกรธ พลุ่งพล่านไปด้วยเปลวไฟ พยายามดิ้นรนให้หลุดจากพันธนาการ แสงอันร้อนแรงทำให้พวกเขาแทบยืนไม่ไหว แต่พวกเขายังคงยื้อเชือกไว้แน่น
พระอาทิตย์ตะโกนออกมา “เจ้ากล้าท้าทายข้าหรือ?”
แต่มาวอิไม่ตอบ เขาหยิบขากรรไกรวิเศษ (magic jawbone) ที่ได้รับมาจากบรรพบุรุษของเขา แล้วกระโดดขึ้นฟาดพระอาทิตย์อย่างแรง “เจ้าต้องหยุดเร่งรีบเช่นนี้! มนุษย์ต้องการเวลาใช้ชีวิต! ถ้าเจ้าไม่ยอม ข้าจะทำให้เจ้าสิ้นแรง!”
พระอาทิตย์ส่งเสียงคำรามด้วยความเจ็บปวด เปลวไฟของมันเริ่มอ่อนกำลังลง มาวอิฟาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุด พระอาทิตย์หยุดดิ้น และแสงของมันก็ลดลง
พี่ชายของมาวอิหอบหายใจและมองดูพระอาทิตย์ที่อ่อนแรงลง “มัน… มันได้ผลจริง ๆ!”
พระอาทิตย์ครางเบา ๆ “พอแล้ว… ข้าจะเดินทางช้าลง ข้าสัญญา…”
มาวอิยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะค่อย ๆ คลายเชือกออก

หลังจากที่มาวอิทำให้กลางวันยาวขึ้นโดยจับพระอาทิตย์ได้สำเร็จ เขายังต้องการทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่อีกอย่างหนึ่งมอบแผ่นดินกว้างใหญ่ให้แก่มนุษย์
วันหนึ่ง มาวอิเห็นว่าผู้คนในเผ่าของเขาไม่มีที่ดินมากพอสำหรับล่าสัตว์และทำการเกษตร เขาจึงตัดสินใจใช้พลังเวทมนตร์ของเขาเพื่อนำแผ่นดินใหม่ขึ้นมาจากทะเล
“ข้าจะตกปลาที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา” มาวอิกล่าวกับพี่ชายของเขา
เขานำเบ็ดตกปลาวิเศษ (magic fishing hook) ซึ่งทำจากกระดูกของบรรพบุรุษ และออกเดินทางกับพี่ชายของเขาในเรือแคนนูขนาดใหญ่ พวกเขาพายเรือออกไปไกลจากชายฝั่งจนถึงมหาสมุทรลึก
มาวอิร่ายคาถาและเหวี่ยงเบ็ดลงไปในทะเล เงียบ… ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในตอนแรก
แต่แล้ว อยู่ ๆ เชือกก็ดึงตึงขึ้นมา แรงต้านมหาศาลทำให้เรือแทบคว่ำ พี่ชายของเขาตะโกน “เจ้ากำลังตกปลาหรือดึงท้องทะเลขึ้นมากันแน่!?”
“ข้าไม่ได้ตกปลา แต่ข้ากำลังดึงแผ่นดินขึ้นมา!” มาวอิใช้พลังทั้งหมดของเขาดึงเชือกขึ้นมา ท้องทะเลสั่นสะเทือน คลื่นสูงซัดกระหน่ำ ฟองน้ำปะทุขึ้นมาจากใต้พื้นสมุทร พี่ชายของเขาจ้องมองด้วยความตกตะลึง
แล้วแผ่นดินขนาดมหึมาก็ค่อย ๆ โผล่ขึ้นจากน้ำ “ดูสิ! เรามีดินแดนใหม่แล้ว!”
พี่ชายของมาวอิไม่อาจอดทนรอได้ พวกเขารีบพายเรือเข้าไปยังแผ่นดินใหม่นั้น และเริ่มตัดแบ่ง ดินแดนอันราบเรียบค่อย ๆ ถูกเปลี่ยนเป็นภูเขาสูง หุบเขาลึก และแม่น้ำคดเคี้ยว
มาวอิมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความผิดหวัง “ถ้าพวกเจ้าอดทน ข้าจะทำให้แผ่นดินนี้ราบเรียบและสมบูรณ์… แต่บัดนี้ พวกเจ้าได้สร้างรอยแผลให้มันไปตลอดกาล”
และแผ่นดินใหม่นั้นก็คือนิวซีแลนด์ (Aotearoa) ซึ่งยังคงมีภูมิประเทศเต็มไปด้วยภูเขาและหุบเขาจนถึงทุกวันนี้
หลังจากทำให้โลกเปลี่ยนไปหลายครั้ง มาวอิก็เริ่มคิดถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทำให้มนุษย์เป็นอมตะ “แม้ข้าจะสร้างแผ่นดินให้พวกเขา และมอบกลางวันที่ยาวขึ้น… แต่หากพวกเขายังคงต้องตาย ทุกสิ่งที่ข้าทำก็ไร้ค่า”
มาวอิรู้ว่ามีเพียงสิ่งเดียวที่ขวางกั้นมนุษย์จากชีวิตนิรันดร์ ฮิเน-นุย-เต-โป (Hine-nui-te-pō) เทพีแห่งความตาย นางคือผู้ที่ควบคุมชะตากรรมของทุกชีวิต ตั้งแต่วันเกิดจนถึงวันสุดท้าย
บรรพบุรุษของเขาเล่าว่า ฮิเน-นุย-เต-โปมีรูปร่างงดงาม แต่มีดวงตาที่ส่องประกายเหมือนอัคคี และมีริมฝีปากที่สามารถบดขยี้ทุกสิ่งให้หายไปในความมืด “ถ้าข้าสามารถทำลายหัวใจของนางได้ มนุษย์จะไม่มีวันตายอีกต่อไป” มาวอิตัดสินใจ “ข้าจะขโมยความตายจากเงื้อมมือของนาง!”
คืนหนึ่ง มาวอิเดินทางไปยังปากทางแห่งยมโลก (the underworld) ที่ซึ่งเทพีฮิเน-นุย-เต-โปหลับใหล ร่างของนางทอดยาวอยู่ใต้แสงดาว เรือนผมของนางไหลลงมาราวกับแม่น้ำ ดวงตาของนางปิดสนิท
มาวอิหยุดยืนมอง ก่อนจะเหลือบไปเห็นสหายของเขาฝูงนกที่ติดตามเขามาเสมอ “จงเฝ้าดูข้า นี่จะเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของข้า!”
เขาค่อย ๆ แปลงร่างเป็นหนอนตัวเล็ก คืบคลานเข้าไปตามร่างของเทพี จุดหมายปลายทางของเขาคือหัวใจของนาง เขาต้องเข้าไปทางปากของนางและทำลายมันจากภายใน
บรรพบุรุษเคยกล่าวว่า เทพีแห่งความตายมีร่างกายที่เงียบสงบเหมือนกลางคืน แต่เมื่อเธอตื่นขึ้นมา นางจะกลายเป็นพายุที่ไม่มีใครสามารถหนีรอด
มาวอิคืบคลานเข้าไปช้า ๆ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น เทพียังคงหลับใหล ไม่มีอะไรผิดพลาด… แต่ทันใดนั้นเอง!
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากเบื้องบน “แฮ่ ๆ ๆ!”
นกที่ติดตามมาวอิอดหัวเราะไม่ได้ พวกมันมองเห็นภาพที่แปลกประหลาด มาวอิ มนุษย์กึ่งเทพผู้ยิ่งใหญ่ กำลังคลานเข้าไปในร่างของเทพีแห่งความตาย ราวกับหนอนตัวเล็ก ๆ!
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีก ดวงตาของฮิเน-นุย-เต-โปพลันเปิดออก!
แสงสีแดงเพลิงสาดออกมาจากดวงตาของนาง ท้องฟ้าสั่นสะเทือน ลมพายุพัดกระหน่ำ เทพีแห่งความตายตระหนักว่ามีผู้บุกรุกอยู่ในร่างของนาง “เจ้ากล้าท้าทายข้าหรือ มาวอิ?”
ก่อนที่มาวอิจะทำอะไรได้ ริมฝีปากของเทพีก็ปิดลง บดขยี้เขาในพริบตา
นกที่เหลือกระพือปีกหนีไปด้วยความหวาดกลัว เสียงกึกก้องของพายุแห่งยมโลกสั่นสะเทือนไปทั่ว
และตั้งแต่นั้นมา… มนุษย์ก็ต้องตาย ไม่มีใครสามารถหลบหนีชะตากรรมนี้ได้อีกต่อไป
มาวอิ ผู้ที่เปลี่ยนแปลงโลกมากมาย พ่ายแพ้ต่อความตาย และสิ่งที่เขาหวังจะทำให้หายไป กลับกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ตลอดกาล

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… แม้แต่ผู้ที่กล้าหาญและทรงพลังที่สุดก็มีขีดจำกัด มาวอิสามารถเปลี่ยนแปลงโลก ทำให้กลางวันยาวขึ้น สร้างแผ่นดินใหม่ และพิชิตพลังแห่งธรรมชาติ แต่สุดท้ายเขาก็พ่ายแพ้ต่อสิ่งที่ไม่มีใครหลบหนีได้ความตาย
มันยังเตือนให้เรารู้ว่าความหยิ่งทะนงและการท้าทายกฎแห่งธรรมชาติอาจนำไปสู่หายนะ มาวอิเชื่อว่าเขาสามารถควบคุมทุกสิ่งได้ แต่สุดท้ายกลับเป็นเขาเองที่ทำให้มนุษย์ต้องตายตลอดกาล
นอกจากนี้ เรื่องราวของเขายังสะท้อนว่าพลังและความสามารถไม่ได้ทำให้ใครเป็นอมตะ แต่การกระทำต่างหากที่หลงเหลืออยู่ แม้มาวอิจะตาย แต่สิ่งที่เขาทำยังคงอยู่กลางวันที่ยาวขึ้น แผ่นดินที่มนุษย์อาศัยอยู่ และตำนานที่เล่าขานมาจนถึงทุกวันนี้
สุดท้าย นิทานเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า ไม่มีใครสามารถเอาชนะทุกสิ่งได้ แม้แต่ฮีโร่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็ต้องมีจุดจบ แต่สิ่งสำคัญคือสิ่งที่เขาทิ้งไว้ให้โลก
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานมาวอิ มนุษย์กึ่งเทพ (อังกฤษ: The Legend of Maui) เป็นส่วนหนึ่งของตำนานพื้นเมืองของชาวเมารี (Māori) ในนิวซีแลนด์ และเป็นเรื่องราวสำคัญในตำนานของชนเผ่าโพลีนีเซียน (Polynesian Mythology) ที่แพร่หลายไปทั่วหมู่เกาะแปซิฟิก
มาวอิ (Maui) เป็นบุคคลกึ่งเทพ (demigod) ที่ได้รับการเล่าขานในตำนานของหลายชนเผ่า ตั้งแต่ฮาวาย (Hawaiian), ตาฮิติ (Tahitian), ซามัว (Samoan) ไปจนถึงเมารีของนิวซีแลนด์ (Māori of Aotearoa) โดยตำนานของเขามีความแตกต่างกันไปบ้างในแต่ละวัฒนธรรม แต่มีแก่นเรื่องคล้ายกัน—เขาเป็นนักเล่นกลอัจฉริยะที่มีพลังเหนือมนุษย์และท้าทายกฎของธรรมชาติ
ในตำนานของชาวเมารี มาวอิเป็นผู้ทำให้กลางวันยาวขึ้นโดยการจับพระอาทิตย์ (Tama-nui-te-rā), ดึงแผ่นดินนิวซีแลนด์ (Aotearoa) ขึ้นจากทะเล และพยายามขโมยความเป็นอมตะจากเทพีแห่งความตาย (Hine-nui-te-pō) แต่ล้มเหลว ทำให้มนุษย์ต้องตายตั้งแต่นั้นมา
เรื่องราวของมาวอิสะท้อนถึงความเป็นนักผจญภัยของชาวเมารี ซึ่งเป็นชนเผ่านักเดินเรือที่เดินทางข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกและตั้งรกรากในดินแดนใหม่ ตำนานของเขาจึงเป็นทั้งเรื่องเล่าเกี่ยวกับพลังของธรรมชาติและคำอธิบายเชิงตำนานเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางโลก เช่น กลางวันที่ยาวขึ้น การกำเนิดของนิวซีแลนด์ และเหตุผลที่มนุษย์ต้องตาย
ตำนานนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานมาวอิ ถูกเล่าขานผ่านปากต่อปากจากรุ่นสู่รุ่น โดยมีบทกวีและเพลงพื้นเมืองของชาวเมารีเป็นสื่อกลาง ก่อนที่จะถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรโดยนักสำรวจและนักมานุษยวิทยาตะวันตกในยุคอาณานิคม ปัจจุบัน ตำนานของมาวอิยังคงเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมเมารี และเป็นสัญลักษณ์ของภูมิปัญญา ความกล้าหาญ และขีดจำกัดของมนุษย์
“ผู้ที่กล้าท้าทายกฎแห่งโลก อาจเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้… ยกเว้นโชคชะตาของตนเอง”