แม่น้ำมาเนาไหลทอดยาวผ่านผืนป่าอเมซอน กระแสน้ำพลิ้วไหวไปตามสายลม ขับขานเสียงแผ่วเบาที่แยกไม่ออกว่าเป็นเสียงของสายน้ำหรือบางสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนน้ำยามค่ำคืน เรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากประเทศบราซิล ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
เตือนผู้คนถึงสิ่งที่อาจรออยู่กลางสายน้ำ ผู้ที่เดินเลียบแม่น้ำในยามค่ำคืนต่างรู้ดีว่ามีบางเสียงที่ไม่ควรตอบรับ แต่เมื่อเสียงนั้นดังขึ้น ไม่ใช่ทุกคนที่จะเลือกหันหลังให้มันได้ทันเวลา กับนิทานพื้นบ้านบราซิลเรื่องตำนานแห่งลาอารา เทพธิดาแห่งสายน้ำ

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านบราซิลเรื่องตำนานแห่งลาอารา เทพธิดาแห่งสายน้ำ
ค่ำคืนหนึ่งในหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมแม่น้ำ ป่าฝนอเมซอนทอดเงาครึ้มใต้แสงจันทร์ สายน้ำมาเนาสะท้อนประกายเงินระยิบระยับ ขณะที่เปลวไฟจากกองไฟเต้นระบำกลางวงล้อมของชาวบ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าขานเรื่องราวที่ส่งต่อกันมานับศตวรรษ เรื่องของลาอารา หญิงแห่งแม่น้ำ ผู้มีเสียงขับร้องงดงามจนสามารถสะกดหัวใจของผู้ที่ได้ยิน
“นางเคยเป็นมนุษย์” ผู้เฒ่ากล่าว ดวงตาทอดมองเปลวไฟอย่างครุ่นคิด
“นางเป็นหญิงสาวที่งดงาม และเสียงของนางก็ไพเราะราวกับเสียงของสายลมบนยอดไม้ ทุกคนที่ได้ยินเสียงของนางต่างหลงใหล แต่แล้วโชคชะตากลับพลิกผัน นางถูกหักหลังและทอดทิ้ง สายตาของนางที่เคยเต็มไปด้วยความหวังกลับกลายเป็นความเศร้าโศก นางเดินลงสู่แม่น้ำ และตั้งแต่นั้นมา นางก็ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป”
เด็ก ๆ ฟังอย่างตื่นตะลึง ขณะที่ผู้ใหญ่บางคนพยักหน้าเงียบ ๆ ราวกับพวกเขาเองก็เคยได้ยินเสียงของนางมาก่อน “ว่ากันว่า หากเจ้าเดินเลียบแม่น้ำในยามค่ำคืน และได้ยินเสียงเพลงหวานที่ไม่มีที่มา จงอย่าหันไปมอง จงอย่าตอบรับ และที่สำคัญที่สุดอย่าตามเสียงนั้นไป”
เสียงกระซิบดังขึ้นรอบกองไฟ บางคนหัวเราะเบา ๆ ขณะที่บางคนกอดอกแน่นด้วยความกังวล ทว่าท่ามกลางผู้ฟัง มีชายหนุ่มผู้หนึ่งที่เพียงแค่ยิ้มเยาะ
“เป็นเพียงนิทานสำหรับเด็กเท่านั้น” เขาพึมพำ พลางโยนกิ่งไม้เข้าไปในกองไฟ
เขาไม่รู้เลยว่า คืนนี้เองที่เสียงเพลงของลาอาราจะขับกล่อมเขาเป็นครั้งแรก
ค่ำคืนเดียวกันนั้น หลังจากงานเลี้ยงเลิกรา ชายหนุ่มเดินออกจากหมู่บ้านโดยลำพัง แสงจันทร์ทอดตัวลงบนแม่น้ำ สะท้อนเป็นระลอกคลื่นราวกับแม่น้ำกำลังหายใจ
เขาก้าวเท้าไปตามเส้นทางที่ทอดขนานกับสายน้ำ เสียงของแมลงกลางคืนและสายลมพัดผ่านยอดไม้ดังเป็นจังหวะ แต่แล้ว… ทุกเสียงก็เงียบลง
ทันใดนั้น เสียงขับร้องหวานเศร้าก็ดังก้องขึ้นจากกลางแม่น้ำ
เสียงนั้นอ่อนโยนราวกับกระซิบข้างหู ท่วงทำนองของมันไหลเวียนไปพร้อมกับสายน้ำ แต่แทนที่จะชวนให้กลัว มันกลับดึงดูดเขาเข้าไปลึกขึ้นทุกที
“ใครกันที่ร้องเพลงอยู่?” เขากระซิบกับตัวเอง
เขาจ้องมองไปที่สายน้ำที่เงียบสงบ ความรู้สึกเย็นเยียบไต่ขึ้นมาตามสันหลัง แต่ขาของเขากลับก้าวไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว
และจากเงามืด เธอก็ปรากฏตัวขึ้น
เบื้องหน้าของเขา หญิงสาวผู้หนึ่งลอยอยู่เหนือผิวน้ำ ผมดำขลับของนางไหลรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสายน้ำ ผิวของนางส่องประกายซีดขาวใต้แสงจันทร์ ดวงตาของนางลุ่มลึกจับจ้องเขาราวกับอ่านใจของเขาได้
“เจ้ามาหาข้าหรือ?” เสียงของนางไม่เพียงดังเข้าหู แต่มันดังก้องอยู่ในหัวของเขา ราวกับไม่ได้ผ่านเพียงโสตประสาท แต่ไหลเวียนไปในสายเลือดของเขาเอง
เขาควรจะวิ่งหนี ควรจะหลับตา ควรจะจำคำเตือนของผู้เฒ่า แต่ตอนนี้ ไม่มีอะไรสำคัญอีกแล้ว นอกจากอยู่ใกล้นาง
เขาก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว น้ำเย็นเฉียบแตะปลายเท้า
ดวงตาของนางทอดมองเขาอย่างอ่อนโยน ริมฝีปากขยับเป็นรอยยิ้มบาง มือของนางยื่นออกมาหาเขา “เจ้าจะอยู่กับข้าหรือไม่?”
เขาเอื้อมมือออกไป รู้สึกถึงผิวที่เย็นเยียบของนาง แล้วบางสิ่งก็ดึงร่างเขาลงไปในน้ำ
เสียงเพลงยังคงดังอยู่รอบตัว แต่บัดนี้มันไม่ได้หวานหอมอีกต่อไป มันเต็มไปด้วยเงาแห่งห้วงลึก

ร่างของชายหนุ่มจมลงไปใต้ผืนน้ำ ความเย็นแทรกซึมเข้ากระดูก สายลมที่เคยพัดผ่านแก้มกลับถูกแทนที่ด้วยสายน้ำที่โอบรัดร่างของเขาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
เขาพยายามจะดิ้นรน แต่แรงกดดันจากน้ำรอบตัวราวกับมือมองไม่เห็นที่ฉุดดึงเขาให้จมลึกลงไป ข้างหน้า ลาอารายังคงยิ้ม มือของนางยังคงเอื้อมมาหาเขา
“อย่าต่อสู้เลย…” เสียงของนางไม่ได้ออกมาจากริมฝีปาก แต่มันดังก้องอยู่ในหัวของเขา นุ่มนวล ราวกับเสียงกระซิบของแม่น้ำ
ดวงตาของเขาจ้องมองนาง หัวใจเต้นแรงระหว่างความหวาดกลัวและความหลงใหล เธอไม่เหมือนใครที่เขาเคยพบ เธอช่างงดงาม ลึกลับ และอยู่เหนือความเข้าใจของเขา
แต่ท่ามกลางม่านน้ำที่มืดลงเรื่อย ๆ เขาเริ่มมองเห็นบางสิ่ง…
เบื้องล่าง เงาของผู้คนมากมายเคลื่อนไหวอยู่ในห้วงน้ำ พวกเขาลอยนิ่งอยู่ในกระแสน้ำ ใบหน้าของพวกเขาว่างเปล่า ดวงตากลวงโบ๋ ร่างกายจมอยู่ในความเงียบชั่วนิรันดร์
“นี่คือ…” ลาอารายังคงมองเขาด้วยสายตาอ่อนโยน แต่ยามนี้ รอยยิ้มนั้นกลับทำให้หัวใจของเขาเย็นเยียบยิ่งกว่าเดิม
เขาเข้าใจแล้ว นางไม่ได้ต้องการเพียงใครสักคน แต่นางต้องการให้เขากลายเป็นหนึ่งในนั้น
“ไม่นะ!” เขาดิ้นรนสุดแรงเกิด มือเอื้อมไปคว้าอะไรสักอย่าง แต่น้ำรอบตัวกลับหนืดราวกับโคลน เขารู้ว่าเขามีเวลาไม่มาก หากเขาไม่หลุดจากตรงนี้ตอนนี้ เขาจะไม่มีวันกลับไปอีกเลย
แต่เธอรู้ทัน “สงบเถิด เจ้าจะไม่มีวันเดียวดายอีกต่อไป…” มือของเธอเอื้อมมาสัมผัสแก้มของเขา แล้วทุกอย่างก็เงียบลง
รุ่งเช้า… หมู่บ้านริมแม่น้ำยังคงเงียบสงบ แต่ชายหนุ่มไม่ได้กลับมา
ผู้คนเริ่มออกตามหา พวกเขาพบร่องรอยเท้าของเขานำไปจนถึงขอบน้ำ และหลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรอีก บางคนบอกว่าเขาจมน้ำ บางคนเชื่อว่าเขาหลงเข้าไปในป่าทึบ แต่ผู้เฒ่าที่เคยนั่งเล่าเรื่องรอบกองไฟ เพียงหลับตาและพยักหน้าอย่างรู้ชะตากรรม
“แม่น้ำเรียกหาเขาแล้ว…”
คืนต่อมา ผู้คนยังคงใช้ชีวิตตามปกติ แต่บางสิ่งเปลี่ยนไป สายลมที่เคยเงียบเหงากลับมีเสียงขับร้องแผ่วเบาล่องลอยมาจากกลางแม่น้ำ
เสียงนั้นคุ้นเคย…
มันเป็นเสียงของลาอารา แต่ครานี้ มีเสียงของชายอีกคนหนึ่งขับร้องเคียงคู่กันไป
ชาวบ้านหลายคนขนลุกซู่เมื่อได้ยิน เพราะพวกเขารู้ว่าเสียงนั้นเป็นของใคร
เขายังคงอยู่… แต่ไม่ได้อยู่ในโลกของพวกเขาอีกต่อไป
เรื่องเล่าถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เตือนเหล่าผู้ที่เดินลัดเลาะเลียบแม่น้ำในยามค่ำคืน “หากได้ยินเสียงเพลงจากแม่น้ำ จงอย่าตอบรับ จงอย่าก้าวตามไป…”
“เพราะเสียงนั้นอาจไม่ได้เรียกเจ้าแต่มันรอที่จะพาเจ้าไปสู่ห้วงลึกที่ไม่มีวันย้อนคืน”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “สิ่งที่เย้ายวนที่สุด มักเป็นสิ่งที่เรารู้จักน้อยที่สุด และเมื่อก้าวตามไป อาจไม่มีวันหวนกลับมา”
ชายหนุ่มถูกล่อลวงด้วยเสียงที่งดงามที่สุดที่เขาเคยได้ยิน แต่แท้จริงแล้ว มันเป็นเสียงของสิ่งที่เขาไม่เคยเข้าใจ ความหลงใหลชั่วขณะทำให้เขาลืมคำเตือน ลืมความเป็นจริง และในที่สุด มันก็นำพาเขาไปยังที่ที่ไม่มีวันกลับ
“บางสิ่งไม่ได้ต้องการให้เจ้าครอบครอง แต่มันเพียงรอให้เจ้าก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมัน” แม่น้ำไม่ได้เรียกหาเขาเพราะต้องการมอบสิ่งใดให้ แต่เพราะมันต้องการอีกหนึ่งเสียง อีกหนึ่งเงา อีกหนึ่งวิญญาณที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของตำนานที่ไม่มีวันสิ้นสุด เช่นเดียวกับความหลงใหลที่ไม่มีวันเติมเต็ม มันไม่ได้ต้องการให้เจ้าพบสิ่งที่ตามหา แต่มันเพียงรอให้เจ้าหลงทาง
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านบราซิลเรื่องตำนานแห่งลาอารา เทพธิดาแห่งสายน้ำ (อังกฤษ: Lara) ตำนานของลาอาราเป็นนิทานพื้นบ้านของบราซิลที่ถูกเล่าขานมาเป็นเวลานานเกี่ยวกับหญิงแห่งแม่น้ำผู้มีเสียงขับร้องล่อลวงผู้คน ตำนานนี้มีรากฐานจากความเชื่อของชนพื้นเมืองในแถบอเมซอน ซึ่งให้ความเคารพแม่น้ำและเชื่อว่ามันมีจิตวิญญาณ หลายเผ่าเล่าว่ามีวิญญาณสายน้ำที่สามารถล่อให้ผู้คนหลงเข้าไปในกระแสน้ำและไม่มีวันกลับมา บางเรื่องเล่ากล่าวว่าลาอาราเคยเป็นมนุษย์แต่ถูกคำสาปให้กลายเป็นวิญญาณของแม่น้ำ ขณะที่บางเรื่องเชื่อว่านางเป็นสิ่งมีชีวิตลี้ลับที่มีอยู่มาตั้งแต่แรก
เมื่อชาวยุโรปโดยเฉพาะชาวโปรตุเกสเดินทางมายังบราซิล ตำนานลาอาราได้รับอิทธิพลจากเรื่องเล่าเกี่ยวกับเซเรนในนิทานยุโรปที่กล่าวถึงหญิงงามผู้ใช้เสียงเพลงล่อลวงกะลาสีให้หลงเข้าไปในท้องทะเล เรื่องเล่าของลาอาราจึงกลายเป็นการผสมผสานระหว่างตำนานพื้นเมืองของบราซิลกับตำนานของโลกตะวันตก ทำให้เกิดเป็นเรื่องราวของหญิงแห่งแม่น้ำที่สามารถสะกดจิตผู้คนด้วยเสียงของนาง
แม่น้ำในอเมซอนเป็นเส้นทางสัญจรหลักของผู้คนในแถบนี้มาตั้งแต่อดีต ผู้ที่ออกเดินทางด้วยเรือในยามค่ำคืนมักได้ยินเสียงประหลาดลอยมาตามสายลม บ้างว่าเป็นเสียงของสัตว์ บ้างว่าเป็นเสียงของแม่น้ำเอง แต่หลายคนเชื่อว่าเป็นเสียงของลาอารา ผู้ที่เผลอไปตามเสียงนั้นอาจไม่มีวันได้กลับมา เรื่องเล่านี้ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นเพื่อเตือนให้ผู้คนระวังอันตรายจากแม่น้ำที่ดูสงบนิ่งแต่ซ่อนความลึกลับเอาไว้
นิทานฉบับนี้ยังคงรักษาแก่นของตำนานลาอาราไว้อย่างครบถ้วนโดยเล่าถึงชายหนุ่มผู้ได้ยินเสียงขับร้องของหญิงสาวกลางแม่น้ำและถูกล่อลวงให้ก้าวเข้าไปสู่โลกของนาง การหายตัวไปของเขากลายเป็นเรื่องเล่าที่ทำให้ชาวบ้านระวังตัวและไม่เดินเลียบแม่น้ำในยามค่ำคืน แม้เวลาจะผ่านไปแต่เสียงขับร้องของลาอาราก็ยังคงดังอยู่เสมอ และผู้คนยังคงเตือนกันว่าหากได้ยินเสียงเพลงจากสายน้ำ จงอย่าตอบรับ เพราะเสียงนั้นอาจไม่ได้เรียกหาแต่รอพาใครบางคนไปสู่ห้วงลึกที่ไม่มีวันย้อนคืน
“สิ่งที่เย้ายวนที่สุด มักเป็นสิ่งที่เราเข้าใจน้อยที่สุด และเมื่อก้าวตามไป อาจไม่มีวันหวนกลับ”