นิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องตำนานเขาทะนาน

ปกนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องตำนานเขาทะนาน

ณ ฝั่งทะเลใต้ที่สายลมแรงยังเก็บเสียงร่ำไห้ไว้ในเกลียวคลื่น มีภูเขาหลายลูกตั้งตระหง่านดั่งผู้เฝ้ามองกาลเวลา บางลูกคล้ายสำเภา บางลูกเหมือนสิ่งของในเรือค้า… และบางลูกเหมือนหัวใจที่ถูกทิ้งไว้กลางน้ำ

ผู้คนเล่าขานเป็นนิทานพื้นบ้านไทยกันมาว่า ที่ตรงนั้นเคยเป็นเพียงเรื่องของคนสามคน กับคำสาปคำเดียว ที่กลายเป็นเงาอยู่ในหินและทะเลจนถึงวันนี้ เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงนิทานแต่คือเสียงของความรักที่กลายเป็นพายุ กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องตำนานเขาทะนาน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องตำนานเขาทะนาน

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องตำนานเขาทะนาน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ บ้านพระม่วง เมืองกันตัง แดนตรังอันอุดมสมบูรณ์ ด้วยสวนหมากรากไม้และเรือหาปลานับสิบลำ มีตายายคู่หนึ่งอาศัยอยู่อย่างเงียบสงบ ถือศีลเคร่งครัด เป็นชาวพุทธผู้มีใจมั่น มีบุตรชายหนึ่งคน หน้าตางาม บริสุทธิ์ดังพระพิมพ์พึ่งขึ้นหิ้ง ขวัญใจของสองตายายและผู้คนรอบบ้าน

วันหนึ่ง ขณะที่ท่าเรือกันตังเต็มไปด้วยเสียงค้าขาย สำเภาจากแดนไกลก็เข้ามาเทียบท่า เจ้าสำเภาเป็นชายต่างชาติผู้ร่ำรวย ผู้คนกล่าวว่าเขาค้าขายเก่งยิ่งกว่าเจ้าสัวใดในแถบทะเลใต้

ตายายพาบุตรไปชมตลาด ครั้นเดินอยู่ในหมู่ฝูงชน เจ้าสำเภาก็เหลือบเห็นบุตรชายตายายเข้าพอดี จึงชะงักฝีเท้า มองเด็กหนุ่มด้วยสายตาลุ่มลึก

“เด็กน้อยผู้นี้ ดวงหน้าอิ่มบุญนัก เสมือนชะตาต้องกันกับข้า…”

ครั้นเห็นความอ่อนน้อมและงามทั้งกายใจของเด็กนั้น เขาจึงเข้าไปพูดคุยกับตายาย ขอรับไว้เป็นบุตรบุญธรรม

ตายายมองหน้ากัน น้ำตาคลอ ทั้งรัก ทั้งห่วง แต่เมื่อนึกถึงอนาคตลูก จึงตัดสินใจยกบุตรให้

“หากเจ้ามีใจเมตตาเลี้ยงดู ให้เขาได้เป็นใหญ่เป็นโต ข้ายินดีจักมอบเขาให้ท่าน”

เจ้าสำเภาประนมหัวน้อมรับ กล่าวคำสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าผู้คน

เด็กชายจากบ้านพระม่วงติดตามเจ้าสำเภาไปยังทะเลกว้าง เรียนรู้การค้าขาย เดินทางไปยังหลายเมือง จนวันเวลาผ่านไปหลายสิบปี เขากลายเป็นชายหนุ่มผู้มั่งคั่ง เฉลียวฉลาด ได้แต่งงานกับบุตรสาวเจ้าสำเภา และใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่ในคฤหาสน์ริมอ่าวใหญ่

แต่ในขณะที่ทองคำพูนโต๊ะ และชีวิตเขาเปล่งปลั่งดุจตะวันรุ่ง ตายายที่กันตังกลับนับวันรอจดหมาย รอเงาของลูก รอเพียงเสียงเรียก “พ่อ” “แม่” อีกสักครั้ง

ฝ่ายภรรยาผู้เป็นหญิงมีใจคิดถึงราก ก็ได้รบเร้าสามีเสมอ “พี่เอ๋ย พี่มิใคร่พูดถึงบ้านเกิดเลย ข้ามิใช่ลูกเขยของเขาหรือ? หรือท่านมิเคยมีพ่อแม่มาก่อน?”

สามีหลบตา เงียบงัน ทว่าเมื่อถูกรบเร้าอยู่หลายครั้งก็จำใจส่งข่าวกลับไปยังบ้านพระม่วง ว่าตนจักกลับมาเยี่ยมในอีกไม่กี่เพลา

ตายายเมื่อได้ข่าว น้ำตาหลั่งดุจฝนเดือนห้า บอกญาติบ้านใกล้ให้ช่วยจัดเตรียม สำรับอาหาร หมูหนึ่งตัวถูกฆ่าด้วยมือตาเอง เพื่อทำหมูย่างตำรับดั้งเดิม

ถึงวันนัด เรือสำเภาของลูกชายก็แล่นมาจอดที่ท่า เรือใหญ่ เฉิดฉายดั่งทองคำเคลื่อนตัวกลางน้ำ แต่ชายหนุ่มผู้เคยเป็นเด็กน้อยในบ้านหลังเก่า กลับส่งลูกเรือไปดูล่วงหน้า

ลูกเรือกลับมารายงานว่า “มีตายายผู้อาภัพนั่งรออยู่ที่เพิงฟาง ดูยากจน แลไม่คู่ควรแก่ท่านเลยขอรับ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายผู้นั้นกลับเฉยชา ไม่แม้แต่จะให้ภรรยารู้ความจริง ขึ้นฝั่งด้วยใบหน้าเรียบเฉย ครั้นพอสองตายายกรูกอดเข้าไปหาด้วยน้ำตา เขากลับเบือนหน้าหนี

“ท่านจำข้าไม่ได้หรือ…ลูกเอ๋ย…” ยายเอื้อมมือคว้าแขนลูกไว้

ชายหนุ่มสะบัดมือออกอย่างไม่ใยดี “ข้าหามีพ่อแม่ยากจนอย่างนี้ไม่”

ความเงียบตกตลบทั้งท่าเรือ ไม่มีใครกล้ากล่าวคำใด

ยายก้มหน้าด้วยความอัปยศ ก่อนกล่าวเสียงสั่น “หากเจ้ามิใช่ลูกของข้า ก็จงไปเถิด…แต่หากเจ้าเป็นเลือดในอกข้าแท้จริง ขอสาปให้เรือนั้นอย่าได้ออกฝั่งอีกเลย จงแตก จงจม จงแหลกดั่งใจแม่”

แต่ถึงอย่างไร นางก็ยังใจอ่อน ยกหมูย่างที่ตั้งใจทำไว้ ให้ลูกเรือเอากลับไปให้เขาบนเรือ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องตำนานเขาทะนาน 2

ขณะสำเภาลำนั้นลอยห่างออกจากฝั่ง ลมก็พลันเปลี่ยนทิศ ฟ้าครึ้มราวม่านดำปิดท้องทะเล เสียงฟ้าร้องดังลั่นสะเทือนพื้นน้ำ ลมกรรโชกแรงจนใบเรือสั่นระรัว พ่อค้า ลูกเรือ และภรรยาของชายหนุ่มต่างตะลึงงัน

“เหตุใดจู่ ๆ ฟ้าพิโรธถึงเพียงนี้… สำเภาแล่นออกไปไม่ได้เลย!”

ลูกเรือหลายคนต่างพร่ำว่าไม่เคยเจอพายุเช่นนี้มาก่อน สำเภาขยับออกเพียงชั่วลำแขน ก็ถูกคลื่นโถมกลับมาที่ฝั่ง น้ำทะเลเดือดพล่าน ราวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ให้เรือลำนั้นเดินหน้าแม้แต่ก้าวเดียว

ชายหนุ่มพยายามสั่งเร่งเครื่อง ดึงสมอขึ้น ปรับใบเรือ แต่ทุกสิ่งพลันขัดขืน ไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหว คลื่นเริ่มกลืนรอบลำเรือ เสียงหวีดลมหอบดั่งเสียงหญิงชราโกรธแค้นก้องรอบตัว

“เจ้าเป็นเลือดในอกข้าจริงหรือไม่… ถ้าใช่ จงอย่าพ้นฝั่งนี้ไป… จงจมในสิ่งที่เจ้าหยิ่งลืมรากเง้า”

ทันใดนั้น สายฟ้าฝ่าเปรี้ยง! ลงกลางเสากระโดงเรือ เสียงดังสนั่น เครื่องตวงสินค้ากลิ้งหล่น ไหข้าวแตกกระจาย ตะบันของภรรยาเขาปลิวไปทางชายฝั่งก่อนจะหล่นปะทะหน้าผา

และแล้ว… เรือสำเภาทั้งลำก็แตกกระจาย ชิ้นไม้ปลิวกระเซ็นเหมือนขนนกในลม คนทั้งลำเรือหายไปพร้อมเสียงสุดท้ายที่ไร้ผู้จดจำ

วันรุ่งขึ้น คลื่นทะเลสงบดังเดิม แต่สิ่งที่เหลืออยู่ไม่ใช่เศษซาก หากคือก้อนหินตั้งอยู่กลางน้ำ รูปทรงคล้ายสำเภาลำใหญ่คว่ำลง ผู้เฒ่าผู้แก่จึงเรียกว่าเกาะเภตรา ส่วนหินทอดยาวที่ชี้จากฝั่งไปกลางทะเลดุจสายสมอที่ยังคล้องไม่หลุด ก็กลายเป็นหินสายสมอ

บริเวณที่ตะบันภรรยาปลิวกระแทกแผ่นหิน ก็กลายเป็นภูเขาเตี้ย ๆ ผู้คนเรียกกันว่าภูเขาบัน บ้างว่าเป็นสัญลักษณ์ของการหักหลังรากเหง้า

หมูย่างที่ยายยกให้ลูกนั้น หาได้อยู่กับเรือไม่ แต่กลับลอยไปตั้งเป็นกองเล็ก ๆ กลางทะเล และกลายเป็นเกาะสุกร ซึ่งภายหลังมีผู้คนไปตั้งถิ่นฐาน

แม้แต่เครื่องตวงสินค้าอย่างทะนาน โพงพาง ป้อย ก็กลายเป็นเนินเขาเล็กใหญ่นามว่าเขาทะนาน, เขาป้อย, เขาแล่ง ตั้งเรียงรายริมฝั่งบ้านมะหงัง

เรื่องราวเหล่านี้ถูกเล่าผ่านผู้เฒ่าผู้แก่สืบมา แม้กาลล่วงเลย ก็ยังไม่มีใครลืมตายายผู้เสียลูกไปกับความเย็นชาของใจคน

และในยามค่ำ หากเงี่ยหูฟังดี ๆ ที่เชิงเขาทะนาน อาจได้ยินเสียงเบา ๆ ของหญิงชราคนหนึ่ง รำพึงซ้ำเพียงคำเดิม…

“ลูกเอ๋ย…ลูกของแม่ เจ้าเห็นแม่บ้างหรือไม่?”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องตำนานเขาทะนาน 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… คนที่ลืมกำพืด ลืมรากเง้าของตนเอง ย่อมไม่มีทางพบความสงบที่แท้จริง แม้จะร่ำรวย มีข้าวของทองคำมากเพียงใด หากหัวใจเย็นชาต่อผู้ให้กำเนิด ก็ยากจะหนีผลของกรรมได้พ้น

ชายหนุ่มในเรื่อง เลือกเกียรติและศักดิ์ศรีจอมปลอม แลกกับการปฏิเสธพ่อแม่ของตน สุดท้ายจึงจมหายไปกับเรือ ท่ามกลางแรงสาปจากคนที่เขาเคยรักที่สุด นิทานนี้จึงมิได้เพียงเตือนเรื่องความกตัญญู แต่ย้ำว่า “รากที่ถูกตัดทิ้ง ย่อมไม่อาจยืนต้นได้นาน”

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องตำนานเขาทะนาน นิทานเรื่องนี้มีต้นกำเนิดจากการเล่าขานของชาวบ้านในพื้นที่ชายฝั่งทะเลฝั่งอันดามัน โดยเฉพาะในเขตบ้านมะหงัง ตำบลทุ่งบุหลัง อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล ซึ่งเป็นบริเวณที่มีภูเขาน้อยใหญ่ตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่ง เรียงรายเป็นกลุ่มอย่างโดดเด่น เช่น เขาทะนาน เขาป้อย เขาแล่ง และยังมีเกาะน้อยใหญ่อย่างเกาะเภตรา เกาะสุกร ที่มองเห็นได้ชัดจากฝั่ง จึงทำให้เกิดเรื่องเล่าท้องถิ่นเพื่ออธิบายว่า “สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร”

แทนที่จะอ้างอิงแต่เพียงปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยา บรรพบุรุษในท้องถิ่นเลือกที่จะเล่าผ่านโครงเรื่องที่มีคุณธรรมและบทเรียนชีวิต ผสมอยู่ โดยใช้โครงสร้างคลาสสิกของนิทานสั่งสอนลูกหลาน นั่นคือการย้ำเตือนถึง “โทษของการลืมบุญคุณพ่อแม่” และ “กรรมที่ตามสนองคนเนรคุณ”

นิทานเรื่องนี้ยังผูกโยงศาสนาพุทธ และวิถีของคนมุสลิมท้องถิ่น เข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบเนียน เช่นการเอ่ยถึงสุเหร่าและตะบัน ที่กลายเป็น “ภูเขาบัน” รวมถึงการกล่าวถึง สำนักสงฆ์ และพระภิกษุที่มาสร้างรูปปั้นไว้ใต้เขาทะนาน ทำให้นิทานเรื่องนี้สะท้อนถึงการอยู่ร่วมกันของชาวไทยพุทธ–มุสลิมในภาคใต้อย่างลึกซึ้ง

“ตำนานเขาทะนาน” จึงมิใช่เพียงเรื่องเล่าที่เอาไว้เตือนใจ แต่ยังเป็น บันทึกทางจิตวิญญาณของชุมชน ที่เชื่อมโยงดิน ฟ้า น้ำ และหัวใจมนุษย์ เข้าด้วยกันผ่านถ้อยคำง่าย ๆ ที่เล่ากันหน้ากองไฟ ตั้งแต่รุ่นปู่ถึงรุ่นหลาน จนถึงทุกวันนี้ที่ภูเขาเหล่านั้นยังตั้งอยู่ เสมือนหลักฐานแห่งคำสาปที่กลายเป็นหิน

“ผู้ที่ปฏิเสธผู้ให้กำเนิด แม้มีเรือใหญ่แล่นกลางทะเล ก็ไม่มีวันถึงฝั่ง”