ในโลกที่ความกล้าหาญมักถูกวัดด้วยพละกำลังและการเอาชนะศัตรู หลายคนอาจลืมไปว่าบททดสอบที่ยากที่สุดคือการรักษาความเยือกเย็นของจิตใจภายใต้ความมืดมิดและเล่ห์เหลี่ยมที่มองไม่เห็น
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึง “โอรสกษัตริย์ผู้ไร้ความกลัว” ผู้ยอมทิ้งความสุขสบายในปราสาทเพื่อออกผจญภัยสู่โลกกว้าง ที่นั่นเขาต้องเผชิญกับพละกำลังของยักษ์ คำสาปของปีศาจ และบททดสอบความอดทนที่พิสูจน์ว่าค่าของคนอาจไม่ได้อยู่ที่ความแข็งแกร่งของแขนเพียงอย่างเดียว กับนิทานกริมม์เรื่องโอรสกษัตริย์ผู้ไร้ความกลัว

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องโอรสกษัตริย์ผู้ไร้ความกลัว
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีโอรสของกษัตริย์องค์หนึ่งซึ่งไม่ปรารถนาจะพำนักอยู่ในปราสาทของพระบิดาอีกต่อไป เนื่องจากพระองค์เป็นผู้ที่ไม่เคยรู้จักความกลัวต่อสิ่งใดเลย เจ้าชายจึงทรงดำริว่า “ข้าจะออกไปสู่โลกกว้าง ที่นั่นเวลาคงไม่ผ่านไปอย่างน่าเบื่อสำหรับข้า และข้าคงจะได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์มากพอ”
เจ้าชายจึงกล่าวลาพระบิดาพระมารดาแล้วออกเดินทางไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ไม่ว่าเส้นทางจะนำพาไปที่ใดพระองค์ก็ไม่ทรงหวั่นเกรง จนกระทั่งวันหนึ่งเจ้าชายเดินทางมาถึงบ้านของยักษ์ตนหนึ่ง ด้วยความเหนื่อยล้าพระองค์จึงนั่งลงพักผ่อนที่หน้าประตูบ้าน
ขณะที่สายตาเฝ้ามองไปรอบ ๆ พระองค์ทรงเห็นของเล่นของยักษ์วางอยู่ที่ลานบ้าน มันคือลูกบอลขนาดยักษ์สองสามลูก และพินไม้ (Nine-pins) ที่สูงตระหง่านเท่าตัวคน หลังจากนั่งมองอยู่พักหนึ่ง เจ้าชายก็นึกสนุกขึ้นมา พระองค์ทรงลุกขึ้นไปตั้งพินไม้เหล่านั้น แล้วเริ่มกลิ้งลูกบอลยักษ์เข้าใส่ เมื่อพินไม้ล้มลงเจ้าชายก็ทรงกู่ร้องด้วยความดีใจและสนุกสนานเป็นที่สุด
ยักษ์ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจึงชะโงกหน้าออกมาทางหน้าต่าง เมื่อเห็นมนุษย์ตัวจ้อยที่ไม่ได้สูงไปกว่าคนธรรมดากำลังเล่นพินไม้ของตน ยักษ์จึงตะโกนถามด้วยความแปลกใจว่า “เจ้าหนอนน้อย! ทำไมเจ้าถึงบังอาจมาเล่นลูกบอลของข้า? ใครให้กำลังเจ้ามาทำเช่นนี้?”
เจ้าชายเงยหน้าขึ้นมองยักษ์แล้วตอบกลับไปว่า “โธ่ เอ๊ย เจ้าคนโง่! เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่ามีเพียงเจ้าเท่านั้นที่มีแขนอันแข็งแรง ข้าสามารถทำได้ทุกอย่างที่ข้าอยากทำนั่นแหละ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ยักษ์จึงเดินลงมาดูเจ้าชายเล่นโยนพินไม้ด้วยความเลื่อมใสยิ่งนัก ก่อนจะเอ่ยว่า “บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย หากเจ้าเก่งกาจถึงเพียงนั้น จงไปเอาแอปเปิลจากต้นไม้แห่งชีวิตมาให้ข้าทีเถิด”

เจ้าชายย้อนถามยักษ์ว่า “เจ้าอยากได้มันไปทำไม?”
ยักษ์ตอบว่า: “ข้าไม่ได้อยากได้มันเพื่อตัวเองหรอก แต่ข้ามีคู่หมั้นที่ปรารถนาจะได้มัน ข้าเดินทางมาทั่วโลกแล้วแต่ก็ยังหาต้นไม้นั้นไม่เจอ”
เจ้าชายจึงรับปากอย่างมั่นใจ “ข้าจะหาให้เจอเอง และข้าก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรมาขวางข้าไม่ให้เด็ดแอปเปิลนั่นลงมาได้”
ยักษ์เตือนด้วยความกังวลว่า “เจ้าเชื่อจริง ๆ หรือว่ามันง่ายขนาดนั้น! สวนที่ต้นไม้นั้นตั้งอยู่ถูกล้อมรอบด้วยรั้วเหล็ก และที่หน้าพระราชวังมีสัตว์ร้ายนอนเรียงรายเฝ้ายามอยู่ พวกมันจะไม่ยอมให้ใครผ่านเข้าไปเด็ดขาด”
เจ้าชายตอบอย่างไม่แยแส “พวกมันจะยอมให้ข้าเข้าแน่นอน”
ยักษ์ยังคงเตือนต่อ “ใช่ แต่ถึงเจ้าจะเข้าไปในสวนได้ และเห็นแอปเปิลแขวนอยู่บนต้น แต่มันก็ยังไม่ใช่ของเจ้าหรอกนะ เพราะมีแหวนวงหนึ่งแขวนอยู่ข้างหน้ามัน ใครก็ตามที่อยากจะเอื้อมมือไปเด็ดแอปเปิล จะต้องสอดมือผ่านแหวนนั้นก่อน และที่ผ่านมายังไม่มีใครโชคดีพอที่จะทำสำเร็จเลย”
เจ้าชายยิ้มแล้วตอบว่า “โชคดีนั้นจะเป็นของข้าเอง”
จากนั้นเจ้าชายก็กล่าวลายักษ์ เดินข้ามภูเขาและหุบเขา ผ่านที่ราบและป่าลึก จนในที่สุดก็มาถึงสวนมหัศจรรย์ ที่นั่นมีสัตว์ร้ายนอนเฝ้าอยู่รอบ ๆ แต่พวกมันกลับก้มหัวลงและหลับสนิท แม้เจ้าชายจะเดินเข้าไปใกล้พวกมันก็ไม่ตื่น พระองค์จึงก้าวข้ามร่างพวกมัน ปีนข้ามรั้ว และเข้าไปในสวนได้อย่างปลอดภัย
ตรงใจกลางสวนนั้นเอง ต้นไม้แห่งชีวิตตั้งตระหง่านอยู่ มีแอปเปิลสีแดงสุกปลั่งเปล่งประกายอยู่ตามกิ่งก้าน เจ้าชายปีนขึ้นไปจนถึงยอด และขณะที่กำลังจะเอื้อมมือเด็ดแอปเปิล พระองค์ทรงเห็นแหวนแขวนอยู่เบื้องหน้า แต่พระองค์ก็สอดมือผ่านแหวนนั้นได้อย่างไม่มีอุปสรรคใด ๆ เมื่อเด็ดแอปเปิลออกมา แหวนวงนั้นก็รัดแน่นเข้าที่แขนของพระองค์ทันที ในชั่วพริบตานั้น เจ้าชายทรงรู้สึกถึงพลังพละกำลังมหาศาลที่ไหลพล่านไปตามเส้นเลือด
เมื่อลงมาจากต้นไม้พร้อมแอปเปิล เจ้าชายไม่ปีนรั้วกลับออกไปอีก แต่พระองค์ตรงไปที่ประตูรั้วเหล็กขนาดใหญ่ แล้วกระชากมันเพียงครั้งเดียว ประตูก็เปิดออกเสียงดังสนั่น สิงโตที่เคยนอนหมอบอยู่ได้ตื่นขึ้นและวิ่งตามพระองค์ไป แต่มันไม่ได้วิ่งตามด้วยความดุร้าย กลับเดินตามอย่างนอบน้อมในฐานะ “นาย” ของมัน
เจ้าชายนําแอปเปิลไปให้ยักษ์ตามสัญญาแล้วพูดว่า “เห็นไหม ข้าเอามาให้ได้โดยไม่มีความยากลำบากเลย”

เมื่อยักษ์ได้รับแอปเปิลที่เจ้าชายนำมาให้ตามสัญญาก็มีความสุขมากที่ความปรารถนาสัมฤทธิผลโดยง่าย มันจึงรีบไปหาคู่หมั้นแล้วมอบแอปเปิลผลนั้นให้แก่นาง นางเป็นหญิงสาวที่ทั้งสวยและฉลาด เมื่อนางมองไม่เห็นแหวนวิเศษที่แขนของยักษ์ นางจึงกล่าวว่า “ข้าจะไม่มีวันเชื่อว่าท่านเป็นคนนำแอปเปิลนี้มาเอง จนกว่าข้าจะได้เห็นแหวนวงนั้นบนแขนของท่าน”
ยักษ์ตอบว่า “ข้าแค่ต้องกลับไปเอาพากลับมาเท่านั้น” มันคิดว่าการแย่งชิงแหวนจากชายที่ดูอ่อนแอกว่าด้วยกำลังเป็นเรื่องง่าย ยักษ์จึงกลับไปหาเจ้าชายและทวงแหวนนั้น แต่เจ้าชายปฏิเสธไม่ยอมให้ ยักษ์จึงขู่ว่า “แอปเปิลอยู่ที่ไหน แหวนก็ต้องอยู่ที่นั่นด้วย! หากเจ้าไม่ให้ข้าด้วยความสมัครใจ เจ้าก็ต้องสู้กับข้าเพื่อแย่งมันไป!”
ทั้งคู่เข้าปล้ำสู้กันเป็นเวลานาน แต่ยักษ์ไม่สามารถเอาชนะเจ้าชายได้เลย เพราะเจ้าชายมีพละกำลังมหาศาลจากเวทมนตร์ของแหวน ยักษ์จึงออกอุบายว่า “ข้าเริ่มรู้สึกร้อนจากการต่อสู้แล้ว และเจ้าก็คงเหมือนกัน เราไปอาบน้ำในแม่น้ำให้ตัวเย็นลงก่อนที่จะเริ่มสู้กันใหม่อีกครั้งเถอะ”
เจ้าชายผู้ไม่รู้จักความคดโกงจึงหลงเชื่อและเดินไปที่แม่น้ำ พระองค์ถอดเสื้อผ้าและถอดแหวนออกจากแขนแล้วกระโดดลงน้ำ ทันใดนั้นยักษ์ก็รีบฉวยแหวนแล้ววิ่งหนีไปทันที! แต่สิงโตที่เฝ้าสังเกตการณ์การโจรกรรมนี้อยู่ได้วิ่งไล่ตามยักษ์ไป มันตะปบแหวนออกจากมือยักษ์แล้วคาบกลับมาคืนให้เจ้านาย
ยักษ์แค้นใจมากจึงแอบไปซุ่มอยู่หลังต้นโอ๊ก ขณะที่เจ้าชายกำลังยุ่งอยู่กับการใส่เสื้อผ้า ยักษ์ก็พุ่งเข้าจู่โจมทีเผลอและ “ควักดวงตาทั้งสองข้าง” ของเจ้าชายออกจนพระองค์บอดสนิท!

ตอนนี้เจ้าชายผู้น่าสงสารยืนอยู่อย่างสิ้นหวัง พระองค์ตาบอดและไม่รู้จะช่วยตัวเองอย่างไร ยักษ์จึงกลับมาหาและแสร้งทำเป็นใจดีจับมือเจ้าชายราวกับจะช่วยนำทาง แต่มันกลับพาเจ้าชายไปที่ยอดหน้าผาสูงชัน ยักษ์ทิ้งเจ้าชายไว้ที่นั่นแล้วคิดในใจว่า “อีกเพียงสองก้าว เขาก็จะตกลงไปตาย และข้าจะได้ชิงแหวนมาเสียที”
แต่สิงโตผู้ซื่อสัตย์ไม่เคยทอดทิ้งนาย มันคาบชายเสื้อเจ้าชายไว้แน่นแล้วค่อย ๆ ดึงพระองค์ถอยหลังกลับมา เมื่อยักษ์กลับมาดูหวังจะเก็บแหวนจากศพ แต่มันก็ต้องพบว่าแผนชั่วพังทลาย ยักษ์คำรามด้วยความโกรธ “ไม่มีวิธีไหนเลยหรือที่จะทำลายไอ้เด็กมนุษย์ที่ดูอ่อนแอคนนี้ได้!” ยักษ์จึงพาเจ้าชายไปยังเหวอีกแห่งหนึ่งโดยอ้อม แต่สิงโตที่มองเห็นแผนร้ายก็ช่วยเจ้านายให้พ้นอันตรายได้อีกครั้ง
เมื่อยักษ์ปล่อยมือเจ้าชายที่ริมเหวและกำลังจะทิ้งไป สิงโตก็พุ่งกระแทกยักษ์อย่างแรงจนยักษ์พลัดตกหน้าผาลงไปกระแทกพื้นจนร่างแหลกละเอียด!
สัตว์ผู้ซื่อสัตย์นำทางเจ้านายกลับมาจากริมเหว และพาพระองค์ไปยังต้นไม้ที่มีลำธารน้ำใสไหลผ่าน เจ้าชายนั่งลงพักผ่อน สิงโตได้ใช้เท้าหน้ากวักน้ำขึ้นมาพรมที่ใบหน้าของพระองค์ เพียงไม่กี่หยดที่โดนดวงตา เจ้าชายก็เริ่มมองเห็นบางอย่าง พระองค์สังเกตเห็นนกตัวเล็กๆ บินมาชนโคนต้นไม้จนบาดเจ็บ นกตัวนั้นบินลงไปอาบน้ำในลำธารแล้วก็บินกลับขึ้นไปบนท้องฟ้าได้อย่างคล่องแคล่วราวกับได้ดวงตากลับคืนมา
เจ้าชายตระหนักได้ว่านี่คือสัญญาณจากพระเจ้า พระองค์จึงก้มลงไปที่ลำธาร ล้างหน้าและชำระล้างดวงตาด้วยน้ำนั้น เมื่อพระองค์เงยหน้าขึ้น ดวงตาก็กลับมาสว่างไสวและชัดเจนยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา เจ้าชายขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับความเมตตา และออกเดินทางต่อไปในโลกกว้างพร้อมกับสิงโตคู่ใจ

เจ้าชายและสิงโตคู่ใจเดินทางมาถึงปราสาทที่ถูกสาป ที่ประตูทางเข้ามีหญิงสาวรูปโฉมงดงามยืนอยู่ แต่ผิวพรรณของนางกลับดำสนิทไปทั้งตัว นางเอ่ยกับเจ้าชายว่า “อา… หากท่านสามารถช่วยข้าให้พ้นจากคำสาปชั่วร้ายที่ครอบงำข้าอยู่ได้”
เจ้าชายถามว่า “ข้าต้องทำอย่างไร?”
หญิงสาวตอบว่า “ท่านต้องพักค้างคืนในโถงใหญ่ของปราสาทต้องมนต์นี้เป็นเวลาสามคืน แต่ท่านต้องห้ามให้ความกลัวย่างกรายเข้าสู่หัวใจของท่าน เมื่อพวกมันทำสิ่งที่เลวร้ายที่สุดเพื่อทรมานท่าน หากท่านทนได้โดยไม่ส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่คำเดียว ข้าจะเป็นอิสระ พวกมันไม่กล้าเอาชีวิตท่านหรอก”
เจ้าชายตอบอย่างมั่นใจว่า “ข้าไม่กลัวหรอก ด้วยความช่วยเหลือของพระเจ้า ข้าจะลองดู”
เมื่อความมืดมาเยือนในคืนแรก เจ้าชายนั่งอยู่ในห้องโถงกว้างใหญ่ ทุกอย่างเงียบสงัดจนถึงเที่ยงคืน ทันใดนั้นเกิดเสียงอึกทึกครึกโครม เหล่าปีศาจตัวเล็กๆ ผุดออกมาจากทุกซอกทุกมุม พวกมันทำเหมือนมองไม่เห็นเขา นั่งลงเล่นการพนันและเริ่มโวยวายหาคนผิดเมื่อฝ่ายตนเสียพนัน “รอเดี๋ยว เจ้าคนที่อยู่หลังเตานั่น ข้าจะไปจัดการมัน”
พวกมันตะโกนก้อง เจ้าชายนั่งนิ่งไม่ไหวติ่ง จนสุดท้ายพวกปีศาจก็รุมกระชากเขาลงกับพื้น หยิก แทง ตี และทรมานเขาอย่างหนัก แต่ไม่มีเสียงหลุดจากปากเขาเลย เมื่อรุ่งเช้าพวกมันก็หายไป หญิงสาวผิวดำนำ “น้ำแห่งชีวิต” มาล้างแผลให้เขาจนความเจ็บปวดหายไปสิ้น และเขาพบคืนนั้นว่า “เท้าของเธอได้กลายเป็นสีขาวแล้ว”
ในคืนที่สอง พวกปีศาจกลับมาอีกครั้งและทรมานเขาหนักกว่าเดิมจนร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล แต่เจ้าชายก็ยังคงนิ่งเงียบจนพวกมันต้องล่าถอยไป เมื่อรุ่งเช้าหญิงสาวมาหาและรักษาเขาอีกครั้ง และคราวนี้เขาดีใจที่เห็นว่า “สีผิวของเธอขาวไล่ขึ้นมาจนถึงปลายนิ้วมือแล้ว”

ในคืนที่สาม ซึ่งเป็นคืนที่เลวร้ายที่สุด พวกปีศาจคำรามว่า “แกยังอยู่อีกเหรอ! แกจะต้องถูกทรมานจนกว่าลมหายใจจะหยุดนิ่ง!” พวกมันทุบตี แทง และเหวี่ยงร่างเขาไปมา กระชากแขนขาทำราวกับจะฉีกร่างเขาเป็นชิ้น ๆ แต่เจ้าชายก็ทนทานต่อทุกสิ่งและไม่ยอมส่งเสียงร้องเลยแม้แต่นิดเดียว ในที่สุดพวกปีศาจก็อันตรธานหายไป เจ้าชายนอนสลบไสลอยู่อย่างนั้นจนหญิงสาวเข้ามาประโคมด้วยน้ำแห่งชีวิต
ทันใดนั้น ความเจ็บปวดทั้งหมดก็มลายหายไป เขารู้สึกสดชื่นและแข็งแรงเหมือนเพิ่งตื่นจากหลับใหล เมื่อเขาลืมตาขึ้น ก็พบกับหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า บัดนี้นางมีผิวพรรณ “ขาวราวกับหิมะและงดงามราวกับแสงตะวัน” นางกล่าวว่า “ลุกขึ้นเถิด และจงกวัดแกว่งดาบของท่านสามครั้งเหนือขั้นบันได แล้วทุกอย่างจะถูกปลดปล่อย”
เมื่อเจ้าชายทำตามนั้น คำสาปทั่วทั้งปราสาทก็สลายไป ทหารและคนรับใช้ต่างปรากฏตัวออกมาแจ้งว่าโต๊ะอาหารในโถงใหญ่ถูกจัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว ทั้งสองจึงนั่งรับประทานอาหารและดื่มฉลองร่วมกัน และในเย็นวันนั้น พิธีอภิเษกสมรสก็ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ท่ามกลางความปิติยินดีของทุกคน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความกล้าหาญที่แท้จริงไม่ได้หมายถึงเพียงแค่พละกำลังทางกายที่เหนือผู้อื่น แต่คือความแข็งแกร่งของจิตใจที่มั่นคงและอดทนต่ออุปสรรคอันยากลำบาก แม้ในยามที่ต้องเผชิญกับเล่ห์เหลี่ยมความทรยศจนต้องตกอยู่ในสภาวะที่มืดแปดด้านและไร้ทางสู้ หากเรายังคงรักษาความซื่อตรงและความอดทนเอาไว้ได้โดยไม่ย่อท้อต่อความเจ็บปวด พลังแห่งความดีและความช่วยเหลือจากมิตรสหายผู้ซื่อสัตย์ก็จะนำพาเราไปสู่ทางสว่างและพบกับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ในท้ายที่สุด
อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องโอรสกษัตริย์ผู้ไร้ความกลัว (อังกฤษ: The King’s Son Who Feared Nothing) นิทานเรื่องนี้มีที่มาจากคอลเลกชันนิทานพื้นบ้านอันเล่มลือของพี่น้องตระกูลกริมม์ (Brothers Grimm) โดยถูกรวบรวมไว้ในหนังสือ “Grimms’ Fairy Tales” ภายใต้ลำดับที่ 121 KHM ซึ่งเป็นการบันทึกเรื่องเล่าสืบต่อกันมาในแถบยุโรปเพื่อสะท้อนถึงค่านิยมด้านความกล้าหาญและการทดสอบจิตใจของมนุษย์
ในเชิงวรรณกรรม นิทานว่าด้วยเรื่องของการผจญภัยเพื่อพิชิตสิ่งของวิเศษและการเอาชนะบททดสอบที่เหนือธรรมชาติ โดยมีลักษณะเด่นคือการใช้ “สิงโต” เป็นตัวแทนของความซื่อสัตย์และการได้รับความช่วยเหลือจากพลังศักดิ์สิทธิ์ผ่าน “น้ำแห่งชีวิต”
แก่นแท้ของเรื่องได้รับอิทธิพลมาจากคติความเชื่อในยุคกลางที่ยกย่องความเป็นอัศวิน โดยเน้นย้ำว่าผู้ที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ได้นั้น จะต้องผ่านการขัดเกลาทั้งทางกายและจิตวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นการเอาชนะยักษ์ (กิเลส) หรือการอดทนต่อการทรมานจากปีศาจ (บททดสอบทางศีลธรรม) เพื่อพิสูจน์ตนเองว่าคู่ควรกับมงกุฎและชัยชนะในตอนท้าย
คติธรรม: “ความแข็งแกร่งที่แท้จริงไม่ใช่เพียงพละกำลังในการปราบยักษ์ แต่คือความทรหดของหัวใจที่มั่นคงพอจะนิ่งเงียบต่อความเจ็บปวด เพื่อปกป้องสิ่งที่ถูกต้องและรอคอยแสงสว่างที่คู่ควร”

