ในอาณาจักรแห่งหนึ่งในดินแดนแอฟริกาตะวันตก มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากไนจีเรีย ว่ามีพระราชาผู้มั่งคั่งและทรงอำนาจ พระองค์ครอบครองสมบัติล้ำค่าที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้ สมบัติที่สามารถเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นงานเลี้ยง เปลี่ยนความอดอยากให้กลายเป็นความอุดมสมบูรณ์
แต่เช่นเดียวกับทุกสิ่งที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์ สมบัตินี้มาพร้อมกับกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัด และหากผู้ใดละเลยกฎเหล่านั้น ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจไม่ใช่พร… แต่เป็นคำสาปที่ไม่มีวันลืมเลือน กับนิทานพื้นบ้านไนจีเรียเรื่องกลองวิเศษของราชา

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไนจีเรียเรื่องกลองวิเศษของราชา
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอาณาจักรอันอุดมสมบูรณ์ของคาลาบาร์ พระราชาผู้ชาญฉลาดและใจกว้างองค์หนึ่งปกครองบ้านเมืองด้วยสันติ พระองค์ไม่ได้เป็นเพียงนักรบที่แข็งแกร่ง แต่ยังเป็นผู้นำที่เข้าใจว่าความสงบสุขมีค่ามากกว่าการทำสงคราม
พระองค์ครอบครองสมบัติอันล้ำค่าที่ไม่มีใครในดินแดนใดเทียบได้กลองวิเศษ
ทุกครั้งที่พระองค์ตีกลองนี้ อาหารและเครื่องดื่มเลิศรสจะปรากฏขึ้นตรงหน้า ซุปเผ็ดร้อน ปลาอบหอมกรุ่น มันเผาทองอร่าม และเหล้าปาล์มรสละมุนล้นออกมาจากภาชนะทองคำ
แต่กลองนี้ไม่ใช่เพียงเครื่องมือแห่งความอุดมสมบูรณ์ มันคืออาวุธแห่งสันติ
เมื่อใดที่มีการทะเลาะเบาะแว้งในหมู่บ้าน พระราชาจะไม่เรียกทหาร แต่จะตีกลองวิเศษ และแทนที่ผู้คนจะจับอาวุธ พวกเขาจะได้ลิ้มรสอาหารและเครื่องดื่มอันแสนโอชะ ความโกรธจางหายไป เสียงหัวเราะแทนที่ความบาดหมาง
แต่อำนาจเช่นนี้ ย่อมมาพร้อมกับเงื่อนไขสำคัญ
หากผู้ครอบครองก้าวข้ามกิ่งไม้ หรือไม้ล้มขวางทาง เวทมนตร์ของกลองจะพลิกผันอาหารทั้งหมดจะเน่าเหม็น และนักรบล่องหนจะปรากฏตัวพร้อมแส้และไม้เรียว เพื่อลงโทษผู้ฝ่าฝืน
พระราชาทรงเคารพกฎนี้เสมอมา พระองค์ใช้กลองอย่างฉลาด และหลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ ที่อาจทำให้ตนเองต้องรับโทษ
วันหนึ่ง ขณะที่พระราชาออกเดินทางไปยังหมู่บ้านใกล้เคียงเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาระหว่างสองเผ่า พระองค์ได้นำกลองวิเศษ ติดตัวไปด้วย ระหว่างทาง พระองค์พบกับชายยากจนคนหนึ่ง ซึ่งมีร่างกายผอมแห้งและดวงตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
“โอ้ พระราชา” ชายคนนั้นกล่าวเสียงแหบพร่า “ข้าหิวโหยและไม่มีอาหารกินมาหลายวัน ท่านช่วยข้าได้หรือไม่?”
ด้วยความเมตตา พระราชาตีกลองทันที อาหารอันโอชะปรากฏขึ้นตรงหน้าชายยากจน เขากินอย่างหิวกระหายและขอบคุณพระราชาด้วยความซาบซึ้ง
แต่ขณะเดียวกัน ดวงตาของเขาก็เต็มไปด้วยความโลภ
“กลองเช่นนี้… หากเป็นของข้า ข้าจะไม่มีวันหิวอีกต่อไป” ชายยากจนแสร้งเป็นอ่อนแอและขอให้พระราชาพักที่กระท่อมของเขาคืนหนึ่ง พระองค์ทรงยอมรับด้วยใจเมตตา แต่เมื่อพระราชาหลับ ชายคนนั้นก็แอบนำกลองวิเศษ ไปซ่อนไว้ แล้วแทนที่มันด้วยกลองธรรมดา
รุ่งเช้า พระราชาเดินทางกลับโดยไม่รู้ตัวว่า สมบัติล้ำค่าของพระองค์ได้ถูกขโมยไปแล้ว

เมื่อชายยากจนได้ครอบครองกลอง เขาดีใจจนแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่ เขาตีกลองครั้งแล้วครั้งเล่า และอาหารก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาทุกครั้ง เขากินจนอิ่ม และเริ่มเชิญชาวบ้านมาร่วมงานเลี้ยง
แต่ความโลภไม่เคยมีขีดจำกัด
จากที่เคยเป็นเพียงชายยากจน เขาเริ่มหลงระเริง เขาไม่แบ่งปันอาหารให้ใครอีกต่อไป และเริ่มคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่กว่าพระราชาเสียอีก
แต่แล้ว วันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังเพลิดเพลินอยู่ในงานเลี้ยง เขาเดินสะดุดกิ่งไม้ที่หักขวางทางโดยไม่ทันสังเกต
ทันใดนั้นเอง อาหารทั้งหมดเน่าเสียในพริบตา กลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว ชาวบ้านที่เคยชื่นชมเขาต่างพากันร้องออกมาด้วยความตกใจ
และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นก็มาถึง… นักรบล่องหนในชุดเกราะดำ ปรากฏตัวขึ้นพร้อมแส้และไม้เรียวในมือ พวกเขาพุ่งเข้าไปหาชายผู้โลภมาก และลงโทษเขาอย่างไร้ปรานี เสียงร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วหมู่บ้าน
กลองวิเศษไม่ได้เป็นพรอีกต่อไป… แต่มันกลายเป็นคำสาป
เมื่อข่าวเรื่องกลองถูกขโมยและนำมาสู่ภัยพิบัติแพร่กระจาย พระราชาก็ได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น พระองค์เดินทางกลับมายังหมู่บ้าน พร้อมกับเหล่าทหารของพระองค์
ชายผู้ขโมยกลองคุกเข่าลง ร่างกายเต็มไปด้วยรอยแผลจากการลงโทษของนักรบล่องหน “ข้า… ข้าทำผิดไปแล้ว ได้โปรดอภัยให้ข้าด้วยเถิด”
พระราชามองเขาด้วยสายตาเย็นชา แต่ก็แฝงด้วยความเข้าใจ “กลองนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อแบ่งปัน ไม่ใช่เพื่อความโลภ” พระองค์กล่าว “เจ้าขโมยมันและใช้มันเพื่อตัวเองเพียงลำพัง เจ้าจึงได้รับผลของการกระทำนั้น”
พระราชาทวงกลองวิเศษคืน และออกคำสั่งให้ชายคนนั้นถูกขับไล่ออกจากอาณาจักร
หลังจากนั้น พระองค์กลับไปใช้กลองตามเจตนารมณ์เดิม เพื่อช่วยเหลือประชาชนและรักษาสันติภาพ
และจากวันนั้นเป็นต้นมา กลองวิเศษกลายเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนรู้ว่า “อำนาจและทรัพย์สมบัติควรถูกใช้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อตัวเอง มิฉะนั้น สิ่งที่เป็นพร อาจกลายเป็นคำสาป”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… อำนาจและความมั่งคั่งเป็นสิ่งที่ควรถูกใช้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อตัวเองเพียงลำพัง พระราชาผู้ชาญฉลาดใช้กลองวิเศษเพื่อสร้างสันติภาพและแบ่งปันความอุดมสมบูรณ์ แต่เมื่อมันตกไปอยู่ในมือของผู้โลภ สิ่งที่เคยเป็นพรกลับกลายเป็นคำสาป
ความโลภนำมาซึ่งหายนะ ชายผู้ขโมยกลองคิดเพียงแต่ประโยชน์ของตัวเอง ไม่แบ่งปัน ไม่เคารพกฎเกณฑ์ จึงต้องพบกับผลลัพธ์ที่เจ็บปวด เพราะทุกการกระทำมีผลของมันเสมอ
สุดท้าย สมบัติที่แท้จริงของผู้นำหรือผู้มีอำนาจ ไม่ใช่สิ่งที่เขาครอบครอง แต่คือวิธีที่เขาใช้มันเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านไนจีเรียเรื่องกลองวิเศษของราชา (อังกฤษ: The King’s Magic Drum) เป็นนิทานพื้นบ้านของชาวเอฟิก (Efik people) จากประเทศไนจีเรีย โดยเฉพาะในแถบคาลาบาร์ (Calabar) ซึ่งเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์เอฟิก นิทานนี้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าดั้งเดิมในแอฟริกาตะวันตกที่สื่อถึงบทเรียนเกี่ยวกับอำนาจ ความโลภ และผลของการกระทำ
เรื่องราวของนิทานเรื่องนี้ สะท้อนถึงแนวคิดของชาวเอฟิกเกี่ยวกับอำนาจและความรับผิดชอบของผู้นำ พระราชาใช้กลองเพื่อรักษาความสงบและแบ่งปันความมั่งคั่ง แต่เมื่อตกไปอยู่ในมือของผู้ที่ไม่รู้จักใช้มันอย่างถูกต้อง กลองก็กลายเป็นสิ่งที่นำหายนะมาสู่เจ้าของ
บางเวอร์ชันเล่าว่าพระราชาได้มอบกลองวิเศษให้เต่า เป็นการดัดแปลงที่ปรากฏในนิทานหลายเวอร์ชันของแอฟริกาตะวันตก เต่ามักเป็นตัวละครที่ฉลาด เจ้าเล่ห์ และรู้จักใช้โอกาสให้เกิดประโยชน์ นิทานลักษณะนี้พบได้ทั่วไปในตำนานของไนจีเรีย กานา และเซเนกัล ซึ่งมักใช้เต่าเป็นตัวแทนของภูมิปัญญาและการเอาตัวรอด แต่ขณะเดียวกันก็ตักเตือนว่าความโลภและความประมาทอาจทำให้แม้แต่ผู้ฉลาดที่สุดต้องพ่ายแพ้
เรื่องราวนี้ยังเชื่อมโยงกับความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับวัตถุเวทมนตร์ที่มีข้อจำกัด เช่น หม้อไม่สิ้นสุด ต้นไม้อัศจรรย์ หรือกลองที่สามารถเสกอาหารได้ ซึ่งปรากฏในนิทานพื้นบ้านของหลายวัฒนธรรมในแอฟริกา แนวคิดนี้สะท้อนว่าทรัพยากรและความมั่งคั่งควรถูกใช้ด้วยความระมัดระวัง มิฉะนั้น สิ่งที่เคยเป็นพร อาจกลายเป็นคำสาปได้
ในปัจจุบัน นิทานเรื่องนี้ยังคงถูกเล่าขานในหมู่ชาวไนจีเรียและประเทศแถบแอฟริกาตะวันตก และยังเป็นที่รู้จักในวรรณกรรมเด็กทั่วโลกในฐานะ นิทานสอนใจเกี่ยวกับคุณค่าของการแบ่งปันและการใช้สติปัญญาอย่างมีความรับผิดชอบ