ปกนิทานกริมม์เรื่องชาวยิวในพุ่มหนาม

นิทานกริมม์เรื่องชาวยิวในพุ่มหนาม

ในโลกที่ความซื่อสัตย์มักถูกเอาเปรียบด้วยความโลภของมนุษย์ และหยาดเหงื่อแรงงานอันยาวนานอาจได้รับผลตอบแทนเป็นเพียงเศษเหรียญที่ไร้ค่า แต่โชคชะตามักมีรางวัลที่คาดไม่ถึงมอบให้แก่ผู้ที่มีจิตใจงดงามเสมอ

มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงช่างรับใช้ผู้มองโลกในแง่ดีที่ได้รับของวิเศษสามประการจากการแบ่งปันเพียงน้อยนิด นำไปสู่การผจญภัยสุดแสบสันและการใช้ดนตรีวิเศษลงโทษคนพาลที่เกือบจะทำให้เขาต้องเผชิญกับจุดจบบนแท่นประหาร กับนิทานกริมม์เรื่องชาวยิวในพุ่มหนาม

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องชาวยิวในพุ่มหนาม

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องชาวยิวในพุ่มหนาม

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีคนหนึ่งมีคนรับใช้ที่ขยันขันแข็งและซื่อสัตย์ที่สุด เขาตื่นก่อนใครและเข้านอนเป็นคนสุดท้ายเสมอ งานไหนที่ยากลำบากและไม่มีใครกล้าทำ เขาจะอาสาเป็นคนแรกโดยไม่เคยปริปากบ่น แถมยังยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่ตลอดเวลา

แต่เศรษฐีผู้เป็นนายกลับเป็นคนขี้เหนียวเจ้าเล่ห์ เมื่อครบหนึ่งปีเขาก็ไม่จ่ายค่าจ้าง โดยคิดในใจว่า “ถ้าไม่จ่าย เขาจะได้ไม่หนีไปไหนและทำงานให้ข้าต่อไป” ชายรับใช้ก็ยังคงทำงานหนักต่อไปจนเข้าปีที่สองและปีที่สามโดยไม่ได้รับเงินแม้แต่แดงเดียว

เมื่อครบปีที่สาม ชายรับใช้ตัดสินใจขอลาออกเพื่อไปเผชิญโลกกว้าง เศรษฐีหน้าเลือดจึงจำใจควักเงินในกระเป๋า แต่เขากลับยื่นเหรียญทองแดงให้เพียง 3 เหรียญ (ปีละ 1 เหรียญ) พร้อมบอกว่า “นี่คือค่าจ้างที่งามที่สุดที่เจ้าจะหาจากนายคนไหนได้อีกแล้ว!”

ชายรับใช้ผู้ใสซื่อไม่ได้รู้เรื่องมูลค่าเงินเลย เขาดีใจมากที่เห็นเงินเต็มกระเป๋า (ในสายตาเขา) จึงออกเดินทางกระโดดโลดเต้นไปตามทาง จนได้พบกับชายร่างเล็ก (คนแคระ) ที่มาดักรอ และขอแบ่งเงิน 3 เหรียญนั้นเพราะเขาเป็นคนจนที่ทำงานไม่ไหวแล้ว ชายรับใช้ผู้มีใจเมตตาจึงมอบเงินทั้งหมดให้ทันทีโดยไม่ลังเล

ชายร่างเล็กประทับใจในความมีน้ำใจจึงมอบพรวิเศษให้ 3 ข้อตามจำนวนเหรียญ ชายรับใช้จึงขอของวิเศษ 3 อย่างคือ:

  1. ปืนยาว ที่ยิงแม่นยำดั่งจับวาง ไม่ว่าเป้าหมายจะอยู่ไกลแค่ไหนก็ไม่เคยพลาด
  2. ไวโอลิน ที่เมื่อเริ่มบรรเลง ใครก็ตามที่ได้ยินจะต้องเต้นระบำอย่างไม่อาจขัดขืนได้
  3. อำนาจวิเศษ ที่หากเขาเอ่ยปากขอร้องอะไรจากใคร คนผู้นั้นจะไม่มีวันปฏิเสธเขาได้เลย
ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องชาวยิวในพุ่มหนาม 2

ชายรับใช้เดินทางต่ออย่างร่าเริงจนไปพบกับชายคนหนึ่งที่มีเคราแพะยาว (เขาคือชาวยิว) ชายคนนั้นกำลังยืนมองนกตัวเล็ก ๆ ที่ส่งเสียงร้องกังวานอยู่บนยอดไม้สูงด้วยความหลงใหลและรำพึงว่า “ถ้านกตัวนั้นเป็นของข้าก็คงดี!” ชายรับใช้จึงพูดว่า “ถ้าแค่นั้นล่ะก็ ข้าจัดให้!” เขาเล็งปืนวิเศษแล้วเหนี่ยวไกเพียงครั้งเดียว

นกตัวนั้นก็ร่วงลงไปติดอยู่ในพุ่มหนามที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคม ชายรับใช้บอกชายคนนั้นว่า “ไปเก็บเอาเองสิเพื่อน!” ชายเคราแพะจึงมุดเข้าไปในพุ่มไม้หนามอย่างทุลักทุเล

ขณะที่ชายคนนั้นกำลังตะเกียกตะกายอยู่กลางดงหนาม ชายรับใช้นึกสนุกจึงหยิบไวโอลินขึ้นมาสี ทันทีที่เสียงดนตรีดังขึ้น ขาของชายในพุ่มหนามก็เริ่มขยับและกระโดดโลดเต้นไปตามจังหวะ

ยิ่งชายรับใช้สีเพลงเร็วเท่าไหร่ ชายคนนั้นก็ยิ่งต้องเต้นระบำรุนแรงขึ้นเท่านั้น หนามแหลมทิ่มแทงไปตามร่างกาย เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง เคราแพะถูกหนามเกี่ยวจนกระจุยกระจาย เขาพยายามร้องขอชีวิตว่า “หยุดเถิดนายท่าน! ข้าไม่อยากเต้นแล้ว!”

แต่ชายรับใช้ยังคงแกล้งต่อพลางคิดว่า “เจ้าเคยเอาเปรียบคนมามากแล้ว ให้พุ่มหนามเอาคืนเจ้าบ้างเถอะ!” จนในที่สุดชายคนนั้นตะโกนบอกว่าจะมอบถุงเงินทองทั้งหมด ให้แลกกับการหยุดดนตรี ชายรับใช้จึงยอมหยุดสีและรับถุงเงินมา แล้วเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี ทิ้งให้ชายเคราแพะยืนแค้นใจและตะโกนสาปแช่งตามหลัง ก่อนจะวิ่งเข้าเมืองไปหาผู้พิพากษาเพื่อฟ้องร้องว่าเขาถูกปล้น!

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องชาวยิวในพุ่มหนาม 3

ชายเคราแพะที่โกรธแค้นรีบวิ่งเข้าไปในเมืองและตรงไปหาผู้พิพากษาทันที เขาแสร้งทำเป็นผู้เคราะห์ร้าย ร้องห่มร้องไห้พลางชี้ให้ดูบาดแผลที่ถูกหนามทิ่มและเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่ง พร้อมกับใส่ร้ายว่า “ใต้เท้า! ข้าถูกเจ้าคนชั่วดักปล้นกลางทาง มันมีทั้งปืนและไวโอลิน มันทำร้ายข้าและชิงถุงเงินทองของข้าไปจนหมด!” ผู้พิพากษาหลงเชื่อจึงสั่งให้ทหารออกตามล่าตัวชายที่พกปืนและไวโอลินทันที

เพียงไม่นานทหารก็พบชายรับใช้กำลังเดินฮัมเพลงอย่างมีความสุข พวกเขาจับกุมตัวเขามาต่อหน้าศาลพร้อมหลักฐานคือถุงเงินทอง ชายรับใช้พยายามอธิบายความจริงว่า “ข้าไม่ได้ปล้นหรือทำร้ายเขาเลย เขาเป็นคนยกเงินให้ข้าเองด้วยความสมัครใจ เพียงเพื่อให้ข้าหยุดสีไวโอลินเท่านั้น!”

แต่คำพูดของเขากลับดูไร้น้ำหนักในสายตาผู้พิพากษา เพราะใครจะเชื่อว่าจะมีคนยอมมอบเงินมากมายขนาดนั้นเพียงเพื่อแลกกับการหยุดดนตรี? สุดท้ายผู้พิพากษาจึงตัดสินโทษขั้นเด็ดขาดให้ประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ ในข้อหาชิงทรัพย์ท่ามกลางเสียงด่าทอซ้ำเติมของชายเคราแพะ

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องชาวยิวในพุ่มหนาม 4

ในวันประหาร ชายรับใช้ถูกพาตัวขึ้นไปบนตะแลงแกง ขณะที่เพชฌฆาตกำลังจะสวมห่วงเชือกเข้าที่คอ ชายรับใช้ได้ใช้พลังจากพรข้อสุดท้ายขอร้องผู้พิพากษาว่า “ก่อนที่ข้าจะตาย โปรดอนุญาตให้ข้าได้สีไวโอลินเป็นครั้งสุดท้ายเถิด”

ชายเคราแพะร้องลั่นด้วยความหวาดกลัวว่า “อย่า! อย่าให้มันเล่นเด็ดขาด!” แต่ด้วยอำนาจวิเศษที่ใครก็ปฏิเสธคำขอของเขาไม่ได้ ผู้พิพากษาจึงยอมอนุญาต

ทันทีที่คันชักสีลงบนสายไวโอลินครั้งแรก ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป! ผู้พิพากษา เลขานุการ เพชฌฆาต และชาวบ้านที่มามุงดูต่างเริ่มขยับตัวตามจังหวะ พอเริ่มสีครั้งที่สอง ทุกคนก็ยกขาขึ้นเต้นรำ และพอครั้งที่สาม ทุกคนก็กระโดดโลดเต้นอย่างบ้าคลั่ง

แม้แต่ฝูงสุนัขในตลาดก็ยังลุกขึ้นยืนสองขาเต้นระบำไปกับเขาด้วย! ยิ่งเล่นเพลงเร็วขึ้น ทุกคนก็ยิ่งกระโดดสูงขึ้นจนหัวชนกัน ร้องโวยวายด้วยความเหนื่อยหอบ

ผู้พิพากษาที่เต้นจนแทบหมดลมตะโกนขึ้นว่า “หยุดเถิด! ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า ถ้าเจ้าหยุดสีไวโอลินเดี๋ยวนี้!” ช่างรับใช้จึงยอมหยุดและลงจากตะแลงแกง เขาเดินไปหาชายคู่กรณีที่นอนหอบอยู่บนพื้นแล้วขู่ว่า “สารภาพมาเดี๋ยวนี้ว่าเงินนี้เจ้าได้มาจากไหน ไม่อย่างนั้นข้าจะเริ่มสีเพลงใหม่!”

ด้วยความกลัว ชายเคราแพะคนนั้นจึงยอมรับสารภาพว่า “ข้าขโมยเงินนั้นมา! ส่วนเจ้าหามาได้อย่างสุจริตแล้ว!” เมื่อความจริงปรากฏ ผู้พิพากษาจึงสั่งปล่อยตัวช่างรับใช้และตัดสินให้ชายเคราแพะจอมโกหกถูกแขวนคอแทนในฐานะหัวขโมยและผู้ใส่ร้ายป้ายสีคนบริสุทธิ์นั่นเอง

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องชาวยิวในพุ่มหนาม 5

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความซื่อสัตย์และความขยันหมั่นเพียรอาจไม่ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าจากมนุษย์ที่คดโกงเสมอไป แต่ความมีน้ำใจและจิตใจที่รู้จักแบ่งปันจะนำพาโชคลาภและพลังที่คาดไม่ถึงมาให้ในยามที่ยากลำบากที่สุด

ขณะเดียวกันความโลภและการใช้เล่ห์เหลี่ยมใส่ร้ายผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนนั้น สุดท้ายจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะความจริงย่อมมีหนทางปรากฏออกมาเสมอ เหมือนกับเสียงเพลงวิเศษที่สามารถสะกดให้คนพาลต้องเผยความนัยและยอมสยบต่อความถูกต้องในที่สุด

อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกเพลิดเพลินได้ข้อคิดดี ๆ อ่านได้ทุกวัย ที่นี่ taleZZZ.com

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานกริมม์เรื่องชายเคราแพะในพุ่มหนาม (อังกฤษ: The Jew Among Thorns) นิทานเรื่องนี้มีรากฐานมาจากเรื่องเล่าพื้นบ้านเยอรมันที่เน้นความขบขันแบบตลกร้ายและการเสียดสีสังคม โดยพี่น้องกริมม์ได้รับอิทธิพลมาจากบทละครในศตวรรษที่ 16 เรื่อง “Dyl Ulenspiegel” และงานเขียนของฮันส์ ซัคส์ ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์ของช่างรับใช้ผู้อดทนแต่ถูกเอารัดเอาเปรียบ อันเป็นชนชั้นที่พบได้ทั่วไปในสังคมยุโรปยุคศักดินาที่มักจะใฝ่ฝันถึงของวิเศษที่จะมาช่วยทวงคืนความยุติธรรมจากเหล่านายทุนหน้าเลือด

ในแง่ของสัญลักษณ์ “ปืน” และ “ไวโอลิน” เป็นตัวแทนของอำนาจและการควบคุม โดยปืนสื่อถึงพลังในการทำลายล้างที่แม่นยำ ส่วนไวโอลินสื่อถึงพลังทางจิตวิญญาณและสุนทรียภาพที่สามารถสะกดให้ศัตรูต้องเผยธาตุแท้ออกมาผ่านจังหวะดนตรี การที่คู่กรณีต้องเต้นระบำท่ามกลางพุ่มหนามแหลมสื่อถึงความเจ็บปวดที่เกิดจากการกระทำของตนเอง ซึ่งเป็นการลงโทษที่สมน้ำสมเนื้อในสายตาของชาวบ้านในยุคนั้นที่ต้องการเห็นความพ่ายแพ้ของผู้ที่ชอบเอารัดเอาเปรียบ

อย่างไรก็ตาม นิทานเรื่องนี้ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นเรื่องการต่อต้านชาวยิว (Anti-Semitism) ซึ่งแฝงอยู่ในบริบททางประวัติศาสตร์ของยุโรปสมัยกลางที่มักสร้างภาพลักษณ์ให้คนกลุ่มนี้เป็นตัวแทนของความโลภหรือพ่อค้าหน้าเลือด พี่น้องกริมม์เพียงแต่บันทึกเรื่องราวตามทัศนคติของคนในยุคสมัยนั้นไว้ ซึ่งในปัจจุบันมักจะมีการตีความใหม่โดยเปลี่ยนตัวละครให้เป็นคนโกงหรือเศรษฐีหน้าเลือดทั่วไป เพื่อเน้นย้ำแก่นเรื่องของการต่อสู้ระหว่างความซื่อสัตย์กับความตลบตะแลงแทน

คติธรรม: “ความซื่อสัตย์อาจถูกบดบังด้วยคำลวง แต่ความจริงจะปรากฏเมื่อเสียงเพลงแห่งความยุติธรรมบรรเลงขึ้น”