ในโลกที่คำอธิษฐานแปรเปลี่ยนเป็นความจริง และพันธสัญญาถูกผูกมัดด้วยอาคมลึกลับกลางป่าทึบที่ไร้ทางออก
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงหัวใจที่พลัดพราก ความผิดพลั้งจากการผิดสัจจะ และการผจญภัยอันยาวนานเพื่อปลดปล่อยเจ้าชายจากเรือนจำเหล็กอาถรรพ์ กับนิทานกริมม์เรื่องเตาเหล็ก

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องเตาเหล็ก
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยุคสมัยที่คำอธิษฐานยังคงมีมนต์ขลังและเป็นจริงได้เสมอ มีเจ้าชายองค์หนึ่งถูกแม่มดใจร้ายร่ายมนต์สาปให้เข้าไปกักขังอยู่ใน “เตาเหล็ก” ขนาดใหญ่เตาหนึ่ง ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางป่าทึบอันมืดมิด พระองค์ต้องติดอยู่ในนั้นนานหลายปีโดยไม่มีใครสามารถช่วยเหลือออกมาได้
จนกระทั่งวันหนึ่ง มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งได้ออกเดินทางและเกิดหลงทางอยู่ในป่าใหญ่ นางพยายามหาทางกลับอาณาจักรของพระบิดาแต่ก็ไร้หนทาง หลังจากพเนจรอย่างโดดเดี่ยวมานานถึงเก้าวัน ในที่สุดนางก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าเตาเหล็กปริศนานั้น ทันใดนั้นเอง มีเสียงดังออกมาจากข้างในเตาถามนางว่า “เจ้ามาจากไหน และจะไปที่ใด?”
เจ้าหญิงตอบด้วยความเศร้าว่า “ข้าหลงทางจากอาณาจักรของเสด็จพ่อ และข้าหาทางกลับบ้านไม่ได้เลย”
เสียงจากข้างในเตาเหล็กจึงเอ่ยข้อเสนอขึ้นว่า “ข้าจะช่วยให้เจ้ากลับบ้านได้อย่างรวดเร็วที่สุด หากเจ้าสัญญาว่าจะยอมทำตามความปรารถนาของข้า ข้าคือโอรสของพระราชาผู้ยิ่งใหญ่กว่าบิดาของเจ้าหลายเท่านัก และข้าต้องการจะแต่งงานกับเจ้า”
เจ้าหญิงตกใจกลัวและคิดในใจว่า “สวรรค์! ข้าจะทำอย่างไรกับเตาเหล็กนี่ได้?” แต่ด้วยความโหยหาที่จะได้กลับบ้านไปหาพระบิดา นางจึงจำใจรับปากตามที่เขาต้องการ
ทว่าเจ้าชายในเตาเหล็กได้กำชับนางว่า “เจ้าจะต้องกลับมาที่นี่อีกครั้ง พร้อมกับนำมีดเล่มหนึ่งติดตัวมาด้วย เพื่อใช้มันขูดจนเป็นรูที่เตาเหล็กนี้”
จากนั้นเจ้าชายในเตาเหล็กก็ส่งข้ารับใช้ลึกลับคนหนึ่งของเขาให้เดินนำทางนางไปโดยไม่พูดจา เพียงสองชั่วโมงเขาก็พานางมาถึงพระราชวังอย่างปลอดภัย ท่ามกลางความดีใจของพระราชาผู้ชราที่ได้พบลูกสาวอีกครั้ง
เมื่อกลับมาถึง เจ้าหญิงมีความทุกข์ใจอย่างยิ่ง นางเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พระบิดาฟังว่า “ลูกต้องทนทุกข์เหลือเกิน! ลูกจะไม่มีวันได้กลับบ้านเลยหากไม่ได้พบกับเตาเหล็กนั่น แต่ลูกถูกบังคับให้ต้องให้คำมั่นสัญญาว่าจะกลับไปหาเพื่อปลดปล่อยเขาและแต่งงานกับเขา”

พระราชาทรงตื่นตระหนกจนแทบสิ้นสติ เพราะทรงมีธิดาเพียงคนเดียว ทั้งคู่จึงปรึกษากันและตัดสินใจจะส่งคนอื่นไปแทน โดยเลือก “ลูกสาวช่างโม่แป้ง” ผู้มีรูปโฉมงดงามมาก พวกเขามอบมีดให้นางและสั่งให้ไปขูดเตาเหล็กแทนเจ้าหญิง หญิงสาวคนนั้นขูดเตาอยู่ยาวนานถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่กลับไม่สามารถขูดให้เศษเหล็กหลุดออกมาได้แม้แต่นิดเดียว
เมื่อแสงเงินแสงทองจับขอบฟ้า เสียงจากในเตาจึงถามว่า “ดูเหมือนข้างนอกจะเช้าแล้วใช่ไหม?”
นางตอบว่า “ข้าก็คิดเช่นนั้น ข้าจินตนาการว่าข้าได้ยินเสียงโรงโม่ของพ่อข้าดังแว่วมา”
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็คือลูกสาวช่างโม่แป้ง! จงกลับไปเดี๋ยวนี้ และบอกให้เจ้าหญิงตัวจริงมาที่นี่!” เสียงในเตาตวาดลั่น
เมื่อนางกลับไปบอกความจริง พระราชาก็ยังไม่ยอมแพ้ ทรงส่ง “ลูกสาวคนเลี้ยงหมู” ซึ่งสวยงามยิ่งกว่าคนแรกไปแทน โดยมอบทองคำให้นางเป็นรางวัล นางเพียรขูดเตาอยู่อีกยี่สิบสี่ชั่วโมงแต่ก็ไม่เป็นผล เมื่อถึงเวลาเช้า เสียงในเตาถามเหมือนเดิม นางเผลอไผลตอบไปว่า “ข้าคิดว่าข้าได้ยินเสียงแตรเป่าเรียกหมูของพ่อข้า”
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็คือลูกสาวคนเลี้ยงหมู! จงไปเสีย และบอกเจ้าหญิงว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามสัญญา มิเช่นนั้นอาณาจักรของนางจะถูกทำลายจนย่อยยับ ไม่เหลือแม้แต่ก้อนอิฐเดียว!” เสียงในเตาตวาดลั่นด้วยความโมโหอีกครั้ง
เจ้าหญิงได้ยินดังนั้นก็น้ำตานองหน้า นางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องรักษาคำพูด นางพกมีดไว้ในกระเป๋าและมุ่งหน้าสู่เตาเหล็กในป่า เมื่อไปถึงนางเริ่มขูดเหล็กอย่างตั้งใจ เพียงแค่สองชั่วโมงผ่านไป นางก็สามารถขูดจนเกิดเป็นรูเล็ก ๆ ได้สำเร็จ
เมื่อนางชะโงกหน้าแอบมองเข้าไปข้างใน นางก็ได้เห็น “ชายหนุ่มที่รูปงามเหลือเกิน ร่างกายของเขาเปล่งประกายด้วยทองคำและอัญมณีล้ำค่า”
จนหัวใจของนางเปี่ยมล้นไปด้วยความปิติยินดี นางจึงเร่งขูดต่อจนรูนั้นใหญ่พอที่เขาจะออกมาได้ และทันทีที่ก้าวออกมา เจ้าชายก็ประกาศว่า “เจ้าเป็นของข้า และข้าเป็นของเจ้า เจ้าคือเจ้าสาวของข้าผู้ที่ปลดปล่อยข้าให้เป็นอิสระ”

เจ้าชายต้องการพานางไปยังอาณาจักรของพระองค์ทันที แต่เจ้าหญิงอ้อนวอนขอไปลาพระบิดาเป็นครั้งสุดท้าย เจ้าชายจึงอนุญาตแต่ได้ตั้งเงื่อนไขที่น่าประหลาดใจว่า “เจ้าห้ามพูดกับพระบิดาเกิน 3 คำเด็ดขาด” สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะคำสาปของแม่มดนั้นยังไม่สิ้นฤทธิ์เสียทีเดียว เจ้าชายเพียงแค่หลุดออกมาจากเตาเหล็กได้ แต่จิตวิญญาณของเขายังคงถูกผูกมัดไว้ด้วย “สัจจะ” หากเจ้าหญิงรักษาสัจจะในเรื่องการพูดไม่ได้ มนต์ดำจะกลับมาทำงานอีกครั้งทันที
ทว่าเมื่อนางกลับไปถึงวัง ความตื่นเต้นและความดีใจทำให้หน้ามืดตามัว นางโผกอดพระบิดาและเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นออกมาอย่างล้นปรี่จนเกิน 3 คำไปไกล ทันทีที่คำที่สี่หลุดออกจากปากอำนาจมืดของแม่มดก็สำแดงผลทันที! เตาเหล็กที่ตั้งอยู่ในป่าหายวับไปราวกับอากาศธาตุ พร้อมกับร่างของเจ้าชายที่ถูกแรงลมประหลาดพัดพาตัวไปไกลแสนไกล
เขาถูกนำไปกักขังไว้อีกครั้งในที่ที่เข้าถึงยากยิ่งกว่าเดิม คือต้องข้ามผ่านภูเขาแก้วที่ลื่นชัน และดงดาบแหลมคม เจ้าหญิงจึงต้องชดเชยความผิดพลาดนี้ด้วยการออกเดินทางตามหาเขาด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตาของนางเอง

เจ้าหญิงเสียใจมาก นางบอกลาพระบิดาและพกเงินเพียงเล็กน้อยออกตามหาเตาเหล็กในป่ากว้างเป็นเวลาเก้าวันจนหิวโหยแทบสิ้นใจ เมื่อตกกลางคืนนางจึงปีนขึ้นไปนอนบนต้นไม้เพราะกลัวสัตว์ป่า ทันใดนั้นนางเห็นแสงไฟริบหรี่ในระยะไกล จึงเดินตามแสงนั้นไปจนพบกระท่อมเล็ก ๆ ที่ปกคลุมด้วยหญ้ารก
เมื่อนางแอบมองผ่านหน้าต่างกลับพบแต่ “เหล่าคางคก” ทั้งตัวเล็กและตัวใหญ่ พร้อมโต๊ะอาหารที่จัดวางด้วยเครื่องเงินอย่างดี นางรวบรวมความกล้าเคาะประตู คางคกตัวใหญ่จึงร้องขึ้นว่า “แม่บ้านตัวเขียวตัวน้อย, แม่บ้านขาเป๋, เจ้าหมาขาเป๋, จงกระโดดไปมา แล้วรีบไปดูซิว่าใครอยู่ข้างนอก”
คางคกตัวน้อยมาเปิดประตูต้อนรับ เจ้าหญิงเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ฟัง คางคกราชาจึงสั่งให้คางคกน้อยไปหยิบ “กล่องใบใหญ่” มา ภายในมีเข็ม 3 เล่ม, ล้อคันไถ และถั่ว 3 ลูก คางคกแม่บอกให้นางนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ข้ามภูเขาแก้วที่ลื่นชัน (ใช้เข็มปักเดิน) ข้ามดาบแหลมคม (ใช้นั่งบนล้อคันไถกลิ้งข้าม) และข้ามทะเลสาบใหญ่ เพื่อกลับไปหาคนรักที่อาณาจักรของเขา

เจ้าหญิงเดินทางจนถึงปราสาทที่เจ้าชายพำนักอยู่ แต่นางพบว่าเขากำลังจะแต่งงานกับหญิงอื่นเพราะคิดว่านางตายไปแล้ว นางจึงสมัครเข้าไปเป็นเด็กล้างจานในวัง เมื่อถึงตอนเย็น นางลองแกะถั่วลูกแรกที่คางคกมอบให้ ปรากฏว่าภายในมี “ชุดฉลองพระองค์ที่งดงามราวกับราชีนี”
เจ้าสาวคนใหม่เห็นเข้าก็อยากได้และขอซื้อ แต่นางตอบว่า “ข้าไม่ขายด้วยเงินทอง แต่ข้าจะมอบให้ หากท่านอนุญาตให้ข้าได้เข้าไปนอนในห้องบรรทมของเจ้าบ่าวหนึ่งคืน”
เจ้าสาวตอบตกลง แต่กลับแอบวางยาพินิจ (ยาที่ทำให้หลับลึก) ในไวน์ให้เจ้าชายดื่ม เจ้าหญิงจึงได้แต่ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ข้างเตียงทั้งคืนว่า “ข้าช่วยเจ้าตอนอยู่ในเตาเหล็กกลางป่า ข้าตามหาเจ้า ข้ามภูเขาแก้ว ดาบแหลมคม และทะเลสาบใหญ่กว่าจะพบเจ้า แต่เจ้ากลับไม่ได้ยินข้าเลย!” เหล่านางรับใช้ที่เฝ้าหน้าประตูได้ยินเสียงร้องไห้นี้และนำไปรายงานเจ้าชายในเช้าวันรุ่งขึ้น
คืนต่อมา นางแกะถั่วลูกที่สองพบชุดที่งดงามยิ่งกว่าเดิม และแลกกับการเข้าห้องบรรทมอีกครั้ง แต่เจ้าชายก็ยังถูกมอมยาและไม่ได้ยินเสียงนาง จนกระทั่งคืนที่สาม นางแกะถั่วลูกสุดท้ายพบชุดที่ถักทอด้วยทองคำบริสุทธิ์ นางแลกเข้าห้องอีกครั้ง คราวนี้เจ้าชายไหวตัวทันและแอบเทยาพินิจทิ้ง เมื่อนางเริ่มร้องไห้และพูดประโยคเดิม เจ้าชายก็ลุกขึ้นกอดนางและกล่าวว่า “เจ้าคือตัวจริง เจ้าเป็นของข้า และข้าเป็นของเจ้า”
ทั้งคู่รีบหนีออกจากปราสาทในคืนนั้น พวกเขาข้ามอุปสรรควิเศษทั้งหมดกลับมายังกระท่อมคางคก แต่เมื่อก้าวเข้าไป กระท่อมกลับกลายเป็น “ปราสาทที่ใหญ่โตและงดงามที่สุด” เหล่าคางคกทั้งหมดพ้นคำสาปกลายเป็นเจ้าชายและเจ้าหญิง ทั้งสองจัดงานแต่งงานอย่างยิ่งใหญ่ และรับเสด็จพระบิดาที่ชราแล้วมาอยู่ด้วยกัน ครองสองอาณาจักรอย่างมีความสุขตลอดไป
หนูตัวหนึ่งวิ่งหนีไป เรื่องราวนี้จบลงแล้ว

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “สัจจะและการรักษาสัญญา” คือบททดสอบที่สำคัญที่สุดของความเป็นมนุษย์ เพราะแม้เพียงคำพูดที่ผิดเพี้ยนไปเพียงเล็กน้อยก็อาจนำมาซึ่งการพลัดพรากและอุปสรรคอันใหญ่หลวงได้
แต่ในขณะเดียวกัน ความผิดพลาดนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการพิสูจน์ “ความพยายามและความรักที่แท้จริง” ที่ต้องอาศัยทั้งความอดทน ความกล้าหาญ และความอ่อนน้อมถ่อมตนในการแก้ไขสิ่งที่ทำผิดไป เพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขที่ยั่งยืนในตอนท้าย
อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกเพลิดเพลินได้ข้อคิดดี ๆ อ่านได้ทุกวัย ที่นี่ taleZZZ.com
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องเตาเหล็ก (อังกฤษ: The Iron Stove) นิทานเรื่องนี้มีรากฐานมาจากเรื่องเล่าพื้นบ้านแถบเยอรมนีที่รวบรวมโดยพี่น้องกริมม์ (Jacob และ Wilhelm Grimm) ลำดับที่ 127 KHM จากคำบอกเล่าของครอบครัวฮักซ์เทาเซินและดอร์เทีย วิลด์ ภรรยาของวิลเฮล์ม กริมม์ ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดเรื่องราวอันเต็มไปด้วยมนต์ขลังนี้
แก่นแท้ของเนื้อเรื่องสะท้อนถึงรูปแบบนิทานประเภท “การออกตามหาเจ้าชายที่สาบสูญ” (The Quest for the Lost Bridegroom) ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับตำนานกรีกเรื่องคิวปิดกับไซกี (Cupid and Psyche) โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของตัวเอกฝ่ายหญิงที่ต้องก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองเพื่อแก้ไขความผิดพลาดในอดีต
นอกจากความสนุกสนาน นิทานเรื่องนี้ยังแฝงไปด้วยสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมยุคเก่า เช่น “เตาเหล็ก” ที่สื่อถึงการกักขังและความโดดเดี่ยว รวมถึงการใช้สิ่งของวิเศษอย่างเข็มและล้อคันไถ ซึ่งเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของชาวบ้านมาเป็นกุญแจสำคัญในการฟันฝ่าอุปสรรคเหนือธรรมชาติในจินตนาการ
คติธรรม: “สัจจะที่รักษาไว้อย่างมั่นคงแม้ในยามยากลำบาก คือแสงนำทางที่จะเปลี่ยนความผิดพลาดให้กลายเป็นความสำเร็จอันเป็นนิรันดร์”

