นิทานพื้นบ้านเกาหลีเรื่องกบสีเขียว

ปกนิทานพื้นบ้านเกาหลีเรื่องกบสีเขียว

สายลมพัดเอื่อยผ่านบึงเล็ก ๆ ท่ามกลางหุบเขา เสียงใบไม้กระทบกันแผ่วเบา ขับกล่อมให้ผืนน้ำสั่นระริกเป็นวงคลื่น ดวงอาทิตย์ยามเย็นฉาบท้องฟ้าเป็นสีส้มทอง เงาสะท้อนบนผืนน้ำพลิ้วไหวราวกับเวลาที่ไม่เคยหยุดเดิน มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากแดนกิมจิ

โดยเรื่องราวเริ่มขึ้น ในมุมหนึ่งของบึง แม่กบสีเขียวนั่งทอดสายตามองลูกของนางที่กระโดดโลดเต้นไปมา หัวใจของนางเต็มไปด้วยความเป็นห่วง นางเฝ้าถามตัวเองเสมอว่าสักวันหนึ่ง… หากนางไม่อยู่แล้ว ลูกของนางจะเป็นอย่างไร แต่ในวันนั้น เมื่อลูกกบยังคงไร้กังวลต่อทุกสิ่ง นางก็ทำได้เพียงถอนหายใจและหวังว่าสักวัน… มันจะเข้าใจ กับนิทานพื้นบ้านเกาหลีเรื่องกบสีเขียว

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเกาหลีเรื่องกบสีเขียว

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านเกาหลีเรื่องกบสีเขียว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ บึงเล็ก ๆ กลางหุบเขา แม่กบสีเขียวอาศัยอยู่กับลูกของนางมานานหลายปี บึงแห่งนี้เงียบสงบ มีต้นไม้สูงให้ร่มเงา ดอกไม้บานสะพรั่ง และแม่น้ำสายเล็ก ๆ ไหลผ่าน แต่ในความเงียบสงบนั้น มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้แม่กบต้องปวดหัวอยู่ทุกวัน นั่นก็คือ “ลูกกบตัวแสบของนาง”

เจ้ากบสีเขียวเป็นกบที่ดื้อรั้นที่สุดในบึง ไม่ว่าแม่จะสอนอะไร มันก็จะทำตรงกันข้ามเสมอ หากแม่บอกให้เล่นบนเนินเขา มันจะกระโดดไปเล่นที่แม่น้ำ หากแม่บอกให้อยู่นิ่ง ๆ มันจะกระโดดไปมาอย่างซุกซน

“ลูกเอ๋ย อย่าร้องเสียงดังนัก เดี๋ยวสัตว์ใหญ่จะมาหา” แต่ลูกกบกลับส่งเสียง “อ๊บ ๆ ๆ ๆ !” ดังกว่าเดิม ราวกับอยากท้าทายโชคชะตา

“อย่ากระโดดไปใกล้แม่น้ำนัก น้ำเชี่ยวมาก เดี๋ยวจะถูกพัดไป” แต่ไม่ทันขาดคำ ลูกกบก็กระโดดลงน้ำทันที

แม่กบถอนหายใจทุกวัน นางรู้ว่าลูกกบของนางแตกต่างจากลูกกบตัวอื่น ๆ ในบึง กบตัวอื่นล้วนเชื่อฟังพ่อแม่ของพวกมัน แต่ลูกของนางกลับตรงกันข้ามเสมอ

คืนหนึ่ง ขณะที่แม่กบนอนอยู่บนใบบัว นางอดกังวลไม่ได้ นางพึมพำกับตัวเองว่า “หากข้าตายไป ลูกของข้าจะเป็นอย่างไร? มันไม่เคยเชื่อฟังข้าเลย แล้วมันจะใช้ชีวิตรอดได้อย่างไร?”

เมื่อนางมองลูกกบที่หลับปุ๋ยอย่างไร้กังวล นางก็ได้แต่ถอนหายใจและหวังว่าสักวันหนึ่ง ลูกของนางจะเปลี่ยนแปลง

แต่วันนั้นจะมาถึงหรือไม่… นางเองก็ไม่อาจรู้ได้เลย

วันเวลาผ่านไป แม่กบเริ่มแก่ลง และร่างกายของนางอ่อนแอลงเรื่อย ๆ ความเครียดและความเป็นห่วงที่สะสมมานาน ทำให้นางป่วยหนัก

ลูกกบเริ่มสังเกตเห็นว่าแม่ของมันไออยู่บ่อย ๆ และไม่มีแรงกระโดดเหมือนก่อน แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังคงเป็นตัวของตัวเอง

วันหนึ่ง แม่กบรู้สึกได้ว่าตนเองอาจไม่มีเวลาเหลืออีกนาน นางตัดสินใจเรียกลูกมากระซิบคำสั่งสุดท้าย “ลูกเอ๋ย… หากแม่ตาย เจ้าจงฝังแม่ไว้… ริมน้ำเถิด”

ลูกกบเบิกตากว้าง มันรู้สึกแปลกใจที่แม่ขอให้ฝังริมแม่น้ำแทนที่จะเป็นบนเขา แต่เพราะมันมักทำตรงข้ามกับสิ่งที่แม่บอกเสมอ มันจึงไม่ได้ถามอะไร

แม่กบมองหน้าลูกเป็นครั้งสุดท้าย แม้ดวงตาของนางจะอ่อนแรง แต่ก็ยังมีรอยยิ้มบาง ๆ “สัญญานะลูก”

“ข้าสัญญา แม่” ไม่นานหลังจากนั้น แม่กบก็จากไป…

ลูกกบสีเขียวมองร่างของแม่ด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง มันรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง นี่เป็นครั้งแรกที่มันอยากเชื่อฟังแม่ อยากทำตามที่แม่บอกอย่างจริงใจ “ข้าจะทำให้ถูกต้อง… คราวนี้ข้าจะไม่ขัดคำสั่งของแม่อีกแล้ว”

มันตัดสินใจทำตามคำพูดของแม่อย่างเคร่งครัด และเพราะแบบนั้นเอง… มันจึงเลือกฝังแม่บนภูเขา

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเกาหลีเรื่องกบสีเขียว 2

ลูกกบสีเขียวนั่งนิ่งอยู่หน้าเนินเขา มองหลุมฝังศพของแม่ด้วยแววตาเศร้า นี่เป็นครั้งแรกที่มันได้อยู่เงียบ ๆ โดยไม่ดื้อรั้นหรือต่อต้านอะไรอีกต่อไป

“แม่… ข้าขอโทษ” มันพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเสียใจ

ที่ผ่านมา มันเอาแต่ทำให้แม่ลำบากใจ ไม่เคยฟังคำสั่งของแม่เลย แต่ตอนนี้ มันอยากทำให้ถูกต้องสักครั้งมันอยากเชื่อฟังแม่จริง ๆ

แม้ว่ามันจะแปลกใจที่แม่ขอให้ฝังร่างของนางไว้ริมน้ำ แต่มันก็แน่ใจว่าแม่คงไม่ได้ต้องการแบบนั้นจริง ๆ หากเป็นเมื่อก่อน มันคงทำตรงกันข้ามตามนิสัยของตนเอง แต่คราวนี้มันเลือกจะทำตามคำสั่งของแม่อย่างซื่อสัตย์

มันจึงฝังแม่ไว้บนภูเขา “ข้ารู้ว่าแม่ต้องการให้ข้าทำตรงกันข้ามเสมอ คราวนี้ข้าจะทำให้ถูกต้องจริง ๆ”

ลูกกบใช้เวลาก่อกองดินให้สูงขึ้น จัดเรียงก้อนหินไว้รอบ ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าหลุมศพของแม่จะอยู่มั่นคงบนภูเขาสูง

เมื่อทำเสร็จ มันมองขึ้นไปบนท้องฟ้า แสงแดดยามเย็นส่องลอดผ่านต้นไม้ เหมือนแสงสุดท้ายของวันกำลังบอกลามัน เช่นเดียวกับที่แม่จากไปแล้วอย่างไม่มีวันหวนคืน

แต่มันไม่รู้เลยว่า การตัดสินใจครั้งนี้คือความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของมัน

ไม่นานหลังจากนั้น ฤดูฝนก็มาถึง

เมฆดำลอยต่ำบดบังท้องฟ้า สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมา ชะล้างใบไม้และไหลลงมาตามลาดเขา ลูกกบสีเขียวนั่งอยู่ริมบึง มองขึ้นไปยังเนินเขาที่มันฝังแม่ไว้

“ฝนตกหนักจัง…”

มันกระซิบเบา ๆ ก่อนที่ฝนจะเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ สายฝนไหลรวมกันเป็นสายน้ำ และเริ่มกัดเซาะดินบนเนินเขา

ทันใดนั้นเอง มันก็ตระหนักถึงบางสิ่งที่มันไม่เคยคิดมาก่อน “แม่คงไม่ได้อยากให้ข้าฝังไว้บนเขาจริง ๆ” หัวใจของมันเต้นแรงเมื่อคิดถึงคำพูดสุดท้ายของแม่

“ถ้าแม่บอกให้ฝังริมแม่น้ำ นั่นอาจหมายความว่า… แม่อยากให้ข้าฝังไว้บนเขาจริง ๆ!” แต่ตอนนี้ มันสายเกินไปแล้ว

สายฝนยังคงกระหน่ำลงมา น้ำเริ่มเซาะกองดินและพัดพาหินที่มันวางไว้หลุดลงมา มันเห็นกองดินค่อย ๆ พังลงไปต่อหน้าต่อตา และรู้ทันทีว่าอีกไม่นาน หลุมฝังศพของแม่จะถูกชะล้างหายไป

ลูกกบรีบกระโดดไปที่เนินเขา พยายามใช้ขาของมันตะกุยดินขึ้นมาใหม่ แต่ฝนก็ยังคงตกหนักลงเรื่อย ๆ มันพยายามอย่างสุดกำลัง แต่ก็ไม่อาจต้านทานพลังของธรรมชาติได้

ในที่สุด น้ำจากยอดเขาก็ไหลบ่าลงมา พัดเอากองดินและทุกสิ่งทุกอย่างลงไปในแม่น้ำ ร่างของแม่… หายไปต่อหน้าต่อตามัน

ลูกกบนิ่งไปชั่วขณะ มันจ้องมองสายน้ำที่เชี่ยวกราก ราวกับหวังว่าแม่จะยังอยู่ตรงนั้น แต่ไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่แล้ว มันรู้แล้วว่าตนเองเข้าใจผิดมาตลอด

ฝนยังคงตกหนัก น้ำตาของลูกกบเริ่มไหลออกมาไม่หยุด “แม่… ข้าขอโทษ…”

เสียงของมันแผ่วเบา ทว่าก็แทรกผ่านเสียงฝนไปได้ มันร้องไห้คร่ำครวญอย่างสุดหัวใจ เฝ้าคร่ำครวญถึงความผิดพลาดของตนเอง

ตั้งแต่นั้นมาทุกครั้งที่ฝนตก กบสีเขียวจะร้องไห้อย่างโศกเศร้า ราวกับยังคงเสียใจต่อความผิดพลาดในอดีต และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมกบสีเขียวถึงร้องเมื่อฝนตก

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเกาหลีเรื่องกบสีเขียว 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… การไม่เชื่อฟังคำสั่งของผู้ใหญ่ อาจนำไปสู่ความเสียใจที่ไม่มีวันย้อนกลับไปแก้ไขได้

ลูกกบที่เคยดื้อรั้น ไม่เคยฟังแม่เลยแม้แต่ครั้งเดียว สุดท้ายเมื่อมันต้องการทำตามคำสั่งของแม่อย่างจริงใจ มันกลับเลือกผิดเพราะความเคยชินในอดีต บางครั้ง เมื่อเรารู้ตัวว่าสิ่งที่ทำมาตลอดเป็นความผิดพลาด ก็อาจสายเกินไปที่จะแก้ไข

นิทานยังสะท้อนว่าเรามักไม่เห็นค่าของสิ่งสำคัญ จนกระทั่งมันจากไปแล้ว ลูกกบเพิ่งสำนึกได้ว่าแม่รักและห่วงใยมันแค่ไหน ก็ต่อเมื่อแม่ไม่อยู่แล้ว ความเสียใจในภายหลังไม่อาจเปลี่ยนแปลงอดีตได้ มีเพียงเสียงร้องของมันที่ดังก้องอยู่ทุกครั้งที่ฝนตก… เป็นสัญลักษณ์ของความอาลัยที่ไม่มีวันจางหาย

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านเกาหลีเรื่องกบสีเขียว (อังกฤษ: The Green Frog) (청개구리 Cheong Gaeguri) เป็นนิทานพื้นบ้านเกาหลีที่มีมาแต่โบราณ และเป็นเรื่องเล่าที่ได้รับความนิยมในหมู่เด็กและผู้ใหญ่ เนื้อเรื่องสะท้อนค่านิยมสำคัญของสังคมเกาหลีเกี่ยวกับความเคารพและการเชื่อฟังพ่อแม่ ซึ่งเป็นคุณธรรมที่ถูกปลูกฝังมาอย่างยาวนาน

เรื่องราวของลูกกบที่ดื้อรั้นและชอบทำตรงกันข้ามกับคำสั่งของแม่ ถูกใช้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการไม่เชื่อฟังอาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เจ็บปวดและไม่อาจแก้ไขได้ ในขณะเดียวกัน นิทานยังอธิบายถึงที่มาของความเชื่อพื้นบ้านเกี่ยวกับเสียงร้องของกบเมื่อฝนตก ซึ่งเชื่อว่าเป็นเสียงของลูกกบที่ยังคงโศกเศร้าต่อความผิดพลาดของตนเอง

ในเกาหลีคำว่า “กบสีเขียว” (청개구리 — Cheong Gaeguri) กลายเป็นสำนวนที่หมายถึง คนที่ชอบทำตรงข้ามกับคำสั่งเสมอ และถูกใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อบรรยายถึงบุคคลที่ดื้อรั้น นิทานเรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องเล่าพื้นบ้าน แต่ยังสะท้อนความเป็นจริงของมนุษย์ ที่บางครั้งอาจตระหนักถึงความผิดพลาดของตนเองเมื่อสายเกินไป และทำให้เข้าใจถึงคุณค่าของการฟังและการเคารพผู้อื่นก่อนที่จะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต

“อย่ารอให้สายเกินไป กว่าจะรู้ว่าควรเชื่อฟัง คนที่รักเราที่สุด… อาจไม่มีวันอยู่ให้เราทำตามอีกแล้ว”