แผ่นดินบางผืนไม่มีเงาไม้ให้หลบแดด ไม่มีเงาคนให้หลบความเหงา บางเส้นทางร้อนเกินกว่าจะเรียกว่าเดินทาง แต่มันก็ไม่มีทางอื่นให้เลือก และบางรัก เหนื่อยเกินกว่าจะกอด แต่ก็ไม่เคยคิดจะทิ้ง
เรื่องราวนิทานพื้นบ้านไทย ณ แดนอีสาน เล่าถึงในทุ่งแห้งผืนนั้น จึงไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมีคนไม่รัก แต่มันเกิดขึ้นเพราะคนที่รัก… ไปไม่ทัน และบางคำที่ไม่ได้พูดไว้ตอนอยู่ด้วยกัน ก็ไม่มีใครพูดให้แทนได้อีกเลย กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องปู่ปะหลาน

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องปู่ปะหลาน
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว แดดยามสายแผดเผาราวกับจะต้มเลือดคนเดินเท้าให้เดือด ทุ่งที่ทอดยาวไร้จุดจบนี้คือ “ทุ่งกุลาร้องไห้” ดินแดนแห้งแล้งทุรกันดารที่ยาวนักกว้างนัก
ชายชรากับหลานน้อยสองคนเดินลัดเลาะไปท่ามกลางความร้อนที่ไม่มีร่มไม้ให้พิง ไม่มีเงาใดให้พัก
ฝ่าแดด ฝ่าลม ฝ่าความเหนื่อยอ่อน ทั้งสองเดินเรื่อยไปด้วยใจที่มีเพียงคำว่า “ต้องไปให้ถึง”
แต่เมื่อย่างเข้าเที่ยง ความเหนื่อยล้าเริ่มครอบงำโดยเฉพาะกับเด็กน้อย
ร่างเล็กเริ่มซวนเซ ดวงตาพร่ามัว ปากแห้งแตกระแหง น้ำเสียงงัวเงียเริ่มกลายเป็นเสียงสะอื้น
“ปู่… เมื่อใดสิฮอดบ้าน…” เสียงเบา ๆ ดังขึ้นจากปากเด็กที่แทบจะไม่เหลือแรงพูด
ปู่เหลียวมองหลานด้วยใจสั่น มือเหี่ยวย่นลูบหัวเด็กเบา ๆ แต่ก็รู้ดีว่าหากหยุดเดินตอนนี้ จะไม่มีน้ำให้หลาน และเขาเองก็อ่อนแรงเกินกว่าจะเดินย้อนกลับ
จึงจำต้องตัดใจ ปู่นำผ้าขาวม้าเก่าผืนเดียวที่ติดตัว มาห่อร่างหลานให้แน่นหนา แล้วอุ้มไปวางไว้ใต้พุ่มไม้ต้นหนึ่งที่พอมีร่มเงารับแดดจ้าได้บ้าง
เขาก้มลงกระซิบเบา ๆ ข้างหูเด็กน้อย “หลานเอ้ย หลับก่อนเด้อ ปู่สิเซาเซินน้ำมาให้… อย่าตื่นหนีปู่เด้อ”
จากนั้นปู่ก็หันหลังเดินจากไป ตาไม่กล้ามองย้อน เสียงฝีเท้าแผ่วเบา รอยเท้าทิ้งไว้บนผืนดินแตกระแหง
เวลาผ่านไปไม่รู้กี่นาที หรืออาจเป็นชั่วโมง เด็กน้อยก็ตื่นขึ้นมาด้วยเสียงลมหายใจตัวเอง ตาเล็ก ๆ มองไปรอบตัว ไม่มีเงาปู่ ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีแม้แต่คำสัญญาใด ๆ
“ปู่… ปู่ไปไส…” เด็กน้อยร้องเรียกเสียงสั่น พลางขยับตัวช้า ๆ ออกจากผ้าขาวม้าที่ห่อไว้ ความกลัว ความหิว ความร้อน และความเข้าใจผิด เริ่มเกาะกินใจดวงเล็ก
“ปู่บ่ฮักหลานแล้วบ้อ… ปู่ป๋าหลานไว้… ปู่ป๋าหลาน… ปู่ป๋าหลานไว้…”
เสียงเด็กพร่ำซ้ำ ๆ เหมือนคนละเมอ ดวงตาเริ่มแดง ร่างเล็กเดินโซซัดโซเซออกจากพุ่มไม้
ดวงอาทิตย์ยังอยู่กลางฟ้า แต่แสงแดดตอนนี้ไม่เหมือนเดิม มันเหมือนมีน้ำหนักที่กดตัวเขาไว้กับพื้นทุกฝีก้าว
เขาเดินไปตามทิศทางที่ไม่แน่ใจ เพียงเพื่อหวังว่าปู่จะอยู่ตรงหน้า หรือตรงข้าง หรือแม้แต่ตรงหลัง
แต่มันไม่มีเลย
บางช่วง เขาหยุดเพื่อสะอื้น บางช่วงก็ล้มลงกับพื้น บ่นเบา ๆ กับลม
“ปู่… หลานเจ็บ หลานบ่ไหวแล้วเด้อปู่”
จนกระทั่งขาเล็ก ๆ หยุดเดินเองโดยที่สมองไม่ได้สั่ง เด็กน้อยล้มลงกลางดินแห้ง ดวงตาค้างมองฟ้า ริมฝีปากแห้งไม่มีแรงขยับเสียงอีกต่อไป
เสียงพร่ำ “ปู่ป๋าหลาน” ยังค้างอยู่ในลม… แม้เจ้าของเสียงจะเงียบไปแล้วก็ตาม

อีกด้านหนึ่งของทุ่ง ปู่เดินเร่งเท้าเต็มกำลัง แม้หลังจะโก่ง แม้เท้าจะสั่น พอเห็นหลังคาเรือนปลายตีนบ้าน น้ำตาที่อั้นไว้พลันรื้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
เขาเข้าไปในหมู่บ้าน ร้องขอน้ำจากชาวบ้านด้วยเสียงที่แหบพร่า คนในบ้านเมื่อเห็นชายชราเต็มไปด้วยฝุ่นดิน ก็เร่งนำบั้งทิงมาตักน้ำให้อย่างไม่รีรอ
ปู่ก้มลงซดน้ำเพียงคำเดียวแล้วรีบตักใส่บั้งทิงจนเต็ม ก่อนจะหอบกลับด้วยสองมือที่สั่นระริก ใจคิดเพียงอย่างเดียว ให้ทัน ให้เร็ว ให้ถึงหลานก่อนที่แสงแดดจะกินแรงเขาทั้งหมด
แต่เมื่อเขากลับมาถึงพุ่มไม้ที่เคยวางหลานไว้ใต้ร่ม ไม่มีเสียง ไม่มีร่าง ไม่มีรอยใดที่เคยมี หัวใจปู่หายวาบ มือที่ถือบั้งทิงหลุดจากแรงจับจนเสียงน้ำกระเซ็นใส่พื้น
“หลาน… หลานเอ้ย…” เสียงปู่สั่นสะท้านขณะตะโกนออกไปทั่วทุ่ง
เขาออกเดินหาอย่างไร้ทิศทาง สายตากวาดไปตามแนวพุ่ม ตามรอยเท้า ตามเงาแดดที่ไหว จนในที่สุด เขาก็เห็นร่างเล็ก ๆ นอนแน่นิ่งอยู่กลางแดดร้อนเปรี้ยง
“หลานเอ้ยยยยย…”
เสียงปู่กึกก้องกว่าลม เสียงสะอื้นดังยิ่งกว่าเสียงทุ่งที่เงียบสนิท
เด็กน้อยนอนแน่นิ่ง ใบหน้าเล็กมีรอยมดไต่ แมลงไชเข้าไปตามรูจมูก ตามหู และมุมปาก ร่างเล็กที่เคยร้อน กลับเย็นเฉียบเหมือนไร้ลมหายใจ
ปู่ทรุดลงข้าง ๆ อุ้มร่างนั้นขึ้นมาช้า ๆ เหมือนกลัวจะทำให้แตกสลายยิ่งไปกว่านี้ ดวงตาของชายชราไม่เหลือหยดน้ำใดจะร้องอีก มีเพียงหัวใจที่เต้นช้าลงทีละน้อย คล้ายจะแตกตามไปด้วย
ปู่ค่อย ๆ อุ้มร่างหลานกลับไปยังตีนบ้าน น้ำหนักนั้นแม้เบา แต่หัวใจของเขาหนักจนแทบเดินไม่ไหว
คนในหมู่บ้านเมื่อเห็นต่างพากันนิ่งเงียบ ไม่มีผู้ใดเอื้อนคำ มีเพียงสายตาที่มองปู่กับร่างหลานอย่างรู้ว่าควรเงียบไว้
ปู่ไม่กล่าวโทษใคร ไม่ร่ำร้อง ไม่ร้องขอ เพียงแต่ขุดดินตรงชายบ้านแห่งหนึ่ง ฝังหลานน้อยไว้ใต้เงาไม้ ใต้พุ่มไม้ที่อ่อนกว่าแดด แต่ไม่อ่อนกว่าใจคนที่จากไป
เมื่อวันเวลาผ่านไป หมู่บ้านนั้นจึงเริ่มเรียกพื้นที่ตรงนั้นว่า “บ้านป๋าหลาน” คำว่า “ป๋า” ภาษาอีสานนั้น แปลว่าทิ้ง และหลาน ก็คือผู้ถูกทิ้ง
แม้ไม่มีใครรู้ว่าเหตุใดจึงทิ้ง แต่เสียงร่ำไห้ของวันนั้นยังไม่จางไปจากลม ชื่อจึงค่อยเพี้ยนเป็น “บ้านปะหลาน” และยังคงอยู่จนถึงวันนี้
ไม่มีใครจำหน้าปู่ ไม่มีใครจำเสียงหลาน แต่ทุกคนจำได้ว่า เคยมีคนหนึ่งแบกความรักไว้ทั้งชีวิต แล้วเสียมันไปเพียงเพื่อจะกลับมาพร้อมน้ำหนึ่งบั้ง
ต่อมาเมื่อมีความเจริญขึ้นตรงบริเวณนั้น บริเวณบ้านแห่งนั้นก็ถูกเรียกว่าเป็นบ้าน ปะหลาน ซึ่งหมายถึงบริเวณบ้านที่ปู่นั้นได้พบกับศพของหลานนั่นเอง บริเวณนี้เรียกว่าบ้านป๋าหลาน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความรักแม้จะจริงแท้เพียงใด หากเดินช้ากว่าความเปราะบางของชีวิต ก็อาจไม่ทันให้ใครรับรู้ ปู่ไม่ได้ทอดทิ้งหลานเพียงแค่กลับมาช้ากว่าความตายเล็กน้อย และหลานก็ไม่ได้โกรธปู่เขาแค่อยากให้คนที่เขารักอยู่ข้างเขาในวันที่กลัวเกินจะเข้าใจเหตุผล
เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องของใครผิดหรือใครพลาด แต่คือคำเตือนว่า “เจตนาดี” อาจไร้ความหมาย หากเราไปถึงหลังน้ำตาไหลหยดสุดท้าย และอย่าทิ้งลูกหลานที่ทุ่งกุลา
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องปู่ปะหลาน มีต้นเค้ามาจากภูมิปัญญาพื้นบ้านในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านที่ชื่อว่า “บ้านปะหลาน” ซึ่งเชื่อกันว่านิทานเรื่องนี้เป็นคำอธิบายของชาวบ้านรุ่นเก่าในการบอกเล่าที่มาของชื่อหมู่บ้านนั้น
นิทานเรื่องนี้ถือเป็นนิทานภูมิศาสตร์พื้นถิ่น แบบหนึ่ง ที่ใช้เรื่องเล่าทางอารมณ์และเหตุการณ์สะเทือนใจเพื่อ “อธิบายการตั้งชื่อสถานที่” หรือ “ความหมายแฝงในชื่อหมู่บ้าน” เช่นเดียวกับนิทานเรื่องอื่น ๆ ที่ใช้ความเศร้า หรือปาฏิหาริย์ มาเป็นรากของความเชื่อ
คำว่า “ปะหลาน” มาจากคำว่า “ป๋าหลาน” ซึ่งคำว่า “ป๋า” ในภาษาอีสานหมายถึง “ทิ้ง” ส่วน “หลาน” ก็คือเด็กที่ผู้เป็นปู่ดูแล การที่ชาวบ้านเรียกพื้นที่บริเวณนั้นว่า “บ้านป๋าหลาน” จึงมีรากจากโศกนาฏกรรมของเด็กที่เสียชีวิตจากการเข้าใจผิดว่า “ปู่ทิ้ง” แม้ความจริงจะตรงกันข้ามก็ตาม
เรื่องเล่านี้มักจะถูกถ่ายทอดผ่านลำกลอนพื้นบ้าน หรือคำสอนของคนเฒ่าคนแก่ เพื่อให้เด็กรุ่นหลังเข้าใจคุณค่าของความผูกพันระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก และเตือนถึงความเปราะบางของความเข้าใจในช่วงเวลาคับขัน
นิทานปู่ปะหลานนอกจากจะสะท้อนภาพของความรัก ความเสียสละ และความพลาดพลั้ง แล้วตำนานนี้ยังเป็นหลักฐานทางวัฒนธรรมว่าน้ำใจของผู้เฒ่าในยุคก่อน แม้จะไม่มีมาก แต่ก็ให้จนหมด เพียงแต่ว่าบางครั้ง… โลกก็ไม่รอให้เรากลับมาทัน
“รักที่แท้… ถ้ามาช้าเพียงก้าวเดียว ก็อาจกลายเป็นความเจ็บที่ไม่มีใครรอฟัง”