ในโลกที่โชคลาภมักมาพร้อมบททดสอบใจ ความอยากรู้อยากเห็นและความโลภอาจพรากทุกอย่างไปจากเราได้ในพริบตา หากเราหลงลืมคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับโอกาสที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงชาวประมงที่พบปาฏิหาริย์จากปลาทองคำ จนนำไปสู่การถือกำเนิดของลูกชายฝาแฝดตัวทองคำผู้ต้องออกเดินทางพิสูจน์คุณค่าแท้จริงของตนเองภายใต้ชุดหนังหมีที่ซอมซ่อ กับนิทานกริมม์เรื่องเด็กน้อยทองคำ

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องเด็กน้อยทองคำ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสามีภรรยาผู้ยากไร้อาศัยอยู่ในกระท่อมหลังเล็ก ๆ พวกเขาหาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลาแบบวันต่อวัน วันหนึ่งขณะที่ชายผู้เป็นสามีนั่งเหวี่ยงแหอยู่ริมน้ำ เขาได้ลากเอา “ปลาที่ทำจากทองคำแท้ทั้งตัว” ขึ้นมาได้!
ในขณะที่เขากำลังตะลึง ปลาตัวนั้นก็พูดขึ้นว่า “ฟังนะชาวประมง ถ้าเจ้าปล่อยข้ากลับลงน้ำ ข้าจะเนรมิตกระท่อมซอมซ่อของเจ้าให้กลายเป็นปราสาทสุดหรูหรา” ชาวประมงถามกลับว่า “จะมีปราสาทไปทำไมล่ะ ถ้าข้าไม่มีอะไรจะกิน?”
ปลาทองตอบว่า “ไม่ต้องห่วง ในปราสาทจะมีตู้กับข้าววิเศษ แค่เจ้าเปิดมันออก ก็จะมีอาหารเลิศรสปรากฏขึ้นตามที่เจ้าต้องการ แต่มีข้อแม้เพียงอย่างเดียว… ห้ามบอกใครเด็ดขาดว่าโชคลาภนี้มาจากไหน ถ้าเจ้าหลุดปากแม้แต่คำเดียว ทุกอย่างจะมลายหายไปทันที”
ชาวประมงยอมตกลงและปล่อยปลาไป เมื่อเขากลับบ้านก็ต้องขยี้ตา เพราะกระท่อมเก่ากลายเป็นปราสาทไปแล้ว! ภรรยาของเขาในชุดสวยงามดีใจมาก แต่พอเริ่มหิว ชาวประมงก็โชว์ตู้กับข้าววิเศษที่มีทั้งเค้ก เนื้อ และไวน์วางเรียงราย
ภรรยาเริ่มสงสัยจึงถามว่า “พี่ไปเอาความรวยนี้มาจากไหน?” ชาวประมงตอบว่า “อย่าถามเลย ข้าบอกไม่ได้ ถ้าบอกไปโชคจะหายหมด”
แต่ฝ่ายภรรยาก็ไม่ยอมแพ้ เธอเซ้าซี้ทั้งวันทั้งคืนจนสามีตบะแตกเล่าเรื่องปลาทองให้ฟัง… ทันใดนั้น! ปราสาทก็หายวับไป พวกเขากลับไปนั่งอยู่ในกระท่อมรูหนูเหมือนเดิม
โชคชะตาเล่นตลก เพราะต่อมาชาวประมงก็จับปลาทองตัวเดิมได้อีกเป็นครั้งที่สอง! ปลาทองใจดีให้โอกาสอีกครั้งพร้อมคำเตือนเดิม แต่สุดท้ายภรรยาที่ขี้สงสัยเกินเหตุเสียจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ก็บีบคั้นจนสามียอมคายความลับออกมาอีกจนได้ และแน่นอนว่าปราสาทก็หายไปเป็นครั้งที่สอง
จนกระทั่งครั้งที่สามที่เขาจับปลาได้ ปลาทองตัวเดิมกล่าวว่า “ข้าเห็นแล้วว่าข้าคงต้องตกอยู่ในกำมือเจ้าแน่ ๆ เอาอย่างนี้… จงเอาข้ากลับบ้านไปแล้วสับเป็น 6 ชิ้น ให้ภรรยาเจ้ากิน 2 ชิ้น, ให้ม้ากิน 2 ชิ้น และอีก 2 ชิ้นจงฝังไว้ในดิน แล้วพวกเจ้าจะได้รับพร”
ชาวประมงทำตามนั้น และปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น
จากดิน มีดอกลิลลี่ทองคำ 2 ดอกผุดขึ้นมาอย่างงดงาม
จากม้า แม่ม้าออกลูกเป็นลูกม้าตัวทองคำ 2 ตัว
จากภรรยา เธอให้กำเนิด “เด็กชายฝาแฝดที่มีร่างกายเป็นทองคำแท้” ทั้งคู่

เมื่อเด็กน้อยทองคำเติบโตขึ้น พวกเขาก็กลายเป็นหนุ่มรูปงาม โดยมีดอกลิลลี่ที่ปลูกไว้เป็นเครื่องหมายแทนชีวิต พวกเขาบอกพ่อว่า “พวกข้าจะออกไปเผชิญโลกกว้าง หากดอกลิลลี่ยังสดชื่นแสดงว่าพวกข้าสบายดี แต่ถ้ามันเหี่ยวเฉาหรือร่วงโรย แสดงว่าพวกข้ากำลังตกอยู่ในอันตรายหรือเสียชีวิต” แล้วแฝดทองคำทั้งสองก็ควบม้าทองคำคู่ใจจากบ้านไป…
เมื่อแฝดทองคำทั้งสองควบม้าออกไปได้ไม่นาน พวกเขาก็เข้าสู่หมู่บ้านที่มีผู้คนพลุกพล่าน ทันทีที่ชาวบ้านเห็นชายหนุ่มตัวทองคำอร่ามบนม้าทองคำ ต่างก็พากันหัวเราะเยาะและล้อเลียนอย่างสนุกปาก
แฝดคนแรกทนความอับอายไม่ไหวจึงตัดสินใจหันหลังกลับไปหาพ่อที่บ้าน ส่วนแฝดคนที่สองใจเด็ดกว่า เขาเลือกที่จะไปต่อ แต่คราวนี้เขาฉลาดขึ้นโดยการนำ “หนังหมี” มาคลุมร่างกายและม้าเอาไว้จนมิดชิด เพื่อซ่อนทองคำอันล้ำค่าจากสายตาผู้คน
หลังจากแยกกับพี่ชาย เขาได้เดินผ่านซุ้มโจร เขาได้ยินเสียงกระซิบจากในพุ่มไม้ว่า “นั่นไง! เหยื่อมาแล้ว” แต่อีกเสียงรีบค้านว่า “ปล่อยมันไปเถอะ ไอ้หมอนี่มันจนกรอบยิ่งกว่าหนูในโบสถ์ ฆ่าไปก็เสียลูกกระสุนเปล่าๆ” เขาจึงรอดมาได้ด้วยรูปลักษณ์ที่น่าสมเพชนั้น

จนกระทั่งเขาพบรักกับหญิงสาวผู้เลอโฉมและเข้าพิธีวิวาห์ ทันทีที่พ่อตาผู้มั่งคั่งกลับมาถึงบ้านและเห็นลูกเขยสวมชุดหนังหมีรุงรัง เขาก็ระเบิดอารมณ์ด้วยความโกรธแค้น “เจ้าคนจรจัดต่ำต้อย! แกไม่มีวันได้ลูกสาวข้าหรอก!” พ่อตาคว้าดาบจะปลิดชีพเขาเสียตรงนั้น
แต่ลูกสาวกระโดดขวางพลางร้องไห้คร่ำครวญ “ไม่นะท่านพ่อ! เขาคือสามีของข้า ข้ารักเขาด้วยสุดหัวใจ!” พ่อตาจึงยอมสงบลงแต่ในใจยังขุ่นมัว
เช้ามืดวันต่อมา พ่อตาแอบย่องไปที่ห้องนอนกะจะจับผิดว่าลูกเขยเป็นเพียงขอทานไร้ค่า แต่เมื่อเขามองลอดช่องประตูเข้าไป เขากลับต้องตะลึงจนตัวสั่น เพราะบนเตียงนั้นคือ “บุรุษผู้หล่อเหลาที่ทำจากทองคำทั้งตัว” ส่องแสงระยิบระยับล้อกับแสงอาทิตย์ ส่วนหนังหมีสกปรกถูกถอดกองไว้บนพื้น
พ่อตาอุทานเบาๆ ว่า “โชคดีเหลือเกินที่ข้ายับยั้งชั่งใจไว้ได้ ไม่เช่นนั้นข้าคงก่อบาปมหันต์ไปแล้ว”
วันหนึ่งหนุ่มทองคำคนน้องคำเห็นกวางวิเศษตัวหนึ่งวิ่งผ่านหน้าไป เขาตะโกนบอกภรรยาว่า “ข้าต้องออกไปล่ากวางตัวนั้นให้ได้!” แม้ภรรยาจะกอดขาอ้อนวอนด้วยลางร้ายว่า “อย่าไปเลยที่รัก ข้ากลัวเหลือเกินว่าท่านจะไม่ได้กลับมา” แต่เขาก็ควบม้าหายเข้าไปในป่าลึ
เขาไล่ตามกวางจนไปถึงกระท่อมของแม่มดเฒ่า ทันใดนั้นหมาตัวเล็กของแม่มดก็เห่ากรรโชกใส่เขาอย่างดุร้าย เขาตวาดว่า “เงียบเเเดี๋ยวนี้! เจ้าคางคกน่าเกลียด ไม่อย่างนั้นข้าจะยิงให้ตาย!”
แม่มดแผดเสียงหัวเราะน่าขนลุก “เจ้ากล้าดียังไงจะฆ่าหมาข้า!” แล้วเธอก็ร่ายมนตร์ใส่จนเขากลายเป็นก้อนหินที่ไร้ชีวิต
ที่บ้านเกิด… แฝดทองคำผู้เป็นพี่ชายที่ยืนเฝ้าดอกลิลลี่ถึงกับเข่าทรุด เมื่อเห็นดอกไม้ดอกหนึ่ง “คอตกและเหี่ยวเฉาทันที” เขาอุทานว่า “สวรรค์! น้องข้าเกิดเรื่องแล้ว ข้าต้องไปช่วยเขา!” พ่อของเขาร่ำไห้สั่งห้าม “อย่าไปเลย ถ้าข้าเสียเจ้าไปอีกคน ข้าจะอยู่อย่างไร?”
แต่แฝดพี่ประกาศก้อง “ข้าต้องไป และข้าจะไป!”
เขามุ่งหน้าเข้าป่าจนถึงกระท่อมแม่มด เมื่อเห็นน้องชายกลายเป็นหินและแม่มดพยายามจะเข้ามาใกล้ เขาเล็งปืนใส่หัวนางแล้วคำราม “คืนชีวิตให้น้องข้าเดี๋ยวนี้! ไม่อย่างนั้นข้าจะระเบิดหัวเจ้าทิ้งซะ!” แม่มดตัวสั่นเทาด้วยความกลัวปลายนิ้วที่แตะไกปืน
เธอรีบใช้นิ้วแตะก้อนหิน ทันใดนั้นเนื้อหินก็กลับกลายเป็นผิวทองคำที่อบอุ่น ทั้งสองพี่น้องสวมกอดกันอย่างสุดรัก ก่อนจะแยกย้ายกันไปตามทางที่งดงาม โดยมีดอกลิลลี่ที่บ้านชูช่อเบ่งบานเพื่อบอกพ่อว่า… “พวกเราปลอดภัยแล้ว”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า.. “ความล้ำค่าของมนุษย์ไม่ได้วัดกันที่เปลือกนอก และความสำเร็จที่ยั่งยืนไม่อาจสร้างขึ้นได้บนการผิดคำสัญญา”
ในช่วงแรกเราเห็นว่าความโชคดีมักจะมลายหายไปเพียงเพราะความอยากรู้อยากเห็นที่เกินพอดีและการรักษาความลับไม่ได้ แต่ในตอนท้ายนิทานได้พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะสวมชุดหนังหมีที่ดูไร้ค่าหรือซอมซ่อเพียงใด คุณค่าที่แท้จริงดั่งทองคำภายในก็จะส่องประกายออกมาในที่สุด ที่สำคัญที่สุดคือพลังแห่งความกตัญญูและความรักระหว่างพี่น้อง คือที่พึ่งพิงที่แข็งแกร่งที่สุดในยามที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคหรือคำสาปร้ายในชีวิต
อ่านต่อ: นิทานกริมม์อ่านง่ายอ่านสนุกให้ข้อคิดดี ๆ
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องเด็กน้อยทองคำ (อังกฤษ: The Gold-Children) จากคอลเลกชันนิทานพี่น้องกริมม์ลำดับที่ 85 KHM พี่น้องตระกูลกริมม์ได้รับฟังมาจากครอบครัวฮัสเซินฟลุก (Hassenpflug) ในเมืองคาสเซิล ซึ่งมีรากฐานมาจากนิทานพื้นบ้านแนวมหัศจรรย์ที่มีโครงสร้างซับซ้อน โดยเน้นการใช้สัญลักษณ์ของ “ทองคำ” เพื่อสื่อถึงความบริสุทธิ์และโชคลาภที่มาพร้อมกับบททดสอบทางจิตใจ
แก่นเรื่องมีความเชื่อมโยงกับตำนานเก่าแก่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งเหนือธรรมชาติ (ในที่นี้คือปลาทอง) และการกำเนิดที่เหนือจริงของวีรบุรุษฝาแฝด ซึ่งเป็นโครงเรื่องที่พบได้บ่อยในคติชนวิทยาแถบยุโรป โดยเฉพาะการใช้ “ดอกไม้วิเศษ” (Life-token) เป็นตัวแทนของสัญญาณชีพที่ช่วยเชื่อมโยงความผูกพันของพี่น้องที่อยู่ห่างไกลกัน ให้สามารถรับรู้ถึงอันตรายของกันและกันได้
นอกจากนี้ เรื่องนี้ยังสะท้อนถึงค่านิยมในสังคมยุคเก่าที่ให้ความสำคัญกับการรักษาคำสัตย์และการเผชิญหน้ากับอุปสรรคเพื่อพิสูจน์ตนเอง โดยการเพิ่มตัวละครอย่าง “แม่มด” และ “กวางวิเศษ” เข้ามาในช่วงท้าย ไม่เพียงแต่เพื่อเพิ่มความตื่นเต้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำว่าแม้จะมีต้นกำเนิดที่สูงส่งดั่งทองคำเพียงใด มนุษย์ก็ยังต้องอาศัยความกล้าหาญและความรักจากคนรอบข้างในการเอาชนะโชคร้ายและคำสาปในชีวิตเสมอ
คติธรรม: “ทองคำแท้ไม่กลัวการพิสูจน์ เช่นเดียวกับค่าของคนที่ไม่มลายหายไปเพียงเพราะมีหนังหมีซอมซ่อมาปิดบัง”

