ปกนิทานกริมม์เรื่องภูติแคระ

นิทานกริมม์เรื่องภูติแคระ

ในโลกนี้มีเรื่องราวลึกลับมากมายที่ถูกเล่าขานผ่านกาลเวลา บ้างก็เป็นเรื่องของโชคชะตาที่พลิกผัน บ้างก็เป็นบทเรียนราคาแพงที่เกิดขึ้นจากความประมาทเพียงชั่วครู่ ซึ่งความลี้ลับเหล่านั้นมักจะแฝงตัวอยู่ตามซอกมุมที่มนุษย์คาดไม่ถึง

มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงผลแอปเปิลต้องคำสาป ที่ดึงร่างของเจ้าหญิงสามพี่น้องให้จมดิ่งลงสู่ใต้พิภพ นำไปสู่การผจญภัยของนายพรานหนุ่มผู้ถูกหักหลังแต่กลับได้รับความช่วยเหลือจากเหล่าภูตแคระเพื่อทวงคืนความยุติธรรม กับนิทานกริมม์เรื่องภูติแคระ

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องภูติแคระ

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องภูติแคระ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาผู้มั่งคั่งมหาศาล ทรงปกครองดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ แต่เหนือกว่าทองคำและอำนาจ สิ่งที่พระราชาทรงรักที่สุดคือ “สวนหลวง” พระองค์สะสมต้นไม้แปลกประหลาดจากทั่วทุกมุมโลก

แต่มีต้นหนึ่งที่พิเศษกว่าต้นใด ๆ มันเป็นต้นแอปเปิลที่มีกิ่งก้านแข็งแรง และออกลูกดกจนกิ่งโน้มลงมาแตะยอดหญ้า แอปเปิลของมันนั้นมีสีแดงสดราวกับเลือดนก

แต่ทว่า… ต้นไม้ต้นนี้มาพร้อมกับคำสาปแช่งอันน่าสะพรึงกลัว พระราชาทรงประกาศก้องว่า “ใครก็ตามที่หาญกล้าเด็ดแอปเปิลจากต้นนี้ไปแม้เพียงลูกเดียว ข้าขอสาปให้ร่างของมันจมดิ่งลงสู่ใต้ดินลึกหนึ่งร้อยศอก ไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันอีกต่อไป!”

พระราชาทรงมีพระธิดาสามพระองค์ ผู้เพียบพร้อมด้วยรูปโฉมและกิริยา ทุก ๆ วันเจ้าหญิงทั้งสามจะมาเดินเล่นในสวน ทั้งสามมองแอปเปิลสีเลือดนั้นด้วยความหลงใหล ยิ่งนานวันความอยากรู้อยากเห็นก็ยิ่งทวีคูณ ว

นหนึ่งน้องสาวคนเล็กผู้ร่าเริงได้เอ่ยขึ้นว่า “พี่หญิงทั้งสอง พ่อรักเรายิ่งกว่าสิ่งใดในโลก คำสาปนั่นคงมีไว้ไล่พวกคนแปลกหน้าหรือหัวขโมยเท่านั้นแหละ พ่อไม่มีวันทำแบบนั้นกับลูกสาวตัวเองหรอก”

ด้วยความประมาทและความหิวโหยในรสสัมผัสที่ดูหอมหวาน เจ้าหญิงคนเล็กจึงเอื้อมมือไปเด็ดแอปเปิลลูกใหญ่ที่สุดออกมา แล้วแบ่งให้พี่สาวทั้งสองชิม ทันทีที่ฟันของพวกเธอสัมผัสเนื้อแอปเปิลรสเลิศ…

ครืนนน! พื้นดินที่เคยแข็งแกร่งกลับอ่อนนุ่มราวกับโคลนดูด ร่างของเจ้าหญิงทั้งสามทรุดฮวบลงไปในความมืดมิด เสียงกรีดร้องถูกกลืนหายไปใต้รากไม้ เหลือเพียงความเงียบงันและต้นแอปเปิลที่ไร้รอยขีดข่วนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องภูติแคระ 2

พระราชาทรงแทบเสียสติเมื่อพบว่าลูกสาวทั้งสามหายสาบสูญไป พระองค์ประกาศทั่วแผ่นดินว่าใครที่พาเจ้าหญิงกลับมาได้ จะได้แต่งงานกับหนึ่งในนั้นและรับสมบัติกึ่งหนึ่ง ชายหนุ่มทั่วสารทิศต่างออกตามหา รวมถึง “สามนายพรานพี่น้อง” โดยมีพี่คนโตที่มั่นใจในกำลัง พี่คนรองที่ภูมิใจในสติปัญญา และน้องเล็กนามว่า “ฮันส์” ซึ่งพี่ ๆ มักเรียกว่า “เจ้าเซ่อ” เพราะเขาดูเชื่องช้าและซื่อจนเกินไป

ทั้งสามเดินทางลึกเข้าไปในป่าอาถรรพ์ถึงแปดวัน จนกระทั่งพบกับปราสาทลึกลับ หลังมหึมา ประตูเปิดกว้างราวกับเชื้อเชิญ ภายในตกแต่งด้วยเครื่องเรือนหรูหรา และที่กลางห้องโถงมีโต๊ะอาหารที่วางจานชามเลิศรสไว้พร้อมสรรพ ควันกรุ่น ๆ ลอยออกจากอาหารราวกับเพิ่งปรุงเสร็จ แต่แปลกนัก… ทั่วทั้งปราสาทกลับไม่มีสิ่งมีชีวิตใด ๆ เลยแม้แต่แมวสักตัว

พวกเขาตัดสินใจพักที่นั่น และตกลงกันว่าจะผลัดกันเฝ้าปราสาทวันละคน ส่วนอีกสองคนจะออกไปสำรวจป่ารอบ ๆ

วันที่หนึ่งพี่คนโตอยู่เฝ้าบ้าน ขณะที่เขากำลังหั่นขนมปังอย่างสบายใจ ทันใดนั้นมีเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ และ “ภูติแคระ” ตัวจิ๋วหลิวผิวเหี่ยวย่นเดินเข้ามาอ้อนวอนขอขนมปัง นายพรานคนโตผู้ใจกว้างหยิบขนมปังส่งให้

แต่เจ้าภูติแคระแกล้งทำร่วงพื้นแล้วบอกว่า “โอ๊ย ข้าแก่แล้ว ก้มไม่ไหว ช่วยเก็บให้ข้าหน่อยสิ” พอพรานคนโตถลันไปก้มเก็บ เจ้าคนจิ๋วก็คว้าไม้เท้ากระหน่ำตีเขาจนน่วมไปทั้งตัว ก่อนจะหายวับไปในอากาศ

วันที่สองพี่คนรองอยู่เฝ้าบ้าน และเขาก็เจอ “บทเรียน” แบบเดียวกันเป๊ะ เขาพยายามจะสู้แต่ร่างจิ๋วนั้นรวดเร็วราวกับวิญญาณ เขาถูกตีจนหัวโนและแขนขาเขียวช้ำ ทั้งพี่คนโตและคนรองต่างอับอายจนไม่กล้าเล่าความจริงให้ฮันส์ฟัง บอกเพียงว่า “วันนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แค่เหนื่อยนิดหน่อย”

วันที่สามถึงคิวของ “ฮันส์ผู้โง่เขลา” เขานั่งรออยู่ในห้องโถงจนกระทั่งภูติแคระปรากฏตัวและขอขนมปังเหมือนเดิม ฮันส์ยื่นให้ และมันก็แกล้งทำตกพื้นเหมือนเดิม “เก็บให้ข้าหน่อยสิเจ้าหนุ่ม” มันสั่งด้วยเสียงเล็กแหลม แต่ฮันส์มองมันด้วยสายตานิ่งเฉยแล้วตอบว่า “ถ้าเจ้าไม่มีปัญญาเก็บขนมปังที่ตัวเองทำตก เจ้าก็ไม่สมควรจะได้กินมันหรอก”

ภูติแคระโกรธจนหน้าแดงก่ำ กระโจนเข้าใส่พร้อมไม้เท้า แต่ฮันส์ที่ระวังตัวอยู่แล้วคว้าหมับเข้าที่คอเสื้อของมัน เขาจับเจ้าภูตจิ๋วฟาดกับโต๊ะแล้วระดมกำปั้นสั่งสอนจนมันร้องลั่นว่า “ยอมแล้ว! ยอมแล้ว! ปล่อยข้าไปเถอะ แล้วข้าจะบอกที่ซ่อนของเจ้าหญิงทั้งสามให้!”

ฮันส์หยุดมือ เจ้าคนจิ๋วหอบหายใจและสารภาพว่ามันคือ “ภูตแห่งดิน” มันชี้ทางไปยังบ่อน้ำร้างหลังปราสาทที่ลึกจนมองไม่เห็นก้น “นั่นคือทางเดียวที่จะลงไปสู่เมืองใต้ดิน… แต่จงระวังพี่ชายของเจ้าไว้ให้ดี เพราะใจของคนนั้นดำมืดยิ่งกว่าก้นบ่อเสียอีก”

พูดจบมันก็สลายกลายเป็นควันทิ้งให้ฮันส์ยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบพร้อมกับความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องภูติแคระ 3

เมื่อพี่ชายทั้งสองกลับมา ฮันส์เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ฟัง (ยกเว้นคำเตือนเรื่องความใจดำของพี่ ๆ) รุ่งเช้าทั้งสามมุ่งหน้าไปยังบ่อน้ำร้างหลังปราสาท พวกเขาตกลงกันว่าจะใช้ตะกร้าผูกเชือกและสั่นกระดิ่งเป็นสัญญาณเพื่อดึงตัวขึ้นมา

พี่คนโตลงไปก่อน แต่พอลงไปได้เพียงนิดเดียว ความมืดและเสียงลมหวีดหวิวก็ทำให้เขาขวัญกระเจิง เขารีบสั่นกระดิ่งรัว ๆ เพื่อให้ดึงกลับขึ้นมา พี่คนรองก็เจอเหตุการณ์เดียวกัน จนกระทั่งถึงคิวของฮันส์ เขาใจกล้ากว่าใคร นั่งในตะกร้าและปล่อยให้เชือกโรยตัวลงไปลึก… ลึกเสียจนแสงจากปากบ่อเหลือเพียงจุดเล็ก ๆ เท่าหัวเข็ม

ที่ก้นบ่อ ฮันส์พบประตูสามบาน เขาชักดาบคู่ใจออกมาและเปิดประตูบานแรก…

ห้องที่หนึ่ง เขาพบเจ้าหญิงองค์โตนั่งอยู่บนเก้าอี้ทองคำ บนตักของเธอมี มังกรเก้าหัว นอนขดตัวอยู่ เธอต้องคอยหวีผมให้หัวทั้งเก้าของมัน ฮันส์ไม่รอช้า พุ่งเข้าฟันดาบเดียวหัวทั้งเก้ากระเด็นหลุดจากบ่า! เจ้าหญิงดีใจมาก เธอถอดสายรัดอกทองคำแท้สวมให้เขาเป็นของขวัญ

ห้องที่สองและสาม ฮันส์บุกต่อไปช่วยเจ้าหญิงองค์รองจากมังกรห้าหัว และเจ้าหญิงองค์เล็กจากมังกรสี่หัว ทุกคนมอบของมีค่าและจุมพิตเขาด้วยความขอบคุณ

ถึงเวลาต้องกลับขึ้นไป ฮันส์สั่นกระดิ่งและส่งเจ้าหญิงทีละคนขึ้นไปในตะกร้า จนเหลือเขาเป็นคนสุดท้าย ในขณะที่เขากำลังจะก้าวลงตะกร้า คำเตือนของภูตจิ๋วก็ดังขึ้นในหัว “ระวังพี่ชายของเจ้าไว้…” ฮันส์ตัดสินใจกลิ้งก้อนหินขนาดใหญ่ใส่ลงไปในตะกร้าแทนตัวเอง

เมื่อพี่ชายทั้งสองดึงตะกร้าขึ้นมาจนเกือบถึงปากบ่อ ความโลภก็เข้าตาพวกเขา “ถ้าเราปล่อยให้ฮันส์ขึ้นมา เขาจะได้ความดีความชอบคนเดียว และเราจะไม่ได้แต่งงานกับเจ้าหญิง”

ทั้งสองจึงชักมีดออกมาตัดเชือกขาดสะบั้น! ก้อนหินในตะกร้าร่วงลงสู่ก้นบ่อเสียงดังสนั่น ทั้งคู่พากันหัวเราะด้วยความสะใจ ทิ้งน้องชายไว้ในความมืด และขู่บังคับเจ้าหญิงทั้งสามให้บอกพระราชาว่า พวกเขาคือผู้กล้าที่ช่วยชีวิตทุกคนไว้

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องภูติแคระ 4

ฮันส์ที่รอดตายเพราะก้อนหิน เดินวนเวียนอยู่ในเมืองใต้ดินอย่างสิ้นหวัง พื้นดินที่เขาเดินผ่านถูกเหยียบจนเรียบกริบเพราะเขาเดินไปมาอยู่นานนับวัน เขาคิดว่าคงต้องตายที่นี่แน่ ๆ จนกระทั่งสายตาไปเหลือบเห็น “ขลุ่ยไม้” เล็ก ๆ เก่าคร่ำครึแขวนอยู่ที่ผนัง

“ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว” ฮันส์รำพึง เขาหยิบขลุ่ยขึ้นมาเป่าเป็นทำนองเศร้าสร้อย ทันใดนั้น! ทุกครั้งที่โน้ตเพลงดังขึ้น ภูตแคระตัวจิ๋วจะปรากฏกายออกมาหนึ่งตัว… สองตัว… จนกระทั่งนับพันตัวเต็มห้องไปหมด

พวกเขาถามว่า “ท่านต้องการสิ่งใด นายท่าน?” ฮันส์ตอบเพียงว่า “พาข้ากลับไปสู่แสงตะวันที” เหล่าภูตแคระนับพันรุมล้อมฮันส์ พวกเขาคว้าเส้นผมทุกเส้นบนหัวของเขาแล้วกระพือปีกบินพุ่งทะยานขึ้นจากบ่อน้ำ พาฮันส์กลับมาเหยียบผืนดินข้างบนได้ทันเวลาพอดี!

ฮันส์มุ่งหน้าไปยังวังหลวง ที่นั่นกำลังมีงานฉลองสมรสของพี่ชายทั้งสองกับเจ้าหญิง ทันทีที่ฮันส์เดินเข้าไปในห้องโถง เจ้าหญิงทั้งสามเห็นเขาเข้าก็ถึงกับเป็นลมล้มพับ ไปพร้อม ๆ กันด้วยความตกใจและรู้สึกผิด พระราชาทรงกริ้วเพราะคิดว่าชายแปลกหน้าคนนี้มาทำร้ายลูกสาว จึงสั่งจับฮันส์ขังคุกทันที

เมื่อเจ้าหญิงฟื้นขึ้นมา พวกเธอร้องขอให้พ่อปล่อยตัวเขา แต่พวกเธอไม่กล้าบอกความจริงเพราะโดนพี่ชายข่มขู่ไว้ พระราชาผู้ชาญฉลาดจึงตรัสว่า “ถ้าพวกเจ้าพูดกับคนไม่ได้ ก็จงไปเล่าความจริงให้ ‘เตาผิง’ ฟังเสียเถิด” เจ้าหญิงทั้งสามจึงคลานเข้าไปกระซิบเรื่องราวทั้งหมดให้เตาผิงฟัง โดยหารู้ไม่ว่าพระราชาแอบฟังอยู่หลังม่าน!

ความจริงปรากฏ… พี่ชายจอมปลอมทั้งสองถูกนำตัวไปขึ้นตะแลงแกงทันที ส่วนฮันส์ผู้ซื่อสัตย์ได้รับแต่งงานกับเจ้าหญิงองค์เล็ก งานฉลองถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่มโหฬารจนเสียงเพลงดังไปถึงอีกฟากของภูเขา

“ในวันงานนั้น ข้าพเจ้าเองก็ได้ไปร่วมเต้นรำด้วย และใส่รองเท้าที่ทำจากแก้วใส สวยงามเหลือเกิน แต่ทว่าข้าพเจ้าเต้นเพลินไปหน่อยจนสะดุดก้อนหิน… เพล้ง! รองเท้าแก้วของข้าพเจ้าแตกกระจายไม่เหลือชิ้นดี และนั่นก็คือจุดจบของเรื่องราวทั้งหมดนี้เอง!” ฮันส์กล่าว

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องภูติแคระ 5

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความโลภและความริษยามักจะบดบังดวงตาจนทำให้คนเรามองข้ามความกตัญญูและความผูกพันไปอย่างน่าเสียดาย แม้พี่ชายทั้งสองจะพยายามใช้เล่ห์เหลี่ยมและกำลังเข้าชิงเอาความดีความชอบไป แต่สุดท้ายแล้วความจริงก็เปรียบเสมือนแสงสว่างที่ไม่มีวันถูกฝังไว้ใต้ดินได้ตลอดกาล

เช่นเดียวกับฮันส์ที่แม้จะถูกมองว่าโง่เขลาหรือถูกหักหลังจนตกลงสู่จุดที่มืดมิดที่สุด แต่ด้วยความกล้าหาญที่เด็ดเดี่ยวและความซื่อสัตย์ต่อตนเอง กลับกลายเป็นกุญแจสำคัญที่เรียกความช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์และนำพาเขากลับคืนสู่ความรุ่งโรจน์ได้ในที่สุด เรื่องราวนี้จึงเตือนใจเราว่าผลลัพธ์ของการกระทำที่ชั่วร้ายนั้นย่อมหนีไม่พ้นภัยที่ตนเองก่อขึ้น ขณะที่ความดีและความอดทนจะนำมาซึ่งความยุติธรรมและชัยชนะที่แท้จริงในบั้นปลาย

อ่านต่อ: นิทานกริมม์นิทานโด่งดังจากยุโรปอ่านสนุกให้ข้อคิดดี ๆ

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานกริมม์เรื่องภูติแคระ (อังกฤษ: The Gnome) จากคอลเลกชันนิทานพี่น้องกริมม์ในชุดนิทานสำหรับเด็กและครอบครัวลำดับที่ 081 KHM ตั้งแต่ฉบับปี 1815 เป็นต้นมา ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากตำนานโบราณเกี่ยวกับ “ผู้วิเศษใต้ดิน” และการผจญภัยในโลกคู่ขนานที่อยู่ลึกลงไปใต้เท้าของมนุษย์

องค์ประกอบสำคัญของเรื่องอย่าง “แอปเปิลสีเลือด” และ “มังกรหลายหัว” สะท้อนถึงสัญลักษณ์ในเทพปกรณัมยุโรปที่มักใช้ผลไม้เป็นตัวแทนของความรู้ที่ต้องห้ามหรือการก้าวข้ามวัย ส่วนการต่อสู้กับสัตว์ประหลาดในห้องลับนั้น เป็นรูปแบบวรรณกรรมที่สื่อถึงการทดสอบความกล้าหาญของวีรบุรุษตัวน้อย (มักเป็นน้องคนสุดท้อง) ซึ่งเป็นโครงสร้างยอดนิยมในนิทานพื้นบ้านแถบยุโรปเหนือ

การที่ตัวเอกอย่างฮันส์ต้องดิ่งลงสู่บ่อน้ำลึกเพื่อเผชิญหน้ากับมังกรและช่วยเจ้าหญิงในห้องใต้ดิน เป็นการสะท้อนถึงการทดสอบความกล้าหาญแบบ “Rite of Passage” หรือพิธีกรรมเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นผู้ใหญ่ โดยใช้บรรยากาศของโลกใต้ดินที่ลึกลับมาเป็นพื้นที่พิสูจน์ความซื่อสัตย์ท่ามกลางการหักหลังของพี่ชายซึ่งเป็นภาพแทนของความโลภในจิตใจมนุษย์ บทสรุปของเรื่องที่ลงเอยด้วยกลอุบายการสารภาพกับเตาผิงและการลงโทษที่เฉียบขาด จึงเป็นการมอบความยุติธรรมแบบสะใจตามขนบนิทานกริมม์ที่เน้นย้ำว่าความโง่เขลาที่แท้จริงไม่ใช่การขาดไหวพริบ แต่คือความใจแคบและการทรยศต่อพวกพ้อง ซึ่งท้ายที่สุดความชั่วร้ายเหล่านั้นจะพ่ายแพ้ต่อจิตใจที่บริสุทธิ์และเด็ดเดี่ยวเสมอ โดยมีการแต่งเติมตอนจบแบบตลกร้าย อย่าง “เรื่องรองเท้าแก้วที่แตกสลาย” เพื่อย้ำเตือนผู้ฟังว่านิทานนั้นเป็นเพียงเรื่องเล่าที่ผ่านพ้นไปตามกาลเวลา

คติธรรม: “ความซื่อสัตย์เปรียบดังสายเชือกที่ไม่มีวันขาด แม้จะถูกตัดทิ้งในความมืดมิดของก้นบ่อ แต่สุดท้ายมันจะกลายเป็นบันไดที่พาเรากลับไปสู่แสงสว่างเสมอ”