ในโลกที่ผู้แข็งแกร่งมักเป็นฝ่ายกำหนดชะตาชีวิตของผู้อื่น บางครั้งกำลังวังชาและเขี้ยวเล็บที่แหลมคมก็อาจพ่ายแพ้ให้กับสติปัญญาเพียงเล็กน้อยที่รู้จักใช้โอกาสและเงื่อนไขมาเป็นเครื่องต่อรองเพื่อความอยู่รอด
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงสุนัขจิ้งจอกจอมตะกละที่คิดว่าตนเองได้ครอบครองมื้อค่ำอันโอชะ แต่กลับต้องมาติดกับดักทางคำพูดของฝูงห่านผู้ชาญฉลาด ที่ขอใช้สิทธิ์ “สวดมนต์ก่อนตาย” มาสร้างเป็นบทเพลงที่ไม่มีวันจบสิ้น จนกลายเป็นตำนานแห่งการดึงเวลาที่กวนประสาทที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่เคยมีมา กับนิทานกริมม์เรื่องสุนัขจิ้งจอกกับฝูงห่าน

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องสุนัขจิ้งจอกกับฝูงห่าน
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ทุ่งหญ้าเขียวขจีอันอุดมสมบูรณ์ มีฝูงห่านตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์กลุ่มใหญ่กำลังพากันพักผ่อนและจิกกินหญ้าอย่างมีความสุข พวกมันไม่รู้ตัวเลยว่ามีสายตาเจ้าเล่ห์คู่หนึ่งกำลังจับจ้องมาจากพุ่มไม้ใกล้ ๆ นั่นคือสุนัขจิ้งจอก ที่กำลังหิวโซ
จิ้งจอกเดินนวยนาดออกมาจากที่ซ่อนพลางเลียริมฝีปากและยิ้มกว้างด้วยความลำพองใจ “โอ้โห! ข้ามาช่างถูกจังหวะจริง ๆ”
มันเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม “พวกเจ้านั่งรวมกลุ่มกันได้สวยงามเหลือเกิน ข้าคงไม่ต้องเหนื่อยวิ่งไล่ให้เสียเวลา เพราะข้าจะกินพวกเจ้าเรียงตัวไปเลย เตรียมตัวเป็นอาหารมื้อค่ำสุดวิเศษของข้าได้แล้ว!”
ทันทีที่เห็นผู้ล่า ฝูงห่านก็แตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ พวกมันพากันกระพือปีกและส่งเสียงร้องระงม “ฮ้อง! ฮ้อง! ได้โปรดเถิดท่านจิ้งจอก เมตตาพวกเราด้วย!” พวกมันต่างพากันอ้อนวอนด้วยความเวทนา หวังว่าจิ้งจอกจะเปลี่ยนใจ
แต่จิ้งจอกกลับส่ายหัวแล้วตอบว่า “ไม่มีคำว่าเมตตาในพจนานุกรมของข้าหรอก วันนี้เป็นวันตายของพวกเจ้าทุกคน!”
ท่ามกลางเสียงร้องไห้และคำอ้อนวอน ห่านตัวหนึ่งที่ดูฉลาดและมีสติที่สุดก็ก้าวออกมาข้างหน้า มันพยายามทำใจดีสู้เสือ (หรือสู้จิ้งจอก) แล้วเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือว่า “ท่านจิ้งจอกผู้ยิ่งใหญ่ หากพวกเราห่านหนุ่มสาวผู้แข็งแรงจะต้องสละชีวิตจริง ๆ ได้โปรดประทานความเมตตาสุดท้ายให้แก่พวกเราด้วยเถิด ขอให้พวกเราได้สวดมนต์ขอขมาในบาปที่เคยทำมาเพียงสักครั้งก่อนตาย เพื่อที่วิญญาณของพวกเราจะได้บริสุทธิ์ แล้วหลังจากนั้น… พวกเราสัญญาว่าจะยืนเรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบ เพื่อให้ท่านได้เลือกจิ้มกินตัวที่อ้วนที่สุดตามใจชอบเลย”

เมื่อได้ยินข้อเสนอของห่าน จิ้งจอกผู้หิวโหยก็คิดทบทวนในใจ มันเห็นว่าข้อเสนอนี้ฟังดูสมเหตุสมผลและยังดูเป็นการแสดงออกถึงความเลื่อมใสในศาสนาอีกด้วย “ดีล่ะ!”
จิ้งจอกตอบตกลงด้วยความพึงพอใจ “นั่นเป็นคำขอที่สมเหตุสมผลและศรัทธาดีจริง ๆ พวกเจ้าจงสวดมนต์ไปเถอะ ข้าจะรอจนกว่าพวกเจ้าจะทำพิธีเสร็จ”
เมื่อได้รับอนุญาต ห่านตัวแรกก็เริ่มทำพิธีทันที มันเริ่มสวดมนต์ด้วยเสียงที่ดังลั่นทุ่งว่า “ฮ้อง! “ฮ้อง! “ฮ้อง! “ฮ้อง!” และมันก็สวดไม่ยอมหยุดเสียที ทั้งยังลากเสียงยาวอย่างจงใจ เมื่อห่านตัวที่สองเห็นว่าห่านตัวแรกไม่มีทีท่าว่าจะจบ
ห่านตัวที่สองก็ไม่รอให้ถึงตาตัวเอง มันเริ่มสวดบทของมันบ้าง “ฮ้อง! ฮ้อง! ฮ้อง! ฮ้อง!” ตามมาติด ๆ ด้วยห่านตัวที่สาม ตัวที่สี่
และในเวลาไม่นานนัก ห่านทั้งฝูงก็ประสานเสียงร้อง “ฮ้อง! ฮ้อง! ฮ้อง! ฮ้อง!” กันระงมไปทั่วทุ่งหญ้า ราวกับวงดนตรีประสานเสียงที่ไม่ยอมจบเพลง!

จิ้งจอกนั่งรออย่างอดทน มันมองดูฝูงห่านที่กำลังสวดมนต์อย่างพร้อมเพรียงกัน ตอนแรกมันก็คิดว่าคงอีกไม่นานพวกห่านก็จะเสร็จพิธี และมันก็จะได้อิ่มหนำสำราญกับมื้อค่ำสุดวิเศษ แต่เวลาผ่านไป นาทีแล้วนาทีเล่า ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า
เสียง “ฮ้อง! ฮ้อง! ฮ้อง! ฮ้อง!” ก็ยังคงดังต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน ห่านแต่ละตัวต่างพยายามสวดให้เสียงดังที่สุดและยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่มีใครยอมหยุด และไม่มีใครยอมเป็นคนสุดท้ายที่จะหยุด
และแล้วนิทานเรื่องนี้ก็จบลงตรงนี้… เพราะอะไรน่ะเหรอ? ก็เพราะว่าตามท้องเรื่องแล้ว “เมื่อพวกมันสวดมนต์เสร็จเมื่อไหร่ เรื่องราวก็จะดำเนินต่อไป”
แต่ ณ วินาทีนี้ ฝูงห่านก็ยังคงสวดมนต์กันไม่หยุดเลยจ้า! พวกมันยังคงส่งเสียง “ฮ้อง! ฮ้อง! ฮ้อง! ฮ้อง!” ต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะจบลงเลยแม้แต่น้อย จิ้งจอกก็ยังคงต้องนั่งรอต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ไหวพริบและการดึงเวลาอย่างชาญฉลาด สามารถพลิกสถานการณ์จากความตายให้กลายเป็นโอกาสในการรอดชีวิตได้” แม้ในยามที่เราตกเป็นรองผู้ที่มีกำลังมากกว่าอย่างเทียบไม่ได้ แต่การตั้งสติและใช้เงื่อนไขเล็กๆ น้อยๆ มาสร้างเป็นข้อต่อรอง (อย่างเช่นการสวดมนต์ก่อนตาย) ก็สามารถช่วยให้เราหลุดพ้นจากวิกฤตได้
นอกจากนี้ยังแฝงแง่คิดถึง “ความประมาทของผู้ที่มีอำนาจ” ที่มักจะหลงกลกับคำเยินยอหรือข้อตกลงที่ดูเหมือนจะส่งเสริมภาพลักษณ์ความใจกว้างของตนเอง จนลืมไปว่าเป้าหมายที่แท้จริงคืออะไร สุดท้ายความใจเย็นที่ผิดที่ผิดทางของจิ้งจอก ก็กลายเป็นกับดักที่ทำให้มันต้องอดตายท่ามกลางเสียงร้องของห่านที่ไม่มีวันจบสิ้น
อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านง่ายอ่านสนุกให้ข้อคิดดี ๆ
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องสุนัขจิ้งจอกกับฝูงห่าน (อังกฤษ: The Fox and the Geese) จากคอลเลกชันนิทานกริมม์ลำดับที่ 86 KHM ซึ่งพี่น้องตระกูลกริมม์รวบรวมไว้ในชุดนิทานของพวกเขา โดยมีต้นกำเนิดมาจากเรื่องเล่ามุขปาฐะในแถบเยอรมนี ตัวเรื่องมีความพิเศษตรงที่เป็นนิทานประเภท “Catch Tale” หรือนิทานที่คนเล่าแกล้งหลอกให้คนฟังรอคอยตอนจบที่ไม่มีวันมาถึง เพื่อสร้างความขบขันและปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่ากับผู้ฟัง
ในเชิงโครงสร้าง วรรณกรรมเรื่องนี้มีรากฐานมาจากคติชนวิทยายุโรปที่มักจะนำเสนอการปะทะกันทางปัญญา (Wit-combat) ระหว่างผู้ล่าอย่างสุนัขจิ้งจอกและเหยื่อที่ดูอ่อนแออย่างสัตว์ปีก โดยในเวอร์ชันนี้กริมม์ตั้งใจเน้นไปที่ “ตอนจบแบบปลายเปิด” เพื่อสะท้อนถึงอารมณ์ขันแบบชาวบ้านที่ไม่ได้เน้นการสอนใจอย่างเคร่งครัดเหมือนนิทานอีสป แต่เน้นความบันเทิงและการเสียดสีผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าแต่กลับหลงกลในเรื่องง่าย ๆ
นอกจากนี้ การใช้เสียง “ฮ้อง! ฮ้อง!” ยังเป็นการใช้สัทพจน์ (Onomatopoeia) เพื่อเลียนเสียงธรรมชาติของห่านได้อย่างมีชีวิตชีวา ซึ่งในยุคศตวรรษที่ 19 นิทานเรื่องนี้มักถูกนำไปใช้เล่าเพื่อทดสอบความอดทนของเด็ก ๆ หรือใช้ปิดท้ายการเล่านิทานในคืนนั้น ๆ เพื่อบอกเป็นนัยว่าเรื่องราวจะยังคงดำเนินต่อไปชั่วนิรันดร์ตราบเท่าที่ห่านยังไม่หยุดสวดมนต์นั่นเอง
คติธรรม: “สติและปัญญาคือเกราะคุ้มภัยที่ทรงพลังที่สุด แม้ในยามที่ความตายมายืนอยู่ตรงหน้า”

