ในโลกที่เส้นแบ่งระหว่างความจริงกับเรื่องเพ้อฝันพร่าเลือนด้วยอารมณ์ขันอันล้ำลึก ที่ซึ่งปัญญาและความกะล่อนอย่างใสซื่อสามารถเปลี่ยนวิกฤตที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ให้กลายเป็นการผจญภัยที่พุ่งทะยานไปไกลถึงสรวงสวรรค์
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงชาวนาจอมขี้เหนียวผู้เผชิญกับเหตุการณ์เขาวัวงอกเงยจนนำไปสู่การค้าขายที่แปลกประหลาดที่สุดในชีวิต และการตามหาเมล็ดพันธุ์เพียงเมล็ดเดียวที่ชักนำเขาให้ปีนป่ายขึ้นไปบนฟ้าเพื่อพบกับความลับของเทวดาที่ไม่มีมนุษย์คนไหนเคยเห็นมาก่อน กับนิทานกริมม์เรื่องไม้นวดข้าวจากสวรรค์

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องไม้นวดข้าวจากสวรรค์
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวนาคนหนึ่งจูงวัวตัวผู้คู่ใจออกไปไถนาตามปกติท่ามกลางอากาศสดใส แต่แล้วเหตุการณ์พิลึกกึกกือก็เกิดขึ้น เมื่อเขาจ้องมองไปที่เขาวัวทั้งสองข้าง แล้วพบว่ามันกำลังขยับขยายและยาวขึ้นเรื่อย ๆ ต่อหน้าต่อตา! ยิ่งไถนาไป เขาของวัวก็ยิ่งกิ่งก้านสาขาแตกออกไปราวกับต้นไม้ จนกระทั่งถึงเวลาเลิกงาน
เขาวัวนั้นกลับใหญ่โตมโหฬารเสียจนเมื่อเขาจูงวัวกลับบ้าน วัวตัวนั้นก็ติดแหง็กอยู่ที่ประตูรั้ว ไม่ว่าจะผลักจะดันอย่างไร เขาวัวที่กว้างขวางปานภูเขาก็ไม่สามารถลอดผ่านประตูบ้านเข้าไปได้
ในขณะที่ชาวนากำลังยืนมึนตึ๊บเพราะวัวเขายักษ์ติดแหง็กอยู่ที่ประตูรั้วจนทำอะไรไม่ได้ พ่อค้าเนื้อคนหนึ่งก็เดินผ่านมาพอดี พ่อค้าเห็นวัวตัวใหญ่และมีเขาสวยงามแปลกตา (ซึ่งเอาไปทำกำไรได้มหาศาล) จึงอยากได้จัด ชาวนาเห็นโอกาสกำจัดภาระจึงแกล้งเสนอขายแบบ “วัดดวง”
ชาวนาบอกว่า: “ข้าจะขายวัวตัวนี้ให้เจ้าในราคาที่เจ้าคาดไม่ถึง! เจ้าไม่ต้องจ่ายเงินก้อนตอนนี้ แต่จงรอให้ข้าแบกเมล็ดหัวผักกาดมาให้เจ้าหนึ่งถังตวง แล้วเจ้าต้องจ่ายเงินให้ข้าเพียง 1 เหรียญ ต่อเมล็ดหัวผักกาด 1 เมล็ดเท่านั้น!”
พ่อค้าเนื้อรีบคำนวณในใจแบบลวก ๆ ว่าเมล็ดพืชหนึ่งถังจะสักกี่เม็ดกันเชียว? อย่างมากก็คงไม่กี่ร้อยเหรียญ จึงรีบตอบตกลงทำสัญญาซื้อวัวไปทันที โดยที่พ่อค้าลืมนึกไปว่า “เมล็ดหัวผักกาด” นั้นมีขนาดเล็กจิ๋วปานปลายเข็ม เมล็ดพืชเพียงถังเดียวอาจมีจำนวนนับหมื่นนับแสนเมล็ด! ซึ่งหมายความว่าพ่อค้าเนื้อต้องจ่ายเงินจนหมดเนื้อหมดตัวเพื่อแลกกับวัวเพียงตัวเดียว

ชาวนากลับไปบ้านแล้วแบกถังไม้ที่บรรจุเมล็ดหัวผักกาดไว้จนเต็มเปี่ยมเพื่อไปรับเงินรางวัลตามสัญญา แต่ในระหว่างที่เขากำลังก้าวเดินอย่างร่าเริงอยู่นั้น เมล็ดหัวผักกาดหนึ่งเมล็ดเกิดหลุดรอดออกมาจากรอยรั่วของถุงและตกลงสู่ดิน เมื่อไปถึงมือพ่อค้าเนื้อ เขาก็ได้รับเงินเหรียญเงินกองโตกลับมาอย่างยุติธรรม
แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนขี้เหนียวและเสียดายเงินแม้เพียงเหรียญเดียว เขาจึงบ่นพึมพำว่า “โธ่เอ๋ย! ถ้าเมล็ดนั้นไม่หายไป ข้าคงได้เงินเพิ่มอีกหนึ่งเหรียญแล้ว”
ระหว่างทางกลับบ้าน เขาเดินก้มหน้ามองตามพื้นเพื่อหาเมล็ดที่ทำตกไว้ แต่สิ่งที่เขาพบกลับไม่ใช่เพียงเมล็ดพืชเม็ดเล็ก ๆ เพราะเมล็ดหัวผักกาดเม็ดนั้นได้รับพลังงานจากผืนดินวิเศษจนงอกเงยเป็นต้นไม้ขนาดยักษ์ที่มีลำต้นแข็งแกร่งและพุ่งตรงขึ้นไปบนท้องฟ้าจนยอดของมันหายวับไปในหมู่เมฆ! ชาวนามองดูด้วยความทึ่งแล้วคิดขึ้นมาว่า “ในเมื่อมันสูงขนาดนี้ ข้าก็น่าจะปีนขึ้นไปดูสักหน่อยว่าพวกเทวดาข้างบนนั้นเขาทำอะไรกันอยู่ จะได้เห็นสวรรค์ด้วยตาตัวเองสักครั้ง!”
เขาจึงเริ่มปีนขึ้นไปตามกิ่งก้านของต้นหัวผักกาดยักษ์ ทะยานสูงขึ้น สูงขึ้น จนกระทั่งเท้าของเขาเหยียบลงบนปุยเมฆที่นุ่มนวลของดินแดนเบื้องบนได้สำเร็จ

เมื่อชาวนาปีนขึ้นไปจนถึงยอดไม้และก้าวเท้าลงบนพื้นสวรรค์ สิ่งแรกที่เขาเห็นคือความวุ่นวายที่ดูแปลกตา บรรดาเทวดากำลังช่วยกัน “ฟาดข้าวโอ๊ต” อย่างขยันขันแข็ง เสียงไม้กระทบเมล็ดข้าวดังสนั่นไปทั่วชั้นฟ้า เขาแอบมองภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจนั้นอยู่นานจนลืมเวลา
แต่แล้วความตระหนกก็เข้ามาแทนที่เมื่อเขาเหลือบไปเห็นว่าต้นหัวผักกาดยักษ์ที่เขาใช้ปีนขึ้นมาเริ่มโยกเยกอย่างรุนแรง เขาชะโงกหน้าลงไปดูเบื้องล่างและพบว่ามีคนกำลังใช้ขวานจามโคนต้นไม้เพื่อโค่นมันลง!
“ถ้าข้าตกไปตอนนี้ กระดูกคงละเอียดไม่เหลือแน่!” ชาวนาอุทานด้วยความตกใจ ในนาทีชีวิตเขาหันซ้ายหันขวาจนไปเจอกองรำข้าว (แกลบ) ที่พวกเทวดาฟาดทิ้งไว้กองเป็นภูเขาเลากา เขาจึงรีบคว้ากำรำข้านั้นมาปั่นและฟั่นให้กลายเป็นเส้นเชือกอย่างรวดเร็ว (ซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่มีแต่บนสวรรค์เท่านั้นที่ทำได้)
นอกจากนี้เขายังไม่ลืมที่จะคว้า “จอบ” และ “ไม้ฟาดข้าว” ของเทวดาที่วางอยู่ใกล้ๆ ติดมือมาด้วยเพื่อเป็นของที่ระลึกยืนยันความจริง แล้วเขาก็รีบผูกเชือกรำข้าวกับกิ่งเมฆแล้วโรยตัวลงมาสู่โลกมนุษย์ทันที

ในขณะที่ชาวนากำลังรูดตัวลงมาตามเชือกรำข้าวอย่างระทึกใจ ทันใดนั้นเชือกที่ทำจากแกลบก็เกิดขาดสะบั้นลงกลางอากาศ! ร่างของชาวนาพุ่งดิ่งลงมาจากความสูงเสียดฟ้าราวกับอุกกาบาต เขาตกลงมาที่พื้นโลกด้วยแรงกระแทกมหาศาลจนร่างจมลึกลงไปในดิน กลายเป็นหลุมที่ลึกสุดลูกหูลูกตาจนมองเห็นปากหลุมเล็กเท่ารูเข็ม
“ปัดโธ่เอ๋ย! ตกมาลึกขนาดนี้ ถ้าเป็นคนอื่นคงถอดใจยอมเป็นศพเฝ้าก้นหลุมไปแล้ว” ชาวนาบ่นพึมพำพลางปัดฝุ่นตามตัว
“แต่โชคดีที่ข้าไม่ได้ลงมามือเปล่า!” เขาชูจอบจากสวรรค์ขึ้นมาแล้วเริ่มขุดดินที่ผนังหลุมอย่างขะมักเขม้น ขุดไปพลางฮัมเพลงไปพลาง จนกระทั่งเขาสามารถตะเกียกตะกายขึ้นมาถึงปากหลุมได้สำเร็จ
เมื่อเขากลับถึงหมู่บ้านพร้อมกับแบกไม้ฟาดข้าวอันยักษ์ ชาวบ้านต่างรุมล้อมด้วยความสงสัย “นี่ท่านหายไปไหนมา? แล้วนั่นมันไม้พิลึกอะไรกันน่ะ!”
ชาวนาจึงยืดอกตอบด้วยน้ำเสียงภูมิใจว่า “พวกเจ้าจะไปรู้อะไร! ข้าเพิ่งกลับมาจากสรวงสวรรค์ ไปดูพวกเทวดาฟาดข้าวมากับตา และนี่ไงล่ะหลักฐาน!” เขาชูไม้ฟาดข้าวของเทวดาขึ้นโชว์
“ถ้าข้าโม้ ข้าจะเอาของล้ำค่าจากสวรรค์แบบนี้กลับมาได้ยังไงกันล่ะ!” ชาวบ้านต่างอึ้งจนพูดไม่ออก ส่วนชาวนาก็ยิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะที่ไม่มีใครกล้าเถียงความจริง (ที่แสนโม้) ของเขาได้อีกต่อไป

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… จินตนาการและการมองโลกในแง่ดีสามารถเปลี่ยนสถานการณ์ที่เลวร้ายให้กลายเป็นความตลกขบขันและทางรอดได้อย่างน่าอัศจรรย์
เช่นเดียวกับชาวนาที่ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา ไม่ว่าจะเป็นตอนที่วัวเขายักษ์จนเข้าบ้านไม่ได้ หรือตอนที่ร่วงหล่นลงมาจมดินลึกเพียงใด เขาก็ยังใช้ไหวพริบและสิ่งของที่มีติดตัวมาสร้างหนทางไปต่อเสมอ นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า “ความจริง” ในมุมมองของแต่ละคนอาจต่างกัน แต่ผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองและมีหลักฐานแห่งความพยายามมาแสดงให้เห็น ย่อมสามารถทำให้ผู้อื่นยอมรับในเรื่องราวของตนได้ แม้ว่าเรื่องนั้นจะดูเหนือจริงและหลุดโลกเพียงใดก็ตาม
อ่านต่อ: นิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ ที่นี่ taleZZZ.com
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องไม้นวดข้าวจากสวรรค์ (อังกฤษ: The Flail from Heaven) นิทานเรื่องนี้จัดอยู่ในประเภท “นิทานโกหก” หรือ “Lying Tale” ซึ่งเป็นประเภทนิทานที่ได้รับความนิยมอย่างมากในยุโรปสมัยก่อน เพื่อใช้เล่าในวงเหล้าหรือการรวมตัวของชาวบ้านเพื่อความสนุกสนานและประชันจินตนาการ พี่น้องกริมม์รวบรวมเรื่องนี้ลำดับที่ 112 KHM เพื่อแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ขันแบบพื้นบ้านที่เน้นความเหนือจริงและการแก้ปัญหาด้วยวิธีที่หลุดโลก ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ของชนชั้นแรงงานที่ต้องการหลบหนีจากโลกแห่งความเป็นจริงอันเหน็ดเหนื่อย
ในเชิงวัฒนธรรม “ไม้ฟาดข้าว” และ “การนวดข้าว” เป็นสัญลักษณ์ของวิถีชีวิตเกษตรกรรมที่สำคัญอย่างยิ่ง การนำสิ่งเหล่านี้ไปไว้บนสวรรค์และให้เทวดาทำหน้าที่เดียวกับชาวนา เป็นการลดช่องว่างระหว่างสรวงสวรรค์กับโลกมนุษย์ให้ดูใกล้ชิดและตลกขบขัน นอกจากนี้ยังแฝงนัยถึงความเชื่อโบราณเรื่อง “ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์” ที่เชื่อมต่อโลกทั้งสามเข้าด้วยกัน (World Tree) แต่ถูกนำมาดัดแปลงให้กลายเป็นต้นหัวผักกาดยักษ์เพื่อเพิ่มความขบขันและลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ลง
ที่มาที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการใช้ “ความเหลือเชื่อ” เป็นเครื่องมือในการเสียดสีความโลภและความโง่เขลา ดังเช่นการที่พ่อค้าเนื้อพ่ายแพ้ต่อกลโกงเมล็ดพืช หรือชาวบ้านที่ยอมเชื่อเรื่องราวจากสวรรค์เพียงเพราะเห็นของแปลกตา นิทานเรื่องนี้จึงทำหน้าที่เป็นทั้งเครื่องสร้างความบันเทิงและเครื่องเตือนใจว่า ในโลกของคำบอกเล่า ผู้ที่กุมเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นที่สุดและมีหลักฐานมายืนยัน (แม้จะพิลึกเพียงใด) มักจะเป็นผู้ชนะในบทสนทนาเสมอ
คติธรรม: “อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ปานฟ้าถล่มหรือหลุมลึกถมตัว ก็ไม่อาจกักขังคนที่มีไหวพริบและไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตาได้”

