นานมาแล้วโลกยังไร้เปลวไฟ มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากออสเตรเลียโอเชียเนีย เมื่อมนุษย์ต้องกินอาหารดิบ ดำรงชีวิตตามแสงตะวัน และหวาดกลัวความมืดในยามค่ำคืน ไฟยังไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใดครอบครอง
แต่แล้ว ใครบางคนได้ค้นพบมัน… ความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ถือกำเนิดขึ้น ทว่าความลับ ไม่เคยถูกเก็บไว้ได้ตลอดไป และสิ่งที่ถูกกักขังไว้นานเกินไป… ย่อมหาทางปลดปล่อยตัวเอง กับนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องเปลวไฟที่ไม่อาจปกปิดได้

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องเปลวไฟที่ไม่อาจปกปิดได้
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มนุษย์ยังไม่รู้จักไฟ ทุกเผ่าต้องกินอาหารดิบหรือรอให้แสงแดดช่วยทำให้แห้ง วันหนึ่งบูทูลกาห์ นกกระเรียน กำลังถูไม้สองท่อนเข้าด้วยกันเพื่อทำอาวุธ ทันใดนั้นควันจาง ๆ ลอยขึ้น และประกายไฟเล็ก ๆ ก็ปรากฏขึ้น
เขาหันไปเรียกกูนัวร์ หนูจิงโจ้ ภรรยาของเขา
“ดูสิ! ถ้าเราสร้างไฟได้ เราจะทำอาหารกินเองได้ โดยไม่ต้องรอแดดอีกต่อไป”
กูนัวร์จ้องประกายไฟอย่างตื่นเต้น “ลองใส่เปลือกไม้แห้งกับหญ้าลงไปดูสิ เผื่อมันจะลุกไหม้”
บูทูลกาห์ทำตาม และแล้วเปลวไฟเล็ก ๆ ก็เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
พวกเขาตื่นเต้นลองย่างปลาที่เพิ่งจับได้ และพบว่ารสชาติของมันอร่อยกว่าปลาดิบมาก
พวกเขายิ้มให้กัน นี่คือสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาได้
แต่แทนที่จะแบ่งปันให้คนอื่น พวกเขาตัดสินใจเก็บไฟไว้เป็นของตนเอง
พวกเขาคิดแผนปกปิดความลับ โดยซ่อนกิ่งไม้ติดไฟไว้ในผลไม้แห้ง และเก็บอีกกิ่งหนึ่งไว้ในถุงหนังสัตว์ที่พวกเขาพกติดตัวเสมอ
วันแล้ววันเล่า บูทูลกาห์และกูนัวร์กลับมาที่หมู่บ้านพร้อมกับปลา “สุก” คนในเผ่าสังเกตเห็นว่า ปลาของพวกเขาดูแตกต่างจากปลาที่ตากแดดทั่วไป
“พวกเจ้าทำอะไรกับปลา?” ชาวเผ่าถาม
“เราแค่ปล่อยให้มันตากแดดนานขึ้น” พวกเขาตอบ
แต่ไม่มีใครเชื่อ พวกเขาหายตัวไปทุกครั้งหลังจากจับปลา และกลับมาพร้อมอาหารที่ดูไม่เหมือนเดิม
สุดท้าย ชาวเผ่าตัดสินใจสะกดรอยตาม
พวกเขาส่งนกฮูกกลางคืน และนกแก้ว ไปแอบสังเกต ทั้งสองปีนขึ้นต้นไม้สูง มองลงไปเห็นทุกอย่าง
พวกเขาเห็นบูทูลกาห์หยิบไม้ติดไฟออกจากถุงหนัง เป่าให้ไฟลุกขึ้น และใช้มันย่างปลา
“พวกเขาสร้างไฟได้จริง ๆ!” นกฮูกกระซิบ ทั้งสองรีบกลับไปแจ้งชาวเผ่า
ชาวเผ่าโกรธมาก พวกเขารู้แล้วว่าบูทูลกาห์และกูนัวร์ปกปิดความลับที่ควรเป็นของทุกคน
“เราต้องหาทางขโมยไฟมาให้เผ่าของเรา” พวกเขากระซิบกัน และเริ่มวางแผน…

เมื่อเผ่ารู้ความลับของบูทูลกาห์และกูนัวร์ พวกเขาไม่พอใจที่ถูกหลอก พวกเขาเชื่อว่าไฟไม่ควรเป็นของคนเพียงสองคน แต่มันควรเป็นสมบัติของทุกคน
“เราต้องหาทางขโมยไฟ!” พวกเขากระซิบกัน
“แต่พวกเขาระแวดระวังตลอดเวลา จะเอามันมาได้อย่างไร?”
หัวหน้าเผ่าครุ่นคิดก่อนจะเสนอแผน “เราจะจัดพิธีเต้นรำที่ยิ่งใหญ่ที่สุด!”
พวกเขาส่งข่าวไปยังทุกเผ่า เชิญนักเต้นฝีมือดีที่สุดมาแสดง เพื่อดึงความสนใจของบูทูลกาห์และกูนัวร์
“เราจะทำให้พวกเขาหลงใหลในการแสดง จนลืมเฝ้าถุงหนัง”
เหยี่ยวผู้กล้าหาญซึ่งมีชื่อว่าบีร์การ์ (Beeargah) อาสารับหน้าที่ขโมยไฟ “ข้าจะทำเป็นป่วย นอนอยู่ใกล้ ๆ พวกเขา และรอเวลาลงมือ”
เมื่อวันพิธีมาถึง เผ่าต่าง ๆ แต่งตัวด้วยสีสันสดใส นักเต้นจากเผ่าต่าง ๆ แสดงท่วงท่าที่งดงามและน่าตื่นตาตื่นใจ
เสียงกลองดังก้องไปทั่ว ผู้ชมต่างหัวเราะและปรบมือ
บูทูลกาห์และกูนัวร์นั่งชมการแสดง พยายามระวังกระเป๋าหนังของพวกเขา
แต่แล้ว… เมื่อถึงช่วงไคลแมกซ์ นักเต้นเริ่มร่ายรำอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ เสียงหัวเราะของฝูงชนดังขึ้น กูนัวร์หัวเราะดังลั่นจนเผลอเอนตัวไปด้านหลัง… และถุงหนังก็ร่วงลงกับพื้น!
ทันใดนั้น! เหยี่ยวบีร์การ์กระโจนขึ้นมา คว้าถุงหนัง ตัดมันออก และดึงกิ่งไม้ติดไฟออกมา!
เขาขว้างกิ่งไม้ลงบนกองหญ้าใกล้ ๆ และไฟก็ลุกขึ้นในทันที!
กูนัวร์อ้าปากค้าง บูทูลกาห์รีบพุ่งเข้าหาเหยี่ยว แต่บีร์การ์บินขึ้นและเริ่มวิ่งหนี
ขณะที่เขาวิ่ง เขาใช้กิ่งไม้ติดไฟเผาใบหญ้าตามทาง ทำให้ไฟลามไปทั่วทุ่งหญ้า
บูทูลกาห์พยายามไล่ตาม แต่ไฟแพร่กระจายไปไกลเกินไปแล้ว
ในที่สุด… ไฟก็กลายเป็นของทุกเผ่า ไม่มีใครสามารถเก็บมันไว้เป็นของตัวเองได้อีกต่อไป
บูทูลกาห์และกูนัวร์ยืนมองเปลวเพลิง รู้ว่าความลับของพวกเขาได้ถูกเปิดเผยไปตลอดกาล
ไฟได้กลายเป็นสมบัติของมนุษย์ทุกคน… และจะไม่มีใครต้องกินอาหารดิบอีกต่อไป

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ความลับที่ควรเป็นของทุกคน ยิ่งพยายามเก็บไว้คนเดียว ยิ่งถูกช่วงชิงไป”
บูทูลกาห์และกูนัวร์ค้นพบสิ่งล้ำค่า แต่เลือกเก็บมันไว้เป็นของตนเองแทนที่จะแบ่งปันความโลภและความกลัวทำให้พวกเขากลายเป็นผู้โดดเดี่ยว และสุดท้ายก็สูญเสียทุกอย่าง
ขณะเดียวกัน บีร์การ์ แม้จะเป็นขโมย แต่สิ่งที่เขาทำก็ทำให้ทุกเผ่าได้ใช้ไฟอย่างเท่าเทียม บางครั้ง ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้มาจากความยุติธรรมเสมอไป แต่มันเกิดขึ้นเพราะสิ่งที่ควรเป็นของส่วนรวม ถูกปิดกั้นไว้นานเกินไป
“สิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะถูกเก็บเป็นของใครคนเดียว มันจะหาทางแพร่กระจายไปเอง… ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม”
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องเปลวไฟที่ไม่อาจปกปิดได้ (อังกฤษ: The Fire That Could Not Be Hidden) เป็นส่วนหนึ่งของตำนานพื้นเมืองของ ชนเผ่าอะบอริจิน (Aboriginal) ในออสเตรเลีย ที่ถูกเล่าขานผ่านรุ่นสู่รุ่น เพื่ออธิบายว่ามนุษย์ได้ไฟมาใช้อย่างไร
ในอดีต ชาวอะบอริจินไม่มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ การค้นพบไฟ ดังนั้นพวกเขาจึงสร้างเรื่องราวที่ผสมผสานความเชื่อและภูมิปัญญา เพื่ออธิบายถึงการเกิดขึ้นของสิ่งสำคัญ เช่น ไฟ แม่น้ำ และสัตว์ต่าง ๆ
นิทานเรื่องนี้สะท้อนถึงความเชื่อที่ว่าธรรมชาติและไฟเป็นของส่วนรวม ไม่ควรมีใครผูกขาด มันยังเป็นบทเรียนเกี่ยวกับความลับและการแบ่งปัน เพราะในหลายวัฒนธรรม การปกปิดสิ่งสำคัญจากผู้อื่น มักนำมาซึ่งความขัดแย้งและการสูญเสียในที่สุด
เรื่องเล่านี้ยังเชื่อมโยงกับนิทานอื่น ๆ ของชาวอะบอริจินเกี่ยวกับไฟ ซึ่งมักกล่าวถึงสัตว์ที่ขโมยไฟและนำไปให้มนุษย์ เช่น นกเหยี่ยว หรือตัววอมแบต สะท้อนถึงแนวคิดที่ว่า ไฟไม่สามารถถูกควบคุมได้โดยคนเพียงกลุ่มเดียว
ปัจจุบัน นิทานนี้ยังคงถูกเล่าขานในชุมชนชาวอะบอริจิน เพื่อสอนเด็ก ๆ เกี่ยวกับคุณค่าของการแบ่งปันและพลังของธรรมชาติ
“สิ่งที่ถูกกักขังไว้เกินไป มักหาทางปลดปล่อยตัวเองเสมอ ไม่ว่าด้วยความยุติธรรม… หรือการทรยศ”