นิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องกินเหล้าแล้วอายุยืน

ปกนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องกินเหล้าแล้วอายุยืน

ในสมัยก่อนมีเรื่องเล่านิทานพื้นบ้านไทย ณ ภาคใต้ ที่เป็นทั้งบทเรียนและความบันเทิงในคราวเดียวกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องของชายผู้หนึ่งที่มีความหลงใหลในเหล้าเป็นชีวิตจิตใจ เขาไม่เคยทำบุญหรือทำความดี แต่ก็ไม่เคยทำบาปใหญ่หลวงเช่นกัน

แม้จะใช้ชีวิตเรียบง่าย แต่ภายในใจเขากลับมีความปรารถนาที่อยากจะเห็นลูกชายบวชเป็นพระก่อนตาย เรื่องราวของเขาจะเปิดเผยถึงผลกรรมและความต้องการที่เกินพอดี ที่อาจนำไปสู่ความทุกข์ที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้ในที่สุด กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องกินเหล้าแล้วอายุยืน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องกินเหล้าแล้วอายุยืน

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องกินเหล้าแล้วอายุยืน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ใกล้ชายทะเลภาคใต้ของไทย มีชายผู้หนึ่งที่ชื่อว่านายเหล้า เขาคนนี้ไม่ได้เป็นคนดีนัก ไม่ได้ทำบุญใดๆ ไม่เคยไปวัดหรือทำความดี แต่ก็ไม่ได้ทำบาปหนักอะไร เขามีชีวิตที่เรียบง่าย มีเพียงภรรยาและลูกชาย คนหนึ่งที่รักกันดี

ความหลงใหลในเหล้าของนายเหล้า นั้นเรียกได้ว่าเป็นชีวิตจิตใจ เมื่อเช้าตรู่หรือตอนกลางคืน เขาจะต้องมีเหล้าติดมือไปทุกที่ แม้จะไม่เคยทำอะไรที่เป็นบุญเป็นกุศล แต่ความอยากจะดื่มเหล้าไม่เคยลดลงเลยแม้แต่น้อย

วันหนึ่ง นายเหล้าที่เริ่มมีอายุถึงห้าสิบปี พูดกับภรรยาและลูกชายของเขาว่า “ก่อนพ่อจะตายขอให้ได้เห็นลูกชายข้าบวชสักครั้ง ขอเห็นชายผ้าเหลืองของลูกพ่อสักครา แล้วพ่อจะตายตาหลับ”

แต่นายเหล้า ก็ไม่ได้คิดว่าเวลาของเขาจะมาถึงเร็วขนาดนี้ เมื่อตอนที่เขาเริ่มรู้สึกตัวว่าใกล้ถึงเวลาแห่งความตาย เขาจึงได้สั่งเสียกับภรรยาและลูกให้ใส่ เหล้า ไว้ในโลงสักสองสามขวด เพื่อเตรียมไว้หากเขาเกิดหิวเหล้าในปรโลก

เมื่อนายเหล้า เสียชีวิตและวิญญาณของเขาไปถึง เมืองนรก ยมบาลผู้ที่ดูแลทุกสิ่งในเมืองนรกได้ทักทายนายเหล้าอย่างเย็นชา

“ทำไมท่านถึงได้ชอบกินเหล้าขนาดนี้ หรือเหล้านั้นมันอร่อยจริง ๆ หรือ?” ยมบาลถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงความสงสัย

นายเหล้าซึ่งรู้ว่ามาถึงนรกแล้ว จึงตอบด้วยท่าทางที่ไม่ยี่หระ “อันเหล้านั้น หากได้ดื่มเข้าไปแล้ว จะรู้รสชาติทันทีว่าหาอะไรมาเปรียบไม่ได้ ไม่มีอะไรในโลกนี้อร่อยเท่าเหล้า บอกไม่ได้ ต้องลองเองถึงจะรู้”

ยมบาลหยุดคิดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวขึ้นว่า “ถ้าท่านกล่าวเช่นนั้น งั้นในเมืองนรกของเรานี้ คงต้องมีเหล้าเช่นนั้นให้ลองชิมดู”

จากนั้นนายเหล้า ก็หยิบเหล้า ที่ติดตัวมาจากโลกมนุษย์ขึ้นมาและยื่นให้ยมบาล ชิม ยมบาลรับไว้แล้วดื่มมันจนหมดจอก

รสชาติของมันทำให้ยมบาล ติดใจ จนเริ่มดื่มต่อไปอีกเรื่อย ๆ จนกระทั่ง ยมบาลก็เมาหนัก

ความเมานั้นทำให้ยมบาลมีความรู้สึกต่างไปจากเดิม เขาจึงมองนายเหล้าด้วยสายตาที่ต่างออกไปและพูดว่า “หากท่านต้องการอะไรที่สามารถผ่อนปรนให้ท่านได้ก็ขอให้บอกเถิด เราจะช่วยเหลือท่าน”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องกินเหล้าแล้วอายุยืน 2

หลังจากที่ยมบาล ได้ดื่มเหล้าของนายเหล้า จนรู้สึกติดใจในรสชาติและเมาไปแล้ว เขาก็เริ่มรู้สึกว่ามีความเอ็นดูต่อนายเหล้า ผู้ที่เคยใช้ชีวิตอย่างไม่ทำบุญ แต่ก็ไม่ทำบาปเช่นกัน ในความรู้สึกของยมบาลนั้นนายเหล้า เป็นคนที่ไม่น่าเกลียดหรือชั่วร้ายจนเกินไป ยมบาลจึงพูดขึ้นอย่างใจดีว่า

“ถ้าเจ้าต้องการอะไร ขอให้บอกมาเถอะ เราจะช่วยเหลือ”

นายเหล้า ซึ่งได้รับคำขอจากยมบาล ก็ได้ตอบกลับไปด้วยคำขอที่เขาฝันมานานว่า “ข้าขออายุเพิ่มขึ้นอีกแค่ปีเดียวเท่านั้น เพื่อที่จะได้เห็นลูกชายของข้าบวชเป็นพระ สวมชายผ้าเหลือง ให้สมกับความปรารถนาที่ข้าเคยมี”

เมื่อยมบาล ได้ฟังคำขอของนายเหล้า ก็รู้สึกสงสารและเห็นใจในความปรารถนาอันบริสุทธิ์ของเขา ยมบาลจึงตกลงและสัญญาว่าจะช่วยเหลือเขาโดยการต่ออายุ ให้เพียงปีเดียวเท่านั้น

แต่ด้วยความเมาของยมบาล เองที่ยังไม่หายดีจากการดื่มเหล้า เขาจึงทำการเพิ่มอายุ ให้อย่างเผลอ ๆ

โดยได้ทำการเขียนตัวเลข 1 ต่อจากเลข 50 ซึ่งเป็นอายุขัยเดิมของนายเหล้า ในบัญชียมโลก ทว่า ยมบาลกลับลืมลบเลข 0 ออกไปด้วย จึงกลายเป็นว่านายเหล้า จะมีอายุยืนยาวถึง 501 ปี แทนที่จะแค่ปีเดียวตามที่ขอ

เมื่อนายเหล้า ได้รับการต่ออายุ เขาก็กลับมาเกิดใหม่ในโลกมนุษย์ แกได้ทำการบวชลูกชาย ให้เป็นพระสมดังที่เคยปรารถนา หลังจากนั้นก็รอวันตายของตัวเอง ซึ่งเขาคิดว่าจะต้องตายได้แล้ว

แต่หลังจากที่เห็นลูกชายบวชแล้ว ชีวิตของนายเหล้า ก็ยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางความทุกข์ทรมานใจที่ต้องอยู่ต่อไป

แม้ว่าเขาจะได้เห็นลูกชายบวชและสมความปรารถนาแล้ว แต่เขาก็เริ่มรู้สึกว่าชีวิตของเขานั้นยืดยาวเกินไป เขาคาดว่าอายุของเขาจะหมดไปในไม่ช้า แต่กลายเป็นว่าชีวิตของเขายืนนานเกินไป จนกลายเป็นการทรมานใจของเขาเอง

ทุกวันเขาต้องเห็นคนที่เขารักภรรยา และลูกหลาน ต่างตายจากไปทีละคนสองคน แต่เขาก็ยังคงมีชีวิตอยู่อย่างยาวนานจนเกือบทั้งครอบครัวของเขาตายจากไปหมด เขาจึงเริ่มรู้สึกทุกข์ทรมาน เพราะต้องอยู่รอดโดยไร้คนที่รัก

นายเหล้าก็รอวันตายของเขาอย่างเงียบเหงา แต่ความจริงกลับต้องเผชิญกับความยาวนานของชีวิตที่ไม่มีที่สิ้นสุด และในที่สุดนายเหล้า ก็ได้รู้ว่าความอยากมีชีวิตยืนนานเกินไปนั้น ไม่ใช่ความสุข แท้จริงเลย แต่กลับกลายเป็นความทุกข์ทรมาน ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องกินเหล้าแล้วอายุยืน 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “การขอสิ่งใดที่เกินพอดี แม้จะเป็นความปรารถนาดี ก็อาจนำมาซึ่งการทดสอบที่เกินความสามารถ และผลกรรมจากการกระทำที่ไม่คิดถึงผลระยะยาวอาจนำมาซึ่งความทุกข์ทรมานที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้”

“ชีวิตที่ยืดยาวเกินไปอาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด เพราะการเห็นคนที่รักจากไปทีละคนอาจเป็นความทุกข์ที่ยิ่งใหญ่กว่าการจากไปเอง” นิทานเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงการพิจารณาความปรารถนาของตนเองและการรับผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำของเราในท้ายที่สุด

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องกินเหล้าแล้วอายุยืน เป็นหนึ่งในนิทานพื้นบ้านภาคใต้ที่เล่าขานกันมาตั้งแต่สมัยโบราณในหมู่บ้านต่าง ๆ ทางภาคใต้ของประเทศไทย เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาด้วย โดยเรื่องราวของชายผู้ชอบดื่มเหล้าและความพยายามที่จะได้อายุยืนเพื่อเห็นลูกชายบวช สะท้อนถึงความเชื่อที่มีทั้งในด้านความยุติธรรมของกรรมและผลของการกระทำ ที่อาจทำให้คนเกิดความทุกข์ในภายหลัง

ในด้านการบันทึกและการเล่าเรื่อง นิทานนี้ได้รับการถ่ายทอดจากปากต่อปาก และถูกบันทึกลงในเอกสารต่าง ๆ ที่มีทั้งการแต่งในรูปแบบของกาพย์หรือบทกลอน ในช่วงรัชกาลที่ 1 ถึง 3 การบันทึกในลักษณะนี้ช่วยให้การเล่าขานนิทานยังคงอยู่ต่อไป จนกระทั่งถึงปัจจุบัน โดยเนื้อหาของเรื่องยังคงเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้จากผลกรรม และการเตือนให้เราใช้ชีวิตอย่างมีสติและไม่ยึดติดกับสิ่งที่เกินพอดี

นิทานเรื่องกินเหล้าแล้วอายุยืนยังเป็นการสะท้อนถึงคติธรรม ที่เกี่ยวข้องกับการเห็นคุณค่าของการดำเนินชีวิต และความสำคัญของการเข้าใจผลลัพธ์จากการกระทำ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และนิทานเรื่องนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ฟังเห็นถึงความสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างมีสติ และพยายามทำความดีในทุกๆ วันเพื่อสะสม บุญกุศล ซึ่งจะนำไปสู่การมีชีวิตที่มีคุณค่า และไม่ตกอยู่ในผลกรรมที่ไม่พึงประสงค์

“ความปรารถนาเกินพอดีอาจนำมาซึ่งความทุกข์ยืดเยื้อ ที่บางครั้งการยืดชีวิตออกไปอาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด.”