ในโลกที่ความอดอยากและความกลัวบีบคั้นให้มนุษย์ต้องทำพันธสัญญากับสิ่งเหนือธรรมชาติเพื่อแลกกับความอยู่รอดและทองคำมหาศาล
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงทหารสามนายที่ได้รับความช่วยเหลือจากมังกรไฟลึกลับ แต่พวกเขาต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบเข้าแลกเพื่อไม่ให้วิญญาณต้องตกเป็นสมบัติของปีศาจไปชั่วนิรันดร์ กับนิทานกริมม์เรื่องปีศาจกับคุณยายของมัน

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องปีศาจกับคุณยายของมัน
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยุคสมัยแห่งสงครามอันโหดร้าย พระราชาทรงมีกองทัพที่ยิ่งใหญ่ แต่กลับประทานค่าตอบแทนให้แก่เหล่าทหารน้อยนิดเสียจนพวกเขาไม่สามารถเลี้ยงประทังชีวิตได้ ทหารสามนายจึงตัดสินใจปรึกษาหารือกันเพื่อจะ “หนีทัพ”
ทหารคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความกังวลว่า “ถ้าเราถูกจับได้ เราต้องถูกแขวนคอที่ตะแลงแกงแน่ ๆ เราจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรดี?”
ทหารอีกคนจึงเสนอแผนการว่า “ดูที่ไร่ข้าวโพดขนาดใหญ่นั่นสิ ถ้าเราเข้าไปซ่อนตัวที่นั่น จะไม่มีใครหาเราเจอ กองทัพไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในนั้น และพรุ่งนี้พวกเขาก็จะเคลื่อนทัพจากไปแล้ว”
ทหารทั้งสามจึงค่อยๆ คลานเข้าไปซ่อนตัวท่ามกลางต้นข้าวโพดที่สูงท่วมหัว แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นอย่างที่คิด กองทัพไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน แต่กลับตั้งค่ายล้อมรอบไร่ข้าวโพดนั้นไว้ทุกด้าน ทหารทั้งสามต้องติดอยู่ในนั้นนานถึงสองวันสองคืนโดยไม่มีอาหารแม้แต่คำเดียวจนเกือบจะสิ้นใจ พวกเขาทอดถอนใจว่า “จะมีประโยชน์อะไรที่เราหนีทัพมา หากต้องมาตายอย่างน่าสมเพชอยู่ที่นี่?”
ทันใดนั้นเอง มังกรไฟตัวมหึมาก็บินแหวกอากาศลงมาหาพวกเขาและถามว่าเหตุใดถึงมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่ พวกเขาตอบว่า “พวกเราคือทหารสามนายที่หนีทัพมาเพราะค่าตอบแทนที่แย่มาก และตอนนี้เรากำลังจะอดตายหากยังอยู่ที่นี่ หรือไม่ก็ต้องถูกแขวนคอถ้าออกไปข้างนอก”
มังกรไฟจึงยื่นข้อเสนอว่า “หากพวกเจ้าจะยอมรับใช้ข้าเป็นเวลา 7 ปี ข้าจะพาพวกเจ้าข้ามกองทัพนี้ไปโดยที่ไม่มีใครจับได้” เมื่อไม่มีทางเลือก ทหารทั้งสามจึงตอบตกลง มังกรใช้กรงเล็บยักษ์คว้าตัวพวกเขาเหินฟ้าข้ามหัวกองทัพไปปล่อยยังที่ห่างไกล
ทว่ามังกรตัวนั้นแท้จริงแล้วคือปีศาจจำแลงมา มันมอบแส้เล็ก ๆ ให้เส้นหนึ่งแล้วบอกว่า “จงสะบัดและหวดแส้นี้ แล้วทองคำจะพรั่งพรูออกมามากเท่าที่พวกเจ้าต้องการ พวกเจ้าจะได้ใช้ชีวิตอย่างขุนนาง มีม้า มีรถม้าหรูหรา แต่เมื่อครบ 7 ปี พวกเจ้าจะเป็นสมบัติของข้า!” จากนั้นมันก็บังคับให้ทุกคนเซ็นชื่อลงในสมุดพันธสัญญา
พร้อมทิ้งท้ายว่า “ข้าจะตั้งปริศนาให้พวกเจ้าทาย หากทายถูก พวกเจ้าจะเป็นอิสระจากอำนาจของข้า” แล้วมังกรก็บินจากไป

ทหารทั้งสามเริ่มใช้แส้เสกทองคำจนร่ำรวยมหาศาล พวกเขาสั่งตัดชุดหรูหรา เดินทางไปทั่วโลก ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย มีความรื่นเริงและสง่างาม ไม่ว่าจะไปที่ไหนพวกเขาก็มีม้าขี่และมีรถม้าชั้นดี แต่ทหารทั้งสามยังคงจำความลำบากได้ดี พวกเขาใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานแต่ไม่ได้ทำชั่วร้ายใด ๆ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วปานกามนิต
จนกระทั่งเมื่อครบกำหนด 7 ปีใกล้เข้ามา ทหารสองคนแรกเริ่มตกอยู่ในความวิตกกังวลและหวาดกลัวอย่างหนัก ทว่าทหารคนที่สามซึ่งเป็นคนร่าเริงกลับบอกว่า “พี่ ๆ อย่าได้กลัวไปเลย หัวของข้าแหลมคมพอ ข้าจะแก้ปริศนานั้นเอง”
วันหนึ่งขณะที่พวกเขาออกไปยังทุ่งกว้างและนั่งเศร้าหมอง ทหารสองคนนั่งทำหน้าอมทุกข์ หญิงชราผู้หนึ่งเดินเข้ามาถามถึงสาเหตุ พวกเขาตอบอย่างสิ้นหวังว่า “โธ่ยาย มันจะเกี่ยวอะไรกับยายล่ะ ยายช่วยพวกเราไม่ได้หรอก”
แต่หญิงชรายืนยันว่า “ใครจะรู้ล่ะ ลองบอกปัญหาของพวกเจ้ามาสิ” พวกเขาจึงเล่าเรื่องที่เป็นคนรับใช้ปีมาเกือบ 7 ปี และต้องแลกวิญญาณหากทายปริศนาไม่ได้
หญิงชราจึงแนะเคล็ดลับว่า “หากพวกเจ้าต้องการรอดพ้น หนึ่งในพวกเจ้าต้องเข้าไปในป่า ที่นั่นจะพบหินถล่มที่ดูเหมือนบ้านหลังเล็ก จงเข้าไปในนั้นแล้วเจ้าจะได้ความช่วยเหลือ”
ทหารสองคนที่โศกเศร้าคิดว่าคงไม่มีทางรอดจึงขอนั่งอยู่ที่เดิม แต่น้องคนที่สามซึ่งเป็นคนร่าเริงกลับลุกขึ้นเดินเข้าป่าไปจนพบ “บ้านหิน” หลังนั้น และภายในบ้านเขาได้พบกับหญิงชราที่แก่ชรามากนั่งอยู่
ซึ่งนางก็คือคุณยายของปีศาจนั่นเอง! นางถามทหารหนุ่มว่ามาจากไหนและต้องการอะไร ทหารเล่าความจริงทั้งหมดให้ฟังด้วยท่าทางที่นอบน้อมจนนางเกิดความสงสารและถูกใจในตัวเขา
นางจึงกล่าวว่า “ข้าจะช่วยเจ้า” แล้วนางก็ยกหินก้อนใหญ่ที่ปิดทางลงห้องใต้ดินขึ้น พร้อมสั่งว่า “จงลงไปซ่อนตัวในนี้ เจ้าจะได้ยินทุกอย่างที่พูดกันที่นี่ นั่งให้นิ่งและอย่าไหวติง เมื่อไอ้มังกรหลานข้ากลับมา ข้าจะถามมันเรื่องปริศนาเอง มันชอบเล่าทุกอย่างให้ข้าฟัง จงตั้งใจฟังคำตอบให้ดีล่ะ!”

เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนอันสงัดเงียบ เสียงกระพือปีกอันหนักอึ้งดังขึ้นพร้อมกับร่างของมังกรไฟที่ร่อนลงมาสู่บ้านหิน มันกลับคืนร่างเป็นปีศาจแล้วตะโกนเรียกหาอาหารค่ำด้วยความหิวกระหาย คุณยายของปีศาจรีบจัดเตรียมโต๊ะอาหารและเครื่องดื่มอย่างดี จนเจ้าปีศาจรู้สึกสำราญใจและเริ่มนั่งกินดื่มกับคุณยายอย่างอารมณ์ดี
ในระหว่างการสนทนา คุณยายแสร้งถามอย่างแนบเนียนว่า “วันนี้เจ้าไปทำอะไรมาบ้าง ได้วิญญาณมาบ้างหรือเปล่า?” เจ้าปีศาจหัวเราะเยาะในลำคอแล้วตอบว่า “วันนี้ไม่มีอะไรเข้าเป้านักหรอก แต่ข้ายังมีทหารสามนายอยู่ในกำมือ พวกมันหนีข้าไม่พ้นแน่!”
คุณยายจึงแกล้งท้าทายว่า “ทหารสามนายงั้นรึ? พวกเขาอาจจะหาทางหนีรอดไปได้ก็ได้นะ”
ปีศาจตอบกลับด้วยความลำพองใจว่า “พวกมันเป็นของข้าแน่นอน! เพราะข้าจะตั้งปริศนาที่ยากที่สุด ซึ่งไม่มีใครในโลกนี้จะทายถูก!” คุณยายจึงถามต่อด้วยความอยากรู้ “ปริศนาอะไรกันล่ะ?”
ปีศาจจึงคายความลับออกมาว่า “ข้าจะบอกให้… ในทะเลเหนืออันกว้างใหญ่ มี ‘ซากปลากระดูกอ่อน’ นอนตายอยู่ นั่นล่ะคือเนื้อย่างของพวกมัน… และ ‘กระดูกซี่โครงของปลาวาฬ’ จะกลายเป็นช้อนเงินของพวกมัน… ส่วน ‘กีบม้าเก่าที่กลวงโบ๋’ ก็คือแก้วไวน์ของพวกมันยังไงล่ะ!”
เมื่อปีศาจกินอิ่มและเข้านอน คุณยายจึงรีบยกหินเปิดทางให้ทหารหนุ่มออกมาจากห้องใต้ดิน “เจ้าได้ยินทุกอย่างชัดเจนไหม?” นางถาม
ทหารหนุ่มตอบด้วยรอยยิ้มว่า “ชัดเจนทุกคำครับ ตอนนี้ข้ามีวิธีเอาตัวรอดแล้ว” จากนั้นเขาจึงลอบปีนออกทางหน้าต่างและวิ่งกลับไปหาพี่ๆ อย่างรวดเร็วท่ามกลางความมืด เพื่อบอกคำเฉลยปริศนาที่แลกมาด้วยชีวิต

เมื่อเวลาผ่านไปจนครบ 7 ปีเต็มตามสัญญา ปีศาจปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับสมุดปกหนังเล่มใหญ่ที่มีลายเซ็นของทหารทั้งสาม มันยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์แล้วกล่าวว่า “ได้เวลาที่พวกเจ้าต้องไปนรกกับข้าแล้ว ที่นั่นข้าเตรียมมื้อค่ำไว้ให้พวกเจ้า! แต่ตามสัญญา… หากพวกเจ้าทายถูกว่าอาหารมื้อนั้นทำจากอะไร พวกเจ้าจะเป็นอิสระ และข้าจะยกแส้ทองคำให้พวกเจ้าเป็นเจ้าของตลอดไป”
ทหารคนแรกก้าวออกมาและกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง “ในทะเลเหนืออันกว้างใหญ่ มีซากปลากระดูกอ่อนที่ตายแล้ว นอนอยู่ นั่นแหละคือเนื้อย่างของพวกเรา!” เจ้าปีศาจเริ่มชะงัก สีหน้าเปลี่ยนไป มันครางเสียงต่ำอย่างไม่พอใจ “หึ่ม! หึ่ม! หึ่ม!”
แล้วหันไปถามทหารคนที่สอง “แล้วช้อนของพวกเจ้าคืออะไร?” ทหารคนที่สองตอบอย่างฉะฉาน “กระดูกซี่โครงของปลาวาฬนั่นไงล่ะ คือช้อนเงินที่เราจะใช้กิน!” คราวนี้ปีศาจหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด มันส่งเสียงคำรามในลำคออีกครั้ง “หึ่ม! หึ่ม! หึ่ม!”
ก่อนจะจ้องมองทหารคนที่สามด้วยสายตาอาฆาต “แล้วเจ้าล่ะ รู้ไหมว่าแก้วไวน์ของพวกเจ้าคืออะไร?” ทหารคนที่สามตอบอย่างร่าเริงที่สุด “กีบม้าเก่าๆ ที่กลวงโบ๋ คือแก้วไวน์ของพวกเรายังไงล่ะ ท่านปีศาจ!”
เมื่อได้ยินคำตอบสุดท้าย ปีศาจแผดเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดและโมโหสุดขีด มันกระพือปีกบินหนีไปพร้อมกับเสียงกรีดร้องที่โหยหวน
พลังพันธสัญญาของมันถูกทำลายลงทันที ทหารทั้งสามนายจึงหลุดพ้นจากพันธนาการ พวกเขาเก็บแส้วิเศษไว้และใช้มันเสกทองคำเพื่อสร้างชีวิตที่สงบสุข มั่งคั่ง และช่วยเหลือผู้อื่นต่อไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… แม้ในยามที่มืดมัดและสิ้นหวังที่สุดเพียงใด หากเรามีความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับโชคชะตาและไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคย่อมมีหนทางรอดเสมอ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรู้จักใช้สติปัญญาและความเฉลียวฉลาดเข้าแก้ปัญหามากกว่าการใช้เพียงพละกำลัง ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าแม้แต่อำนาจมืดหรือพันธนาการที่ดูน่าเกรงขามเพียงใด ก็มิอาจเอาชนะจิตใจที่ร่าเริง มุ่งมั่น และความสามัคคีที่เกื้อกูลกันของพี่น้องที่ยึดมั่นในสัญญาได้เลย
อ่านต่อ: นิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องปีศาจกับคุณยายของมัน (อังกฤษ: The Devil and His Grandmother) มีที่มาจากเรื่องเล่าพื้นบ้านในแถบรัฐเฮสเซิน ประเทศเยอรมนี โดยพี่น้องตระกูลกริมม์ได้บันทึกไว้เป็นลำดับที่ 125 KHM ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมยุโรปในยุคสงครามที่เหล่าทหารต้องเผชิญกับความแร้นแค้นจนนำไปสู่การหนีทัพและการพึ่งพาอำนาจเหนือธรรมชาติเพื่อเอาตัวรอด
จุดเด่นที่น่าสนใจของเรื่องนี้คือการนำเสนอภาพลักษณ์ของ “ปีศาจ” ในรูปแบบที่ดูเป็นมนุษย์และเข้าถึงได้ โดยเฉพาะการมีสถาบันครอบครัวอย่างการปรากฏตัวของ “คุณยายของปีศาจ” ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวละครกุญแจสำคัญที่คอยช่วยเหลือมนุษย์ด้วยความเมตตา แสดงให้เห็นถึงคติความเชื่อโบราณที่ว่าความดีและความมีน้ำใจสามารถพบเจอได้แม้ในสถานที่ที่มืดมิดที่สุด
ในเชิงวรรณกรรม นิทานเรื่องนี้ถือเป็นต้นแบบของโครงเรื่องแนว “การประลองปัญญา” (Wits over Wickedness) ที่เปลี่ยนบทบาทจากการสู้รบด้วยอาวุธมาเป็นการใช้ปฏิภาณไหวพริบในการไขปริศนาเพื่อปลดแอกพันธนาการ ซึ่งสื่อถึงการที่มนุษย์สามารถมีชัยเหนือโชคชะตาและอำนาจที่มองไม่เห็นได้ด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญนั่นเอง
คติธรรม: “สติปัญญาที่แหลมคมและความร่าเริงของหัวใจ คืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดในการทำลายพันธนาการของปีศาจและโชคชะตาที่มืดมน”

