ในโลกที่ความหิวโหยและความเห็นแก่ตัวอาจกลายเป็นกับดักที่ปลิดชีพผู้ที่ไร้สัจจะ แม้แต่คำสัญญาเล็กๆ ริมเนินเขาก็อาจกลายเป็นชนวนเหตุของความพินาศที่เกินคาดคิด
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงโศกนาฏกรรมลูกโซ่ของแม่ไก่ผู้ตะกละ จนนำไปสู่ภารกิจช่วยชีวิตที่สายเกินกาล และขบวนรถแห่ศพที่ลากเอาทุกชีวิตในป่าลงสู่จุดจบอันน่าสลดใจ กับนิทานกริมม์เรื่องการตายของแม่ไก่ตัวน้อย

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องการตายของแม่ไก่ตัวน้อย
กาลครั้งหนึ่งบนเนินเขาแห่งแมกไม้ พ่อไก่และแม่ไก่คู่หนึ่งชวนกันไปคุ้ยหาลูกนัทกิน ทั้งคู่ให้สัตย์ปฏิญาณต่อกันว่า “ถ้าใครในพวกเราเจอเมล็ดนัทที่สมบูรณ์ที่สุด เราจะต้องแบ่งครึ่งกันกินนะ” พ่อไก่ย้ำคำสัญญาด้วยสายตาซื่อตรง แต่ในใจของแม่ไก่นั้นกลับคิดอีกอย่าง
ทันใดนั้น แม่ไก่ก็เหลือบไปเห็นเมล็ดนัทที่ใหญ่โตและอวบอิ่มที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา นางรีบตะครุบมันไว้แล้วคิดในใจว่า “โอ้โห! เมล็ดใหญ่ขนาดนี้ ถ้าแบ่งให้พ่อไก่ ข้าก็ได้กินแค่ครึ่งเดียวสิ ไม่เอาหรอก ข้าจะกินคนเดียวให้หนำใจ!
แต่ทว่า… เมื่อนางพยายามกลืนเมล็ดนัทเจ้ายักษ์นั่นลงไป ความตะกละก็กลายเป็นดาบสองคม เมล็ดนัทกลับติดแหง็กอยู่ที่คอหอย!
“แคร่ก… แคร่ก… พ่อไก่! ช่วยข้าด้วย!” แม่ไก่ร้องเสียงหลง หน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ
“เร็วเข้า! วิ่งไปเอาน้ำที่น้ำพุมาให้ข้าที ไม่อย่างนั้นข้าคงต้องขาดใจตายตรงนี้แน่!” พ่อไก่เห็นท่าไม่ดีก็ตกใจสุดขีด รีบซอยเท้าวิ่งตรงไปยังน้ำพุที่ใกล้ที่สุดทันที
เมื่อพ่อไก่ไปถึงลำธารน้ำพุ เขาก็ร้องตะโกนอย่างร้อนรน “น้ำพุเอ๋ย! ได้โปรดขอน้ำให้ข้าสักหยดเถิด แม่ไก่ของข้ากำลังจะสำลักเมล็ดนัทตายอยู่บนเนินเขาแล้ว!”
น้ำพุตอบกลับมาด้วยเสียงเอื่อยๆ ว่า “ถ้าเจ้าอยากได้น้ำ เจ้าต้องไปหา ‘เจ้าสาว’ แล้วนำ ‘ไหมสีแดง’ มาแลกกับน้ำของข้าก่อน”
พ่อไก่รีบวิ่งไปหาเจ้าสาวที่กำลังแต่งตัวอยู่ “เจ้าสาวเอ๋ย! ขอไหมสีแดงให้ข้าหน่อย ข้าจะเอาไปให้น้ำพุ เพื่อที่น้ำพุจะยอมให้น้ำข้าไปช่วยแม่ไก่ที่กำลังจะขาดใจตาย!”
เจ้าสาวหันมามองแล้วตอบอย่างใจเย็น “ได้สิ แต่เจ้าต้องไปเอา ‘พวงมาลัยดอกไม้’ ที่แขวนอยู่บนกิ่งต้นหลิวมาให้ข้าเป็นการแลกเปลี่ยนเสียก่อน”
พ่อไก่ไม่รอช้า วิ่งกระหืดกระหอบไปที่ต้นหลิว ปีนป่ายคว้าพวงมาลัยมาให้เจ้าสาวจนได้ไหมสีแดง แล้ววิ่งกลับมาถวายไหมแดงแด่น้ำพุจนในที่สุดก็ได้น้ำใสสะอาดใส่ถ้วยเล็กๆ มา พ่อไก่รีบวิ่งกลับไปที่เนินเขาด้วยความหวังเต็มเปี่ยม “แม่ไก่จ๋า! ข้าน้ำมาแล้ว!”
แต่เมื่อเขาไปถึง… ทุกอย่างกลับเงียบสงัด แม่ไก่ตัวน้อยนอนนิ่งสนิทอยู่บนพื้นหญ้า ดวงตาที่เคยสดใสกลับหม่นแสงลง เมล็ดวอลนัทเจ้ากรรมยังคงติดอยู่ที่คอ
พ่อไก่พยายามป้อนน้ำให้นางเท่าไหร่ก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง “ไม่นะ… ข้ามาช้าไปเพียงก้าวเดียวหรือนี่!” เสียงร้องไห้ของพ่อไก่ดังระงมไปทั่วเนินเขา ท่ามกลางความเสียใจที่สายเกินจะเยียวยา

เมื่อความตายมาเยือน ความโศกเศร้าก็แผ่ซ่านไปทั่วป่า พ่อไก่ร้องไห้คร่ำครวญจนสัตว์น้อยใหญ่พากันมาดู หนู 6 ตัวที่สงสารพ่อไก่จึงอาสาช่วยกันสร้างรถลากคันเล็กๆ เพื่อบรรทุกร่างไร้วิญญาณของแม่ไก่ไปยังหลุมศพ
เมื่อรถเสร็จสิ้น หนูทั้ง 6 ก็เอาสายรั้งพาดบ่าทำหน้าที่เป็นม้าลากรถ โดยมีพ่อไก่ทำหน้าที่เป็นคนขับแบกความเศร้าไว้เต็มอก
ขณะที่ขบวนเคลื่อนผ่านป่า สุนัขจิ้งจอกก็โผล่ออกมาถาม “จะไปไหนน่ะพ่อไก่?” พ่อไก่ตอบด้วยเสียงสั่นเครือ “ข้าจะไปฝังแม่ไก่เมียรักของข้า”
จิ้งจอกจึงขอร่วมทางไปด้วย พ่อไก่ตอบว่า “ได้สิ แต่เจ้าต้องไปนั่งข้างหลังนะ เพราะหนูตัวเล็กๆ ของข้าลากเจ้าตรงข้างหน้าไม่ไหวหรอก”
แต่ไม่ใช่แค่จิ้งจอกเท่านั้น หมาป่า กวาง หมี หรือแม้แต่สิงโตที่ได้ยินเสียงขบวนศพ ต่างก็ขอขึ้นไปนั่งบนรถคันเล็กๆ นั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น
รถลากที่เคยเบาเริ่มส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด หนูทั้ง 6 ตัวต้องออกแรงลากจนตัวโก่งท่ามกลางสัตว์ป่าที่นั่งเบียดเสียดกันอยู่ท้ายรถขบวนศพ
ขบวนศพเดินทางมาถึงลำธารที่น้ำไหลเชี่ยว พ่อไก่กังวลว่าจะข้ามไปได้อย่างไร ทันใดนั้น “กิ่งฟาง” ที่อยู่แถวนั้นก็อาสา “ข้าจะพาดตัวข้ามลำธารให้พวกเจ้าขับรถผ่านไปเอง”
แต่พอรถลากของเหล่าหนูเริ่มเคลื่อนขึ้นไป กิ่งฟางกลับลื่นหลุดและถูกน้ำพัดหายไป หนูทั้ง 6 ตัวจึงร่วงลงน้ำและจมหายไปในกระแสธารทันที
ความวุ่นวายยังไม่จบ “ถ่าน” ก้อนหนึ่งอาสาจะพาดตัวช่วยบ้าง แต่พอถ่านแตะถูกน้ำเย็นเฉียบ มันก็ส่งเสียงฉ่า! ดับมอดและกลายเป็นเถ้าถ่านตายไปอีกหนึ่ง
ในที่สุด “ก้อนหิน” ผู้ใจดีจึงยอมพาดตัวเป็นสะพานให้ พ่อไก่ต้องลงมาออกแรงลากรถเองด้วยความทุลักทุเล เขาพาแม่ไก่ข้ามไปถึงอีกฝั่งได้สำเร็จ
ทว่า… เมื่อพ่อไก่พยายามจะลากรถให้สัตว์ที่เหลือข้ามตามมา น้ำหนักมหาศาลของจิ้งจอก หมาป่า หมี และสัตว์ป่าทั้งหมด ทำให้รถลากคันน้อยทนไม่ไหว
มันไหลลื่นถอยหลังกลับลงไปในลำธารอย่างรวดเร็ว “ตูม!” สัตว์ทุกตัวตกลงไปในกระแสน้ำและจมน้ำตายจนหมดสิ้น เหลือเพียงพ่อไก่ที่ยืนโดดเดี่ยวอยู่กับศพของแม่ไก่ที่อีกฟากฝั่ง
พ่อไก่ขุดหลุมศพด้วยความปวดร้าว วางร่างเมียรักลงไปและพูนดินเป็นเนินสูง เขาพยายามจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตาเหลืออีกแล้ว
พ่อไก่นั่งเฝ้าเนินหลุมศพนั้น ไม่กิน ไม่นอน ไม่ขยับเขยื้อน จนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายหลุดลอยตามแม่ไก่ไปในที่สุด… และแล้ว ในป่าแห่งนั้น ทุกชีวิตในขบวนศพก็ดับสูญไปจนหมดสิ้น

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความฉิบหายทั้งหมดมันเริ่มมาจากความตะกละและความเห็นแก่ตัวเพียงชั่ววูบของแม่ไก่ที่ริอ่านจะผิดสัญญาจนเมล็ดนัทติดคอ ซึ่งนอกจากจะทำลายชีวิตตัวเองแล้ว ยังลุกลามเป็นโศกนาฏกรรมลูกโซ่ที่ลากเอาคนข้างหลังและคนที่ไม่เกี่ยวข้องให้ต้องมรณังตามกันไปหมดป่า เป็นบทเรียนเตือนใจว่าความโลภเพียงนิดเดียวอาจกลายเป็นจุดจบที่ไม่มีใครรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว
อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์ที่นี่ taleZZZ.com
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องการตายของแม่ไก่ตัวน้อย (อังกฤษ: The Death of the Little Hen) เป็นผลงานลำดับที่ 80 KHM ในคอลเลกชันของพี่น้องตระกูลกริมม์ โดยจัดอยู่ในประเภทนิทานสะสม (Cumulative Tale) ที่เน้นโครงสร้างการเล่าเรื่องแบบลูกโซ่ ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมมากในนิทานพื้นบ้านเยอรมันและยุโรป เพื่อสะท้อนถึงความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งและความเปราะบางของชีวิตที่อาจพังทลายลงได้จากเหตุการณ์เล็กๆ เพียงเหตุการณ์เดียว
จุดเด่นที่น่าสนใจคือการแฝงอารมณ์ขันแบบตลกร้าย (Black Comedy) และความหดหู่ที่ขัดกับภาพลักษณ์นิทานสัตว์ทั่วไป โดยพี่น้องกริมม์รวบรวมเรื่องราวนี้เพื่อแสดงให้เห็นถึง “ตรรกะแห่งโศกนาฏกรรม” ที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้เมื่อความผิดพลาดเริ่มต้นขึ้น การตายของสัตว์ทุกตัวในตอนจบไม่ใช่เพียงการสร้างความตกใจ แต่เป็นการย้ำเตือนถึงสัจธรรมเรื่องผลกระทบที่ตามมาจากการกระทำ (Chain of Consequences) ในโลกที่เต็มไปด้วยอันตราย
นอกจากนี้ การเดินทางไปที่ “เนินเขาลูกนัท” และการขอ “ไหมสีแดง” หรือ “พวงมาลัย” ยังสะท้อนถึงวิถีชีวิตและสัญลักษณ์ในยุคกสิกรรมโบราณ ที่ซึ่งความตายและการสูญเสียถูกเล่าขานผ่านตัวละครสัตว์เพื่อให้เข้าถึงง่าย แม้ตอนจบจะดูโหดร้ายและไร้ความหวัง แต่มันคือการสอนให้เห็นความสำคัญของการรักษาคำมั่นสัญญาและการมีสติในทุกย่างก้าว ก่อนที่วงจรแห่งความหายนะจะหมุนวนจนหยุดไม่ได้
คติธรรม: “ความสัตย์ซื่อที่พ่ายแพ้ต่อความตะกละ มักนำพาโศกนาฏกรรมมาสู่ตนและทุกคนที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ”

