ปกนิทานกริมม์เรื่องช่างตัดเสื้อตัวจิ๋วเจ้าปัญญา

นิทานกริมม์เรื่องช่างตัดเสื้อตัวจิ๋วเจ้าปัญญา

ในโลกที่ผู้มีอำนาจมักตั้งกำแพงสูงชันด้วยปริศนาที่ยากจะไข และพละกำลังอันป่าเถื่อนถูกใช้เพื่อข่มขวัญผู้ที่อ่อนแอกว่า แต่ในความต่ำต้อยของคนธรรมดามักมีไหวพริบอันแหลมคมซ่อนอยู่เสมอ

มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงช่างตัดเสื้อตัวเล็กผู้พกความมั่นใจมาเต็มยามที่ต้องเผชิญกับเจ้าหญิงจอมหยิ่งและหมีจอมพลังในคอกม้าอันมืดมิด ซึ่งเขาต้องพิสูจน์ว่าสมองที่ว่องไวสามารถเปลี่ยนก้อนหินให้เป็นถั่ว และเปลี่ยนขาสองข้างให้กลายเป็นอาวุธลวงตาที่สยบความกลัวได้ดียิ่งกว่าดาบเล่มใด กับนิทานกริมม์เรื่องช่างตัดเสื้อตัวจิ๋วเจ้าปัญญา

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องช่างตัดเสื้อตัวจิ๋วเจ้าปัญญา

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องช่างตัดเสื้อตัวจิ๋วเจ้าปัญญา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งผู้มีความหยิ่งยโสอย่างยิ่ง หากมีชายใดมาพิจารณาสู่วิขอความรัก นางจะตั้งปริศนาให้พวกเขาทาย หากทายไม่ถูกก็จะถูกขับไล่ออกไปอย่างดูถูกเหยียดหยาม แต่นางก็ได้ประกาศไปทั่วว่า ใครก็ตามที่ไขปริศนาของนางได้ จะได้แต่งงานกับนาง ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นใครมาจากไหนก็ตาม

ในที่สุด มีช่างตัดเสื้อสามคนโคจรมาพบกัน สองคนแรกเป็นพี่คนโตที่คิดว่าตัวเองเก่งกาจและทำงานฝีมือสำเร็จมามากมายจนไม่น่าจะพลาดภารกิจนี้ ส่วนคนที่สามเป็นช่างตัดเสื้อตัวจิ๋วที่ดูไม่เอาไหน เที่ยวเตร่ไปเรื่อย และแทบจะไม่รู้เรื่องในอาชีพของตนเองเลย แต่เขากลับคิดว่าตัวเองต้องมีโชคในการเสี่ยงดวงครั้งนี้แน่

ช่างตัดเสื้ออีกสองคนจึงสบประมาทเขาว่า “เจ้าอยู่บ้านไปเถอะ ด้วยปัญญาเพียงน้อยนิดของเจ้าคงทำอะไรไม่ได้มากนัก” แต่ช่างตัดเสื้อจิ๋วไม่ละความพยายาม เขาตอบกลับว่า “ข้าตัดสินใจจะลองใช้สมองดูสักตั้ง และข้าจะจัดการมันให้ดี” แล้วเขาก็เดินหน้าต่อไปราวกับโลกทั้งใบเป็นของเขา

เมื่อทั้งสามเข้าเฝ้าเจ้าหญิง พวกเขาบอกให้นางตั้งปริศนามาได้เลย เพราะตอนนี้ “คนที่ใช่” ที่มีปัญญาแหลมคมจนสามารถร้อยเข้าไปในรูเข็มได้มาถึงแล้ว เจ้าหญิงจึงตั้งคำถามว่า “บนหัวของข้ามีเส้นผมอยู่สองชนิด มันคือสีอะไรบ้าง?”

ช่างคนแรกตอบอย่างมั่นใจว่า “ถ้ามีแค่นั้น มันก็ต้องเป็นสีขาวกับสีดำ เหมือนผ้าลายพริกไทยกับเกลือแน่นอน” เจ้าหญิงตอบว่า “ทายผิด! คนที่สองตอบมา”

คนที่สองจึงตอบว่า “ถ้าไม่ใช่สีขาวดำ ก็ต้องเป็นสีน้ำตาลกับสีแดง เหมือนเสื้อโค้ททางการของพ่อข้า” เจ้าหญิงตอกกลับ “ทายผิดอีก!”

“ให้คนที่สามตอบ ข้าเห็นแววแล้วว่าเขาต้องรู้แน่ ๆ” ช่างตัดเสื้อจิ้าจึงก้าวออกมาอย่างกล้าหาญแล้วกล่าวว่า “บนหัวของเจ้าหญิง มีเส้นผมสีเงินหนึ่งเส้น และเส้นผมสีทองอีกหนึ่งเส้น นั่นคือสองสีที่แตกต่างกัน” เมื่อเจ้าหญิงได้ยินดังนั้นก็น่าถอดสีและเกือบจะล้มพับไปด้วยความตกใจ เพราะเขาไขปริศนาที่นางเชื่อว่าไม่มีใครในโลกจะล่วงรู้ได้สำเร็จ

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องช่างตัดเสื้อตัวจิ๋วเจ้าปัญญา 2

เมื่อเจ้าหญิงเริ่มดึงสติกลับมาได้ นางยังไม่ยอมจำนนและกล่าวว่า “เจ้ายังไม่ได้ตัวข้าไปง่าย ๆ หรอก มีอีกสิ่งหนึ่งที่เจ้าต้องทำ ที่คอกม้าด้านล่างมีหมีตัวหนึ่ง เจ้าต้องไปค้างคืนกับมันที่นั่น หากรุ่งเช้าเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าจะแต่งงานกับเจ้า” นางหวังจะกำจัดช่างตัดเสื้อคนนี้ทิ้งเสีย เพราะที่ผ่านมาหมีตัวนี้ไม่เคยไว้ชีวิตใครที่หลุดเข้าไปในอุ้งมือของมันเลย

แต่ช่างจิ๋วกลับไม่กลัวและตอบอย่างร่าเริงว่า “กล้าเสี่ยงก็เท่ากับชนะไปครึ่งหนึ่งแล้ว”

เมื่อค่ำคืนมาถึง ช่างตัดเสื้อจิ๋วถูกพาไปหาหมี เจ้าหมีเตรียมจะกระโจนเข้าใส่เพื่อต้อนรับเขาด้วยอุ้งเท้าทันที แต่เขาพูดเบาๆ ว่า “ใจเย็นๆ เจ้าหมี เดี๋ยวข้าจะทำให้เจ้าสงบเอง” จากนั้นเขาก็ทำตัวตามสบายเหมือนไม่มีเรื่องกังวลใจ หยิบถั่ววอลนัทออกมาจากกระเป๋า ทุบมันออกแล้วกินเนื้อข้างในอย่างเอร็ดอร่อย

เมื่อหมีเห็นดังนั้นก็เกิดความอยากกินบ้าง ช่างตัวจิ๋วจึงหยิบ “หินกรวด” เต็มกำมือส่งให้หมี หมีเอาหินใส่ปากแล้วพยายามกัดสุดแรงแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

หมีคิดในใจว่า “โธ่เอ๋ย ข้านี่มันไอ้งั่งจริง ๆ แม้แต่ถั่วลูกเดียวยังกัดไม่แตก!” แล้วมันก็บอกช่างตัวจิ๋วว่า “นี่ ช่วยทุบถั่วให้ข้าหน่อยสิ”

ช่างตัวจิ๋วขำใส่แล้วพูดว่า “ดูสิ เจ้านี่มันงี่เง่าจริง ๆ มีปากตั้งกว้างแต่กลับกัดถั่วลูกเล็ก ๆ ไม่แตก!” จากนั้นเขาก็แสร้งรับหินมา แต่แอบสลับเอาถั่ววอลนัทจริงใส่ปากตัวเองแทน แล้วกัดดัง “แกร๊ก!” จนแตกเป็นสองซีก

หมีจึงขอร้องว่า “ข้าต้องลองอีกครั้ง ข้าเห็นเจ้าทำแล้วข้าคิดว่าข้าน่าจะทำได้เหมือนกัน” ช่างตัวจิ๋วจึงส่งหินกรวดให้มันอีกครั้ง หมีพยายามกัดและเคี้ยวด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี แต่แน่นอนว่าไม่มีใครจินตนาการออกเลยว่ามันจะกัดหินให้แตกได้อย่างไร!

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องช่างตัดเสื้อตัวจิ๋วเจ้าปัญญา 3

หลังจากที่หลอกให้หมีเคี้ยวหินจนเหนื่อย ช่างตัดเสื้อจิ๋วก็หยิบไวโอลินออกมาจากใต้เสื้อโค้ทแล้วเริ่มสีเพลงอย่างรื่นเริง ทันทีที่เจ้าหมีได้ยินเสียงดนตรี มันก็อดใจไม่ไหวจนต้องลุกขึ้นเต้นรำไปมา เมื่อเต้นไปได้สักพักหมีก็รู้สึกถูกอกถูกใจเป็นอย่างมากจนถามช่างตัวจิ๋วว่า “นี่ ฟังนะ เจ้าเครื่องดนตรีนั่นมันหนักไหม?”

ช่างตัวจิ๋วตอบอย่างทีเล่นทีจริงว่า “เบาเหมือนของเล่นเด็กเลยล่ะ ดูสิ มือซ้ายข้าแค่วางนิ้วลงไป ส่วนมือขวาข้าก็แค่ลากคันสี แล้วมันก็นำพาความสุขมาให้ ฮอป ซา ซา วีวัลลาเลรา!”

เจ้าหมีตาโตแล้วบอกว่า “ข้าเองก็อยากสีไวโอลินเป็นเหมือนกัน จะได้เต้นรำเมื่อไหร่ก็ได้ที่อยากเต้น เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ? จะสอนข้าได้ไหม?”

ช่างตัวจิ๋วตอบทันทีว่า “ด้วยความยินดีอย่างยิ่ง ถ้าเจ้ามีพรสวรรค์นะ แต่ขอข้าดูอุ้งเท้าเจ้าหน่อยสิ กรงเล็บพวกนี้มันยาวน่ากลัวเกินไป ข้าต้องตัดเล็บให้เจ้าสักนิดก่อน”

ว่าแล้วเขาก็หยิบ “ปากกาจับชิ้นงาน” (Vise) ออกมา แล้วหลอกให้หมีสอดอุ้งเท้าเข้าไป จากนั้นช่างตัวจิ๋วก็หมุนสกรูจนแน่นสนิทแล้วพูดว่า “ทีนี้ก็รออยู่ที่นี่นะ จนกว่าข้าจะเอากรรไกรมา” เขาปล่อยให้หมีคำรามและดิ้นรนอยู่อย่างนั้นตามใจชอบ ส่วนตัวเองก็นอนลงบนกองฟางในมุมห้องและหลับไปอย่างมีความสุข

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องช่างตัดเสื้อตัวจิ๋วเจ้าปัญญา 4

ตลอดทั้งคืนนั้น เมื่อเจ้าหญิงได้ยินเสียงหมีคำรามอย่างบ้าคลั่ง นางก็นึกกระหยิ่มยิ้มย่องในใจว่าเจ้าหมีคงกำลังขย้ำช่างตัดเสื้อเพื่อเป็นอาหารมื้อดึกไปแล้ว รุ่งเช้านางจึงตื่นขึ้นมาด้วยความสดใสและสบายใจ แต่เมื่อแอบชะโงกหน้าเข้าไปดูในคอกม้า นางกลับต้องตกตะลึงเมื่อเห็นช่างตัดเสื้อจิ๋วยืนอยู่อย่างเริงร่าและมีสุขภาพดีราวกับปลาในน้ำ

คราวนี้นางไม่สามารถหาข้ออ้างใดมาคัดค้านการแต่งงานได้อีก เพราะนางได้ให้สัญญาไว้ต่อหน้าทุกคนแล้ว ราชาจึงสั่งให้จัดรถม้าเพื่อพาเจ้าหญิงและช่างตัดเสื้อไปที่โบสถ์

แต่ทว่า… ช่างตัดเสื้อขี้อิจฉาสองคนแรกที่มีใจริษยาในโชคลาภของเขา กลับแอบย่องเข้าไปในคอกม้าและคลายปากกาจับชิ้นงานเพื่อปล่อยหมีออกมา! เจ้าหมีที่กำลังเดือดจัดจึงวิ่งกวดตามรถม้าไปหวังจะแก้แค้น

เจ้าหญิงได้ยินเสียงหมีคำรามและเสียงฟืดฟาดตามหลังมา นางตกใจกลัวจนตัวสั่นและร้องตะโกนว่า “อ๊ะ! เจ้าหมีอยู่ข้างหลังเราแล้ว มันจะมาจับตัวท่าน!”

ช่างตัดเสื้อตัวจิ๋วผู้รวดเร็วว่องไวรีบขับรถม้า พร้อมกับตะโกนสุดเสียงว่า “เห็นปากกาจับชิ้นงานนี่ไหม! ถ้าเจ้ายังไม่ไสหัวไป ข้าจะจับเจ้าใส่เข้าไปในนั้นอีกรอบแน่!” เมื่อเจ้าหมีเห็นขาสองข้างโผล่ออกมา มันจำภาพเหตุการณ์ที่โดนหนีบอุ้งเท้าได้แม่นยำ จึงรีบกลับลำและวิ่งหนีไปสุดชีวิต

ในที่สุด ช่างตัดเสื้อจิ๋วก็เดินทางถึงโบสถ์อย่างสงบเงียบ และได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงทันที เขาใช้ชีวิตอยู่กับนางอย่างมีความสุขราวกับนกป่า… และใครก็ตามที่ไม่เชื่อเรื่องนี้ จะต้องจ่ายเงินหนึ่งทาเลอร์เป็นค่าธรรมเนียม!

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องช่างตัดเสื้อตัวจิ๋วเจ้าปัญญา 5

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… สติปัญญาและความกล้าหาญนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปร่างลักษณะภายนอกหรือฝีมือทางอาชีพที่สูงส่งเสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับไหวพริบและการรู้จักใช้โอกาสให้เป็นประโยชน์

ดังที่ช่างตัดเสื้อตัวจิ๋วสามารถเอาชนะทั้งปริศนาของเจ้าหญิงที่แสนเย็นชาและพละกำลังของหมีจอมดุร้ายได้ด้วยการใช้เล่ห์เหลี่ยมที่ชาญฉลาดและการรักษาความใจดีสู้เสือในยามวิกฤต ซึ่งเป็นบทเรียนเตือนใจว่าความมั่นใจในตัวเองที่มาพร้อมกับความคิดสร้างสรรค์มักจะช่วยให้เราผ่านพ้นอุปสรรคที่ยากลำบากไปได้เสมอ และความเย่อหยิ่งหรือความริษยาของผู้อื่นมักจะพ่ายแพ้ต่อคนที่รู้จักใช้สมองมากกว่ากำลัง

อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ ที่นี่ taleZZZ.com

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานกริมม์เรื่องช่างตัดเสื้อตัวจิ๋วเจ้าปัญญา (อังกฤษ: The Cunning Little Tailor) นิทานเรื่องนี้จัดอยู่ในประเภทนิทานตลก (Jocular Tale) ของพี่น้องกริมม์ โดยมีรากฐานมาจากเรื่องเล่าในแถบเฮสเซินและปรัสเซีย ซึ่งเน้นการชิงไหวชิงพริบระหว่างตัวละครที่ดูต่ำต้อยกับผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า โดยพี่น้องกริมม์ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิทานพื้นบ้านที่มักเชิดชูตัวละคร “ช่างตัดเสื้อ” ให้เป็นตัวแทนของคนตัวเล็กที่ว่องไวและเฉลียวฉลาด แม้ในเรื่องนี้เขาจะไม่ใช่ช่างที่เก่งกาจในวิชาชีพ แต่เขาก็มี “ดวง” และ “ความกล้า” มาทดแทน ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่คนสมัยก่อนชื่นชมในการเอาตัวรอดจากสังคมที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์และการกดขี่

ในเชิงสัญลักษณ์ ปริศนาเรื่องเส้นผมสีทองและเงินสื่อถึงความลับในสายเลือดหรืออัตลักษณ์ที่เจ้าหญิงพยายามซ่อนไว้เพื่อกีดกันผู้ชายทั่วไป ส่วน “หมี” เป็นตัวแทนของพละกำลังดิบเถื่อนที่ไร้สติปัญญา ซึ่งมักจะตกเป็นเหยื่อของเครื่องมือประดิษฐ์จากอารยธรรมมนุษย์อย่าง “ปากกาจับชิ้นงาน” (Vise) และ “ไวโอลิน” โดยนิทานต้องการสื่อว่าโลกนี้ไม่ได้ถูกปกครองด้วยกำลังกายเพียงอย่างเดียว แต่ถูกควบคุมด้วยผู้ที่รู้จักใช้เครื่องมือและวิทยาการในการจัดการกับความกลัวและอุปสรรค

ที่มาของมุกตลกตอนจบที่ว่า “ใครไม่เชื่อต้องจ่ายเงินหนึ่งทาเลอร์” เป็นธรรมเนียมการจบเรื่องแบบนิทานพื้นบ้านเยอรมันโบราณ (Epilogue Formula) เพื่อย้ำเตือนว่าผู้เล่าได้รับค่าตอบแทนจากการให้ความบันเทิง และยังเป็นการหยอกล้อผู้ฟังว่าหากคุณหาเหตุผลมาหักล้างความอัศจรรย์ของเรื่องนี้ไม่ได้ คุณก็ต้องยอมจำนนต่อเรื่องเล่านี้และจ่ายรางวัลให้แก่ผู้เล่า นิทานเรื่องนี้จึงไม่ได้มุ่งเน้นที่ความสมจริง แต่เน้นที่ความสะใจและการเห็นชัยชนะของคนที่กล้าเสี่ยงจนคว้าโชคก้อนใหญ่มาครองได้ในที่สุด

คติธรรม: “ความกล้าหาญที่มาพร้อมไหวพริบ คืออาวุธที่ทรงพลังยิ่งกว่าพละกำลังของสัตว์ป่าหรือคำสาปแช่งของคนริษยา”