นิทานพื้นบ้านจีนเรื่องตำนานหนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า

ปกนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องตำนานหนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า

กลางสวรรค์กว้างใหญ่ ดวงดาวระยิบระยับเหนือสายน้ำแห่งดวงดาว เส้นแบ่งระหว่างสวรรค์และโลกมนุษย์ เรื่องเล่าขานตำนานนิทานพื้นบ้านสากลจากแดนมังกร โดยจากอดีตกาลกล่าวถึงความรักต้องห้ามระหว่างหนุ่มเลี้ยงวัวและสาวทอผ้า รักแท้ที่ถูกกีดกัน โชคชะตาที่พลิกผัน และการรอคอยที่ไม่มีวันสิ้นสุด

หากเงยหน้ามองทางช้างเผือกในคืนวันที่เจ็ดเดือนเจ็ด เจ้าจะเห็นดาวสองดวงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกัน นั่นคือเงาของพวกเขา… คู่รักที่ถูกพรากจากกัน แต่ยังคงเฝ้ารอวันพบพาน กับนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องตำนานหนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องตำนานหนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องตำนานหนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว กลางห้วงสวรรค์อันกว้างใหญ่ ที่ซึ่งเมฆขาวล่องลอยและดวงดาวส่องประกาย มีเหล่านางฟ้าอาศัยอยู่ในวังสวรรค์ของเง็กเซียนฮ่องเต้ หนึ่งในนั้นคือจือหนี่ (织女 – Zhinü) นางฟ้านักทอผ้า ผู้เป็นธิดาของเง็กเซียนและราชินีสวรรค์ จือหนี่เป็นผู้สร้างเส้นไหมแห่งสวรรค์ที่ทอเป็นท้องฟ้าอันงดงาม นางขยันทำงานและเชื่อฟังพ่อแม่เสมอ แต่ในใจกลับรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะชีวิตของนางมีเพียงกี่ฟ้าและเส้นด้าย ไม่มีอิสระ ไม่มีความสุขที่แท้จริง

ขณะเดียวกัน บนโลกมนุษย์ มีชายหนุ่มชื่อหนิวหลาง (牛郎 – Niulang) เด็กกำพร้าผู้ถูกพี่สะใภ้ใจร้ายขับไล่ออกจากบ้าน เขามีเพียงวัวเก่าตัวหนึ่งเป็นเพื่อน ซึ่งเขาดูแลมันด้วยความรักและความเมตตา แม้ชีวิตจะลำบาก แต่หนิวหลางก็เป็นชายหนุ่มที่ขยันขันแข็งและมีจิตใจดี วันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังเลี้ยงวัวอยู่ในทุ่ง วัวตัวนั้นก็พูดขึ้นด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยปัญญา

“นายท่าน ข้ามิใช่วัวธรรมดา ข้าเคยเป็นเทพแห่งสวรรค์ แต่ถูกลงโทษให้มาอยู่ที่นี่… วันนี้ข้ามีเรื่องสำคัญจะบอกเจ้า หากเจ้าไปที่แม่น้ำแห่งหนึ่งในป่าลึก เจ้าจะได้พบกับสิ่งที่จะเปลี่ยนโชคชะตาของเจ้าไปตลอดกาล”

แม้จะตกใจที่วัวพูดได้ แต่หนิวหลางก็เชื่อมัน และออกเดินทางไปยังแม่น้ำตามคำบอก เมื่อไปถึง เขาเห็นนางฟ้าหลายองค์กำลังลงมาอาบน้ำในแม่น้ำใสสะอาด เสียงหัวเราะของพวกนางดังไปทั่วบริเวณ ราวกับเสียงระฆังเงิน หนิวหลางแทบลืมหายใจ เมื่อสายตาของเขาสะดุดเข้ากับหญิงสาวนางหนึ่ง ผู้มีใบหน้างดงามราวกับเทพธิดา นางคือจือหนี่

“นั่นคือนางฟ้าผู้เลอโฉมที่สุดในสวรรค์…” หนิวหลางคิดในใจ หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ตามคำแนะนำของวัว หนิวหลางตัดสินใจซ่อนเสื้อคลุมของจือหนี่ไว้ เพราะเมื่อไม่มีเสื้อคลุม นางจะไม่สามารถกลับสู่สวรรค์ได้ หลังจากนางฟ้าองค์อื่น ๆ ทะยานกลับสวรรค์ไปหมดแล้ว จือหนี่จึงพบว่าตนเองติดอยู่ในโลกมนุษย์โดยไม่มีทางกลับไปได้

ขณะที่นางตกใจและสับสน หนิวหลางจึงเดินออกไปหา นางมองเขาด้วยดวงตาใสบริสุทธิ์ หนิวหลางรีบกล่าวว่า

“โปรดอย่ากลัวไป ข้าไม่ได้มีเจตนาร้าย ข้าเพียงอยากรู้จักเจ้า… หากเจ้าไม่รังเกียจ ข้าขอเชิญเจ้าไปพักที่บ้านของข้า”

จือหนี่ลังเล แต่เมื่อเห็นแววตาของหนิวหลางที่เต็มไปด้วยความจริงใจ นางก็ยอมติดตามเขาไป และจากวันนั้น ทั้งสองก็ได้ใช้เวลาร่วมกัน…

หลังจากวันนั้น จือหนี่ตัดสินใจอยู่บนโลกมนุษย์กับหนิวหลาง นางไม่เคยสัมผัสความอิสระและความอบอุ่นแบบนี้มาก่อน ตั้งแต่นางเกิดมา นางเคยรู้เพียงการทอผ้าให้สวรรค์ แต่ในตอนนี้ นางได้สัมผัสถึง ความเรียบง่ายแต่เปี่ยมสุขของชีวิตมนุษย์

หนิวหลางและจือหนี่แต่งงานกัน พวกเขามีลูกด้วยกันสองคน เด็กชายและเด็กหญิงที่ร่าเริงและบริสุทธิ์ดุจดวงดาว ทั้งสองช่วยกันทำไร่ไถนา จือหนี่ใช้ฝีมือทอผ้าของนางสร้างเสื้อผ้าที่งดงามที่สุดสำหรับครอบครัว ขณะที่หนิวหลางทำงานหนักเพื่อให้ทุกคนมีอาหารกิน พวกเขาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและมีความสุข

แต่บนสวรรค์ราชินีสวรรค์ (王母 – Wangmu, พระแม่หนี่วา) มารดาของจือหนี่ รู้เรื่องการแต่งงานของลูกสาวกับมนุษย์ และโกรธมาก นางถือว่าการแต่งงานกับมนุษย์เป็นสิ่งต้องห้าม เพราะสวรรค์และโลกมนุษย์ไม่ควรเชื่อมโยงกัน

“ลูกของข้าเป็นนางฟ้าแห่งสวรรค์ นางต้องกลับมา!” ราชินีสวรรค์ประกาศด้วยความโกรธ

ไม่นานนัก ราชินีสวรรค์ก็ส่งเหล่าทหารสวรรค์ลงมายังโลกมนุษย์ จือหนี่ถูกบังคับให้กลับขึ้นสวรรค์ โดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะร่ำลาหนิวหลางและลูก ๆ ของนาง

วันนั้น ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยเมฆสีดำ ลมพายุพัดแรงหนิวหลางกลับมาที่บ้านและพบว่าภรรยาของเขาหายไปแล้ว เหลือไว้เพียงเสื้อคลุมของนางที่เขาเคยซ่อนเอาไว้เมื่อวันแรกที่พบกัน

“ไม่… ข้าจะไม่ยอมให้พวกเขาพรากนางไป!” หนิวหลางตะโกนอย่างสิ้นหวัง

เขากอดลูก ๆ ไว้แน่น ขณะที่หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่ในวินาทีนั้นเอง วัวคู่ใจของเขาก็พูดขึ้นอีกครั้ง

“นายท่าน อย่าสิ้นหวัง หากเจ้าสวมหนังของข้า เจ้าจะสามารถบินขึ้นไปบนสวรรค์ได้”

ดวงตาของหนิวหลางเบิกกว้าง เขาไม่อยากเชื่อว่าวัวที่อยู่กับเขามาตลอดคือเทพที่ถูกสาป แต่นี่ไม่ใช่เวลาจะมานั่งเสียใจ เขาตัดสินใจทำตามคำแนะนำของวัวพาลูก ๆ ขึ้นหลังวัว และทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

หนิวหลางพุ่งขึ้นสู่สวรรค์ ฝ่าก้อนเมฆและสายลมอันรุนแรง เขามองเห็นจือหนี่ที่กำลังร่ำไห้ หันมามองเขาจากอีกฟากของสวรรค์ มือของพวกเขาเอื้อมไปหาอีกฝ่าย แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้พบกัน…

ราชินีสวรรค์สะบัดแขนเสื้ออย่างเกรี้ยวกราด นางดึงปิ่นปักผมออกมา แล้วขีดผ่านท้องฟ้า—ก่อให้เกิดแม่น้ำแห่งดวงดาวขวางกั้นระหว่างทั้งสองคน

“เจ้าจะไม่มีวันพบกันได้อีก!” แม่น้ำแห่งดวงดาวนั้น คือทางช้างเผือก…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องตำนานหนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า 2

หนิวหลางมองเห็นจือหนี่อยู่ตรงหน้า แต่กลับไปหาเธอไม่ได้!

แม่น้ำแห่งดวงดาวที่ราชินีสวรรค์สร้างขึ้นกว้างใหญ่ไพศาล เต็มไปด้วยแสงระยิบระยับจากดวงดารานับไม่ถ้วน เขาพยายามฝืนบังคับวัวให้พุ่งไปข้างหน้า แต่พลังศักดิ์สิทธิ์ของสวรรค์ก็รุนแรงเกินไป แม้จะอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ แต่หนิวหลางและจือหนี่กลับถูกแยกจากกันอย่างไม่มีทางข้ามไปได้

“ไม่นะ! จือหนี่!” หนิวหลางร้องเรียก น้ำตาไหลอาบแก้ม ลูก ๆ ของเขาก็ร่ำไห้ ยื่นมือไปหาแม่ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

จือหนี่เองก็กรีดร้อง “ข้าไม่ต้องการอยู่บนสวรรค์ ข้าต้องการกลับไปอยู่กับท่าน!” แต่นางถูกนางกำนัลของราชินีสวรรค์รั้งตัวไว้ ไม่มีทางข้ามแม่น้ำไปได้

เสียงร่ำไห้ของทั้งคู่ดังก้องไปทั่วสวรรค์ แม้แต่เหล่าเทพ เทพธิดา และสิ่งมีชีวิตบนฟ้าก็อดเวทนาไม่ได้ แม่น้ำแห่งดวงดาวนั้นคือกำแพงที่โหดร้ายที่สุด กั้นกลางระหว่างหัวใจสองดวงที่เคยผูกพัน

แม้ว่าหนิวหลางและจือหนี่จะถูกแยกจากกัน แต่พลังแห่งรักของพวกเขากลับก้องกังวานไปทั่วจักรวาล เรื่องราวของพวกเขาเดินทางผ่านสายลม และในที่สุดก็มาถึงหูของเหล่านกกางเขนทั่วทุกสารทิศ

เหล่านกกางเขนต่างเศร้าใจที่เห็นคู่รักถูกพรากจากกันพวกมันจึงตัดสินใจรวมตัวกัน บินขึ้นสู่ท้องฟ้าและสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแห่งดวงดาว นกนับพันนับหมื่นแผ่ปีกกว้าง เรียงตัวเป็นสะพานแห่งรักที่ทอดผ่านทางช้างเผือก

เมื่อเง็กเซียนฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นเหตุการณ์นี้พระองค์ทรงเห็นความรักแท้ของทั้งคู่และเห็นถึงความเมตตาของเหล่านกกางเขน หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง พระองค์จึงมีรับสั่งกับราชินีสวรรค์ว่า

“แม้กฎสวรรค์จะต้องคงไว้ แต่ความรักแท้ก็สมควรได้รับโอกาส”

สุดท้ายเง็กเซียนฮ่องเต้ทรงอนุญาตให้หนิวหลางและจือหนี่ได้พบกันปีละครั้ง ในวันที่ เจ็ดเดือนเจ็ดตามปฏิทินจันทรคติ

วันนั้นของทุกปีเหล่านกกางเขนจะบินขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง สร้างสะพานให้ทั้งสองได้เดินข้ามมาเจอกัน จือหนี่จะโอบกอดสามีและลูก ๆ ของเธอ ใช้เวลาร่วมกันเพียงหนึ่งคืน ก่อนที่ฟ้าจะเปิด และนางต้องกลับไปยังสวรรค์อีกครั้ง

แม้จะเป็นเวลาสั้น ๆ แต่ก็เพียงพอแล้วสำหรับหัวใจของทั้งสองที่ยังคงรักมั่นต่อกัน

ตำนานของพวกเขากลายเป็นที่มาของ “เทศกาลฉีซี” (Qixi Festival – 七夕节) หรือ “วันแห่งความรักของจีน” ทุกปีในคืนวันที่เจ็ดเดือนเจ็ด ผู้คนจะเงยหน้ามองท้องฟ้า หากฝนตก เชื่อกันว่านั่นคือหยาดน้ำตาแห่งความปีติของจือหนี่และหนิวหลาง ที่ได้พบกันอีกครั้ง

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องตำนานหนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความรักแท้ย่อมฝ่าฟันทุกอุปสรรค แม้หนิวหลางและจือหนี่จะถูกกีดกันด้วยพรมแดนระหว่างสวรรค์และโลก แต่ความรักของพวกเขายังคงมั่นคง ไม่ว่าโชคชะตาจะโหดร้ายเพียงใด หัวใจที่ผูกพันกันย่อมมีหนทางกลับมาพบกันเสมอ

พรหมลิขิตอาจนำพาคนสองคนมาเจอกัน แต่การรักษาความรักนั้นต้องแลกด้วยความอดทนและการเสียสละ หนิวหลางและจือหนี่ต้องพลัดพราก ต้องรอคอย ต้องอดทนต่อโชคชะตาที่กำหนด แต่พวกเขาก็ไม่เคยลืมกัน ไม่เคยปล่อยมือจากกันในหัวใจ

ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้จีรัง ไม่ว่าความสุขหรือความเศร้า หนิวหลางและจือหนี่ได้พบกันเพียงปีละครั้ง แต่นั่นเพียงพอแล้วสำหรับหัวใจที่มั่นคง สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ระยะเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน แต่คือความหมายของเวลานั้น

แม้สวรรค์จะขีดเส้นแบ่ง แต่มนุษย์และธรรมชาติสามารถสร้างสะพานเชื่อมถึงกันได้ เหมือนดั่งเหล่านกกางเขนที่ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างสะพานให้คู่รักได้พบกัน ความรักไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชคชะตาเพียงอย่างเดียว แต่มันเกิดขึ้นได้เพราะความหวัง ความเมตตา และพลังแห่งความเสียสละ

ท้ายที่สุดความรักที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่การครอบครอง แต่อยู่ที่การรอคอยและเชื่อมั่นต่อกันเสมอ

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านจีนเรื่องตำนานหนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า (อังกฤษ: The Cowherd and the Weaver Girl) หรืออีกชื่อตำนานสะพานนกกางเขน นิทานเรื่องนี้เป็นหนึ่งในตำนานความรักที่เก่าแก่ที่สุดของจีน มีรากฐานมาจากความเชื่อด้านดาราศาสตร์ ปรัชญาเต๋า และแนวคิดเรื่องโชคชะตา เรื่องราวของหนิวหลางและจือหนี่ถูกกล่าวถึงตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น และได้รับการเล่าขานผ่านวรรณกรรมจีนมาหลายยุคสมัย

ต้นกำเนิดของนิทานนี้เกี่ยวข้องกับกลุ่มดาวบนท้องฟ้า หนิวหลางแทนดาวอัลแตร์ จือหนี่แทนดาวเวก้า ส่วนแม่น้ำแห่งดวงดาวที่ขวางกั้นทั้งคู่ก็คือทางช้างเผือก ตามความเชื่อจีน ทุกปีในคืนวันที่เจ็ดเดือนเจ็ด ดาวทั้งสองจะอยู่ใกล้กันที่สุด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของคืนที่ทั้งสองได้พบกัน

นิทานเรื่องนี้สะท้อนแนวคิดของหยินหยาง และกฎแห่งสมดุลของจักรวาล สวรรค์และโลกมนุษย์ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยสมบูรณ์ แต่สะพานนกกางเขนที่เชื่อมทั้งสองเข้าหากัน เปรียบเสมือนทางออกของโชคชะตา เทพเจ้าสวรรค์อาจขีดเส้นกั้น แต่พลังแห่งรักแท้ก็สามารถหาหนทางกลับมาพบกันเสมอ

จากตำนานนี้ได้กลายเป็นเทศกาลฉีซี หรือ “วันแห่งความรักของจีน” ที่มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง หญิงสาวชาวจีนโบราณจะบูชาจือหนี่ ขอพรให้สมหวังในความรักและมีฝีมือเย็บปักถักร้อยเช่นเดียวกับนาง ในญี่ปุ่น นิทานนี้พัฒนาเป็นเทศกาลทานาบาตะ และในเกาหลีรู้จักกันในชื่อชิลซอก ซึ่งทั้งสองเทศกาลมีพิธีกรรมคล้ายกัน

แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด นิทานเรื่องนี้ยังคงถูกเล่าขานและได้รับความรักจากผู้คนมากมาย สะท้อนถึงพลังของความรักแท้ที่ไม่อาจถูกทำลาย แม้ต้องเผชิญกับอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่เพียงใด

“แท้จริงแล้ว อุปสรรคไม่อาจพรากความรักได้ มีเพียงหัวใจที่หยุดรอเท่านั้น ที่ทำให้รักเลือนหายไป”