ในโลกที่เส้นแบ่งระหว่างความจริงและภาพลวงตาถูกบิดเบือนด้วยเวทมนตร์ การมีดวงตาที่มองเห็นความจริงอาจเป็นทั้งพรสวรรค์และจุดเริ่มต้นของความแค้นที่แสนอันตราย
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงการเผชิญหน้าของหญิงสาวผู้มีของวิเศษจากธรรมชาติกับนักมายากลเจ้าเล่ห์ ที่นำไปสู่การล้างแค้นอันน่าอับอายในวันสำคัญของเธอ กับนิทานกริมม์เรื่องท่อนไม้ลวงตา

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องท่อนไม้ลวงตา
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในวันที่แสงแดดจัดจ้า ณ ใจกลางหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน นักมายากลผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนแท่นไม้ เขากำลังร่ายมนตร์สะกดสายตาฝูงชนด้วยการแสดงที่น่าเหลือเชื่อ
เขาเรียกให้คนนำไก่ตัวผู้ตัวหนึ่งออกมา จากนั้นเขาก็เสกให้ไก่ตัวนั้นแบก “ท่อนไม้ซุงขนาดมหึมา” ขึ้นไว้บนหลัง ไก่ตัวน้อยเดินไปมาอย่างสง่างามโดยมีไม้ท่อนยักษ์วางพาดอยู่ ราวกับว่าไม้นั้นเบาบางดั่งขนนก ฝูงชนต่างอ้าปากค้างและตบมือรัวด้วยความอัศจรรย์ใจในพลังวิเศษนั้น
ทว่า ท่ามกลางฝูงชนที่กำลังถูกสะกดจิต มีหญิงสาวชาวบ้านนางหนึ่งยืนมองดูด้วยสายตาที่ต่างออกไป บังเอิญว่าก่อนที่จะเดินมาถึงที่นี่ เธอบังเอิญพบและเก็บ “ใบโคลเวอร์สี่แฉก” ที่หาได้ยากยิ่งมาไว้ในมือ อำนาจวิเศษจากธรรมชาติของใบไม้ชนิดนี้ทำให้ดวงตาของเธอมีพลังในการ “มองเห็นความจริง” โดยที่เวทมนตร์ใด ๆ ก็ไม่อาจบดบังได้
เธอขยี้ตาแล้วมองไปที่ไก่ตัวนั้นอีกครั้ง ก่อนจะตะโกนออกมาสุดเสียงว่า “พวกท่านตาบอดกันไปหมดแล้วหรือ! ดูสิ นั่นไม่ใช่ท่อนไม้ซุงอะไรทั้งนั้น แต่มันเป็นเพียง ‘เส้นฟาง’ เส้นเดียวที่เจ้าไก่คาบอยู่ต่างหาก!”
ทันทีที่เสียงของเธอจบลง มนต์สะกดที่คลุมครอบสายตาของผู้คนก็มลายหายไปราวกับควันพุ่งผ่านลม ทุกคนเริ่มขยี้ตาและเห็นความจริงว่าไก่ตัวนั้นไม่ได้แบกไม้ซุง แต่กำลังคาบฟางเส้นเล็ก ๆ เดินไปมาอย่างน่าขัน
ความชื่นชมเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น ฝูงชนพากันโห่ไล่และขว้างปาสิ่งของใส่นักมายากลจนเขาต้องวิ่งหนีไปด้วยความอับอายขายหน้า แต่ในใจของเขานั้นสุมไปด้วยเพลิงแค้น เขาพึมพำกับตัวเองว่า “ฝากไว้ก่อนเถอะแม่ตัวดี ข้าจะทำให้เจ้าต้องอับอายยิ่งกว่าข้าเป็นร้อยเท่า!”

เวลาผ่านไปจนหลายคนเริ่มลืมเลือนเหตุการณ์วันนั้นไปแล้ว วันสำคัญของหญิงสาวก็มาถึง มันคือวันแต่งงานที่เธอรอคอย เธอถูกประดับตกแต่งด้วยชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์และมงกุฎดอกไม้ที่งดงามที่สุด เพื่อนเจ้าสาวและชาวบ้านต่างตั้งขบวนแห่แหนเดินข้ามทุ่งนาสีเขียวขจี เพื่อมุ่งหน้าไปยังโบสถ์ที่อยู่ไกลออกไปอีกฟากหนึ่งของทุ่ง
ในขณะที่ขบวนกำลังเดินไปอย่างรื่นเริง นักมายากลที่แอบซุ่มรอโอกาสอยู่ในเงามืดก็เริ่มร่ายมนตร์ดำบทที่ร้ายกาจที่สุดของเขา ทันใดนั้นเอง ภาพทุ่งนาที่เคยราบเรียบก็เปลี่ยนไปในสายตาของหญิงสาวและคนในขบวน
ทุกคนหยุดกึกด้วยความตกใจ เพราะตรงหน้าของพวกเขามี “ลำธารสายใหญ่” ที่น้ำไหลเชี่ยวกรากและลึกสีครามขวางกั้นเส้นทางอยู่ น้ำในลำธารนั้นเอ่อล้นจนแทบจะท่วมตลิ่ง และที่แย่ที่สุดคือไม่มีสะพานหรือไม้กระดานสักแผ่นที่จะใช้ข้ามไปได้เลย
หญิงสาวเริ่มกระวนกระวายใจ เธอไม่อยากให้พิธีแต่งงานต้องล่าช้า และเธอก็กลัวว่าถ้าเดินลุยไปเฉย ๆ ชุดเจ้าสาวที่แสนแพงและงดงามจะเปียกชุ่มและเปื้อนโคลนจนหมดสวย เธอจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่เธอคิดว่าสมควรที่สุด นั่นคือการรวบชายกระโปรงขึ้นมาถกไว้จนสูงพ้นเข่าเพื่อเตรียมจะลุยน้ำที่ดูเหมือนจะลึกพ้นพื้นดิน โดยหารู้ไม่ว่าเธอกำลังก้าวเข้าสู่กับดักที่ถูกวางไว้อย่างแนบเนียน

หญิงสาวเจ้าสาวผู้มั่นใจในตัวเอง ค่อยๆ ถกชุดแต่งงานสีขาวสะอาดตาของเธอขึ้นสูงจนดูน่าเกลียดน่าชัง เพื่อป้องกันไม่ให้ชายผ้าสัมผัสกับ “สายน้ำ” ที่เธอมองเห็นตรงหน้า
เธอเริ่มก้าวเดินอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ยกขาสูงราวกับกำลังลุยไปในน้ำที่ลึกถึงโคนขา โดยมีขบวนแห่ขันหมากยืนมองดูด้วยความมึนงง
ในขณะที่เธอกำลังตั้งอกตั้งใจเดิน “ลุยน้ำ” อยู่กลางทุ่งอย่างทุลักทุเล ทันใดนั้น นักมายากลเจ้าคิดเจ้าแค้นก็ปรากฏตัวขึ้นข้าง ๆ เธอ เขาหัวเราะร่าด้วยเสียงอันดังปานฟ้าผ่าแล้วตะโกนเยาะเย้ยว่า “อ้าวๆ! แม่สาวน้อยผู้ชาญฉลาด ไหนล่ะดวงตาที่เคยบอกว่ามองเห็นความจริงทุกอย่าง? เจ้ากำลังทำอะไรอยู่กลางทุ่งดอกแฟลกซ์นี่กันแน่!”

สิ้นเสียงตวาดของนักมายากล มนต์สะกดที่คลุมทุ่งนาไว้ก็สลายไปในพริบตา หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวและรีบปล่อยชายกระโปรงลงทันทีที่สายตาของเธอกลับมาเป็นปกติ
เธอพบว่าตัวเองไม่ได้ยืนอยู่ในลำธารที่เชี่ยวกราก แต่กลับยืนอยู่กลาง “ทุ่งดอกแฟลกซ์สีฟ้า” ที่บานสะพรั่งสุดลูกหูลูกตา ซึ่งสีฟ้าเข้มของมันเมื่อรวมกับเวทมนตร์ลวงตา ทำให้เธอมองเห็นเป็นผิวน้ำที่กระเพื่อมไหว
ภาพที่ปรากฏต่อสายตาชาวบ้านและแขกเหรื่อคือ เจ้าสาวผู้สง่างามกลับมายืนถกกระโปรงขึ้นสูงอย่างไม่อายฟ้าดินอยู่กลางป่าดอกไม้ เสียงตบมือชื่นชมในอดีตเปลี่ยนเป็นเสียงระเบิดหัวเราะเยาะเย้ยดังก้องไปทั่วทุ่ง
หญิงสาวต้องรีบวิ่งหนีไปโบสถ์ด้วยความอับอายขายหน้าอย่างถึงที่สุด นักมายากลได้ล้างแค้นสมใจด้วยการใช้ “ภาพลวงตา” ย้อนกลับมาเล่นงานคนที่เคยประกาศว่าตนมองเห็น “ความจริง” ได้ดีที่สุดนั่นเอง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความฉลาดหลักแหลมเพียงครั้งเดียวไม่อาจการันตีความปลอดภัยจากเล่ห์เหลี่ยมได้ตลอดไป เพราะเมื่อใดที่เราทะนงตนว่ารู้เท่าทันความจริงจนขาดความระมัดระวัง เมื่อนั้นเราก็อาจตกเป็นเหยื่อของภาพลวงตาที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม
นอกจากนี้ยังเตือนใจให้ระวังผลกระทบจากการเปิดโปงผู้อื่นอย่างไม่ไว้หน้า เพราะความแค้นที่เกิดจากการถูกทำให้อับอายมักจะย้อนกลับมาทำลายเราในเวลาที่เราคาดไม่ถึง และความประมาทเพียงชั่วครู่อาจเปลี่ยนความน่ายกย่องให้กลายเป็นความน่าอับอายไปชั่วชีวิต
อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ อีกเพียบ ที่นี่ taleZZZ.com
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องท่อนไม้ลวงตา (อังกฤษ: The Beam) จากคอลเลกชันนิทานพี่น้องกริมม์ลำดับที่ 149 KHM เรื่องราวจัดอยู่ในประเภท “เรื่องเล่าเกี่ยวกับการประลองเวทมนตร์” (Tales of Magic and Deception) ซึ่งเป็นแก่นเรื่องยอดนิยมในนิทานพื้นบ้านเยอรมัน เพื่อสะท้อนถึงการต่อสู้ระหว่างพลังจากธรรมชาติ (ในที่นี้คือใบโคลเวอร์สี่แฉก) กับเวทมนตร์คาถาที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยมักใช้ตัวละครนักมายากลเป็นตัวแทนของความเจ้าเล่ห์และการเล่นตลกกับความรับรู้ของมนุษย์
ในเชิงวัฒนธรรม “ใบโคลเวอร์สี่แฉก” ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของความโชคดีและพลังในการปกป้องผู้ครอบครองจากอำนาจชั่วร้ายหรือภาพลวงตา ซึ่งพี่น้องกริมม์หยิบยกองค์ประกอบนี้มาเพื่อชี้ให้เห็นว่า ความจริงสามารถถูกเปิดเผยได้ด้วยความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ แต่ในขณะเดียวกันมนุษย์ก็มีแนวโน้มที่จะตกหลุมพรางของอารมณ์และความอับอายได้ง่ายกว่า
ต้นกำเนิดของเรื่องยังมีมิติของการเตือนใจเรื่อง “การล้างแค้น” และผลลัพธ์ของการทำให้อื่นเสียหน้า โดยชี้ให้เห็นว่าแม้ความจริงจะเป็นสิ่งที่ดี แต่การเปิดโปงอย่างขาดความเมตตาอาจนำมาซึ่งศัตรูที่คอยจ้องจะทำลายความสุขในอนาคต ทำให้เรื่องนี้เป็นนิทานเชิงจิตวิทยาที่สอนให้เรามีสติและไม่ประมาทต่อเล่ห์เหลี่ยมรอบตัว
คติธรรม: “ความจริงอาจช่วยให้เราหลุดพ้นจากมนต์สะกดเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่การมีสติและไม่ประมาทต่อเล่ห์เหลี่ยมของผู้อื่นต่างหากที่จะช่วยให้เราไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของภาพลวงตาที่จ้องจะทำลายเราในภายหลัง”

