นิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานเทพตาเนกับการแยกท้องฟ้ากับผืนดิน

ปกนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานเทพตาเนกับการแยกท้องฟ้ากับผืนดิน

ในห้วงเวลาที่ไม่มีแสง ไม่มีลม และไม่มีที่ว่างสำหรับสิ่งมีชีวิต ทุกสรรพสิ่งถูกกอดรัดอยู่ในความเงียบงันของความมืด ฟ้าและดินแนบชิดกันราวกับไม่มีสิ่งใดแยกออกจากกันได้ โลกทั้งโลกคืออ้อมกอดที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มีจุดจบ

แต่เมื่อมีชีวิต ก็ย่อมมีความเปลี่ยนแปลง มีตำนานนิทานพื้นบ้านสากลจากชาวเมารี ณ ดินแดนนิวซีแลนด์ เมื่อเผ่าพันธุ์ใหม่ถือกำเนิดขึ้น พวกเขาต้องเลือกว่าจะยอมจำนนอยู่ในเงามืดตลอดไป หรือจะสร้างเส้นทางของตนเอง แม้ว่ามันอาจหมายถึงการทำลายสิ่งที่เคยเป็นนิรันดร์… กับนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานเทพตาเนกับการแยกท้องฟ้ากับผืนดิน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานเทพตาเนกับการแยกท้องฟ้ากับผืนดิน

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานเทพตาเนกับการแยกท้องฟ้ากับผืนดิน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในปฐมกาล ก่อนที่โลกจะมีแสงสว่างหรือสิ่งมีชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างจมอยู่ในความมืดมิด ท้องฟ้าและแผ่นดินโอบกอดกันแน่น ไร้ช่องว่าง ไร้แสง และไร้อากาศหายใจ

รังกินุย (Ranginui) เทพแห่งท้องฟ้า และปาปาทวนูกู (Papatūānuku) เทพีแห่งแผ่นดิน อยู่เคียงคู่กันในอ้อมกอดนิรันดร์ของพวกเขา ในความรักของทั้งสอง เทพเจ้าผู้เป็นลูกนับไม่ถ้วนถือกำเนิดขึ้น พวกเขาเกิดมาในความมืดที่ไม่มีวันสิ้นสุด และถูกขังอยู่ระหว่างร่างของบิดาและมารดาของพวกเขา

แม้พวกเขาจะรักพ่อแม่ของตน แต่ชีวิตเช่นนี้ อึดอัดและมืดมน พวกเขาไม่สามารถเคลื่อนไหวอย่างอิสระ ไม่มีท้องฟ้า ไม่มีลม ไม่มีดวงอาทิตย์ โลกของพวกเขาเป็นเพียงเงามืดที่ไร้ที่สิ้นสุด

เทพเจ้าผู้เป็นลูกจึงเริ่มปรึกษากัน “เราจะอยู่ในเงามืดเช่นนี้ตลอดไปหรือ?” องค์หนึ่งกล่าว

“หากเราสามารถแยกพ่อแม่ออกจากกัน โลกจะมีที่ว่างให้พวกเราได้ดำรงอยู่” อีกองค์หนึ่งเสนอ

พวกเขาเริ่มถกเถียงกันถึงชะตากรรมของตนเอง เทพบางองค์เห็นด้วย เพราะพวกเขาต้องการแสงสว่าง ต้องการโลกที่เปิดกว้างและเป็นอิสระ แต่บางองค์คัดค้าน พวกเขาไม่ต้องการทำร้ายพ่อแม่ของตน ไม่ต้องการแยกผู้ให้กำเนิดออกจากกัน

แต่แล้ว เสียงหนึ่งกล่าวขึ้น เสียงของเทพมาวี (Tāwhirimātea) เทพแห่งสายลมและพายุ “หากพวกเจ้าทำเช่นนี้ ข้าจะต่อต้านพวกเจ้าทุกคน ข้าจะอยู่เคียงข้างบิดามารดาเสมอ และข้าจะโกรธแค้นไม่สิ้นสุด!”

แต่ถึงแม้พายุจะเกรี้ยวกราดเพียงใด เหล่าเทพก็ยังตัดสินใจเดินหน้าต่อ

เทพเจ้าหลายองค์เริ่มพยายามแยกรังกินุยออกจากปาปาทวนูกู องค์แรกที่ลองคือรองโกมาตาเน (Rongo-mā-Tāne) เทพแห่งพืชพันธุ์และอาหาร เขาใช้กำลังผลักดัน แต่ฟ้ากับดินยังคงแนบชิดกัน

ต่อมาทันเอมาเต (Tūmatauenga) เทพแห่งสงคราม ผู้แข็งแกร่งที่สุดในหมู่พี่น้อง เขาใช้แรงทั้งหมดของตนพยายามดึงพ่อแม่ออกจากกัน แต่ถึงแม้เขาจะทรงพลังเพียงใด ฟ้ากับดินก็ยังไม่ยอมแยกออก

เหล่าเทพเริ่มหมดหวัง ดูเหมือนจะไม่มีพลังใดในหมู่พวกเขาสามารถแยกบิดามารดาออกจากกันได้

แต่แล้วเสียงของเทพองค์หนึ่งดังขึ้น “จงให้ข้าได้ลอง ข้าจะใช้สิ่งที่ธรรมชาติมอบให้เรา—ข้าจะใช้ร่างกายของข้าเอง” ผู้พูดคือตาเน (Tāne) เทพแห่งป่าไม้และชีวิต

ตาเนไม่ได้ใช้แขนดันเหมือนเทพองค์ก่อน ๆ เขา กลับนอนลงบนพื้น วางหลังของตนไว้บนมารดา แล้วใช้ขาทั้งสองของตนดันร่างของบิดาให้สูงขึ้น “จงเปิดโลกให้เราทั้งหลาย จงให้แสงสว่างเข้ามา!”

เขาผลักขึ้นด้วยพลังที่ไม่ใช่เพียงกำลัง แต่เป็นพลังแห่งธรรมชาติ เขาออกแรงดันสุดกำลัง ต้นไม้แห่งชีวิตของเขาเริ่มเติบโต รากของมันหยั่งลึกลงในแผ่นดิน ขณะที่กิ่งก้านของมันดันขึ้นไปสู่ท้องฟ้า

ในที่สุด… รังกินุยและปาปาทวนูกูถูกแยกออกจากกัน!

แสงแรกส่องผ่านรอยแยกระหว่างฟ้าและดิน ความมืดที่ปกคลุมโลกมานานจบสิ้นลง

เหล่าเทพต่างโห่ร้องด้วยความยินดี บัดนี้ โลกได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว!

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ยังไม่ใช่จุดจบ… เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ยินดีต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

เทพมาวี เทพแห่งสายลมและพายุ กำลังเดือดดาล “พวกเจ้าทรยศต่อบิดามารดาของเรา! ข้าจะไม่ให้อภัยพวกเจ้า!”

และแล้ว เสียงลมเริ่มคำราม พายุแห่งความพิโรธกำลังก่อตัวขึ้น…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานเทพตาเนกับการแยกท้องฟ้ากับผืนดิน 2

เมื่อรังกินุย (เทพแห่งท้องฟ้า) และปาปาทวนูกู (เทพีแห่งแผ่นดิน) ถูกแยกออกจากกัน แสงแรกได้สาดส่องลงสู่โลก พืชพันธุ์เริ่มเติบโต สายน้ำเริ่มไหล และสายลมเย็นพัดผ่านพื้นดินอย่างอิสระ โลกไม่ได้ถูกกักขังในความมืดอีกต่อไป

เหล่าเทพต่างเฉลิมฉลอง เพราะบัดนี้ พวกเขามีที่ให้ดำรงอยู่ และสิ่งมีชีวิตใหม่ ๆ สามารถถือกำเนิดขึ้นได้

แต่ท่ามกลางความยินดี มีหนึ่งองค์ที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น

มาวี (Tāwhirimātea) เทพแห่งสายลมและพายุ มองดูพี่น้องของเขาที่ร่วมมือกันแยกพ่อแม่ออกจากกัน ความเศร้าของรังกินุยที่ถูกยกสูงขึ้นไป ความเจ็บปวดของปาปาทวนูกูที่ต้องอยู่ลำพังเบื้องล่าง ทำให้มาวีเต็มไปด้วยความเดือดดาล

“พวกเจ้าทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ข้าจะไม่ให้อภัย!” ทันใดนั้น สายลมแห่งความพิโรธเริ่มก่อตัวขึ้น เมฆดำแผ่ปกคลุมไปทั่ว พายุเริ่มก่อตัว และสายฟ้าฟาดลงมายังแผ่นดิน

มหาสมุทรเดือดพล่าน คลื่นสูงกระแทกเข้าหาฝั่ง สายลมพัดโหมกระหน่ำจนต้นไม้ที่ตาเนปลูกไว้เริ่มโค่นล้ม “ถ้าพวกเจ้าจะสร้างโลก ก็จงดูว่าธรรมชาติสามารถทำลายมันได้เช่นกัน!”

เหล่าเทพที่เคยเฉลิมฉลองรีบหาที่หลบภัย มหาสมุทรและสายลมโหมกระหน่ำอย่างไม่หยุดยั้ง มาวีส่งพายุไปยังทุกหนแห่งเพื่อทดสอบว่าโลกที่พวกเขาสร้างขึ้นนั้นแข็งแกร่งพอหรือไม่

แต่ตาเนไม่ได้หวาดกลัว เขามองดูโลกที่กำลังถูกพายุถล่มและกล่าวอย่างหนักแน่น “เจ้าจะโกรธก็โกรธไป แต่โลกนี้จะยังคงอยู่ ต้นไม้ของข้าจะหยั่งรากลึกลงไปในแผ่นดิน น้ำจะยังไหล และลมของเจ้าจะไม่สามารถทำลายทุกสิ่งได้”

เหล่าเทพที่เหลือเริ่มรวมพลังกัน พวกเขาร่วมกันปกป้องแผ่นดินจากพายุของมาวี แม้พายุจะรุนแรง แต่มันก็ไม่สามารถทำลายทุกสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาได้

เมื่อเวลาผ่านไป มาวีเริ่มอ่อนแรง สายลมสงบลง เมฆดำจางหาย และโลกก็กลับคืนสู่ความสมดุล

แต่ถึงแม้พายุจะจบลง รังกินุยและปาปาทวนูกูก็ไม่อาจกลับมาอยู่ด้วยกันได้อีก พวกเขาถูกแยกออกจากกันตลอดกาล

แต่ความรักของพวกเขาไม่เคยจางหาย

รังกินุยร้องไห้ให้ภรรยาของเขา น้ำตาของเขากลายเป็นสายฝนที่โปรยปรายลงมาเพื่อมอบชีวิตให้แก่โลก

ปาปาทวนูกูเองก็ไม่เคยลืมสามีของนาง นางส่งไออุ่นของนางขึ้นไปเป็นหมอกในยามเช้า เพื่อให้รังกินุยได้รับรู้ถึงความคิดถึงของนาง

และตาเน ผู้เป็นเทพแห่งป่าไม้ ยังคงปลูกต้นไม้เพื่อเป็นสะพานเชื่อมฟ้ากับดิน

ตั้งแต่นั้นมา… ชาวเมารีจึงเชื่อว่า ฝนที่ตกลงมา คือน้ำตาของรังกินุยที่ยังคงร้องไห้ให้ภรรยาของเขา, หมอกยามเช้า คือลมหายใจของปาปาทวนูกูที่ส่งถึงสามีของนาง, สายลมพายุของมาวี ยังคงพัดกระหน่ำเพื่อเตือนมนุษย์ว่า ธรรมชาติมีอำนาจเหนือพวกเขา, ต้นไม้ คือสายใยเชื่อมโยงระหว่างสวรรค์และโลก ที่เติบโตขึ้นมาจากการเสียสละของตาเน

แม้ท้องฟ้าและแผ่นดินจะถูกแยกจากกัน แต่พวกเขายังคงเชื่อมโยงถึงกันเสมอ

และนี่คือเหตุผลที่มนุษย์ต้องเคารพธรรมชาติ เพราะทุกสิ่งที่มีอยู่ ล้วนเป็นผลพวงจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่กาลก่อน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานเทพตาเนกับการแยกท้องฟ้ากับผืนดิน 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ทุกการเปลี่ยนแปลงมาพร้อมกับความเจ็บปวด แต่มันอาจเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไป”

ฟ้ากับดินเคยแนบชิดกัน ไม่มีแสง ไม่มีอิสรภาพ จนกระทั่งตาเนตัดสินใจแยกพวกเขาออก แม้จะสร้างโลกใหม่ที่เต็มไปด้วยชีวิต แต่มันก็มาพร้อมกับความเศร้าของรังกินุยและปาปาทวนูกู

เช่นเดียวกับชีวิต บางครั้งเราต้องยอมรับความสูญเสียเพื่อให้มีสิ่งใหม่เกิดขึ้น และถึงแม้การเปลี่ยนแปลงอาจทำให้บางสิ่งแยกจากกัน แต่สายสัมพันธ์ที่แท้จริงจะไม่มีวันถูกตัดขาด

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานเทพตาเนกับการแยกท้องฟ้ากับผืนดิน (อังกฤษ: The Tale of Tane and the Separation of Sky and Earth) เป็นหนึ่งในตำนานการสร้างโลกของชาวเมารีที่อธิบายถึงจุดเริ่มต้นของแสงสว่าง อากาศ และที่ว่างสำหรับสิ่งมีชีวิต ตำนานนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อที่ว่าท้องฟ้าและแผ่นดินเคยเป็นหนึ่งเดียวกัน ก่อนที่เทพเจ้าจะทำให้พวกมันแยกจากกันเพื่อนำมาซึ่งชีวิต

เรื่องเล่านี้เป็นรากฐานของแนวคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ชาวเมารียังคงเคารพในสายใยที่เชื่อมโยงกันระหว่างฟ้า ดิน สายฝน หมอก และป่าไม้ พวกเขาเชื่อว่าธรรมชาติมีจิตวิญญาณและต้องได้รับการดูแลด้วยความเคารพ เพราะทุกสิ่งที่มีอยู่ในโลก ล้วนเป็นผลจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่กาลก่อน

“บางครั้ง การสร้างสิ่งใหม่ต้องแลกมาด้วยความสูญเสีย แต่ความสัมพันธ์ที่แท้จริงไม่มีวันถูกพรากไป เพียงแค่เปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบที่เราต้องเรียนรู้จะเข้าใจ”