นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานวัดพนัญเชิง

มีตำนานเรื่องเล่านิทานพื้นบ้านไทยถึงผู้ครองเมืองไม่ได้เกิดจากสายเลือดราชวงศ์ หากเกิดจากชะตาที่ไม่มีใครคาดถึง และบางครั้ง ราชินีไม่ได้มาจากเมืองเดียวกัน แต่อาจเดินทางข้ามฟ้า… เพราะโชคชะตาระบุไว้

แต่ต่อให้ฟ้าเปิดทางไว้ให้รักเดินมาได้ไกลเพียงใด หากใจของใครสักคนยังยืนอยู่ที่เดิม แล้วไม่ยอมก้าวไปอีกนิด… บางเรื่องก็อาจกลายเป็นตำนานแทนที่จะเป็นชีวิตจริง กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานวัดพนัญเชิง

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานวัดพนัญเชิง

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานวัดพนัญเชิง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กรุงอโยธยาไร้กษัตริย์ครองเมือง พระมหากษัตริย์องค์ก่อนสิ้นพระชนม์โดยมิได้มีรัชทายาท บรรดาขุนนางอำมาตย์จึงตกลงกันว่าจะเสี่ยงทายผู้มีบุญญาธิการขึ้นเป็นกษัตริย์ โดยตั้งเรือพระที่นั่งไว้กลางลำน้ำ แล้วปล่อยให้มันล่องไปตามชะตา

เรือพระที่นั่งลอยลัดเลาะตามสายลม ผ่านวัด ผ่านป่า ผ่านตลาด จนกระทั่งลอยมาเกยอยู่กลางทุ่งนาอันกว้างใหญ่ ณ ที่นั้น มีเด็กเลี้ยงควายกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งเล่น ส่งเสียงหัวเราะกันอย่างสำราญ เด็กคนหนึ่งยืนอยู่กลางวง พวกอื่นล้อมรอบ ดูเหมือนจะเล่นบทบาทอะไรบางอย่าง

“ข้าเป็นกษัตริย์! เจ้าผู้ผิดกฎหมายจงถูกลงโทษ” เด็กคนนั้นตะโกนเสียงกร้าว

อีกคนที่ยืนเป็นจำเลยคุกเข่าแสร้งร้องไห้ “ข้าเปล่า ข้าเปล่า!”

“เพชฌฆาต! นำตัวไปตัดหัวเสีย!”

เสียงหัวเราะดังขึ้น แต่แล้วหนึ่งในเด็กก็ยกไม้ไผ่เสมือนดาบฟาดลงไปอย่างเล่น ๆ ทว่าแทนที่ทุกคนจะหัวเราะต่อ กลับเงียบลงในฉับพลัน

เด็กที่เป็นจำเลยล้มลง คอขาดกระเด็น ร่างแน่นิ่ง เลือดไหลริน

บรรดาอำมาตย์ที่ตามเรือมาเห็นเหตุการณ์ ต่างเบิกตากว้าง ผู้ใหญ่บางคนร้อง “อัศจรรย์!” เด็กผู้นั้นไม่ได้หมายจะฆ่าใครจริง แต่คำสั่งของเขากลับเกิดผลราวฟ้าส่ง

จึงมีรับสั่งจากกลุ่มอำมาตย์ “เด็กนี้มิใช่คนธรรมดา บุญญาธิการยิ่งใหญ่ สมควรครองเมืองอโยธยา”

เด็กเลี้ยงควายซึ่งไม่รู้เรื่องรู้ราว อ้าปากค้าง กำไม้ไผ่แน่นในมือ เขาถูกเชิญขึ้นบัลลังก์ กลายเป็นกษัตริย์โดยไม่ได้เตรียมตัว ราชสำนักตั้งพระนามให้ว่า “พระเจ้าสายน้ำผึ้ง” โดยที่ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่าชื่อเช่นนั้นจะมีความหมายในภายหน้า

ณ แผ่นดินเมืองจีน พระเจ้ากรุงจีนมีธิดาบุญธรรมผู้หนึ่ง มีกำเนิดแปลกประหลาด มาจากจั่นหมากที่แตกงอกมาเป็นทารกหญิง เมื่อนางเติบโต โหราจารย์ถวายคำพยากรณ์ว่า “นางมิใช่หญิงสามัญ นางคือหญิงแห่งโชคชะตา จะได้เป็นชายาของกษัตริย์เมืองอโยธยา”

พระเจ้ากรุงจีนได้ฟังคำทำนาย ก็โปรดปรานหนัก จึงตั้งพระธิดาในพระนามว่า พระนางสร้อยดอกหมาก

ครั้นถึงวัยอันควร พระเจ้ากรุงจีนจัดทำสาส์นทูลมายังเมืองอโยธยา เพื่อถวายธิดาแด่กษัตริย์แห่งแดนใต้ ให้เป็นอัครมเหสีในฐานะราชไมตรี

เมื่อพระเจ้าสายน้ำผึ้งได้รับสาส์น ก็มีความปลื้มพระทัยนัก “ชะรอยฟ้ายังมิได้ทอดทิ้งอโยธยา…ถึงได้ประทานสิ่งล้ำค่าจากแดนไกลมาให้”

จึงโปรดให้จัดกระบวนเรือหลวงใหญ่โต สมเกียรติ ทั้งช้างม้าบรรดาศักดิ์ ขุนนาง ขันที นางกำนัล ล้วนร่วมในการเดินทางครั้งนั้น

ขณะขบวนเรือแล่นล่องถึงปากคลองแห่งหนึ่ง พระองค์ทอดพระเนตรเห็น รวงผึ้งใหญ่ ห้อยอยู่ใต้ช่อฟ้าวัดวัดหนึ่ง เป็นภาพที่ดูน่าอัศจรรย์นัก

พระองค์จึงตั้งจิตอธิษฐาน “หากข้ามีบุญจะได้ครองเมืองโดยชอบ และบ้านเมืองจักร่มเย็น ขอให้น้ำผึ้งจากรวงนั้นหยดลงมายังเรือของเรา”

เรือหันหัวเข้าไปใต้ชายคาวัดเงียบ ๆ ทุกสายตาเงยขึ้นมองรวงผึ้ง
ทันใดนั้น…หยดน้ำผึ้งสีทองอร่ามหยดลงตรงหัวเรือหลวงพอดี

เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วลำเรือ ชาววังพากันกล่าวว่า “พระองค์มีบุญแท้ จักนำบ้านเมืองให้ร่มเย็นดุจสายน้ำผึ้ง”

และนับแต่นั้น พระองค์ก็ได้รับการขานพระนามว่าพระเจ้าสายน้ำผึ้ง อย่างเป็นทางการ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานวัดพนัญเชิง 2

เมื่อพระเจ้าสายน้ำผึ้งเสด็จถึงแดนเมืองจีน พระเจ้ากรุงจีนทรงยินดีนัก โปรดให้มีงานอภิเษกสมรสใหญ่หลวง สมพระเกียรติทั้งสองฝ่าย พระราชพิธีเป็นไปด้วยความสง่างาม และเต็มไปด้วยไมตรีจิตระหว่างสองแผ่นดิน

พระนางสร้อยดอกหมากมิได้ทรงเอื้อนเอ่ยมากนัก แต่พระเนตรมองพระสวามีด้วยแววเชื่อมั่น “แม้เส้นทางจะยาวไกล…แต่ใจข้าอยู่ตรงนี้แล้ว”

หลังเสร็จพระราชพิธี พระเจ้าสายน้ำผึ้งทรงนำพระมเหสีองค์ใหม่ เสด็จกลับสู่กรุงอโยธยา โดยมีขบวนเรือหลวงเคลื่อนกลับในสายน้ำอย่างสงบงาม

ครั้นถึงฝั่งใกล้เมือง ตรงบริเวณที่ภายหลังจะเป็นวัดพนัญเชิง พระองค์โปรดให้หยุดเรือพระที่นั่ง ณ ที่นั้น และรับสั่งให้พระนางประทับรออยู่ในเรือก่อน ส่วนพระองค์เสด็จเข้าวัง เพื่อจัดเตรียมราชการ ต้อนรับพระมเหสีเข้าสู่วังอย่างสมพระเกียรติ

ทรงตรัสกับขุนนางฝ่ายในว่า “เราต้องเตรียมทุกสิ่งให้พร้อม มิเช่นนั้นจะดูหมิ่นสิ่งที่เรารัก”

ขณะที่พระนางสร้อยดอกหมากประทับอยู่ในเรือ ทรงเฝ้ารอด้วยความหวังว่าจะเห็นพระสวามีเสด็จมารับด้วยองค์เอง แต่รอแล้วรอก็ไม่มีวี่แวว เสียงผู้คนคึกคักบนฝั่งมีมากขึ้น แต่เสียงพระเจ้าสายน้ำผึ้ง…ยังไร้เงา

ข้าราชบริพารที่มาเชิญ พระนางถามเสียงเรียบ “พระองค์เสด็จมาด้วยหรือไม่?”

“เปล่าพะย่ะค่ะ พระองค์ให้หม่อมฉันมาทูลเชิญเสด็จ”

พระนางนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนตรัสว่า “ถ้าเขาไม่เสด็จมารับข้าด้วยพระองค์เอง ก็ไม่ต้องให้ข้าขึ้นไปที่ใดอีกแล้ว”

เมื่อคำนี้ถึงพระกรรณ พระเจ้าสายน้ำผึ้งกลับหัวเราะอย่างขบขัน “โธ่เอ๋ย…นางมาจากเมืองไกล ข้ามน้ำข้ามฟ้ามา หากจะไม่ยอมขึ้นเพียงเพราะข้าไม่ได้มารับ…ก็เชิญอยู่ตรงนั้นเถิด”

คำพูดเล่น ๆ จากใจที่ไม่ทันคิดว่าจะเป็นการหยอก กลายเป็นคำที่กรีดลึกกว่าดาบในอกของอีกคน

พระนางสร้อยดอกหมากฟังแล้ว เงียบอยู่นาน น้ำพระเนตรรินไม่หยุด สุดท้ายทรงกลั้นใจสิ้นพระชนม์ในเรือพระที่นั่งนั้นเอง

ข่าวไปถึงพระเจ้าสายน้ำผึ้ง พระองค์นิ่งเงียบ ก่อนแปรเงียบเป็นสะเทือนพระทัยอย่างยิ่ง

“ข้ารู้จักบ้านเมือง…แต่ข้ารู้จักใจนางน้อยเกินไป”

พระองค์ทรงพระกรรแสง และรับสั่งให้เชิญพระศพไปยังฝั่ง จัดพระราชทานเพลิงศพที่บริเวณนั้น และโปรดให้สร้างพระอารามขึ้นตรงนั้น เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรักและความสูญเสีย

ทรงพระราชทานนามว่าวัดพระนางเชิง
ซึ่งกาลต่อมา ผู้คนเรียกเพี้ยนจนกลายเป็นวัดพนัญเชิง ดังที่เห็นทุกวันนี้

ไม่ใช่เพียงวัด แต่คือสถานที่หนึ่ง…ที่บางคนเชื่อว่า รอคนที่ไม่เคยมา

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานวัดพนัญเชิง 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… คนเรามักตั้งใจทำสิ่งที่ “ถูก” แต่ลืมนึกถึงสิ่งที่ “ควร”

พระเจ้าสายน้ำผึ้งไม่ได้ลืมพระนางสร้อยดอกหมาก พระองค์แค่คิดว่า รออีกนิดเพื่อเตรียมให้ดีที่สุดก็ไม่เสียหาย แต่ในใจของคนที่รอ… เวลานั้นคือความเงียบที่หนักหนาที่สุด

บางครั้ง การที่เราไม่ยื่นมือออกไป ไม่ใช่เพราะไม่รัก แต่เพราะมั่นใจเกินไปว่า อีกฝ่ายจะ “เข้าใจ” โดยไม่ต้องเอ่ยอะไรเลย และเมื่อเข้าใจ… ก็อาจจะสายเกินกว่าจะย้อนกลับไปได้แล้ว

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

สืบค้นพบในหลักฐานสำคัญคือพงศาวดารเหนือ ซึ่งเป็นเอกสารโบราณที่บันทึกเหตุการณ์ เรื่องเล่า และตำนานต่าง ๆ ในช่วงก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา

แม้เนื้อเรื่องจะมีลักษณะคล้ายตำนานหรือวรรณคดีเลื่อนลอย แต่มีหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ที่บ่งชี้ว่าพระเจ้าสายน้ำผึ้งน่าจะมีตัวตนจริง เป็นกษัตริย์ของเมืองโบราณในแถบหนองโสน ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาโดยพระเจ้าอู่ทอง

ตำนานนี้เชื่อมโยงกับสถานที่จริงในปัจจุบันอย่างวัดพนัญเชิงวรวิหาร และวัดมงคลบพิตร ที่ว่ากันว่า พระเจ้าสายน้ำผึ้งเป็นผู้ให้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระนางสร้อยดอกหมากผู้เป็นที่รัก

พระนางสร้อยดอกหมากเองก็มีต้นกำเนิดจากความเชื่อที่ผสมผสานระหว่างไทย-จีน เช่น การกำเนิดจาก “จั่นหมาก” สะท้อนความเชื่อเรื่องสัญญาณจากธรรมชาติ และการทำนายโชคชะตาโดยโหราจารย์

ตำนานนี้ยังสะท้อนความสัมพันธ์เชิงราชไมตรีระหว่างกรุงจีนกับเมืองอโยธยา ซึ่งปรากฏในหลายตำนานสมัยต้นอยุธยา และเป็นภาพแทนของการสร้างพันธะระหว่างชนชั้นสูงต่างวัฒนธรรม

ในด้านของวัดพนัญเชิงนั้น คนไทยเชื่อว่า “พนัญ” เพี้ยนมาจากคำว่า “พระนาง” และยังถือเป็นหนึ่งในวัดที่ศักดิ์สิทธิ์และมีผู้เคารพนับถือมากที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

วัดพนัญเชิงเป็นวัดสำคัญของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นสถานที่ประดิษฐานหลวงพ่อโต (พระพุทธไตรรัตนนายก) องค์พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่ได้รับความเคารพศรัทธาอย่างมากจากชาวไทยและชาวจีน

เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงนิทานรักเศร้า แต่คือบทบันทึกของเมืองเก่า ความผูกพันระหว่างแผ่นดิน และรอยร้าวเล็ก ๆ ที่เปลี่ยนความทรงจำของคนทั้งเมืองให้ฝังแน่นตลอดกาล

“ความรักไม่ต้องการความสมบูรณ์แบบ แค่ต้องการใครสักคนที่ “มารับ” ในเวลาที่ใจรอ.”

นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานพญาครุฑกับพญานาค

มีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านไทย เล่าถึงยุคที่ก่อนที่โลกจะแบ่งฟ้า แผ่นดิน และบาดาลเป็นสามภพ ก่อนที่เทพจะขึ้นนั่งบนสวรรค์ และอสูรจะถูกผลักลงใต้ดิน ยังมีเพียงคนไม่กี่คนที่มีสิทธิ์ขอพร และพรเหล่านั้น… ไม่ได้แลกด้วยความตั้งใจเสมอไป บางครั้งแลกมาด้วยความไม่รู้ และความอยากได้มากกว่าคนข้างตัว

เมื่อคำขอหนึ่งมองไกล อีกคำขอมองกว้าง สิ่งที่ตามมาจึงไม่ใช่แค่ลูกที่เกิดต่างกัน แต่เป็นเผ่าพันธุ์ที่กลายเป็นเงาของกันและกัน เป็นเพลิงและสายน้ำ เป็นฟ้ากับบาดาล และกลายเป็นศัตรู… ที่ไม่มีใครรู้ว่า ใครเป็นคนเริ่มก่อน กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานพญาครุฑกับพญานาค

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานพญาครุฑกับพญานาค

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานพญาครุฑกับพญานาค

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยุคกัลปาวสาน เมื่อฟ้ายังไม่แยกจากดิน เทพฤๅษีนามว่าพระกัศยปมุนี มีฤทธิ์อำนาจสูงส่ง เป็นผู้สืบสายเทพและอสูรทั้งปวง พระองค์มีชายาหลายองค์ แต่สองนางที่เป็นเงาของกันและกันคือนางกัทรู และนางวินตา พี่น้องต่างใจผู้ฝากตนไว้กับชายคนเดียวกัน

วันหนึ่ง ทั้งสองนางขอพรจากพระกัศยปะเพื่อให้มีบุตร นางกัทรูทูลว่า “หม่อมฉันขอบุตรพันองค์ ขอให้มากมายประดุจนทีนาคาไหลบ่า”

ส่วนนางวินตายิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวเพียงว่า “หม่อมฉันขอเพียงบุตรสอง…แต่ขอให้มีอำนาจเหนือสิ่งใด”

พรนั้นเป็นจริง นางกัทรูให้กำเนิดนาคพันตัว ล้วนกำเนิดจากเลือดแห่งบาดาล แต่นางวินตาให้กำเนิดไข่สองฟอง…ที่ไม่ยอมฟักสักที

รอแล้วรอเล่า นางวินตารออยู่ถึง 500 ปี ไข่ก็ยังไม่แตก เธอเริ่มอดใจไม่ไหวว่า “หากรอไปจนตาย ใครเล่าจะรู้ว่าลูกข้าเป็นหน้าอย่างไร?”

นางจึงตัดสินใจทุบไข่ฟองหนึ่ง

ไข่แตกออก เผยให้เห็นร่างเทพบุตรครึ่งเดียว ครึ่งล่างยังไม่ก่อรูป มีเพียงช่วงอกขึ้นไปเท่านั้น เด็กในไข่ลืมตาขึ้น ดวงตาแดงเพลิงลุกเป็นเปลว

“แม่…เ จ้าทำข้าออกมาก่อนเวลา” เสียงเขานิ่ง แต่แรงสะเทือนถึงใจ นั่นคืออรุณ บุตรคนแรกของนางวินตา

เขาโกรธนักที่ไม่ได้ออกมาตามกาลจึงสาปมารดา “เจ้าจงเป็นทาสนางกัทรู และขอให้ลูกคนต่อไปของเจ้าเป็นผู้ปลดปล่อยเจ้าเอง” แล้วจึงเหาะขึ้นฟ้าไปเป็นสารถีให้พระสุริยะทันที เหลือแต่นางวินตานิ่งงัน น้ำตาค้างอยู่ตรงขอบตา

นับแต่นั้น นางวินตาไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้องไข่ฟองที่สอง เธอรออีกหนึ่งพันปีเต็ม ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกลัวผิดพลาดอีกครั้ง หรือเพราะเชื่อว่าสิ่งยิ่งใหญ่ ต้องใช้เวลา

เมื่อครบพันปี ไข่ฟองนั้นค่อย ๆ แตกออกมาเอง

ภายในปรากฏร่างของครุฑ บุตรแห่งฟ้าและปฐพี แรกเกิดมา…ร่างของเขาขยายออกทันตา ปีกข้างหนึ่งบดบังตะวัน อีกข้างกวาดฟ้าให้ว่างเปล่า เมื่อกะพริบดวงตา แสงแลบวิ่งผ่านขุนเขา และเสียงปีกกระพือเพียงครั้งเดียว ขุนเขาหลายลูกก็สั่นสะเทือน

เหล่าเทพต่างตื่นตระหนก พากันประชุมร้องขอ “โอ้ครุฑเจ้าเอ๋ย ลดฤทธิ์ลงสักนิดเถิด โลกยังไม่ทันตั้งตัว”

ครุฑหัวเราะเบา ๆ แล้วหุบปีกลงช้า ๆ “ข้าไม่ได้เกิดมาเพื่อทำลายฟ้า แต่อย่าให้ใครคิดว่า… ข้าเกิดมาเพื่อก้มหน้า”

เมื่อเติบใหญ่ ครุฑได้รู้จากปากของนางวินตาว่า มารดาของเขานั้น ต้องเป็นทาสของนางกัทรู ด้วยเหตุแห่งพนันที่ถูกหลอกลวงโดยพวกนาค

เขานิ่ง ฟังจบ แล้วยืนขึ้น “ข้าจะไม่ปล่อยให้แม่ข้าอยู่ใต้เท้าใคร…ต่อให้ต้องสู้กับสวรรค์ทั้งแผ่นฟ้าก็ตาม”

เรื่องราวของหนี้ทาสนั้นเกิดขึ้นจากม้าที่เรียกว่าอุไฉศรพ ม้าแห่งสรวงสวรรค์ ผู้เกิดจากการกวนเกษียรสมุทร มันมีสีขาวบริสุทธิ์เป็นประกายแห่งแสง

แต่นางวินตาและนางกัทรูกลับมาพนันกัน ว่าม้านั้นมีสีขาวหรือดำ นางวินตาทายสีขาวตามที่เห็น

แต่นางกัทรูไม่ยอมแพ้ จึงให้ลูก ๆ ของตนซึ่งคือนาคทั้งหลาย แปลงกายเป็นขนม้าสีดำปกคลุมทั้งตัว บ้างก็ว่าพ่นพิษให้ม้ากลายสี

เมื่อถึงคราเฉลย ม้ากลับมีสีดำทั่วลำตัว นางวินตาจึงต้องยอมแพ้โดยไม่รู้ว่าถูกหลอก

นับแต่นั้น เธอกลายเป็นทาสของพี่น้องตนเอง เป็นนางผู้ถูกใช้งานโดยไม่มีสิทธิ์เงยหน้า

เมื่อครุฑรู้เรื่องทั้งหมด เขาบินขึ้นฟ้าตามไปหาพวกนาค และประกาศตรง ๆ ว่า “ข้าจะไถ่แม่ข้าคืน ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร”

นาคตอบกลับอย่างมีเล่ห์ “จงนำ ‘น้ำอมฤต’ มาให้เรา หากเจ้าทำได้ เราจะปล่อยนางวินตาเป็นไท”

ครุฑไม่ถามว่าเพราะเหตุใดนาคจึงต้องการของวิเศษ เขาเพียงตอบสั้น ๆ ว่า “รออยู่ตรงนี้…เดี๋ยวข้ากลับมา”

แล้วร่างใหญ่ก็หายลับจากบาดาล มุ่งขึ้นสู่สวรรค์ที่สูงสุด มุ่งสู่ดวงจันทร์ เพราะที่นั่นมีสิ่งเดียว…ที่สามารถปลดแอกแม่ของเขาได้

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานพญาครุฑกับพญานาค 2

เมื่อครุฑมาถึงเขตสวรรค์ เสียงกู่ก้องจากปีกของเขาก็ทำให้ฟ้าไหว แสงเดือนหรี่ลงด้วยเงาปีกที่บดบังทิศตะวัน เขามุ่งตรงไปยังตำแหน่งที่เก็บน้ำอมฤต ซึ่งอยู่ในความดูแลของพระจันทร์

เทพชั้นฟ้าพากันตระหนก “ผู้ใดกล้าบุกขึ้นฟ้าถึงเพียงนี้?”

ครุฑไม่กล่าวคำอธิบาย เขาโฉบคว้าหม้อน้ำอมฤตไว้ใต้ปีก จากนั้นบินตัดเมฆฝ่าดาวทันที

พระอินทร์ซึ่งเป็นหัวหน้าแห่งเทวา ไม่อาจนิ่งเฉย ทรงคว้าวชิระ อาวุธสายฟ้าที่พระศิวะประทานให้ แล้วพุ่งลงจากบัลลังก์พร้อมกองเทพ

ครุฑเห็นแต่ไกล มิได้หลบหลีก แต่ยอมให้วชิระกระแทกใส่กลางอก แสงฟ้าแลบแล่นไปทั่วทิศ…แต่ไม่มีแผลใดเกิดขึ้นกับครุฑเลย

เสียงเทพทั้งหลายเงียบลงทันใด

แต่ครุฑกลับถอนขนของตนเองออกมาเส้นหนึ่ง แล้วโปรยลงพื้นเบื้องล่าง “ข้าไม่หยิ่งทนงที่จะรับอาวุธแห่งทวยเทพโดยไม่ตอบแทน…เส้นขนนี้เพื่อเคารพต่อศรัทธาของฟ้า และเพื่อรักษาหน้าของผู้ใช้อาวุธ ไม่ใช่เพราะข้าเจ็บ”

พระอินทร์มิอาจกล่าวสิ่งใดต่อได้ แม้จะโกรธก็แปรเป็นยอมรับในความองอาจ และเมื่อพระวิษณุ หรือพระนารายณ์ เสด็จลงมาขวางทางไว้เบื้องหน้า

ก็เกิดการปะทะครั้งใหญ่ ฟ้าแตกฟอง เมฆแตกเสียง แต่ต่างฝ่ายไม่มีใครแพ้หรือชนะ

สุดท้ายทั้งสองประสานสายตากันเนิ่นนาน ก่อนที่พระวิษณุจะเอ่ยขึ้น “ในโลกนี้ ผู้ที่ไม่กลัวสิ่งใด มักกลายเป็นผู้โดดเดี่ยว… แต่เจ้ามิใช่เช่นนั้น”

จากนั้นพระองค์ประทานพรว่าครุฑจะเป็นอมตะ และยกให้เขาอยู่สูงกว่าเทพ พร้อมรับครุฑเป็น พาหนะและธงศึกประจำองค์

ครุฑพนมปีก ยื่นสัจจะตอบกลับ “ข้าจะรับใช้องค์พระวิษณุด้วยเกียรติของผู้ที่ไม่ยอมให้แม่ต้องก้มหน้าอีกตลอดกาล”

และเมื่อไม่มีเทพใดขวางอีก เขาก็บินลงจากฟ้า พร้อมหม้อน้ำอมฤตในอ้อมปีก

ครุฑนำหม้อน้ำอมฤตกลับมายังบาดาลตามที่ตกลงกับนาค

วางลงบนพื้นใบหญ้ากุศะอันคมแหลม ซึ่งอยู่หน้ารั้ววิหารนาคา “สัญญาเป็นสัญญา ปล่อยแม่ข้า แล้วเจ้าค่อยกิน”

พญานาคทั้งหลายจึงยอมคืนอิสรภาพให้นางวินตา และรีบพากันไปล้างกายเตรียมพิธีกินน้ำศักดิ์สิทธิ์

แต่ก่อนพวกนาคจะกลับมา… พระอินทร์ซึ่งคอยจังหวะอยู่ก็โฉบลงมาจากฟ้า ชิงหม้อน้ำอมฤตกลับคืนในทันที

เมื่อพญานาคทั้งหลายกลับมา เห็นเพียงหยดอมฤตบางส่วน ที่หกลงบนใบหญ้ากุศะ ด้วยความหวังว่าคงมีสิ่งเหลืออยู่ พวกมันจึงแลบลิ้นเลียใบหญ้าเหล่านั้น

แต่ใบหญ้ากุศะนั้นคมยิ่งกว่ามีดบาง มันกรีดลิ้นของนาคเป็นแฉกกลางทันที และตั้งแต่นั้นมานาคทั้งหลายจึงมีลิ้นสองแฉก

นับแต่วันนั้น ความแค้นก็ฝังลึก ครุฑได้แม่กลับคืน แต่นาคก็จำว่า “เจ้าโกงข้า”

แม้ครุฑจะรักษาสัตย์ไว้ครบถ้วน แต่ใจของพญานาคนั้นยากยอมลืม

เมื่อมองขึ้นไปบนฟ้า พญานาคเห็นครุฑเป็นธงอยู่เหนือบัลลังก์เทพ

และนับแต่นั้น พญาครุฑกับพญานาค ก็กลายเป็นศัตรูคู่ฟ้า…ที่ไม่มีวันคืนดี

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานพญาครุฑกับพญานาค 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความถูกต้อง… ไม่จำเป็นต้องอ่อนโยน และความกล้า… ไม่จำเป็นต้องรุนแรง

ครุฑไม่ใช่ผู้ดีในนิทานแบบที่ใครเคยฟัง เขาไม่ได้ขออนุญาตก่อนลงมือ ไม่อ้อนวอนเพื่อความเมตตา แต่เขาเลือกทำในสิ่งที่ต้องทำ เพราะรู้ว่าถ้าไม่ลงมือด้วยตัวเอง คนที่เขารักจะต้องก้มหน้านานกว่านี้

เขารักษาสัตย์กับศัตรู เคารพผู้ที่เคยต่อสู้ และไม่ลืมว่าเป้าหมายของเขาไม่ใช่ชัยชนะ… แต่คือ “อิสรภาพของแม่”

และเมื่อเขายืนอยู่เหนือเทพก็จริง แต่ไม่ได้เกิดจากอำนาจของปีก หรือไฟในดวงตา หากแต่เกิดจากใจที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อคนที่เขารัก โดยไม่ยอมเสียคำพูดแม้แต่นิดเดียว

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานพญาครุฑกับพญานาค นั้นมีรากฐานจากเทพปกรณัมในศาสนาฮินดู ซึ่งเป็นตำนานเก่าแก่ที่แพร่หลายทั้งในอินเดีย เนปาล ไปจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย

ครุฑ หรือ “ครุร” ในภาษาสันสกฤต ปรากฏอยู่ในมหากาพย์สำคัญอย่างมหาภารตะ และภควัตปุราณะ โดยมีบทบาทเป็นเทพผู้มีรูปร่างกึ่งนกกึ่งมนุษย์ มีพลังยิ่งใหญ่ รวดเร็วเหนือสายฟ้า และเป็นศัตรูโดยกำเนิดของเหล่านาค

ในตำนานต้นฉบับ ครุฑเป็นบุตรของพระกัศยปมุนี กับนางวินตา ส่วนพญานาคทั้งหลายเป็นบุตรของพระกัศยปมุนี กับนางกัทรู ซึ่งเป็นพี่น้องของวินตา นั่นหมายความว่า ครุฑและนาคเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แต่กลับกลายเป็นศัตรูตลอดกาลจากเหตุแห่งการลวง การสาบาน และความแค้นในอดีต

เรื่องของการพนันม้าสีขาว การชิงน้ำอมฤต การปะทะกับพระอินทร์และพระวิษณุ รวมถึงการที่นาคเลียหญ้ากุศะแล้วถูกบาดลิ้นจนกลายเป็นลิ้นแฉก ล้วนเป็นฉากสำคัญที่มีการเล่าขานสืบต่อกันมาหลายศตวรรษ

ในประเทศไทย ตำนานครุฑกับนาคถูกปรับบริบทให้กลมกลืนกับความเชื่อไทย กลายเป็นนิทานพื้นบ้านแนวอภินิหาร และถูกใช้ในเชิงสัญลักษณ์ทางศาสนา ศิลปะ และรัฐ เช่น พญาครุฑเป็นตราสัญลักษณ์ของแผ่นดินไทย, กษัตย์ไทย, และราชการไทย, พญานาคเป็นสัญลักษณ์ของแม่น้ำ ความอุดมสมบูรณ์ และการเวียนว่ายในวัฏสงสาร

พระมหากษัตริย์คืออวตารของพระนารายณ์ ดังนั้นครุฑซึ่งเป็นผู้มีฤทธิ์มากและเป็นพาหนะของพระนารายณ์ จึงเป็นสัญลักษณ์แทนพระมหากษัตริย์

การต่อสู้ระหว่างครุฑกับนาคจึงไม่ได้หมายถึงแค่ศัตรู แต่หมายถึง “สองขั้วธรรมชาติ” ที่ไม่มีใครดีหรือเลวโดยแท้ หากแต่แตกต่าง และต้องเรียนรู้จะอยู่ในโลกเดียวกันโดยไม่กลืนกินกันทั้งสิ้น

“ผู้ที่ยิ่งใหญ่…ไม่ใช่คนที่ไม่มีใครขวางได้ แต่คือคนที่ยังรักษาคำพูดได้ แม้มีทั้งโลกอยู่ใต้ปีก”

นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสุดสาคร

ในวันหนึ่งมีตำนานนิทานพื้นบ้านไทยเล่าขานถึงเด็กชายที่เกิดจากสายเลือดที่ใครก็ไม่เคยเห็นว่าเข้ากันได้ เขาเติบโตบนเกาะที่ไม่มีแผนที่ ไม่มีใครรู้ว่าอยู่ตรงไหนของทะเล และไม่มีเสียงใดบอกได้ว่าโลกภายนอกกำลังรออะไรอยู่

แต่เมื่อวันหนึ่งเขาเลือกที่จะออกเดินทางจากเกาะนั้น พร้อมไม้เท้าหนึ่งอัน กับม้าแปลกตาตัวหนึ่ง เรื่องราวทั้งหมดก็เริ่มขึ้น โดยไม่มีใครบอกได้เลยว่า จุดหมายอยู่ไกลแค่ไหน หรือเขาจะกลับมาในฐานะอะไร กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสุดสาคร

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสุดสาคร

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสุดสาคร

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เกาะแก้วพิสดารกลางทะเลอันเวิ้งว้าง มีพระฤๅษีรูปหนึ่งจำพรรษาอยู่อย่างสงบใต้ร่มไม้ริมเขา และในวันที่ฟ้าหม่นจาง แผ่นน้ำก็ปั่นป่วนขึ้นอย่างผิดวิสัย… นั่นคือวันที่นางเงือกให้กำเนิดบุตรชายกับพระอภัยมณี

เด็กน้อยคนนั้นมีผิวขาวนวล ดวงตาเป็นประกายและแข็งแรงเกินวัย พระฤๅษีอุ้มขึ้นมาในอ้อมแขน ทอดมองอย่างรู้ว่าเด็กผู้นี้ไม่ใช่เด็กธรรมดา

“บุตรแห่งมนุษย์กับเงือก จะเป็นดั่งกระแสน้ำที่หลอมรวมฟ้ากับทะเล”

นางเงือกฝากลูกไว้กับพระฤๅษีก่อนจะจมหายกลับคืนสู่ท้องทะเล พระฤๅษีจึงตั้งชื่อเด็กน้อยว่า “สุดสาคร” ด้วยความหมายว่า เกิดจากคลื่นทะเลอันไกลสุดสายตา

สุดสาครเติบโตท่ามกลางธรรมชาติและคำสั่งสอนของพระฤๅษี มิได้เรียนเพียงคาถาอาคม แต่เรียนรู้ถึงความอดทน ความสุขจากความเรียบง่าย และการฟังเสียงของโลกโดยไม่พูดแทรก

เมื่ออายุได้เพียง ๓ ขวบ แต่กำลังวังชาและสติปัญญากลับเต็มเปี่ยม สุดสาครก็เริ่มถามถึงบิดาผู้จากไป

“พระอภัยมณีผู้เป็นบิดาข้า…อยู่ที่ใดหรือพระอาจารย์”

“อยู่ไกลออกไป ในโลกที่เต็มไปด้วยคน พิษ และปัญญา…หากเจ้าจะไป ข้าจะไม่ห้าม แต่จงอย่าลืมไม้เท้านี้ กับเพื่อนข้าที่ข้าให้”

พระฤๅษียื่นไม้เท้าวิเศษให้ และเป่ามนต์เรียก “ม้านิลมังกร” ออกมาจากท้องทะเล ม้านั้นขนดำมันวาว ดวงตาดั่งอัญมณี และมีพลังเหนือสัตว์ใดในทะเลทั้งสิ้น

สุดสาครปีนขึ้นหลังม้า แล้วโค้งคำนับต่อพระฤๅษี ก่อนออกเดินทางไปตามหาผู้เป็นบิดา

แต่ไม่นานนัก เขาก็หลงเข้าไปยังเกาะแห่งหนึ่งที่มีหมอกคลุมทั้งวัน ทั้งคืน และเสียงลมที่ฟังคล้ายเสียงคนร้องไห้…ที่นั่นคือ “เกาะผีสิง”

ในทันทีที่ย่างเท้าเข้าไป เสียงโหยหวนก็ดังขึ้น พร้อมหมู่ผีหลายร้อยตนที่โผล่ออกมาจากเงาไม้ เงาหิน เงาทราย ทุกตนล้วนหน้าตาบิดเบี้ยวและเคียดแค้น

“เจ้าเด็กกลิ่นมนุษย์…มาทำไมในถิ่นแห่งเรา!”

สุดสาครกุมไม้เท้าแน่น ม้านิลมังกรกระทืบเท้าใส่พื้นจนหินกระจาย

“ข้ามาตามหาบิดา มิได้มารบ แต่มิได้กลัวด้วยเช่นกัน”

คำพูดนั้นเปล่งออกด้วยเสียงมั่นคง แม้ร่างยังเล็กนัก แต่ใจกลับไม่หวั่นเลย

ศึกใหญ่ระหว่างเด็กกับหมู่ผีเริ่มขึ้นทันที ผีกรูเข้ามารอบทิศ ทั้งกัด ข่วน ตวัดเล็บ บางตนปล่อยไฟ บางตนกลายเป็นควัน แต่ไม้เท้าวิเศษในมือสุดสาครฟาดฟันสิ่งเหล่านั้นให้สลาย

การต่อสู้ดำเนินไปถึง ๗ วัน ๗ คืน แม้สุดสาครจะเข้มแข็ง แต่ร่างก็เริ่มอ่อนแรง ม้านิลมังกรเองก็เริ่มล้า ฝูงผีไม่มีท่าทีจะลดลงเลยแม้แต่น้อย

ขณะนั้นเอง ลำแสงหนึ่งก็สาดลงจากฟ้า เสียงสวดมนต์เบา ๆ ลอยมาในลม และพระฤๅษีแห่งเกาะแก้วก็ปรากฏตัวขึ้น

“ลูกไม้ของข้าย่อมมิยอมตายเสียกลางทาง!”

เพียงเสียงเดียว ผีทั้งหลายก็แตกกระเจิง พระฤๅษีวางมือลงบนไหล่สุดสาคร

“เจ้าชนะด้วยใจมิใช่ด้วยคาถา จำไว้ ผีที่ร้ายที่สุด…คือความประมาท”

สุดสาครพยักหน้า แม้ร่างจะเหนื่อย แต่ดวงตายังมั่นคง นี่คือครั้งแรกที่เขาได้รู้ว่า โลกภายนอก…ไม่เหมือนคลื่นทะเลที่อ่อนโยนบนเกาะแก้ว

และการเดินทางยังไม่จบลงเพียงเท่านี้

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสุดสาคร 2

หลังจากรอดชีวิตจากเกาะผีสิง สุดสาครและม้านิลมังกรเดินทางต่อท่ามกลางแดดฝน บางวันนอนใต้ต้นไม้ บางวันหลบพายุในถ้ำหิน จนมาถึงดินแดนแปลกตา ท้องฟ้าขมุกขมัวตลอดวัน ลมไม่มี แต่อากาศกลับอบอ้าวเหมือนถูกกดทับ

ที่กลางทางปรากฏคนผู้หนึ่ง รูปร่างผอมแห้ง ผิวดำเกรียม ไว้ผมเผ้ายุ่งเหยิง นุ่งผ้าเตี่ยวเก่า ๆ ไม่สวมเสื้อ ดูเหมือนไร้บ้านไร้เงา แต่รอยยิ้มบนหน้าเขากลับเป็นมิตร

“โอ๊ะ! เจ้าหนู เจ้าม้าสวยนัก ไปไหนกันหรือ”

สุดสาครยิ้มและตอบกลับอย่างไม่ระวัง “ข้าตามหาพระบิดา…”

ชายผู้นั้นซึ่งเป็น “ชีเปลือย” พยักหน้าช้า ๆ แล้วทำท่าตื่นเต้น “งั้นเจ้าคงเหนื่อยนัก ให้ข้าช่วยลูบหลังม้านี่สักคราเถิด ข้าเคยเลี้ยงม้าชั้นยอด”

เด็กน้อยนิ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วก็ยอม เพราะยังไม่เคยเจอคนหลอกลวง

เพียงครู่เดียว ชีเปลือยก็พลิกมือชิงเอาไม้เท้าวิเศษของสุดสาครจากข้างตัว แล้วกระโดดขึ้นม้านิลมังกรทันที จากนั้นผลักเด็กน้อยลงจากผาอย่างรวดเร็ว

สุดสาครตกจากหน้าผา เสียงม้านิลมังกรร้องก้องลั่น ก่อนเสียงฝีเท้าและเสียงหัวเราะของชีเปลือยจะเลือนหายไป

โชคยังเข้าข้าง เด็กน้อยร่างเล็กนั้นตกลงบนพื้นหญ้าและโขดหินริมธาร ไม่ถึงตาย แต่ก็บาดเจ็บสาหัส

เขานอนนิ่งอยู่วันหนึ่งเต็ม ๆ ก่อนจะรวบแรงลุกขึ้นในวันรุ่ง ร่างกายอ่อนล้าแต่ใจกลับตื่นแล้ว ตื่นกับสิ่งที่พระฤๅษีเคยเตือน

“ข้าไม่โกรธเจ้า ชีเปลือย…ข้าโกรธตัวข้าเอง ที่ไม่รู้ว่าโลกมันหลอกได้แม้ในรอยยิ้ม”

สุดสาครพาตัวเองเดินรอนแรมไปจนถึงเมืองการเวก เมืองที่มีป้อมปราการสูงและเรือรบจอดเรียงเป็นแถวยาว

ทหารประจำเมืองเห็นเด็กตัวเปื้อนฝุ่นถือแต่ศรไม้หัก ๆ ก็หัวเราะกัน แต่เมื่อเด็กน้อยเอ่ยว่า

“ข้าเคยปราบผีทั้งเกาะด้วยไม้เท้าข้างเดียว มาแค่ขอถามหาคนที่ขี่ม้าสีดำ ขโมยของข้าไป”

นายทหารคนหนึ่งรู้ทันทีว่าพระฤๅษีเกาะแก้วเคยกล่าวถึงเด็กคนนี้ไว้ในสารลับ เขานำตัวสุดสาครไปเฝ้าเจ้าเมืองทันที

เจ้าเมืองการเวกรับเด็กไว้ด้วยความประทับใจ ให้ยศเป็นบุตรบุญธรรม สั่งตามจับชีเปลือย และคืนไม้เท้าวิเศษพร้อมม้านิลมังกรให้แก่สุดสาครในเวลาไม่นานนัก

เด็กน้อยที่เคยไว้ใจคนผิด ตอนนี้รู้แล้วว่าความดีนั้นมีในโลก แต่ต้องรู้จักเลือกว่าจะวางใจที่ใด

สุดสาครโตขึ้นในเมืองการเวก แม้ยังเป็นเพียงวัยรุ่น แต่ฝีมือและสติปัญญากลับกล้าเกินคนหลายวัย เจ้าเมืองเมื่อเห็นถึงความมุ่งมั่น จึงเอ่ยปากถามว่า

“เจ้าจะอยู่เป็นรัชทายาทของเมืองเรา หรือจะตามหาพระบิดาต่อ”

“ข้าขอบคุณในพระกรุณา…แต่หัวใจข้ายังเดินอยู่ระหว่างคำตอบ”

เจ้าเมืองจึงไม่ขัด แต่ให้ทัพเรือหนึ่งกองติดตาม พร้อมส่งโอรสและธิดาของตนคือหัสชัย กับเสาวคนธ์ ร่วมทางเป็นทั้งเพื่อนและผู้ดูแล

เรือแล่นออกจากท่า ทะเลนิ่งในวันแรก และเริ่มพัดแรงในวันที่สอง

คืนที่สาม ม่านหมอกหนาทึบโอบเรือไว้จนมองไม่เห็นฟ้า และในความเงียบนั้น มีเสียงกระพือปีกขนาดใหญ่ดังขึ้น ก่อนผีเสื้อยักษ์หลากสีหลายร่างจะโฉบลงจากฟ้า

ผีเสื้อพวกนั้นมีปีกเหมือนผ้าทอง ลำตัวใหญ่เท่าช้าง มันกรูเข้าโจมตีเรือ สร้างความโกลาหลปั่นป่วนกลางทะเล เสาวคนธ์และหัสชัยถูกโฉบหายขึ้นฟ้า เรือแตกกระจัดกระจาย

สุดสาครยืนมั่นอยู่บนม้านิลมังกร ยกไม้เท้าขึ้นขวาง พลังจากไม้เท้ากระจายเป็นคลื่นไล่ผีเสื้อออก แต่ไม่อาจดึงตัวสองพี่น้องกลับมาได้ทัน

เขาออกตามล่าฝูงผีเสื้อทันที เสียงลม เสียงเกลียวคลื่น และเสียงหัวใจของเขาเต้นพร้อมกัน

ไม่นาน เขาก็ตามรอยไปถึงเกาะร้างแห่งหนึ่ง ที่มีรังผีเสื้อยักษ์อยู่

ที่นั่น เขาต่อสู้กลางท้องฟ้า ทั้งใช้ม้านิลมังกรทะยานฟ้า ฟาดไม้เท้า สร้างพายุคลื่น ตัดสายลม สุดท้ายก็สามารถปราบผีเสื้อทั้งหมดลงได้

เขาชิงตัวหัสชัยและเสาวคนธ์กลับมาได้อย่างปลอดภัย พี่น้องทั้งสองโอบกอดสุดสาครแน่นโดยไม่พูดคำใด

ไม่ใช่เพราะไร้คำจะพูด แต่เพราะรู้ว่า ไม่มีคำไหนแทนความกล้าหาญได้ดีกว่าการกระทำของเขา

หลังจากพักฟื้นเพียงไม่กี่วัน กองเรือของสุดสาครก็รวมตัวใหม่ และออกเดินทางต่อไปอีกครั้ง

เสียงม้านิลมังกรยังดังก้องคลื่น เสียงหัวใจเด็กหนุ่มยังแน่วแน่ เพราะเขายังมีอีกสิ่งเดียว… ที่ต้องตามหาให้พบ นั่นคือพระบิดาของเขา

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสุดสาคร 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความกล้าแท้จริง ไม่ได้อยู่ที่ชนะสิ่งใหญ่แค่ครั้งเดียว แต่อยู่ที่กล้าลุกขึ้นใหม่ทุกครั้งที่ถูกล้มลง สุดสาครไม่ใช่เด็กที่เก่งเพราะมีของวิเศษ ไม่ใช่ผู้ชนะเพราะมีพาหนะเหนือใคร แต่เป็นผู้ที่กล้ายืนต่อ แม้เพิ่งถูกทรยศ แม้เพิ่งพ่ายแพ้ แม้ไม่รู้ว่าจุดหมายอยู่ไกลแค่ไหน

และบนเส้นทางของชีวิตที่เต็มไปด้วยเงา… บางครั้งบทเรียนสำคัญที่สุด ไม่ได้มาจากคนที่ช่วยเรา แต่จากคนที่หลอกเราด้วยรอยยิ้ม

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสุดสาคร มาจากวรรณคดีอมตะเรื่องพระอภัยมณี ซึ่งประพันธ์โดยสุนทรภู่ กวีเอกในสมัยรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ตัวละคร “สุดสาคร” ปรากฏขึ้นในช่วงกลางเรื่อง เป็นโอรสของพระอภัยมณีกับนางเงือก ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากพระอภัยหนีจากนางผีเสื้อสมุทรมาอยู่บนเกาะแก้วพิสดาร เด็กคนนี้มีเลือดผสมระหว่างมนุษย์กับอมนุษย์ และเติบโตมาท่ามกลางความสงบของธรรมชาติ ภายใต้การอบรมของพระฤๅษีผู้เฒ่า ในบทความนี้เราจะเล่าให้สั้นกระชับแบบสไตล์นิทานพื้นบ้านและเข้าใจง่ายที่สุด

แม้จะถือกำเนิดในที่ห่างไกล สุดสาครก็เป็นตัวแทนของ “ผู้กล้าแบบใหม่” มิใช่ผู้ที่มีชาติกำเนิดสูงส่งหรือมีอำนาจล้นฟ้าแต่แรก แต่คือผู้ที่เดินทางด้วยความตั้งใจจริง มีความซื่อ มีหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ และเรียนรู้ผ่านการล้มลุกโดยไม่สูญเสียความเป็นตนเอง

เนื้อหาในตอนของสุดสาครเป็นหนึ่งในช่วงที่คนไทยหลายรุ่นจดจำได้ดี เพราะเต็มไปด้วยภาพการผจญภัย สัตว์วิเศษ การหลอกลวง ความกล้าหาญ และการให้อภัย โดยทั้งหมดเกิดขึ้นในโลกที่เปลี่ยนไปทุกวัน ทำให้เรื่องของสุดสาครกลายเป็นนิทานพื้นบ้านในความทรงจำของผู้คน ไม่แพ้ตัวละครใดในวรรณกรรมไทย ภายหลังกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการได้นำภาพในภาพยนตร์เรื่องนี้ไปจัดพิมพ์เป็นหนังสือสำหรับให้เยาวชนอ่านในโรงเรียนด้วย

นิทานนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “เด็กชายกับไม้เท้าวิเศษ” แต่มันคือเรื่องของ ผู้ที่เริ่มต้นด้วยหัวใจเล็ก ๆ แต่ไม่เคยยอมให้มันกลายเป็นหัวใจที่กลัว

“จงมองโลกให้กว้าง แต่อย่าเปิดใจให้ทุกมือที่ยื่นมา เพราะไม่ใช่ทุกรอยยิ้มจะพาเราไปข้างหน้า”

นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องพระอภัยมณี

ในโลกของเจ้าชายและกษัตริย์ ผู้คนเชื่อกันว่าอำนาจต้องมากับอาวุธ ปัญญาต้องมากับตำรา และเสียงของวีรบุรุษย่อมดังจากสนามรบ หาใช่จากลมหายใจผ่านปลายปี่ไม้เลาไม่ หากใครเลือกต่าง ย่อมถูกมองว่าหลงผิด

แต่มีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านไทยถึงเจ้าชายพระองค์หนึ่งที่กล้าเลือกผิดในสายตาคนอื่น เพื่อค้นหาสิ่งที่เงียบกว่าอำนาจแต่สะเทือนกว่าเสียงดาบ เรื่องราวของเขาเริ่มต้นจากการหันหลังให้ทุกอย่างที่ควรเป็น และเดินเข้าสู่โลกที่ไม่มีใครรับรอง ว่าเสียงของเขานั้นจะมีใครยอมฟังหรือไม่เลยแม้แต่คนเดียว กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องพระอภัยมณี

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องพระอภัยมณี

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องพระอภัยมณี

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อบ้านเมืองยังยึดถือคุณธรรมของผู้เป็นกษัตริย์เหนือสิ่งใด อาณาจักรใหญ่แห่งหนึ่งมีพระโอรสประสูติสองพระองค์ องค์พี่นามว่า “พระอภัยมณี” องค์น้องชื่อ “ศรีสุวรรณ” ครั้นทั้งสองทรงพระเยาว์ได้สิบห้าพรรษา พระราชบิดาก็มีพระดำริให้โอรสออกไปศึกษาวิชาความรู้เพื่อกลับมาเป็นรากแก้วของแผ่นดิน

โอรสองค์น้องเลือกเรียนวิชาอาวุธ มวย หมัด กระบี่ กระบอง ตามที่เจ้าชายทั้งหลายในวรรณคดีพึงเรียน แต่พระอภัยมณี…กลับเลือกเรียนสิ่งที่ไม่มีในตำราพิชัยสงครามใด ๆ ทั่วแผ่นดิน

เขาเลือกเรียน “การเป่าปี่”

ผู้คนต่างหัวเราะ คณาจารย์ยังงงงวย แต่พระอภัยมณีกลับนิ่งสงบ ทุกครั้งที่จับปี่ขึ้นมาบรรเลง เสียงนั้นจะเย็นเยียบเข้าในอก เหมือนทำให้ทุกอย่างหยุดนิ่ง เหมือนพัดพาความคิดคนไปไกลจากความวุ่นวาย

เมื่อเรียนจบ พระอภัยมณีหวนกลับวังด้วยรอยยิ้มและปี่ประจำตัว พระราชาเห็นดังนั้นกลับมิได้ยินดี แต่พิโรธเสียยิ่งนัก

“เจ้าจากไปเพื่อเรียนวิชาปกครอง มิใช่กลับมาพร้อมของเล่นคนเร่ร่อน!”

พระอภัยมณีมิได้เถียง เพียงกล่าวว่า “ข้าจะใช้ปี่นี้ไม่ใช่เพื่อรบ แต่เพื่อหยุดการรบ”

แต่คำตอบนั้นกลับเหมือนลมที่พัดใส่หิน พระราชาตรัสขับไล่พระอภัยมณีออกจากวังทันที มิให้แตะต้องศาสตราหรือบัลลังก์อีก

พระอภัยมณีก้มศีรษะยอมรับคำไล่ ไล่เงียบ ๆ ดั่งคนถือคาถาเดินเข้าป่า มิใช่คนโดนขับออกจากเมือง แล้วจึงออกเดินทางไปพร้อมองค์น้องศรีสุวรรณ โดยมีเพียงปี่หนึ่งกับความสงบในใจ

ทั้งสองเร่ร่อนไปตามป่าเขา ผ่านบ้านคน น้ำตก หมู่บ้านชาวประมง จนมาถึงชายฝั่งทะเลแห่งหนึ่ง ขณะนั้นเอง ได้พบชายสามคนแต่งกายคล้ายพราหมณ์ พูดจาฉะฉาน เหมือนมีวิชาแต่ไม่เอ่ยว่ามาจากใด

“ชายสองนี้ดูมีบุญ หน้าตาเจ้าชายนัก แต่ไร้บ้าน ที่ใดจึงเหมาะไปกว่าทะเลที่ลืมอดีตเสียได้” พราหมณ์คนหนึ่งว่า

“ถ้าเจ้าชอบเป่าปี่ ก็จงไปให้ทะเลฟัง มันไม่ตัดสินใคร” อีกคนพูดแทรก แล้วทั้งสามก็หัวเราะเบา ๆ ก่อนชวนทั้งสองลงเรือไปกลางทะเล

ไม่มีใครรู้ว่านั่นคือการล่อลวง

กลางทะเล เวิ้งว้าง เรือแล่นไปช้า ๆ ใต้ท้องฟ้าหม่น เสียงลมเริ่มขู่คำราม สองเจ้าชายนั่งอยู่นิ่งบนเรือ พราหมณ์ทั้งสามก็หายเงียบไปจากดาดฟ้า

ทันใดนั้น มีเงาดำมหึมาปรากฏขึ้นจากคลื่น มีกลิ่นคาวทะเลแปลกประหลาด ลอยมาก่อนตัว

นั่นคือนางผีเสื้อสมุทร ร่างใหญ่เท่าภูเขา ผมยาวยิ่งกว่าคลื่น ตาสีเขียวสว่างเหมือนประกายไฟในพายุ

นางหัวเราะเสียงดัง จับเรือไว้ด้วยปลายเล็บ แล้วชี้มาที่พระอภัยมณี

“เจ้านั่นแหละ…ที่ทำให้ข้าตื่นจากหลับ ข้าอยากฟังเสียงปี่ของเจ้าอีกครั้ง”

พระอภัยมณีตกใจ แต่ไม่ขยับ “เจ้าเป็นใคร”

“ข้าไม่ใช่มนุษย์ ไม่ใช่นางฟ้า ไม่ใช่ภูติผี…แต่เป็นสิ่งที่เกิดจากทะเลผู้หลงรักเสียงของเจ้า”

ก่อนทันได้หนี นางก็ใช้เวทย์กลืนเรือลงทะเลทั้งลำ พระอภัยมณีถูกนางจับไปไว้ในถ้ำใต้บาดาล ศรีสุวรรณนั้นนางโยนกลับขึ้นฝั่งด้วยแรงมหาศาลราวจะให้ตายแต่ไม่ตาย

ในถ้ำใต้น้ำ นางผีเสื้อสมุทรเอาใจทุกอย่าง ให้อาหาร ทรัพย์ เครื่องแต่งกาย และขอให้พระอภัยมณีเป่าปี่ให้ฟังทุกคืน

พระอภัยมณีมิอาจหนี แต่ก็ไม่ได้ยอมแพ้ เขาเป่าปี่ให้ฟังจริง แต่เสียงที่ออกจากปี่นั้นกลับเศร้า เงียบ ลึก จนนางหลับในทุกครั้ง

จากการครองถ้ำวันเป็นเดือน เดือนเป็นปี พระอภัยมณีมีบุตรกับนางผีเสื้อสมุทรหนึ่งคน เป็นชายชื่อ “สินสมุทร” ผู้มีร่างกายเป็นมนุษย์แต่มีพลังของอมนุษย์

แต่ใจของพระอภัยมิได้อยู่ที่ถ้ำ เขาคิดถึงแผ่นดิน คิดถึงเสรีภาพ และคิดถึงความหมายของชีวิตที่มากกว่าความสบายในความจำนน

แล้ววันหนึ่ง ในยามที่พระอภัยมณีเป่าปี่จนผีเสื้อสมุทรหลับสนิท ก็มีเงาของชายสองตน และหญิงตนหนึ่ง ปรากฏขึ้นในถ้ำ

นั่นคือพ่อเงือก แม่เงือก และบุตรีนางเงือก

“เจ้าผู้เป่าปี่ได้สะกดคลื่น ข้ามาช่วยเจ้าออกไปจากที่นี่” พ่อเงือกกล่าว

พระอภัยมณีพยักหน้าช้า ๆ ก่อนเอ่ยว่า “ข้าไป…แต่นำลูกข้าไปด้วย”

และนั่นคือจุดเริ่มของการหนีจากถ้ำอสูร สู่เกาะแก้วพิสดาร

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องพระอภัยมณี 2

พระอภัยมณี หนีรอดจากนางผีเสื้อสมุทรมาได้ด้วยความช่วยเหลือของพ่อเงือกแม่เงือก นำพาเขาและสินสมุทรล่องทะเลมาจนถึงเกาะหนึ่ง มีนามว่า “เกาะแก้วพิสดาร” เป็นที่พักใจของผู้แปลกแยกกับโลก ไม่ใช่เมืองใหญ่ ไม่ใช่ป่าเปลี่ยว แต่เป็นที่ที่เวลาไหลช้า เหมือนโลกไม่เร่งให้ใครโต

ที่เกาะนั้น พระอภัยมณีได้อยู่กับนางเงือกผู้มีใจอ่อนโยน ทั้งสองครองรักอย่างสงบ และมีบุตรชายอีกคนชื่อว่า “สุดสาคร” เด็กชายผู้มีเลือดครึ่งมนุษย์ครึ่งเงือก แต่มีหัวใจแห่งนักเดินทางแต่กำเนิด

เวลาผ่านไป พระอภัยมณีรู้ว่าตนมิอาจซ่อนตัวตลอดชีวิต เสียงลมทะเลไม่อาจกลบเสียงความเปลี่ยนแปลงของโลกมนุษย์ได้ เขาและลูก ๆ จึงลาจากเกาะแก้ว ออกเดินทางสู่แผ่นดินใหญ่

ระหว่างทาง ได้รับความช่วยเหลือจากเรือหลวงของ “กรุงผลึก” เมืองชายทะเลที่เจริญมั่งคั่ง กษัตริย์แห่งกรุงผลึกประทับใจในความรู้ ความสงบ และวาจาของพระอภัย จึงรับเขาไว้ในฐานะแขกคนสำคัญ

ที่นั่น พระอภัยมณีได้พบกับ “นางสุวรรณมาลี” ธิดาของกษัตริย์เมืองผลึก หญิงผู้มีใจสง่างาม อ่อนโยน และกล้าหาญ ทั้งสองรักกันโดยไม่มีพิธี ไม่มีเครื่องทรง แต่มีสายตากับความเข้าใจเป็นสื่อ

แต่รักในวังย่อมไม่ง่าย นางสุวรรณมาลีมีคู่หมั้นอยู่แล้ว คือ “เจ้าลันตา” เจ้าเมืองต่างชาติจากเกาะลังกา ผู้ที่อำนาจมีมากกว่าความรัก และเมื่อรู้ว่าสตรีที่ตนหมั้นหมายไปตกหลุมรักผู้อื่น เจ้าลันตาก็กราดเกรี้ยว

สงครามระหว่างกรุงผลึกกับกรุงลังกาจึงเริ่มขึ้น ไม่ใช่เพราะดินแดน แต่เพราะใจคน

พระอภัยมณีจำต้องวางปี่ แล้วหยิบดาบขึ้นแทน เขายืนบนกำแพงเมือง นำทัพรับศึก แม้ใจยังปรารถนาสันติ

“ข้าเคยสัญญากับตัวเองว่าจะใช้ปี่ไม่ใช่ดาบ แต่บางครั้ง…เสียงปี่ก็ดังไม่พอสำหรับคนที่ไม่ยอมฟัง”

เสียงดาบ เสียงธนู และเสียงเรือรบสั่นคลื่นทะเลไปหลายปี ความเสียหายแผ่ไปทั้งสองฝ่าย จนในที่สุด กรุงลังกาก็ต้องเปลี่ยนเจ้าเมือง

และผู้ที่ขึ้นครองตำแหน่งใหม่ คือหญิงสาวหนึ่งคน

นางมีนามว่า “ละเวงวัณฬา” ธิดาแห่งเจ้าลันตา หญิงผู้ขึ้นเป็นเจ้าเมืองแทนบิดา ทั้งด้วยเหตุผลทางสายเลือด และเสียงของประชาชน

ละเวงต่างจากพ่อของนางโดยสิ้นเชิง หากเจ้าลันตาใช้ดาบ ละเวงใช้สายตา หากเขาใช้เสียงตะโกน นางใช้ความนิ่งสงบ

เมื่อขึ้นครองนคร นางไม่ส่งกองทัพ แต่นำตัวเองล่องเรือไปถึงหน้ากรุงผลึก

พระอภัยมณีได้พบกับนางครั้งแรกในสวนหลวง เขาเห็นผู้หญิงที่ควรเป็นศัตรู กลับยืนอยู่ท่ามกลางดอกไม้ ละเวงพูดเพียงคำเดียว

“ข้ามิได้มาขอคืน…แต่ขอมองหน้าเจ้าสักครั้ง ว่าคนที่ทำให้สงครามยุติลงนั้น หน้าตาเป็นเช่นไร”

ทั้งสองมิได้พูดกันมาก แต่นับจากวันนั้น กำแพงที่เคยสูงก็ค่อย ๆ ต่ำลง

ละเวงรักพระอภัยมณีโดยไม่ต้องมีเหตุผล รักทั้งความสงบที่เขาถือไว้ และความเศร้าที่อยู่ในตาเขา

พระอภัยมณีเองก็เริ่มเข้าใจ ว่ารักไม่จำเป็นต้องมาจากเผ่าพันธุ์เดียวกัน ไม่ต้องมีธงหรือแผ่นดินเป็นสื่อ แค่ใจมันตรงกันก็พอ

แต่เมื่อมีรักสองคน รักหนึ่งเก่าที่มั่นคงกับสุวรรณมาลี รักหนึ่งใหม่ที่บริสุทธิ์กับละเวง พระอภัยเริ่มถามตนเอง

“เราจะรักได้กี่ครั้ง โดยไม่ทำร้ายใครเลย”

เวลาผ่านไป สงครามกลายเป็นความร่วมมือ ลังกากับผลึกกลายเป็นมิตร พระอภัยมณีมีภรรยาสองคน แต่ใจเขากลับไม่ได้สุขดังที่ใครคิด

คืนหนึ่ง เขานั่งเดียวดายใต้แสงจันทร์ เป่าปี่เงียบ ๆ ให้ลมทะเลฟังอีกครั้ง เสียงปี่นั้นมิใช่เพื่อกล่อมศัตรู มิใช่เพื่อหลอกหลอนอสูร แต่เพื่อปลอบใจตัวเอง

รุ่งเช้าวันต่อมา พระอภัยมณีขออุปสมบท ละเวงกับสุวรรณมาลีไม่ถาม ไม่ว่า ไม่ร้องไห้ แต่น้อมรับและออกบวชตาม

สามผู้เปลี่ยนโลก หญิงสอง ชายหนึ่ง ทิ้งปี่ ดาบ และตำแหน่ง แล้วเดินเข้าสู่ป่าเงียบอย่างสงบ

เพราะที่สุดแล้ว ไม่ว่าเสียงปี่จะไพเราะเพียงใด หากโลกไม่ฟัง ใจเราต้องฟังตัวเองให้ได้ก่อน

และเรื่องของพระอภัยมณี จึงมิใช่เพียงเรื่องของคนที่เป่าปี่ได้สะกดคลื่น แต่คือเรื่องของคนที่เข้าใจว่า…จังหวะสุดท้ายของปี่นั้น ควรบรรเลงให้ “ใจตัวเอง” ได้ยินก่อนใครทั้งหมด

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องพระอภัยมณี 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… แม้พรสวรรค์จะเป็นสิ่งประเสริฐ แต่หากไร้ความเข้าใจในใจคน มันก็กลายเป็นเพียงเสียงเปล่าที่ไม่มีใครฟัง

พระอภัยมณีเลือกเรียนสิ่งที่ไม่มีใครเข้าใจ และใช้มันไม่ใช่เพื่อชนะ แต่เพื่อหยุดสงคราม
ทว่าในโลกที่คนส่วนใหญ่ฟังเพียงเสียงที่ดังกว่า รุนแรงกว่า เสียงปี่ของเขาก็ต้องเปลี่ยนเป็นเสียงดาบเพื่อเอาตัวรอด

เรื่องนี้จึงมิได้บอกว่าโลกผิด หรือเขาผิด แต่มันบอกว่า ใครก็ตามที่ถือเสียงสงบไว้ในมือ ต้องรู้ด้วยว่า…จะวางมันลงตอนไหน และจะเป่ามันให้ใครฟัง

และในท้ายที่สุด หากแม้โลกไม่เคยหยุดฟังเราเลย ก็จงเป่าปี่นั้นให้ตัวเราเองได้ยิน ก่อนจะไม่มีโอกาส.

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องพระอภัยมณี สืบเนื่องจากวรรณคดีอมตะที่ประพันธ์โดยสุนทรภู่ กวีเอกแห่งรัชกาลที่ 2 ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “กวีเอกของไทย” และได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO ว่าเป็นบุคคลสำคัญของโลกในด้านวรรณกรรม

“พระอภัยมณี” มิใช่เพียงวรรณคดีธรรมดา แต่เป็นเรื่องยาวที่มีโครงสร้างซับซ้อน ตัวละครหลากหลาย และเหตุการณ์มากมายครอบคลุมการเดินทาง การผจญภัย ความรัก สงคราม สันติภาพ และการปล่อยวาง ซึ่งสุนทรภู่ได้เขียนอย่างต่อเนื่องตลอดหลายสิบปีของชีวิต

พระอภัยมณีเริ่มต้นจากเรื่องของเจ้าชายผู้เลือกเดินทางนอกกรอบพระราชนิยม คือไปเรียน “วิชาการเป่าปี่” แทนการศึกหรือการครองเมือง และจากจุดเล็กนั้น ทำให้เขาต้องถูกขับไล่ออกจากเมือง ก่อนจะเผชิญชะตากรรมมากมาย ตั้งแต่นางผีเสื้อสมุทร นางเงือก สงครามเมือง จนถึงการออกบวชในบั้นปลาย ในเนื้อเรื่องเต็มนั้นจะมีความยาวหลายตอนมาก แต่ในบทความนี้เราเล่าให้สั้นกระชับสไตล์นิทานพื้นบ้าน เพื่อให้สนุกและเข้าใจง่าย

วรรณกรรมเรื่องนี้แสดงถึงโลกอันซับซ้อนของมนุษย์ และการเติบโตจากความไม่เข้าใจ สู่ความเข้าใจ
ทุกตัวละครมีความลึก มีความผิด มีความรัก มีเหตุผล ซึ่งทำให้เรื่องนี้แตกต่างจากนิทานที่แบ่งขาวดำแบบตายตัว

เมื่อเวลาผ่านไป “พระอภัยมณี” กลายเป็นตำนานทางวรรณกรรมที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่จดจำ
มีอิทธิพลต่อศิลปะ ดนตรี การละคร การศึกษา และถูกตีความใหม่ได้ไม่รู้จบ
เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของเจ้าชายเป่าปี่ แต่มันคือเรื่องของ “เสียงเล็ก ๆ ที่พยายามอยู่ให้รอดท่ามกลางโลกที่ไม่ฟัง”

นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานเขาสามมุขกับหาดบางแสน

ริมทะเลแห่งหนึ่งในภาคกลางของไทย มีเรื่องตำนานเรื่องเล่านิทานพื้นบ้านไทย ถึงภูเขาลูกเล็กตั้งตระหง่านอยู่คู่คลื่นลมมานานนักกับหาดเล็ก ๆ ที่เงียบสงบ ใครผ่านไปมาเป็นต้องเหลียวมอง ทั้งเพราะความสงบ และบางอย่างที่อธิบายไม่ได้

คนเฒ่าคนแก่เล่ากันว่า บางค่ำคืนมีเงาสองเงาเดินเคียงกันอยู่ตรงเชิงผา เรื่องนั้นจริงหรือไม่ไม่มีใครกล้ายืนยัน มีเพียงตำนานที่ยังไม่เคยเงียบหาย. กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานเขาสามมุขกับหาดบางแสน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานเขาสามมุขกับหาดบางแสน

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานเขาสามมุขกับหาดบางแสน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านอ่างศิลา ชายฝั่งหนึ่งของเมืองชลบุรี มีบ้านหลังใหญ่ตั้งอยู่ริมหาด ทอดยาวรับลมทะเลเช้าเย็น บ้านนั้นเป็นของกำนันพ่าย เศรษฐีผู้คนเกรงใจทั้งตำบล และผู้เป็นลูกชายคนเดียวชื่อว่าแสน

แสนเป็นชายหนุ่มรูปงาม กิริยาสุภาพแต่ไม่ถือตัว ผิวเนื้อสะอาดราวคนไม่เคยเหนื่อย แต่ในแววตากลับเต็มไปด้วยความเหงา ทุกเช้าสายเขาจะหอบว่าวไม้ไผ่ที่ทำเองเดินลงหาด เล่นล้อลมให้คลื่นดู

ทั้งที่คนอื่นมองว่าเขาน่าอิจฉา มีพร้อมทั้งชาติกำเนิดและอนาคต แต่เจ้าตัวกลับไม่เคยยิ้มเต็มใจเลยสักวัน ลึกลงไปในใจ แสนเบื่อคำพูดของผู้ใหญ่ เบื่อแผนชีวิตที่พ่อวางไว้จนแน่นอน แม้เรื่องแต่งงานก็ยังต้องวางให้ เขาถูกกำหนดให้คู่กับมะลิ ลูกสาวเจ้าของโรงโป๊ะใหญ่ ที่พ่อเชื่อว่า “เหมาะสมที่สุด”

“ข้ายังมิพร้อมจะเลือกใคร พ่ออย่าเร่งเลย” แสนพูดเช่นนี้ทุกครั้งที่ถูกถาม และทุกครั้งกำนันพ่ายก็หน้าตึงขึ้นอีกนิด

แต่ไม่มีใครรู้ว่า แสนไม่ได้ไม่อยากแต่งงาน เขาแค่ยังไม่เคยเจอใครที่ทำให้ใจเขาแน่พอจะหยุดนิ่งเท่านั้นเอง

ลมทะเลในวันนั้นแรงกว่าทุกวัน ว่าวของแสนสะบัดอยู่บนฟ้าแล้วสายก็ขาดวืด เสียงไม้ไผ่ตีลมดังหวืดก่อนจะปลิวหายไป แสนอุทานสั้น ๆ แล้วรีบวิ่งตาม ลมพัดว่าวลอยสูงผ่านแนวผา แล้วตกลงข้างหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่บนโขดหิน

นางเงยหน้าขึ้น ว่าวอยู่ในมือเธอ สีแดงของมันตัดกับเสื้อขาวหม่นของหญิงสาวราวกับภาพฝัน

หญิงสาวผู้นั้นชื่อมุก หรือบางคนเรียกว่าสามมุข นางเป็นหลานสาวของป้าบาน แม่ค้าขายของที่ย้ายจากบางปลาสร้อยมาอยู่ไม่นาน มุกชอบมานั่งหน้าผาเงียบ ๆ ไม่สุงสิงกับใคร มีรอยยิ้มบาง ๆ ที่ดูเหมือนจะไม่เต็มใจนัก แต่นั่นแหละ…แสนกลับรู้สึกเหมือนเจออะไรบางอย่างที่ตามหามานาน

“ขอบใจที่ช่วยว่าวข้าไว้” แสนกล่าวพลางยื่นมือรับคืน

“ข้าไม่ได้ช่วยหรอก มันปลิวมาตรงข้าพอดี” มุกตอบเสียงราบเรียบแล้วส่งคืน

จากบทสนทนาสั้น ๆ กลายเป็นการนั่งคุยกันครั้งละนิด วันละน้อย แสนเริ่มมาหน้าผาทุกวัน ไม่ได้บอกใคร ไม่ต้องมีเหตุผล มุกเองก็ไม่ไล่เขาไป เพียงนั่งนิ่งเงียบอยู่ข้างกัน ปล่อยให้ลมพัดผ่านคำที่ไม่จำเป็น

เย็นหนึ่ง แสนหยิบแหวนเงินวงเล็กจากนิ้วออกแล้วยื่นให้นาง

“พี่อยากให้น้องเก็บไว้ แหวนวงนี้เป็นของข้า แต่วันนี้พี่ให้น้องเป็นของสัญญา”

มุกรับไว้เงียบ ๆ ก่อนจะถามกลับเบา ๆ ว่า “หากข้าเก็บไว้ แล้ววันหนึ่งพี่แต่งกับคนอื่นล่ะ”

แสนยิ้มเจื่อน “ถ้าเป็นเช่นนั้น พี่จะขึ้นมาที่หน้าผานี้ แล้วกระโดดลงไปตายเสีย”

มุกพูดเบาเหมือนลมว่า “น้องก็เช่นกัน หากวันหนึ่งต้องผิดคำ น้องจะมาก่อนพี่”

ไม่มีเสียงลั่นฆ้อง ไม่มีดอกไม้ ไม่มีคำสัญญาใหญ่โต มีเพียงลมทะเล หินเรียบ กับแหวนวงหนึ่งที่ถูกซ่อนไว้ในนิ้วของหญิงสาวเงียบ ๆ คนหนึ่ง

และตั้งแต่วันนั้น ไม่มีวันไหนที่ผาแห่งนั้นจะไร้เงาของทั้งสอง

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานเขาสามมุขกับหาดบางแสน 2

ในวันที่เรื่องระหว่างแสนกับมุกเริ่มแน่นแฟ้นขึ้นทุกวัน ชาวบ้านบางคนเริ่มมองเห็นชายหนุ่มผู้ดีเดินขึ้นหน้าผาทุกเย็น และหญิงสาวหน้าตาเงียบขรึมคนหนึ่งที่มักนั่งอยู่ตรงโขดหินเดิมจนตะวันลับตา แต่เสียงลือเพียงเบาก็เหมือนคลื่น ที่เมื่อมาถึงฝั่งก็แตกกระเซ็นอย่างไม่อาจหยุดได้

ไม่นานนัก เรื่องก็ไปถึงหูของกำนันพ่าย

เขาไม่เอ่ยคำใดให้ลูกชายรู้ตัวในทันที เพียงแต่เงียบลงและเริ่มสั่งการเงียบ ๆ ภายในเรือน ไม่กี่วันต่อมา ทางออกทุกทางในเรือนใหญ่ก็ถูกปิดลงอย่างแนบเนียน บ่าวเฝ้าทางเข้าออกทุกซอกทาง แสนเริ่มรู้สึกอึดอัด หายใจไม่ทั่วอก ท่ามกลางคำพูดของพ่อที่หนักขึ้นทุกวัน

“เอ็งคิดหรือว่าชาวบ้านเขาจะยอมรับหญิงเช่นนั้นเข้ามาอยู่ในเรือนนี้”

“ข้าไม่ได้คิดถึงชาวบ้าน ข้าคิดถึงตัวข้า…กับใจข้า” แสนตอบไปเช่นนั้น แต่ไม่ทันสิ้นคำ กำนันพ่ายก็ลุกขึ้นจากตั่งเสียงดัง

“เอ็งจะเลือกคน ๆ เดียว แล้วโยนอนาคตทั้งตระกูลทิ้งอย่างนั้นหรือ”

ไม่มีคำเถียงใดหลุดจากปากแสนอีก เขานั่งเงียบ คำตอบทั้งหมดกลืนลงคอเงียบเช่นกัน

มุกเฝ้ารอหน้าผาอยู่นานหลายวัน ใบหน้าเริ่มซีดลงทุกคราเมื่อไม่เห็นเงาร่างที่คุ้นตา นางเดินวนอยู่ตรงริมผาทุกเย็น มือแตะแหวนในนิ้วเหมือนรอคำอธิบายที่ไม่เคยมา น้ำเสียงในใจเริ่มพูดแทนความเงียบทุกวัน

“หรือคำสาบานในวันนั้น…เป็นเพียงคำพูดกับลมทะเล”

และแล้ว ข่าวงานแต่งก็มาถึงหูของมุก ไม่ใช่จากชายที่ให้คำสัญญา แต่จากเสียงลือในตลาด จากปากแม่ค้าที่พูดคุยกับป้าบาน แล้วหัวเราะคิกกันเหมือนเล่าเรื่องตลก มุกยืนนิ่งอยู่นาน ไม่แสดงความรู้สึกใดทั้งสิ้น แต่ตั้งแต่คืนนั้นก็ไม่มีใครเห็นนางกลับบ้านอีกเลย

รุ่งขึ้นคือวันแต่งงาน บรรยากาศในเรือนใหญ่เงียบเย็น แสนแต่งตัวตามพิธีแต่ไร้แววตา มะลินั่งข้างเขาในชุดเจ้าสาวสีสด แต่เจ้าบ่าวไม่พูด ไม่ยิ้ม ไม่ขยับตัวนอกจากตามคำเรียกของพิธี

มุกปรากฏตัวขึ้นในงาน ท่ามกลางแขกเหรื่อผู้ดีมากหน้าหลายตา ใคร ๆ ต่างมองด้วยความสงสัยว่าสตรีชุดขาวผู้นั้นเป็นใคร นางก้าวเดินช้า ๆ อย่างสงบ สายตาไม่เหลียวซ้ายขวา เมื่อถึงหน้าแสน มุกไม่ได้พูดอะไร เพียงถอดแหวนออกจากนิ้ว วางลงบนฝ่ามือของชายที่เคยนั่งอยู่ริมหาดกับเธอ

แสนเบิกตากว้างทันที ใบหน้าเปลี่ยนสีราวกับถูกตบกลางแสงแดด เขาเงยหน้าขึ้นหวังจะสบตา แต่มุกก็หายตัวกลับไปในพริบตา ฝูงชนแตกออกเป็นทางเมื่อเธอเดินออก แสนยืนขึ้น ก้าวออกตามทันที ไม่สนเสียงเรียกของกำนัน ไม่สนเสียงซุบซิบของแขก และไม่มองหน้าเจ้าสาวที่นั่งอยู่ข้างเขาเพียงก้าวเดียว

เสียงรองเท้าของแสนกระทบพื้นดังขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่มีใครได้ยินอะไรอีกเลยนอกจากเสียงฝีเท้าและหัวใจ

เขาวิ่งไปตามเส้นทางที่เคยคุ้น วิ่งจนลมหายใจขาดเป็นช่วง ๆ หยดเหงื่อผสมฝนที่เริ่มโปรยลงมาอย่างเงียบงัน เมื่อมาถึงเชิงหน้าผา เสียงคลื่นดังขึ้นราวกับต้อนรับผู้กลับคืน เขาเรียกชื่อของเธอ

“มุก มุก…ได้โปรด อย่าเพิ่งไป”

เมื่อขึ้นไปถึงยอดผา แสงสีเงินของทะเลทอดยาวเบื้องหน้า รอยเท้าบางเบาทอดยาวจากแนวหญ้าไปถึงขอบหิน แต่ไม่มีร่างใดปรากฏ มีเพียงแหวนวงนั้นที่วางอยู่ตรงจุดที่ลมแรงที่สุด แสนทรุดลงข้างแหวน หยิบมันขึ้นมากำแน่น

“น้องมาก่อน พี่รู้… แต่น้องลืมไปอย่างหนึ่ง” เขาพูดกับลม “เราสาบานไว้ว่าจะไปด้วยกัน”

ไม่มีลังเล ไม่มีคำถาม ไม่มีเสียงใดอีกต่อจากนั้น เขาลุกขึ้น ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ก้าวไปสู่ทะเลที่ครั้งหนึ่งเป็นพยานรัก

หลังจากวันนั้น ชาวบ้านพากันเศร้าเสียใจ บ้างก็กลัว บ้างก็สงสาร จึงร่วมกันตั้งศาลที่เชิงผา เรียกว่าศาลเจ้าแม่สามมุข และอีกศาลหนึ่งที่ชายหาด เรียกว่าศาลเจ้าพ่อแสน เพื่อเป็นที่ให้วิญญาณของทั้งสองได้อยู่เคียงกันอย่างสงบ และให้ผู้คนได้ระลึกถึงคำมั่นที่ไม่มีใครได้ยิน แต่แรงพอจะเปลี่ยนแผ่นดินให้เป็นตำนาน

ในบางคืนที่ทะเลเงียบจนผิดปกติ ใครที่เดินผ่านหน้าผาอาจเห็นเงาของชายหญิงคู่หนึ่ง ยืนเคียงกันอยู่ตรงขอบฟ้า มองออกไปไม่สิ้นสุด เหมือนยังคงรอว่าวสีแดงจะลอยผ่านกลับมาอีกครั้ง

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานเขาสามมุขกับหาดบางแสน 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… นิคำมั่นสัญญาที่เกิดจากใจ แม้ไร้พยาน ไร้เสียง แต่กลับผูกแน่นกว่าทุกอย่างในโลก เมื่อหัวใจสองดวงยอมมอบชีวิตให้กัน โดยไม่ต้องมีหลักฐานหรือพิธีการ มันกลายเป็นสายใยที่แม้ความตายก็ไม่อาจตัดขาด

แสนกับมุกไม่ได้สาบานต่อใครอื่น นอกจากผา ทะเล และใจตัวเอง แต่เมื่อถึงวันที่ต้องเลือก พวกเขาก็ยังจำมันได้ แม้คำสัญญานั้นจะต้องแลกด้วยชีวิต ก็ยอม

เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงตำนานรักโศก แต่เตือนใจเราว่าหากจะให้คำมั่นกับใคร จงแน่ใจว่าใจเราจะอยู่กับมันจนถึงที่สุด เพราะสำหรับบางคน… คำสัญญาคือสิ่งเดียวที่มีค่ากว่าชีวิต

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานเขาสามมุขกับหาดบางแสน มาจากตำนานพื้นบ้านของชาวจังหวัดชลบุรี โดยเฉพาะในพื้นที่อ่างศิลาและหาดบางแสน ซึ่งมีภูเขาลูกหนึ่งตั้งอยู่ติดทะเล ปัจจุบันเรียกกันว่า “เขาสามมุข” และมี “ศาลเจ้าแม่สามมุข” ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขา เป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านมาตั้งแต่โบราณ

ตำนานนี้เป็นเรื่องเล่าปากต่อปากมานาน ว่าด้วยหญิงสาวชื่อ “มุก” หรือ “สามมุข” และชายหนุ่มชื่อ “แสน” ที่ตกหลุมรักกัน แต่ไม่อาจครองคู่เพราะถูกกีดกันจากครอบครัวของฝ่ายชาย แม้จะให้คำมั่นสัญญาต่อกัน แต่เมื่าถูกบังคับให้แต่งงานกับหญิงอื่น มุกก็กระโดดหน้าผาจบชีวิตตนเอง และแสนก็กระโดดตามในเวลาไม่นาน

ชาวบ้านที่รู้เรื่องราวต่างเศร้าใจ และเชื่อว่าทั้งสองยังวนเวียนอยู่ ณ หน้าผาแห่งนั้น จึงสร้างศาลเจ้าแม่สามมุขและศาลเจ้าพ่อแสนขึ้น เพื่อให้วิญญาณทั้งสองได้พักอย่างสงบ พร้อมตั้งชื่อ “เขาสามมุข” และ “หาดบางแสน” ตามนามของหนุ่มสาวทั้งคู่ เพื่อให้เป็นที่จดจำของคนรุ่นหลัง

ตำนานเจ้าแม่เขาสามมุขและหาดบางแสนที่เล่าขานกันรุ่นสู่รุ่น เป็นตำนานในพื้นถิ่นที่มีความสำคัญในเชิงคติชนวิทยา ทำให้ใน พ.ศ. 2556 กรมส่งเสริมวัฒนธรรมขึ้นทะเบียนตำนานนี้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ในสาขาวรรณกรรมพื้นบ้านและภาษา

“รักที่ไม่อาจรักษาไว้ด้วยชีวิต…ก็ควรเริ่มต้นด้วยความรับผิดชอบ ไม่ใช่แค่คำหวาน”

นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องอิเหนา

ในแผ่นดินอันรุ่งเรืองแห่งวงศ์เทวา ผู้คนถือสายเลือดเป็นหลักแห่งศักดิ์ศรี ราชจารีตเป็นเสาหลักของแผ่นดิน ไม่มีหัวใจใดจะสูงไปกว่าสิ่งที่บรรพชนขีดไว้ ทุกการแต่งงานมิใช่เพียงเรื่องของคนสองคน แต่คือกลไกของอำนาจและสืบวงศ์

แต่เมื่อโอรสผู้มีวาสนาเหนือฟ้ากลับเลือกเดินตามเสียงเรียกของใจตน เรื่องราวนิทานพื้นบ้านไทยอันควรเป็นเพียงพิธีกรรมของราชสำนัก กลับกลายเป็นจุดเริ่มของการแตกหัก ความรัก การแปรพักตร์ และสงคราม ที่ไม่มีใครล่วงรู้ว่า…จะจบลงเช่นไร กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องอิเหนา

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องอิเหนา

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องอิเหนา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ครั้งนั้น ณ แว่นแคว้นแห่งวงศ์เทวา อาณาจักรใหญ่ทั้งสี่กุเรปัน, ดาหา, กาหลัง, และสิงหัดส่าหรี ต่างมีเจ้าเมืองเป็นเชื้อสายเดียวกัน เกี่ยวดองเหนียวแน่นร่วมสายโลหิต ทรงถือราชประเพณีมาช้านานว่า “เชื้อวงศ์จักต้องแต่งกับวงศ์ มิให้สายเลือดสับสนปนเปื้อน”

ฝ่ายนครหมันหยา ที่แม้ไม่ใช่หนึ่งในสี่นครหลัก แต่ก็เป็นพันธมิตรใกล้ชิด ท้าวกุเรปันจึงได้นางนิหลาอระตา แห่งหมันหยาเป็นชายาเอก ส่วนท้าวดาหาก็มีนางดาหราวาตี เป็นมเหสีร่วมราชวงศ์

รุ่งเช้าวันหนึ่ง เมฆบนฟ้าลั่นครืนโดยไร้ฝน ดวงจันทร์กลางวันลอยอยู่เหนือยอดไม้ ใครได้ยินก็ร่ำลือกันทั้งเมือง เพราะนางประไหมสุหรี มเหสีเอกแห่งกุเรปันได้ให้กำเนิดโอรสในยามนั้น

ว่ากันว่า ขณะที่ทารกร้องรับลมหายใจแรกเทวดาผู้เป็นต้นวงศ์เทวา ปะตาระกาหลา ก็เสด็จลงจากฟ้าพร้อมกริชศักดิ์สิทธิ์ ด้ามทองจารึกตัวอักษรประหลาด จบด้วยคำว่า “อิเหนาเองหยังตาหลา”

ตั้งแต่นั้น เด็กชายผู้นี้ก็ถูกขนานนามว่าอิเหนา

เขาเติบโตเป็นเจ้าชายรูปงามนัก ฉลาด หยั่งรู้ใจคน ไม่เย่อหยิ่ง เยาว์วัยก็รำกระบี่ร่ายทวนเก่งเกินครู ยามเงียบสงบก็นั่งอ่านตำราการปกครอง วางพระองค์นิ่งไม่หวือหวาแต่แฝงอำนาจ

เมื่ออิเหนาเข้าสู่วัยหนุ่ม ท้าวกุเรปันก็เตรียม “ผูกเงื่อนด้ายแดง” ตามราชจารีต ทรงหมายจะสืบสันตติวงศ์อย่างมั่นคง จึงไปขอตุนาหงัน นางบุษบา ธิดาแห่งกรุงดาหา

หญิงงามที่ถูกกล่าวขานว่า “งามนัก ดั่งกลีบบัวแรกแย้มในสายหมอก” และที่สำคัญ อยู่ในสายเลือดวงศ์เทวาเช่นเดียวกัน

ท้าวดาหายินดี ไม่สงสัย ไม่ชะงัก ไม่มีลางร้ายใดปรากฏ ทุกสิ่งเป็นไปตามจารีตอันแน่นอน

เพียงแต่ว่า…หัวใจของอิเหนา ยังมิได้ถูกถาม

ไม่นานนัก เกิดเหตุสะเทือนแผ่นดิน พระอัยกีแห่งเมืองหมันหยาเสด็จสวรรคต ท้าวกุเรปันทรงพระครรภ์แก่ จึงให้ อิเหนาแทนพระองค์ ไปยังหมันหยาเพื่อร่วมพระราชพิธี

พิธีที่ควรจะเงียบขรึม เต็มไปด้วยการไว้อาลัย แต่ที่นั่น…อิเหนาได้พบนางจินตะหราวาตี

หญิงสาวในชุดไว้ทุกข์สีขาวหม่น มิแต่งแต้ม มิปั้นแต่ง หากแต่ความอ่อนสงบในท่วงท่า สีหน้าที่ไม่เศร้าจนน่าสงสาร แต่เต็มไปด้วยความเข้มแข็ง ทำให้อิเหนายืนนิ่งอยู่นานนับอึดใจ

เสียงพิธีดำเนินไป แต่หัวใจของอิเหนาเต้นตามจังหวะสายตานางผู้นั้นแทน

เขาไม่ถามใครว่า “นางเป็นใคร”

เพียงกลับถึงที่พัก ก็กล่าวกับข้าราชบริพารเบา ๆ ว่า “ข้าจะไม่แต่งกับนางบุษบา”

ขุนนางถึงกับหน้าถอดสี “ใต้ฝ่าละออง…แต่หมั้นหมายไว้แล้วทั้งแผ่นดิน ต่างรู้กันทั่ว! หากถอน มิเท่ากับหักหน้าท้าวดาหาหรือ?”

“หัวใจของข้า มันไม่ใช่ของใครให้หมั้นแทน” อิเหนาตอบเพียงเท่านั้น แล้วเดินจากไปโดยไม่เหลียว

ข่าวการถอนหมั้น ส่งถึงกรุงดาหาดั่งเพลิงตกใส่เรือนน้ำมัน ท้าวดาหากริ้วนัก ตรัสกับขุนนางว่า “เรายื่นสัตย์เองกับมือ แล้วจะให้อิเหนาเหยียบคืนปาก? หากวงศ์กุเรปันไม่เห็นค่าเรา เช่นนั้น…ก็ไม่จำเป็นต้องเห็นกันอีก”

ครั้นพระญาติฝ่ายหนึ่งชื่อ จรกา มาเข้าขอหมั้นแทน ท้าวดาหาจึงตอบตกลงในทันที

แม้จรกาจะ รูปชั่วตัวดำ มิได้เฉลียวฉลาดเทียบเท่าอิเหนา แต่ก็ “มั่นคำ ซื่อตรง ไม่ทรยศ”

และนั่นเอง…คือจุดเริ่มต้นของ บาดแผลระหว่างหัวใจ กับแผ่นดิน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องอิเหนา 2

เมื่อคำถอนหมั้นถูกตัดขาดด้วยวาจาไม่กี่คำ ท้าวดาหา แม้พระทัยจะเดือดดาล แต่ก็มิแสดงโทษอิเหนาโดยตรง เพียงตอบรับจรกาว่าที่เขยผู้ซื่อสัตย์ ด้วยแรงขัดแย้งและแค้นเร้นลึกมากกว่าความพอใจ

ฝ่ายเมืองกะหมังกุหนิงวิหยาสะกำ โอรสท้าวกะหมังกุหนิง บังเอิญได้เห็นรูปวาดนางบุษบาเพียงคราวเดียว ก็คลั่งไคล้จนไม่เป็นอันกินอันนอน ถึงขั้นขอร้องพระบิดาให้ยกทัพมาชิงนางจากเมืองดาหา

“ใจลูกมิเป็นของตนอีกต่อไปแล้ว” เขากล่าว พลางกำกริชแน่นด้วยความหลง

ท้าวกะหมังกุหนิงแม้รู้ว่านั่นคือการขัดต่อวงศ์เทวา แต่รักลูกจนเกินกั้น ก็ยอมยกทัพมุ่งตะวันตก โดยหวังจะใช้กำลังแย่งชิงหญิงเดียว

เมืองดาหาได้ข่าว ศึกจ่อชายแดน ท้าวดาหารีบส่งสาส์นถึงท้าวกุเรปัน ขอให้ช่วยป้องกันเมือง

ครานั้น ท้าวกุเรปันจึงมอบหมายอิเหนาเป็นแม่ทัพหลวง แม้ยังคาใจเรื่องถอนหมั้น แต่เพื่อรักษาไมตรีและเลือดในวงศ์ อิเหนาก็จำต้องรับคำสั่ง “แม้ข้าจะมีดาบ แต่ครานี้…ต้องหิ้วใจไปเป็นโล่” เขากระซิบกับตนเอง เมื่อพ้นเขตเมือง

ศึกใหญ่ระเบิดขึ้นที่เชิงเขาริมเมืองดาหา อิเหนา สังคามาระตา ประสันตาและเหล่าแม่ทัพจากกุเรปันต่อสู้ดุจพายุสายฟ้า พวกของกะหมังกุหนิงแตกพ่าย วิหยาสะกำถูกแทงสิ้นใจ ส่วนท้าวกะหมังกุหนิงก็ตายในสนาม

หลังศึกสงบ อิเหนาเข้าเฝ้าท้าวดาหา ทูลถวายชัย “ศึกจบแล้วพะย่ะค่ะ แต่สงครามในใจหาทางสงบยังมิได้”

ที่นั่นเอง…เขาได้เห็นนางบุษบา เป็นครั้งแรกนับแต่ถอนหมั้น

นางยืนอยู่ในเรือนผ้า ขณะกำลังจัดแจกเครื่องบูชาให้เทพ แสงยามสายสาดผ่านม่านไม้ไผ่ ทาบลงบนเค้าหน้าสงบของนาง…จนอิเหนานิ่งงัน

ครั้งแรกคือหลงใหล ครั้งนี้คือสะเทือนทั้งวิญญาณ

เขาเอ่ยคำไม่ออก ได้แต่ปล่อยใจให้ตกลงไปอีกชั้น

ต่อมามะเดหวี มเหสีแห่งกุเรปันเห็นว่าเรื่องนี้คงไม่จบง่ายนัก จึงชวนบุษบาและเหล่าสตรีไปทำพิธีเสี่ยงเทียนที่วิหาร เพื่อทดสอบน้ำใจฟ้า

พิธีใช้เทียนสามเล่ม กลางคือบุษบา ขวาคืออิเหนา ซ้ายคือจรกา บุษบาไม่อยากทำ แต่จำใจต้องตาม “แม้นข้าไร้ทางเลือก ก็มิอยากหลอกตนเอง”

ครั้นเทียนจุดขึ้น บรรยากาศวิเวกนัก แรงลมแล่นแผ่วเหมือนลมหายใจจากผู้ไม่รู้จัก

ทันใดนั้น เสียงจากองค์ปฏิมา ดังสะท้อนทั่ววิหาร “นางบุษบาจะได้แก่อิเหนาเป็นแม่นมั่น จรกาใช่วงศ์เทวัญ แม้นได้ครองกันจะอันตราย”

เสียงนั้นเหมือนชี้โชคชะตาด้วยไฟและนั่นเอง อิเหนาซึ่งแอบเข้ามาแฝงกายอยู่หลังองค์พระปฏิมา ก็รีบใช้กลอุบายต้อนค้างคาว ให้เทียนดับ

ในความมืด เขาเข้ากอดบุษบาไว้แน่น นางดิ้นรน “ท่านบังอาจนัก ใครเล่ามาแตะต้องข้าในวิหารเช่นนี้!”

“เจ้าคือของข้า มาตั้งแต่ก่อนฟ้าเขียนเส้นขอบฟ้าเสียอีก” อิเหนาเอ่ยอย่างหายใจขาด ๆ

เมื่อคบเพลิงถูกจุดขึ้น มะเดหวีก็เห็นทุกอย่าง และถึงจะเสียหน้าเพียงใด ก็รู้ว่านางบุษบาเสียทีแล้ว

ไม่นาน พิธีอภิเษกของบุษบาและจรกา ก็ถูกกำหนดขึ้น

อิเหนาไม่รออีกแล้ว… เขาวางเพลิงเผาโรงมโหรสพกลางงานมงคล และลักพานางบุษบาหนีไปยังถ้ำทอง ที่เขาเตรียมไว้แต่แรก

เพลิงลุกท่วม เสียงกลองแตรกลายเป็นเสียงโกลาหล แต่ในยามนั้นอิเหนานิ่งดั่งหิน ในอกมีเพียงความคิดเดียว “จะผิด จะถูก…ข้าขอมีเจ้าไว้ในอ้อมแขนสักครั้งก็พอ”

แต่แล้ว… ฟ้าไม่ปล่อยให้เขาได้เสพสุขนั้นนาน

องค์ปะตาระกาหลาผู้เป็นเทวดาประจำวงศ์เทวา ทรงกริ้วนัก จึงบันดาลพายุใหญ่ พัดรถของนางบุษบาพร้อมพี่เลี้ยงให้ปลิวหายตกลงชายแดนเมืองประมอตัน

และยังแปลงร่างบุษบาให้กลายเป็นชาย นามว่าอุณากรรณ พร้อมประทานกริชวิเศษ

ฝ่ายอิเหนา… รู้แต่ว่านางหายไป ก็ออกท่องเที่ยวแคว้นน้อยใหญ่ เพื่อตามหา โดยไม่รู้เลยว่า “ชาย” ที่พบในบางเมือง คือบุษบาที่ตนเคยกอดกลางวิหารเมื่อคราวก่อน

เรื่องราวช่วงนี้กลายเป็นตำนานยาวเหยียด ชาวบ้านเรียกกันว่า “บทมะงุมมะงาหรา” เมื่อชายหาหญิง หญิงหลบชาย ฟ้าเล่นกลให้หัวใจมืดมนพอกันทั้งสองฝั่ง

สุดท้าย…เมื่อฟ้าคลี่คลายกรรมเก่า ทั้งหมดได้กลับมาพบกันอีกครา

อิเหนาได้อภัยโทษ และคืนดีกับนางจินตะหราวาตี

ครองนครกุเรปัน พร้อมความรัก ความผิด และความเข้าใจ อย่างที่ผู้เคยหลงและพลั้งพลาดพึงได้เรียนรู้

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องอิเหนา 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… หัวใจไม่อาจผูกไว้ด้วยพันธะใด แม้เป็นราชประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์ แต่เมื่อมิได้รักจริง ก็มีแต่ความสูญเสียตามมา

อิเหนาอาจถือกำเนิดในวงศ์สูง มีพรสวรรค์ มีอนาคตที่ถูกวางไว้ แต่เมื่อใจไม่อยู่กับทางที่ถูกลิขิต ความขัดแย้งจึงบังเกิด ทั้งต่อคนรอบข้าง ต่อแผ่นดิน และต่อตัวเองในที่สุด

ในที่สุดแล้ว…แม้จะผ่านสงคราม ผ่านโศก ผ่านไฟแห่งรักและบาป อิเหนาก็ต้องเรียนรู้ว่า รักที่แท้ มิใช่เพียงการครอบครอง แต่คือการยอมรับในผลของการกระทำ และการวางใจเหนือแรงปรารถนา

นิทานเรื่องนี้จึงไม่เพียงเป็นมหากาพย์แห่งความรัก แต่ยังสะท้อนการเติบโตของคนผู้หนึ่ง จากเจ้าชายผู้เลือกใจตนเองเหนือทุกอย่าง ไปสู่กษัตริย์ผู้รู้จักวางใจไว้ตรงที่ควรจะเป็น.

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องอิเหนา มีรากฐานมาจากวรรณคดีอินโดนีเซียที่เรียกว่า “ปัญจะตันตรา” และต่อมากลายเป็นมหากาพย์ท้องถิ่นชื่อ “เรื่องอิเหนา” หรือในภาษาเชาวาเรียกว่า “Hikayat Panji” ซึ่งเล่าเรื่องของเจ้าชาย “ปันจี” และความรักต้องห้ามที่ฝ่าขวากหนามมากมาย ทั้งนี้ในบริบทของไทย เรื่องอิเหนาได้รับการดัดแปลงขึ้นใหม่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยเฉพาะในรัชกาลที่ 2

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องอิเหนา จากเค้าโครงเดิม แล้วเรียบเรียงใหม่ให้กลมกลืนกับบริบทไทย โดยเสริมเนื้อหาให้ลึกซึ้ง อ่อนไหว และแฝงด้วยแนวคิดทางศีลธรรม ปรัชญา และสุนทรียศาสตร์แบบไทย มีการใช้ฉันทลักษณ์ กลอนบทละครหลวง และสร้างคาแร็กเตอร์ให้ตัวละครต่าง ๆ มีมิติและจังหวะทางอารมณ์ที่ละเอียดกว่าเวอร์ชันต้นฉบับ

“อิเหนา” จึงมิใช่แค่นิทานพื้นบ้านหรือเรื่องราวความรัก แต่เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ระหว่างหน้าที่กับหัวใจ ความขัดแย้งระหว่างจารีตกับความรู้สึก และการเดินทางของจิตใจจากวัยเยาว์สู่ความเป็นผู้ใหญ่

ในไทย เรื่องนี้กลายเป็นวรรณคดีสำคัญ ประกอบการแสดงโขน ละครใน และเป็นแบบเรียนวรรณคดีไทยมาช้านาน นอกจากนี้ยังมีอิทธิพลต่อศิลปะและวัฒนธรรมอื่น ๆ ทั้งด้านนาฏศิลป์ ดนตรี เครื่องแต่งกาย และภาพวาด นิทานนี้เป็นเรื่องฉบับรวบรัดซึ่งจริง ๆ แล้ว อิเหนาทีหลายตอนมาก ทางเราจึงรวบรัดให้เข้าใจถึงแก่นนิทานให้ง่ายที่สุด

และแม้เวลาจะผ่านไปนับร้อยปี “อิเหนา” ก็ยังคงเป็นนิทานที่เล่าขานไม่รู้จบ เพราะมันไม่ได้เล่าแค่เรื่องของอิเหนา… แต่มันเล่าเรื่องของ “หัวใจคน” ที่ยังคงซับซ้อนไม่ต่างจากอดีตกาล

“รักแท้… หากต้องแลกมาด้วยการทำลายคนอื่น อาจไม่ใช่รัก แต่คือราคะที่ปลอมตัวมาด้วยเสียงหัวใจ”

นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องเขานมนาง

ในดินแดนที่เต็มไปด้วยป่าและภูเขาของสุพรรณบุรี มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านไทยถึงหญิงสาวผู้มีความงามจนเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มมากมาย ความงามของเธอกลับกลายเป็นภาระที่ทำให้ชีวิตเธอเต็มไปด้วยความทุกข์ และนำไปสู่การตัดสินใจที่ไม่มีใครคาดคิด

ผู้คนเล่าว่า เธอทิ้งทุกสิ่งเพื่อแสวงหาความสงบในธรรมชาติ แต่สิ่งที่ตามมากับการตัดสินใจนั้นกลับกลายเป็นตำนานที่ยังคงหลงเหลือในทุกวันนี้… กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องเขานมนาง

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องเขานมนาง

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องเขานมนาง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยก่อนในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีและอ่างทอง มีหญิงสาวงามคนหนึ่งชื่อ “พิมสุราลัย” บุตรีของขุนนางผู้มีฐานะ ความงามของนางนั้นเลื่องลือไปทั่ว ทั้งในเมืองและหมู่บ้านใกล้เคียง ใบหน้าของนางงดงามจนบรรดาชายหนุ่มในแถบนั้นต่างพากันหลงใหลอยากได้มาครอบครอง แต่ความงามของนางกลับเป็นเหมือนดาบสองคม

ชายหนุ่มหลายคนพากันเข้ามารุมแย่งชิง หวังจะเป็นคู่ครองของนาง พิมสุราลัยที่มิอยากให้เกิดความวุ่นวาย จึงพยายามหลีกเลี่ยง แต่ยิ่งหลีกหนีกลับยิ่งมีคนมาแย่งชิงกันมากขึ้นจนเกิดเหตุวิวาท ทะเลาะกันอยู่บ่อยครั้ง

จนในที่สุดพิมสุราลัยทนไม่ไหว นางจึงตัดสินใจหนีออกจากหมู่บ้านไปยังป่าเขาลึก เพื่อหาความสงบ และใช้ชีวิตตามลำพัง ด้วยการปลูกข้าวและทอผ้าเพื่อตัวเอง นางหวังว่าในป่านั้น จะไม่มีใครมาทำให้ชีวิตของตนวุ่นวายได้อีก

นางอาศัยอยู่ในกระท่อมเล็ก ๆ กลางป่า ห่างไกลจากผู้คน ใช้ชีวิตเงียบสงบตามลำพัง ท่ามกลางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ แม้จะรู้สึกเหงาบ้าง แต่นางก็เลือกที่จะอยู่เพียงคนเดียวเพื่อหนีจากความวุ่นวายที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

ชีวิตในป่าแห่งนี้ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่นางพิมสุราลัยหวังไว้ ในป่าลึกแห่งนั้นยังคงมีผู้คนบางคนอาศัยอยู่ และหนึ่งในนั้นคือพรานป่าผู้มีเวทมนตร์และอาคมที่แกร่งกล้า ชื่อว่า “ตาลีนนท์”

ตาลีนนท์เป็นชายหนุ่มที่มีพลังเวทมนตร์สามารถแปลงกายเป็นสัตว์ต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะการแปลงกายเป็นงู ตาลีนนท์เกิดพบกับพิมสุราลัยในป่า และเพียงแค่เห็นนางครั้งแรก เขาก็หลงรักเธออย่างไม่อาจห้ามใจได้ แม้พิมสุราลัยจะพยายามหลบเลี่ยงไม่ยอมพบปะใคร แต่ตาลีนนท์กลับไม่ยอมแพ้

เขาใช้เวทย์มนตร์แปลงกายเป็นงูขนาดใหญ่เลื้อยเข้าไปซ่อนในกระท่อมของนางพิมสุราลัย ซึ่งในขณะนั้น พิมสุราลัยกำลังเตรียมอาหารอยู่ในกระท่อม เมื่อเห็นเงาของงูขนาดใหญ่เลื้อยเข้ามา นางตกใจมากและคว้ามีดที่อยู่ใกล้มือฟันไปที่งูโดยไม่ลังเล

เมื่อมีดฟันไปถูกงูนั้นจนมันสิ้นชีวิต ความลึกลับก็เกิดขึ้นในทันที ร่างของงูแปลงกลับคืนเป็นร่างของพรานตาลีนนท์เอง พิมสุราลัยตกตะลึงเมื่อพบว่าเธอได้ฆ่าคนตายเข้าแล้ว

ตาลีนนท์เองก็กระอักเลือดและพูดด้วยเสียงที่เจ็บปวด “ข้าผู้เดียวนี้คือคนที่หลงรักเจ้าจริง ๆ แต่ว่าข้าผิดที่เข้ามารบกวนความสงบของเจ้าจนเกิดเหตุการณ์เช่นนี้”

พิมสุราลัยรู้สึกตกใจและเสียใจยิ่งนัก นางไม่คิดว่าการหลีกหนีความวุ่นวายจะทำให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้ขึ้น และในขณะนั้นที่เห็นร่างของตาลีนนท์ที่ตายไป นางก็รู้สึกผิดปนกับความแค้นใจที่ไม่สามารถหนีจากความยุ่งเหยิงที่เกิดจากความงามของตนได้

พิมสุราลัยร้องไห้และสำนึกผิดในสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เธอคิดถึงการหลีกหนีจากสังคมอีกครั้งเพื่อหนีจากความทุกข์ที่เกิดจากความสวยงามของเธอเอง

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องเขานมนาง 2

พิมสุราลัยนั่งอยู่ข้างร่างที่ไร้ลมหายใจของตาลีนนท์ ความรู้สึกในใจนั้นลึกซึ้งจนยากที่จะบรรยาย เธอเคยคิดว่าความสวยงามของตัวเองจะนำมาซึ่งความรักและความสุข แต่แท้จริงแล้วมันกลับนำมาซึ่งความทุกข์ที่ไม่อาจหลีกหนีได้

ความแค้นและความเสียใจผลักดันให้นางคิดถึงการหลีกหนีจากทุกสิ่ง ไม่เพียงแค่ชายหนุ่มที่แย่งชิงนาง แต่รวมถึงความงามของนางที่เป็นสาเหตุให้เกิดทุกข์มากมายในชีวิต

นางยืนขึ้นไปยังลำธารที่อยู่ไม่ไกลจากกระท่อม ขณะที่นางหยิบมีดที่เคยใช้ฟันงูออกมาอีกครั้ง ครั้งนี้นางไม่ได้ใช้มันเพื่อป้องกันชีวิต แต่ใช้มันเพื่อทำลายร่างกายของตัวเอง

“หากความงามของข้าเป็นต้นเหตุให้ผู้อื่นต้องตาย ข้าจะทำลายสิ่งนี้เสีย…เพื่อที่ใครจะได้ไม่ต้องทุกข์ใจจากมันอีก”

พิมสุราลัยพูดเบา ๆ แล้วใช้มีดตัดนมทั้งสองข้างของตนทิ้งไป หยดเลือดไหลลงพื้น แต่ความเจ็บปวดนั้นมิได้ทำให้เธอหวั่นไหวอะไร

เมื่อเธอตัดสินใจแล้ว ทุกสิ่งก็เหมือนจะเปลี่ยนไป ร่างของนางเริ่มแปรเปลี่ยน กลายเป็นภูเขา ขึ้นที่นั่น สองลูกทับซ้อนกันจนกลายเป็น “เขานม” ซึ่งเป็นภูเขาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรี เรียกตามที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น

นางมองไปที่ภูเขาที่เกิดขึ้นข้างๆ ตัวเอง รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ทำลายร่างกายของตน แต่ไม่อาจหยุดสิ่งที่เกิดขึ้นในใจได้

ในคืนวันนั้น หลังจากที่นางได้ทิ้งความงามของตนไปแล้ว พิมสุราลัยเดินผ่านป่าลึกเรื่อยไป น้ำตาของนางยังคงไหลริน เธอรู้สึกเหมือนกับว่าเธอได้ทิ้งทุกสิ่งที่มีค่าไว้แล้ว แต่นางก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากการตามหาความสงบในใจ

จนกระทั่งนางพบวัดร้างแห่งหนึ่งกลางป่า วัดที่มีความเงียบสงบราวกับว่าไม่มีใครเคยมาเยือนเลยในชั่วชีวิต พิมสุราลัยตัดสินใจพักอยู่ในวัดแห่งนั้น คืนหนึ่งเมื่อนางนอนในวัด ได้มีความรู้สึกที่แปลกประหลาดเกิดขึ้นในใจเหมือนบางสิ่งในชีวิตนางต้องการการปลีกวิเวก

จากวันนั้นไป นางไม่ได้กลับไปยังที่เดิม แต่หันไปหาความสงบจากการบำเพ็ญเพียรในธรรมะ จนในที่สุด พิมสุราลัยก็ตัดสินใจบวชเป็นพระภิกษุอยู่บนเขาแห่งหนึ่ง ซึ่งเขานั้นได้ชื่อว่า “เขาบางนางบวช” หรือ “เขานมนาง” ซึ่งมีการตั้งชื่อตามชื่อของนางที่เป็นผู้บวชอยู่บนยอดเขานั้น

เมื่อเวลาผ่านไป พิมสุราลัยได้ไปถือศีลที่ “บ้านไผ่” ในจังหวัดอ่างทอง ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงว่ามีพระสงฆ์ผู้มีความศรัทธาอยู่ที่นั่น

ในที่สุด บ้านเดิมของนางในสุพรรณบุรี ที่เคยเป็นบ้านที่มีชื่อว่า “บ้านเดิมบาง” ก็ยังคงได้รับการบอกเล่าเกี่ยวกับความเสียสละของนางที่หลบหนีจากโลกภายนอกและเลือกที่จะบวชเป็นพระสงฆ์เพื่อแสวงหาความสงบจากความทุกข์ในใจของตนเอง

ตำนานของพิมสุราลัย ยังคงมีชีวิตอยู่ในใจของผู้คนในสุพรรณบุรีและอ่างทอง ชาวบ้านเล่าขานถึงหญิงสาวผู้มีความงามจนเกินไป จนทำให้เธอตัดสินใจทิ้งความงามของตัวเองเพื่อแสวงหาความสงบในธรรมะ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องเขานมนาง 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… การหลีกหนีจากสิ่งที่ทำให้เราเจ็บปวดอาจไม่ใช่คำตอบที่แท้จริง ความสงบและการยอมรับตัวเองคือทางออกที่แท้จริง

ในเรื่องของพิมสุราลัย เธอหลบหนีจากความงามที่เป็นต้นเหตุของความทุกข์และการทะเลาะวิวาท แต่สุดท้าย เธอกลับพบว่า การทิ้งสิ่งที่ตัวเองเป็นไม่ได้ทำให้จิตใจสงบจริง ๆ การหาความสงบในชีวิตนั้นไม่ใช่การหนี แต่คือการยอมรับและหาทางเยียวยาจิตใจในสิ่งที่เป็นตัวตนของเรา

ความสุขและความสงบเกิดขึ้นจากการเข้าใจและยอมรับตนเอง ไม่ใช่การหลบหนีจากโลกภายนอก

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องเขานมนาง มีที่มาจากคำเล่าขานในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีและอ่างทอง ซึ่งเป็นเรื่องราวที่สืบต่อกันมาในชุมชน โดยเล่าขานกันมานานหลายชั่วอายุคน จนกลายเป็นหนึ่งในตำนานพื้นบ้านที่มีชื่อเสียงของภาคกลางของประเทศไทย

ตำนานนี้เกิดขึ้นในสมัยก่อน เมื่อหญิงสาวชื่อพิมสุราลัย ที่มีความงามจนเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มหลายคน แต่ความงามของเธอกลับนำมาซึ่งความยุ่งเหยิงและความเจ็บปวด จนทำให้เธอตัดสินใจหนีไปหาความสงบในป่าไกล จากนั้น เรื่องราวก็มีการผสมผสานกับความเชื่อเรื่องเวทมนตร์และสิ่งลี้ลับ โดยเฉพาะในตอนที่พรานป่าที่มีเวทมนตร์ชื่อ “ตาลีนนท์” แปลงกายเป็นงูและพบกับพิมสุราลัย นางต้องการหนีจากทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความงาม จึงทำการตัดสินใจทิ้งสิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายตนเอง (นม) ไปจนกลายเป็นภูเขาเขานม ซึ่งก็คือเขานมนาง ที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน

จากนั้น พิมสุราลัยเลือกที่จะบวชและหาความสงบในจิตใจ จนกลายเป็นตำนานที่คนในพื้นที่เรียกภูเขานั้นว่า “เขาบางนางบวช” ซึ่งกลายเป็นชื่อที่ผู้คนยังคงใช้เรียกภูเขานั้นมาจนถึงทุกวันนี้

ตำนานนี้จึงเป็นการสะท้อนความเชื่อและความเข้าใจในเรื่องของการทิ้งสิ่งที่ก่อให้เกิดความทุกข์เพื่อแสวงหาความสงบในทางธรรม และยังคงถูกเล่าขานอย่างแพร่หลายจากรุ่นสู่รุ่นในจังหวัดสุพรรณบุรีและอ่างทองจนถึงปัจจุบัน

“ความงามอาจนำมาซึ่งความต้องการและความช้ำ แต่การหลีกหนีจากตัวตนไม่เคยทำให้เราเจอความสงบที่แท้จริง”

นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องวังตาเพชร

ริมคลองสายหนึ่งในเมืองสุพรรณ ยังมีคำเล่าขานของชาวบ้านรุ่นปู่ย่าที่ไม่เคยเงียบหาย แม้วันเวลาจะพัดผ่านไปนานเพียงใด สายน้ำนั้นก็ยังเก็บความทรงจำไว้ใต้ผืนน้ำอันนิ่งเงียบดุจหลับใหล บางคนว่าเคยได้ยินเสียงกระซิบแผ่วจากคลื่น บ้างว่าเห็นเงาเลื่อมวาวของดวงตาคู่หนึ่งสะท้อนขึ้นจากก้นบึง

เรื่องเล่าตำนานนิทานพื้นบ้านไทยที่คนเฒ่าคนแก่ที่เล่าปากต่อปากในยามค่ำข้างกองไฟ และแม้จะไม่มีใครรู้ว่าความจริงอยู่ตรงไหน แต่ทุกคนต่างยืนยันตรงกันว่า…มันเคยเกิดขึ้นตรง “วังตาเพชร” แห่งนี้จริง ๆ กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องวังตาเพชร

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องวังตาเพชร

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องวังตาเพชร

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ดินแดนสุพรรณบุรี ริมคลองสายหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันถมกลายเป็นโรงสีใหญ่ เคยเป็นที่ลุ่มเปียกชื้น น้ำไหลเชี่ยวและลึกนัก ผู้เฒ่าผู้แก่แต่โบราณเล่ากันว่า ครั้งหนึ่งตรงนั้นคือ “คลองลึก” คลองสายสำคัญที่เชื่อมหมู่บ้านเข้าหากัน ทั้งการค้าขาย การไปวัด การติดต่อสื่อสาร ต่างต้องพึ่งเรือไม้และแรงฝีพาย

ข้างคลองนั้น มีเรือนไทยหลังหนึ่ง ตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางแมกไม้ ต้นหมาก ต้นมะพร้าวรายล้อมสูงชะลูด ร่มเงาทาบทับชายคา เป็นเรือนของตายายผู้หนึ่ง ตาแก่ร่างผอมหลังงอ ผิวคล้ำแดด ส่วนยายเป็นหญิงใจดี มีรอยยิ้มสงบเสมอ

แม้จะไม่มีลูกหลานอยู่ด้วย แต่วิถีของเขาทั้งสองกลับเรียบง่ายและสงบสุข ตายายอยู่กันมาเนิ่นนาน ต่างเป็นที่รู้จักของชาวบ้านละแวกใกล้เคียง โดยเฉพาะชายเฒ่าผู้เป็นตา ที่ชาวบ้านเรียกขานเพียงว่า “ตาแก่คลองลึก”

ไม่มีผู้ใดรู้ชื่อจริงของตาแก่ผู้นี้ เพียงรู้ว่าเขาเคยเรียนวิชาอาคมจากทางเมืองพระตะบองครั้งยังหนุ่ม ร่ำเรียนคาถาอาคมทั้งสายธรรมและสายลึกลับ บ้างว่าเขาเสกไก่ให้หาย บ้างว่าเคยขี่งูเขียวข้ามน้ำ บ้างก็ว่าฝ่าพายุโดยไม่เปียกแม้แต่ชายผ้านุ่ง

แต่ที่แน่แท้และเห็นกันเต็มตา คือ… ตาแก่สามารถ “แปลงร่างเป็นจระเข้” ได้จริง

เรื่องนี้ชาวบ้านไม่มีใครสงสัย เพราะเห็นกับตาว่าทุกเช้าเย็น หากยายจะไปตลาดหรือไปวัดฝั่งตรงข้าม ตาแก่จะหายเข้าเรือนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจะมีจระเข้ตัวใหญ่โผล่ขึ้นจากท่าน้ำให้เมียขี่หลังพาข้ามคลองแทนเรือ ไม่เคยมีอันตราย ไม่เคยมีเหตุร้าย จระเข้ตัวนั้นเชื่องนัก ดวงตานิ่งเย็นวาวใสราวอัญมณี

คนผ่านไปผ่านมาต่างเห็นเป็นภาพชินตา บ้างก็ยิ้ม บ้างก็อวยพร บ้างก็กระเซ้า “ไปวัดกันแต่เช้าแฮะยาย ไปกับพาหนะวิเศษเสียด้วย”

“ยายเฒ่าเรานี่ขึ้นหลังจระเข้ยังยิ้มได้ ยายขี่เรือยังหวาดเสียวกว่า” ยายเฒ่าก็หัวเราะรับคำ ไม่ถือตัวอะไร ใจดีทักทายไปทั่ว

และทุกครั้งที่กลับถึงฝั่ง ตาแก่จะคืนร่างเป็นคนด้วยน้ำมนต์ในขันเล็ก ๆ ใบหนึ่ง ที่ยายเฒ่าจะถือติดมือไว้เสมอ

ขันนั้นทำจากทองเหลือง ผิวด้าน มีอักขระลายมือขูดไว้รอบปากขัน ข้างในจะบรรจุน้ำมนต์ที่ตาแก่ปลุกเสกไว้เอง และก่อนจะออกเดินทาง เขาจะพูดย้ำเสมอ “ถึงฝั่งเมื่อใด จงรดหัวข้าเถิด อย่าให้ชักช้า มิฉะนั้นข้าจะคืนรูปไม่ได้”

นั่นเป็น “ข้อตกลง” ที่ทั้งสองยึดถือกันเสมอมา

วันพระใหญ่วันหนึ่ง ยามเช้ายังไม่ทันแดดแรง ยายเฒ่าแต่งตัวด้วยผ้าซิ่นใหม่ที่เก็บไว้ใช้เฉพาะวันสำคัญ มัดมวยผม หยิบดอกไม้ ธูป เทียนใส่กระทงใบตองเตรียมใส่บาตร

นางเดินไปหาตาแก่ซึ่งนั่งหลับตาอยู่ริมเสาเรือน หันหน้าสู่ทิศตะวันออก

“ตาเฒ่า…วันนี้วันพระ ข้าจะไปวัดเสียหน่อย ใจมันเรียกร้องเหลือเกิน”

ตาแก่ลืมตาช้า ๆ ยิ้มบาง ๆ อย่างเข้าใจ “อืม ไปเถิดแม่ ของบางอย่างอย่าขืนใจมัน บุญมันเรียก ก็ควรไปให้ถึง”

ตาแก่ลุกขึ้น เดินเข้าไปในเรือน หยิบขันน้ำมนต์ออกมา วางไว้บนพานใบเก่า ก่อนพูดขึ้นโดยไม่หันกลับมา “เช่นเคยนะ ข้าจะแปลงร่างเป็นจระเข้ เจ้าจงนั่งให้มั่น แล้วถือขันนี้ให้แน่น ครั้นถึงฝั่งแล้วจึงรดหัวข้า”

ยายเฒ่าพยักหน้ารับรู้ ไม่แปลกใจใด ๆ เพราะตลอดชีวิตคู่ เขาเคยทำเช่นนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

ตาแก่สูดลมหายใจลึก เปล่งเสียงคาถาเบา ๆ เพียงไม่กี่วินาที ร่างกายเขาก็เริ่มเปลี่ยนสภาพ กระดูกยืดยาว ผิวหนังหนาแข็ง เกล็ดเงางามขึ้นเรียงตามลำตัว ตาสีดำมันวาวเริ่มปรากฏขึ้นแทนตาคน

อีกครู่เดียว จระเข้ตัวใหญ่ก็ปรากฏตัวอยู่กลางเรือน หัวต่ำ หางเรียว วางตัวนิ่งราวกับรู้หน้าที่

ยายเฒ่าก้าวขึ้นขี่หลังมันอย่างระมัดระวัง มือข้างหนึ่งโอบรอบคอ อีกข้างหนึ่งกอดขันน้ำมนต์ไว้แน่น “ไปกันเถิดพ่อ ข้าจักใส่บาตรให้เจ้าทุกองค์”

จระเข้ค่อย ๆ เลื้อยลงน้ำจากตีนบันไดเรือน เสียงน้ำแหวกเบา ๆ กระเพื่อมออกเป็นวงกว้าง

เช้าวันนั้น ฟ้าหม่น ลมแรงผิดปกติ ผืนน้ำที่เคยสงบกลับปั่นป่วนเล็กน้อย ใบไม้ไหวปลิว เสียงนกเงียบสนิท

ทั้งสองยังไม่รู้เลยว่า การเดินทางวันนี้…จะไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องวังตาเพชร 2

จระเข้ตาแก่พาหญิงเฒ่าแล่นกลางลำคลอง เสียงน้ำตีกระเพื่อมเบา ๆ เป็นจังหวะจากแรงหางที่ไล่น้ำไปข้างหน้า ท้องฟ้าขมุกขมัวอย่างผิดฤดูกาล ลมพัดแรงขึ้นจนยอดจากต้นมะพร้าวลู่ตามแรงลม ชายเสื้อของหญิงเฒ่าโบกสะบัด

นางกอดขันน้ำมนต์ไว้แน่นแนบอก มืออีกข้างโอบคอจระเข้ไว้มั่น แต่แล้วในจังหวะหนึ่ง คลื่นลมจากด้านข้างกระแทกเรือนร่างนางจนเอนเล็กน้อย ขันในมือสั่นคลอน หยดน้ำมนต์จำนวนหนึ่งกระฉอกออกจากปากขัน

หญิงเฒ่าร้องเบา ๆ “ว้าย…ขันเอน!”

นางพยายามประคองขันให้ตรง แต่น้ำมนต์กลับไหลลงน้ำไปอีกสายหนึ่งอย่างไม่อาจเรียกคืน ผืนน้ำเบื้องล่างเงียบงัน กลืนทุกหยดหายไปในชั่ววินาที

หญิงเฒ่ามองขันที่บัดนี้เหลือเพียงครึ่ง หัวใจร่วงวูบ “ตายจริง…มันหกไปเสียแล้ว…”

จระเข้ยังว่ายต่อไปอย่างเงียบงัน ราวกับไม่รับรู้ แต่ดวงตาคู่นั้นหันกลับมามองเมียบนหลังอย่างช้า ๆ “พ่อ…พ่อ ขันมันหกไป…ข้า…ข้ามิได้ตั้งใจเลย”

เสียงนางสั่นเครือ ความกลัวแผ่คลุมทุกอณูร่าง นางเฝ้าภาวนาในใจว่าเพียงครึ่งขันคงเพียงพอ แต่ในส่วนลึกก็รู้ดีว่า น้ำมนต์นั้นต้องครบถ้วนเสมอ มิฉะนั้นมนตราจะขาด

ในที่สุด จระเข้ก็มาถึงฝั่งตรงข้ามหญิงเฒ่าคลานลงจากหลังมัน คุกเข่าลงริมตลิ่ง มือหนึ่งยกขันขึ้นสูง หวังจะรดน้ำตามที่เคยทำ

“พ่อ…เจ้านอนนิ่งนะ ข้าจะรดให้เดี๋ยวนี้แหละ ขันยังพอมีน้ำอยู่”

แต่น้ำในขันกลับไม่ไหล น้ำมนต์เพียงไม่กี่หยดคลออยู่ก้นขัน สั่นไหวไปมา… แต่ไม่หล่น

หญิงเฒ่าพยายามเขย่ามือ รดซ้ำลงไป แต่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น จระเข้ยังนิ่งเงียบดั่งรูปปั้น ไม่เคลื่อนไหว ไม่มีแม้แต่เสียงหายใจ

นางทรุดตัวลง น้ำตาไหลริน “พ่อเอ๊ย…พ่อ…ข้าผิดเอง ข้าประมาท ข้าถือไม่มั่น ข้าทำให้เจ้าต้องเป็นเช่นนี้…”

เสียงสะอื้นเบา ๆ ลอยไปตามลม บนตลิ่งว่างเปล่าที่ไร้ผู้คน ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ไม่มีใครได้เห็นช่วงเวลาแห่งการจากลาอันไร้คำร่ำลานั้นเลย

จระเข้เงยหน้ามองนางอีกครั้ง ดวงตาแน่นิ่งคู่นั้นมีประกายหนึ่งวูบผ่าน…บางอย่างที่คล้ายกับความอาลัย แล้วจึงค่อย ๆ พลิกตัวกลับสู่ลำคลองอย่างช้า ๆ

หญิงเฒ่าร้องไล่หลัง “พ่อ! อย่าไป…กลับมาเถิด ข้าจะหาน้ำมนต์ใหม่ ข้าจะลองอีกที”

แต่เสียงนั้นมิอาจดึงเขากลับมาได้ ร่างจระเข้ดำดิ่งลงในสายน้ำ แล้วหายลับไป ทิ้งเพียงคลื่นเล็ก ๆ ที่กระเพื่อมบนผิวน้ำ

หลังเหตุวันนั้น หญิงเฒ่ากลับมาบ้านแต่เพียงลำพัง สีหน้าซีดเซียว ร่างกายซูบลงอย่างเห็นได้ชัด

นางไม่กล่าวถึงเหตุการณ์วันนั้นกับใครอีกเลย แต่ทุกค่ำคืน จะจุดธูปวางไว้ริมตลิ่ง แล้วนั่งมองผืนน้ำอย่างเงียบงัน ราวกับรอฟังเสียงฝีพายที่ไม่มีวันกลับมา

ผ่านไปไม่นาน ชาวบ้านเริ่มเล่าลือถึง “จระเข้ตาเพชร” ที่โผล่มายามค่ำคืน ดวงตาของมันเปล่งแสงวาววับเหนือผิวน้ำ โดยเฉพาะคืนเดือนเพ็ญ

เด็ก ๆ วิ่งมากระซิบกัน

“เมื่อคืนข้าเห็นมันตาเป็นประกาย เหมือนเพชรเลย…”
“มันไม่กัดใครหรอก ข้าเห็นมันลอยอยู่เฉย ๆ ใต้ศาลาท่าน้ำ”
“ยายคำว่า เจ้านั่นคือผัวแกที่กลายเป็นจระเข้”

เรื่องเล่าค่อย ๆ แผ่ขยายไปทุกเรือน ทุกครอบครัว ต่างเริ่มเรียกคลองนั้นว่า “วังตาเพชร” เพราะตาของจระเข้ที่ยังวนเวียนอยู่กลางน้ำ เป็นเสมือนอัญมณีที่ไม่มีวันจาง

บางคนเชื่อว่ามันรอคอยให้เมียเฒ่ากลับมาพร้อมขันน้ำมนต์ที่เต็มเปี่ยม บางคนว่า มันเฝ้ารอวันพระใหญ่ เพื่อจะได้รับบุญที่นางใส่บาตรถึง

และไม่ว่าความจริงคืออะไร วังตาเพชรก็ยังคงอยู่ตรงนั้นเงียบ ๆ จนถึงวันนี้

บางคืน หากยืนอยู่ริมคลองเงียบ ๆ แล้วจ้องลงไปในน้ำ บางที… ท่านอาจเห็นดวงตาหนึ่งคู่วาววับขึ้นมาจากความมืด เหมือนเฝ้าดูบางสิ่งอยู่จากก้นลึกของน้ำ

และหากท่านได้ยินเสียงน้ำกระเพื่อมเบา ๆ ท่ามกลางความเงียบ… จงรู้ไว้เถิดว่า “เขา”…ยังอยู่ตรงนั้น ไม่ได้จากไปไหนเลย

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องวังตาเพชร 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… แม้ความรักจะมั่นคงเพียงใด หากประมาทเพียงชั่วขณะ ก็อาจพลัดพรากตลอดกาล ในชีวิตของตายายเรื่องนี้ ความรักและความผูกพันแน่นแฟ้นจนสามารถฝากชีวิตไว้กับกันและกันได้ โดยเฉพาะชายแก่ที่ยอมแปลงร่างเป็นจระเข้เพื่อพาเมียข้ามคลองด้วยความห่วงใยและความเสียสละ เป็นภาพของความรักที่ไม่ต้องพูดมาก แต่ลึกซึ้งกว่าคำสัญญาใด ๆ

แต่เหตุเพียงเล็กน้อยขันน้ำมนต์ที่หก ก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่หลวง เป็นบทเรียนที่เตือนใจเราว่า ความไว้ใจและความเคยชิน อาจทำให้เราละเลยบางสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งโดยไม่รู้ตัว

ในท้ายที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะขาดความรักหรือความตั้งใจดี แต่เพราะ “ความเผลอไผล” ในช่วงหนึ่งของชีวิต ซึ่งไม่มีโอกาสให้แก้ไขอีกเลย นิทานเรื่องนี้จึงเตือนเราให้ตระหนักถึงคุณค่าของปัจจุบัน ความระมัดระวังในการกระทำ และการรักษาสิ่งที่เปราะบางด้วยความใส่ใจเสมอ เพราะบางสิ่ง หากพลาดไปแล้ว…ไม่มีทางย้อนคืนได้อีกตลอดชีวิต

และที่สำคัญ ความรักที่แท้ มิใช่แค่การอยู่ด้วยกัน แต่คือการยืนหยัดแม้ในวันที่ไม่อาจกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องวังตาเพชร (บึงตาเพชร) มีที่มาจากคำบอกเล่าของชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี เล่าสืบกันปากต่อปากมานานหลายชั่วอายุคน เป็นนิทานพื้นบ้านที่ไม่มีการบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ แต่ยังคงปรากฏอยู่ในความทรงจำของผู้สูงวัยในชุมชน

เรื่องเล่านี้ผูกพันกับวิถีชีวิตของคนในชนบทที่เคยต้องพึ่งพาทางน้ำ และเต็มไปด้วยความเชื่อเรื่องเวทมนตร์ คาถา อาคม ซึ่งมักเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง โดยเฉพาะในคนรุ่นเก่าที่เคยเห็น “ของแปลก” หรือ “เรื่องแปลก” ผ่านตามาบ้าง ตำนานของชายเฒ่าที่แปลงกายเป็นจระเข้รับส่งเมียจึงไม่ใช่เรื่องเกินเชื่อในบริบทของผู้คนในยุคก่อน ตรงกันข้าม กลับเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับความรู้สึก ความศรัทธา และความเข้าใจในโลกธรรมชาติที่มีสิ่งลี้ลับแฝงอยู่

ชื่อ “วังตาเพชร (หรือบึงตาเพชร)” มาจากภาพของจระเข้ที่ชาวบ้านเชื่อว่ายังวนเวียนอยู่ในบึง ดวงตาของมันส่องวาววับเหมือนเพชรทุกคราเมื่อโผล่ขึ้นเหนือน้ำโดยเฉพาะในคืนเดือนเพ็ญ ภาพนั้นฝังอยู่ในความทรงจำผู้คนจนกลายเป็นชื่อเรียกของสถานที่แห่งนี้ในเวลาต่อมา

นิทานนี้จึงเป็นเสมือนเสี้ยวหนึ่งของวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันในครอบครัว ความเสียสละ ความเชื่อเรื่องไสยเวท และความเศร้าลึกของการพลัดพราก เรื่องเล่าไม่ได้เพียงแต่บอกเล่าความมหัศจรรย์ของวิชา แต่ยังเป็นกระจกสะท้อนความละเอียดอ่อนของชีวิต ที่แม้จะเรียบง่ายเพียงใด ก็มีทั้งรัก ความหวัง ความผิดพลาด และการสูญเสียอย่างหมดจด

ทุกครั้งที่คนเฒ่าคนแก่เล่าถึงวังตาเพชร เสียงเล่าจะอ่อนลง น้ำเสียงจะนุ่มนวลราวกับยังเห็นชายเฒ่าคนนั้นลอยอยู่กลางน้ำ และไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่า เรื่องนี้เป็นจริงหรือเพียงตำนาน แต่สิ่งที่แน่ชัดคือ… ทุกครั้งที่ใครเอ่ยถึงชื่อวังตาเพชร ดวงตาสองข้างของจระเข้เฒ่าก็ยังเหมือนส่องวาวอยู่ในความทรงจำของคนทั้งหมู่บ้าน

“ความรักอาจยิ่งใหญ่…แต่เพียงความเผลอ ก็อาจพรากตลอดกาล”

นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องขุนช้างขุนแผน

ในดินแดนที่มีทั้งเมืองหลวงและบ้านทุ่ง ทั้งผู้มีอำนาจและคนสามัญ ชะตาของคนบางคนกลับถูกกำหนดโดยสิ่งที่เขาไม่ได้เลือกเอง เรื่องเล่าหนึ่งจึงถือกำเนิดขึ้นจากความรัก ความริษยา และความไม่เป็นธรรม ที่กลายเป็นเงาไล่ล่าหัวใจคนมาหลายชั่วอายุ

เรื่องราวนิทานพื้นบ้านไทยเรื่องนี้นี้ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความดีหรือความชั่ว แต่เริ่มจากความเป็นเพื่อน ความผูกพัน และความเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา เมื่อความรักไม่อาจเป็นของใครคนเดียว และความถูกต้องอาจไม่ใช่สิ่งที่ผู้มีอำนาจเข้าใจ นิทานเรื่องนี้จึงยังคงถูกพูดถึงจนถึงทุกวันนี้ กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องขุนช้างขุนแผน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องขุนช้างขุนแผน

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องขุนช้างขุนแผน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองสุพรรณบุรี อันเป็นแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ มีเด็กสามคนเติบโตมาด้วยกันราวเงากับแสง คือ พลายแก้ว, ขุนช้าง, และพิมพิลาไลย

พลายแก้วหนุ่มรูปงาม ผิวผ่องดังทองคำ เปี่ยมด้วยสติปัญญา แต่น่าเศร้าที่ครอบครัวตกอับ เพราะพระพันวษาเคยลงโทษประหารบิดา แล้วริบทรัพย์สมบัติไปหมดสิ้น เขาเติบโตในอ้อมอกแม่ทองประศรี ด้วยจิตใจอ่อนโยนแต่แกร่งกล้า

ขุนช้างกลับตรงข้ามทุกประการ รูปชั่ว หัวล้านตั้งแต่เยาว์วัย อุปนิสัยซื่อจนคนล้อ แต่ร่ำรวยนัก เพราะบิดาเคยฝากตัวไว้กับขุนนางใหญ่ ขุนช้างจึงมีเส้นสายหนุนหลังในราชสำนัก

ส่วนพิมพิลาไลย หญิงเดียวในกลุ่ม เป็นดั่งแก้วกลางใจของทั้งสองฝ่าย งามล้ำเกินหญิงทั้งเมือง นิสัยดี พูดจาอ่อนหวาน เป็นที่รักของผู้คน

ทั้งสามเติบโตมาด้วยกัน แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป… ความไร้เดียงสากลายเป็นเพลิงรักที่ค่อย ๆ แผดเผา

เมื่ออายุถึงวัยเรียน พลายแก้วบวชเป็นสามเณร เขาเรียนทั้งคาถาอาคม และวิชาทหาร จนเป็นที่กล่าวขวัญทั่วเมือง ว่าชายผู้นี้จะต้องมีวาสนาใหญ่ยิ่งนัก

ขุนช้างนั้น แม้จะเรียนไม่เก่ง แต่กลับมีเงินตราและเส้นสาย ใช้จ่ายสินบน แลกกับเกียรติยศในเมืองหลวง

ถึงวันสงกรานต์ หนุ่มสาวต่างออกมาเล่นน้ำ พิมพิลาไลยได้พบพลายแก้วโดยบังเอิญ ใจที่เคยแอบรักแต่เด็กก็บังเกิดประกายแรงกล้า ทั้งสองสบตากันนาน… และไม่นานหลังจากนั้น พลายแก้วก็ตัดสินใจ หนีสึก

“หลวงพ่อเจ้าขา… ขออภัยเถิด ข้ามิอาจทนไฟแห่งใจนี้ได้อีกแล้ว”

พลายแก้วออกจากวัด รีบไปหาพิม ณ ไร่ฝ้าย พวกเขากระทำการเป็นสามีภรรยากันโดยไม่ได้ประกาศ แต่รักนั้นมั่นคงนัก

ข่าวลือกระจายไปทั่วเมือง ขุนช้างผู้หมายปองพิมอยู่แล้วถึงกับลมแทบจับ “อ้ายพลายแก้ว! มันมีดีตรงไหนกัน รูปก็หล่อ แต่เงินทองมีหรือไม่? ข้าต้องได้แม่นางพิมมาเป็นเมีย!”

ขุนช้างจึงไปสู่ขอกับแม่ของพิมด้วยเงิน ทอง และวาจาหวาน แต่นางไม่เต็มใจยกบุตรสาวให้

ในท้ายที่สุด… พลายแก้วกับพิมพิลาไลยก็แต่งงานกันอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความยินดีของผู้คน และความเดือดดาลของขุนช้าง

ขุนช้างมิอาจทนดูคนที่ตนรักตกเป็นของชายอื่น จึงวางอุบายอย่างแยบยล ใช้เส้นสายในราชสำนักกราบทูลพระพันวษาว่า “ขุนแผนผู้นี้ เก่งกล้าก็จริง แต่มีท่าทีเกียจคร้าน เหมาะจะส่งไปตีเมืองเชียงใหม่ เพื่อพิสูจน์ความสามารถและกำจัดคนอวดดี!”

พระพันวษาทรงเชื่อ จึงมีรับสั่งส่งพลายแก้วไปศึกทางเหนือ ให้ช่วยราชธานีเชียงทอง

ขุนช้างสบโอกาสโกหกว่าขุนแผนตายในศึก และใช้โอกาสนั้นใส่ร้ายเพิ่มเติมว่าพลายแก้วประมาท เลินเล่อ ผิดราชการ

ในเวลานั้นเอง พลายแก้วกลับมาอย่างวีรบุรุษผู้มีชัย พร้อมชื่อเสียงเลื่องลือ แต่ทันทีที่เหยียบเข้าเมือง ขุนช้างก็หาทางบั่นทอนศักดิ์ศรีอีกครั้ง

พระพันวษาแม้พอใจในชัยชนะ แต่เมื่อได้ฟังขุนช้างกล่าวโทษ ก็ทรงเริ่มระแวง

ขณะเดียวกัน พิมพิลาไลยซึ่งขณะนี้เปลี่ยนชื่อเป็นวันทอง ก็ยังยืนยันมั่นคงในรักของตน ต่อต้านขุนช้างทุกทาง แม้จะถูกกดดันจากราชสำนัก

แต่ชะตาเริ่มผันผวน เมื่อขุนแผนกลับมาพร้อมภรรยาอีกคนคือ “ลาวทอง”

เปลวไฟแห่งรักสามเส้าเริ่มก่อตัวขึ้นในใจวันทอง ความรัก ความเสียใจ และศักดิ์ศรีปะปนกันเป็นกลุ่มหมอก และในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง…

แม่ของวันทอง ก็ลากตัวนางกลับไปอยู่กับขุนช้างโดยไม่ถามความสมัครใจของลูกแม้แต่น้อย “กลับไปเสียเถิดวันทอง อย่าให้ชื่อแม่ต้องอัปยศกับผู้หญิงสองผัว!”

นางร้องไห้ แต่จำใจเดินกลับไป พร้อมหัวใจที่แตกร้าว

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องขุนช้างขุนแผน 2

แม้หัวใจวันทองจะยังอยู่กับขุนแผน แต่ร่างนั้นกลับถูกจองจำอยู่กับขุนช้างที่สุพรรณบุรี ในคืนหนึ่งของชีวิตที่อับจนแสง นางให้กำเนิดบุตรชายชื่อว่าพลายงาม ผู้เป็นสายเลือดแท้ของขุนแผนและวันทอง

ขุนช้างเห็นเด็กน้อยน่าชัง กลับมิได้เอ็นดู กลับระแวงว่าโตขึ้นอาจเป็นภัย จึงคิดการอำมหิต ถึงขั้น วางแผนจะฆ่าเด็ก “ถ้ามันเกิดมาเป็นลูกของมัน มันก็จะพาแม่มันหนีกลับไปอีกแน่!”

พลายงามโชคดี หลบหนีจากน้ำมือมารร้ายมาได้ แล้วมาหลบอยู่กับย่าทองประศรี ที่กาญจนบุรี
ซึ่งเลี้ยงดูเขาเยี่ยงหลานแท้ ๆ และพาเข้าสำนักเรียนวิชาคาถาอาคมอย่างที่ขุนแผนเคยเรียน

ปีเดือนผ่านไป พลายงามเติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่มรูปงาม ปัญญาเฉียบไว ดาบกล้า นามของเขาเริ่มเลื่องลือไปถึงกรุงศรีอยุธยา

วันหนึ่ง พระพันวษาทรงมีข้อพิพาทกับเมืองเชียงใหม่ เรื่องการทูตกับเวียงจันทน์ ถึงกับเกิดศึกใหญ่

เมื่อข่าวมาถึงพลายงาม เขาเข้าวังแสดงตนต่อพระพันวษา และขอให้ปลดปล่อยขุนแผนผู้เป็นบิดา ออกจากคุก เพื่อร่วมทัพ “ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท… หากลูกได้ไปศึก ขอให้พ่อได้ร่วมชัยกับลูกเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

พระพันวษาทรงเห็นความกตัญญู ก็ทรงปล่อยขุนแผนออกมาจากเรือนจำหลังสิบกว่าปี

พ่อลูกจึงออกศึกด้วยกัน ยกทัพไปตีกลับเชียงใหม่ได้อย่างงดงาม ไม่เพียงชนะ ยังจับพระเจ้าเชียงใหม่ได้ พร้อมได้นางเจ้าหญิงสร้อยทอง จากเวียงจันทน์มาด้วย

พระพันวษาทรงโปรดมากแต่งตั้งขุนแผนเป็น “พระสุรินทรฦาชัย” เจ้าเมืองกาญจนบุรี
ส่วนพลายงามได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “จมื่นไวยวรนาถ” หรือ “พระไวย”

ชัยชนะนี้ เป็นดั่งการคืนศักดิ์ศรีแก่ขุนแผน และเป็นการประกาศว่าสายเลือดของวันทองมิใช่คนธรรมดา

งานมงคลของพระไวยกับหญิงงามนามศรีมาลา จัดขึ้นอย่างเอิกเกริก ขุนแผนยืนอยู่ด้วยความปลาบปลื้ม

แต่แล้ว… เงาแห่งอดีตก็หวนมาอีกครั้ง

ขุนช้างเมามายอาละวาดกลางงาน ด้วยความริษยาและเสียหน้า เรื่องราวความหลังถูกขุดขึ้นอีกครั้ง พร้อมทั้งคดีความในราชสำนัก

เมื่อพระไวยแอบไปพาแม่วันทอง กลับมาอยู่ที่เรือน ขุนช้างถือโอกาสใส่ร้าย ทูลว่าพระไวยและขุนแผนกำลังก่อความวุ่นวาย

พระพันวษาทรงเคืองนัก ถึงขั้นเรียกวันทองเข้าวัง แล้วตรัสว่า “หญิงผู้เดียว… แต่ชายถึงสอง จะปล่อยไว้ให้แผ่นดินปั่นป่วนก็มิได้!”

พระองค์มีรับสั่งให้วันทองเลือก ระหว่างขุนแผนกับขุนช้าง

วันทองนิ่งนาน… น้ำตานองหน้า “หม่อมฉันมิอาจเลือกผู้ใดได้เลยพระเจ้าค่ะ คนหนึ่งคือรัก คนหนึ่งคือเวรกรรม… จะให้เลือกหัวใจ หรือเลือกชะตากรรม?”

พระพันวษากริ้วหนัก สั่งให้ประหารชีวิตวันทองทันที ฐานมีใจโลเล สองใจ

พระไวยเมื่อรู้ข่าว รีบวิ่งเข้าวังวิงวอนขอพระราชทานอภัยโทษ พระพันวษาทรงเริ่มอ่อนพระทัย แต่…

สายไปแล้ว ดาบแห่งโทสะได้ฟันลงที่วันทองเสียแล้ว

เสียงร่ำไห้ของพระไวยก้องทั้งวัง ขุนแผนนิ่งงัน ราวหัวใจหลุดจากอก ขุนช้างเงียบราวกับโลกพังลงตรงหน้า

และตั้งแต่นั้นมา… “วันทอง” กลายเป็นชื่อของหญิงผู้มีหัวใจซื่อตรงเกินกว่ากฎหมายจะเข้าใจ เป็นหญิงที่ไม่ใช่หญิงใจสองใจ แต่คือหญิงผู้มีหัวใจหนึ่งเดียว… ที่โลกมิอาจเลือกแทนเธอได้เลย

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องขุนช้างขุนแผน 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความรักที่แท้ มิได้ชี้วัดด้วยสิทธิหรือสถานะ หากอยู่ที่หัวใจซื่อตรงและความเสียสละเพื่อกันและกัน ผู้หญิงหนึ่งคนไม่ควรถูกตัดสินด้วยความรู้สึกของผู้อื่น เพราะใจคนซับซ้อนกว่าที่โลกต้องการให้เป็น และเหนือสิ่งอื่นใด… คนดี อาจพ่ายแพ้ต่อระบบที่ไม่ยุติธรรม แต่น้ำใจที่มั่นคง จะสว่างกว่าสิทธิที่ใครมอบให้เสมอ

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องขุนช้างขุนแผน เป็นนิทานมหากาพย์พื้นบ้านของไทยที่มีต้นกำเนิดจากเรื่องเล่าชาวเมืองสุพรรณบุรีในสมัยกรุงศรีอยุธยา สันนิษฐานว่าเค้าโครงเรื่องบางส่วนมีพื้นฐานจากเหตุการณ์จริง โดยมีการจดจำและเล่าสืบต่อกันมาทางมุขปาฐะ (ปากต่อปาก) เพื่อความบันเทิงในทำนองเดียวกับมหากาพย์ตะวันตก เช่น The Iliad หรือ The Odyssey ของโฮเมอร์

เรื่องขุนช้างขุนแผนปรากฏหลักฐานในคำให้การชาวกรุงเก่า และถูกดัดแปลงแต่งเติมในสมัยต่อมาให้มีลักษณะคล้ายนิทานพื้นบ้าน เพื่อให้เรื่องราวสนุกสนาน ชวนติดตามมากยิ่งขึ้น จนกลายเป็นวรรณกรรมที่สะท้อนวิถีชีวิต ความเชื่อ ประเพณี และวัฒนธรรมของชาวสยามได้อย่างลึกซึ้ง

นักภาษาศาสตร์ชาวต่างชาติ วิลเลียม เก็ดนี่ย์ เคยกล่าวไว้ว่า “หากวัฒนธรรมไทยสูญหายไปหมด ทุกอย่างอาจถูกรื้อสร้างขึ้นใหม่ได้จากวรรณกรรมเรื่องนี้”

แต่เดิม ขุนช้างขุนแผนถูกมองว่าเป็นกลอนพื้นบ้าน หยาบโลน ไม่เป็นวรรณคดีหลวง จึงไม่ได้รับการจดบันทึกอย่างเป็นทางการ และสูญหายไปพร้อมกับการเสียกรุงในปี พ.ศ. 2310 กระนั้นด้วยความนิยมในหมู่ประชาชนที่แพร่หลายอย่างกว้างขวาง จึงมีผู้สามารถจดจำเรื่องราวได้มากพอจนสามารถ “ฟื้นฟู” เนื้อหาได้ในภายหลัง

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ได้มีการทรงพระราชนิพนธ์ร่วมกับกวีเอกในราชสำนัก เพื่อประพันธ์เป็นกลอนเสภาอย่างเป็นทางการ กลายเป็นวรรณกรรมระดับสูงที่งดงามทั้งฉันทลักษณ์ เนื้อหา และลีลา

ในรัชกาลที่ 6 ขุนช้างขุนแผน ได้รับการยกย่องจาก วรรณคดีสโมสร ให้เป็นยอดวรรณกรรมประเภทกลอนเสภา และได้รับประทับตราพระคเณศร์ ไว้เป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติคุณ

นอกจากจะเป็นเรื่องรักสามเส้าระหว่างขุนช้าง ขุนแผน และวันทองแล้ว ขุนช้างขุนแผนยังถือเป็น “กระจกวรรณกรรม” ที่สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ การปกครอง และค่านิยมในสังคมไทยโบราณอย่างลึกซึ้ง ช่วยให้คนรุ่นหลังได้เข้าใจทั้งหัวใจมนุษย์ และหัวใจของแผ่นดินในอดีต

“ผู้หญิงที่ไม่เลือกใคร… ไม่ได้แปลว่าเธอไร้ใจ แต่อาจเป็นเพราะทุกฝ่าย ไม่เคยให้เธอเลือกอย่างแท้จริง และโลกเรียกร้องให้เราตัดสิน แต่ความรักไม่เคยอยู่ภายใต้กฎหมายใดทั้งสิ้น”

นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสังข์ทอง

ในแผ่นดินที่ตัดสินคุณค่าด้วยผ้าแพรและรูปโฉม บางสิ่งที่เปล่งประกายกลับถูกปิดบังไว้ใต้เงาเงียบ บางชีวิตอาจถือกำเนิดมาพร้อมโชคชะตาที่ดูแปลกแยกในสายตาคนหมู่มาก แต่ซ่อนอยู่ด้วยแสงภายในที่แม้เปลือกหนาเพียงใด… ก็ไม่อาจดับได้

นี่คือเรื่องราวนิทานพื้นบ้านไทยของชายผู้ไม่ได้เกิดมาพร้อมเกียรติศักดิ์ แต่มีหัวใจมั่นคงยิ่งกว่ากษัตริย์ผู้ใด และของหญิงหนึ่งผู้เลือกมองทะลุเปลือกหอยไปจนถึงทองแท้ภายใน หัวใจสองดวง… ที่ยอมทนทั้งเสียงหัวเราะ เหยียดหยาม และการพรากพรหมลิขิต เพียงเพื่อรักษาความจริงแท้ไว้ในมือ กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสังข์ทอง

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสังข์ทอง

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสังข์ทอง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองยศวิมล อันเป็นนครอุดมสมบูรณ์ ท้าวยศวิมลทรงครองราชย์ด้วยทศพิธราชธรรม มีพระมเหสีผู้ทรงคุณธรรม ชื่อว่านางจันท์เทวี และสนมเอกนามว่านางจันทาเทวี

แม้บ้านเมืองจะเจริญรุ่งเรืองเพียงใด หากไร้โอรสธิดาไว้สืบวงศ์ก็เหมือนต้นไม้ไร้เงา ท้าวยศวิมลจึงตรัสประกาศว่า “หากเทวีหรือสนมนางใดให้กำเนิดโอรส ข้าจะมอบราชสมบัติให้ครองเมืองสืบไป”

พระนางจันท์เทวีจึงตั้งจิตอธิษฐาน บำเพ็ญศีล บวงสรวงสวรรค์อย่างเคร่งครัด ครั้นได้ฤกษ์ดี เทวบุตรจุติลงมาในครรภ์ของพระนาง และต่อมาก็ประสูติเป็นพระโอรส

แต่ทันทีที่โอรสถือกำเนิด ทุกผู้คนก็ต้องตกตะลึง…

เพราะพระโอรส เกิดมาเป็นเปลือกหอยสังข์สีทองอร่ามทั้งร่าง และเขายังมีพี่น้องเขาชื่อสังข์ศิลป์ชัย

เสียงฮือฮาดังไปทั่วทั้งวัง โหรหลวงถูกเรียกตัวมาดูคำพยากรณ์

นางจันทาเทวีเห็นดังนั้นก็เกิดริษยา กลัวว่าตนจะหมดวาสนา จึงแอบติดสินบนโหรให้ทำนายว่าหอยสังข์ผู้นี้คือกาลกิณี นำพาหายนะมาสู่เมือง “หม่อมฉันพิจารณาแล้วพ่ะย่ะค่ะ… เปลือกหอยนี้ลางร้ายหนัก หากเลี้ยงไว้ เมืองจักถึงกาลพินาศแน่นอน!”

ท้าวยศวิมลแม้จะเจ็บใจ แต่เมื่อได้ฟังโหรและถูกยุแยงจากนางจันทาเทวี ก็จำใจออกพระราชโองการให้เนรเทศพระนางจันท์เทวีพร้อมหอยสังข์ ไปพ้นเมือง

พระนางจันท์เทวีอุ้มหอยทั้งน้ำตา ร่อนเร่ไปจนถึงชายแดน ได้อาศัยบ้านของตายายชาวไร่ผู้ใจดี คนหนึ่ง

“อย่าได้เป็นทุกข์เลยแม่นาง… บ้านเรามีข้าวมีน้ำ ขอเพียงเจ้ากับลูกอยู่ร่วมกันด้วยใจดี เราก็ยินดีให้ที่พักพิง”

พระนางจันท์เทวีจึงอยู่ที่เรือนไม้เรียบง่ายนั้น เลี้ยงดูโอรสในเปลือกหอยด้วยใจรักอย่างเงียบงัน ไม่บ่น ไม่อธิบาย เพียงรอวันหนึ่งที่ความจริงจะส่องแสง

ตลอดเวลา 5 ปี พระนางจันท์เทวีช่วยตายายทำงาน ส่วนหอยสังข์นั้นก็แอบออกมาทำงานยามมารดาหลับ เช่น หุงหาอาหาร เก็บผัก ไล่ไก่ไม่ให้จิกข้าว

“พ่อหอยเอ๋ย… เจ้านี่ช่างมีเวทนัก วันดีคืนดีของสุก ของสะอาด ไม่รู้ผู้ใดทำ!” ตายายเอ่ยยิ้ม ๆ

แต่วันหนึ่ง พระนางจันท์เทวีแอบเห็นเปลือกหอยเปิดออก และมีชายหนุ่มรูปงามออกมาช่วยหุงข้าว กวาดลาน นางถึงกับมือสั่น น้ำตาคลอ

“เจ้าคือ… โอรสของแม่ใช่หรือไม่? อยู่ในเปลือกนี้มาแต่แรก?”

พระสังข์ไม่ตอบ แต่ยิ้มให้ผู้เป็นแม่ด้วยสายตาที่บอกทุกคำ

วันรุ่งขึ้น พระนางจันท์เทวีจึงตัดสินใจทุบเปลือกหอยเสียด้วยมือของตนเอง เพื่อให้โอรสได้มีชีวิตที่แท้จริง

เมื่อเปลือกแตกออก แสงสีทองก็เปล่งประกายออกมาทั่วห้องเล็ก ๆ นั้น พระโอรสผู้มีรูปงามเป็นหนึ่งในแผ่นดิน ก็มายืนอยู่ตรงหน้าแล้ว

ไม่นานนัก เรื่องราวอัศจรรย์นี้ก็เริ่มแพร่ไปไกลจนถึงพระนครอีกครั้ง…

แต่คราวนี้ ข่าวไม่ได้เล่าถึงกาลกิณีในหอย หากเป็นหนุ่มรูปงามที่คล้ายเทพยดา และอยู่กับชาวไร่ที่ชายแดน

ฝ่ายนางจันทาเทวี เมื่อรู้ข่าวว่าพระสังข์ยังมีชีวิตอยู่และรูปงามนัก ก็ยิ่งหวาดกลัวว่าอดีตความผิดจะถูกเปิดเผย

จึงจ้างแม่เฒ่าสุเมธา มาทำเสน่ห์ใส่ท้าวยศวิมล พร้อมกระซิบยุแยงว่า “พระสังข์รอดมาได้ก็คงไม่ใช่ธรรมดา อาจกำลังหมายยึดเมืองก็เป็นได้พ่ะย่ะค่ะ…”

เมื่อท้าวยศวิมลตกอยู่ในมนตร์สะกด จึงมีรับสั่งให้ทหาร จับพระสังข์มาประหารด้วยการถ่วงน้ำ

พระนางจันท์เทวีร่ำไห้แทบขาดใจ แต่หาใครช่วยเหลือไม่

ทว่าโชคชะตายังไม่อำมหิตเกินไปนัก…

ท้าวภุชงค์พญานาคผู้ครองเมืองบาดาล ใช้ทิพยเนตรเห็นเหตุการณ์ จึงรีบขึ้นมาช่วยเหลือพระสังข์ไว้ก่อนจมน้ำ

และในที่สุด… รับพระสังข์เป็นบุตรบุญธรรมของเมืองบาดาล ก่อนจะส่งมอบให้ “นางพันธุรัต” ผู้เป็นยักษ์แต่ใจแม่ เลี้ยงดูต่อ

“แม่จะเลี้ยงลูกให้สมกับบุญบารมีที่ติดตัวมา… แม้เราจะมิใช่สายเลือดเดียวกัน แต่หัวใจแม่เต็มเปี่ยมด้วยรักแท้”

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของชีวิตบทใหม่ของชายผู้ถูกทิ้ง… ผู้ที่วันหนึ่ง จะเปล่งประกายเป็นทองแท้เหนือเปลือกใด ๆ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสังข์ทอง 2

พระสังข์อยู่กับ นางพันธุรัต ในเมืองยักษ์อย่างร่มเย็น นางเลี้ยงเขาเยี่ยงแม่ที่รักลูกแท้ ๆ วันคืนผันผ่านไปจนพระสังข์มีอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์ กิริยาวาจาสุภาพอ่อนโยน ฉลาดเฉลียว

วันหนึ่งนางพันธุรัตออกจากวังไปหาอาหาร พระสังข์จึงเดินเที่ยวเล่นในเขตหลังวัง และพลัดหลงเข้าสู่สวนลับ เขาพบกับสิ่งประหลาดตานัก

กลางสวนมี บ่อเงิน บ่อทอง และเหนือบ่อนั้น มีสิ่งวิเศษวางอยู่ครบถ้วน: รูปเงาะ, เกือกทอง, และ ไม้พลองวิเศษ

“หรือสิ่งนี้จะเป็นสิ่งทดสอบจากฟ้า? หรือชะตาชีวิตของเราจะเปลี่ยน ณ ที่นี้?” พระสังข์รำพึง

เมื่อเดินต่อเข้าไปในวังลึก พระสังข์พบห้องลับ และสิ่งที่ทำให้เขาชะงักคือ…

โครงกระดูกมนุษย์เรียงซ้อนกันอยู่ในหีบหลายหีบ เขาจึงเข้าใจทันทีว่า นางพันธุรัตหาใช่หญิงธรรมดาไม่ แต่เป็นยักษ์ที่เคยลวงมนุษย์มากิน

พระสังข์ไม่รอช้า เขาตัดสินใจกระโดดลงไปชุบตัวในบ่อทอง สวมรูปเงาะ เก็บเกือกทอง และไม้พลอง ก่อนเหาะหนีออกจากเมืองด้วยเวทวิเศษ

เมื่อนางพันธุรัตกลับมาถึงวัง และรู้ว่าพระสังข์หนีไป ก็รีบติดตาม จนพบเขานั่งอยู่บนยอดเขาลูกหนึ่ง “ลูกเอ๋ย… อย่าทิ้งแม่ไปเลย แม่เลี้ยงเจ้ามาด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์ แม้แม่จะเป็นยักษ์ แต่รักนั้นแท้จริงนัก”

พระสังข์มิได้ตอบ เพียงยืนนิ่งบนยอดเขาอย่างหนักแน่น

นางพันธุรัตรู้ว่าคงรั้งไว้ไม่ได้ จึงเขียน “มหาจินดามนตร์” ไว้บนหินก้อนหนึ่ง ซึ่งใช้เรียกเนื้อเรียกปลาได้ ก่อนที่นางจะร่ำไห้แล้วอกแตกตาย

พระสังข์เดินลงไป สวดมนตร์ตามคาถาจนจดจำขึ้นใจ แล้วออกเดินทางต่อ ในรูปของชายเงาะที่ห่อหุ้มด้วยเวทมนตร์

ไม่นานนัก พระสังข์เดินทางมาถึงเมืองสามล เมืองใหญ่ที่รุ่งเรืองด้วยศิลป์และธรรม ท้าวสามลและพระนางมณฑาปกครองเมืองด้วยความยุติธรรม และมีพระธิดาทั้ง 7 องค์

พระธิดาองค์สุดท้องชื่อนางรจนา รูปโฉมงามบริสุทธิ์ มีจิตใจเมตตายิ่งกว่าใคร

วันหนึ่ง ท้าวสามลจัดพิธีเสี่ยงมาลัยเลือกคู่ครอง ให้แก่ธิดาทั้งเจ็ด เพื่อจะหาคู่ครองให้เหมาะสม

เจ้าชายจากทั่วสารทิศต่างมาเข้าร่วม ธิดาองค์โตถึงองค์ที่หกต่างเลือกเจ้าชายตามชอบ

แต่นางรจนา กลับมองไปเห็นชายเงาะผู้หนึ่ง ยืนอยู่มุมลาน คนทั้งเมืองหัวเราะเยาะ แต่หญิงผู้นี้กลับนิ่ง “แม้เปลือกภายนอกจะหยาบกระด้าง แต่ข้ารู้… ข้ารู้ว่าเขามีหัวใจที่ใสสะอาดกว่าผู้ใด”

เมื่อถึงเวลาของนาง นางโยนพวงมาลัยไปคล้องคอเงาะผู้นั้น… ผู้ซึ่งเป็นพระสังข์ในร่างแปลง

ท้าวสามลโกรธจนหน้าแดง “หญิงผู้นี้ช่างอัปมงคลนัก! เลือกชายเงาะต่ำต้อยเป็นคู่ครอง น่าอับอายแก่เมืองยิ่งนัก!”

พระองค์จึงมีรับสั่งให้เนรเทศนางรจนากับเจ้าเงาะ ไปอยู่กระท่อมปลายนา

ที่ปลายนา นางรจนาใช้ชีวิตกับเจ้าเงาะอย่างไม่หวั่นไหว ปลูกผัก หุงข้าว ทำมาหากินกับชายผู้นั้นโดยไม่พร่ำบ่น

“แม้ชีวิตจะต่ำต้อย ข้าไม่เสียใจเลย เพราะหัวใจของท่านสูงส่งเกินกว่ารูปลักษณ์ภายนอกใด ๆ”

ขณะเดียวกัน ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระอินทร์รู้สึกถึงผู้มีบุญตกทุกข์ จึงแปลงกายเป็นกษัตริย์จากแดนไกล ยกทัพมาล้อมเมืองสามล แล้วส่งสารท้าตีคลี “หากท่านแพ้ เมืองนี้จะต้องยกให้ข้า!”

ท้าวสามลจำต้องรับคำท้า ส่งเขยหกคนไปแข่ง… แต่แพ้หมดทุกคน

เหลือเพียงเจ้าเงาะ ท้าวสามลไม่อยากเรียก แต่ก็ไร้ทางเลือก

นางรจนาจึงอ้อนวอน “ท่านเจ้าขา… โปรดเถิด ช่วยเมืองนี้ไว้ อย่าถือโทษแก่บิดาข้าเลย”

พระสังข์ถอนหายใจ ก่อนยอมถอดรูปเงาะ และปรากฏตัวเป็นชายรูปงามสวมเกือกทองในชุดนักกีฬาคลี เสียงฮือฮาดังกระหึ่มไปทั่วลานหลวง

“เขา… เขาคือเจ้าเงาะนั้นหรือ!”

พระสังข์ใช้ไม้พลอง ตีคลีเอาชนะทัพพระอินทร์ได้ในที่สุด ท้าวสามลถึงกับสั่นพระหัตถ์เมื่อเห็นความจริง

หลังศึกสงบ พระอินทร์เข้าฝันท้าวยศวิมล เปิดโปงความชั่วของนางจันทาเทวี และสั่งให้ตามหา พระนางจันท์เทวีกับพระสังข์

ท้าวยศวิมลกับพระนางจันท์เทวีปลอมตัวเป็นสามัญชนเข้ามาในเมืองสามล

ท้าวยศวิมลสมัครเป็นช่างสานกระบุง พระนางจันท์เทวีเป็นแม่ครัวในวัง

วันหนึ่งพระนางจันท์เทวีปรุงแกงฟัก ถวายพระสังข์ แล้วแกะสลักชิ้นฟักเจ็ดชิ้นเป็นรูปเรื่องราวชีวิตของพระสังข์ ตั้งแต่เกิดจนพลัดพราก

เมื่อพระสังข์เห็นภาพนั้น… ก็จำได้ทันที “แม่! แม่ของข้าจริง ๆ หรือ!?”

แม่ลูกโผเข้ากอดกันด้วยน้ำตา ท่ามกลางเสียงเงียบงันที่ล้อมรอบ

ต่อมา ท้าวยศวิมลสั่งประหารนางจันทาเทวี และประกาศสละราชสมบัติให้พระสังข์ครองเมืองสืบไป

พระสังข์กับนางรจนา ครองราชย์โดยธรรม และชื่อของเจ้าเงาะผู้กลายเป็นทอง ก็กลายเป็นนิทานที่บอกเล่าคุณค่าของหัวใจมนุษย์ ที่เปลือกภายนอก ไม่อาจบดบังได้เลย…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสังข์ทอง 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “คุณค่าของคน ไม่ได้อยู่ที่เปลือกภายนอก แต่อยู่ที่หัวใจที่แท้จริง”

พระสังข์เกิดมาในรูปลักษณ์ที่แปลกประหลาด เป็นหอยสังข์ ถูกตีตราว่าเป็นกาลกิณี ทั้งที่เขาคือเทวบุตร มีบุญญาธิการเหนือผู้ใด หากผู้คนรอบข้างกลับตัดสินเขาด้วย “รูปลักษณ์” ไม่ใช่ “คุณธรรม”

ไม่เพียงแต่ถูกเนรเทศตั้งแต่ยังเยาว์ เขายังต้องสวมคราบเงาะ ถูกหัวเราะเยาะ และถูกมองต่ำต้อยอีกหลายครั้ง ทั้งที่ภายในเขานั้นคือผู้มีคุณธรรม กล้าหาญ และกตัญญู

ในทางตรงกันข้าม ผู้คนที่ยึดติดกับความงามภายนอก กลับตัดสินผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่น ท้าวสามลที่โกรธลูกสาวเพียงเพราะเลือกชายในคราบเงาะ หรือท้าวยศวิมลที่เชื่อคำยุเพราะมองเพียงเปลือก

นิทานเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องรักหรือการผจญภัยของเจ้าชายผู้ซ่อนรูป แต่เป็นเรื่องของการพิสูจน์ความดีด้วยความเพียร, การถูกเข้าใจผิดเพราะรูปลักษณ์, และสุดท้าย… ความจริงจะส่องสว่าง หากเราซื่อสัตย์ต่อหัวใจของตนเอง

นางรจนาเป็นผู้เดียวที่มองเห็น “ทองคำใต้เปลือกหอย” นางจึงได้ครองรักที่มั่นคง และยืนเคียงข้างบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แต่ถูกหลบซ่อนด้วยรูปอัปลักษณ์

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสังข์ทอง เดิมทีนั้นเป็นบทเล่นละครในมีมาแต่กรุงสุโขทัยยังเป็นราชธานีถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงตัดเรื่องสังข์ทองตอนปลาย (ตั้งแต่ตอนพระสังข์หนีนางพันธุรัต) มาทรงพระราชนิพนธ์ให้ละครหลวงเล่น มีตัวละครที่เป็นรู้จักกันเป็นอย่างดี คือ เจ้าเงาะซึ่งคือพระสังข์ กับนางรจนา เนื้อเรื่องมีความสนุกสนานและเป็นนิยม จึงมีการนำเนื้อเรื่องบางบทที่นิยม ได้แก่ บทพระสังข์ได้นางรจนา เพื่อนำมาประยุกต์เป็นการแสดงชุด รจนาเสี่ยงพวงมาลัย

ปัจจุบันเป็นหนึ่งในนิทานพื้นบ้านไทยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในวรรณกรรมไทย มีจุดเด่นคือการผสมผสานระหว่างเทพนิยาย ความเชื่อเรื่องกรรมและบุญบารมี รวมถึงสัญลักษณ์ของการพิสูจน์คุณค่าภายใน ผ่านเปลือกหอยและรูปเงาะ

ว่ากันว่าตำนานนี้มีเค้ามาจากนิทานชาดก และเรื่องเล่าในชนบทภาคกลาง ก่อนจะถูกปรับแต่งให้มีรายละเอียดชัดเจนขึ้นในสมัยหลัง โดยเฉพาะเมื่อได้รับการประพันธ์เป็นบทละครนอกในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ในสมัยรัชกาลที่ 2 เรื่องสังข์ทอง ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในบทละครร้องยอดนิยม ใช้แสดงในราชสำนัก และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวรรณคดีมรดกของชาติ องค์ประกอบเด่นของนิทาน เรื่องนี้ คือการเกิดมาในรูปลักษณ์ที่ถูกมองว่าเป็นกาลกิณี, การถูกรังเกียจจากผู้มีอำนาจ, การเดินทางเพื่อพิสูจน์ตน, การที่ผู้มีใจดีเห็นค่าความดีจากภายใน, การกลับคืนสู่เกียรติและการให้อภัย

ปัจจุบันนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสังข์ทองยังคงถูกเล่าขานผ่านปากผู้เฒ่าผู้แก่ หนังสือเรียน ละครพื้นบ้าน และเวทีการแสดงทั่วประเทศ นิทานเรื่องนี้จึงยังคงเปล่งประกายเงียบ ๆ ในหัวใจของผู้คน ไม่ต่างจากทองคำที่เงางามใต้เงาเงาะ

“บางครั้ง สิ่งมีค่าที่สุดในชีวิต…อาจห่อหุ้มด้วยรูปลักษณ์ที่โลกหัวเราะเยาะ ผู้ที่มองข้ามเปลือก จึงได้พบหัวใจแท้จริง ผู้ที่ตัดสินด้วยตา… มักพลาดสิ่งที่งดงามที่สุดไป”