นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องพญาโคตรตะบอง

ในอาณาจักรที่รุ่งเรืองและเต็มไปด้วยพลังอำนาจ มีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านไทยถึงผู้ครองเมืองผู้หนึ่งที่มีความแข็งแกร่งจนไม่มีใครกล้าเทียบเคียง พระองค์ถือตะบอง เป็นอาวุธคู่กายที่ไม่มีใครสามารถทำลายได้ และทรงมีความเชื่อมั่นในพลังของตนเองอย่างยิ่ง

แต่เมื่อเวลาผ่านไป มีคำทำนายที่กล่าวถึงการมาของผู้มีบุญที่อาจเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งในอาณาจักรแห่งนี้ เรื่องราวจะพาไปสู่การเผชิญหน้าที่เต็มไปด้วยกลลวงและอุปสรรคที่ท้าทายการตัดสินใจของผู้ทรงอำนาจ กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องพญาโคตรตะบอง

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องพญาโคตรตะบอง

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องพญาโคตรตะบอง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในเมืองริมเกาะหนองโสนที่เต็มไปด้วยความรุ่งเรืองและอำนาจพญาโคดม ผู้ครองอาณาจักรแห่งนี้มีความพิเศษในเรื่องความแข็งแกร่ง ผู้ครองอาณาจักรที่ตั้งอยู่ริมเกาะหนองโสน (ในปัจจุบันคือวัดอโยธยา) อาณาจักรของพญาโคดมเต็มไปด้วยความรุ่งเรืองและความแข็งแกร่ง แต่พระองค์กลับมีความทุกข์ใจในเรื่องที่ไม่สามารถมีบุตรชายได้ เพื่อต่อสืบราชสมบัติให้แก่อาณาจักรของพระองค์

ตำนานกล่าวไว้ว่าพญาโคดมต้องการทายาทที่แข็งแกร่งเพื่อสืบสานอำนาจของตนไปสู่รุ่นต่อไป จึงเสด็จไปที่โหรหลวง เพื่อขอคำทำนาย

“ข้าอยากรู้ว่า ท่านจะมีทายาทเป็นชายหรือไม่” พญาโคดมเอ่ยคำถามด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความคาดหวัง

โหรหลวงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทำนายออกมา “พระองค์จะมีทายาทผู้มีบุญ แต่ทายาทนั้นจะนำภัยมาสู่พระองค์”

พญาโคดมตกใจเมื่อได้ยินคำทำนาย แต่ก็ไม่ยอมแพ้ จึงตัดสินใจสั่งให้ ฆ่าหญิงมีครรภ์ ทุกคนในเมืองเพื่อไม่ให้ผู้มีบุญนั้นเกิดขึ้นมา

“ฆ่าเด็กในท้องทุกคน! ข้าจะไม่ให้ใครมาแย่งอำนาจจากข้า!” พญาโคดมสั่งการอย่างเด็ดขาด

แต่หลังจากนั้นไม่นาน โหรหลวงทำนายออกมาอีกครั้งว่า “ผู้มีบุญนั้นเกิดแล้ว แต่ยังเป็นทารกที่ไร้พลัง…”

เมื่อทำนายเช่นนี้ พญาโคดมจึงสั่งให้จับทารกทุกคนมาเผาไฟ เพื่อกำจัดผู้มีบุญให้หมดสิ้น

ทารกคนหนึ่งรอดชีวิตจากการถูกเผา เพราะมีพระภิกษุ รูปหนึ่งไปพบเข้าที่ริมแม่น้ำ ก่อนจะนำเด็กไปเลี้ยงไว้ที่วัดโพธิ์ผี โดยไม่รู้ว่าเด็กคนนี้จะกลายเป็นผู้มีบุญในอนาคต

ผ่านไป 17 ปี เด็กทารกที่รอดชีวิตจากไฟกลายเป็นชายหนุ่มพิการชื่อว่านายแกรก เขามีอวัยวะที่งอและพิการจากการถูกไฟคลอก ขาทั้งสองข้างของเขาเดินไม่ได้และต้องลากเท้าไปข้างหน้าทุกครั้ง ซึ่งเสียงที่เกิดจากการลากเท้าของเขาก็ดังออกไปไกล ๆ ทำให้ทุกคนเรียกเขาว่า “นายแกรก”

นายแกรกเดินทางไปมาในเมือง แต่ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากใคร เพราะภาวะพิการของเขาทำให้เขารู้สึกว่าไม่เหมือนคนอื่น แต่เขาก็ยังคงอยากรู้ว่าผู้มีบุญที่ทำนายไว้นั้นคือใคร เขาจึงออกเดินทางตามหา

วันหนึ่งในระหว่างทาง นายแกรกได้พบกับชายชราผู้หนึ่ง ซึ่งก็คือพระอินทร์ได้แปลงตัวเป็นชายชราจูงม้ามาฝากไว้ ที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีพลัง

“ท่านเป็นใครกัน? ท่านดูอ่อนแอและเดินไปอย่างช้าๆ” นายแกรกถามชายชราด้วยความสงสัย

ชายชรามองมาที่นายแกรกก่อนตอบว่า “ข้าคือผู้ที่มาถึงเวลาของข้าแล้ว หากเจ้าหิวให้กินข้าวที่ข้าห่อมาให้” ชายชรากล่าวอย่างนิ่ง ๆ

เมื่อได้กินข้าวในห่อ นายแกรกก็รู้สึกพลังในร่างกายกลับมา เขารู้สึกว่ามีกำลังขึ้นและเริ่มกลับเดินได้อย่างปกติ หลังจากนั้น เขาพบขวดน้ำมันที่มีอยู่ในห่อ ขวดนั้นช่วยให้เขานำมาทาตัวจนแขนขาที่เคยงอหายเป็นปกติ

“ขอบคุณท่านที่ให้ข้าได้รับพลังนี้” นายแกรกกล่าวขอบคุณชายชราก่อนที่ชายชราจะบอกว่า “จงไปเถอะ เดินทางต่อไปเพื่อพิสูจน์ตนเอง”

จากนั้น นายแกรกได้ขึ้นม้าและสวมเครื่องกกุธภัณฑ์ที่พระอินทร์มอบให้ และม้าก็พาเขาเหาะไปยัง พระตำหนักของพญาโคตรตะบอง

“ใครกันกล้าท้าทายอำนาจของข้า!” พญาโคตรตะบองตะโกนด้วยความโกรธ ก่อนที่จะทุ่มตะบองไปที่ท้องฟ้าอย่างแรง แต่ตะบองกลับตกลงไปที่เมืองล้านช้าง

พญาโคตรตะบองตกใจและเริ่มหนีตามตะบองไปที่เมืองล้านช้าง…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องพญาโคตรตะบอง 2

พญาโคตรตะบองตกใจอย่างมาก “ตะบองของข้าหลุดไป! ข้าจะต้องไปเอามันกลับมาให้ได้!”

พญาแกรกจึงได้ขึ้นครองราชสมบัติแทนพญาโคตรตะบองซึ่งได้หนีไปตามตะบองที่ล้านช้าง และพ่อพราหมณ์ถวายพระนามชื่อพระเจ้าสินธพ อำมรินทร์ ให้แทนพระนามเดิมพญาแกรก และได้อภิเษกกับ พระราชธิดาของพญาโคตรตะบอง ราษฎรในเมืองเป็นสุขยิ่งนัก

ทางด้านเมืองล้านช้าง เมื่อพระโคตบองไปตาเอาตะบอง เขาก็ไม่เขากลับไปเมืองเดิมของเขาเพราะพระเจ้าสินธพ อำมรินทร์ได้ครองราชย์แทนแล้ว และเลือกที่จะอยู่ ณ ล้านช้าง

พญาล้านช้างรู้สึกหวาดกลัวอำนาจของพญาโคตรตะบองและคิดอาจจะมาทำลายอาณาจักรของตน จึงตัดสินใจหาวิธีที่จะกำจัดพญาโคตรตะบอง

พญาล้านช้างได้คิดแผนการ จึงยกพระราชธิดาให้พญาโคตรตะบอง และให้พระชาชธิดาถามถึงจุดอ่อนของพญาโคตรตะบอง เพื่อหาวิธีกำจัดพญาโคตรตะบอง

พระราชธิดาหลงกลมเหสีของพญาล้านช้างและใช้เล่ห์เหลี่ยมถามถึงจุดอ่อนของพญาโคตรตะบอง โดยพญาโคตรตะบองหลงกล จึงบอกความลับออกมา

“ไม่มีอาวุธใดที่สามารถฆ่าข้าได้ นอกจากใช้ไม้เสียบทวารหนักเท่านั้น…”

พระราชธิดาจึงนำคำบอกนี้ไปบอกแก่พญาล้านช้าง ซึ่งทำให้พญาล้านช้างรู้สึกพอใจในแผนการของตน และเริ่มจัดการดำเนินการตามแผน โดยการใช้หอกขัด ที่จับหลักไว้ที่พระบังคน ซึ่งเป็นกลไกที่ซับซ้อนและแยบคาย

เมื่อพญาโคตรตะบองเข้าไปในที่บังคนตามปกติ สิ่งที่เขาไม่คาดคิดเกิดขึ้น เมื่อหอกลั่นขึ้นสวนทวารเข้าไปจนใกล้จะเสียชีวิต

พญาโคตรตะบองเสียใจที่หลงกลสตรีและทหารของตน จึงหนีกลับไปยังเมืองของตน ด้วยความผิดหวังในตัวเอง

“ข้าแพ้… พ่ายแก่ความรักและคำลวงจากสตรี” พญาโคตรตะบองกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ก่อนที่จะสิ้นพระชนม์เมื่อกลับถึงเมืองพาราณสี

เมื่อพญาโคตรตะบองกลับมาถึงพระนคร พระองค์ก็สิ้นพระชนม์ในที่สุด ในขณะที่ก่อนตายพระองค์ได้ทิ้งคำสาปไว้ที่เมืองเวียงจันทน์ ว่า “ข้าจะสาปแช่งเมืองนี้ให้ไม่มีวันเจริญรุ่งเรือง”

พระเจ้าสินธพอมรินทร์ (หรือพญาแกรก) จัดการพระศพของพญาโคตรตะบองและสร้าง วัดศพสวรรค์ ณ สถานที่พระราชทานเพลิง เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับผู้ที่เคยทรงอำนาจยิ่งใหญ่แต่ต้องพ่ายแพ้ในที่สุด (ปัจจุบันคือวัดสวนหลวงสบสวรรค์)

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องพญาโคตรตะบอง 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… แม้จะมีอำนาจและความแข็งแกร่งเพียงใด แต่หากขาดความระมัดระวังและหลงเชื่อในความลวง ก็อาจทำให้ทุกสิ่งที่สร้างขึ้นต้องพังทลายได้

พญาโคตรตะบองแม้จะมีพละกำลังที่ไม่มีใครสามารถทำลายได้ แต่การที่พระองค์เปิดเผยจุดอ่อนของตนให้กับผู้อื่นและหลงกลมเหสี ทำให้พระองค์ถูกกำจัดไปอย่างไม่คาดคิด การหลงเชื่อคำลวงและความประมาททำให้ความแข็งแกร่งกลับกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้พระองค์สูญเสียทุกสิ่งไปในที่สุด.

นิทานเรื่องนี้เตือนให้รู้ว่า การรักษาความลับและระมัดระวังในทุกการกระทำเป็นสิ่งสำคัญ แม้แต่ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดก็ยังสามารถพ่ายแพ้จากความผิดพลาดของตนเอง

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องพญาโคตรตะบอง เป็นนิทานพื้นบ้านที่มีรากฐานจากความเชื่อทางภูมิปัญญาและความศรัทธาของคนในภาคอีสานและภาคกลาง พญาโคตรตะบอง หรือชาวลาวเรียกว่าท้าวศรีโคตร พระยาศรีโคตรบอง หรือศรีโคตร เขมรเรียกพระยาตะบองขยุง เป็นตำนานเก่าแก่ที่แพร่หลายในไทย ลาว และเขมร เรื่องเล่าปรากฏตั้งแต่ดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงและลุ่มน้ำน่าน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มักจะมีการผสมผสานระหว่างความเชื่อทางศาสนาและไสยศาสตร์ที่ชาวบ้านเชื่อกันมายาวนาน

ที่มาของนิทานนี้สะท้อนถึงการต่อสู้ระหว่างอำนาจ และความยุติธรรม การเกิดขึ้นของพญาโคตรตะบองที่มีพลังและความแข็งแกร่งซึ่งไม่มีอาวุธใดสามารถสังหารได้ เป็นการสะท้อนถึงความคิดของการมีอำนาจที่ไม่สามารถเอาชนะได้ด้วยอำนาจเพียงอย่างเดียว ความล้มเหลวของพญาโคตรตะบองเกิดจากการหลงกลและการเปิดเผยจุดอ่อนของตัวเองให้กับผู้ไม่หวังดี ซึ่งสื่อถึงการหลอกลวงและความไม่ระมัดระวัง ที่อาจทำลายผู้ที่มีอำนาจสูงสุดได้

นิทานพญาโคตรตะบองยังสะท้อนถึงบทเรียนชีวิตเกี่ยวกับการระวังตัวและไม่หลงเชื่อในความลวงของคนใกล้ตัว ถึงแม้จะมีพลังและอำนาจมากมาย หากขาดการระมัดระวังในเรื่องของการวางใจและการเชื่อในคำพูดของคนอื่น ก็อาจทำให้ต้องเสียสิ่งที่สำคัญไป

“อำนาจอาจทำให้ยิ่งใหญ่ แต่การประมาทและหลงเชื่อในคำลวงสามารถทำลายทุกสิ่งได้ในพริบตา”

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวกาฬเกษ

ในดินแดนแห่งเวทมนตร์และคำทำนายที่ซ่อนเร้นมีตำนานเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านไทย ว่ามีการต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่วเกิดขึ้นในเงามืดแห่งอดีต ผู้คนที่เกิดมาเพื่อต่อสู้กับโชคชะตาและคำสาปที่ไม่อาจหลีกหนีได้ ท่ามกลางการผจญภัยที่เต็มไปด้วยความท้าทายและความรักที่ลึกซึ้ง จ้าชายผู้ถูกทรยศต้องฟื้นคืนจากความตายเพื่อทำตามคำสั่งแห่งใจ

การเลือกที่จะต่อสู้กับความมืดมิดและการรักษาความรักแท้จะนำเขาไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจย้อนกลับได้ กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องกาฬเกษ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวกาฬเกษ

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวกาฬเกษ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองพาราณสี ท้าวสุริวงษ์พระราชาผู้มีอำนาจและทรัพย์สมบัติมากมาย แต่ยังไม่สามารถมีบุตรชายเพื่อต่อสืบราชสมบัติได้ พระราชาทรงเป็นทุกข์และทรงครุ่นคิดเสมอ

“ข้า… ช่างเป็นกษัตริย์ที่สิ้นหวังเสียจริง แม้มีทั้งอำนาจและสมบัติ แต่กลับไม่อาจมีบุตรชายเพื่อสืบทอด” พระราชาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง

พระมเหสีนางกาฬ ก็ทราบถึงความทุกข์ใจของพระราชา จึงได้พูดปลอบใจพระองค์ว่า

“พระองค์เจ้าค่ะ อย่าได้กังวลไปเลยค่ะ พระอินทร์จะคอยช่วยเหลือเราเสมอ”

พระราชาทรงไปขอพรจากพระอินทร์ ขอให้พระองค์มีบุตรชายเพื่อให้สืบสานราชบัลลังก์ พระอินทร์ได้ยินคำขอและส่งเทพบุตร ลงมาเกิดในท้องของนางกาฬ

“ข้าขอให้เจ้าทั้งสองมีบุตรที่มีบุญญาบารมี ให้เจริญรุ่งเรืองเพื่อแผ่นดินของเรา” พระอินทร์ได้กล่าวกับท้าวสุริวงษ์

ในเวลาต่อมา เจ้าชายกาฬเกษได้ประสูติและเติบโตเป็นชายหนุ่มผู้มีคุณธรรมและพระคุณเป็นที่รักใคร่ของประชาชน ท่านพระราชาทรงดีใจมากที่มีพระโอรสเพื่อสืบสานราชสมบัติ

เมื่อเจ้าชายกาฬเกษเติบโตขึ้นเป็นหนุ่มร่างสูงและกล้าแกร่ง วันหนึ่งเจ้าชายได้เข้าไปในโรงม้าและพบกับ ม้ามณีกาบ ซึ่งเป็นม้าที่มีพลังเวทมนตร์ เจ้าชายรู้สึกตื่นเต้นและแอบขึ้นขี่ม้า ม้ามณีกาบก็พาเจ้าชายเหาะออกจากเมืองพาราณสี มุ่งสู่ ป่าหิมพานต์ ที่เต็มไปด้วยตำนานลึกลับ

ในระหว่างการเดินทางไปยังป่าหิมพานต์ เจ้าชายได้พบกับ นกสาริกาคู่ ซึ่งเจ้าชายได้สั่งให้พวกมันบินกลับไปบอกท้าวสุริวงษ์ว่า

“ข้าจะไปสำรวจป่าเป็นเวลา 3 ปี และจะกลับมาเมื่อครบกำหนด” เจ้าชายได้พูดกับนกสาริกาคู่นั้น

หลังจากเจ้าชายกาฬเกษออกจากเมือง เขามาถึงเมืองผีมนต์ที่ปกครองโดยท้าวผีมนต์ซึ่งมีมาลีจันทน์ พระธิดาผู้มีรูปงาม เมื่อเจ้าชายได้พบกับนางในสวนดอกไม้ เขาก็ได้หลงรักนางทันที

เจ้าชายพูดกับมาลีจันทน์ว่า “ท่านนางมาลีจันทน์ ข้าไม่เคยพบผู้ใดที่มีความงามและใจดีเช่นท่าน”

มาลีจันทน์ยิ้มบาง ๆ และตอบกลับด้วยเสียงที่อ่อนหวาน “ข้าก็เช่นกันเจ้าชายกาฬเกษ ความดีงามของท่านทำให้ข้ารู้สึกพิเศษยิ่งขึ้น”

เมื่อคืนเจ้าชายแอบไปหามาลีจันทน์อีกครั้ง ทว่าท้าวผีมนต์ทราบความจริง จึงได้สั่งทำ หอกยนต์ ซึ่งเป็นอาวุธเวทมนตร์ที่มีพลังในการทำลายล้าง

ท้าวผีมนต์ได้พูดกับองครักษ์ของตนว่า “หากเจ้าเห็นคนแปลกหน้าเข้ามาใกล้พระธิดาของเรา จงใช้หอกยนต์ยิงเขาให้สิ้นซาก”

ในคืนนั้น เมื่อเจ้าชายกาฬเกษเข้าไปหามาลีจันทน์ หอกยนต์ได้ยิงออกมาและถูกเจ้าชายจนสิ้นใจ

เจ้าชายกล่าวก่อนที่จะสิ้นใจว่า “มาลีจันทน์… อย่าเผาศพของข้า จงนำข้าไปใส่แพลอยน้ำไปยังอาศรมพระฤาษี…”

มาลีจันทน์ตื่นตกใจและเสียใจมาก แต่เธอก็ทำตามคำขอของเจ้าชายและนำศพของเจ้าชายไปตามคำขอ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวกาฬเกษ 2

เมื่อเจ้าชายกาฬเกษสิ้นใจ ศพของพระองค์ถูกมัดใส่แพและลอยตามกระแสน้ำ จนกระทั่งไปถึงอาศรมพระฤาษี ผู้มีวิชาความรู้และอำนาจเหนือธรรมชาติ เมื่อพระฤาษีเห็นศพของเจ้าชายจึงเอ่ยขึ้นว่า

“นี่คือเจ้าชายผู้มีบุญหนัก แม้จะถูกความชั่วร้ายฆ่าตาย แต่ชะตากรรมของเขายังไม่สิ้นสุด”

พระฤาษีทำการร่ายมนต์อาคมบริกรรมภาวนาอย่างเงียบสงบ สายลมเริ่มพัดเบา ๆ เสียงพึมพำของพระฤาษีดังขึ้นจนทั่วอากาศ และแล้วพลังอันยิ่งใหญ่ก็ทำให้เจ้าชายกาฬเกษฟื้นขึ้นจากความตาย

“พระองค์ทรงฟื้นขึ้นแล้วเจ้าค่ะ เจ้าชายกาฬเกษ!” พระฤาษีกล่าวด้วยความอ่อนโยน

เจ้าชายกาฬเกษฟื้นขึ้นและมองเห็นพระฤาษีท่ามกลางธรรมชาติที่เงียบสงบของอาศรม พระฤาษีได้ถามเจ้าชายว่า

“เจ้ามีชีวิตใหม่แล้วเจ้าชาย ท่านจะทำเช่นไรกับมัน?”

เจ้าชายกาฬเกษทรุดตัวลงและกล่าวว่า “ข้าไม่สามารถกลับไปยังเมืองผีมนต์เพื่อแก้แค้นได้ หากข้าไม่เรียนวิชาอาคมเพื่อใช้ในการต่อสู้และพิสูจน์ความรักที่ข้ามีต่อมาลีจันทน์”

พระฤาษีพยักหน้าและกล่าวว่า “ข้าเห็นด้วยกับเจ้า วิชาอาคมสามารถช่วยเจ้าผ่านอุปสรรคทั้งหมดได้”

พระฤาษีจึงเริ่มสอนวิชาอาคมแก่เจ้าชายกาฬเกษ โดยให้ฝึกฝนวิชาหมายถึงการต่อสู้ การป้องกันตัวเอง และการใช้พลังเวทในการปกป้องผู้บริสุทธิ์ เจ้าชายฝึกฝนด้วยความทุ่มเทและมีความตั้งใจอย่างยิ่ง

ในระหว่างที่ฝึกวิชาอยู่นั้น เจ้าชายได้เรียนรู้เกี่ยวกับพลังแห่งจิตใจและความรักที่ต้องไม่สูญเสีย แม้ต้องเผชิญกับความยากลำบาก และในที่สุดเขาก็สำเร็จในวิชาอาคมจนพร้อมที่จะกลับไปพิสูจน์ตัวเอง

“ขอบพระคุณพระคุณของท่าน ข้าพร้อมแล้วที่จะไปแก้แค้นและทำให้การต่อสู้ครั้งนี้สำเร็จ” เจ้าชายกล่าวขอบพระคุณพระฤาษี

พระฤาษีตอบด้วยเสียงอ่อนโยนว่า “จงไปเถิดเจ้าชาย ใช้พลังที่เจ้าเรียนรู้มาเพื่อความยุติธรรมและรักแท้”

เมื่อเจ้าชายกาฬเกษออกจากอาศรมพระฤาษี เขากลับไปยังเมืองผีมนต์ที่ครั้งหนึ่งเขาได้สูญเสียชีวิต ท้าวผีมนต์ได้ทราบข่าวการฟื้นคืนชีพของเจ้าชายและเตรียมตัวสู้รบกับเจ้าชายกาฬเกษ

เจ้าชายกาฬเกษเดินเข้าสู่เมืองผีมนต์ด้วยความมุ่งมั่นและความกล้าหาญ ท้าวผีมนต์พยายามใช้วิชาความรู้และอาคมต่อสู้กับเจ้าชาย ทว่าพลังแห่งความรักที่เจ้าชายมีต่อนางมาลีจันทน์ช่วยเพิ่มพลังให้แก่เขา ทำให้เขาเอาชนะท้าวผีมนต์ได้ในที่สุด

“ท้าวผีมนต์ ข้าขอให้เจ้าสำนึกในความผิดของตน และยอมรับความพ่ายแพ้” เจ้าชายกาฬเกษกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

ท้าวผีมนต์ยอมแพ้และกล่าวว่า “เจ้าชายกาฬเกษ ข้าแพ้แล้ว ข้ายอมยกเมืองให้เจ้าครอง”

เจ้าชายกาฬเกษได้ครอบครองเมืองผีมนต์และอภิเษกกับ มาลีจันทน์ นางที่เขารักและต้องการอยู่เคียงข้าง หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าชายกาฬเกษและนางมาลีจันทน์ก็เดินทางกลับเมืองพาราณสี

ท้าวสุริวงษ์ทราบข่าวการกลับมาของพระโอรสและมเหสี ก็ได้จัดพิธีต้อนรับอย่างสมเกียรติ เจ้าชายกาฬเกษได้รับการอภิเษกให้ขึ้นครองเมืองพาราณสีอย่างเป็นทางการ และเมืองพาราณสีก็เจริญรุ่งเรืองในยุคของเจ้าชายกาฬเกษ

“ขอให้เราครองเมืองพาราณสีอย่างสงบสุข และสืบต่อความรักแท้และความยุติธรรมไปยังรุ่นลูกหลาน” เจ้าชายกล่าวด้วยความมั่นใจและความสุข

และทั้งสองก็ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขในเมืองพาราณสีจนสิ้นอายุขัย

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวกาฬเกษ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความรักแท้และความยุติธรรม จะชนะทุกสิ่ง แม้จะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดและการทรยศจากผู้ใกล้ชิด สุดท้ายแล้ว ความกล้าหาญและการยืนหยัดในความถูกต้องจะนำพาให้ผ่านอุปสรรคทั้งหมดไปได้ แม้จะถูกทดสอบจนถึงขีดสุดก็ตาม

สิ่งสำคัญที่สุดคือการไม่ยอมแพ้ และการไม่สูญเสียตัวตน แม้ในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับความตายและความสูญเสีย เพราะในที่สุดการต่อสู้เพื่อความดีงามและความรักที่แท้จริงจะผลักดันให้ทุกอย่างกลับมาสู่ความถูกต้องอีกครั้ง

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวกาฬเกษ เป็นนิทานพื้นบ้านที่แพร่หลายทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย รวมถึงในประเทศลาว มักอ้างกันว่าอยู่ในปัญญาสชาดกซึ่งเป็นชาดกนอกนิบาต เรื่องราวของท้าวกาฬเกษ มีลักษณะคล้ายกับตำนานของการต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่ว การแก้แค้น การฟื้นคืนชีวิต และการกลับคืนสู่ความถูกต้องของผู้ถูกกดขี่ นอกจากนี้ยังมีการผสมผสานความเชื่อทางศาสนาและความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติ เช่น การใช้วิชาอาคม การชุบชีวิตด้วยเวทมนตร์ และการให้พรจากเทพเจ้าต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของวรรณกรรมพื้นบ้านในไทย

ที่มาของนิทานนี้อาจเกี่ยวข้องกับความเชื่อในเรื่องกรรมและการชดใช้ ที่ลึกซึ้งในสังคมไทย นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงความเชื่อใน เทพเจ้าต่าง ๆ เช่น พระอินทร์และพระฤาษี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือผู้ที่มีจิตใจบริสุทธิ์ในการต่อสู้กับความชั่วร้าย

ด้วยเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการผจญภัย การฝึกฝนวิชาอาคม และการต่อสู้กับความชั่ว ทำให้กาฬเกษ เป็นนิทานที่สอนบทเรียนชีวิตสำคัญเกี่ยวกับการรักษาความดี ความรัก และการยืนหยัดในความถูกต้องในสภาวะที่ท้าทาย

นิทานเรื่องนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยและการถ่ายทอดความเชื่อที่สำคัญให้กับคนรุ่นใหม่ โดยใช้รูปแบบการเล่าขานที่เข้าใจง่ายและสามารถเข้าถึงได้ในทุกช่วงเวลา

“แม้ความตายและการทรยศจะพรากทุกสิ่งไป แต่ความรักแท้และความยุติธรรมจะฟื้นคืนได้เสมอ”

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องสังข์ศิลป์ชัย

ในแผ่นดินที่คำพูดของคนไม่ใช่ความจริง และความยุติธรรมมิได้ขึ้นอยู่กับเหตุผล ผู้ใดถือกำเนิดในร่มเงาแห่งความริษยา ย่อมถูกป้ายสีแม้ยังมิได้เปล่งเสียงแรก ณ นครเปงจาลคือเมืองอันรุ่งเรือง มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านไทย ในเงาแห่งรั้ววังกลับเต็มไปด้วยคำลวง

ลมหายใจของผู้มีบุญถูกมองว่าเป็นลางร้าย ทั้งที่ชะตาฟ้าเพิ่งเริ่มขีดเขียน เมื่อโลกไม่เปิดทางให้คนมีค่า คนผู้นั้นต้องเดินผ่านความเจ็บ จนค่าของตนประกาศออกเอง และเมื่อความจริงถูกผลักตกเหว สายน้ำจะเป็นผู้นำมันกลับคืน กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องสังข์ศิลป์ชัย

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องสังข์ศิลป์ชัย

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องสังข์ศิลป์ชัย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ นครเปงจาล อันอุดมมั่งคั่งด้วยไพร่พลและสินแผ่นดิน มีพระยากุศราชเป็นผู้ครองนคร พระองค์มีขัตติยาน้องสาวนามว่า นางสุมุณฑา โฉมสะคราญงามเกินสตรีทั้งปวง ขาวดั่งงาช้างอ่อน ผมยาวดำเป็นมันปู เฉิดฉายประดุจจันทร์ท่ามกลางรัตติกาล

วันหนึ่ง นางสุมุณฑาเสด็จออกจากวัง ไปทอดพระเนตรไม้ดอกในอุทยานหลวง ด้วยใจรื่นรมย์ กลีบดอกไม้ร่วงโรยตามทางเสมือนคลุมพื้นด้วยแพรเจ็ดสี

หากแต่… ณ ขอบฟ้าเบื้องเหนือ เงาร่างหนึ่งกว้างใหญ่ปิดแสงตะวัน นั่นคือยักษ์กุมภัณฑ์แห่งเมืองอโนราช ผู้เฝ้ามองนางมาหลายวันด้วยใจรุ่มร้อน มันอาศัยกลิ่นเส้นผมของนางที่ลอยฟุ้งออกจากพระวรกาย เป็นเสมือนเวทมนตร์สะกดสติให้หลงใหล

ยักษ์พุ่งลงจากเวหา ฉุดกระชากนางสุมุณฑาขึ้นเหนือยอดไม้ เสียงกรีดร้องของนางแผ่ก้องทั่วสวนหลวง “ปล่อย เรา เถิด… มิใช่คู่ควรของท่าน”

ทว่ายักษ์หาได้ยินด้วยหัวใจไม่ มันนำร่างงามนั้นหายวับไปกับสายลม มุ่งสู่เมืองอโนราชอันเร้นลับ

พระยากุศราชได้ทราบข่าวในบ่ายวันเดียวกัน เสียงประกาศกร้าวกึกก้องไปทั่วท้องพระโรง “สตรีผู้หนึ่ง แม้นมิใช่พระมเหสี แต่คือสายโลหิตของเรา ยักษ์มิเพียงลบหลู่เกียรติราชวงศ์ หากยังกล้าท้าทายสวรรค์”

แต่หาได้รีบร้อนใช้กำลังบุกไปรบไม่ พระองค์กลับทรง ถอดเครื่องทรง แล้วทรงบรรพชาในเพศบรรพชิต “ความโกรธมิใช่ไฟที่จักใช้ต่อสู้กับปีศาจ เราจักใช้บุญต้านอำนาจทมิฬ”

พระยากุศราชละทิ้งราชสมบัติ เดินธุดงค์ผ่านหุบเขา แม่น้ำ และป่าดงพงพี สุดท้ายจาริกถึงเมืองจำปา เมืองใหญ่กลางลุ่มน้ำที่มีเศรษฐีใหญ่ชื่อ นันทะเศรษฐี ผู้มีธิดางามถึงเจ็ดนาง

พระยากุศราชเห็นธิดาทั้งเจ็ด เปล่งปลั่งงามล้ำ ปราศจากราคะใด ๆ ในใจ ทว่าสายตากลับจับต้องสิ่งหนึ่ง “บรรดาสตรีเหล่านี้ หาใช่เพียงหญิงงามในเรือนกาย หากแต่โฉมงามแห่งวาสนากำลังรอการสืบสายเลือด”

เมื่อพบกันตามบุพเพสันนิวาส พระองค์จึงขอสึกออกจากเพศบรรพชิต และสมรสกับธิดาทั้งเจ็ด

คืนหนึ่งในท้องพระโรง พระยากุศราชให้มเหสีทั้งเจ็ดเข้าเฝ้า “เราจักขอสิ่งหนึ่งจากเจ้าทั้งปวง จงตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้ผู้มีบุญฤทธิ์มาเกิดในครรภ์ของเจ้า เพื่อเป็นบุตรแห่งข้า… บุตรที่จักทวงน้องสาวข้าคืนจากเมืองยักษ์”

เสียงสวดภาวนา ดังกระซิบทั่วห้องบรรทมคืนนั้น เจ็ดนางต่างอธิษฐานเงียบ ๆ เบื้องหน้าพระประทีปแสงเรือง แม้นมิรู้ว่าคำอธิษฐานนั้น จักนำมาซึ่งสงบหรือพิบัติ

เบื้องบน ณ เทวโลก พระอินทร์ทอดเนตรลงยังโลกมนุษย์ “บุญบารมีแห่งพระยากุศราช ยังมิสิ้นสูญ เขาต้องการผู้มีฤทธิ์เพื่อขจัดปีศาจ หากเรานิ่งเฉย เมืองมนุษย์จักไร้ที่พึ่ง”

พระอินทร์จึงเนรมิตเทพ 3 องค์ให้ลงมาเกิด

องค์แรก เป็นเทพหัวช้าง ร่างเป็นชาย สูงใหญ่น่าเกรงขาม ได้ถือกำเนิดในครรภ์นางจันทา เมียหลวง นามว่าสีโห

องค์ที่สอง รูปโฉมเป็นมนุษย์บริบูรณ์ผิวเนื้อทองงาม กำเนิดในครรภ์นางลุน นามว่าศิลป์ชัย

องค์ที่สาม รูปเป็นหอยสังข์ ครั้นส่องภายในกลับมีแสงสว่างเปล่งประกาย ได้ถือกำเนิดในครรภ์เดียวกัน เรียกว่าสังข์ทอง

ส่วนมเหสีอีกหกนาง ได้บุตรเป็นชายสามัญผู้มีรูปร่างธรรมดา

โหรหลวงได้ตรวจดวงชะตาในยามรุ่งขึ้น สีหน้าเคร่งเครียด ลอบถอนหายใจ ก่อนทูลว่า “บุตรแห่งนางจันทาและนางลุน จักเป็นผู้มีบุญฤทธิ์เกริกฟ้า ส่องโลกาภิวัตน์ องค์หนึ่งเป็นคน องค์หนึ่งเป็นช้าง องค์หนึ่งมาในคราบหอยสังข์ หากแต่ล้วนคือยอดแห่งโชคชะตา”

มเหสีทั้งหกหน้าแปรเปลี่ยน ดวงใจเร่าร้อนราวถูกไฟเผา นางมิอาจยอมให้โอรสของเมียรองและเมียหลวงอีกนางมีฤทธิ์เดชเหนือกว่าลูกของตน

นางจึงลอบเรียกโหรเข้าวังในยามค่ำ พร้อมถุงทองที่หนักด้วยอามิสสินจ้าง

โหรเห็นแก่ทองคำ ยอมทำนายใหม่ว่า “บุตรแห่งมเหสีทั้งหกจักเป็นยอดนักรบผู้ทรงฤทธิ์ แต่อีกสองคือผู้เกิดผิดเพี้ยน เป็นทั้งคนทั้งสัตว์ มีโชคอัปรีย์ นำลางร้ายแก่แผ่นดิน”

ข่าวทำนายใหม่แพร่กระจายถึงหูพระยากุศราช มิทันไตร่ตรองให้ลึกซึ้ง ก็ทรงขับไล่ นางจันทา และ นางลุน พร้อมบุตรทั้งสามออกจากเมือง

นางจันทาอุ้มสีโห นางลุนอุ้มศิลป์ชัย ส่วนหอยสังข์นั้นวางไว้ในผ้าขาวมัดแน่น เดินรอนแรมฝ่าความหม่นมัวในคืนไร้จันทร์

ขณะนั้น พระอินทร์ทรงแลลงมาอีกครา เห็นน้ำตาแห่งผู้มีบุญถูกขับไล่ จึงเนรมิตเมืองใหม่ขึ้นในพงไพร เรียกว่านครศิลป์ เมืองกลางป่าที่ไม่มีผู้ใดค้นพบ

เมืองนี้จักเป็นที่พักพิงของเทพผู้ถูกทอดทิ้ง

ณ รุ่งสางวันหนึ่ง ขณะลมพัดหญ้าเอี้ยวใบ พระยากุศราชก็ตรัสเรียกโอรสทั้งหก “เจ้าทั้งหก จงออกเดินทางไปนำตัวน้องสาวข้าคืนมาจากเมืองยักษ์ ใครนำกลับมาได้ จักได้รับบำเหน็จเหนือใคร”

โอรสทั้งหกรับคำพร้อมใจ แต่หากใจมิได้หวังช่วยอา หากหวังเพียงอำนาจและศักดิ์ศรี

การเดินทางจึงเริ่มต้น… ด้วยเงาแห่งกลอุบายไม่แพ้ฤทธิ์ของยักษ์ที่รออยู่เบื้องหน้า

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องสังข์ศิลป์ชัย 2

โอรสทั้งหกแห่งมเหสีผู้ริษยา ออกเดินทางจากเมืองเปงจาลด้วยขบวนอันโอ่อ่า เครื่องแต่งกายครบครัน โล่ทอง กระบี่เงิน แต่ไร้ซึ่งหัวใจนักรบ

เมื่อเดินทางลึกเข้าดงดิบ เกิดพลัดหลงอยู่กลางหุบเขา บังเอิญพบกับเมืองศิลป์ อันเร้นกายอยู่หลังม่านหมอกและเถาวัลย์

ศิลป์ชัย สีโห และสังข์ทอง ต้อนรับพี่ชายโดยไร้ความเคลือบแคลง ไมตรีจิตบริสุทธิ์ มอบที่พัก อาหาร และสัตว์ป่าผืนดงเป็นของต้อนรับ

แต่น้ำใจกลับถูกใช้เป็นเครื่องหลอกลวง หนึ่งในโอรสหกยื่นคำขอ “น้องศิลป์ชัยเอ๋ย จงส่งสัตว์ป่าที่เจ้าเลี้ยงไว้ติดตามพวกพี่กลับเมือง เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าเราได้พบเจ้า และจักทูลต่อบิดาว่าเจ้ามีบุญฤทธิ์จริง”

ศิลป์ชัยแม้สงสัยอยู่บ้าง แต่ยังยอมส่งสัตว์ป่าไปแต่โดยดี เมื่อถึงเมืองเปงจาล พวกโอรสหกจึงสร้างเรื่องอวดอ้าง “หม่อมฉันสามารถเรียกสัตว์ป่าทุกชนิดด้วยมนตร์เพียงคำเดียว สัตว์ทั้งป่าจึงติดตามมาเพราะเกรงฤทธิ์”

พระยากุศราชได้ยินดังนั้น ทรงแปลกพระทัยยิ่งนัก จึงมีพระดำรัสเร่งให้โอรสหกออกติดตามนางสุมุณฑากลับมาโดยเร็ว

โอรสหกจึงหันกลับมาแสร้งบอกแก่ศิลป์ชัยว่า “บิดาให้โอกาสเจ้า หากเจ้าติดตามเอาอาคืนมาได้ บิดาจะยกโทษให้ในสิ่งที่เกิดกับแม่เจ้าในอดีต”

ศิลป์ชัยไม่รู้ว่าคำกล่าวคืออุบาย ยังเชื่อในความรักของสายโลหิต

เขา สีโห และสังข์ทอง จึงออกเดินทางร่วมกัน มุ่งหน้าสู่แดนเมืองยักษ์

เมื่อถึงด่านงูซวง ป่าลึกที่มีอสรพิษร้อยพันสายแผ่เลื้อยอยู่ทั่วพื้นดิน พี่ทั้งหกถึงกับหยุดยืน ตัวสั่นด้วยความกลัว “ที่นี่… พวกข้าไปมิได้ เจ้าจงไปก่อนเถิด หากนำอากลับมาได้ พวกเราจะตามไปสมทบ”

ศิลป์ชัยไม่ลังเล สีโหก็พร้อมจะเคียงข้าง สังข์ทองจึงลอยตามในหอยเปลือกแข็ง

การเดินทางทะลุป่าอสรพิษไปถึงเมืองยักษ์ยิ่งอันตรายกว่า เสียงคำรามของอสูรกึกก้อง

หากด้วยบุญญาบารมีที่สั่งสมมา ศิลป์ชัยและพี่ชายช้างสามารถฝ่าเข้าไปถึงปราสาทกลางเมืองยักษ์

ศึกมหายักษ์เปิดฉาก ช้างสีโหชนด้วยแรงแผ่นดิน ศิลป์ชัยแทงหอกแสงฟ้าเข้าสู่กลางอกยักษ์

ร่างของยักษ์กุมภัณฑ์สั่นสะเทือนก่อนล้มลงด้วยเสียงคำรามครั้งสุดท้าย

นางสุมุณฑาถูกช่วยไว้ได้ สีหน้าเศร้าสร้อยในที “ข้า… ยังมิได้เห็นหน้าหลานผู้มีบุญที่ช่วยข้า”

ศิลป์ชัยจึงเปิดเปลือกหอยเผยร่างของสังข์ทอง ลำแสงจากร่างของเขาส่องท้องฟ้า ป่าทั้งป่าราวนิ่งเงียบเคารพในบุญฤทธิ์นั้น

ขากลับ ผ่านแม่น้ำใหญ่กลางผา โอรสหกผู้รออยู่ เห็นศิลป์ชัยนำอากลับมาได้ จึงเกิดริษยาแรงกล้า “หากปล่อยไว้ เขาจะได้ชื่อเสียงเหนือเรา”

ครั้นถึงกลางสะพานไม้ริมเหว กุมารคนหนึ่งผลักศิลป์ชัยตกลงไปเบื้องล่าง น้ำเสียงของนางสุมุณฑาดังขึ้นทันที

“เจ้า… ทำสิ่งใดลงไป!?”

“เขาพลัดตกไปเอง น้าจงเชื่อเถิด”

นางมองแม่น้ำด้วยน้ำตา เส้นผมปลิวตามลม เธอรู้ว่าเรื่องมิใช่เช่นนั้น จึงเสี่ยงทายโยนผ้าสไบ ปิ่นเกล้า และช้องผม ลงสู่สายน้ำ “หากศิลป์ชัยยังอยู่ ขอให้สิ่งของเหล่านี้ลอยทวนสายน้ำขึ้นไป…”

แล้วสิ่งของทั้งสามก็ลอยทวนน้ำ สวนแรงลม กลับขึ้นสู่ต้นน้ำตามเส้นทางเดิม แม้โอรสหกจักพยายามกล่าวถ้อยเท็จในท้องพระโรง หากสายน้ำกลับกล่าวความจริงแทนเขา

พระยากุศราชเห็นผ้าสไบลอยกลับขึ้นจึงถามทันที “เจ้าแน่ใจหรือ ว่าศิลป์ชัยตกตายเอง?”

เมื่อนางสุมุณฑาเล่าความทุกสิ่ง พระราชาตรัสด้วยเสียงเรียบเย็น “ผู้ใดซ่อนความเท็จไว้ในคำพูด จงรับผลกรรมจากการลวงโลก” โอรสหกกับมารดาของตนถูกจับขังไว้ในเรือนจำหลวง

หลายวันผ่านไป ศิลป์ชัย สีโห และสังข์ทองกลับมายังนครเปงจาลพร้อมกัน สภาพเปรอะเปื้อนโคลน หอยสังข์ถูกเปิดเผยสู่สายตาราชสำนัก เสียงโห่ร้องของประชาชนกึกก้องทั่วเมือง

พระยากุศราชทรุดตัวลงนั่งแทบเท้าศิลป์ชัย “โอรสแห่งเรา… ข้าคือผู้หลงผิด ข้าคือผู้ขับไล่แสงสว่างของบ้านเมืองด้วยมือของตน”

ศิลป์ชัยจับพระหัตถ์บิดาไว้อย่างนุ่มนวล “เราจักมิถือโทษผู้ใด เรื่องทั้งหลายล้วนเป็นบทเรียนของคน” พระองค์จึงอภิเษกศิลป์ชัยขึ้นครองนครเปงจาล ประชาชนล้วนยินดี

เมื่อถึงเวลา ศิลป์ชัยจึงเปิดคุกปล่อยโอรสหกและมารดา “จงไปเถิด เริ่มต้นใหม่ในแดนอื่น ความชอบธรรมย่อมดีกว่าการแก้แค้น”

ณ เวลานั้นเอง ยักษ์กุมภัณฑ์ผู้ตายไป ได้รับการชุบชีวิตจากพระยาเวสสุวัณ

ครั้งนี้หาได้ดุดันอีกต่อไป ดวงจิตเขาอ่อนลงอย่างประหลาด “ข้ามิอยากรบ ข้าเพียงคิดถึงนางผู้เป็นมเหสี”

ยักษ์จึงไปสู่ขอนางสุมุณฑาจากศิลป์ชัยในฐานะราชาผู้ปกครอง ศิลป์ชัยมองพญายักษ์ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า

นางสุมุณฑายืนข้างยักษ์ผู้หนึ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นศัตรู หากบัดนี้คือคู่แท้ในเงาของกรรมและความรัก

ทั้งสองกลับไปอยู่ยังเมืองอโนราช ไม่หวนกลับมาอีกเลย

และศิลป์ชัยปกครองนครเปงจาลอย่างร่มเย็นตราบชั่วอายุขัย ผู้มีบุญที่ครั้งหนึ่งเคยถูกผลักตกเหว

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องสังข์ศิลป์ชัย 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… บุญวาสนาอาจมิได้ปรากฏในยามเกิด แต่มันฝังแน่นในหัวใจผู้กล้า แม้ถูกขับไล่ ถูกตราหน้าว่าอัปรีย์ จงอย่าหวั่นไหว เพราะผู้ที่มีความจริงอยู่ข้างใน ย่อมฝ่าคำลวงได้ในที่สุด

ในทางตรงกันข้าม คนที่ยึดถือเพียงอำนาจ วาทศิลป์ และความริษยา ย่อมพาตนเองให้ตกต่ำลงโดยไม่รู้ตัว ต่อให้แผ่นดินทั้งแผ่นเชื่อ… แต่สวรรค์ย่อมไม่ลืมความจริง

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องสังข์ศิลป์ชัย เป็นนิทานพื้นบ้านอีสานที่เล่าสืบต่อกันมาในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง นิทานเรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในวรรณกรรมพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมและความเคารพในท้องถิ่น เพราะผูกโยงทั้งความเชื่อ ศาสนา บทเรียนชีวิต และแนวคิดเรื่องบุญกรรมไว้อย่างลึกซึ้ง

ต้นเรื่องมีความสัมพันธ์กับวรรณกรรมประเภท “นิทานชาดก” ที่นำเสนอแนวคิดเรื่องผู้มีบุญมาเกิดเพื่อแก้ไขความไม่ยุติธรรม และมักมีองค์เทพ เช่น พระอินทร์ มาเกี่ยวข้องกับชะตากรรมของตัวละครหลัก เรื่องนี้ยังสะท้อนลักษณะของนิทานสืบสายแบบเดียวกับเรื่อง สังข์ทอง หรือ ศิลป์ชัย ซึ่งเป็นตัวละครสำคัญที่ชาวอีสานรู้จักดี

สังข์ศิลป์ชัยไม่เพียงเล่าถึงการผจญภัยของตัวเอก หากยังถ่ายทอดภาพของอำนาจ ความอิจฉา ความเท็จ และการคืนความยุติธรรมในสังคม ผ่านบริบทของครอบครัว ราชสำนัก และอาณาจักรโบราณ

นิทานเรื่องนี้จึงเป็นมากกว่านิทานสำหรับเด็กหรือเพื่อความบันเทิง หากแต่เป็นกระจกสะท้อนคุณธรรม จริยธรรม และมโนธรรมในสังคมท้องถิ่นไทย ที่เล่าขานสืบต่อมาด้วยถ้อยคำที่เข้าใจง่าย แฝงแง่คิด และมีเอกลักษณ์ของภาคอีสานอย่างเด่นชัด

“ผู้มีบุญ… ไม่ต้องอ้อนวอนให้ใครเชื่อ ผู้ลวง… ไม่ต้องรอเวลานานให้กรรมย้อนกลับ วันหนึ่ง เมื่อทุกอย่างเงียบพอ ความจริงจะพูดเอง”

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องนางผมหอม

กลางขุนเขาแห่งภูหอ ในดินแดนที่เสียงช้างยังสะท้อนอยู่ในผืนป่า มีเรื่องเล่านิทานพื้นบ้านไทยเรื่องหนึ่งแทรกอยู่ในลมหายใจของแผ่นดิน เป็นตำนานที่ผู้เฒ่าเฝ้าถ่ายทอด โดยไม่มีผู้ใดกล้ายืนยันว่าจริงหรือเท็จ

เรื่องของหญิงสาวผู้ถือกำเนิดอย่างไร้เงาชายในสายเลือด เส้นผมของนางหอมราวบุปผาชาติ แต่ชะตากรรมของนาง… กลับกรุ่นกลิ่นของความลับ ความสูญเสีย และพันธะที่ไม่มีใครอธิบายได้ กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องนางผมหอม

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องนางผมหอม

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องนางผมหอม

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านเล็กแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ใกล้ภูผาสูงใหญ่ซึ่งชาวบ้านขนานนามว่า ภูหอ อันตั้งตระหง่านอยู่ในเขตแคว้นอีสาน หญิงสาวผู้หนึ่งอาศัยอยู่ที่นั่น มีรูปโฉมงดงาม ผิวพรรณผุดผ่องดั่งงาช้าง มีนามเรียกขานกันว่า “แม่คำ”

วันหนึ่ง แม่คำกับหมู่เพื่อนได้พากันเข้าป่าไปหาเห็ดหาของป่า ครั้นย่ำเข้าไปลึก ป่าก็เงียบสงัดแลน่าครั่นคร้าม ด้วยเสียงลมพัดหวีดหวิว ผ่านหญ้าคาและต้นไม้สูงใหญ่นานาพันธุ์ ยิ่งไปก็ยิ่งลึก จนในที่สุด แม่คำเกิดหลงทางจากหมู่เพื่อน

นางเดินไปตามเส้นทางที่คาดว่าจักออกได้ แต่กลับยิ่งหลงลึกเข้าไปในดงดิบ พอเหนื่อยล้า นางหยุดพักใต้ต้นไม้ใหญ่ ครั้นแลเห็นรอยเท้าสัตว์ใหญ่อยู่ไม่ไกล ในรอยเท้านั้นมีน้ำใสเย็นเจิ่งนอง ด้วยกระหายจัด นางจึงนั่งลงดื่มน้ำจากรอยเท้านั้น

หารู้ไม่ว่านั่นคือรอยเท้าของพญาช้าง…

เมื่อฟ้าร่ำไร แม่คำจึงกลับออกจากป่า หาทางจนได้พบหมู่เพื่อนที่ตามหาอยู่ ครั้นนางกลับถึงบ้านแล้วไม่นาน ก็เกิดอาการอ่อนเพลีย อาเจียนและเบื่ออาหาร

ไม่นานหลังจากนั้น นางก็รู้ว่าตนตั้งครรภ์

หลายเดือนผ่านไป แม่คำให้กำเนิดบุตรหญิงคนหนึ่ง นางมีเรือนผมยาวสลวย แลส่งกลิ่นหอมประหลาดลอยฟุ้งไม่จางคล้ายกลิ่นบุปผชาติในยามรุ่งสาง ด้วยเหตุนี้จึงตั้งนามว่า “นางผมหอม”

ปีถัดมา แม่คำได้เข้าป่าอีกครั้งกับหมู่เพื่อน ครานี้นางได้หลงป่าอีกคำรบหนึ่ง แล้วไปดื่มน้ำจากรอยเท้าสัตว์ใหญ่อีกชนิดหนึ่ง ครานั้นคือวัวป่าตัวมหึมา ครั้นกลับถึงบ้านได้ไม่นาน นางก็ตั้งครรภ์อีกคำรบ

ลูกคนที่สองนั้นก็เป็นหญิง มีรูปลักษณ์งดงามแต่มิได้กลิ่นหอมเฉกเช่นพี่สาว นางตั้งชื่อลูกคนนี้ว่า “นางลุน”

ทั้งนางผมหอมแลนางลุนเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว พี่น้องรักใคร่กันดังปลายข้าวปลายจวัก หากแต่ในหมู่บ้านกลับมิได้สงบสุขนัก เพราะเด็กทั้งสองต้องเผชิญกับคำล้อเลียนจากหมู่เด็กบ้านเดียวกัน “นางสองนาง ลูกผู้ใดกันแล หรือจักเป็นลูกไม้ไร้ต้น”

“บ่ฮู้พ่อเป็นไผ ลูกบ่มีพ่อ”

เสียงหัวเราะเยาะเย้ยถากถางเจือด้วยความอยากรู้และใจอำมหิตของเด็กบ้านป่าดังเข้าหูแม่คำทุกคราว นางเจ็บใจและทุกข์ใจอยู่เนือง ๆ จนในที่สุด วันหนึ่งจึงตัดสินใจบอกความจริงแก่บุตรทั้งสอง

“แม่… เห็นว่า ถึงคราวที่เจ้าทั้งสองจักต้องรู้ความจริง”

“แม่มิได้เคยสมสู่กับชายใดเลย แต่โชคชะตาก็พาให้แม่พบสิ่งอัศจรรย์ในป่าใหญ่…”

นางเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ลูกฟัง นางผมหอมนิ่งอึ้งในที แต่นัยน์ตากลับส่องประกายแห่งความสงสัยล้ำลึก “หากเช่นนั้น ใครเล่าเป็นพ่อข้าแท้จริง…”

คืนนั้น นางผมหอมนั่งใต้แสงจันทร์กลางลานบ้าน เหม่อมองไปยังฟากฟ้าอันเวิ้งว้าง นางพนมมือขึ้นต่อเบื้องฟ้า

“โอ้ฟ้าดิน เทวาธิราชทั้งปวง หากข้ามีบิดาเป็นพญาช้างจริง ขอจงบันดาลให้ข้าได้เห็นท่านในความฝันเถิด”

เมื่อดวงตาเริ่มปิดลง ท่วงทำนองแห่งความฝันก็นำพาจิตใจนางเข้าสู่ห้วงลึกแห่งป่าใหญ่ เสียงช้างร้องกึกก้องสะท้าน เห็นเงาร่างใหญ่โตสูงล้ำเหนือยอดไม้ยืนอยู่เบื้องหน้า นัยน์ตาของพญาช้างจับจ้องมายังนาง สื่อสารด้วยดวงจิต

“บุตรของข้า… จงมาหาข้า ณ ป่าทางตะวันตกของภูหอ ข้าจักรอเจ้าอยู่”

ตื่นขึ้นมาในยามรุ่ง นางผมหอมรู้ว่ามิใช่เพียงความฝันธรรมดา นางไปขออนุญาตแม่ออกเดินทางไปยังป่าพร้อมนางลุน

ทั้งสองสาวฝ่าดงพงไพรไปตามเส้นทางที่นางผมหอมเห็นในฝัน ป่ากลางวันมืดมิดราวสนธยา กลิ่นไอของความลี้ลับแผ่ซ่าน พืชพรรณเบียดแน่นจนไม่เห็นฟ้า ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าใหญ่โครมครามดังใกล้เข้ามา

เงาร่างมหึมาเคลื่อนผ่านม่านไม้ พญาช้างรูปงาม งาทั้งสองขาวดั่งหิมะ ดวงเนตรฉายแววขรึมขลัง

พญาช้างทอดสายตามองทั้งสองสตรีสาวอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอื้อนเอ่ยเสียงดังกังวาน

“ผู้ใดอ้างว่าเป็นสายโลหิตของเรา จงพิสูจน์ความจริง หากเป็นบุตรแห่งเราจริง จักขึ้นหลังเราได้ หากมิใช่ จักมิอาจแตะต้องกายเราเลยแม้ปลายเล็บ”

นางผมหอมยืนขึ้นอย่างแน่วแน่ แล้วสาวเท้าก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว ท่ามกลางความเงียบสงัดของผืนป่า มือเรียวยกขึ้นแตะผิวหนังหยาบของพญาช้าง แล้วเริ่มปีนขึ้นอย่างช้า ๆ ด้วยท่วงท่าประหนึ่งผู้รู้ทาง

เมื่อเท้านางเหยียบบนแผ่นหลังพญาช้างสำเร็จ ป่าใหญ่สะท้านไปด้วยเสียงร้องของเหล่าสัตว์ป่า

“โอ้บุตรแห่งเรา แน่แท้แล้วว่าเจ้าคือสายเลือดแท้ของเรา”

นางลุนเห็นดังนั้นจึงรีบพุ่งเข้ามาหมายปีนขึ้นตามบ้าง แต่กลับถูกแรงบางอย่างผลักไว้ มิอาจแตะเนื้อตัวพญาช้างได้เลย ร่างนางหล่นลงมากระแทกพื้น พญาช้างหันหน้าช้า ๆ แล้วตวัดเท้าใหญ่ยกขึ้นสูง

เสียงร้องสุดท้ายของนางลุนดังก้องไปทั่วผืนป่า แล้วทุกสิ่งก็เงียบงันลง

พื้นดินอาบไปด้วยเลือดอุ่น พญาช้างนิ่งสงบอยู่ชั่วครู่ แววตาไร้ซึ่งความโกรธหรือเมตตา ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงเรียบ

“สัจจะต้องมี แลเลือดปลอมไม่อาจปลอมเป็นแท้จริงได้”

นางผมหอมบนหลังพญาช้างนิ่งเงียบ ดวงหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา นางสูญเสียน้องสาวผู้เติบโตเคียงข้างกันมา หากแต่… พญาช้างคือผู้ให้กำเนิด

ความจริงบางอย่างแลกมาด้วยความตาย ทว่าหนทางของนางผมหอมยังอีกยาวไกล…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องนางผมหอม 2

ภายหลังเหตุการณ์ในป่า พญาช้างได้นำนางผมหอมกลับสู่แดนลึกอันเป็นถิ่นพำนัก ณ ดงชัฏเบื้องหลังก้อนผาใหญ่แห่งหนึ่ง ใกล้กับภูเขาซึ่งผู้คนเรียกขานกันว่าภูหอ ดินแดนนั้นเงียบสงัด สรรพเสียงแห่งมนุษย์มิอาจรบกวน กลิ่นหอมจาง ๆ จากเรือนผมของนางผมหอมลอยฟุ้งไปทั่ว ช้างทั้งปวงที่รับใช้พญาช้างต่างก็หมอบกรานต่อหน้านางด้วยความเคารพ

ภายในหุบเขานั้นเอง พญาช้างได้ใช้ฤทธิ์แห่งเทวฤทธิ์ บันดาลให้ไพร่พลช้างนับร้อยช่วยกันเนรมิต ปราสาทใหญ่กลางป่า เรือนยอดด้วยไม้หอมฉำฉา เสาทองเหลืองชุบ ผนังประดับด้วยงาช้างขาวล้วน หลังคาทองทาทาบแสงอาทิตย์เจิดจ้า

นางผมหอมอยู่ในปราสาทนั้นดุจนางในวังทอง มิมีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง แต่ในใจยังแฝงไว้ด้วยความเศร้า เสียงหัวเราะของนางลุนยังดังก้องในความทรงจำ หากแต่โชคชะตาได้เลือกแล้ว และนางก็ยอมรับเช่นนั้น

ยามเย็นวันหนึ่ง นางผมหอมขออนุญาตพญาช้างลงไปเล่นน้ำยังลำธารเบื้องล่างซึ่งไหลผ่านใต้ผาสูง

พญาช้างรับคำด้วยสุ้มเสียงอ่อนโยน

“จงไปเถิดลูกของเรา ห้วยสายนี้เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ เจ้าเล่นได้ตามชอบใจ”

นางผมหอมเดินตามห้วยลงไป ครั้นถึงริมลำธาร นางทอดกายลงเล่นน้ำอย่างรื่นรมย์ ร่างนวลลอยเคล้าเกลียวธาร ใบหน้าเบิกบานเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน

ลำธารนั้นต่อมาผู้คนต่างเรียกกันว่าห้วยหอม ด้วยกลิ่นหอมของนางที่ลอยฟุ้งไปทั่วแม้ยามลงสรง ชาวบ้านที่หลงป่าผ่านมาบริเวณนั้นต่างเล่าขานว่าเคยได้กลิ่นหอมประหลาดลอยมากับลม

ถัดจากนั้นอีกไม่นาน พญาช้างทรงมีรับสั่งให้ช้างไพร่พลออกสร้างที่พำนักอื่นเพิ่มเติม ให้ครอบคลุมทั่วดินแดนรอบภูหอ

ถ้ำเอราวัณในเขตเมืองนาวัง ณ บ้านหนองบัว, หนองบัว แห่งตำบลภูหอ, ห้วยหอม แห่งหนองคัน, ผอบ ที่ลอยในแม่น้ำเลยจนถึงเมืองเซไล

ทั้งหมดล้วนเป็นที่ที่นางผมหอมเคยไปเยือน เคยลงสรง หรือมีเรื่องราวผูกพัน ผู้คนจึงยกให้สถานที่เหล่านี้เป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ ตกทอดความเชื่อมาชั่วลูกหลาน

ณ ปราสาทกลางภูหอ นางผมหอมใช้ชีวิตในความสงบ ปราศจากผู้ใดรุกราน

หากแต่… กาลเวลาไม่อาจหยุดยั้งสิ่งใดได้แม้แต่ผู้ทรงฤทธิ์อย่างพญาช้างเอง

นางผมหอมมีผอบใบหนึ่ง พญาช้างเป็นผู้มอบให้นางในวันแรกที่รับขึ้นปราสาท

“ผอบนี้หากลอยน้ำได้จักนำทางเจ้าในยามเราจากไป”

คำพูดนั้นเมื่อนางได้ยินครั้งแรก ยังมิอาจเข้าใจความหมาย หากกาลเวลาได้เฉลยทีละน้อย

ไม่นานหลังจากนั้น พญาช้างเริ่มเจ็บออด ๆ แอด ๆ มิอาจย่างเท้าได้คล่อง ดวงตาอ่อนล้า กลิ่นดินเปียกฝนยามเช้าช่างเงียบเหงาเกินกว่าจะทานทน

วันหนึ่งในยามเย็น ฟ้าหม่นเมฆครึ้ม พญาช้างเรียกนางผมหอมเข้ามาใกล้ แล้วเอ่ยคำสุดท้ายด้วยเสียงเครือ

“ลูกเรา… ถึงเวลาที่พ่อจักคืนสู่แผ่นดินแล้ว”

“เมื่อร่างเราสิ้น ช้างไพร่พลจักนำเจ้าส่งยังห้วยหอม ปล่อยผอบนี้ลอยน้ำไป เจ้าไม่ต้องตาม หากถึงที่หมาย ผอบจักหยุดเอง”

คืนนั้น ฟ้าผ่าลั่นสนั่นป่า พญาช้างล้มลง ณ หนองน้ำใหญ่ใต้เชิงเขาภูหอ น้ำตาของช้างไพร่พลไหลปานห่าฝน พื้นดินกลายเป็นโคลนสีดำ

ผู้คนในยุคหลังเรียกสถานที่นั้นว่าหนองน้ำตาช้าง

ตามคำสั่งเสีย นางผมหอมนำผอบวางลงลำน้ำ น้ำพัดพาไปจากห้วยหอม ผ่านแม่น้ำเลย ลอยทวนน้ำสู่เบื้องบน จนถึงเมืองเซไล ปากน้ำห้วยหอมในป่าภูหอ

มีผู้เล่าขานว่า ณ ตำบลทรายขาว อำเภอวังสะพุง ผอบหยุดนิ่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ตรงนั้นเองที่เชื่อกันว่าเป็น ที่สถิตของวิญญาณนางผมหอม

วิญญาณที่แม้บิดาจักมิใช่มนุษย์ แต่ความรักและสายใยกลับแน่นแฟ้นยิ่งกว่าสายเลือดแห่งชนเผ่าใด

เสียงเล่าขานจึงมิสิ้นสุด เสียงสายลมครวญครางในป่ายังแว่วคำของพญาช้าง…

“สัจจะต้องมี แลเลือดแท้ย่อมไม่ปลอมเป็นอื่น”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องนางผมหอม 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ชีวิตคนเราย่อมมีคำถามบางอย่างที่ฝังลึกอยู่ในใจ โดยเฉพาะเรื่องชาติกำเนิดและตัวตนที่แท้จริง การตามหาคำตอบอาจนำมาซึ่งความเจ็บปวด ทว่าในความเจ็บปวดนั้นเองก็มีความจริงรออยู่

บางครั้ง ความรักที่แท้จริงอาจมาในรูปแบบที่เราไม่คาดฝัน เช่นเดียวกับพญาช้างผู้ไม่พูดมาก ไม่อ่อนโยน หากแต่พร้อมยอมรับลูกแท้ แม้ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียอีกคนไปตลอดกาล ชะตากรรมจึงมิได้เลือกสิ่งใดถูกหรือผิด มีแต่เพียงสิ่งที่เป็นไป ตามแรงของความจริงเท่านั้นเอง

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องนางผมหอม เป็นตำนานพื้นบ้านของชาวไทยอีสานที่เล่าสืบต่อกันมายาวนาน และรวมถึงมีทั้งฉบับล้านนา ฉบับล้านช้างและฉบับไทลื้อ เป็นวรรณกรรมเรื่องหนึ่งที่ได้รับความนิยม โดยมีจุดเริ่มต้นจากความเชื่อในดินแดนรอบ ๆ เขาภูหอ ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอภูหลวง จังหวัดเลย เรื่องเล่าถูกถ่ายทอดผ่านปากต่อปาก เชื่อกันว่าเคยเกิดขึ้นจริงในพื้นที่นี้ และบางสถานที่ในเรื่อง เช่น ห้วยหอม ถ้ำเอราวัณ หนองบัว หรือแม้กระทั่งแม่น้ำเลย ต่างก็มีอยู่จริงและยังคงได้รับความเคารพจากผู้คนในท้องถิ่น

ตำนานนี้เกิดจากความผูกพันของผู้คนกับธรรมชาติ โดยเฉพาะช้างซึ่งถือเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง และยังแฝงแนวคิดเรื่องพลังเหนือธรรมชาติที่สิงสถิตอยู่ในป่า ความศักดิ์สิทธิ์ของรอยเท้าสัตว์ใหญ่ กลายเป็นภาพแทนของความอัศจรรย์และชะตากรรมที่ผูกโยงกับชีวิตมนุษย์

นิทานเรื่องนางผมหอมจึงไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าเพื่อความบันเทิง แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของรากวัฒนธรรมท้องถิ่น สะท้อนความเชื่อ ประเพณี และสายใยระหว่างคนกับแผ่นดินอย่างแนบแน่น จนกลายเป็นเรื่องเล่าที่แม้กาลเวลาผ่านไป ก็ยังคงดำรงอยู่ในความทรงจำของชาวบ้านภูหอเรื่อยมา

“สายเลือดแท้…ไม่ต้องพิสูจน์ด้วยคำพูด แต่เมื่อถึงเวลาจริง มันจะยืนหยัดเอง แม้ต้องแลกด้วยความสูญเสีย ความจริงก็ยังคงชัดเจนกว่าคำลวงพันครั้ง”

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องปู่ปะหลาน

แผ่นดินบางผืนไม่มีเงาไม้ให้หลบแดด ไม่มีเงาคนให้หลบความเหงา บางเส้นทางร้อนเกินกว่าจะเรียกว่าเดินทาง แต่มันก็ไม่มีทางอื่นให้เลือก และบางรัก เหนื่อยเกินกว่าจะกอด แต่ก็ไม่เคยคิดจะทิ้ง

เรื่องราวนิทานพื้นบ้านไทย ณ แดนอีสาน เล่าถึงในทุ่งแห้งผืนนั้น จึงไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมีคนไม่รัก แต่มันเกิดขึ้นเพราะคนที่รัก… ไปไม่ทัน และบางคำที่ไม่ได้พูดไว้ตอนอยู่ด้วยกัน ก็ไม่มีใครพูดให้แทนได้อีกเลย กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องปู่ปะหลาน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องปู่ปะหลาน

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องปู่ปะหลาน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว แดดยามสายแผดเผาราวกับจะต้มเลือดคนเดินเท้าให้เดือด ทุ่งที่ทอดยาวไร้จุดจบนี้คือ “ทุ่งกุลาร้องไห้” ดินแดนแห้งแล้งทุรกันดารที่ยาวนักกว้างนัก

ชายชรากับหลานน้อยสองคนเดินลัดเลาะไปท่ามกลางความร้อนที่ไม่มีร่มไม้ให้พิง ไม่มีเงาใดให้พัก

ฝ่าแดด ฝ่าลม ฝ่าความเหนื่อยอ่อน ทั้งสองเดินเรื่อยไปด้วยใจที่มีเพียงคำว่า “ต้องไปให้ถึง”
แต่เมื่อย่างเข้าเที่ยง ความเหนื่อยล้าเริ่มครอบงำโดยเฉพาะกับเด็กน้อย

ร่างเล็กเริ่มซวนเซ ดวงตาพร่ามัว ปากแห้งแตกระแหง น้ำเสียงงัวเงียเริ่มกลายเป็นเสียงสะอื้น

“ปู่… เมื่อใดสิฮอดบ้าน…” เสียงเบา ๆ ดังขึ้นจากปากเด็กที่แทบจะไม่เหลือแรงพูด

ปู่เหลียวมองหลานด้วยใจสั่น มือเหี่ยวย่นลูบหัวเด็กเบา ๆ แต่ก็รู้ดีว่าหากหยุดเดินตอนนี้ จะไม่มีน้ำให้หลาน และเขาเองก็อ่อนแรงเกินกว่าจะเดินย้อนกลับ

จึงจำต้องตัดใจ ปู่นำผ้าขาวม้าเก่าผืนเดียวที่ติดตัว มาห่อร่างหลานให้แน่นหนา แล้วอุ้มไปวางไว้ใต้พุ่มไม้ต้นหนึ่งที่พอมีร่มเงารับแดดจ้าได้บ้าง

เขาก้มลงกระซิบเบา ๆ ข้างหูเด็กน้อย “หลานเอ้ย หลับก่อนเด้อ ปู่สิเซาเซินน้ำมาให้… อย่าตื่นหนีปู่เด้อ”

จากนั้นปู่ก็หันหลังเดินจากไป ตาไม่กล้ามองย้อน เสียงฝีเท้าแผ่วเบา รอยเท้าทิ้งไว้บนผืนดินแตกระแหง

เวลาผ่านไปไม่รู้กี่นาที หรืออาจเป็นชั่วโมง เด็กน้อยก็ตื่นขึ้นมาด้วยเสียงลมหายใจตัวเอง ตาเล็ก ๆ มองไปรอบตัว ไม่มีเงาปู่ ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีแม้แต่คำสัญญาใด ๆ

“ปู่… ปู่ไปไส…” เด็กน้อยร้องเรียกเสียงสั่น พลางขยับตัวช้า ๆ ออกจากผ้าขาวม้าที่ห่อไว้ ความกลัว ความหิว ความร้อน และความเข้าใจผิด เริ่มเกาะกินใจดวงเล็ก

“ปู่บ่ฮักหลานแล้วบ้อ… ปู่ป๋าหลานไว้… ปู่ป๋าหลาน… ปู่ป๋าหลานไว้…”

เสียงเด็กพร่ำซ้ำ ๆ เหมือนคนละเมอ ดวงตาเริ่มแดง ร่างเล็กเดินโซซัดโซเซออกจากพุ่มไม้
ดวงอาทิตย์ยังอยู่กลางฟ้า แต่แสงแดดตอนนี้ไม่เหมือนเดิม มันเหมือนมีน้ำหนักที่กดตัวเขาไว้กับพื้นทุกฝีก้าว

เขาเดินไปตามทิศทางที่ไม่แน่ใจ เพียงเพื่อหวังว่าปู่จะอยู่ตรงหน้า หรือตรงข้าง หรือแม้แต่ตรงหลัง
แต่มันไม่มีเลย

บางช่วง เขาหยุดเพื่อสะอื้น บางช่วงก็ล้มลงกับพื้น บ่นเบา ๆ กับลม

“ปู่… หลานเจ็บ หลานบ่ไหวแล้วเด้อปู่”

จนกระทั่งขาเล็ก ๆ หยุดเดินเองโดยที่สมองไม่ได้สั่ง เด็กน้อยล้มลงกลางดินแห้ง ดวงตาค้างมองฟ้า ริมฝีปากแห้งไม่มีแรงขยับเสียงอีกต่อไป

เสียงพร่ำ “ปู่ป๋าหลาน” ยังค้างอยู่ในลม… แม้เจ้าของเสียงจะเงียบไปแล้วก็ตาม

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องปู่ปะหลาน 2

อีกด้านหนึ่งของทุ่ง ปู่เดินเร่งเท้าเต็มกำลัง แม้หลังจะโก่ง แม้เท้าจะสั่น พอเห็นหลังคาเรือนปลายตีนบ้าน น้ำตาที่อั้นไว้พลันรื้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

เขาเข้าไปในหมู่บ้าน ร้องขอน้ำจากชาวบ้านด้วยเสียงที่แหบพร่า คนในบ้านเมื่อเห็นชายชราเต็มไปด้วยฝุ่นดิน ก็เร่งนำบั้งทิงมาตักน้ำให้อย่างไม่รีรอ

ปู่ก้มลงซดน้ำเพียงคำเดียวแล้วรีบตักใส่บั้งทิงจนเต็ม ก่อนจะหอบกลับด้วยสองมือที่สั่นระริก ใจคิดเพียงอย่างเดียว ให้ทัน ให้เร็ว ให้ถึงหลานก่อนที่แสงแดดจะกินแรงเขาทั้งหมด

แต่เมื่อเขากลับมาถึงพุ่มไม้ที่เคยวางหลานไว้ใต้ร่ม ไม่มีเสียง ไม่มีร่าง ไม่มีรอยใดที่เคยมี หัวใจปู่หายวาบ มือที่ถือบั้งทิงหลุดจากแรงจับจนเสียงน้ำกระเซ็นใส่พื้น

“หลาน… หลานเอ้ย…” เสียงปู่สั่นสะท้านขณะตะโกนออกไปทั่วทุ่ง

เขาออกเดินหาอย่างไร้ทิศทาง สายตากวาดไปตามแนวพุ่ม ตามรอยเท้า ตามเงาแดดที่ไหว จนในที่สุด เขาก็เห็นร่างเล็ก ๆ นอนแน่นิ่งอยู่กลางแดดร้อนเปรี้ยง

“หลานเอ้ยยยยย…”

เสียงปู่กึกก้องกว่าลม เสียงสะอื้นดังยิ่งกว่าเสียงทุ่งที่เงียบสนิท

เด็กน้อยนอนแน่นิ่ง ใบหน้าเล็กมีรอยมดไต่ แมลงไชเข้าไปตามรูจมูก ตามหู และมุมปาก ร่างเล็กที่เคยร้อน กลับเย็นเฉียบเหมือนไร้ลมหายใจ

ปู่ทรุดลงข้าง ๆ อุ้มร่างนั้นขึ้นมาช้า ๆ เหมือนกลัวจะทำให้แตกสลายยิ่งไปกว่านี้ ดวงตาของชายชราไม่เหลือหยดน้ำใดจะร้องอีก มีเพียงหัวใจที่เต้นช้าลงทีละน้อย คล้ายจะแตกตามไปด้วย

ปู่ค่อย ๆ อุ้มร่างหลานกลับไปยังตีนบ้าน น้ำหนักนั้นแม้เบา แต่หัวใจของเขาหนักจนแทบเดินไม่ไหว
คนในหมู่บ้านเมื่อเห็นต่างพากันนิ่งเงียบ ไม่มีผู้ใดเอื้อนคำ มีเพียงสายตาที่มองปู่กับร่างหลานอย่างรู้ว่าควรเงียบไว้

ปู่ไม่กล่าวโทษใคร ไม่ร่ำร้อง ไม่ร้องขอ เพียงแต่ขุดดินตรงชายบ้านแห่งหนึ่ง ฝังหลานน้อยไว้ใต้เงาไม้ ใต้พุ่มไม้ที่อ่อนกว่าแดด แต่ไม่อ่อนกว่าใจคนที่จากไป

เมื่อวันเวลาผ่านไป หมู่บ้านนั้นจึงเริ่มเรียกพื้นที่ตรงนั้นว่า “บ้านป๋าหลาน” คำว่า “ป๋า” ภาษาอีสานนั้น แปลว่าทิ้ง และหลาน ก็คือผู้ถูกทิ้ง

แม้ไม่มีใครรู้ว่าเหตุใดจึงทิ้ง แต่เสียงร่ำไห้ของวันนั้นยังไม่จางไปจากลม ชื่อจึงค่อยเพี้ยนเป็น “บ้านปะหลาน” และยังคงอยู่จนถึงวันนี้

ไม่มีใครจำหน้าปู่ ไม่มีใครจำเสียงหลาน แต่ทุกคนจำได้ว่า เคยมีคนหนึ่งแบกความรักไว้ทั้งชีวิต แล้วเสียมันไปเพียงเพื่อจะกลับมาพร้อมน้ำหนึ่งบั้ง

ต่อมาเมื่อมีความเจริญขึ้นตรงบริเวณนั้น บริเวณบ้านแห่งนั้นก็ถูกเรียกว่าเป็นบ้าน ปะหลาน ซึ่งหมายถึงบริเวณบ้านที่ปู่นั้นได้พบกับศพของหลานนั่นเอง  บริเวณนี้เรียกว่าบ้านป๋าหลาน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องปู่ปะหลาน 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความรักแม้จะจริงแท้เพียงใด หากเดินช้ากว่าความเปราะบางของชีวิต ก็อาจไม่ทันให้ใครรับรู้ ปู่ไม่ได้ทอดทิ้งหลานเพียงแค่กลับมาช้ากว่าความตายเล็กน้อย และหลานก็ไม่ได้โกรธปู่เขาแค่อยากให้คนที่เขารักอยู่ข้างเขาในวันที่กลัวเกินจะเข้าใจเหตุผล

เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องของใครผิดหรือใครพลาด แต่คือคำเตือนว่า “เจตนาดี” อาจไร้ความหมาย หากเราไปถึงหลังน้ำตาไหลหยดสุดท้าย และอย่าทิ้งลูกหลานที่ทุ่งกุลา

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องปู่ปะหลาน มีต้นเค้ามาจากภูมิปัญญาพื้นบ้านในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านที่ชื่อว่า “บ้านปะหลาน” ซึ่งเชื่อกันว่านิทานเรื่องนี้เป็นคำอธิบายของชาวบ้านรุ่นเก่าในการบอกเล่าที่มาของชื่อหมู่บ้านนั้น

นิทานเรื่องนี้ถือเป็นนิทานภูมิศาสตร์พื้นถิ่น แบบหนึ่ง ที่ใช้เรื่องเล่าทางอารมณ์และเหตุการณ์สะเทือนใจเพื่อ “อธิบายการตั้งชื่อสถานที่” หรือ “ความหมายแฝงในชื่อหมู่บ้าน” เช่นเดียวกับนิทานเรื่องอื่น ๆ ที่ใช้ความเศร้า หรือปาฏิหาริย์ มาเป็นรากของความเชื่อ

คำว่า “ปะหลาน” มาจากคำว่า “ป๋าหลาน” ซึ่งคำว่า “ป๋า” ในภาษาอีสานหมายถึง “ทิ้ง” ส่วน “หลาน” ก็คือเด็กที่ผู้เป็นปู่ดูแล การที่ชาวบ้านเรียกพื้นที่บริเวณนั้นว่า “บ้านป๋าหลาน” จึงมีรากจากโศกนาฏกรรมของเด็กที่เสียชีวิตจากการเข้าใจผิดว่า “ปู่ทิ้ง” แม้ความจริงจะตรงกันข้ามก็ตาม

เรื่องเล่านี้มักจะถูกถ่ายทอดผ่านลำกลอนพื้นบ้าน หรือคำสอนของคนเฒ่าคนแก่ เพื่อให้เด็กรุ่นหลังเข้าใจคุณค่าของความผูกพันระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก และเตือนถึงความเปราะบางของความเข้าใจในช่วงเวลาคับขัน

นิทานปู่ปะหลานนอกจากจะสะท้อนภาพของความรัก ความเสียสละ และความพลาดพลั้ง แล้วตำนานนี้ยังเป็นหลักฐานทางวัฒนธรรมว่าน้ำใจของผู้เฒ่าในยุคก่อน แม้จะไม่มีมาก แต่ก็ให้จนหมด เพียงแต่ว่าบางครั้ง… โลกก็ไม่รอให้เรากลับมาทัน

“รักที่แท้… ถ้ามาช้าเพียงก้าวเดียว ก็อาจกลายเป็นความเจ็บที่ไม่มีใครรอฟัง”

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวก่ำกาดำ

บางเสียงเกิดมาเพื่อพูด แต่ไม่มีใครฟัง เพราะรูปร่างของผู้เป่าไม่งามพอจะทำให้คนหยุดฟัง
บางชีวิตถูกทิ้งตั้งแต่ยังไม่รู้จะเรียกตัวเองว่าใคร แต่กลับรอดมาได้ด้วยเมตตาที่ไม่มีใครคิดว่าจะมีหัวใจ และบางแววตาถูกเมินมาตลอดชีวิต เพียงเพราะมันอยู่บนใบหน้าที่โลกไม่อยากมอง

มีเรื่องเล่านิทานพื้นบ้านไทย ณ แดนอีสาน ถึงเสียงหนึ่งจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบที่สุด ภายใต้เงาไม้และความกลัว มันไม่เคยขอพื้นที่ในเมืองใหญ่ ไม่เคยฝันถึงวังทองหรือหัวใจใคร แต่เมื่อมันเป่าออกมาจากใจที่ไม่เคยโกหก มันจึงดังพอจะกลายเป็นตำนาน กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวก่ำกาดำ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวก่ำกาดำ

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวก่ำกาดำ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ดินแดนอันไม่ปรากฏชื่อในบันทึกฟ้า มีเด็กชายผู้หนึ่งถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมรูปลักษณ์ที่มิอาจเรียกว่างดงาม ผิวกายคล้ำเสียจนดูหม่นเกินผืนดิน หน้าตาแปลกประหลาด ผิดจากทารกทั้งหลาย ทั้งหมู่บ้านพากันขนานนามเขาว่า “ก่ำ”

มารดาของเขาเอง เมื่อเห็นลูกก็ถึงกับเบือนหน้า ไม่เอื้อนคำปลอบ ไม่แลอ้อมแขน ยิ่งนานวันยิ่งเต็มใจห่าง

“ข้าให้กำเนิดสิ่งใดกันแน่…” นางพึมพำขณะยืนมองลูกในยามค่ำเดือนดับ

ในที่สุด นางจึงตัดสินใจทำสิ่งที่มารดามิพึงกระทำแก่ลูกตน นางนำร่างเล็ก ๆ นั้นใส่ลงบนแพไม้ไผ่ลำเดียว แล้วปล่อยล่องไปตามลำน้ำอย่างไร้หางตาหยดน้ำตา

“ไปเสียเถิด อย่าได้กลับมาให้โลกนี้ต้องเห็นหน้าเจ้าอีก”

แพนั้นลอยผ่านโค้งน้ำ สายน้ำมิได้เชี่ยว หากแต่นิ่งเย็น ราวกับรับรู้ว่ากำลังพาโชคชะตาของคน ๆ หนึ่งไปไกลเกินกู่

บนสวรรค์เบื้องบน พระอินทร์ทอดพระเนตรเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกประการ น้ำพระทัยสงสารผุดขึ้นในบัดดล จึงเนรมิตกาดำหนึ่งตนให้โผบินลงจากสวรรค์เพื่อเป็นแม่นมแก่ทารกน้อย

กาดำนั้นมิใช่นกธรรมดา หากคือสัตว์จากโลกฟ้า มีปีกใหญ่สีดำขลับ ดวงตาสงบ นุ่มลึกกว่าความเกลียดชังทั้งโลก มันโผบินลงบนกิ่งไม้ริมน้ำ แล้วใช้ปากคาบเชือกแพไว้ ดึงให้ติดขอบฝั่ง ก่อนจะกางปีกคลุมเด็กไว้จากลมยามรุ่ง

จากวันนั้น เด็กชายจึงได้เติบโตภายใต้การเลี้ยงดูของกาดำ กินผลไม้จากปากแม่นมปีกดำ นอนใต้ร่มไม้ ห่มความเงียบของโลกแต่มีไออุ่นจากบางสิ่งที่ไม่มีใครเชื่อว่าจะมีใจ

เด็กน้อยมิได้มีชื่อใหม่จากใคร จนชาวบ้านที่พอเห็นเข้าจึงเอ่ยขึ้นว่า “นั่นแหละ ‘ท้าวก่ำกาดำ’ ลูกของนกมิใช่คน”

แต่นั่นกลับกลายเป็นชื่อที่อยู่กับเขามาตลอดชีวิต และไม่มีชื่อใดตรงกับชะตาเขาได้เท่านี้อีกแล้ว

เมื่อท้าวก่ำกาดำเติบโตขึ้นจนเข้าสู่วัยหนุ่ม เขาได้ไปอาศัยอยู่กับ “ย่าจำนวน” หญิงชราเฝ้าสวนของกษัตริย์

ย่าจำนวนแม้ไม่ใช่ญาติ หากแต่รับเขาเลี้ยงดูต่อจากกาดำอย่างเมตตา ชุบเลี้ยงเช่นหลานแท้ มิได้รังเกียจรูปลักษณ์ภายนอก

ท้าวก่ำกาดำใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่ในสวน รู้จักพันธุ์ไม้ทุกต้น เสียงนกทุกชนิด รู้จักกลิ่นดอกไม้ยามแย้ม และเสียงลมยามครวญ

แต่สิ่งที่ไม่มีใครสอนเขาเลย กลับกลายเป็นสิ่งที่เขาทำได้ไพเราะเกินคน นั่นคือ “เป่าแคน”

เขามีแคนคู่ใจอันหนึ่ง ทำจากไม้ไผ่แก่ ลำเล็กเรียวเหมือนไม่สลักสำคัญ

แต่เมื่อเป่าลมเข้าไปแล้ว เสียงที่ออกมากลับแฝงความเศร้าอ่อนโยน ลึกซึ้ง ราวกับหัวใจของผู้ที่ไม่เคยได้พูดอะไรแก่ใครเลย

วันหนึ่ง ธิดาทั้งเจ็ดของกษัตริย์เสด็จมาเยี่ยมชมสวน ท้าวก่ำกาดำแอบมองจากพุ่มไม้ มิได้ออกมาปรากฏตัว

สายตาเขาหยุดอยู่ที่ธิดาคนสุดท้อง “นางลุน” ซึ่งมีแววตาอ่อนละมุนพอจะทำให้คนอัปลักษณ์รู้สึกว่าตนยังมีหัวใจ

คืนนั้นเขาไม่อาจหลับลง ดอกไม้ในมือสั่นระริกเมื่อร้อยเป็นมาลัย เขายื่นมาลัยนั้นให้ย่าจำนวนพลางกล่าวเบา ๆ

“ย่าจ๋า… ย่าไปมอบให้นางให้ได้ไหม ไม่ต้องบอกว่าใครให้ แค่ถึงมือก็พอ”

ย่าจำนวนรับไว้ในอ้อมมือเหี่ยวย่นแล้วตอบเพียงว่า “ความรักไม่ต้องสวยเสมอไปลูกเอ๋ย บางทีแค่จริงใจก็หอมกว่าแล้ว”

นับแต่นั้น ทุกคืน ท้าวก่ำกาดำจะนั่งใต้ต้นไม้หน้าเรือน หยิบแคนขึ้นมาวางบนตัก แล้วเป่า… เสียงแคนในยามค่ำคืนลอยละล่องไปไกลนัก ในเมืองที่เงียบสงัด เสียงนั้นจึงเด่นชัดกว่าลม

เสียงแคนไปถึงห้องบรรทมของกษัตริย์ และแม้แต่นางลุนผู้เคยรับมาลัยนั้นก็ได้ยินทุกคืน ไม่มีคำใดออกจากปากนาง แต่ดวงตากลับทอดยาวออกไปไกลกว่ากำแพงวังทุกครา

ในวังเริ่มร่ำลือถึงเสียงแคนยามค่ำ ใครคือผู้เป่า ใครซ่อนเสียงไว้หลังเงาค่ำ ใครกำลังส่งใจผ่านลม
แต่ท้าวก่ำกาดำยังมิได้หยุด เขายังเป่าทุกคืน ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยถ้อยคำที่ไม่มีถ้อยคำไหนแทนได้

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวก่ำกาดำ 2

เสียงแคนของท้าวก่ำกาดำลอยแทรกอยู่ในความเงียบของเมืองทุกค่ำคืน โดยไร้ประกาศ โดยไม่มีผู้เห็น ผู้คนเริ่มเงี่ยหูฟัง เสียงนั้นทั้งละมุน ลึก และแน่นด้วยความรู้สึกที่ผู้ฟังมิอาจบรรยาย

มันไม่ใช่เพลงของนักดนตรี หากคือเสียงของหัวใจคนที่ไม่มีใครให้พูดด้วย

คืนแล้วคืนเล่า เสียงแคนล่องไปถึงห้องบรรทมของพระราชา กระทั่งคืนหนึ่ง พระองค์สะดุ้งตื่นจากนิทราแล้วตรัสขึ้นว่า

“เสียงแคนผู้นั้น ไยมิได้มาเข้าเฝ้า ข้าอยากเห็นหน้าคนเป่าเสียงเศร้าเสียจนโลกนิ่ง”

พระราชาสั่งอำมาตย์ให้ออกตามหาเสียงแคนยามค่ำ ไม่ว่าผู้นั้นเป็นใคร ให้นำมาเข้าเฝ้าในท้องพระโรง

เมื่ออำมาตย์ไปถึงสวน ก็พบท้าวก่ำกาดำนั่งนิ่งอยู่ใต้ต้นไม้ แคนในมือยังอุ่นจากเสียงเมื่อครู่ “ท่านคือผู้เป่าแคนนั้นใช่หรือไม่?”

“ข้าเป่าให้ตัวเองฟัง” ท้าวก่ำกาดำตอบเสียงเบา “แต่หากเสียงมันไปถึงใคร ข้าก็ไม่อาจห้ามได้”

เขาถูกพาเข้าเฝ้าในรุ่งขึ้น ขณะบ้านเมืองยังเงียบจากความประหลาดใจ ร่างของท้าวก่ำกาดำยังอัปลักษณ์เช่นเดิม แต่เมื่อยืนถือแคนกลางท้องพระโรง กลับสง่ากว่าชายใดในนั้น

เขาเป่าโดยไม่กล่าวนำ ไม่มีวาทะ ไม่มีอวด ไม่มีแสดง มีเพียงเสียงแคน… ที่ค่อย ๆ พัดความเศร้า ความรัก ความว่างเปล่า และความหวังไปพร้อมกัน

เสียงแคนของท้าวก่ำกาดำเป่าครั้งนั้น มิได้หยุดแค่ในวัง

มันลอดรั้ว ลัดหลังคา แล่นไปถึงตลาด ตรอกซอกซอย จนชาวเมืองพากันออกมายืนนิ่ง

หญิงแม่ฮ้างยืนหลั่งน้ำตา ชายพ่อฮ่างมองฟ้าราวคิดถึงผู้จาก แม้แต่นกในสวนยังเงียบ กลั้นเสียงตัวเองเพื่อฟังเสียงแคนนั้นให้ครบทุกโน้ต

ท้าวก็เป่า จ้อย จ้อย อ้อยอิ่ง กินนะรี
บุญมี เลยเป่าแถลง ดังก้อง
เสียงแคนดังม่วนแม่ง พอล่มหลูด ตายไปนั้น
ท้าวก็เป่า จ้อย จ้อย คือเสียงเสพ เมืองสวรรค์

ปรากฏดัง ม่วนก้อง ในเมือง อ้อยอิ่น
เป็นที่ใจ ม่วนดิ้น ดอมท้าว เป่าแคน
สาว ฮามน้อย วางหลามาเบิ่ง
เขาก็ปบ ฝั่งฟ้าว ตีนต้อง ถืกตอ

บางผ่อง ป๋าหลาไว้ วางไป ทั้งแล่นก็มี
บางผ่อง เสื้อผ้าหลุด ออกซ้ำ เลยเต้นแล่นไปก็มี
ฝูงคนเฒ่า เหงานอน หายส่วง
สาวแม่ฮ่าง คะนิงโอ้ อ่าวผัว

ฝูงพ่อฮ่าง คิดฮ่ำ คะนิงเมีย
เหลือทน ทุกข์อยู่ ผู้เดียว นอนแล้ง
เป็นที่ อัศจรรย์แท้ เสียงแคน ท้าวก่ำ
ไผได้ฟัง ม่วนแม่ง ใจสล่าง หว่างเว

ฝูงคนกินเข่า คาคอ ค้างอยู่
ฝูงคนอาบน้ำป๋าผ่า แล่นมา… (นั่นละนา)

ครานั้นเอง ฟ้าเหนือวังพลันแย้มเมฆ กาดำที่เคยเลี้ยงเขามา โผบินเวียนเหนือศีรษะสองรอบ ขนหนึ่งเส้นร่วงหล่นลงบนพื้น และทันใดนั้น ร่างของท้าวก่ำกาดำก็สว่างขึ้นจากภายใน

ผิวคล้ำกลายเป็นนวล รูปลักษณ์ที่เคยเป็นคำสาป กลับงดงามราวบุรุษจากชั้นฟ้า ผู้คนพากันตะลึง แต่ดวงตาเขายังเป็นดวงตาเดิมของคนที่ไม่เคยมีสิทธิ์อะไรเลย

พระราชาเสด็จลงจากบัลลังก์ เอ่ยเพียงว่า “เจ้าเป่าดนตรีด้วยความว่างเปล่า แต่เติมเต็มหัวใจคนทั้งเมือง”

ธิดานางลุนออกมารับด้วยมือเปล่า ไม่ต้องประดับ ไม่ต้องเครื่องทอง “ข้าฟังเสียงของท่านมานานกว่าฟังเสียงใครในชีวิต” นางกล่าว

ในที่สุด ท้าวก่ำกาดำได้ครองคู่นางลุน เสียงแคนกลายเป็นเสียงแห่งศรัทธา มิใช่เพราะเป่าเพราะ หากเพราะมันคือเสียงของคนที่ไม่ยอมแพ้ต่อความเงียบของโลกนี้

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวก่ำกาดำ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… แม้โลกจะมองข้ามรูปร่างของเรา แต่หากใจมั่นคง เสียงจากข้างในย่อมดังกว่าคำของผู้เหยียด ท้าวก่ำไม่เปลี่ยนแปลงโลกด้วยการโต้กลับ หากใช้ความจริงใจเงียบ ๆ เป่าผ่านแคน จนกระทั่งโลกทั้งใบต้องหยุดฟังคนที่มันเคยไม่อยากมองหน้า

เสียงที่ไม่มีใครอยากฟังในวันแรก อาจกลายเป็นเสียงที่ไม่มีใครลืมได้ไปชั่วชีวิต

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวก่ำกาดำ เป็นนิทานพื้นบ้านของภาคอีสานที่ผูกโยงกับคติเรื่อง “กรรม–บุญ”, ความเมตตา, และ คุณค่าของผู้ถูกมองข้าม โดยเฉพาะในบริบทของสังคมที่วัดค่ามนุษย์จากรูปลักษณ์ภายนอก นิทานเรื่องนี้มีรากอยู่ในวรรณกรรมพื้นถิ่นที่ถ่ายทอดผ่านการเล่านิทานเวที, ลำกลอน, และการแสดงพื้นบ้านอย่างหมอลำกลอน

ตำนานนี้มิได้เน้นการต่อสู้หรืออิทธิฤทธิ์ หากแต่เน้นความเปลี่ยนผ่านของชีวิตที่เริ่มจากการถูกทอดทิ้ง ถูกมองว่าไร้ค่า และค่อย ๆ ก่อรูปความงามจากภายใน ผ่านเสียงแคน ซึ่งในวัฒนธรรมอีสานถือเป็นสื่อของอารมณ์ ความรัก ความทุกข์ และคำที่พูดไม่ได้

ตัวละคร “ท้าวก่ำ” สะท้อนคนชายขอบ ผู้ไม่ได้รับสิทธิ์แม้แต่ในครอบครัว แต่กลับมีความสามารถที่ไม่มีใครกล้าคิดว่าจะมาจากคนรูปร่างอัปลักษณ์ เสียงแคนของเขาเปรียบเสมือนภาษาที่สังคมเข้าใจช้าที่สุดแต่จริงที่สุด

การที่พระอินทร์ส่งกาดำ ลงมาเป็นแม่นม คือการ “ชุบชีวิต” ที่ไม่ต้องพึ่งคน สื่อถึงเมตตาจากธรรมชาติหรือชั้นฟ้า ที่ยังเฝ้าดูแม้คนจะเมิน และการเปลี่ยนร่างในตอนท้ายเรื่อง ไม่ได้เป็นรางวัลจากรูปลักษณ์ แต่คือผลของศรัทธาในตนเองที่ไม่เคยดับ

นิทานเรื่องท้าวก่ำกาดำจึงอยู่ตรงกลางระหว่างพุทธคติเรื่องกรรมดีส่งผล และคติพื้นบ้านเรื่องคนดีอยู่ที่ใจ ไม่ใช่ร่างกาย ซึ่งเป็นแก่นที่สืบทอดต่อกันมาทั้งในวรรณกรรมบอกเล่าและบทกลอนลำของอีสานมาอย่างยาวนาน

“คนที่โลกมองว่าไม่น่าฟัง อาจเป็นเสียงเดียวที่โลกต้องฟังจนวันสุดท้าย”

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องจำปาสี่ต้น

บางเมืองสิ้นเสียงเพราะอำนาจไม่ได้หายไป แต่อยู่ในมือของผู้ที่พูดเสียงเบาที่สุด บางคนถูกลืม ไม่ใช่เพราะไร้ค่า แต่เพราะความเงียบของเขาไม่ดังพอให้ใครจำ และบางความจริงยังไม่ตาย เพียงแค่ต้องรอให้ดอกไม้ต้นหนึ่งโตทันจะพูดแทน

ในโลกที่คำพูดกลายเป็นดาบ มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านไทยถึงคนที่เลือกไม่ตะโกนกลับถูกโยนไว้ท้ายวัง แต่เมื่อเวลาเปลี่ยน ฝุ่นที่กดเขาไว้กลับกลายเป็นดินให้บางสิ่งหยั่งราก และสิ่งที่แตกออกจากเถ้า ก็อาจสูงกว่าเสียงที่เคยทับถมเขาไว้ทั้งชีวิต กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องจำปาสี่ต้น

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องจำปาสี่ต้น

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องจำปาสี่ต้น

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองจักขิน อันเคยรุ่งเรืองด้วยผู้คนและเสียงหัวเราะ กลับต้องเงียบงันลงอย่างน่าสะพรึง เมื่อเกิดภัยจากเบื้องบน

มีเหยี่ยวใหญ่ผัวเมียสองตน บินมาจากแดนไกล เห็นมนุษย์เป็นเหยื่อ กลืนกินวันแล้ววันเล่าจนกลายเป็นวิถี

ยามตะวันคล้อยลง เหงาปีกมันจะแผ่คลุมเมือง ผู้ใดอยู่นอกชายคา ย่อมถูกคว้าหายไปในพริบตา

กองกระดูกทับซ้อนตามลานตลาดและวังหลวง กลายเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าครั้งหนึ่งเคยมีผู้คน
เจ้าเมืองจักขินยกมือกุมพระเศียร มิอาจหาทางใดรับมือกับปีศาจฟ้า จึงตัดสินพระทัยซ่อนธิดาผู้เดียวไว้ภายในกลองใหญ่

นางมีนามว่า “ปัดทุม” งามดั่งแสงแรกของรุ่งอรุณ อ่อนหวานและเฉลียวฉลาด จึงได้รับการป้องกันอย่างที่สุด

นางมิได้ร่ำไห้คร่ำครวญในที่คับแคบนั้น หากเพียงหลับตาเงียบไว้แล้วกล่าวในใจว่า “หากใครยังอยู่ จงฟังเสียงข้า”

วันแล้ววันเล่าผ่านไป แผ่นดินไร้เสียง ไม่มีคน ไม่มีม้า ไม่มีไฟ ไม่มีข้าวปลา มีแต่กลิ่นของความตายและปีกที่ผ่าน

จนวันหนึ่ง ท้าวจุลละนี แห่งเมืองปัญจานคร เสด็จออกล่าสัตว์ แล้วพลัดหลงเข้ามายังแดนรกร้างอันไร้ชีวิต

เบื้องหน้าคือประตูเมืองที่เปิดค้าง สนามหญ้าที่แห้งตาย และกระดูกขาวกระจัดกระจายดั่งหิมะกลางฤดูแล้ง

“ที่ใดกันแน่ที่ข้ามาเยือน…นี่หรือเมืองมนุษย์ หรือแดนแห่งความเงียบงันของนรก” พระองค์ตรัสกับสหายมิทันตอบ

เมื่อเข้าไปถึงพระราชวัง กลับพบกลองใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางศาลา เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา นางปัดทุมอยู่ภายในจึงทุบฝาไม้ “ผู้ใดเดินย่ำผืนวังแห่งนี้… หากท่านเป็นมนุษย์ ขอจงอย่าหันหลังกลับไป!”

ท้าวจุลละนีสะดุ้งเล็กน้อย แต่ยังไม่หวั่นพระทัย จึงเคาะกลองตอบ “ผู้ใดอยู่ในนั้น จงเผยวาจาเถิด อย่าได้ซ่อนเสียงไว้กับไม้”

“ข้าคือนางปัดทุม ธิดาเจ้าเมือง ผู้รอดจากเหยี่ยวร้ายมาเพียงคนเดียว… ข้าอยู่ในนี้มานานนัก ข้าจำเสียงมนุษย์แทบไม่ได้แล้ว”

ท้าวจุลละนีเปิดฝากลอง นางนั่งสงบนิ่ง ผมเผ้ายาวสยายแต่ดวงหน้าไม่แสดงความหวาดกลัว มีเพียงแววตาที่เปี่ยมแรงใจ

พระองค์ทอดพระเนตรแล้วเอ่ยเพียงว่า “หากเจ้าอยู่คนเดียวในโลกนี้ ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าอยู่เดียวดายต่อไปอีกแล้ว”

นับแต่นั้นมา นางจึงได้รับพระนามใหม่ว่า “นางคำกลอง” และได้ติดตามเสด็จกลับสู่เมืองปัญจานคร ในฐานะมเหสีองค์ที่สอง

นางคำกลองมีความอ่อนโยนต่อผู้คนในราชสำนัก พูดจาเรียบง่าย มีไมตรีแม้ต่อคนต่ำศักดิ์ จึงเป็นที่รักแก่ไพร่ฟ้าทั้งปวง

แต่มหาเทวีองค์แรก นางอัคคี ผู้มีอำนาจเดิมในวังกลับเปี่ยมด้วยความริษยา เมื่อเห็นว่าพระสวามีโปรดปรานมเหสีใหม่

เมื่อกาลผ่านไป นางคำกลองมีโอรสถึง ๔ องค์ หน้าตางามสง่า สุภาพ ฉลาดเฉลียว นางอัคคีก็ยิ่งกล้ำกลืนมิได้

ด้วยไฟริษยาที่แผดเผาใจ นางจึงออกอุบายให้คนสนิทลอบนำลูกสุนัขมาเปลี่ยนแทนกุมารทั้งสี่ แล้วผูกผ้าปิดตาพระสวามี

“ข้าขอให้พระองค์วางใจ ทารกทั้งหมดมีปัญหา ข้าจัดการแทนแล้ว…” นางเอ่ยด้วยเสียงสงบ แต่ตาเต็มไปด้วยเพลิงร้าย

เมื่อท้าวจุลละนีเปิดผ้าออก พบลูกสุนัขทั้งสี่ตนแทนกุมาร ย่อมตกพระทัยและขุ่นเคืองเป็นอย่างยิ่ง
นางอัคคีรีบกล่าวเสริมทันที “มิใช่หรือเพคะ… ที่ทรงเคยสงสัยว่านางมีใจให้สุนัขจนผิดวิสัยหญิง”

ด้วยความเคืองและยังไม่รู้ความจริง พระองค์จึงสั่งเนรเทศนางคำกลองออกจากวัง ให้ไปอยู่บ้านท้ายทุ่งเป็นคนเลี้ยงหมู

นางไม่เอื้อนคำแก้ตัวแม้แต่วรรคเดียว เพียงก้มกราบแล้วกล่าวว่า “หากความจริงจักมีวันเปิดออก ข้ายอมรอ แม้ด้วยหัวใจที่แตกร้าว”

ฝ่ายนางอัคคี ไม่เพียงไล่แม่ออกจากวัง แต่ยังให้จับกุมารทั้งสี่ใส่ไหลลอยน้ำ ปล่อยล่องไปตามกระแสอย่างไม่ไยดี
น้ำพัดพาร่างเล็กไร้แรงไปติดที่ชายสวนของย่าเฒ่าผู้หนึ่งชื่อ “จำสวน”

นางจำสวนเมื่อพบศพกุมาร ทั้งตกใจและสงสารยิ่งนัก จึงทำการเผาศพอย่างเรียบง่ายที่ใต้ต้นไม้ริมสวน
แต่แล้วสิ่งอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น จากเชิงตะกอนเถ้ากลบเพียงบางเบา กลับมีต้นจำปาเติบโตขึ้นถึงสี่ต้น

แต่ละต้นตั้งตรง งามสง่า ใบเขียวเข้ม ดอกสีทองสว่าง ราวมีบางสิ่งสถิตอยู่ในแก่นเนื้อไม้

ไม่มีผู้ใดรู้ว่า นั่นคือเพียงจุดเริ่มของการกลับคืน… มิใช่จุดสิ้นสุดของเลือดกษัตริย์ทั้งสี่

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องจำปาสี่ต้น 2

ยามรุ่งสางของวันหนึ่ง กลิ่นหอมแผ่วจากดอกจำปาได้ลอยคลุ้งไปทั่วชายสวน เงาดอกไม้ทาบบนพื้นดินชวนให้ย่าเฒ่าจำสวนหันไปแล

สิ่งที่เห็นมิใช่เพียงไม้ธรรมดา แต่คือสี่ต้นจำปาที่เติบโตไวผิดธรรมดา ลำต้นตั้งตรง เปล่งประกายเย็นเยียบออกจากเปลือกไม้

นางเอื้อมมือสัมผัสใบไม้แล้วพึมพำกับตนเอง “เจ้าเอ๋ย…เจ้าจะกลับมาในรูปใดหรือไม่ก็ตาม ขอให้วิญญาณของเจ้าจงสงบ”

ไม่ทันข้ามวัน พายุแผ่วคล้ายลมหายใจของบางสิ่งใต้ฟ้าได้โหมวนรอบต้นไม้ทั้งสี่ เสียงไม้แตกเปรี๊ยะเปรี๊ยะดังลั่นไปทั่วสวน

แสงสว่างจ้าแผ่ขยายออกจากลำต้น ดอกจำปาหลุดร่วงเป็นสาย ร่วงถึงพื้นก็กลายเป็นร่างเด็กชายทั้งสี่

พวกเขาลืมตาขึ้นพร้อมกัน มองมือ มองฟ้า แล้วกล่าวคำเดียวกัน “เรายังอยู่”

ย่าเฒ่าจำสวนวิ่งเข้าไปโผกอดอย่างตื้นตัน น้ำตาร่วงอย่างไม่รู้ว่าควรอธิบายด้วยถ้อยคำใด
“แม่เฒ่าจักดูแลเจ้าอีกครา ให้เจ้าเติบใหญ่ ไม่ใช่แค่เพื่อเอาคืน…แต่เพื่อได้ใช้ชีวิตอย่างที่เคยถูกพราก”

ไม่นานนัก พระฤาษีผู้พำนักอยู่ท้ายป่าจึงมาถึงสวนแห่งนั้น หลังได้เห็นนิมิตในสมาธิว่า “บุญยังไม่สิ้น”

ท่านประทับอยู่กลางลานไม้ พลางกล่าวกับกุมารทั้งสี่ “พวกเจ้าถูกฆ่าโดยไร้ผิด แต่ฟ้าก็มิได้ปล่อยให้กรรมจบเพียงเถ้าถ่าน”

พระฤาษีอบรมสั่งสอนวิชา ทั้งการต่อสู้ด้วยอาคม คาถา อาวุธ และคุณธรรม เพื่อให้ทั้งสี่กลายเป็นชายผู้มีใจมั่นเหนือฤทธิ์

กุมารทั้งสี่เรียนรู้ไว รู้จักการใช้กำลังให้คู่กับปัญญา เดินทางออกจากสวนเพื่อฝึกตน ผ่านศึกหลายครั้งจนมีเมืองขึ้นในมือ

ตำนานเริ่มแพร่สะพัดว่า “มีสี่กษัตริย์หนุ่ม ผู้มีกำเนิดจากจำปา ใช้อาคมโค่นยักษ์ และพูดกับฟ้าได้โดยไม่ต้องตะโกน”

แต่แม้จะมีเมืองปกครอง มีชัยชนะเรียงราย ทั้งสี่ก็ยังกลับมาหาย่าเฒ่าจำสวนเช่นเดิม พร้อมเสียงทักแรกที่ว่า “พวกเรากลับมาแล้ว”

และเมื่อได้เห็นดวงตาของย่าเฒ่าผู้รอคอยมาชั่วชีวิต ทุกคนก็รู้ว่าหนทางต่อจากนี้จะมุ่งไปที่ใด

เมื่อเรื่องราวในอดีตกระจ่างในใจ ทุกคนจึงออกเดินทางตามหาแม่ที่แท้จริง ผู้ยังถูกขับไล่อยู่ที่ชายทุ่งในฐานะคนเลี้ยงหมู

บ้านมุงฟางกลางดินลูกรัง กับกลิ่นโคลนและเสียงหมูร้อง คือที่ซ่อนของความอดทนที่ยาวนานกว่าแสงของพระอาทิตย์

นางคำกลองมิได้เปลี่ยนไปนัก ร่างกายซูบผอมแต่ใจยังมั่นคง ทอดสายตาออกไปไกลราวยังเฝ้ารอเงาอะไรบางอย่างจากขอบฟ้า

ครั้นเห็นบุรุษทั้งสี่คนเดินเข้ามา พรหมลิขิตในสายเลือดก็ทำให้นางเอ่ยถ้อยเบา ๆ ว่า “ลูกของแม่หรือ…”

“ใช่แม่… พวกเรากลับมา พวกเราไม่ได้ตาย” เสียงลูกคนโตกล่าว ก่อนทั้งสี่โผเข้ากอดนาง

เสียงสะอื้นมิใช่เพราะเจ็บ แต่เป็นการปลดเปลื้องทุกอย่างที่เก็บงำมานับสิบปี น้ำตาของนางเปื้อนเศษดินและความดีใจจนไม่รู้จะเช็ดสิ่งใดก่อน

กุมารทั้งสี่นำแม่เข้าเฝ้าท้าวจุลละนี พร้อมเล่าความจริงตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่เหยี่ยวกินเมืองจนถึงจำปากลายเป็นคน

ท้าวจุลละนีเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยโทษของความลังเลในอดีต “ข้าเชื่อในสิ่งที่ไม่ควรเชื่อ และเงียบกับสิ่งที่ควรฟัง”

นางอัคคีมิอาจหลีกหนีความจริงได้อีก เมื่อพยานคือเลือดของพระองค์เอง และปากของแม่ที่ไม่เคยเอื้อนความเท็จเลยแม้คราวถูกไล่

โทษทัณฑ์จึงตกลงโดยไม่ต้องตัดสินยืดยาว นางอัคคีถูกปลดจากฐานะเทวี ให้กลายเป็นทาสเลี้ยงหมู รับกรรมเดียวกับที่เคยมอบให้

ฝ่ายนางคำกลองได้รับเกียรติคืน ร่วมครองราชสมบัติกับโอรสทั้งสี่ และพระสวามีผู้ตาสว่างด้วยความจริง

เมืองที่เคยเป็นรากแห่งแผนร้าย จึงกลายเป็นแผ่นดินของความรัก ที่เติบโตมาจากเถ้าของดอกไม้สี่ต้น

และชื่อ “จำปาสี่ต้น” จึงมิได้หมายเพียงไม้หอม แต่คือชีวิตที่เคยดับ ถูกฝัง และเติบโตกลับขึ้นมาอย่างสง่ากว่าที่ใครคาดคิด

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องจำปาสี่ต้น 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความจริงไม่เคยเน่าเปื่อย แม้จะถูกฝังไว้ใต้ความอยุติธรรมและความริษยา นางคำกลองไม่พูดเพื่อแก้ตัว ลูกทั้งสี่ไม่โกรธเพื่อทำลาย แต่เมื่อเวลาสุกงอม ความจริงก็ลุกขึ้นยืนเองโดยไม่ต้องผลักใครให้ล้ม

ต้นจำปาที่เกิดจากเถ้าศพจึงไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ของความตาย แต่คือบทพิสูจน์ว่า ความบริสุทธิ์จะหอมไกลเสมอ แม้จะถูกเหยียบซ้ำมานานเพียงใด

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องจำปาสี่ต้น เป็นตำนานพื้นบ้านที่พบทั้งในภาคอีสานของไทย และในประเทศลาว โดยเฉพาะในกลุ่มวรรณกรรมพื้นเมืองที่เกี่ยวข้องกับตำนานพุทธศาสนา ศิลธรรม และการเวียนว่ายของชีวิตและกรรม นิทานเรื่องนี้มักถูกเล่าผ่านบทกลอนพื้นถิ่น หรือ “สังข์ทองกลอนลาว” ซึ่งมีรูปแบบการเล่าคล้ายร่ายยาว ถ่ายทอดกันปากต่อปากจากรุ่นสู่รุ่น

เนื้อหาแสดงให้เห็นคติความเชื่อแบบไทย–ลาวที่ผูกโยงความรัก ความยุติธรรม และกรรมดีกรรมชั่วเข้ากับพลังของธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ น้ำ การเวียนกลับของชีวิต โดยเฉพาะในบริบทที่ “ชีวิตหนึ่งไม่จบแค่ความตาย” และ “ความดีที่ถูกฝัง ย่อมงอกเงยกลับมา” ผ่านการฟื้นคืนของกุมารทั้งสี่ที่กลายเป็นต้นจำปา

เรื่องนี้ยังสะท้อนบทบาทของหญิงผู้ถูกใส่ร้าย อย่างนางคำกลอง ซึ่งแม้จะถูกกดให้ต่ำที่สุด ก็ยังรักษาความสงบและความสัตย์ไว้ จนท้ายที่สุด ความจริงก็คืนมาโดยที่นางไม่ต้องทำลายใคร

ตำนานจำปาสี่ต้นจึงไม่ใช่เพียงนิทานสอนใจ หากแต่เป็นกระจกของสังคม ที่สะท้อนเรื่องศักดิ์ศรีของผู้หญิง ความริษยาของผู้มีอำนาจ และความอดทนของผู้บริสุทธิ์ โดยมี “จำปา” เป็นสัญลักษณ์ของความหวังที่งอกใหม่เสมอ ไม่ว่าจะผ่านเถ้าถ่านหรือความตายก็ตาม

และวรรณกรรมจำปาสี่ต้นได้รับการดัดแปลงเป็นละครสี่ยอดกุมาร และดินน้ำลมไฟ รวมถึงมีนิทานวาดภาพระบายสีจำปาสี่ต้น และหมอลำเรี่องต่อกลอน คณะศิลปินภูไท เป็นต้น

“ความดีอาจถูกฝังได้ แต่ไม่มีใครฝังกลิ่นหอมของมันได้ตลอดไป”

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานบั้งไฟพญานาค

มีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านไทย เมื่อค่ำคืนแห่งการรอคอยห่มคลุมผืนน้ำ ผู้คนบนฝั่งต่างยืนนิ่งด้วยหัวใจที่ไม่เอ่ยคำ แสงจันทร์สะท้อนพื้นน้ำไหลเชื่องช้า ไม่มีลม ไม่มีเสียง แต่ความเงียบกลับหนาแน่นจนน่าเกรงขาม

ทุกสายตาไม่ได้มองหาอะไรที่ยิ่งใหญ่ เพียงจ้องลึกลงไปยังบางสิ่งที่อยู่เงียบ ๆ ใต้น้ำมาเนิ่นนาน และในคืนที่ไม่มีสิ่งใดรับประกันว่าแสงจะปรากฏ ศรัทธากลับยังปรากฏอยู่ก่อนสิ่งอื่นเสมอ กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานบั้งไฟพญานาค

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานบั้งไฟพญานาค

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานบั้งไฟพญานาค

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ใต้ผืนแผ่นดินที่มนุษย์เหยียบย่ำ มีนครลับซ่อนอยู่ในเงาน้ำ เป็นเมืองใหญ่ที่ไม่มีใครเคยเห็น และไม่มีแสงตะวันเคยส่องถึง เมืองนั้นคือวังนาคินทร์ อาณาจักรของเผ่านาค ผู้มีฤทธิ์แปลงกาย กำเนิดมาจากโลกอันเก่าแก่ก่อนจะมีมนุษย์ถือกำเนิด

คัมภีร์ในพระพุทธศาสนาได้กล่าวถึง “มโหราด” ซึ่งหมายถึงนาคชั้นสูงผู้มีร่างใหญ่เกินตาเห็น มีหงอนประดับศีรษะตามยศ นาคเหล่านี้อาศัยอยู่ใต้พิภพ แยกตนจากโลกมนุษย์ แต่สามารถเหาะเหิน แปลงร่าง และข้ามภพได้โดยไม่ต้องเลื้อยไปเช่นงูทั่วไป

“โลกเบื้องบนเคร่งนัก…บัญญัติเข้มกว่าน้ำใต้นาคพิภพเสียอีก” เสียงหนึ่งเอื้อนออกมาเบา ๆ ใต้ท้องน้ำลึก

“แต่เราก็มิได้อยู่เพื่อท้าทายฟ้า เราเพียงดำรงตนตามทางของเรา” อีกเสียงหนึ่งตอบ พร้อมขยับลำตัวแหวกวังน้ำในเงาเงียบ

แต่แม้จะมีฤทธิ์เหนือมนุษย์ นาคก็ยังไม่อาจละกฎของธรรมดาไปได้ เมื่อยามหลับ หรือถึงคราวต้องคืนร่างจริง
ไม่ว่าจะแปลงเป็นพราหมณ์ห่มผ้า หรือพ่อค้าร่ำรวย หากสิ้นสติเมื่อใด ร่างอันแท้ก็จะกลับเป็นนาคดุจเดิม

ตำนานหนึ่งกล่าวถึงนาคผู้หนึ่ง แปลงกายเป็นชายหนุ่มผู้มีศรัทธา แล้วเข้าขอบวชในพระพุทธศาสนาอย่างเงียบงัน เขาเรียนธรรมะด้วยใจใส ปฏิบัติสิกขาด้วยความเคารพ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขามิใช่มนุษย์

แต่คืนหนึ่ง ขณะหลับอยู่ใต้ชายคาวัด ร่างจริงของเขากลับคืนสู่รูปลำตัวยาวใหญ่ หงอนสูง เกล็ดเขียวพราย เสียงเปลวเทียนสะท้อนเงาเงียบ ภิกษุผู้เห็นเข้าใจทันที

รุ่งเช้า พระทั้งหลายพากันไปกราบทูลต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมวางจิตให้เป็นกลางแม้ในความประหลาด
พระพุทธองค์ตรัสอย่างสงบนิ่ง “สัตว์เดรัจฉานยังมิอาจครองเพศบรรพชิต แม้จะมีศรัทธายิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม”

นาคนั้นมิได้ทูลเถียง เพียงพนมมือแล้วกล่าวช้า ๆ ด้วยเสียงเจือรอยเศร้า “ข้าขอเพียงให้ชื่อของข้ายังอยู่ในพุทธบวร”

“ให้ชายใดที่เข้าบวชในศาสนาแห่งพระองค์ ได้ชื่อว่า ‘นาค’ เพื่อระลึกถึงผู้ที่แม้ยังไม่พ้น แต่ไม่เคยละเจตนาแห่งธรรม”

พระพุทธองค์ทรงรับคำ นับแต่นั้นเป็นต้นมา ชายใดบวชพระจักต้องเรียกชื่อว่า “นาค” ก่อนเข้าสู่ผ้าเหลืองทุกครา

เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และเผยแผ่ธรรมแก่หมู่ชนแล้ว วันหนึ่งพระองค์เสด็จขึ้นไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อแสดงธรรมโปรดพระพุทธมารดาผู้บังเกิดในสรวงฟ้า และจำพรรษาอยู่ ณ ที่นั้นหนึ่งราตรีอันยาวนานตามกาลแห่งเทพ

เมื่อถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ซึ่งคือวันออกพรรษา ฟ้าเบิกลงมาให้เห็นสามโลกอย่างพร้อมเพรียง
มนุษย์บนแผ่นดิน เทวดาในสวรรค์ และเหล่านาคในวังบาดาล ต่างร่วมใจถวายบูชาพระองค์ด้วยนัยแห่งตน

ริมแม่น้ำโขง สายน้ำไหลช้าแต่หนักแน่น ชาวบ้านตั้งโต๊ะบูชา ประดับดอกไม้ ธูปเทียน อาหารคาวหวาน และบทสวด เบื้องบนสวรรค์ เทวดาประดับบุษบาโปรยปรายดั่งกลีบดอกไม้ร่วงจากไม้เทวา

และใต้ผืนน้ำอันลึกสงัด พญานาคแห่งวังบาดาลก็เคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่มีเสียง

“คืนนี้…ฟ้าจะเห็นเรา” เสียงหนึ่งกล่าวเบา ๆ ขณะลำตัวพาดทับเกลียวกระแส

“ไม่ใช่เพื่อแสดงฤทธิ์ ไม่ใช่เพื่ออวดตน แต่เพื่อถวายแด่ผู้พ้นแล้วซึ่งทุกข์” พญานาคอีกตนเอ่ย ก่อนจะเคลื่อนตัวขึ้นสู่แนวผิวน้ำ

ในยามเที่ยงคืน ไม่มีแสงอื่นใดนอกจากเงาจันทร์ที่ตกลงบนผิวน้ำ ดวงแรกผุดขึ้นมา—ไม่ใช่คลื่น ไม่ใช่เงา ไม่ใช่เปลว

แต่เป็นแสงไฟเรื่อสีแดงอมชมพู ขนาดเท่าลูกหมาก ลอยขึ้นจากน้ำอย่างเงียบงัน ไม่มีควัน ไม่มีเสียง ไม่มีสะเก็ด
มันลอยขึ้นอย่างมั่นคง แล้วดับหายกลางท้องฟ้า เหลือเพียงเงาในใจของผู้ที่ได้เห็น

ดวงที่สอง ดวงที่สาม ดวงที่สี่… ตามมาอย่างไม่รีบเร่ง

ชาวบ้านริมฝั่งต่างนิ่งเงียบก่อนเสียงหนึ่งจะเอ่ยออกมาช้า ๆ “พญานาค… เขายังอยู่”

อีกเสียงหนึ่งต่อท้ายทันที “และเขายังรอวันที่เราจะไม่ลืม”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานบั้งไฟพญานาค 2

บรรยากาศริมฝั่งน้ำในคืนออกพรรษานั้นเงียบกว่าทุกค่ำคืนของปี ไม่ใช่เพราะผู้คนไม่กล่าวคำ หากแต่ทุกเสียงถูกเก็บไว้เพื่อฟัง

ทั่วทั้งลานดินมีแต่สายตา ทุกแววตาไม่ได้มองหาปาฏิหาริย์ หากแต่กำลังรอคอยสิ่งหนึ่งซึ่งไม่เคยประกาศว่าจะมา

กลางผืนน้ำโขงที่นิ่งจนไม่อาจแยกเงาจันทร์จากแสงจริง ดวงไฟแรกก็ผุดขึ้นมาจากใต้น้ำอย่างเงียบงัน

แสงนั้นแดงเรื่อ อมชมพู พุ่งขึ้นโดยไม่มีควัน ไม่โค้ง ไม่ตกลง ไม่มีเสียง ไม่มีสิ่งใดบอกที่มา ไม่มีสิ่งใดยืนยันที่ไป

เสียงหนึ่งกระซิบดังขึ้นท่ามกลางหมู่คน “มาแล้ว…”

แต่ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นผู้พูด เพราะทุกสายตายังจ้องแน่วแน่ และลมหายใจยังเบาเกินกว่าจะมีคำใดแทนได้

ดวงที่สองตามมา ดวงที่สาม ดวงที่สี่ ไม่มีการเร่ง ไม่มีเสียงสัญญาณ ไม่มีผู้ใดรู้จังหวะ

ผู้เฒ่าคนหนึ่งกล่าวเบา ๆ ขณะพนมมือไว้แนบอก “เขาไม่มาช้า เขาไม่มาเร็ว เขามาตามจังหวะของใจที่นิ่งพอจะเห็น”

บรรดาเด็กน้อยผู้ไม่เคยเห็นของจริงต่างเงียบลงโดยไม่รู้ตัว ดอกไม้ธูปเทียนที่ตั้งไว้กลับดูสว่างน้อยกว่าแสงที่ลอยขึ้น และไม่มีใครเอ่ยถามว่าใครเป็นคนปล่อย ไม่มีใครกล่าวถึงกลไกหรือแผนการ หรือแม้แต่จะสงสัย

“หากไฟนี้คือของจริง เราก็เห็นมันทุกปี” เสียงวัยกลางคนหนึ่งกล่าว

“หากไม่ใช่ ก็แปลกที่ไม่มีใครเคยจับมันได้เลยสักที” อีกคนตอบกลับโดยไม่ละสายตาจากลำน้ำ

แสงที่พุ่งขึ้นจากผืนน้ำหาใช่เพื่อจะท้าทายผู้ใด หากแต่ราวกับเป็นของขวัญเล็ก ๆ จากโลกที่อยู่ลึกเกินกว่าจะเข้าใจ และผู้ที่ยืนรอบฝั่งล้วนรับของขวัญนั้นด้วยความเงียบ โดยไม่มีเงื่อนไขใดตอบแทน

ในกาลก่อน ดวงไฟเหล่านี้เคยถูกเรียกว่า “บั้งไฟผี” ด้วยความกลัว ด้วยความไม่เข้าใจ และด้วยคำที่เกิดจากเงาของความไม่รู้

แต่เมื่อเวลาผ่าน ความกลัวถูกแทนด้วยความเคารพ และชื่อใหม่จึงถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับศรัทธาที่หลอมรวมกันทั้งสองฝั่ง

ผู้คนมิได้เปลี่ยนชื่อเพราะมีคำสั่ง มิได้เปลี่ยนเพราะมีคำอธิบาย แต่เปลี่ยนเพราะหัวใจนั้นมองเห็นก่อนสายตาเสมอ

และในที่สุด “บั้งไฟผี” จึงกลายเป็น “บั้งไฟพญานาค” ไม่ใช่เพราะลบอดีต แต่เพราะยอมรับว่าอดีตนั้นยังมีอยู่ในปัจจุบัน

พิธีกรรมมากมายเริ่มเกิดขึ้นจากการรอคอยที่ยาวนาน การตั้งโต๊ะบูชา การจัดขบวนเรือ การแห่แหนในคืนพระจันทร์เต็มดวง จังหวัดริมโขงกลายเป็นดินแดนแห่งศรัทธาไม่ใช่เพราะมีคำอธิบาย แต่เพราะยังมีผู้รอคำตอบ

เสียงหนึ่งกล่าวขึ้นในวงสนทนาของคนแก่ใต้ต้นไทร “เหตุใดเจ้าจึงเชื่อ ทั้งที่ไม่เคยเห็นมันเองกับตา”

อีกเสียงหนึ่งตอบอย่างช้า ๆ ขณะมองออกไปยังผืนน้ำ “เพราะข้าเคยเห็นดวงตาของคนที่ได้เห็น และข้ารู้ว่าเขาไม่ได้โกหก”

คืนวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ จึงไม่ใช่คืนธรรมดา ไม่ใช่คืนแห่งการพิสูจน์อะไร หากเป็นคืนของการยอมรับโดยไม่ต้องรู้ และตราบใดที่ยังมีคนเฝ้าริมฝั่ง แม้เพียงหนึ่งคน แสงนั้นก็ยังมีเหตุที่จะปรากฏขึ้น

ไม่ใช่เพื่อให้ใครเห็น ไม่ใช่เพื่อให้ใครเชื่อ แต่เพื่อยืนยันว่า สิ่งที่ถูกบูชาด้วยศรัทธา ย่อมไม่เคยดับ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานบั้งไฟพญานาค 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ศรัทธาไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ได้เสมอไป แต่สามารถหล่อเลี้ยงหัวใจคนให้ยืนหยัดอยู่กับสิ่งที่พวกเขาเชื่อ ด้วยความเคารพและความหวัง บั้งไฟพญานาคอาจไม่มีคำอธิบายแน่ชัดว่าคืออะไร หรือเกิดขึ้นจากสิ่งใด แต่มันกลับเป็นปรากฏการณ์ที่มีพลังมากพอจะรวมผู้คนไว้ด้วยกัน ทุกปีที่แสงไฟลอยขึ้นจากผืนน้ำ คนมากมายเฝ้ารอด้วยใจนิ่ง มือน้อม และสายตาแน่วแน่ ไม่ใช่เพราะพวกเขาต้องรู้ว่าไฟนั้นคืออะไร แต่เพราะพวกเขาเชื่อว่าไฟนั้นมีความหมาย

เรื่องนี้จึงไม่ได้สอนให้คนเชื่อแบบไร้เหตุผล หากแต่สะท้อนว่า บางสิ่งไม่ต้องเข้าใจ ก็สามารถสัมผัสได้ และบางตำนาน แม้จะไร้คำอธิบาย ก็ยังสามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้ด้วยศรัทธาที่ซื่อสัตย์และไม่หวั่นไหว

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานบั้งไฟพญานาค มีรากเหง้ามาจากความเชื่อพื้นบ้านของชาวลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดหนองคายและบึงกาฬ ซึ่งมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับตำนานเรื่องพญานาค อมนุษย์ผู้มีอิทธิฤทธิ์ที่ปรากฏในพระพุทธศาสนาและวรรณกรรมพื้นถิ่นมายาวนาน

เรื่องเล่ากล่าวว่า ทุกปีในคืนวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ซึ่งตรงกับวันออกพรรษา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มายังโลกมนุษย์ เหล่าเทวดา มนุษย์ และพญานาคต่างพร้อมใจกันถวายบูชาแก่พระองค์ พญานาคจึงพ่นไฟขึ้นจากลำน้ำเพื่อแสดงความเคารพ เป็นปรากฏการณ์ที่ชาวบ้านในอดีตเรียกว่า “บั้งไฟผี” ก่อนจะเรียกใหม่ว่า “บั้งไฟพญานาค” เพื่อความเป็นสิริมงคล

ตามคติความเชื่อ พญานาคอาศัยอยู่ใต้บาดาล มีโลกเป็นของตนเอง และสามารถติดต่อกับโลกมนุษย์ได้ในบางห้วงเวลา โดยเฉพาะในวันสำคัญทางธรรม ความเชื่อนี้สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ สิ่งเหนือธรรมชาติ และพระพุทธศาสนาในบริบทแบบอีสาน

แม้ในปัจจุบันจะมีความพยายามอธิบายปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคในเชิงวิทยาศาสตร์ แต่ตำนานยังคงมีชีวิต เพราะมันไม่ได้ยึดโยงกับข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่กับการรอคอย ความเคารพ และการส่งต่อศรัทธาจากรุ่นสู่รุ่น ตลอดจนกลายเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมร่วมสมัยที่หลอมรวมประเพณี พิธีกรรม และความเป็นชุมชนไว้อย่างแนบแน่น

“บางสิ่งไม่จำเป็นต้องเข้าใจด้วยเหตุผล หากมันสามารถรวมผู้คนไว้ด้วยหัวใจที่ศรัทธา แสงที่ไม่มีเสียง ความเชื่อที่ไม่มีคำตอบ อาจยืนยาวกว่าคำอธิบายใด ๆ ในโลก”

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานพญาคันคาก

ณ ยุคที่ฟ้าลืมฟังเสียงดิน แสงแดดแล้งแผดเผาแผ่นโลก ไม่มีลม ไม่มีฝน มีแต่ร่องรอยของชีวิตที่หอบใจหนีร่วงโรย ทุกเสียงถูกเมฆกลืน ทุกสายตาเหม่อค้างอยู่ใต้เงาไม้ที่ไม่มีคำตอบ

มีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านไทยเล่าถึงใต้โพธิ์เก่ากลางดินร้อน มีเพียงฝูงสัตว์ที่ยังไม่สิ้นศรัทธา คำพูดเล็ก ๆ ถูกเปล่งขึ้นโดยสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีใครนับ และนั่นคือเสียงแรกที่เดินทางขึ้นสู่ฟ้า โดยไม่ย่อตัวให้ฝุ่น กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานพญาคันคาก

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานพญาคันคาก

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานพญาคันคาก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองพันทุมวดี อันตั้งอยู่กลางลานดินอันอุดม ด้วยแม่น้ำไหลหลั่ง ป่าเขาเขียวชอุ่ม และทุ่งหญ้าเบิกบานในฤดูฝน ครั้งหนึ่งเคยเป็นแดนแห่งชีวิต อันฟ้าฝนหล่อเลี้ยงให้พืชพันธุ์งอกเงย ผู้คนสุขสบาย สรรพสัตว์ล้วนมีที่พึ่งพิง

แต่แล้ว ณ ห้วงกาลหนึ่งหาเหตุแน่แท้ไม่ องค์พญาแถน ผู้เป็นเจ้าแห่งฟ้าและฝน ผู้ทรงบันดาลลม เมฆ และมวลพิรุณ กลับทรงบันดาลโทสะ โกรธเคืองแก่โลกมนุษย์โดยเหตุใดหาใครล่วงรู้มิได้ ดั่งฟ้าระแวงดิน หาใช่เพราะเหตุแกล้งใด ก็ให้ฝนมิหลั่งลงมานานถึงเจ็ดเดือนเต็ม

แผ่นดินแห้งแตกระแหง ต้นไม้เหี่ยวเฉา ฝูงสัตว์หลบในโพรงก็ยังต้องสิ้นใจ ปลาในหนองตายเกลื่อน กลิ่นเหม็นฟุ้งไปทั้งเมือง ทุ่งนากลายเป็นลานดินร้อนผ่าว อาหารแลน้ำเหือดแห้งจนผู้คนต้องล้มตายไปทีละคน ทีละครอบครัว จนทั่วทั้งเมืองพันทุมวดีกลายเป็นเงาเงียบแห่งความวอดวาย

เหล่าผู้ยังมีลมหายใจอยู่ ต่างพากันพเนจร หอบครอบครัว ฝูงสัตว์เลี้ยง เดินเท้าลัดไพรเข็ญมุ่งหน้าสู่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่กลางป่าลึก อันเป็นที่พำนักของพญาคันคาก สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำผู้มีฤทธิ์แก่กล้า ถือกำเนิดมาแต่บารมีในภพก่อน และมีใจสงบ เยือกเย็น ปรานีต่อหมู่สัตว์ มิเลือกเผ่าพงศ์

ใต้ร่มโพธิ์นั้น ฝูงสัตว์ทั้งหลาย ทั้งนก หนู ช้าง เสือ งู ตลอดจนแมลงไร้เสียง ต่างมานั่งล้อมพร้อมกันกลางฝุ่นแห้งและสายลมกร่อย บ้างก็หลับตา บ้างก็คร่ำครวญ บ้างก็เหม่อมองฟ้า

“โอ้ ฟ้า… เหตุใดจึงเมินดินถึงเพียงนี้”

“ฝนเจ้าเอ๋ย ไยจึงหายไป เหล่าเด็กน้อยข้าไม่มีน้ำนมให้กินแล้ว”

“แถนจะทำลายโลกหรือไร ฤาโลกนี้ผิดร้ายเพียงนั้น”

พญาคางคกทอดเนตรมองเหล่าผู้ทุกข์ด้วยดวงตานิ่งสงบ แล้วเอื้อนวาจาด้วยเสียงต่ำ

“จะมัวนั่งร่ำไห้ไปไยเล่า หากแถนมิไยดีแก่เรา โลกก็จักดับไปเท่านี้ฤๅ เราต้องลุกขึ้น ร่วมกันต้านฟ้า”

เสียงเงียบทั้งป่า ไม่มีผู้ใดเอ่ยตอบทันที ทว่าในใจแต่ละดวงเริ่มสั่นไหว… เพราะคำว่า “ต้านฟ้า” เป็นคำต้องห้ามมาตั้งแต่ต้นกาล

คืนนั้นใต้ต้นโพธิ์ สัตว์ทั้งปวงได้ตั้งที่ประชุมใหญ่ มีพญานาคียักษ์แห่งบาดาลมานั่งขนดขดอยู่เบื้องซ้าย พญาต่อแตนตัวมหึมาเกาะอยู่บนกิ่งโพธิ์สูงสุด ฝูงมดปลวกเดินเรียงรายเป็นสายรอบโคนต้น พญาคางคกนั่งสงบอยู่กลางวง

สรรพสัตว์ตกลงกันว่า… ฟ้าจักต้องรับฟัง หากไม่ฟัง ต้องรบให้ฟ้าเปิด

พญานาคีผู้มากฤทธิ์ จึงอาสายกพลขึ้นสู่เมืองฟ้าก่อน หมุนหางฟาดพื้นเกิดสายชล แล้วยกพลขึ้นจากบาดาล ครั้นถึงแดนพญาแถน กลับพ่ายแพ้โดยง่าย ฝนหาได้หลั่งลงแม้สักหยด

ต่อมา พญาต่อแตน ผู้อหังการแต่เร็วเร้นยิ่งนัก ก็อาสายกฝูงไปรบ ทว่าแม้นพุ่งพลีเป็นสาย ก็หาอาจทะลวงแดนเทพได้ กลับถูกโบยตี ล้มตายตกจากเมฆ

เสียงถอนหายใจดังไปทั่วดง

“เราจักทำสิ่งใดได้ ฤา ขนาดผู้มีฤทธิ์ยังมิอาจฟาดเมฆ”

“แถนอยู่ฟ้า เราอยู่ดิน ฟ้าย่อมมองดินเป็นเพียงเศษฝุ่น”

ครานั้นเอง พญาคางคกลืมตา กล่าวด้วยเสียงช้า หากแน่วแน่

“ข้าจะไปเอง”

ฝูงสัตว์เงียบงันก่อนจะมีเสียงเอะอะตามมา ทั้งตกใจและหวาดหวั่น

“ตัวเจ้าคือคางคก จะไปสู้ฟ้าเช่นใดเล่า”

“พญานาคยังแพ้ ตัวเจ้าจักเป็นเยี่ยงไร”

แต่พญาคางคกมิได้ไหวหวั่น กลับกล่าวอย่างมั่น “ข้ามิใช่จะใช้กำลังใหญ่โตดุจนาค หรือพลังพุ่งรุนแรงดั่งต่อ แต่นาคแพ้เพราะโผล่ตรง ต่อแพ้เพราะบินเปิด ข้าจะไม่รบเช่นนั้น ข้าจะรบด้วยสิ่งที่ฟ้าคาดไม่ถึง”

จากนั้นจึงเรียกพญาปลวก พญามอด พญาตะขาบ และแมลงป่องมารวมกัน ณ โคนโพธิ์ใหญ่ แล้วกระซิบแผนออกมาอย่างเงียบเชียบ

ปลวกทั้งหลาย รับคำบัญชาให้เร่งก่อจอมปลวกเรียงรายทะยานขึ้นสู่ขอบฟ้า กลายเป็นบันไดดินที่พาดผ่านฟ้าโดยไม่มีแสงวูบวาบ ไม่มีเสียงคำราม

มอดตัวน้อย ได้รับคำสั่งให้แฝงในด้ามอาวุธของกองทัพฟ้า เจาะเข้าไปทีละนิดด้วยความเงียบงัน

แมลงป่อง ตะขาบ ก็มุดเข้าสู่กองฟืน ซุกซ่อนในเสื้อผ้าของไพร่พลพญาแถน รอวันจะเผยพิษออกสู่ผิวเนื้ออย่างเงียบงัน

พญาคางคกเดินทางขึ้นฟ้า มิได้ใช้เสียง มิได้ใช้ศาสตรา แต่ใช้สิ่งเล็กที่สุดจากพื้นดินสู่สิ่งใหญ่ที่สุดบนฟ้า… และไม่มีใครรู้ว่าเมฆจะสั่นไหวเพียงใดในวันรุ่งขึ้น

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานพญาคันคาก 2

รุ่งอรุณของวันที่แดดอ่อนแต่ฟ้าครึ้ม ลมเหนือพลิ้วเบา ปรากฏภาพอันประหลาดยิ่งในสายตาเทพยดาบนเมืองพญาแถน เมื่อมองลงมาใต้ผืนเมฆ เห็นเสาเล็กเสาน้อยผุดขึ้นจากพื้นดิน สูงขึ้น สูงขึ้น ไม่หยุด มิยุบ ราวกับเถาวัลย์แห่งแผ่นดินที่เลื้อยท้าทายต่อสวรรค์

เสานั้นหาใช่สิ่งอัศจรรย์ของฟ้า แต่คือจอมปลวก อันสรรค์สร้างจากแรงแห่งปลวกน้อยนับล้าน ก่อเส้นทางขึ้นฟ้าโดยไม่แจ้งประกาศ ไม่เร่งไม่เร้า แต่ยืนยงดั่งภูผาเตี้ย

ครั้นถึงยามราตรีสงบ กองทัพแห่งดินจึงเริ่มเคลื่อนไหว มอดตัวจิ๋วทั้งหลายแทรกซึมเข้าสู่โรงอาวุธ กัดเจาะด้ามหอก ด้ามดาบ และด้ามธนูของไพร่พลพญาแถนจนผุพังภายในโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้

แมลงป่องกับตะขาบซ่อนอยู่ใต้กองฟืนและเสื้อผ้าของทหารฝ่ายฟ้า พวกมันแนบเนื้ออยู่เงียบ ๆ เฝ้ารอเวลาที่เหมาะสม

ทัพฟ้าหารู้ไม่ว่า… สงครามได้เริ่มขึ้นแล้ว

ณ ค่ายเมืองพญาแถน คืนนั้นไพร่พลร้องระงมด้วยเสียงเจ็บปวดจากพิษกัดต่อย แขนขาเน่าเสียไปในขณะหลับ ข้าวของแตกหัก อาวุธหลุดจากมือแม้เพียงกระชับเบา ๆ เสาเต้นท์พังลงโดยไม่มีลมใด

เสียงหวีดร้อง เสียงล้ม เสียงวิ่ง เสียงคลั่ง วิ่งวนเป็นฝูง

“ข้า เจ็บนัก มีสิ่งใดกัดข้าใต้เสื้อนี้”

“อาวุธพังหมดแล้ว พังทุกชิ้น ไร้เหตุผล”

“ตะขาบกัดข้า แมลงป่องอยู่ในฟืน”

เมืองฟ้าปั่นป่วน ราวกับจะถล่มไม่ใช่ด้วยศร ไม่ใช่ด้วยเวท แต่ด้วยฝีมือนิ่งเงียบของดินที่ไม่มีใครคาด

พญาแถนผู้ยิ่งใหญ่ประทับอยู่กลางมหาศาลารัตนาวดี รับรู้ว่าฟ้ากำลังระส่ำ มิอาจนิ่งเฉยได้อีก เสด็จออกจากวังด้วยอัสนีเปล่งเสียงก้อง ทว่าเมื่อเบื้องหน้ามีเพียงพญาคางคกยืนอยู่นิ่ง ๆ บนจอมปลวกสูง

“เจ้าตัวต่ำชั้น เจ้ากบขี้โคลน จะมาสู้ข้า เจ้าคิดว่าตัวเองคือผู้ใด”

พญาคางคกยิ้มเพียงน้อย ตอบด้วยเสียงนุ่มเย็น “ข้ามิใช่ผู้ใด ข้าเพียงเป็นเสียงของโลกที่เจ้าลืมฟัง”

พญาแถนตวัดสายตา เสียงสายฟ้าฟาดลงใส่ แต่ไม่อาจแตะกายคางคกเลยแม้ปลายเปลว เพราะเวลานั้น พญาคางคกคือผู้นำของโลกเบื้องล่าง ผู้ได้รับศรัทธาจากสรรพชีวิตทั่วดินแดน

และศรัทธานั้นหนักกว่าเมฆ

ท่ามกลางความพ่ายแพ้อันไม่อาจปฏิเสธ พญาแถนจำต้องลดอัสนี ยอมสงบมือ แล้วเสด็จมาประจันหน้าอย่างสงบกับพญาคางคก ซึ่งมิได้แสดงความยินดี มิได้หยามเหยียด หากเพียงสงบเย็นประหนึ่งดินหลังฝน

ทั้งสองยืนตรงบนจอมปลวกสูงสุด มองสู่เส้นขอบฟ้าทางตะวันออกซึ่งเริ่มเรื่อสีทอง สะท้อนให้รู้ว่า… เวลาของการรบสิ้นสุดลงแล้ว

พญาแถนเอื้อนวาจาด้วยเสียงหนัก

“เรามิใช่ศัตรู แต่เราลืมว่าโลกดินคือครึ่งหนึ่งของฟ้า ๏ เอาเถิด เราจักทำสัญญาไว้กับเจ้า”

“หนึ่ง หากผู้คนจุดบั้งไฟให้ลอยสู่ฟ้าเมื่อใด เราจะส่งฝนให้ตกต้องตามฤดู”

“สอง หากเราได้ยินเสียงกบ เขียดร้องเป็นสำเนียงดิน เราจะรู้ว่าโลกได้รับฝนแล้ว”

“สาม หากเราได้ยินเสียงธนูหวายจากว่าว หรือเสียงโหวดของมนุษย์ เราจะหยุดฝน เพราะฤดูเก็บเกี่ยวได้มาถึงแล้ว”

พญาคางคกเพียงพยักหน้ารับ โดยไม่มีอาการเย้ยหยัน

ข้อตกลงนั้นได้รับการบันทึกไว้ในความจำของทั้งสองโลก โลกแห่งฟ้า และโลกแห่งดิน

เมื่อสิ้นสงคราม ฟ้าจึงเปิด ฝนหลั่งลงราวสายมณีจากสรวง สรรพสัตว์พากันร้องไชโย วิ่งฝ่าโคลนออกจากเงาโพธิ์ กบ เขียด ร้องประสานขานรับเสียงสายฝนแรกในรอบเจ็ดเดือน

โลกกลับคืนมาอีกครา ด้วยเสียงเล็กของสิ่งที่ต่ำสุดในสายตาฟ้า

และจนบัดนี้ ทุกครั้งที่เสียงบั้งไฟแตกกลางฟ้า เสียงเขียดกบขับขาน หรือโหวดลอยลมในยามเกี่ยวข้าว ผู้คนในแผ่นดินนี้ยังคงเชื่อมั่นว่า

ฟ้ายังจำสัญญาได้

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานพญาคันคาก 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… อำนาจมิได้ขึ้นอยู่กับความยิ่งใหญ่ของรูปลักษณ์หรือชาติกำเนิด แต่อยู่ที่สติ ปัญญา และความพร้อมใจของผู้คนในยามทุกข์ยาก พญาคางคกไม่ใช่ผู้แข็งแรงที่สุด ไม่ได้มีกองทัพอันเกรียงไกร หากแต่มีความคิด มีแผนการ และศรัทธาจากสรรพชีวิตทั้งปวง จึงสามารถต่อรองกับฟ้าได้สำเร็จ

เรื่องนี้จึงเตือนว่า อย่ามองข้ามเสียงของผู้ที่ดูไร้ค่า เพราะบางครั้ง… นั่นคือเสียงที่ฟ้าควรรับฟังมากที่สุด

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานพญาคันคาก มีที่มาจากตำนานพื้นบ้านของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(อีสาน)ของไทย และยังพบในวรรณกรรมพื้นถิ่นลาว โดยเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับพญาแถน ซึ่งในความเชื่อของชาวอีสานและลาวถือว่าเป็นเทพเจ้าผู้ปกครองฟ้าและฝน เรื่องนี้จึงเชื่อมโยงกับพิธีกรรมที่มีมาแต่โบราณ เช่น บุญบั้งไฟ ซึ่งชาวบ้านจะจุดบั้งไฟขึ้นฟ้าเพื่อขอฝนจากพญาแถนในช่วงต้นฤดูเพาะปลูก

ตำนานกล่าวถึงความทุกข์ยากในยามฝนแล้ง และการลุกขึ้นของพญาคางคกสัตว์ตัวเล็กที่ถูกมองข้ามซึ่งใช้ไหวพริบและความร่วมแรงของสรรพสัตว์ต่อกรกับฟ้า สะท้อนความคิดเรื่องการต่อรองกับอำนาจบนลงมาอย่างนุ่มนวลผ่านสัญญาทางพิธีกรรมและเสียงจากธรรมชาติ เช่น เสียงกบ เขียด โหวด หรือว่าว

พญาคันคากจึงไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าเพื่อความบันเทิง แต่เป็นการอธิบายความเชื่อของชาวบ้านที่พยายามทำความเข้าใจกับฤดูกาลและความแปรปรวนของธรรมชาติ ด้วยจินตนาการที่ผสานความศักดิ์สิทธิ์ เข้ากับวิถีชีวิตและความหวัง

“อย่าหัวเราะเยาะเสียงจากโคลนตม เพราะเมื่อฟ้าหันหลังให้โลก เสียงนั้นอาจเป็นสิ่งเดียวที่ฟ้ายังต้องฟัง”

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องผาแดงนางไอ่

ณ ดินแดนหนึ่งซึ่งแสงทองเคยทาบยอดปราสาทสูงตระหง่านกลางผืนปฐพี เสียงฆ้องกลองเคยกึกก้องรับยามอรุณและร่ำไห้ยามสนธยา แผ่นดินนี้เคยมีทั้งบารมี ศรัทธา และรักอันเหนียวแน่นยิ่งชีวิต

แต่ใต้พื้นดินอันสงบนั้นยังคงมีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านไทยถึงบางสิ่งเคลื่อนไหวในความเงียบ บางดวงจิตยังเพรียกหาด้วยเสียงที่ไม่มีถ้อยคำ และบางแรงรักยังไม่ยอมปล่อยมือแม้กาลเวลาจะพาโลกทั้งใบล่มสลาย กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องผาแดงนางไอ่

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องผาแดงนางไอ่

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องผาแดงนางไอ่

กาลครั้งหรึ่งนานมาแล้ว ณ นครเอกชะทีตา อันเป็นมหานครรุ่งเรืองในทิศอุดร ดารดาษด้วยหมู่ปราสาทราชวัง งามตาราวเมืองเทวะ มีพระยาขอมผู้ทรงพระคุณยิ่ง เป็นมหาราชครองราชสมบัติโดยธรรม ทรงมีพระราชธิดาผู้หนึ่ง พระนามว่านางไอ่ (ไอ่คำ) หรือเรียกกันโดยสามัญว่านางไอ่ รูปโฉมนั้นวิไลหาที่เปรียบมิได้ ผิวพรรณผุดผ่องดังทองชมพูนุช เนตรเรียวยาวเหมือนนัยน์กวาง ดวงพักตร์นั้นพริ้มเพราราวนางอัปสราจุติจากสวรรค์

พระยาขอมทรงหวงแหนยิ่งนัก โปรดให้ปลูกปราสาทเจ็ดชั้น ล้อมรอบด้วยสระแก้ว สระมุก หอมาลีบานตลอดทั้งสี่ฤดู โปรดให้สตรีบริสุทธิ์เป็นนางสนม นางกำนัล เลี้ยงดูพระธิดาเปรียบประหนึ่งเทพี อยู่ในหอคำไม่ให้ออกพบผู้ใดนอกจากราชวงศ์ชั้นสูง

“นางไอ่ของเรา มีบุญนักหนา งามพ้นนารีทั้งหลาย ๏ อย่าให้บุรุษใดยลเลย” พระยาขอมตรัสดังนี้แก่พระมเหสี

ทว่าแม้จะปิดทองล้อมเพชรสักเพียงใด กลิ่นหอมแห่งนางก็มิอาจซ่อนให้พ้นสายลม เรื่องราวแห่งความงามลือนามไปไกลจนถึงเมืองทางทักษิณ คือเมืองของท้าวผาแดง เจ้าเมืองแห่งแว่นแคว้นใหญ่ผู้มีรูปงาม ฉลาดหลักแหลม และทรงฤทธาไม่น้อย

เมื่อท้าวผาแดงได้ยินคำเล่าขานถึงนางไอ่ ก็มิอาจห้ามพระทัยได้ โปรดให้เสนาออกสืบข่าวความจริง แล้วเสด็จขึ้นมาสู่เมืองชะทีตาโดยมิให้มีผู้ใดล่วงรู้ เขาเลือกใช้ทางคนธรรมดา แฝงองค์เป็นพ่อค้าเร่ แลใช้หญิงคนใช้ในวังเป็นทางผ่านติดต่อสื่อสาร

หลายราตรีผ่านไป เสน่ห์แห่งท้าวผาแดงกับความหวานฉ่ำแห่งคำ กลับกลายเป็นสะพานเชื่อมสองใจเข้าหากัน

“แม้นแคว้นใดขวาง ข้าจักฝ่าฟัน แม้นบิดานางกีดกัน ข้าจักยอมตาย”

“หากเจ้าเอ่ยสัตย์จริง ข้าจะมอบใจไม่คืนกลับ”

ทั้งสองลักพบกันหลายครา จนความรักแกร่งกล้า มั่นสัญญาว่าจะมาสู่ขอตามราชประเพณี ท้าวผาแดงจึงกลับเมืองเพื่อเตรียมเครื่องบรรณาการอันสมเกียรติราชบุตรเขย

ณ ห้วงเวลาเดียวกัน ในแดนลึกใต้บาดาลอันเย็นชืด มีนครนาคินทร์ของพญาสุทโธนาค ปกครองดินแดนด้วยอำนาจแห่งนาคเผ่า มีพระโอรสนามว่าท้าวภังคี รูปโฉมงามสง่า ทว่าดวงเนตรนั้นซ่อนความดำมืดแห่งชะตากรรม

อดีตกาลไกลโพ้น ท้าวภังคีกับนางไอ่เคยเป็นคู่กัน ทว่าในชาตินั้นนางไอ่เป็นหญิงใบ้ ถูกเย้ยหยันและทอดทิ้งอย่างทุกข์ระทม ก่อนตายได้นั่งหลับตาอธิษฐานไว้ว่า

“ชาตินี้ข้าตกต่ำ ครอบครัวมิแยแส ๏ ขอชาติหน้า แม้นได้พบกันอีก ไอ้ใบ้จักตายด้วยมือข้าเอง”

คำอธิษฐานนั้นดังไกลถึงเมืองนาคา เสมือนขวากหนามแห่งภพใหม่ ที่จะทิ่มแทงใจทุกผู้ไม่ว่าฟ้าหรือนาค

ท้าวผาแดงเสด็จกลับสู่เมืองพร้อมขบวนราชรถและเครื่องราชบรรณาการอันยิ่งใหญ่ ไข่มุกจากชายฝั่งนาคินทร์ หยกแกะสลักทองคำ และอัญมณีมากมาย มุ่งสู่ราชสำนักเมืองชะทีตาเพื่อขอพระราชธิดา

พระยาขอมแม้รู้เห็นถึงความเพียบพร้อมของท้าวผาแดง หากก็ยังแฝงความลังเลอยู่ ด้วยความรักและหวงแหนบุตรีสุดดวงใจ จึงตรัสว่า

“บัดนี้ท้าวผาแดงจักขอพระธิดาไป ข้าเกรงจะยังมิได้เห็นฤทธา จักมีพิธีบั้งไฟขึ้นเพื่อพิสูจน์ฟ้า ๏ หากบั้งไฟของผาแดงสูงล้ำกว่า ข้าจะยกนางให้ มิขัดขวางอีกต่อไป”

ท้าวผาแดงรับคำโดยไม่ครั่นคร้าม กลับมุ่งมั่นในใจ “ฤาจะมีไฟใดสูงกว่าไฟรักข้า”

เมื่อถึงฤกษ์พิธีบั้งไฟ มหาชนต่างตื่นตระหนกเร้าใจ ฟ้าร้องครืน ๆ ดั่งล่วงรู้การท้าทายระหว่างมนุษย์กับฟากฟ้า ท้าวผาแดงจุดบั้งไฟของตนก่อน พุ่งทะยานฟ้าดั่งพญาครุฑโผผิน เหนือยอดเขาหลายลูก แสงปลาบพรายอยู่ช้านาน

ทว่ายามพระยาขอมจุดบั้งไฟของตน… กลับมีลมพายุกรรโชกกระหน่ำ แสงเพลิงกลับพุ่งทะลุชั้นเมฆ บรรลุถึงชั้นฟ้าและดับลงพร้อมเสียงฟ้าฟาดสนั่นราวเทวะรับรู้

ผู้คนต่างเฮโล ร้องเรียกพระเกียรติพระยาขอม ขณะที่ท้าวผาแดงยืนนิ่ง ริมเนตรสั่นสะท้าน นางไอ่ในหอสูงเพียงแลลง เห็นคนรักพ่ายแพ้ด้วยดวงใจแตกสลาย

ณ เมืองนาคินทร์ ท้าวภังคีหัวร่อเยาะเบา ๆ ในเงาสลัวของปราสาทบาดาล

“นางเป็นของข้า… ชะตาสิ้นแล้ว เจ้ารอไว้เถิดไอ่คำ”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องผาแดงนางไอ่ 2

ครานั้น ท้าวภังคีเห็นว่าโอกาสแห่งกรรมได้มาถึง จึงแปลงองค์เป็น กระรอกเผือก ขนขาวบริสุทธิ์แวววาวดั่งจันทร์ยามเพ็ญ ขึ้นมาโลดแล่นกลางเมืองชะทีตา เดินยั่วสายตาผู้คนกลางงานบุญฤดูไฟ ราวกับเย้าแหย่มนุษย์ให้หลงในเงาเวรของตน

เสียงพรานป่าร้องขึ้นทันทีที่พบ “กระรอกเผือก ของวิเศษยิ่งนัก จับให้ได้ นำไปถวายราชธิดาเถิด”

พรานป่าเล็งธนู ศรพุ่งฉับ กระรอกเผือกทรุดตัวลงพร้อมเสียงอธิษฐานครั้งสุดท้ายดังก้อง

“แม้กายข้าต้องตาย เนื้อข้าขอจงอร่อยล้ำ จงอิ่มให้ทั่วเมือง แม้นผู้ใดกิน จงตกในห้วงเวร”

ร่างแห่งท้าวภังคีแปลงตน กลายเป็นกระรอกตายแน่นิ่ง ถูกนำขึ้นวัง นางไอ่ทอดเนตรเห็นแล้วกลับสงสาร ทว่าสนมข้างองค์กล่าวว่า

“ของดีเช่นนี้ หามีบ่อยไม่ จักถวายพระธิดาแกงกระรอกเสียเถิด”

เนื้อกระรอกถูกแล่ แกงเป็นสำรับงาม กลิ่นหอมฟุ้งจรุงไปทั่ววัง จากวังถึงตลาด จากตลาดถึงตรอกซอกซอย ชาวเมืองแห่แหนเข้ากิน เนื้อกระรอกเพียงร่างเดียวกลับไม่หมดเสียที ราวกับชามเวทมนตร์ที่ไม่มีวันพร่อง

ครานั้น ณ เมืองบาดาล บริวารนาคาเห็นแสงตะเกียงส่องเงากระรอกลอยขึ้นเหนือปราสาทน้ำ ก็รู้ในบัดดลว่า โอรสแห่งพญาสุทโธนาได้ถูกฆ่าไปแล้ว

เสียงคำรามของพญานาคดังก้องในถ้ำบาดาล

“ลูกข้า สิ้นแล้ว มนุษย์ช่างลบหลู่แผ่นดิน”

พญาสุทโธนาคแผดเสียงเรียกนาคาทั้งมวลแห่งโลกา นับหมื่น นับแสนตน พากันผุดขึ้นจากแอ่งน้ำ ลำธาร ทะเลสาบ ล้วนมีดวงเนตรแดงฉาน ฟันคมเป็นแถว เกล็ดเรืองแสงเป็นอาภรณ์

แผ่นดินสั่นไหว รอยแยกกระจาย น้ำผุดทะลักขึ้นมาทั่วเมืองชะทีตา ประดุจว่ามหานทีทั้งเจ็ดจะรวมลงมาถล่มที่นี่ที่เดียว

“จงสิ้นมนุษย์เถิด ให้รู้ว่าเวรกรรมมีจริง”

เสียงนั้นราวฟ้าคำรามสะเทือนพื้นแผ่นปฐพี วังหลวงถล่ม ผู้คนถูกกลืนกลางธารน้ำขุ่นคลั่ก ผู้ที่เคยกินเนื้อกระรอกกลับกลายเป็นเป้าทำลาย เมืองทั้งเมืองพังทลายลงสู่ใต้พิภพ

เหลือเพียงเนินดอนสามถึงสี่แห่งซึ่งสูงกว่าระดับน้ำ เป็นที่อาศัยของหญิงม่ายผู้มิได้แตะเนื้อกระรอก พวกนางร่ำไห้กลางสายฝนโศกาดูร จนมีผู้เรียกขานว่า “ดอนแม่ม่าย”

ท้าวผาแดง เมื่อรู้เหตุภัยพิบัติ ก็มิได้นิ่งเฉย รีบขึ้นม้าศึกชื่อนิลมณี วิ่งผ่านสายฝนและคลื่นโศกา พุ่งตรงไปยังปราสาทเจ็ดชั้น ท่ามกลางแผ่นดินที่ถล่มลงทุกคราเมื่อย่ำกีบ

“ไอ่คำ รีบมาเถิด เมืองสิ้นแล้ว”

นางไอ่ ผู้ยังงุนงงในเหตุการณ์ หาได้เอ่ยวาจาไม่ เพียงกุมแขนท้าวผาแดงแน่น น้ำตาเจิ่งสองแก้ม

ม้านิลมณีพุ่งออกจากวัง แล่นตัดสายลมและน้ำเชี่ยวกราก เบื้องหลังมีเหล่านาคาติดตามมาเป็นสาย กระชั้นกระชั้นทุกฝีก้าว

แต่แล้ว… ผืนดินเบื้องหน้าก็ยุบลงมาดังครืน พญานาคผู้หนึ่งแหวกธารขึ้นมาจากใต้ดิน พุ่งตัวเข้าสกัดม้าแล้วกลืนเอานางไอ่ไปต่อหน้า

“ไอ่คำ!!!!” เสียงท้าวผาแดงคำรามสุดลมหายใจ

พระองค์รอดชีวิตเพียงร่าง แต่วิญญาณนั้นแตกดับ

กลับถึงเมือง พระองค์ไม่เสวย ไม่ตรัส ไม่พักผ่อน บำเพ็ญตนกลางสระน้ำ

แล้ววันหนึ่ง… ท้าวผาแดงนั่งสงบ ตาปิดสนิท เอ่ยเพียงวาจาสุดท้าย

“แม้ต้องสิ้นชีวิต ข้าขอไปตามหานางในปรโลก” สิ้นถ้อยนั้น พระองค์ก็กลั้นใจตาย วิญญาณร่อนลงสู่เมืองผี

ณ เมืองบาดาล ท้าวผาแดงผู้เป็นวิญญาณ ขี่ม้านิลผีฟาดหางพญานาคนับร้อย สู้เคียงนางไอ่ที่ถูกขังอยู่ในถ้ำหินมืด ใต้ทะเลบาดาล

สงครามระหว่างโลกผี กับโลกนาค ดำเนินยืดเยื้อหลายภพ เหล่านาคาชั้นสูงตายเป็นเบือ ผีทหารของท้าวผาแดงก็ทยอยดับสิ้น

น้ำบาดาลขุ่นคลั่ก เสียงร้องดังขึ้นทั่วดินแดนทั้งสาม

จน พระอินทร์ ซึ่งเฝ้ามองจากเบื้องบนมิอาจทนนิ่ง จึงเสด็จลงมาประทับ ณ ยอดเขาพระสุเมรุ ตรัสด้วยสุรเสียง

“ผาแดงเอ๋ย เวรแต่เก่าก่อน อย่าให้ลามจนชาติภพสูญสิ้น
ภังคีเอ๋ย เจ้าใช้เล่ห์กลด้วยเวรกรรม ตนก็ตาย มิใช่ฤทธิ์ใดเลย
จงแยกกันเถิด ผีกลับเมืองผี นาคากลับเมืองนาค”

สิ้นคำบัญชา สงครามระงับ เมืองบาดาลปิดประตูสู่ภพภายนอกอีกครา

ส่วนนางไอ่คำ ยังคงอยู่ในเงาเงียบแห่งใต้บาดาล มิอาจกลับสู่ภพมนุษย์ได้อีก ดวงเนตรจ้องฟ้าแม้ไร้ช่องแสง

นางเอ่ยเสียงเบาแต่หนักแน่น “ชาตินี้กรรมยังมิเสมอ ข้าจักรอเขา ณ แดนนี้ เมื่อพระศาสดาองค์ใหม่อุบัติ ข้าและเขาจักได้พบกันอีกครา”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องผาแดงนางไอ่ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความรัก แม้จักลึกซึ้งเพียงใด หากตั้งอยู่บนพื้นฐานของกรรมเก่า ความยึดมั่นถือมั่น และอัตตา ย่อมนำมาซึ่งความสูญเสีย ไม่เพียงต่อตนเอง แต่ยังลุกลามทำลายผู้คนและแผ่นดินโดยรอบ ความแค้นที่ไม่ได้ถูกปล่อยวางในอดีต ย่อมย้อนกลับมาเผาผลาญปัจจุบัน แม้จะเปลี่ยนภพ เปลี่ยนชาติ ก็ยังไม่สิ้นฤทธิ์

ในเรื่องนี้ ตัวละครทั้งสามนางไอ่คำ, ท้าวผาแดง, และท้าวภังคีล้วนเป็นผู้แบกกรรมจากอดีตชาติ ซึ่งมิใช่เพียงเวรกรรมทั่วไป แต่เป็นความผูกพันที่อิงอยู่บนคำสาบาน คำอธิษฐาน และความเจ็บลึกฝังใจ เมื่อมาพบกันในชาติใหม่ แทนที่จะเรียนรู้หรือยุติ กลับกลายเป็นการฉุดรั้งกันไว้ด้วยแรงรักและแรงแค้นอย่างไม่รู้จบ จนต้องแลกด้วยชีวิตและเมืองทั้งเมือง

การที่นางไอ่เลือกจะรอนาคู่ต่อในภพหน้า สะท้อนว่าความยึดติดแม้จะอ่อนหวานในรูปของความรัก ก็อาจเป็นพันธนาการที่ยาวไกลกว่าชีวิตหนึ่ง และไม่มีใครหลุดพ้นได้หากยังไม่เข้าใจว่าการให้อภัยและการวางใจคือทางออกเดียวจากวัฏฏะแห่งเวรกรรม

ในที่สุด แม้เทพเจ้าอย่างพระอินทร์ต้องลงมาระงับศึก ก็แสดงให้เห็นว่า เมื่อมนุษย์ไม่ยุติกรรมเสียเอง สวรรค์ย่อมต้องลงมือแต่ไม่ใช่เพื่อความรัก หากเพื่อความสมดุลของโลก

นิทานเรื่องนี้จึงมิได้สอนว่าอย่ารัก แต่สอนให้รู้จักรักอย่างมีสติ และรู้จักปล่อยเมื่อถึงเวลา เพราะบางรัก…เกิดขึ้นเพื่อชดใช้ ไม่ใช่เพื่อครอบครอง

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องผาแดงนางไอ่ มีที่มาจากตำนานพื้นบ้านของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย โดยเฉพาะทางตอนบนของภาคในบริเวณจังหวัดสกลนคร จังหวัดอุดรธานี จังหวัดขอนแก่น จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดมหาสารคาม เป็นต้น รวมถึงในประเทศลาวด้วย

สะท้อนความเชื่อเกี่ยวกับพญานาค การเวียนว่ายตายเกิด และบุญบั้งไฟซึ่งเป็นพิธีกรรมที่มีรากฐานมาจากความเชื่อในการขอฝน โดยเรื่องนี้เล่าสืบต่อกันมายาวนานผ่านคำบอกเล่า ลิเกพื้นบ้าน และกลอนลำ เป็นนิทานที่มีทั้งมิติความรัก ความสูญเสีย และอำนาจของเวรกรรม โดยมีฉากหลังอยู่ในโลกมนุษย์ เมืองบาดาล และโลกของวิญญาณ

นิทานผาแดงนางไอ่จึงไม่เพียงเป็นเรื่องเล่าขานเพื่อความบันเทิงเท่านั้น หากแต่เป็นเสมือนคำอธิบายของชาวบ้านในอดีตต่อปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม หนองน้ำใหญ่ หรือพื้นที่ลุ่มที่มีชื่อเรียกสืบเนื่องจากเหตุการณ์ในเรื่อง รวมถึงเพื่อปลูกฝังเรื่องกรรม ความรัก ความตาย และการรอคอยในวัฏฏะของชีวิต

เมื่อความรักถูกชักนำด้วยกรรมเก่าและแรงแค้น ความงดงามจึงกลายเป็นเถ้าถ่าน ยิ่งไขว่คว้า ยิ่งพาให้จมหายไปพร้อมทุกสิ่งที่มี