นิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องพระนางเลือดขาว

ในดินแดนแห่งเกาะลังกาวี มีเรื่องราวนิทานพื้นบ้านไทย ณ ภาคใต้ ที่เล่าขานถึงหญิงสาวที่ชื่อมะสุหรี ซึ่งความงามของเธอเป็นที่พูดถึงในหมู่ผู้คน แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะชื่นชมเธอ บางคนกลับมองเธอเป็นภัยและต้องการทำลายเธอไปตลอดกาล

ความงามของมะสุหรีจะนำพาเธอไปสู่การทดสอบที่ยากลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องราวของเธอจะเป็นอย่างไรนั้น คงต้องติดตามกันต่อไป กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องพระนางเลือดขาว

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องพระนางเลือดขาว

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องพระนางเลือดขาว

กาลครั้งหรึ่งนานมาแล้ว ณ เกาะลังกาวียังสงบสุขและอุดมสมบูรณ์ ท้องฟ้าปลอดโปร่งและลมพัดผ่านมาทำให้บรรยากาศดูสดชื่น การเดินทางจากภูเก็ตของ “มะสุหรี” สาวงามชาวไทยเชื้อสายมุสลิมนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

เธอทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อลงหลักปักฐานใหม่บนเกาะนี้ บนเกาะลังกาวีที่เธอจะได้พบกับโชคชะตาใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิด

“โอ้ย! แท้จริงแล้วชีวิตจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ?” มะสุหรียืนมองออกไปยังทะเลอันกว้างใหญ่ มือของเธอยังสัมผัสผ้าคลุมหัวที่เย็นราวกับจะช่วยบรรเทาความรู้สึกในใจที่ยังคงเต็มไปด้วยความสงสัย

เธอเดินลงจากเรือที่พึ่งทอดสมอเข้ามาที่ชายฝั่งของเกาะลังกาวีด้วยความสงบ แม้ว่าในใจจะมีคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคต แต่ทว่า… สิ่งที่มะสุหรีไม่รู้ก็คือ ความงามและเสน่ห์ของเธอจะทำให้เกาะแห่งนี้ไม่เคยเหมือนเดิมอีกต่อไป

“เจ้าเอ๋ย…ผู้นี้น่ะ ดูแลตัวเองดีแล้วหรือยัง?” เสียงของหญิงสาวสูงวัยดังขึ้นจากมุมหนึ่งของชายหาด เมื่อมะสุหรีหันไปมองก็พบกับหญิงชราผิวเข้มที่มีลักษณะคล้ายจะเป็นแม่หม้ายประจำหมู่บ้าน

“ข้าคือมะสุหรี… ยังใหม่อยู่บนเกาะนี้เจ้าค่ะ ข้ามิรู้ว่าจะเริ่มต้นจากที่ใด” มะสุหรีตอบด้วยเสียงที่สุภาพ ท่ามกลางสายตาที่วางแฝงความสงสัยของหญิงชรา

“เจ้า… ผู้นี้ยังไม่รู้เลยหรือว่า บนเกาะนี้ไม่มีสิ่งใดเป็นสิ่งที่เห็น…ราวกับคำลวงนั้นเป็นแค่เงาในห้วงมืด” หญิงชราพูดคำแนะนำอย่างลึกลับ เธอจ้องมาที่มะสุหรีด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก

มะสุหรีเบิกตากว้าง สงสัยว่าอะไรคือคำทำนายนั้น แต่หญิงชราก็หันหลังแล้วเดินจากไป

วันเวลาผ่านไปไม่นาน ความงามของมะสุหรีก็เริ่มแพร่กระจายไปทั่วเกาะลังกาวี ทั้งชายหนุ่มและบุรุษใหญ่หลายนับพันเริ่มมองหาเธอ บางคนหวังจะได้เห็นหน้าต่างตำนานที่โด่งดังในหมู่บ้าน แต่บางคนก็หวังจะเข้ามาใกล้ชิดด้วยความต้องการที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น

เจ้าเมืองลังกาวี “ดะโต๊ะเสรีเกอร์ มรายา” หนึ่งในชายที่ได้ยินชื่อเสียงของมะสุหรี ก็ตัดสินใจที่จะไปพบกับนางด้วยตัวเอง วันหนึ่งเมื่อเขาเดินทางมาถึงบ้านของมะสุหรี เขาได้พบกับความงามที่ทำให้เขาหัวใจเต้นแรง

“เจ้าคือมะสุหรีงามสง่าใช่หรือไม่?” ดะโต๊ะเสรีเกอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ขณะที่เขาก้าวข้ามประตูบ้านของมะสุหรี

“ข้าเองเจ้าค่ะ…ท่านคือใคร?” มะสุหรีตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน แต่แฝงไปด้วยความสงสัย

“ข้าคือดะโต๊ะเสรีเกอร์ มรายา… เจ้าเมืองแห่งลังกาวี ข้าชื่นชมในความงามและบารมีของเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ข้าหวังว่าเจ้าจะยอมรับคำเชิญให้มาเป็นภรรยาของข้า…” ดะโต๊ะเสรีเกอร์พูดด้วยท่าทางมั่นใจ ในใจของเขารู้ดีว่าไม่มีหญิงใดสามารถต้านทานเสน่ห์ของเขาได้

มะสุหรีได้แต่เงียบครู่หนึ่ง เธอรู้สึกถึงความกดดันจากคำพูดนั้น แต่ทว่า…ความรู้สึกที่ไม่มั่นคงในใจเธอก็ยังคงไม่เปลี่ยน

“ข้าขอโทษท่าน…ข้าคงมิสามารถตอบรับคำเชิญของท่านได้ เพราะข้ามีพันธะกับผู้อื่นแล้วเจ้าค่ะ” มะสุหรีตอบเสียงเบา แต่หนักแน่น

ถึงแม้ว่า “ดะโต๊ะเสรีเกอร์ มรายา” จะต้องผิดหวังกับการปฏิเสธจากมะสุหรี แต่เขาก็ไม่ได้ยอมแพ้ในความรักที่มีต่อนาง เมื่อเห็นว่าไม่มีทางเลือกในการครอบครองมะสุหรี เขาจึงตัดสินใจที่จะขอให้ “ดารุส” น้องชายของเขาแต่งงานกับมะสุหรีแทน

“ดารุส” ก็เป็นชายหนุ่มที่มีหน้าตาหล่อเหลาและมีบุคลิกที่สง่างามไม่แพ้พี่ชายของเขา ทั้งสองจึงตกลงกันว่า “มะสุหรี” จะกลายมาเป็นภรรยาของ “ดารุส”

“ดารุส… ข้าต้องขอฝากตัวกับเจ้า ข้าจะดูแลนางให้ดีที่สุด” ดะโต๊ะเสรีเกอร์กล่าวในห้องโถงที่เต็มไปด้วยแสงไฟจากตะเกียง

“พี่ขอให้เจ้าเชื่อใจข้า… ข้าจะดูแลมะสุหรีเช่นเดียวกับที่พี่ต้องการ” ดารุสตอบกลับ ขณะที่เขายิ้มให้กับพี่ชาย

แต่ภายในใจของมะสุหรี… เธอยังคงมีคำถามมากมายว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างไรในลังกาวีที่แปลกตาและเต็มไปด้วยความตึงเครียดนี้

“เจ้าพูดได้เพียงเท่านี้หรือ? ข้าไม่รู้จักชีวิตที่เจ้าจะพาไปข้างหน้า… ท่านเจ้าเมืองและน้องชายท่านก็ไม่อาจทำให้ข้ารู้สึกอบอุ่นได้” มะสุหรีบอกกับตัวเอง ขณะนั่งอยู่ในห้องนอนที่เงียบสงัด

แม้ว่าเธอจะรู้ว่าโชคชะตาได้กำหนดเส้นทางใหม่ให้กับชีวิตของเธอแล้ว แต่ในลึก ๆ มะสุหรีก็ยังไม่สามารถปลดปล่อยความรู้สึกบางอย่างในใจเธอออกไปได้…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องพระนางเลือดขาว 2

ในช่วงที่ “ดารุส” ออกไปศึกทำให้มะสุหรีต้องใช้ชีวิตอยู่บนเกาะลังกาวีเพียงลำพัง วันหนึ่ง ขณะที่มะสุหรีเดินทางไปเยี่ยมเพื่อนบ้าน เธอได้พบกับชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ “ดาเร็มบาง” นักท่องเที่ยวจากสุมาตราที่มาเยือนเกาะลังกาวีหลังจากเดินทางจากประเทศอื่น ๆ

ดาเร็มบางเป็นชายหนุ่มที่มีเสน่ห์และท่าทางดึงดูด เขาเดินทางไปทั่วแถบหมู่เกาะ และเมื่อมาพบกับมะสุหรีก็ไม่สามารถละสายตาจากเธอได้

เขาเข้าไปพูดคุยกับมะสุหรีและทั้งสองก็มีการสนทนากันอย่างดี ราวกับว่าพวกเขาเคยรู้จักกันมาก่อน แม้ว่าทั้งสองจะคุยกันอย่างเป็นมิตรเพียงแค่เพื่อน แต่คำพูดและท่าทางของดาเร็มบางกลับทำให้เกิดข่าวลือที่ไม่ดีขึ้นมา

“ท่านหญิง…ช่างงามยิ่งนัก ข้าไม่เคยเห็นหญิงใดที่มีเสน่ห์ดังนี้” ดาเร็มบางพูดขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา แต่ยังคงสัมผัสถึงความรู้สึกชื่นชม

“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ ท่านเองก็เป็นชายที่มีความกล้าแสดงออก และดูมีความน่าสนใจไม่แพ้กัน” มะสุหรีตอบด้วยรอยยิ้ม

ถึงแม้ทั้งสองจะเป็นเพียงแค่เพื่อนที่ได้พูดคุยกัน แต่ข่าวลือก็เริ่มแพร่สะพัดไปในหมู่บ้าน ความริษยาจาก “มะโฮรา” ภรรยาหลวงของ “ดะโต๊ะเสรีเกอร์” ได้โอกาสสร้างเรื่องใส่ร้ายมะสุหรีว่าเธอกำลังมีความสัมพันธ์ลับกับดาเร็มบาง

“ท่านดะโต๊ะเสรีเกอร์ ข้าพบว่าเจ้าหญิงมะสุหรีนั้น… มีชู้กับชายต่างแดน” มะโฮราพูดเสียงเย้ยหยัน ขณะที่เธอกำลังตั้งแผนที่จะให้คำพูดของเธอเป็นจริง

ความริษยาของ “มะโฮรา” สร้างความตึงเครียดให้กับมะสุหรีอย่างหนักจนทำให้ความเป็นอยู่ของเธอกลับตกอยู่ในความเสี่ยง

เธอถูกกล่าวหาว่าเป็นชู้กับดาเร็มบาง และคำสั่งประหารก็ถูกออกมาโดยเจ้าเมืองลังกาวี แม้ว่ามะสุหรีจะยืนยันในความบริสุทธิ์ของตน แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการประหารได้

ในวันที่เธอถูกนำตัวไปประหาร เครื่องมือประหารสารพัดถูกนำมาใช้ แต่สิ่งเหล่านั้นกลับไม่สามารถทำให้ชีวิตของมะสุหรีสิ้นสุดลงได้ เธอทนความเจ็บปวดอย่างเงียบ ๆ และในที่สุดเธอก็พูดขึ้น

“เพียงแค่กริชของบิดาข้าจะทำให้ชีวิตข้าหมดสิ้น… ไม่มีสิ่งใดที่จะปลิดชีวิตข้าได้หากมันไม่ใช่สิ่งนี้” มะสุหรีพูดด้วยเสียงแผ่วเบา ก่อนจะยิ้มอย่างเศร้า

ก่อนที่เธอจะเสียชีวิต มะสุหรีได้อธิษฐานและยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง “หากสิ่งที่ข้าพูดเป็นความจริง ขอให้เลือดข้าปรากฏเป็นสีขาว และขอสาปแช่งให้เกาะนี้ตกอยู่ในความทุกข์ยากตลอดไป”

เมื่อลมหายใจสุดท้ายของมะสุหรีหลุดออกมา เลือดที่ไหลออกจากร่างของเธอกลับปรากฏเป็นสีขาวเหมือนคำอธิษฐานที่เธอได้พูดออกไป พร้อมกับคำสาปแช่งที่ทำให้เกาะลังกาวีถูกครอบงำด้วยความทุกข์ยาก

ภายหลังจากนั้น หมู่บ้านมาวัตและหมู่บ้านใกล้เคียงถูกกองทัพสยามโจมตีทำลายไปจนสิ้น แม้กระทั่งหาดทรายก็กลายเป็นสีดำจนถึงปัจจุบัน

คำสาปแช่งของมะสุหรียังคงเป็นที่กล่าวขานไปทั่วเกาะลังกาวีและพื้นที่ใกล้เคียง จนเมื่อหลายสิบปีผ่านไป ตำนานของ “พระนางเลือดขาว” ยังคงมีชีวิตอยู่ในทุก ๆ เรื่องเล่าของผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องพระนางเลือดขาว 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… การกระทำที่ไม่ยุติธรรมจะต้องได้รับผลลัพธ์ที่ตามมา

แม้ว่า “มะสุหรี” จะถูกใส่ร้ายและต้องเสียชีวิตอย่างโหดร้าย แต่ความจริงและความบริสุทธิ์ของเธอไม่อาจถูกทำลายได้ คำสาปที่เธอทิ้งไว้ทำให้เกาะลังกาวีต้องเผชิญกับความทุกข์ยาก

และสะท้อนให้เห็นว่าความยุติธรรมจะได้รับการชำระล้างในที่สุด แม้ในเวลาที่ดูเหมือนไม่มีทางเลือกก็ตาม

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องพระนางเลือดขาว เป็นตำนานท้องถิ่นทางภาคใต้ของประเทศไทย ในแถบจังหวัดพัทลุง นครศรีธรรมราช ชุมพร สงขลา ตรัง และภูเก็ต โดยสำนวนจังหวัดพัทลุงนับเป็นสำนวนหลักที่แพร่หลายกว้างขวางมานาน ส่วนตำนานแม่เลือดขาวในเกาะลังกาวี เรียกว่ามะห์สุหรี

ยังคงเป็นที่เล่าขานในพื้นที่เกาะลังกาวีและแถบภาคใต้ของประเทศไทย โดยเฉพาะในนครศรีธรรมราชและพัทลุง ตำนานนี้เป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงการกระทำที่ไม่ยุติธรรม การต่อสู้เพื่อความบริสุทธิ์ และผลของการกระทำที่ไม่ดี ที่สุดท้ายความจริงก็จะเปิดเผยออกมา พร้อมกับผลที่ต้องรับจากการกระทำที่ไม่ยุติธรรม

นิทานนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต แต่ยังคงสอนให้เห็นถึงผลของความริษยาและการใส่ร้าย ว่าผลลัพธ์จากการกระทำเหล่านั้นจะย้อนกลับมาหาผู้ที่กระทำไปในที่สุด นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงการยืนยันในความจริง ที่สุดท้ายจะได้รับการพิสูจน์ แม้จะต้องผ่านความยากลำบากและการทดสอบที่หนักหน่วงก็ตาม

ตำนานพระนางเลือดขาวมีทั้งการบอกเล่าแบบมุขปาฐะและการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร โดยในส่วนการบันทึก เรียกชื่อหลายอย่าง เช่น เพลา, ตำรา หรือ พระตำรา ซึ่งรวบรวมไว้ในชื่ออย่างเป็นทางการว่า พระตำราบรมราชูทิศเพื่อกัลปนา มีการคัดลอกต่อ ๆ กันมาทำให้สำนวนแตกต่างกัน แล้วเก็บรักษาไว้ในชุมชนต่าง ๆ และตำนานยังเล่าว่าทรงปฏิสังขรณ์และสร้างวัดมากมายทั่วทั้งจังหวัดนครศรีธรรมราชถึง 54 วัด กับในจังหวัดพัทลุง สงขลา ตรัง สตูล ภูเก็ต ชุมพรอีกถึง 23 วัด

นิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องเงาะป่า

กาลหนึ่ง ไม่มีเสียงฆ้อง ไม่มีเสียงแคน ไม่มีแขกผู้มีเกียรตินั่งฟังอย่างพร้อมหน้า มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้ไหว กับเงาของคนเฒ่าคนแก่ที่นั่งพิงเสาเงียบ ๆ แล้วค่อย ๆ เอ่ยถ้อยคำเก่าแก่ที่ไม่มีใครรู้ว่าจริงหรือแค่เล่ากันมา

เรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านไทยที่ไม่มีเจ้าชาย ไม่มีนางฟ้า มีแต่เงาะป่าในผืนป่าลึก กับหัวใจดวงหนึ่งที่กล้าเดินสวนทางกับประเพณี ทั้งที่รู้ว่าปลายทาง… อาจไม่มีใครรอดกลับมา นิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องเงาะป่า

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องเงาะป่า

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องเงาะป่า

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ป่าลึกแถบเทือกเขาบรรทัด จังหวัดพัทลุง มีเด็กน้อยคนหนึ่งชื่อ “คนัง” รูปร่างดำแดง ผมหยิกฟู แก้มยุ้ยเหมือนลูกหว้า เขาเกิดในเผ่าเงาะป่าที่อาศัยอยู่ริมลำห้วย กินเผือก มัน หาของป่า เป็นชีวิตเรียบง่ายตามวิถีดั้งเดิม เด็กคนังนั้นมีเพื่อนรักคนหนึ่งชื่อว่า “ไม้ไผ่” เด็กชายหัวไวที่มักเดินตามคนังไปไหนมาไหนอยู่เสมอ

วันหนึ่ง แดดสายเพิ่งส่องลงมาต้องใบตะเคียน คนังเดินถือหวูดไม้เป่านก เดินลัดเลาะเข้าไปในป่าด้านทิศตะวันตก พร้อมเอ่ยเรียกเพื่อนดังลั่น “ไม้ไผ่ เอ็งอยู่นั่นรึเปล่า ข้าจะไปเป่านก”

เสียงจากบนต้นงิ้วยักษ์ตะโกนลงมา “อยู่สิ ข้ากำลังผูกผ้าขาวม้าอยู่พอดี รอเดี๋ยวนะ”

เด็กทั้งสองออกเดินทางด้วยเท้าเปล่า ผ่านโขดหิน ลำธารเล็ก ๆ แวะล้วงเผือกจากดิน แซะมันจากตอ ช่วยกันหาฟืน แล้วจุดไฟใต้ต้นกะโดน ปิ้งเผือกส่งกลิ่นหอมฟุ้งในอากาศ เสียงหวูดไม้เป่านกดังแว่ว ๆ ปนเสียงหัวเราะของเด็กทั้งสอง

ระหว่างกำลังนั่งเป่าเผือกอยู่นั้น ก็มีร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งเดินแหวกพุ่มไม้เข้ามาอย่างเงียบ ๆ เขาคือ “ซมพลา” ชายหนุ่มรูปร่างล่ำสัน ผิวคล้ำเกรียมแดด แต่ดวงตานั้นอ่อนโยนยิ่งนัก

“โอ้โห นึกว่าแค่กลิ่นเผือก ข้าก็เลยตามกลิ่นมา ที่แท้มีเด็กสองคนแอบปิ้งกันนี่เอง”

“พี่ซมพลา! มาทำไมกลางป่าลึกล่ะ?” ไม้ไผ่ถามพลางหยิบเผือกยื่นให้

ซมพลานั่งลงข้างกองไฟ รับเผือกมาแล้วเป่าลมใส่ พลางพูดเสียงเบา “ข้าไม่ได้มาหาเผือกหรอก ข้ามาเพราะเรื่องพี่ลำหับต่างหาก”

ทันใดนั้น ไม้ไผ่ก็ทำหน้าตึงเล็กน้อย เหลือบมองไปทางคนังที่นั่งเคี้ยวเผือกอยู่แล้วหันกลับมาถามเสียงต่ำ “เรื่องอ้ายฮเนานั่นน่ะหรือ?”

ซมพลาพยักหน้า สีหน้ากังวล “ใช่ ฮเนาส่งคนไปสู่ขอแล้ว ข้าได้ยินมาว่าทางผู้ใหญ่ก็เห็นชอบ ข้าก็เลยอยากรู้ว่านางลำหับคิดอย่างไร…”

คนังฟังเงียบ ๆ แต่ก็ขยับเข้ามานั่งใกล้ขึ้น ดวงตาเขามีแววซนและสนใจอย่างเห็นได้ชัด ไม้ไผ่นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ย “พี่สาวข้าไม่เอ่ยอะไรเลย เจ้าก็รู้ว่านางพูดน้อย… แต่ถ้าเจ้าถามข้า ข้าก็อยากให้นางแต่งกับเจ้ามากกว่าไอ้ฮเนานั่นแน่ ๆ”

ซมพลาแอบยิ้มเล็ก ๆ “เจ้าคิดอย่างนั้นหรือไม้ไผ่?”

“ก็เจ้าดีกว่า มองจากตาแล้วข้าก็รู้”

ซมพลาหัวเราะเบา ๆ ก่อนล้วงเอาดอกไม้กลีบบางกับเล็บเสือที่แห้งแล้วจากย่ามออกมายื่นให้ “ข้าฝากเจ้าพาไปให้นาง ข้าฝากความในใจไว้ในกลิ่นดอกไม้เถิด”

ไม้ไผ่รับของไว้เงียบ ๆ ไม่พูดอะไร คนังจ้องตาซมพลาแล้วเอ่ยขึ้นลอย ๆ “นางจะเข้าใจไหมนะ… ความในใจที่ไม่เคยพูดกันตรง ๆ น่ะ”

ทั้งสามนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ ปล่อยให้ไฟค่อย ๆ มอดลง พร้อมกับความเงียบที่เริ่มย่องเข้ามาแทนที่เสียงหัวเราะแต่เดิม

เช้าวันต่อมา ไม้ไผ่เอ่ยปากชวนลำหับพี่สาวของตนเข้าไปเก็บดอกไม้ในป่าลึก อ้างว่าเห็นต้นบุนนาคกำลังออกดอกงามดี ลำหับนิ่งนึกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าตกลง ไม้ไผ่รู้ดีว่านี่คือแผนของซมพลาที่ฝากไว้ ลำหับนั้นรูปร่างสูงโปร่ง ผมดำขลับ ดวงหน้าเยือกเย็นและมีแววเศร้าในดวงตาที่ใครเห็นก็มักหลงใหล

เดินไปถึงชายป่า ไม้ไผ่ปล่อยให้นางลำหับอยู่ลำพังในดงดอกไม้ กิ่งไม้ไผ่โน้มลงต่ำเพราะลมแรง นางยื่นมือขึ้นไปแตะปลายยอดหวังจะเด็ดดอกข้างบน แต่ทันใดนั้น งูสีเขียวตัวหนึ่งก็โผล่ออกมาจากกิ่ง พันรัดแขนของนางแน่น ลำหับตกใจจนร้องออกมาแล้วก็หมดสติลงกับพื้น

ไม่กี่ลมหายใจต่อมา ร่างของซมพลาก็กระโจนเข้ามา ใช้มีดสั้นในมือฟันงูจนหลุดออก แล้วรีบประคองนางขึ้นมาแนบอก เขาลูบแขน ลูบหน้าผาก ดูหาว่าถูกกัดหรือไม่ เมื่อเห็นว่านางไม่มีรอยแผล จึงถอนหายใจโล่งอก แล้วโอบร่างนางไว้นิ่ง ๆ

“อย่าเป็นอะไรเลย… หากเจ้าตาย พี่นี้จักตายตาม”

ลำหับค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เห็นว่าถูกโอบไว้ก็ตกใจ ผลักซมพลาออกเบา ๆ แล้วก้มหน้าเขินอาย ซมพลาถามเสียงแผ่ว “เป็นอย่างไรบ้าง เจ็บตรงไหนไหม?”

นางส่ายหน้าเบา ๆ แล้วกล่าวเพียงคำเดียว “ขอบคุณ… ข้าจะจำบุญคุณของเจ้าไว้ จนกว่าชีวิตจะหาไม่”

สายตาทั้งสองสบกันเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเบนหลบ ลำหับเดินกลับโดยไม่พูดอะไรอีก แต่ใจนั้นเต้นไม่เป็นจังหวะ ขณะเดียวกัน ซมพลาก็ยืนมองตามหลังนางนิ่ง ๆ ก่อนจะถอนหายใจ แล้วหันหลังกลับเข้าป่าลึกไปอย่างเงียบงัน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องเงาะป่า 2

วันแห่งพิธีมงคลมาถึงอย่างไม่มีใครเอ่ยห้ามหรือค้าน ลานใต้ต้นตะเคียนใหญ่ถูกจัดแต่งเป็นสถานที่ประกอบพิธีแต่งงาน ฝ่ายฮเนาแต่งกายเต็มยศ ผ้าผูกเอวแดงสด ขันหมากเดินนำหน้าผ่านหมู่บ้านเงาะป่า เสียงฆ้องกลองดังก้อง ลำหับแต่งกายด้วยผ้าทอเนื้อนุ่ม สวมกลีบไม้หอมไว้บนศีรษะ หน้านิ่งสนิท ไม่มีแววสุขหรือเศร้า เพียงยิ้มบาง ๆ ตามแบบหญิงที่ถูกพรากการตัดสินใจไปตั้งแต่ต้น

นางนั่งสงบอยู่ในห้องไม้ขณะพิธีดำเนินไป เหม่อมองออกไปเห็นชาวบ้านวิ่งวุ่นตระเตรียมพิธี เห็นขบวนฮเนาย่างเข้ามาในลานใต้ต้นตะเคียน แล้วใจนางก็ไหววูบเมื่อนึกถึงอ้อมแขนของชายอีกคนที่เคยโอบรัดไว้ด้วยความห่วงหา

ทันใดนั้น ไม้ไผ่ก็ลอบเข้ามากระซิบข้างหูเบา ๆ “พี่ซมพลาให้ข้ามาบอก… ว่าคืนนี้ จะพาเจ้าหนี”

ลำหับชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ โดยไม่เอ่ยคำ นางกลับมาแต่งตัวให้เรียบร้อย เตรียมร่วมพิธีแต่งอย่างไม่มีใครสงสัย เมื่อพระอาทิตย์คล้อยต่ำ ขบวนเจ้าบ่าวเจ้าสาวพร้อมกันเข้าป่า เป็นธรรมเนียมของเงาะป่า ว่าหากจะเป็นผัวเมียกันจริง ต้องเข้าป่าอยู่ร่วมกันให้ครบเจ็ดวันเจ็ดคืน

คืนนั้นเองในป่าลึก ลำหับกับฮเนานั่งหันหลังให้กองไฟ ฮเนาพยายามเข้าไปใกล้นาง สายตาเขาเต็มไปด้วยความหวัง ลำหับขยับตัวถอยหนี แล้วก้มหน้าต่ำ ครั้นฮเนายื่นมือแตะต้นแขน ก็มีหินก้อนหนึ่งลอยมาเฉียดศีรษะเข้าเต็มแรง

“ใครมันกล้าทำเช่นนี้!?” ฮเนาตะโกนลั่น แล้ววิ่งออกตามทิศที่หินลอยมา ทิ้งลำหับไว้เบื้องหลังโดยลำพัง

เพียงไม่นานนัก ร่างของซมพลาก็โผล่ออกมาจากเงาไม้ แสงไฟจากกองเพิงส่องให้เห็นหน้าเขาชัด นัยน์ตาหนักแน่นแต่รีบเร่ง “ลำหับ… ไปกับข้าเดี๋ยวนี้เถิด”

นางพยักหน้าไม่เอ่ยคำ แล้วซมพลาก็อุ้มนางขึ้นแนบอก ก้าวพ้นเพิงไม้ วิ่งลัดเข้าป่าลึกไปอย่างเงียบงัน ทิ้งไว้แต่กลิ่นดอกไม้ที่นางเคยเก็บในย่ามและเสียงไฟที่ค่อย ๆ มอดลงใต้ต้นตะเคียน

ด้านฮเนา ตามหาคนปาขว้างอยู่ทั้งคืน พอหาไม่พบ กลับมาก็ไม่เห็นลำหับอยู่ที่เดิมแล้ว หัวใจเขาหล่นวูบ ทั่วป่าดังก้องด้วยเสียงร้องเรียกชื่อหญิงสาว แต่ไม่มีเสียงใดตอบกลับมา

ซมพลากับลำหับหนีไปอาศัยอยู่ในถ้ำลึกกลางป่าทึบ มีลำธารไหลผ่านด้านหน้า มีรังนกเงือกเกาะบนต้นไม้ใหญ่ เสียงป่าดังแผ่ว ๆ คล้ายบทเพลงกล่อมใจ ทั้งสองใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบเหมือนเงาที่หลบจากแสง ทุกค่ำคืนคือความสุขเงียบ ๆ ที่ไม่ต้องอธิบายเป็นคำ

ลำหับนั่งทอเสื่อ ส่วนซมพลาออกล่าหาอาหาร ความรักในสายตาทั้งสองมีมากพอจะพาให้โลกทั้งใบเงียบสงบได้ แต่เสบียงในถ้ำก็เริ่มร่อยหรอ ลำหับจึงขอร้องซมพลาไม่ให้ออกไป เพราะฝันร้ายเมื่อคืนยังค้างในใจ แต่ซมพลากลับยิ้ม “ข้ารู้เจ้าห่วง ข้าก็ห่วงเจ้า… แต่เราต้องมีชีวิตอยู่นะ”

นางคว้ามือเขาไว้แน่น “ถ้าพี่ไป แล้วกลับมาไม่ได้ล่ะ?”

เขาเอื้อมมือแตะหน้าผากนางเบา ๆ “พี่สัญญา… พี่จะกลับมา”

แล้วเขาก็หันหลังเดินจากไป หายลับเข้าไปในผืนป่าที่ลึกเสียจนไม่มีใครรู้ทางกลับแน่นอน

ในเวลาเดียวกัน ฮเนากลับถึงหมู่บ้าน เล่าเรื่องทั้งหมดให้ผู้ใหญ่ฟัง และมีเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า “มันลักนางไป! ซมพลาต้องได้รับโทษ” ฮเนาออกเดินทางพร้อมรำแก้ว ปองสอง และปองสุด ทั้งสี่ตามรอยซมพลาเข้าป่า จนมาพบชายหนุ่มกำลังหอบของป่าเดินกลับมาเพียงลำพัง

“ซมพลา! ปล่อยนางลำหับเสีย!”

ซมพลาวางของลง ไม่พูดตอบ เขาเหนื่อยเกินกว่าจะเถียง แต่ก็ไม่ยอมถอย ฮเนาเข้าต่อสู้ทันที มือฟาด ไม้ฟัน เสียงดังกลางพงหนาทึบ

ขณะหนึ่งฮเนาพลั้งถอยออก รำแก้วสบช่อง เป่าลูกดอกอาบยาพิษออกไปเงียบ ๆ ปลายลูกดอกพุ่งเข้าหน้าผากของซมพลาทันที เขาโงนเงน สะดุด แล้ววิ่งโซเซออกจากที่นั้นโดยไม่อาจสู้ต่อ

ในอีกมุมหนึ่ง ลำหับรู้สึกใจหายวาบ รีบออกจากถ้ำตามหาซมพลา ครั้นเดินลึกเข้ามาก็พบเขานอนพิงโคนไม้ใหญ่ ร่างกายเย็นลงทุกขณะ ดวงตาพร่ามัวเต็มไปด้วยความเสียดาย

“ลำหับ… ข้าเสียใจ… ที่เราหนีกันมาเช่นนี้ แต่ข้าก็ไม่เสียใจ… ที่ได้รักเจ้า”

นางร้องไห้สะอึกสะอื้น จับมือเขาแน่นไม่ปล่อย

“อย่าทิ้งข้าไป… เจ้ายังไม่ได้พาเราหนีให้ไกลพอเลย”

ซมพลายิ้มจาง ๆ เอื้อมมือไปแตะแก้มนางเบา ๆ แล้วหลับตาลง เสียงลมหายใจเงียบหายไปพร้อมกับชีวิต

ลำหับมองเขานิ่ง แล้วหยิบมีดจากมือซมพลาขึ้นมา กระชับแน่นด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะกรีดเข้าที่ซอกคอของตนเองอย่างไม่ลังเล นางล้มทับร่างของชายคนรัก ดวงตาปิดลงด้วยรอยน้ำตา

ไม่นานนัก ฮเนาเดินมาถึง เห็นภาพตรงหน้าเข้าชัดเจน ร่างของคนสองคนที่เขาเคยเรียกว่าศัตรู บัดนี้แน่นิ่งเคียงกันไร้ลมหายใจ ความจริงทั้งหลายปรากฏต่อหน้าเขาอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ลำหับไม่ได้ถูกลักพา… แต่หนีมากับชายที่นางรักเอง

ฮเนาเงียบงัน ปล่อยมีดในมือร่วงลงพื้น เสียงลมป่าพัดไหวดังก้องในอก “ลำหับ… เจ้ารักมันจริง ๆ ใช่ไหม…”

เขาค่อย ๆ ทรุดตัวลงข้างศพทั้งสอง เอื้อมมือจับมือของลำหับที่เย็นเฉียบ แล้วพูดกับความว่างเปล่า “หากคนที่ข้ารัก ไม่รักข้า ข้าจะอยู่ไปเพื่อใคร…”

เขาหยิบมีดขึ้นมา จับด้ามมั่น ก่อนจะกดปลายคมเข้าที่อกของตนอย่างแม่นยำ แล้วล้มลงข้างนางลำหับ

ในเช้าของวันถัดมา รำแก้ว ปองสอง และปองสุดช่วยกันฝังร่างทั้งสามไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ โปรยดอกไม้ลงบนหลุมด้วยมือสั่น ๆ ไม่เอ่ยถ้อยคำใด นอกจากวาจาสั้น ๆ ที่ใครบางคนพึมพำ

บางคนว่าเสียงนกเงือกยังคร่ำครวญข้ามวัน บางคนว่าเสียงหวูดไม้ของเด็กคนัง ยังแว่วมาอยู่ข้างหูเสมอ

“นี่คือความรักของเงาะป่า ที่ลึกกว่าป่า และยาวนานกว่าลม”

และเรื่องราวรักของเงาะป่าในป่าลึก… ก็ยังคงถูกเล่าขานไปอีกนานแสนนาน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องเงาะป่า 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความรักที่แท้จริงไม่อาจถูกกำหนดด้วยประเพณี หรือความเห็นชอบของใคร หากไร้ใจ ความผูกพันก็เป็นเพียงเงา

เมื่อลำหับมิได้รักฮเนา แต่ถูกจัดงานวิวาห์ตามขนบ นางจึงเลือกเดินตามหัวใจ แม้ต้องหนี แม้ต้องแลกด้วยชีวิต ขณะที่ซมพลาก็รักนางอย่างสัตย์ซื่อ ไม่เคยครอบครองด้วยแรง หากด้วยความห่วงใยจนวินาทีสุดท้าย ส่วนฮเนา แม้จะรักแต่มิอาจยัดเยียดความรักให้ใครได้จริง

สุดท้ายความรักที่แท้ จึงมิได้ถูกวัดด้วยว่าใครได้แต่งงาน แต่คือใครเข้าใจหัวใจของกันและกันจนวันสุดท้าย

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องเงาะป่า ฉบับนี้มีรากมาจากวรรณกรรมท้องถิ่นภาคใต้ที่ผสมผสานความเชื่อ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมของชาวเงาะป่าหรือ “ซาไก” ในพื้นที่แถบเทือกเขาบรรทัด โดยเฉพาะในจังหวัดพัทลุง สตูล และนราธิวาส เรื่องราวถูกเล่าขานปากต่อปากมาอย่างยาวนานในรูปแบบนิทานพื้นบ้าน ซึ่งมักเล่าในช่วงค่ำโดยผู้เฒ่าผู้แก่ให้ลูกหลานฟังใต้ถุนเรือน

แม้จะมีโครงคล้ายวรรณกรรมรักโศกอย่างรามเกียรติ์หรือโรมิโอกับจูเลียต แต่ “เงาะป่า” ฉบับพื้นบ้านภาคใต้มีลักษณะเฉพาะที่สะท้อนความเชื่อแบบไทยแท้ เรื่องของการครอบครองตามประเพณีที่ขัดกับหัวใจ, การตัดสินด้วยความเข้าใจผิด, และการเลือกความรักเหนือชีวิต มักเป็นประเด็นที่ถูกเล่าผ่านชะตากรรมของตัวละครอย่างลำหับ ซมพลา และฮเนา

นิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องเงาะป่า เล่าเรื่องรูปแบบกลิ่นพื้นอายนิทานพื้นบ้าน ใช้สัญลักษณ์จากธรรมชาติ เช่น ต้นตะเคียน งู ลูกดอก และถ้ำ มาแทนความรู้สึก ความกลัว และทางเลือกของมนุษย์ ชื่อนางลำหับ ซมพลา ฮเนา รำแก้ว ฯลฯ ล้วนมีรากเสียงและสำเนียงจากภาษาท้องถิ่นใต้ ทำให้เรื่องนี้ไม่เพียงเป็นนิทานรัก แต่เป็นภาพสะท้อนวัฒนธรรมชนบทไทยภาคใต้ที่ยังฝังแน่นในความทรงจำของผู้คนจนถึงปัจจุบัน

“ความรักที่แท้ มิใช่การครอบครอง แต่คือการยอมให้หัวใจได้เลือกทางของมัน แม้ปลายทางจะเป็นความตาย ก็ยังงดงามกว่าการอยู่ร่วมที่ไร้รัก”

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องปู่ตั๋วหลาน

เมื่อความเงียบเข้าครอบคลุมใต้ถุนบ้าน และเสียงลมพัดพาเอาความเก่าก่อนกลับมา ปู่ก็เริ่มเล่านิทานพื้นบ้านไทยเรื่องหนึ่งให้หลานฟัง เรื่องนั้นไม่มีใครรู้ว่าจริงหรือไม่จริง ไม่มีหลักฐาน ไม่มีพยาน ไม่มีแม้แต่บทเรียนชัดเจนให้จดจำ แต่กลับถูกเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีกจากปากคนเฒ่าคนแก่รุ่นแล้วรุ่นเล่า

ไม่ใช่เรื่องของวีรบุรุษ ไม่ใช่ตำนานของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่เป็นเรื่องของสิ่งเล็ก ๆ ที่ไม่มีผู้ใดเคยนับค่า ทว่าคำพูดเพียงคำเดียวของมันกลับฝังแน่นอยู่ในใจผู้ฟังจนนานเท่านาน กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องปู่ตั๋วหลาน (ปู่โกหกหลาน)

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องปู่ตั๋วหลาน

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องปู่ตั๋วหลาน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว แดดบ่ายสาดลงมาบนลานดินจนร้อนระอุ เสียงจักจั่นร้องระงม ลมโชยบางเบาพาเอากลิ่นหญ้าแห้งปนกลิ่นควายมาแตะจมูกใต้ถุนเรือนเก่าหลังหนึ่ง ปู่วันนั่งพิงเสา เคี้ยวหมากเสียงดังกรอบแกรบ ข้างตัวคือหลานชายคนเดียวที่นั่งยอง ๆ กำลังย่ำข้าวเหนียวใส่น้ำพริกปลาร้าอยู่พลาง เอ่ยขึ้นเสียงใสว่า “ปู่ ปู่ เล่าเรื่องเก่าให้ข้าฟังหน่อยสิ เรื่องแปลก ๆ ที่ปู่เคยได้ยินเมื่อก่อนน่ะ”

ปู่ยิ้มมุมปาก ลูบหัวหลานเบา ๆ ก่อนจะเอียงตัวพิงเสาอย่างสบายใจ แล้วพูดว่า “เอ็งเคยเห็นแมงกุดจี่ไหมล่ะ?”

เด็กชายพยักหน้าไวทันที “เคยสิ มันก็แมลงตัวเล็ก ๆ ที่คาบขี้ควายกลม ๆ กลิ้งไปกลิ้งมานั่นแหละ ใช่ไหมปู่?”

“ใช่แล้วล่ะ” ปู่ตอบพลางอมยิ้ม “แต่เอ็งรู้ไหมว่า ครั้งหนึ่งมันเคยจะไปเมืองลังกา”

เด็กชายทำตาโต กลืนน้ำลายแทบไม่ทัน “ลังกา… เมืองในเรื่องรามเกียรติ์นั่นน่ะเรอะ?”

“ก็นั่นแหละ ไม่ผิดหรอก” ปู่ตอบเสียงเรียบ แต่สายตามีแววขำขันพลางเริ่มเล่าช้า ๆ “แต่ก่อนนั้นนานมาแล้ว มีแมงกุดจี่ผัวเมียคู่หนึ่ง มันช่วยกันกลิ้งเบ้า… ก็คือก้อนดินกลม ๆ ที่มันห่อไข่มันไว้ เดินทางข้ามคันนา ลุยหล่มดิน ผ่านทุ่ง ผ่านพง ข้ามกองขี้ควาย ตะเกียกตะกายไปไม่หยุดมือ ท่าทางคล้ายมีเป้าหมายสำคัญ มันกลิ้งกันอยู่สองตัวอย่างนั้น พอดีวันหนึ่ง มันกลิ้งผ่านไปทางใต้ต้นกระโดนใหญ่ที่ชายทุ่ง ขณะนั้นเอง มีหมาตัวหนึ่งนอนขี้เกียจอยู่ตรงนั้น พอเห็นกุดจี่สองตัวกลิ้งเบ้ามา ก็งึดนัก มันลุกขึ้นมายืดขา แล้วถามขึ้นเสียงขรึมว่า…”

‘เจ้า ๆ สองตัวนี่จะพากันไปไหนหรือวะ?’

‘เราสองผัวเมีย จะไปเมืองลังกา’ กุดจี่ตัวผู้ตอบเสียงแน่วแน่ ไม่หยุดกลิ้งแม้แต่น้อย

ไอ้หมาเลิกคิ้ว หาวปากกว้างก่อนหัวเราะหึ ๆ ในคอ ‘เมืองลังกาเนี่ยนะ? ที่อยู่ไกลลิบโพ้นข้ามทะเลข้ามฟ้าน่ะหรือ? เอ็งคิดจะกลิ้งเบ้าไปถึงที่นั่นให้ได้รึ?’

‘ใช่สิ’ กุดจี่ตอบเสียงนิ่ง ‘ก็ได้ข่าวว่าเมืองลังกานั้นโดนหนุมานเผาจนวอดวายหมดแล้ว ครกตำพริกตำขิงก็ไหม้ไม่มีเหลือ ข้าเลยจะเอาเบ้านี่ไปถวายพระเจ้าเมือง ให้ท่านได้ตำพริกกินข้าวอีกหน’

หมาทำตาเหลือกกลอกมองก้อนเบ้าในมือแมงกุดจี่ แล้วถอนใจเฮือกใหญ่ ‘ข้าไม่อยากดูถูกเจ้านะ แต่เจ้าตัวแค่นี้ จะทำครกอะไรได้ ก้อนเดียวเนี่ยนะ?’

กุดจี่ตัวเมียที่เงียบอยู่ตลอด พูดขึ้นเสียงนุ่มนวล ‘ก้อนนี้น่ะ ข้าจะปาดให้เป็นครกได้ตั้งสามใบ ใช้ได้ทั้งบ้าน’

หมาฟังแล้วถึงกับเงียบงัน พูดไม่ออก มันเอียงคอซ้ายทีขวาที มองกุดจี่สองตัวที่ยังกลิ้งเบ้าอย่างไม่ลดละ แล้วพูดเสียงเบาว่า ‘เมืองลังกา… แล้วเจ้าจะไปถึงทันมื้อเช้าไหม?’

‘ถึงสิ ถึงแน่ ข้ากลิ้งทางไว้หมดแล้ว ลมก็รู้ ฟ้าก็รับ เบ้านี่จะถึงก่อนแสงอรุณเสียอีก’

ไอ้หมานั่งนิ่งไปครู่หนึ่ง พยักหน้าช้า ๆ อย่างคนหมดปัญญาจะเถียง มันจ้องมองสองกุดจี่ผัวเมียที่ค่อย ๆ กลิ้งเบ้าออกไปไกล ลับคันนาไปทีละน้อย

เสียงเบ้าครูดดินดังแกร่ก ๆ ฟังดูแปลกหูนัก มันพึมพำกับตัวเองเบา ๆ “ถ้าเอ็งถึงเมืองลังกาได้จริง ข้าคงต้องเลิกกินแมงกุดจี่ไปตลอดชีวิตแน่ ๆ”

แล้วตั้งแต่นั้นมา ก็ไม่มีใครเคยเห็นหมาตัวนั้นแตะต้องแมงกุดจี่อีกเลย ไม่ว่าตัวสดที่เดินอยู่ในขี้ควาย หรือแม้แต่ตัวที่ถูกคั่ว ทอด ตากแห้งจนหอมฉุย มันก็เมินหน้าหนีตลอด

พอมีคนถาม มันก็ตอบเพียงว่า “กุดจี่ไม่ใช่แมงธรรมดา มันกลิ้งเบ้าไปถวายพระเจ้าเมืองลังกา ข้าจะไปกินมันได้อย่างไร”

จากนั้นเป็นต้นมา หมาทั้งหมู่บ้านก็พลอยไม่กินกุดจี่ตามกัน ไม่มีใครกล้าพอจะเถียงกับคำของไอ้หมาตัวนั้น บางคนว่าเพราะมันเชื่อ

บางคนว่าเพราะมันงง บางคนก็ว่าเพราะมันขี้เกียจเถียง บ้างก็หัวเราะหยันว่า มันแค่ไม่ชอบกลิ่นขี้ควายของเบ้านั้นก็เท่านั้นเอง

แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด เรื่องราวของกุดจี่ที่กล้ากลิ้งเบ้าไปเมืองลังกาก็แพร่สะพัดทั่วทั้งหมู่บ้าน และยังคงถูกเล่าขานเรื่อยมาจนถึงวันนี้

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องปู่ตั๋วหลาน 2

เรื่องที่แมงกุดจี่จะไปเมืองลังกานั้น แรก ๆ คนก็เล่ากันขำ ๆ บ้างก็หัวเราะเยาะ บ้างก็งึดตามหมา ทว่าพอนานวันเข้า มันกลับกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครกล้าล้อเลียน

ใครเอ่ยถึงกุดจี่ ก็ต้องพูดด้วยท่าทีแปลก ๆ คนเฒ่าคนแก่เริ่มบอกต่อกันว่า อย่าพูดจาเล่นลิ้นกับกุดจี่ เพราะมันอาจไม่ได้ตั๋วขำ ๆ อย่างที่คิด

บางคนเล่าว่าเคยเห็นเบ้ากลิ้งผ่านหน้าบ้านยามดึก กลิ้งเองโดยไม่มีแมงคาบ ไม่มีลม ไม่มีมือใคร บางคนว่าเคยได้กลิ่นดินขี้ควายสด ๆ ลอยมากลางดึก ทั้งที่แถวนั้นไม่มีควาย ไม่มีคอก เรื่องก็ชักจะพิกลขึ้นทุกที

ปู่วันเล่าต่อให้หลานฟัง พลางหยิบยาสูบมวนด้วยใบตองแห้ง มือสั่น ๆ แต่เสียงยังมั่นคง “เอ็งรู้ไหมหลานเอ๊ย… เบ้าแมงกุดจี่น่ะ บางทีเขาว่ากันว่ามันไม่ใช่แค่ห่อไข่ แต่มันห่อเรื่อง ห่อคำ ห่อความมุ่งหมายไว้ด้วย”

“ข้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีปู่ กุดจี่มันแค่แมงตัวเล็ก ๆ จะไปลังกาได้ยังไง”

“นั่นสิ มันก็เป็นแค่แมง แต่คำของมันน่ะใหญ่ยิ่งนัก มันพูดด้วยความมั่นใจ จนหมายอมแพ้ มันพูดจนคนหยุดกินมัน คำพูดแบบนี้ ถึงจะตั๋ว… แต่มันก็เปลี่ยนโลกได้ เอ็งว่าไหม?”

หลานเงียบไปนาน มองปล้องไผ่ที่ไหวตามลม “แล้วถ้ามันถึงลังกาจริง ๆ ล่ะปู่? ถ้าพระเจ้าเมืองลังกาได้ครกจากเบ้านั่นจริง ๆ?”

ปู่ยิ้มมุมปาก พ่นควันออกจากจมูกเบา ๆ ไม่ตอบในทันที

คืนหนึ่ง มีคนในหมู่บ้านฝันเห็นนครแปลกตา มีไฟเผาท้องฟ้า มีกลิ่นดินไหม้ มีเสียงตำพริกจากครกดินแดง เสียงนั้นดังก้องไปทั่วเมือง แต่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นแค่ฝันหรือของจริง และไม่มีใครกล้ายืนยันว่ามันเกี่ยวกับแมงกุดจี่หรือไม่

ใต้ถุนเรือนเงียบลงเมื่อดึกคล้อย เด็กชายเอนตัวลงนอนบนเสื่อเก่า มองขึ้นไปเห็นเงาเสาไม้ไหววูบไหวจากแสงตะเกียง เขาพึมพำเบา ๆ ถามขึ้นอีกครั้ง “ปู่… แล้วปู่ล่ะ เชื่อหรือไม่ว่ากุดจี่ไปถึงลังกา?”

ปู่วันหัวเราะเบา ๆ ก่อนตอบอย่างช้า ๆ “ข้าจะว่าอย่างไรก็คงไม่มีความหมายเท่าเอ็งคิดเองดอกหลานเอ๊ย… แต่ข้ารู้เพียงว่า หมาน่ะ มันไม่ได้กลัวกุดจี่หรอก มันกลัวความเชื่อของมันเอง มันกลัวว่าคำพูดของกุดจี่จะเป็นจริง”

เด็กชายเงียบ ไม่ถามอะไรอีก มือลูบเบ้าเล็ก ๆ ที่เขาเก็บไว้เล่นในตอนกลางวัน เงียบงันไปกับเสียงใบไม้ เสียงจักจั่น และเสียงลมพัดที่เหมือนจะพาอะไรบางอย่างมาในความมืด

ก่อนตะเกียงจะดับ ปู่พูดขึ้นเป็นคำสุดท้ายของคืนนั้น “หลานเอ๊ย… คนเราไม่ต้องมีเขา ไม่ต้องมีเขี้ยว ไม่ต้องมีอาวุธ หากมีเพียงคำพูดที่คนฟังแล้วต้องหยุดคิด แค่นั้นก็ใหญ่ได้เหมือนกุดจี่นั่นแหละ”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องปู่ตั๋วหลาน 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… คำพูด แม้ไร้อำนาจจริง แต่ถ้ามั่นใจพอ มันก็สามารถเปลี่ยนใจผู้ฟัง เปลี่ยนมุมมอง และเปลี่ยนพฤติกรรมได้

แมงกุดจี่ไม่ต้องแสดงพลังใด ๆ ไม่ต้องไปถึงเมืองลังกาจริง ๆ แค่พูดอย่างมั่นคง หมาก็ไม่กล้ากินมันอีก ความสำเร็จจึงไม่ได้อยู่ที่การไปถึงจุดหมายเสมอไป แต่อยู่ที่การทำให้คนอื่นเชื่อว่าเราจะไปถึง และบางครั้ง เพียงแค่พูดให้กล้าพอ ก็กลายเป็นจริงในสายตาคนอื่นแล้ว ไม่ว่าเราจะเล็กแค่ไหนในโลกใบนี้ก็ตาม

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องปู่ตั๋วหลาน (ปู่โกหกหลาน) มีต้นทางมาจากคำบอกเล่าของนายวัน ทองคำ ผู้ใหญ่บ้านคำเม็ก หมู่ที่ ๕ ตำบลทุ่งแด้ อำเภอเมืองยโสธร ซึ่งเป็นการเล่าขานกันมาในชุมชนพื้นถิ่นอีสาน ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นด้วยถ้อยคำธรรมดาแบบชาวบ้าน แต่แฝงอารมณ์ขัน ไหวพริบ และแนวคิดลึกซึ้งแบบคนท้องถิ่น

เนื้อหาเล่าถึงแมงกุดจี่ผัวเมียที่กำลังกลิ้งเบ้า ซึ่งเป็นก้อนขี้ควายที่มันใช้ห่อไข่ กลิ้งไปตามทางอย่างมุ่งมั่น แล้วไปพบหมานอนอยู่ริมทาง พอหมาถามว่าจะไปไหน กุดจี่ก็ตอบว่า “จะไปเมืองลังกา” ด้วยเหตุผลที่ว่าเมืองลังกาถูกไฟเผาจนไม่มีครกตำพริกแล้ว จึงจะเอาเบ้าไปถวายพระเจ้าเมือง ทำครกขึ้นใหม่จากขี้ควายนั้น

หมาได้ฟังก็งงและดูถูก แต่เมื่อกุดจี่ตอบกลับด้วยความมั่นใจ ไม่ลังเล ไม่สะทกสะท้าน หมากลับเริ่มลังเลในความคิดของตัวเอง สุดท้ายก็เชื่อ และนับแต่นั้นเป็นต้นมา มันก็ไม่กล้าแตะต้องกุดจี่อีกเลย

นิทานเรื่องนี้ไม่ได้ตั้งใจจะเล่าให้ดูสมจริง แต่เล่าผ่านภาษาพื้นบ้านที่มีชีวิต มีการเล่นคำ ประชด ประชัน และเย้าแหย่ในวิธีคิดของคน ฟังดูเหมือนเรื่องโกหกที่เด็กเล็กหัวเราะได้ แต่กลับแฝงคำสอนลึก ๆ เรื่องพลังของการพูด การกล้าเชื่อในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และการใช้ถ้อยคำพลิกสถานการณ์

นิทานปู่ตั๋วหลานจึงยังคงถูกรำลึกถึง เล่าต่อกันไปในชุมชนอีสาน บ้างก็เล่าให้ขำ บ้างก็เล่าให้คิด และไม่ว่าเรื่องจะจริงหรือไม่ คำพูดของกุดจี่ ก็ยังกลิ้งอยู่ในความทรงจำของคนฟังจนถึงวันนี้

“คำพูดที่มั่นคง อาจพาใจคนเดินทางไกลกว่าร่างกายที่เคยก้าวถึง”

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานกุดนางใย

ในพื้นดินแห่งแดนอีสานที่แสงเดือนฉายผ่านทุ่งเงียบ และเสียงลมพัดไหวต้นตาลยามดึก ยังมีบางเรื่องเล่านิทานพื้นบ้านไทยไม่เคยจางไปจากความทรงจำ บางเสียงยังซ่อนอยู่ในริ้วคลื่น และบางเงาก็ยังล่องอยู่เหนือน้ำเย็นที่ผู้คนไม่กล้าเอ่ยถึงโดยไม่มีเหตุผล

เรื่องที่ผู้เฒ่าเล่าให้ฟังใต้แสงตะเกียง อาจเป็นเพียงนิทานสำหรับเด็ก หรืออาจเป็นบันทึกของใครบางคนที่ถูกลืมไว้ในสายลม ความลับที่เคยถูกกลบด้วยความกลัว… ยังไม่เคยเงียบจริงในคืนเดือนหงาย กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานกุดนางใย

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานกุดนางใย

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานกุดนางใย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในแดนกลางทุ่งที่เงียบสงบแห่งหนึ่ง มีแม่ลูกอาศัยอยู่เพียงสองคน ตั้งบ้านเรือนเรียบง่ายไว้ใกล้ลำกุดใหญ่ อันมีต้นยาง ต้นตะเคียนเรียงรายริมฝั่งน้ำ ชาวบ้านละแวกนั้นเรียกลำน้ำนั้นว่า “กุดล่าง” ยังมิได้ตั้งชื่อเรียกเฉพาะ

แม่ผัวเป็นหญิงแก่ใจแข็ง หยัดยืนอยู่ได้เพราะรักลูกชาย ส่วนลูกชายก็ตั้งหน้าตั้งตาหาทางเลี้ยงดูแม่กับเมียให้สุขสบาย พอแต่งเมียได้ไม่นาน ลูกสะใภ้ก็ย้ายเข้ามาอยู่ร่วมเรือนเดียวกัน

หญิงผู้นั้นพูดน้อย เรียบร้อยนัก จะทำอะไรก็ทำเงียบ ๆ ไม่เอะอะ ไม่มีวันไหนที่เธอจะขัดคำแม่ผัวเลยแม้แต่น้อย ถึงกระนั้น สายตาแม่ก็มิได้ละจากนาง

จนอยู่มาวันหนึ่ง ลูกชายต้องออกเดินทางไปค้าขายต่างเมือง เป็นเวลาหลายวัน

แม่ผัวกับลูกสะใภ้จึงอยู่เพียงลำพังทั้งเรือน

คืนแรกผ่านไปอย่างเรียบง่าย แม่ผัวเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ แต่พอพลบค่ำคืนที่สอง นางลืมตาตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะเห็นแสงตะเกียงลอดจากห้องลูกสะใภ้ออกมา ทั้งที่เวลานั้นดึกนัก

“ดึกปานนี้ ยังไม่นอนอีกฤา…จะทำอันใดกันแน่” แม่ผัวบ่นเบา ๆ

คืนต่อมาก็เช่นเดิม แสงตะเกียงสว่างลอดออกมาไม่เคยขาด จนแม่ผัวเริ่มระแวง

“ข้าอยู่กับเมียลูกเพียงสองคน จะไว้วางใจนักก็ใช่ที่”

คืนนั้น แม่ผัวตั้งใจแน่วแน่ว่าจะสอดแนมให้รู้แน่ให้จงได้ จึงแง้มประตูเบา ๆ แล้วย่องเท้าเปล่าไปยังหน้าห้องลูกสะใภ้ เงียบจนแม้แต่เสียงจิ้งหรีดยังกลบได้

แสงตะเกียงส่องลอดชายประตูออกมาเป็นแถบสว่าง

นางเอื้อมมือช้า ๆ ไปแนบตากับช่องไม้ แล้วสิ่งที่เห็นก็ทำให้มือสั่น ใจเต้นแรง

ลูกสะใภ้นั่งนิ่งอยู่หน้าตะเกียง เปลือยไหล่ ผมยาวสยายลงมาข้างแก้ม แต่ที่น่าประหลาดกว่านั้นคือ…

จากปากของนาง มีเส้นใยบาง ๆ สีขาวพุ่งออกมาเอง ช้า ๆ ม้วนลงบนฝักไม้คล้ายสาวไหม เส้นใยขาวสว่างพอให้เห็นได้ชัด และไม่ใช่ไหมที่ปั่นมาจากรังหนอนไหม มันออกมาจากตัวนาง!

แม่ผัวผงะ ถอยหลังจนเท้าเตะขอนไม้เสียงดัง “กรอบ!” ลูกสะใภ้สะดุ้งเงยหน้าขึ้น มองไปที่ประตู ดวงตาสงบนิ่งแต่ไม่มีคำใดเปล่งออกมา

แม่ผัวรีบเปิดประตูพรวดเข้าไป “เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่! ใยจึงมีใยไหมพ่นออกจากปากเยี่ยงผีสาง!”

ลูกสะใภ้ลุกขึ้น ยกมือไหว้ แต่ไม่พูดอะไร “บอกมานะ ว่าเจ้าใช่คนหรือผี! เจ้าเสกหลอกลูกข้าให้หลงฤา!”

หญิงสาวยังคงนิ่ง แม้จะมีหยดน้ำตาคลอที่หางตา

แม่ผัวไม่รอฟังคำใดอีก เธอออกไปนั่งทบทวนอยู่ริมชานบ้านทั้งคืน ด้วยหัวใจที่เต้นรัวระคนด้วยความกลัวและความไม่ไว้ใจ

รุ่งเช้า แม่ผัวเล่าให้เพื่อนบ้านฟังว่า “เจ้าเมียน้อยมันมิใช่คนดอก มันเป็นผี! ข้าประจักษ์ด้วยตาตัวเอง มันพ่นใยไหมจากปากได้จริง ๆ”

จากเรื่องเล่าคนน้อย ๆ เริ่มกลายเป็นเสียงซุบซิบในตลาด และจะกลายเป็นเงากดทับลูกสะใภ้ผู้นั้นจนถึงที่สุด…

คืนนั้น แม่ผัวตั้งใจแน่วแน่ว่าจะสอดแนมให้รู้แน่ให้จงได้ จึงแง้มประตูเบา ๆ แล้วย่องเท้าเปล่าไปยังหน้าห้องลูกสะใภ้ เงียบจนแม้แต่เสียงจิ้งหรีดยังกลบได้

แสงตะเกียงส่องลอดชายประตูออกมาเป็นแถบสว่าง

นางเอื้อมมือช้า ๆ ไปแนบตากับช่องไม้ แล้วสิ่งที่เห็นก็ทำให้มือสั่น ใจเต้นแรง

ลูกสะใภ้นั่งนิ่งอยู่หน้าตะเกียง เปลือยไหล่ ผมยาวสยายลงมาข้างแก้ม แต่ที่น่าประหลาดกว่านั้นคือ…

จากปากของนาง มีเส้นใยบาง ๆ สีขาวพุ่งออกมาเอง ช้า ๆ ม้วนลงบนฝักไม้คล้ายสาวไหม เส้นใยขาวสว่างพอให้เห็นได้ชัด และไม่ใช่ไหมที่ปั่นมาจากรังหนอนไหม มันออกมาจากตัวนาง!

แม่ผัวผงะ ถอยหลังจนเท้าเตะขอนไม้เสียงดัง “กรอบ!” ลูกสะใภ้สะดุ้งเงยหน้าขึ้น มองไปที่ประตู ดวงตาสงบนิ่งแต่ไม่มีคำใดเปล่งออกมา

แม่ผัวรีบเปิดประตูพรวดเข้าไป “เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่! ใยจึงมีใยไหมพ่นออกจากปากเยี่ยงผีสาง!”

ลูกสะใภ้ลุกขึ้น ยกมือไหว้ แต่ไม่พูดอะไร “บอกมานะ ว่าเจ้าใช่คนหรือผี! เจ้าเสกหลอกลูกข้าให้หลงฤา!”

หญิงสาวยังคงนิ่ง แม้จะมีหยดน้ำตาคลอที่หางตา

แม่ผัวไม่รอฟังคำใดอีก เธอออกไปนั่งทบทวนอยู่ริมชานบ้านทั้งคืน ด้วยหัวใจที่เต้นรัวระคนด้วยความกลัวและความไม่ไว้ใจ

รุ่งเช้า แม่ผัวเล่าให้เพื่อนบ้านฟังว่า “เจ้าเมียน้อยมันมิใช่คนดอก มันเป็นผี! ข้าประจักษ์ด้วยตาตัวเอง มันพ่นใยไหมจากปากได้จริง ๆ”

จากเรื่องเล่าคนน้อย ๆ เริ่มกลายเป็นเสียงซุบซิบในตลาด และจะกลายเป็นเงากดทับลูกสะใภ้ผู้นั้นจนถึงที่สุด…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานกุดนางใย 2

ข่าวลือเรื่องเมียหนุ่มผู้สาวใยไหมออกจากปาก แพร่สะพัดรวดเร็วเหมือนไฟลามในลมแรง จากกระซิบในเรือน กลายเป็นเสียงครหาทั้งหมู่บ้าน ไม่ว่าเดินไปทางใดก็มีแต่เสียงนินทา กระซิบกระซาบว่า “นางนั่นมันเป็นผี” “มันมาหลอกกินลูกชาวบ้าน”

หญิงสาวไม่เคยเถียงสักคำ ไม่โต้ตอบ ไม่อธิบาย น้ำตานั้นไหลรินในความเงียบ

แม่ผัวผู้เป็นต้นเรื่อง ยิ่งได้ยินคนเชื่อคำของตน ยิ่งพูดให้หนักขึ้นกว่าเดิม “พวกเอ็งเชื่อข้าเถิด ข้าเห็นกับตาว่าใยมันออกมาจากปากมันจริง ๆ คืนก่อนมันคงแอบสาวไหมไปทำเสน่ห์นั่นแล”

แล้วคืนนั้นเอง ยามฟ้าสางก่อนแสงอาทิตย์จะโผล่พ้นยอดตาล หญิงสาวก็เดินออกจากเรือนเงียบ ๆ ห่มผ้าเพียงผืนเดียว ไม่กล่าวลาลาใคร ไม่เหลียวกลับ

เธอเดินไปยังริมกุด แหล่งน้ำที่ลึกและสงบอยู่ท้ายหมู่บ้าน ยืนอยู่นาน… เงามืดสะท้อนน้ำ นิ่ง

แล้วในพริบตา เธอก็กระโจนลงไปในสายน้ำ ไร้เสียง ไร้ร่าง เหลือเพียงแค่ “เงาใยไหมบาง ๆ” ที่ลอยวนอยู่เหนือผืนน้ำ

ชาวบ้านตื่นมา ก็พบเพียงรอยเท้าบางเบาบนดินชื้น กับตะเกียงดวงน้อยที่ยังไม่ดับ

เมื่อชายหนุ่มเดินทางกลับจากค้าขาย ได้ยินข่าวก็รีบรุดหน้าซีดถึงบ้าน ร้องเรียกชื่อเมียด้วยเสียงปริเศร้า แต่คำตอบมีเพียงความว่างเปล่า

“เจ้ากล่าวหาแม่นางเช่นนั้นได้เยี่ยงไร แม่…นางเป็นหญิงที่สัตย์ที่สุดที่ข้าเคยรู้จัก” เขากล่าวด้วยน้ำตา ไม่ใช่เสียงตวาด แต่เป็นคำที่อาบด้วยความผิดหวังลึก

นับแต่นั้นมา เขาก็ไม่พูดถึงเรื่องภรรยาอีกเลย เวลากลางคืน เขาจะเดินไปยังริมกุดน้ำนั้นในทุกคืนเดือนหงาย นั่งนิ่ง ไม่มีคำพูด ไม่มีเสียง ราวกับรอฟังบางสิ่งในความเงียบ

จนชาวบ้านเริ่มพูดกันว่า “เห็นมันนั่งอยู่นั่นตลอดคืน… มันบ่แม่นรอเงานางบ้อ?”

และแล้ว ในคืนหนึ่ง เดือนกลมโตเต็มฟ้า ฟ้าสว่างเหมือนมีไฟจุดบนฟ้า

เขามองลงไปในผืนน้ำ และสิ่งที่เห็นคือ… ร่างของหญิงสาวในชุดเดิม ผมยาวคลุมหลัง นั่งสาวใยไหมจากปากอย่างสงบ ใยขาวพาดผ่านน้ำวน

ดวงตาทั้งสองสบกับเขาผ่านผิวน้ำ ไม่มีถ้อยคำ ไม่มีเสียง

มีเพียง “เงาใย” ที่ค่อย ๆ ละลายไปกับสายน้ำ เมื่อแสงเดือนจาง

จากนั้นมา ผู้คนต่างเรียกกุดน้ำแห่งนั้นว่า “กุดนางใย” เพื่อระลึกถึงหญิงสาวผู้ไม่เคยโต้คำแม้ตนจะถูกตราหน้า ว่าเป็นผี… ทั้งที่เป็นเพียง “ผู้มีเงาอยู่ในน้ำ และใจอยู่ในใย”.

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานกุดนางใย 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… การกล่าวหาใครด้วยความกลัวหรืออคติ โดยไม่ฟังเหตุผลหรือเปิดใจรับฟัง ย่อมก่อโศกนาฏกรรมที่ไม่อาจเรียกกลับคืนได้ คำพูดของคนเพียงคนเดียว อาจฆ่าคนบริสุทธิ์ได้ทั้งเป็น โดยไม่ต้องลงมือ

เรื่องของนางใยสะท้อนให้เห็นว่า บางครั้งสิ่งที่เราไม่เข้าใจ อาจไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย แต่เป็นความแปลกต่างที่ควรถนอม ถ้าแม่ผัวยอมฟัง ถ้าใครสักคนยื่นมือแทนจะชี้นิ้วลงโทษ บางทีชีวิตนางคนนั้นอาจไม่หายไปใต้กุดน้ำในคืนเดือนหงาย

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานกุดนางใย สืบทอดมาจากคำบอกเล่าของชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม โดยเฉพาะในบริเวณที่มีแหล่งน้ำชื่อว่า “กุดนางใย” ซึ่งเป็นบึงน้ำขนาดย่อมที่มีอยู่จริงในพื้นที่ท้องถิ่น คลองน้ำที่เป็นสาขาของแม่น้ำชี ไหลผ่านตัวเมืองมหาสารคาม ชาวบ้านรุ่นก่อนเชื่อกันว่าเคยเกิดเหตุการณ์เศร้าสลดเกี่ยวกับหญิงสาวผู้หนึ่ง ซึ่งถูกเข้าใจผิดและตราหน้าอย่างไม่เป็นธรรม จนนำไปสู่โศกนาฏกรรม

นิทานเรื่องนี้จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่ออธิบายที่มาของชื่อ “กุดนางใย” โดยคำว่า “ใย” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงใยธรรมดา แต่หมายถึง “ใยไหม” ที่ออกจากปากของหญิงสาวผู้มีความลี้ลับ ขณะเดียวกันก็สะท้อนโลกทัศน์แบบชาวบ้านอีสานโบราณที่ผสมระหว่างเรื่องชีวิตประจำวัน ความเชื่อในภูตผี และบทเรียนทางจริยธรรม

เรื่องนี้มักถูกเล่าผ่านผู้เฒ่าผู้แก่ในวงข้าว หรือยามค่ำที่ลูกหลานล้อมวงฟังใต้แสงตะเกียง เพื่อสอนให้รู้จักเมตตา ไม่รีบด่วนตัดสิน และให้เกียรติผู้ที่แตกต่างจากตน

“คำพูดบางคำ ฆ่าคนได้ โดยไม่ต้องมีเลือดสักหยด”

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวกำพร้าผีน้อย

ในแผ่นดินหนึ่งที่เงียบงามและแสนไกล ยังมีผู้คนที่เชื่อมั่นในโชคชะตาและแรงของสองมือ ไม่มีปาฏิหาริย์ใดเหนือกว่าความเพียรของคนที่ไม่ยอมจำนนต่อวาสนา

เรื่องเล่านิทานพื้นบ้านไทยที่ผ่านปากชาวบ้านข้ามร้อยปี จะพาท่านไปพบชายหนึ่งที่ไร้สิ่งใดติดตัว แต่กลับได้มากกว่าผู้ใด ด้วยสติ กล้า และคุณธรรมที่มั่นคงกว่าเหล็กกล้า กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวกำพร้าผีน้อย

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวกำพร้าผีน้อย

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวกำพร้าผีน้อย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองหนึ่งในแว่นแคว้นฝ่ายทิศอีสาน อันสงบร่มเย็น มีเด็กชายผู้หนึ่งกำพร้าบิดามารดาแต่เยาว์วัย จำต้องเร่ร่อนไปตามหมู่บ้าน ร่ำขอข้าวปลาอาหารเลี้ยงชีพ วันคืนล่วงไป เด็กนั้นเติบใหญ่เป็นหนุ่ม หน้าตาคมคาย ใจเข้มแข็ง มิย่อท้อต่อชะตาชีวิต ครั้นถึงคราวอิ่มในความลำบาก จึงออกปากแก่ตนเองว่า “ชีวิตข้าจักมิอาศัยผู้อื่นอยู่ร่ำไปเป็นแน่แท้ ข้าจักไปหาทางตั้งตัว ทำไร่ไถนาตามแรงสองแขน”

จึงเก็บห่อผ้า หอบใจมุ่งสู่ท้องทุ่งนอกเมือง หาเนื้อที่ว่างเปล่าแล้วลงมือถางดง แผ้วพง ปลูกข้าวพืชผักพรรณนา สร้างกระท่อมอาศัยอยู่แต่เพียงลำพัง ฤดูกาลหมุนเวียน ผ่านไปมิล่าช้า พืชผักผลไม้เจริญงอกงามเขียวชอุ่มทั่วไร่ แลต้นข้าวโน้มรวงดั่งจักเก็บเกี่ยวได้ในไม่ช้า

แต่แล้วสัตว์ป่าทั้งหลาย ไม่ว่าเม่น หมูป่า ลิง แลกระต่าย ต่างพากันมากัดกินทำลายไร่ของเขา วิ่งไล่เท่าใดก็ไม่หนี ก่อทุกข์ใจแก่ท้าวกำพร้ายิ่งนัก ข้าวของที่มัดทำกับดักก็ขาดเสียสิ้น

เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยว่า “ข้าจักไปยังวังหลวง เพื่อขอสายไหมจากย่าจำสวน เอามาใช้ทำนายกลกับดักสัตว์เถิด”

เมื่อคิดดังนั้น จึงเดินทางกลับเข้ากรุง ไปยังเรือนคนสวนหลวง ครั้นย่าจำสวนเห็นชายหนุ่มเข้าก็เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “เออหนา เจ้าเด็กขอทานเมื่อปีก่อนหรือไม่ เห็นเจ้าหายหน้าไป ครานี้มาเยือนย่าแต่เช้า มีอันใดฤา?”

ชายหนุ่มยกมือไหว้แล้วกล่าวว่า “ข้าพเจ้ามิมาขอข้าวเหมือนแต่ก่อนดอก ข้ามีที่ทำไร่อยู่ไกลนัก แต่พืชผลมักถูกรุกล้ำด้วยสัตว์พงไพร ข้าจึงใคร่ขอ ‘สายไหม’ จากย่า สักเส้นสองเส้นเถิด จะนำไปดักสัตว์ให้พ้นทุกข์เถิด”

ย่าจำสวนได้ฟังก็หัวเราะพลางว่า “เอ็งนี่ไม่เสียทีที่เกิดเป็นชาย กำพร้าพ่อแม่แต่กลับสร้างเนื้อสร้างตัวได้ ดีแล้วเจ้าหนุ่ม เอาไปเถิด อย่าลืมข้าวย่าเมื่อตั้งตัวได้ล่ะ”

ชายหนุ่มขอบคุณ แล้วรีบกลับไร่ในวันเดียวกัน ครั้นได้สายไหมมาครอง ก็จักรเย็บเป็นบ่วงกับดักด้วยความพิถีพิถัน ตั้งไว้ตามมุมสวนหลายแห่ง

รุ่งเช้า เสียงบ่วงดังกระตุกแน่น ราวกับจับได้ของใหญ่ เขารีบรุดไปดู ปรากฏว่า เป็น “ช้างเผือก” ตัวมหึมา กำลังดิ้นอยู่ด้วยแรงอันมหาศาล ต้นไม้ขาดกระจายเป็นทาง

ท้าวกำพร้ายืนอึ้งอยู่ครู่หนึ่งแล้วคว้าไม้หวังจักฟาด ทว่าแล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “อย่าฆ่าข้าเลยเถิด ท่านผู้มีบุญญา ข้ายอมมอบสิ่งวิเศษให้ แลขอชีวิตไว้แลกหนึ่งงาของข้าเถิด”

ชายหนุ่มตกใจนักที่ช้างกล่าวจาดั่งคน แต่ด้วยรู้ว่าเป็นสัตว์มีคุณ จึงเอ่ยว่า “ข้าไม่มีจิตฆ่าเจ้าแต่แรกอยู่แล้ว หากเจ้าให้สิ่งวิเศษได้ ก็มอบมาซึ่งดี”

ช้างจึงถอดงาออกหนึ่งข้าง มอบให้แก่เขา แล้วเดินจากไปเงียบเชียบ ทิ้งไว้เพียงความอัศจรรย์ที่ติดมือชายหนุ่มกลับเรือน

นับแต่นั้นมา ท้าวกำพร้าก็ยังใช้บ่วงสายไหมดักสัตว์ต่อไป ครั้นวันหนึ่งจับได้ “เสือใหญ่” ตัวหนึ่ง ดวงตาแดงเรืองราวถ่านไฟ กำลังจะถูกฟาดด้วยไม้ ทว่าเสือนั้นกลับกล่าวเป็นคำว่า

“ท่านอย่าเพิ่งปลิดชีวิตข้าเลย ข้าขอนอบน้อมเป็นบริวารท่านเถิด ยามท่านตกยาก จะให้ข้ารับใช้ด้วยแรงสรรพสัตว์”

ท้าวกำพร้าชั่งใจอยู่ครู่จึงตอบว่า “เสือพูดเช่นนี้ ข้าก็จักไว้ชีวิตเจ้า หากผิดคำแม้คราเดียว ข้าจักไม่ปรานี”

เสือคำนับแลวิ่งจากไป ครั้นไม่กี่วันต่อมา บ่วงดักได้ “อีเห็น” ซึ่งก็กล่าวถ้อยคำคล้ายเสือ ขอเป็นพวกอีกตน

ไม่ช้า จับได้ “พญาฮุ้ง” ซึ่งคือเหยี่ยวใหญ่ประจำป่า มันพูดเสียงกังวานว่า

“ข้าเป็นนกผู้มองได้ทั่วฟ้า หากท่านต้องการ ข้าจะบินนำทาง หรือขี่ข้าไปทั่วแผ่นดินก็ได้”

ชายหนุ่มหัวเราะแล้วตอบ “ยินดีจะพึ่งเจ้าเมื่อถึงเวลา”

ตัวสุดท้ายที่จับได้คือ “ผีน้อย” ซึ่งแอบมากินปลาจากไซของเขา ท้าวกำพร้าจับได้ก็หมายเผาเสีย แต่ผีน้อยรีบร้องว่า

“อย่าเพิ่งเผาข้าเลยท่าน ข้าแม้เป็นผี แต่มีเนตรเห็นได้ทั่ว ทั้งโลกนี้และโลกวิญญาณ หากไว้ชีวิต ข้าจักเป็นหูตาให้ท่านได้เสมอ”

ชายหนุ่มมองผีน้อยด้วยแววตาประหลาด แล้วเอ่ยว่า “งั้นก็อยู่ให้ดีเถิด อย่าได้หลอกหลอนใคร”

นับแต่บัดนั้น เขาก็มีบริวารเป็นสรรพสัตว์ถึงสี่ตน ทั้งเสือ อีเห็น นก และผี แต่แล้วเรื่องประหลาดที่สุดก็บังเกิดขึ้นอีก

ในเช้าวันหนึ่ง ขณะเขาตื่นขึ้น กลับได้กลิ่นข้าวหอมโชย ฟืนยังอุ่นอยู่ในเตา สำรับกับข้าวจัดเรียงเรียบร้อยบนโต๊ะ ทั้งที่เขาหุงหายไปหลายวันด้วยความเหนื่อย

เขาจึงแกล้งทำทีเดินออกบ้าน แล้วแอบดูเงียบ ๆ พลันเห็นหญิงสาวรูปโฉมงามนัก ออกมาจาก “งาช้าง” ที่เขาวางไว้บนหิ้ง

นางเดินเข้าไปในครัวด้วยท่าทีคล่องแคล่ว ท้าวกำพร้ารอจนถึงวันถัดไปจึงซุ่มจับตัวไว้

ครั้นได้จังหวะ เขาก็กระโดดคว้านางแล้วกล่าวเสียงเข้ม “เจ้ามาจากใด ซ่อนตัวในงางั้นฤา?”

นางสะดุ้งสุดตัว จะหนีเข้าไปในงาอีกครา แต่เขารั้งไว้แล้วตะโกนว่า “ไม่ต้องหนีอีกแล้ว ข้ารู้แล้วว่าเจ้าเป็นใคร!”

หญิงสาวมิกล่าวคำใด เพียงก้มหน้าด้วยท่าทีโศกเศร้า เขามองงาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยว่า “ข้าจักไม่ให้เจ้าแอบซ่อนตัวอีก”

จึงหยิบงาขึ้นแล้วทุบเสียเป็นเสี่ยง กล่าวกับนางว่า “บัดนี้ เจ้าคือเมียของข้า ข้าไม่เคยมีญาติพี่น้องใด หากเจ้ายินดีอยู่กับข้า ข้าจักดูแลเจ้าให้ดีที่สุด”

หญิงสาวมิเอ่ยโต้ แต่ดวงตานั้นมีแววซาบซึ้งเจืออยู่ ท้าวกำพร้าจึงตั้งนางไว้เป็นภรรยา แล้วนับแต่นั้น ชีวิตของเขาก็เริ่มกลายเป็นมากกว่าคนกำพร้า…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวกำพร้าผีน้อย 2

ข่าวลือถึงความงามของนางสีดา แพร่สะพัดไปทั่วเมือง ร่ำลือไปถึงพระเนตรพระกรรณของพระราชาผู้ยังมิได้มีมเหสี ครั้นพระองค์เสด็จมาประพาสยังเมืองชายแดน เห็นนางสีดาเข้าเพียงครั้งเดียวก็ถึงกับละสายตามิได้ จึงตรัสแก่ขุนนางว่า “อีนางผู้นี้ รูปงามประหนึ่งเทวี ข้ามิอาจนิ่งเฉย ต้องเอามาไว้ข้างกายให้ได้”

แต่เมื่อรู้ว่านางเป็นภรรยาของชายผู้หนึ่งซึ่งได้ชื่อว่าท้าวกำพร้า พระองค์ก็เกรงจะเสียพระเกียรติ หากยึดนางมาเฉย ๆ จึงคิดกลอุบายขึ้น ทรงเรียกท้าวกำพร้าเข้าวัง แล้วรับสั่งว่า

“ดูก่อนชายผู้นี้…ได้ยินว่าเจ้ามีฝีมือมากนัก เป็นผู้มีบุญ ข้าจึงใคร่จักลองฝีมือดู หากเจ้าชนะข้าในการเดิมพันสามสิ่ง ข้าจักยกเมืองให้เจ้าเป็นครึ่งหนึ่ง แต่หากเจ้าแพ้ เจ้าจักต้องมอบภรรยาให้แก่ข้าโดยสงบ”

ท้าวกำพร้าแม้ขัดใจ แต่ก็ไม่กลัว ตอบกลับไปว่า “ข้ารับคำท้า หากโชคชะตาจักให้ข้าสูญเสียเมีย ก็คงมิใช่เพราะข้ายอมแพ้เอง”

การท้าพนันทั้งสามเริ่มต้นขึ้น รายการแรกคือ “ชนวัว” พระราชานำวัวหลวงตัวใหญ่ สูงใหญ่น่าเกรงขามมายืนกลางลาน ส่วนท้าวกำพร้ายิ้มอยู่ในใจ แล้วกระซิบแก่เสือว่า “เจ้าจงแปลงเป็นวัว แล้วชนให้มันรู้ว่าใครแน่กว่ากัน”

เสือไกรสรรแปลงกายทันที เป็นวัวดำผิวเงา นัยน์ตาแดง ครั้นเริ่มชน เสียงดังสนั่นจนพื้นสะเทือน วัวของพระราชาถูกชนกระเด็นล้มแน่นิ่งกลางลาน เสียงไชโยโห่ร้องดังกึกก้องทั่วพระนคร

รายการถัดมาคือ “ชนไก่” พระราชานำไก่หลวงซึ่งเลี้ยงอย่างดีมาเข้าลาน ท้าวกำพร้าหันไปกระซิบกับอีเห็นว่า “เจ้าจงทำหน้าที่ให้ดี ชนแล้วอย่าปล่อย”

อีเห็นแปลงกายเป็นไก่ชนปีกใหญ่ ทันทีที่ไก่ทั้งสองตีกัน มันก็กระโดดฟาดด้วยเดือยเพียงสองครั้ง ไก่หลวงก็นอนแน่นิ่ง

สุดท้ายคือ “แข่งเรือ” พระราชานำเรือหลวงลำยาวลงสู่แม่น้ำ พร้อมทหารนับร้อย ท้าวกำพร้ายิ้มก่อนเปล่งเสียงเรียก “พญาฮุ้ง…ถึงเวลาของเจ้าแล้ว”

พญาฮุ้งบินลงมาแล้วแปลงกายเป็นเรือลำหนึ่งที่ทั้งเบาและเร็วกว่าเสียงลม ครั้นเริ่มแข่ง เรือของท้าวกำพร้าพุ่งไปข้างหน้าไม่เห็นฝุ่น ขณะเดียวกัน เรือหลวงกลับโคลงเคลงแล้วล่มกลางลำน้ำ พญาฮุ้งในคราบเรือโฉบขึ้นกินทหารทั้งลำ

พระราชาสิ้นพระชนม์กลางแม่น้ำ เมืองทั้งเมืองจึงสิ้นผู้นำ และท้าวกำพร้าก็ได้ครอบครองเมืองแต่เพียงผู้เดียว

ครั้นพระราชาตาย วิญญาณของพระองค์พร้อมบริวารก็ตกไปอยู่ในภพผี วิญญาณพระราชายังแค้นเคืองท้าวกำพร้า จึงคิดแย่งเอานางสีดาไปเป็นของตน โดยใช้ “บ่างลั่ว” ซึ่งเป็นสัตว์อาถรรพ์ที่สามารถร้องเรียกวิญญาณผู้คนได้

ยามค่ำคืน บ่างลั่วจึงร้องเรียกนางสีดา “สีดา…สีดา…เจ้าอยู่ใด…ตามข้ามาเถิด…”

เพียงครั้งแรก นางสีดาก็เริ่มป่วยไข้ ครั้งที่สอง นางซวนเซล้มลงสิ้นสติ ครั้งที่สาม ลมหายใจขาดหายไป วิญญาณถูกดึงออกจากร่างไปยังแดนผี

ท้าวกำพร้าโศกเศร้าแทบขาดใจ ร่ำไห้กอดร่างภรรยาแน่น แล้วเอ่ยว่า “สีดา…อย่าทิ้งข้าไปเช่นนี้เลย…”

ขณะกำลังจะจัดการเผาศพ ผีน้อยรีบเข้ามาแล้วร้องว่า “อย่าเผา! ร่างนี้ยังไม่สิ้นกรรม วิญญาณของนางถูกล่อลวงไป ข้าจะตามไปให้รู้เรื่อง”

ผีน้อยจึงหายตัวเข้าแดนผี ไม่นานนักก็กลับมาพร้อมข่าวว่า “บ่างลั่วเป็นผู้ร้องเรียกนางไป ข้าจักจับมันมาให้ดู”

ท้าวกำพร้าจึงสาน “ข้อง” ไว้เพื่อดักจับ ครั้งแรกสานด้วยไม้ไผ่ แล้วชวนบ่างลั่วให้เข้าไป “เจ้าช่วยลองดูเถิดว่านี่แน่นพอไหม”

บ่างลั่วเข้าไปแล้วดันออกมาได้ มันจึงหัวเราะว่า “ข้องเจ้านี้ ข้าทำพังได้ง่ายดายนัก”

ท้าวกำพร้ายิ้มแล้วว่า “เช่นนั้นข้าจักสานใหม่ด้วยลวดเถิด”

ครั้นสานเสร็จ ก็ให้บ่างลั่วเข้าไปลองอีกครั้ง แล้วรีบปิดฝาแน่น ครั้นจับได้ ก็บังคับให้ร้องเรียกวิญญาณนางสีดากลับคืน

บ่างลั่วร้องครั้งที่หนึ่ง ร่างนางกระตุก ครั้งที่สอง เปลือกตานางสั่น ครั้งที่สาม นางลืมตาขึ้นแล้วลุกนั่งเป็นปกติ

ท้าวกำพร้ากลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ กอดนางแน่น แล้วหันไปหาบ่างลั่วว่า “เอ็งนี่ล่ะหรือที่ร้องเรียกเอาวิญญาณได้ ข้าอยากเห็นลิ้นเอ็งหน่อยเถิด ว่าหน้าตาเป็นฉันใด”

บ่างลั่วหัวเราะแล้วแลบลิ้นออกมา ท้าวกำพร้าชักมีดพกขึ้นฟันฉับเดียว ลิ้นหลุดออกจากปาก “ครานี้เอ็งจะได้ไม่หลอกใครอีก”

บ่างลั่วร้องเสียงแหบแห้งตั้งแต่นั้นมา ร่ำไปไม่ชัดดังแต่ก่อน

ท้าวกำพร้ากับนางสีดาอยู่ด้วยกันฉันผัวเมีย และได้ครองราชย์แทนพระราชาที่ตาย ปกครองบ้านเมืองด้วยเมตตาธรรม ประชาราษฎร์ก็อยู่เย็นเป็นสุขสืบมา

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวกำพร้าผีน้อย 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… แม้คนที่เกิดมาไร้ญาติขาดคนอุปถัมภ์ หากมีความเพียร มีน้ำใจ และไม่ทอดทิ้งคุณธรรม ก็สามารถสร้างชีวิตขึ้นมาได้จากศูนย์

ท้าวกำพร้าแม้เริ่มต้นด้วยความลำบาก แต่ด้วยความขยัน ความเมตตา และสติปัญญา ก็สามารถสร้างพรรคพวก เอาตัวรอด และเอาชนะอำนาจของคนใหญ่คนโตได้ในที่สุด

อีกทั้งยังชี้ให้เห็นว่า การมีคุณธรรมต่อสัตว์หรือแม้แต่ผีก็ยังให้ผลดีในวันหน้า ส่วนคนที่คิดร้าย ใช้อุบาย เอาเปรียบผู้อื่น สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะความดีไม่ต้องเสียงดัง แต่ก็หนักแน่นพอจะชนะทุกอย่างได้เอง

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวกำพร้าผีน้อย เป็นนิทานพื้นบ้านจากภาคอีสานของไทย ที่เล่าสืบต่อกันมาช้านาน โดยเฉพาะในพื้นที่แถบจังหวัดมหาสารคาม ร้อยเอ็ด และอุบลราชธานี เรื่องนี้เป็นหนึ่งในนิทานที่สะท้อนโลกทัศน์ของชาวบ้านในยุคโบราณ ซึ่งผสมผสานระหว่างความเชื่อในผี สัตว์วิเศษ ของวิเศษ และการต่อสู้เชิงกลอุบาย

โครงเรื่องของกำพร้าผีน้อยมีลักษณะคล้าย “นิทานพันหนึ่งราตรี” ในแบบอีสาน คือเริ่มจากคนต่ำต้อยแล้วไต่เต้าสู่ความยิ่งใหญ่ ด้วยความฉลาด เอื้อเฟื้อ และความกล้าหาญ อีกทั้งยังแฝงแนวคิดเรื่อง “กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ” แม้ผู้นั้นจะเป็นสัตว์หรือผีก็ตาม ตัวนิทานมักถูกเล่าต่อในงานบุญ งานเล่าเรื่องของหมอลำ หรือใช้เป็นสื่อสอนเด็กให้รู้จักความพยายาม ซื่อสัตย์ และระวังภัยจากคนเจ้าเล่ห์อำนาจ

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวกำพร้าผีน้อยยังสะท้อนมุมมองความยุติธรรมในแบบบ้าน ๆ คือไม่ว่าคนธรรมดาจะตัวเล็กเพียงใด หากมีสติและมีใจดี ก็ย่อมชนะอำนาจอยุติธรรมได้อย่างผู้ดีมีชัย

“คนที่เริ่มจากศูนย์ ไม่ได้แพ้ใคร แต่คนที่ใช้อำนาจข่มผู้อื่น แพ้ตั้งแต่คิดแล้ว”

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องยายหมาขาว

ในยุคเมื่อบ้านเมืองยังร่มเย็น ธรรมชาติยังเงียบงาม ป่าพงยังเปล่งเสียงใบไม้แทนเสียงศึก ผู้คนยังถือคุณธรรมยิ่งกว่ายศศักดิ์ และสายใยระหว่างแม่ลูกยังมั่นยิ่งกว่าสายเลือด

เรื่องเล่านิทานพื้นบ้านไทยเรื่องหนึ่งจากพื้นถิ่นอีสาน ได้ขับขานผ่านเสียงกลอนหมอลำมานับร้อยปี เป็นตำนานของหัวใจที่ให้โดยไม่หวังตอบแทน และบทเรียนของผู้ที่ลืมต้น ลืมตน ลืมคุณ กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องยายหมาขาว

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องยายหมาขาว

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องยายหมาขาว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านจันทคาม ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางผืนป่าเขียวขจี อันสงบเงียบไกลห่างผู้คน ยังมีสามีภริยาคู่หนึ่งอยู่กินกันด้วยความรักใคร่ มีชีวิตเรียบง่ายกลางธรรมชาติ บัดนั้น ภริยาตั้งครรภ์ใกล้ประสูติ ความยินดีแผ่ซ่านทั่วบ้านน้อยของเขา

แต่เคราะห์กรรมมิได้รอให้คลอดสุข ราวฟ้าจะประหารชีวิต โรคระบาดร้ายแรงได้แพร่กระจายเข้ามายังหมู่บ้าน บ่มีตัวยา บ่มีหมอรักษา ผู้คนต่างล้มตายราวใบไม้ร่วง ห่าลงกลางบ้าน ตายทั้งบ้าน เหลือบ้านเปล่า

สามีภริยาทั้งสองเห็นว่าบ้านเมืองอยู่ต่อมิได้ จึงพากันอพยพหนีเข้าไปในป่าลึก หวังให้ไกลโรคร้าย ได้ตายอย่างช้า ไม่ต้องเห็นกันล้มตรงหน้า

ภริยาคลอดลูกกลางป่าลึก เมื่อคลอดได้สองคนเป็นหญิงฝาแฝด ภริยานั้นก็หมดแรง ดับสังขารไปตรงนั้น ส่วนสามีเมื่อเห็นเมียอันเป็นที่รักด่วนจาก ก็ตรอมใจอาลัยรัก บ่นคำสุดท้ายว่า

“ลูกเอ๋ย…ข้าขอวอนฟ้าดิน หากข้ามิอาจอยู่ต่อได้ ขอให้ลูกมีผู้เมตตาเลี้ยงดูแทนข้าด้วยเถิด”

แล้วก็สิ้นใจตามไป กลางป่าที่ไร้บ้านคน ทิ้งไว้เพียงสองทารกน้อยร้องไห้อยู่เคียงศพพ่อแม่ เสียงทารกร่ำไห้นั้น คล้ายจักฉีกหัวใจสรรพสัตว์ให้สั่นคลอน

วันหนึ่ง… ในยามเช้าที่ป่ายังชื้นเย็น ยายหมาขาวตัวหนึ่ง อันเป็นหมาเฒ่าที่ออกหากินอยู่ตามดง มีกายสีขาวดั่งสำลี ปากยานเพราะอายุมาก หูตกเพราะผ่านเรื่องราวมานัก ยายหมาขาวได้ยินเสียงร้องของทารกน้อยดังมาแต่ไกล

ยายจึงหันหน้าหาเสียง แล้วเดินไปตามเสียงนั้น จนพบเด็กน้อยทั้งสองนอนร้องไห้ตาแดงอยู่เคียงศพของพ่อแม่ ซึ่งมอดม้วยอยู่ใต้มะค่าแก่ลำต้นใหญ่

ยายหมาขาวทอดตาจ้องพลางถอนลมหายใจ แล้วกล่าวด้วยเสียงในใจอันแหบแห้ง “เฮ้อ… เด็กน้อยเกิดมาแต่ปฐมชาติ ยังมิทันลืมตาดี พ่อแม่ก็ทิ้งไปเสียแล้ว โลกหนอโลก…”

ยายมิอาจละสายตาได้ ใจสั่นระรัว แม้ตนเป็นสัตว์ แต่จิตวิญญาณแห่งแม่มันไม่จำแนกเผ่าพันธุ์ ยายจึงนั่งลง เอาหน้าไปดุนตัวทารกเบา ๆ แล้วเลียมือเลียหน้าด้วยความเอ็นดู

ครู่หนึ่ง ยายหมาขาวตัดสินใจว่า “ข้าจักเอาเด็กไปเลี้ยงเป็นลูกแท้เถิด ต่อให้เกิดจากคน แต่หากไม่มีใครเหลียวแล ข้าจักเป็นแม่ให้เอง”

นับแต่นั้นมา ยายหมาขาวก็แบกสองทารกไปยังโพรงไม้ที่ตนอาศัย ให้นมจากเต้าของตน ป้อนผลไม้ รากไม้ และเลี้ยงดูด้วยความรักอันบริสุทธิ์ เยี่ยงแม่แท้ ๆ

กาลเวลาผ่านไป เด็กทั้งสองเติบโตขึ้นเป็นหญิงสาวรูปโฉมงดงาม ผิวพรรณดั่งแก้วสลัก เส้นผมดกดำ รอยยิ้มแจ่มใส ทั้งสองเรียกยายหมาขาวว่า “แม่” โดยไม่เคยเอ่ยคำว่า “หมา”

ทุกวัน ยายหมาขาวจะพาลูกทั้งสองออกหากินในป่า เดินลัดดงตามหาผลไม้ ปูปลาเห็ดเผาะ เสาะหาแต่สิ่งดีเลี้ยงลูก ไม่ยอมให้ลำบากแม้เพียงมื้อเดียว

แม้ไม่มีคำพูดเป็นถ้อยเป็นคำ แต่ความรักของยายหมาขาวนั้นชัดเจนยิ่งกว่าแสงเดือนแสงตะวัน…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องยายหมาขาว 2

ฤดูแล้งปีนั้น ลมตะวันออกพัดแรงราวโกรธโลก ดินแห้งแล้ง เถาวัลย์กรอบเกรียม ฝูงสัตว์พากันหลบแดดใต้เงาไม้ เคราะห์กลับมาอีกครา…

กลางวันหนึ่ง เมื่อยายหมาขาวพาลูกสาวทั้งสองเข้าไปหากินในไพรพง บังเกิดลมพายุพัดแรงกล้า ใบไม้ปลิวว่อน ฟ้าฟาดคำราม ฝนหลั่งลงมาดังสายธารฟ้าแตก ทั้งสามวิ่งหาที่หลบ แต่คลื่นลมพัดแรงนัก จนยายหมาขาวพลัดหลงจากลูกทั้งสอง

หญิงสาวสองนางนั้นถูกลมพัดพาไปไกล จนหลงเข้าไปในเขตบ้านนายพรานซึ่งตั้งกระต๊อบอยู่ชายป่า ครั้นนายพรานเห็นหญิงทั้งสอง งามประหนึ่งนางเทพอัปสร ก็ถึงกับตะลึง แล้วคิดในใจว่า “หญิงงามเช่นนี้ หากเรานำไปถวายพระราชา เห็นจักได้รางวัลใหญ่หลวง”

เขาจึงพาทั้งสองขึ้นวังถวายพระราชา ครานั้น พระราชายังทรงโสดอยู่ แลพระอนุชาก็มิมีชายาเช่นกัน เมื่อได้พบสองหญิงสาวรูปงาม ก็เกิดชอบพอในทันที พระราชาทรงรับนางผู้พี่ไว้เป็นมเหสี ส่วนพระอนุชาก็รับน้องนางเป็นชายา

อีกฟากหนึ่ง… ยายหมาขาวเมื่อฟื้นจากการพัดหลงด้วยพายุ ก็เที่ยวหาลูกตามลำพังทั้งคืนทั้งวัน ข้ามดงลึก ฝ่าหนามแหลม ปีนเขา ลุยห้วย ด้วยใจแม่อันเด็ดเดี่ยว ในที่สุดก็ได้ยินข่าวเล่าลือจากคนเดินทางว่า มีนายพรานพาหญิงสองนางเข้าไปในวัง

ยายหมาขาวมิต่อรอ รีบไปหานายพรานทันที ครั้นพบหน้าก็กล่าวว่า “ท่านผู้เป็นพราน ข้าขอถามด้วยใจแม่เฒ่า หญิงสาวที่ท่านพบในป่านั้น เป็นบุตรสาวของข้า หาใช่คนอื่นไกลเลย ท่านนำพวกเธอไปวังใช่หรือไม่?”

นายพรานได้ฟัง ก็รู้สึกสงสารและสำนึกในความรักของแม่ จึงตอบว่า “ใช่แล้วแม่เฒ่า ข้านำพวกเขาขึ้นถวายพระเจ้าอยู่หัว หากเจ้ามีใจปรารถนาพบ ข้ายินดีนำท่านไป”

ยายหมาขาวจึงขอร้องให้นายพรานพาไปวัง ครั้นถึงพระราชวัง นายพรานก็เข้าเฝ้ากราบทูลว่า “พระเจ้าข้า หญิงทั้งสองที่พระองค์ทรงรับไว้ในวังนั้น มีมารดาคือหมาขาวเฒ่าผู้นี้ ซึ่งได้เลี้ยงดูนางด้วยน้ำนมของตนมาตั้งแต่ทารก”

มเหสีผู้นั้นเมื่อได้ฟัง ก็หน้าซีดเผือด ดวงตาสั่นระริก ความอายแลความกลัวจะถูกเปิดเผยเข้าครอบงำหัวใจ นางจึงรีบทูลเท็จว่า “หามิได้เพคะ หม่อมฉันมิมีมารดาเป็นสัตว์อย่างนี้เลย แม่นางหมาขาวนี้คงมาแอบอ้าง หม่อมฉันขอพระราชาทรงขับไล่นางไปเสียเถิด เพื่อเกียรติแห่งพระวังจะมิได้แปดเปื้อน”

พระราชาผู้ยังไม่รู้อะไรนัก ก็หลงเชื่อ จึงรับสั่งให้นายพรานและยายหมาขาวออกไปจากพระราชวัง

ทว่า… ยายหมาขาวนั้นมิค่อยฟังคำไล่ นางทรุดกายคุกเข่าลงหน้าประตูวัง น้ำตาไหลรินอาบขน กล่าวด้วยเสียงสะอื้นว่า “แม่เฒ่าเลี้ยงเจ้ามาด้วยชีวิต หยาดน้ำนมทุกหยดคือความรัก หาได้ต้องการเกียรติยศใด ขอเพียงได้พบนางผู้เป็นลูกก็สุขใจนักแล้ว…”

แต่มเหสีผู้ใจแข็งกลับมิสะทกสะท้าน นางให้คนไปต้มน้ำเดือด แล้วให้บ่าวเทสาดลงกลางหลังยายหมาขาวทันที เสียงร้องโหยหวนของยายหมาขาวดังสะเทือนสวรรค์

ยายหมาขาวบาดเจ็บหนัก นางหนีออกจากวัง ซัดเซเซซังตามถนนดินจนมาถึงหน้าพระตำหนักของนางสาวน้อง

ณ ยามสนธยา ลูกสาวผู้น้องออกมาเดินชมสวน เห็นสุนัขขาวตัวหนึ่งนอนหายใจรวยรินที่บันไดตำหนัก พอเดินเข้าไปใกล้ก็เห็นบาดแผลเต็มแผ่นหลัง หยาดเลือดปนขนขาวยังไหลรินไม่หยุด ครั้นเพ่งมองดี ๆ ก็จำได้

“แม่! ยายหมาขาวของข้า!” นางร้องเสียงหลง น้ำตาไหลด้วยความตกใจและสะเทือนใจสุดประมาณ รีบอุ้มยายเข้าห้อง

ยายหมาขาวเอื้อมเท้าอันสั่นไหวแตะมือนาง แล้วกล่าวด้วยเสียงเบาหวิว “ลูก…อย่าเศร้าไปเลย แม่เฒ่ารู้ดีว่าเวรกรรมย่อมย้อนคืน แต่ก่อนที่ข้าจักลาจาก ขอเพียงเจ้าทำตามคำแม่เถิด…”

“เมื่อข้าตายไป อย่าได้ฝังหรือเผา เก็บกระดูกข้าไว้ในวัง บูชาด้วยใจรัก ความซื่อสัตย์แห่งเจ้าจักเป็นมงคลแก่ราชวงศ์” แล้วยายหมาขาวก็ดับใจในอ้อมแขนของลูก

สาวน้อยผู้น้องจัดการเก็บรักษากระดูกแม่เฒ่าไว้ในกล่องศักดิ์สิทธิ์ เก็บไว้ในพระตำหนักตามคำสั่ง มหัศจรรย์ก็อุบัติขึ้น กระดูกนั้นกลับกลายเป็นทองคำบริสุทธิ์ เปล่งรัศมีเรืองรองทั่วห้อง

ข่าวแพร่ไปทั่วถึงหูพี่สาว มเหสีผู้ปฏิเสธบุญคุณ นางจึงรีบมาเรียกร้องขอแบ่งทองคำ แต่ผู้น้องไม่ยอม จึงทะเลาะกันเสียงลั่น

พระราชาทรงทราบก็รับสั่งเรียกทั้งสองมาสอบสวน จนความจริงทุกสิ่งถูกเปิดเผยสิ้น

พระราชากริ้วนัก รับสั่งประหารชีวิตมเหสีผู้อกตัญญู แล้วโปรดให้บูชากระดูกทองคำของยายหมาขาวไว้ในวัง บรรจุในหีบทอง ตั้งไว้บนบุษบก แซ่ซ้องเกียรติยศของแม่เฒ่าสุนัขผู้มีจิตสูงส่งกว่ามนุษย์ทั้งปวง

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องยายหมาขาว 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ผู้ใดได้รับความเมตตา แม้จากผู้ต่ำต้อย ก็จงอย่าลืมบุญคุณนั้นเป็นอันขาด เพราะบุญคุณมิได้วัดกันที่ฐานะ ชาติกำเนิด หรือรูปลักษณ์ แต่ชั่งกันที่หัวใจ

ลูกสาวที่ได้รับการเลี้ยงดูจากหมาเฒ่า กลับลืมต้น ลืมสาย เลือกปฏิเสธและปัดแขนแม่แท้ ๆ ของตนเพียงเพราะอับอายต่อชาติกำเนิด มิใช่เพียงไม่กตัญญู หากยังลงมือกระทำร้ายต่อผู้มีพระคุณด้วยน้ำเดือดจนถึงขั้นสิ้นใจ

ขณะเดียวกันลูกสาวผู้น้องแม้มีฐานะเช่นเดียวกัน กลับแสดงความอ่อนน้อม รู้จักตอบแทนความรักของแม่ แม้จะไม่ใช่แม่เกิดจากครรภ์ แต่เป็นผู้เลี้ยงด้วยเลือดใจ

บุญคุณไม่ใช่สิ่งที่เลือกจำเฉพาะเมื่อสบายใจ หากคือสิ่งที่ต้องสำนึกแม้ในยามที่มันไม่น่าภูมิใจ
และหากใครทอดทิ้งคนที่เคยยื่นมือให้ในวันที่ไม่มีใคร แล้วสิ่งที่เขาจะได้รับกลับคือความพินาศจากกรรมของตนเอง

แต่สำหรับผู้มีใจซื่อสัตย์ รู้คุณ รู้ราก ย่อมได้เห็นปาฏิหาริย์เกิดขึ้นในชีวิต แม้ไม่ใช่ทองคำ ก็จักเป็นความเจริญที่สูงค่าไม่แพ้กัน

ที่มาที่ไปของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องยายหมาขาว เป็นนิทานพื้นบ้านของชาวภาคอีสานที่สืบทอดกันมาช้านาน โดยเฉพาะในจังหวัดแถบร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์ และพื้นที่ใกล้เคียง นิทานเรื่องนี้มักถูกเล่าในหมอลำกลอน ลำพื้น หรือบทละครชาวบ้านที่แสดงในงานบุญ งานเทศน์มหาชาติ และพิธีกรรมสำคัญของหมู่บ้าน

ตัวนิทานมีรากอยู่ในวัฒนธรรมแห่งความกตัญญูรู้คุณ ซึ่งเป็นคุณธรรมสำคัญที่สังคมไทยยึดถือ โดยเฉพาะในสังคมชนบทที่เชื่อมั่นในสายใยระหว่างแม่ลูก ความเมตตา และการตอบแทนบุญคุณ แม้ผู้ให้จะต่ำต้อย หรือเป็นสัตว์ก็ตาม

“ยายหมาขาว” จึงมิใช่เพียงเรื่องเล่าเพื่อความบันเทิง หากเป็นนิทานคุณธรรมที่ถูกใช้ปลูกฝังเด็กและเยาวชน ว่า ไม่ว่าผู้มีพระคุณจะเป็นผู้ใด รูปใด เผ่าพันธุ์ใด ก็สมควรได้รับความเคารพและตอบแทน มิใช่ลบหลู่หรือทอดทิ้งเมื่อยามเจริญ

และด้วยความที่เรื่องมีทั้งความสะเทือนใจ ดราม่าเข้มข้น สัตว์มีจิตเหนือมนุษย์ อีกทั้งลงท้ายด้วยผลกรรมอันยุติธรรม นิทานเรื่องนี้จึงกลายเป็นนิทานหมอลำยอดนิยม ที่ยังคงถูกเล่าขานบนเวทีพื้นบ้านจนถึงปัจจุบัน

“คนที่อับอายผู้มีพระคุณ… คือคนที่ควรอับอายตนเองที่สุดในชีวิต”

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องขี้เหล้าเล่นหม้อ

ในชีวิตของเรามักจะมีโอกาสดี ๆ ผ่านเข้ามา แต่ไม่ทุกคนที่สามารถใช้โอกาสเหล่านั้นได้อย่างคุ้มค่า บางครั้งเรามีสิ่งดี ๆ อยู่ในมือ แต่กลับไม่รู้จักรักษาไว้ให้ดี หรือแม้แต่ใช้มันอย่างไม่ระมัดระวัง จนมันหายไปจากชีวิตในที่สุด

เรื่องราวนิทานพื้นบ้านไทยของชายคนหนึ่งที่เคยมีทุกอย่างและได้รับโอกาสทองจากพ่อที่เป็นเทวดาผู้ใหญ่ แต่เขากลับประมาทและไม่ยึดมั่นในคำสอน กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องขี้เหล้าเล่นหม้อ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องขี้เหล้าเล่นหม้อ

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องขี้เหล้าเล่นหม้อ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านหนองฮังกา (ปัจจุบันคือบ้านแสงอินทร์) ต.กระเบื้อง อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ มีเศรษฐีผู้ใจบุญท่านหนึ่งท่านชอบทำบุญเสียจนชีวิตท่านมีแต่ความอิ่มเอิบและเฮง เพราะคำที่ว่า “แฮงให้ แฮงรวย แฮงให้ แฮงได้หลาย” หมายความว่าเมื่อให้ก็จะได้รับมากมายเพราะคนตอบแทนกับการให้ของเรา คนที่มีน้ำใจจะได้รับความรักและไมตรีจากผู้อื่น ความซื่อสัตย์ ความเมตตาของท่านได้รับการตอบแทนเสมอทั้งในชีวิตนี้และชีวิตหน้า

เศรษฐีใจบุญมีลูกชายคนเดียว แต่ลูกชายกลับไม่เอาถ่านเลย ขี้เหล้าแท้ ๆ กินแล้วกินอีก เอาแต่หามิตรที่ดื่มกับตน ไม่เคยทำมาหากิน เมาแล้วก็แวะเลี้ยงเพื่อนฝูงจนหมดตัวไปเรื่อย ๆ เพื่อน ๆ ก็หลอกเอาเงินไปกินเหล้า บอกได้แค่ “ขอบใจหลาย ๆ เด้อ ที่ช่วยเลี้ยง” เท่านั้น

ทุกครั้งที่เศรษฐีพูดกับลูกชาย ก็จะสอนเขาว่า “ลูกเอ๋ย ทรัพย์สมบัติไม่ได้อยู่ที่เหล้า มันอยู่ที่การทำมาหากิน รู้จักออม รู้จักใช้จ่าย”

แต่ลูกชายก็ไม่เคยฟัง พ่อพูดเท่าไหร่ก็ไม่จำ กลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม วันแล้ววันเล่า เอาแต่เมา เหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พ่อทำให้มันไม่มีความหมายเลย

หลายปีต่อมา เศรษฐีผู้ใจบุญเสียชีวิต ลูกชายเศรษฐีได้รับมรดกทั้งหมด แต่แทนที่จะใช้มรดกนั้นให้เกิดประโยชน์ เขากลับใช้ชีวิตเหมือนเดิม กินเหล้าไปวัน ๆ เอาแต่เลี้ยงเพื่อนกิน จนวันหนึ่งทรัพย์สินของพ่อแม่ที่ทิ้งไว้ให้ก็เริ่มหมดลง เหลือแค่บ้านที่เริ่มเก่าและทุรกันดาร

จากเศรษฐีที่เคยมีเงินมากมาย กลับกลายเป็นคนจนที่ไม่มีที่อยู่ ไม่มีอะไรเลย เขาไปไหนก็ไม่มีใครช่วยเหลือ ขอลูกชายก็ไม่ได้ เพราะทุกคนรู้จักเขาดีว่าเป็นคนขี้เหล้า สุดท้ายเขาก็กลายเป็นคนขอทานไปวัน ๆ

วันแล้ววันเล่าเขาต้องเดินไปขอข้าวขอเงินจากคนอื่น ความทุกข์ในใจมันเจ็บปวดเหลือเกิน แต่กลับไม่มีที่พึ่ง ไม่มีใครช่วยเหลือเขา สภาพชีวิตย่ำแย่จนเขาเริ่มรู้สึกว่าชีวิตนี้มันหมดสิ้นไปแล้ว

“ทำไมชีวิตข้าต้องเป็นแบบนี้ มันไม่ยุติธรรมเลย” เขาคิดในใจ น้ำตาเริ่มไหลจากดวงตาที่เคยมีความสุข

ทว่าความโชคดีของเขายังไม่หมดไป เสียงของเทวดาผู้เป็นพ่อที่จากไปแล้วดังขึ้นในใจของเขา

เทวดาผู้เป็นพ่อได้ไปเกิดเป็นเทวดาผู้ใหญ่ในสวรรค์ และรู้สึกห่วงลูกชายมาก เขาจึงใช้ตาทิพย์ มองดูลูกชายที่ตกอยู่ในความทุกข์ เขาเห็นว่า ลูกชายไม่ได้รับการช่วยเหลือจากใครและกำลังตกอยู่ในภาวะที่ย่ำแย่จนไม่สามารถก้าวเดินต่อไปได้

เทวดาผู้เป็นพ่อจึงรู้สึกเสียใจมากและตัดสินใจลงมาหาลูกชายที่โลกมนุษย์ เพื่อช่วยให้เขามีโอกาสเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่อีกครั้ง

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องขี้เหล้าเล่นหม้อ 2

เมื่อเทวดาผู้เป็นพ่อ เห็นลูกชายยังคงประสบความทุกข์ทรมานอยู่บนโลกมนุษย์ เทวดาผู้เป็นใหญ่ก็ไม่อาจทนดูได้ จึงตัดสินใจลงมาหาลูกชายเพื่อให้คำแนะนำในตอนที่ลูกชายตกต่ำที่สุด

คืนหนึ่ง ขณะที่ลูกชายเศรษฐีกำลังนั่งเศร้าอยู่ริมทาง เทวดาผู้เป็นพ่อก็ปรากฏตัวขึ้นในรูปแบบของชายแก่ท่ามกลางหมู่บ้านท่ามกลางแสงจันทร์

“ลูกเอ๋ย… จำคำที่พ่อเคยได้ไหม?” เสียงเทวดาผู้เป็นพ่อดังขึ้นในใจลูกชาย

ลูกชายสะดุ้งตกใจเมื่อเห็นชายแก่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ชายแก่พูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เอ็งมาตกต่ำเพราะความประมาท เอ็งใช้อำนาจของเงินโดยไม่เคารพและไม่ใช้มันอย่างมีสติ บัดนี้ชีวิตของเอ็งจะเป็นไปตามทางที่เอ็งเลือก”

ลูกชายเศรษฐีที่เคยดื่มเหล้าและเลิกสนใจการทำมาหากินรู้สึกสะท้อนใจอย่างสุดซึ้ง เขาตั้งใจว่าจะเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง แต่เขาไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร

“พ่อ… ข้าไม่มีอะไรเลย จะให้ข้าเริ่มต้นจากที่ไหน ข้าต้องการความช่วยเหลือ!” ลูกชายเศรษฐีพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

เทวดาผู้เป็นพ่อมองลูกชายด้วยความสงสารและตอบกลับว่า “เอ็งจงรักษาหม้อใบนี้ให้ดี หากเอ็งต้องการเงินทอง เอ็งก็เอามือล้วงเข้าไปหยิบมาใช้ได้ดั่งใจคิด แต่มีกฎข้อเดียว… อย่าทำหม้อแตก”

ลูกชายไม่ทันได้ตั้งตัว ก็ได้รับหม้อดินใบหนึ่งจากเทวดาผู้เป็นพ่อ เขารับคำสั่งและสัญญาว่าจะรักษาหม้อให้ดี

เช้าวันถัดมา ลูกชายเศรษฐีที่ขี้เหล้ารู้สึกเต็มไปด้วยความตื่นเต้นเมื่อเขาได้ล้วงมือเข้าไปในหม้อดินใบที่พ่อให้มา ทันทีที่เขาล้วงมือเข้าไป เขาก็พบว่า เงินทอง ล้นมือออกมาอย่างมหาศาล เขาตกใจและดีใจ จนไม่สามารถหยุดยิ้มได้

“โอ้โห! มันเป็นจริง! ข้าจะรวยแล้ว!” เขาตื่นเต้นและคิดในใจ

แต่หลังจากนั้นไม่นาน ความตื่นเต้นก็เริ่มคลายไป เขาคิดในใจว่า “ข้าจะเอาเงินเหล่านี้ไปใช้ทำอะไรดีนะ” แต่สุดท้ายเขากลับไปที่ชีวิตเก่าของตัวเอง ดื่มเหล้าต่อไปจนหมดสิ้นสติ

วันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังเดินทางไปหาพวกเพื่อน เขาก็เกิดนึกสนุกขึ้นมา เขาเริ่มโยนหม้อขึ้นไปในอากาศแล้ววิ่งไปรับ พร้อมกับพูดเล่นไปว่า “โอะ ๆ โอะ โอะร่วง!”

เขาทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ หัวเราะไปกับการโยนหม้อท่ามกลางแสงแดดจนลืมคำสั่งของพ่อที่ให้ไว้ เขาเล่นเพลินลืมตัว คิดน้อย จนในที่สุดหม้อดินที่เขากำลังโยนกลับร่วงลงมาและแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

ทันใดนั้น ลูกชายเศรษฐีก็สะดุ้งและตกใจ เมื่อเห็นหม้อแตก เขานึกถึงคำสั่งของพ่อที่เตือนเอาไว้ว่าห้ามทำหม้อแตก แต่ตอนนี้ทุกอย่างก็สายไปแล้ว เขารู้สึกถึงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง

“ข้า… ข้าไม่ได้เก็บเงินไว้ ข้าทำลายโอกาสนั้นไปหมดแล้ว… พ่อบอกไว้… แต่ข้ากลับทำลายมันเอง” ลูกชายเศรษฐีพูดออกมาด้วยความสำนึกผิด

เขานั่งลงข้างหม้อที่แตกไปแล้ว สภาพจิตใจเริ่มย่ำแย่เมื่อคิดถึงอนาคตที่ไร้ทางเลือก เขาไม่มีเงินเหลือไว้สำหรับชีวิตในวันข้างหน้า ไม่สามารถรักษาตัวเองได้เมื่อป่วยไข้ ไม่มีอะไหล่ในชีวิตอีกต่อไป

เขารู้ว่าเขาทำผิดพลาดครั้งใหญ่ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ และความทุกข์นั้นจะตามมาเรื่อย ๆ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องขี้เหล้าเล่นหม้อ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… โอกาสที่ดีอาจมาถึงเราในรูปแบบที่ไม่คาดคิด แต่หากเราประมาทและไม่รู้จักใช้มันอย่างระมัดระวัง ก็อาจทำให้สิ่งที่มีค่าหายไปจากมือเราได้ การไม่ยึดมั่นในคำสั่งที่ดีและการไม่รักษาสิ่งที่ได้รับมาอย่างมีสติอาจนำไปสู่การสูญเสียที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ เราควรใช้โอกาสอย่างระมัดระวังและรู้จักเก็บรักษาให้ดี เพื่อให้เรามีชีวิตที่มั่นคงและไม่พลาดโอกาสในอนาคต

และการช่วยเหลือจากคนอื่นอาจทำให้เราได้รับการบรรเทาคร่าว ๆ แต่หากเราไม่คิดหรือปรับตัวเองให้ดีขึ้น เราก็ยังจะเจอปัญหาเดิมๆ ซ้ำ ๆ การได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นนั้นสำคัญ แต่ไม่สามารถแก้ไขทุกอย่างได้ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองและไม่เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ความช่วยเหลือเพียงชั่วคราวจะไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้

หากไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา คือคำที่ใช้เตือนว่า เมื่อคนเรายังไม่เจอกับผลลัพธ์ที่หนักหน่วงจากการกระทำของตัวเอง หรือยังไม่ได้รับผลกระทบที่จริงจัง เราจะไม่รู้สึกหรือเข้าใจถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำที่ประมาท จนกว่าจะเกิดขึ้นจริงแล้วและมันอาจจะสายเกินไปที่จะกลับตัว

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องขี้เหล้าเล่นหม้อ เป็นนิทานพื้นบ้านของหนองฮังกา (ปัจจุบันขึ้นกับบ้านแสงอินทร์) ซึ่งสะท้อนถึงการใช้ชีวิตของคนที่มีความประมาท และไม่รู้จักรักษาโอกาสที่ได้มา ทั้งในเรื่องของทรัพย์สินและโอกาสในชีวิต ตลอดจนการแสดงให้เห็นถึงผลของการไม่รับผิดชอบต่อสิ่งที่ได้รับจากบุญกุศลหรือการช่วยเหลือของผู้อื่น

เนื้อหาของนิทานได้สะท้อนถึงการเสียดายโอกาสที่ดีในชีวิต การใช้ชีวิตแบบไร้ระมัดระวัง เช่น การดื่มเหล้าเป็นประจำ การไม่ใช้สมบัติที่ได้มาอย่างถูกต้อง และการประมาทในชีวิต เมื่อได้รับโอกาสจากพ่อที่เป็นเทวดาแต่ไม่รู้จักเก็บรักษาและใช้มันอย่างรอบคอบ จนกระทั่งผลของการกระทำผิดพลาดนั้นเกิดขึ้นจริงในที่สุด

การใช้ “หม้อดิน” ในเรื่องนี้ก็เป็นสัญลักษณ์ของโอกาสที่ได้มา หากรู้จักใช้ให้ดี ก็จะได้รับผลตอบแทนที่ดี แต่ถ้าไม่ระมัดระวังและไม่รักษามันไว้อย่างดี ก็อาจทำให้โอกาสนั้นพังทลายไป เช่นเดียวกับการใช้ชีวิตของคนที่ประมาทในที่สุด

โดยรวมแล้ว นิทานขี้เหล้าเล่นหม้อมีความหมายเกี่ยวกับการรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง และการไม่เสียโอกาสที่มาถึง ซึ่งเป็นบทเรียนที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้

“โอกาสที่มาถึงต้องรักษาให้ดี ไม่เช่นนั้นมันอาจหายไปตลอดชีวิต”

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องพญาโคตรตะบอง

ในอาณาจักรที่รุ่งเรืองและเต็มไปด้วยพลังอำนาจ มีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านไทยถึงผู้ครองเมืองผู้หนึ่งที่มีความแข็งแกร่งจนไม่มีใครกล้าเทียบเคียง พระองค์ถือตะบอง เป็นอาวุธคู่กายที่ไม่มีใครสามารถทำลายได้ และทรงมีความเชื่อมั่นในพลังของตนเองอย่างยิ่ง

แต่เมื่อเวลาผ่านไป มีคำทำนายที่กล่าวถึงการมาของผู้มีบุญที่อาจเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งในอาณาจักรแห่งนี้ เรื่องราวจะพาไปสู่การเผชิญหน้าที่เต็มไปด้วยกลลวงและอุปสรรคที่ท้าทายการตัดสินใจของผู้ทรงอำนาจ กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องพญาโคตรตะบอง

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องพญาโคตรตะบอง

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องพญาโคตรตะบอง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในเมืองริมเกาะหนองโสนที่เต็มไปด้วยความรุ่งเรืองและอำนาจพญาโคดม ผู้ครองอาณาจักรแห่งนี้มีความพิเศษในเรื่องความแข็งแกร่ง ผู้ครองอาณาจักรที่ตั้งอยู่ริมเกาะหนองโสน (ในปัจจุบันคือวัดอโยธยา) อาณาจักรของพญาโคดมเต็มไปด้วยความรุ่งเรืองและความแข็งแกร่ง แต่พระองค์กลับมีความทุกข์ใจในเรื่องที่ไม่สามารถมีบุตรชายได้ เพื่อต่อสืบราชสมบัติให้แก่อาณาจักรของพระองค์

ตำนานกล่าวไว้ว่าพญาโคดมต้องการทายาทที่แข็งแกร่งเพื่อสืบสานอำนาจของตนไปสู่รุ่นต่อไป จึงเสด็จไปที่โหรหลวง เพื่อขอคำทำนาย

“ข้าอยากรู้ว่า ท่านจะมีทายาทเป็นชายหรือไม่” พญาโคดมเอ่ยคำถามด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความคาดหวัง

โหรหลวงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทำนายออกมา “พระองค์จะมีทายาทผู้มีบุญ แต่ทายาทนั้นจะนำภัยมาสู่พระองค์”

พญาโคดมตกใจเมื่อได้ยินคำทำนาย แต่ก็ไม่ยอมแพ้ จึงตัดสินใจสั่งให้ ฆ่าหญิงมีครรภ์ ทุกคนในเมืองเพื่อไม่ให้ผู้มีบุญนั้นเกิดขึ้นมา

“ฆ่าเด็กในท้องทุกคน! ข้าจะไม่ให้ใครมาแย่งอำนาจจากข้า!” พญาโคดมสั่งการอย่างเด็ดขาด

แต่หลังจากนั้นไม่นาน โหรหลวงทำนายออกมาอีกครั้งว่า “ผู้มีบุญนั้นเกิดแล้ว แต่ยังเป็นทารกที่ไร้พลัง…”

เมื่อทำนายเช่นนี้ พญาโคดมจึงสั่งให้จับทารกทุกคนมาเผาไฟ เพื่อกำจัดผู้มีบุญให้หมดสิ้น

ทารกคนหนึ่งรอดชีวิตจากการถูกเผา เพราะมีพระภิกษุ รูปหนึ่งไปพบเข้าที่ริมแม่น้ำ ก่อนจะนำเด็กไปเลี้ยงไว้ที่วัดโพธิ์ผี โดยไม่รู้ว่าเด็กคนนี้จะกลายเป็นผู้มีบุญในอนาคต

ผ่านไป 17 ปี เด็กทารกที่รอดชีวิตจากไฟกลายเป็นชายหนุ่มพิการชื่อว่านายแกรก เขามีอวัยวะที่งอและพิการจากการถูกไฟคลอก ขาทั้งสองข้างของเขาเดินไม่ได้และต้องลากเท้าไปข้างหน้าทุกครั้ง ซึ่งเสียงที่เกิดจากการลากเท้าของเขาก็ดังออกไปไกล ๆ ทำให้ทุกคนเรียกเขาว่า “นายแกรก”

นายแกรกเดินทางไปมาในเมือง แต่ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากใคร เพราะภาวะพิการของเขาทำให้เขารู้สึกว่าไม่เหมือนคนอื่น แต่เขาก็ยังคงอยากรู้ว่าผู้มีบุญที่ทำนายไว้นั้นคือใคร เขาจึงออกเดินทางตามหา

วันหนึ่งในระหว่างทาง นายแกรกได้พบกับชายชราผู้หนึ่ง ซึ่งก็คือพระอินทร์ได้แปลงตัวเป็นชายชราจูงม้ามาฝากไว้ ที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีพลัง

“ท่านเป็นใครกัน? ท่านดูอ่อนแอและเดินไปอย่างช้าๆ” นายแกรกถามชายชราด้วยความสงสัย

ชายชรามองมาที่นายแกรกก่อนตอบว่า “ข้าคือผู้ที่มาถึงเวลาของข้าแล้ว หากเจ้าหิวให้กินข้าวที่ข้าห่อมาให้” ชายชรากล่าวอย่างนิ่ง ๆ

เมื่อได้กินข้าวในห่อ นายแกรกก็รู้สึกพลังในร่างกายกลับมา เขารู้สึกว่ามีกำลังขึ้นและเริ่มกลับเดินได้อย่างปกติ หลังจากนั้น เขาพบขวดน้ำมันที่มีอยู่ในห่อ ขวดนั้นช่วยให้เขานำมาทาตัวจนแขนขาที่เคยงอหายเป็นปกติ

“ขอบคุณท่านที่ให้ข้าได้รับพลังนี้” นายแกรกกล่าวขอบคุณชายชราก่อนที่ชายชราจะบอกว่า “จงไปเถอะ เดินทางต่อไปเพื่อพิสูจน์ตนเอง”

จากนั้น นายแกรกได้ขึ้นม้าและสวมเครื่องกกุธภัณฑ์ที่พระอินทร์มอบให้ และม้าก็พาเขาเหาะไปยัง พระตำหนักของพญาโคตรตะบอง

“ใครกันกล้าท้าทายอำนาจของข้า!” พญาโคตรตะบองตะโกนด้วยความโกรธ ก่อนที่จะทุ่มตะบองไปที่ท้องฟ้าอย่างแรง แต่ตะบองกลับตกลงไปที่เมืองล้านช้าง

พญาโคตรตะบองตกใจและเริ่มหนีตามตะบองไปที่เมืองล้านช้าง…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องพญาโคตรตะบอง 2

พญาโคตรตะบองตกใจอย่างมาก “ตะบองของข้าหลุดไป! ข้าจะต้องไปเอามันกลับมาให้ได้!”

พญาแกรกจึงได้ขึ้นครองราชสมบัติแทนพญาโคตรตะบองซึ่งได้หนีไปตามตะบองที่ล้านช้าง และพ่อพราหมณ์ถวายพระนามชื่อพระเจ้าสินธพ อำมรินทร์ ให้แทนพระนามเดิมพญาแกรก และได้อภิเษกกับ พระราชธิดาของพญาโคตรตะบอง ราษฎรในเมืองเป็นสุขยิ่งนัก

ทางด้านเมืองล้านช้าง เมื่อพระโคตบองไปตาเอาตะบอง เขาก็ไม่เขากลับไปเมืองเดิมของเขาเพราะพระเจ้าสินธพ อำมรินทร์ได้ครองราชย์แทนแล้ว และเลือกที่จะอยู่ ณ ล้านช้าง

พญาล้านช้างรู้สึกหวาดกลัวอำนาจของพญาโคตรตะบองและคิดอาจจะมาทำลายอาณาจักรของตน จึงตัดสินใจหาวิธีที่จะกำจัดพญาโคตรตะบอง

พญาล้านช้างได้คิดแผนการ จึงยกพระราชธิดาให้พญาโคตรตะบอง และให้พระชาชธิดาถามถึงจุดอ่อนของพญาโคตรตะบอง เพื่อหาวิธีกำจัดพญาโคตรตะบอง

พระราชธิดาหลงกลมเหสีของพญาล้านช้างและใช้เล่ห์เหลี่ยมถามถึงจุดอ่อนของพญาโคตรตะบอง โดยพญาโคตรตะบองหลงกล จึงบอกความลับออกมา

“ไม่มีอาวุธใดที่สามารถฆ่าข้าได้ นอกจากใช้ไม้เสียบทวารหนักเท่านั้น…”

พระราชธิดาจึงนำคำบอกนี้ไปบอกแก่พญาล้านช้าง ซึ่งทำให้พญาล้านช้างรู้สึกพอใจในแผนการของตน และเริ่มจัดการดำเนินการตามแผน โดยการใช้หอกขัด ที่จับหลักไว้ที่พระบังคน ซึ่งเป็นกลไกที่ซับซ้อนและแยบคาย

เมื่อพญาโคตรตะบองเข้าไปในที่บังคนตามปกติ สิ่งที่เขาไม่คาดคิดเกิดขึ้น เมื่อหอกลั่นขึ้นสวนทวารเข้าไปจนใกล้จะเสียชีวิต

พญาโคตรตะบองเสียใจที่หลงกลสตรีและทหารของตน จึงหนีกลับไปยังเมืองของตน ด้วยความผิดหวังในตัวเอง

“ข้าแพ้… พ่ายแก่ความรักและคำลวงจากสตรี” พญาโคตรตะบองกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ก่อนที่จะสิ้นพระชนม์เมื่อกลับถึงเมืองพาราณสี

เมื่อพญาโคตรตะบองกลับมาถึงพระนคร พระองค์ก็สิ้นพระชนม์ในที่สุด ในขณะที่ก่อนตายพระองค์ได้ทิ้งคำสาปไว้ที่เมืองเวียงจันทน์ ว่า “ข้าจะสาปแช่งเมืองนี้ให้ไม่มีวันเจริญรุ่งเรือง”

พระเจ้าสินธพอมรินทร์ (หรือพญาแกรก) จัดการพระศพของพญาโคตรตะบองและสร้าง วัดศพสวรรค์ ณ สถานที่พระราชทานเพลิง เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับผู้ที่เคยทรงอำนาจยิ่งใหญ่แต่ต้องพ่ายแพ้ในที่สุด (ปัจจุบันคือวัดสวนหลวงสบสวรรค์)

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องพญาโคตรตะบอง 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… แม้จะมีอำนาจและความแข็งแกร่งเพียงใด แต่หากขาดความระมัดระวังและหลงเชื่อในความลวง ก็อาจทำให้ทุกสิ่งที่สร้างขึ้นต้องพังทลายได้

พญาโคตรตะบองแม้จะมีพละกำลังที่ไม่มีใครสามารถทำลายได้ แต่การที่พระองค์เปิดเผยจุดอ่อนของตนให้กับผู้อื่นและหลงกลมเหสี ทำให้พระองค์ถูกกำจัดไปอย่างไม่คาดคิด การหลงเชื่อคำลวงและความประมาททำให้ความแข็งแกร่งกลับกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้พระองค์สูญเสียทุกสิ่งไปในที่สุด.

นิทานเรื่องนี้เตือนให้รู้ว่า การรักษาความลับและระมัดระวังในทุกการกระทำเป็นสิ่งสำคัญ แม้แต่ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดก็ยังสามารถพ่ายแพ้จากความผิดพลาดของตนเอง

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องพญาโคตรตะบอง เป็นนิทานพื้นบ้านที่มีรากฐานจากความเชื่อทางภูมิปัญญาและความศรัทธาของคนในภาคอีสานและภาคกลาง พญาโคตรตะบอง หรือชาวลาวเรียกว่าท้าวศรีโคตร พระยาศรีโคตรบอง หรือศรีโคตร เขมรเรียกพระยาตะบองขยุง เป็นตำนานเก่าแก่ที่แพร่หลายในไทย ลาว และเขมร เรื่องเล่าปรากฏตั้งแต่ดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงและลุ่มน้ำน่าน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มักจะมีการผสมผสานระหว่างความเชื่อทางศาสนาและไสยศาสตร์ที่ชาวบ้านเชื่อกันมายาวนาน

ที่มาของนิทานนี้สะท้อนถึงการต่อสู้ระหว่างอำนาจ และความยุติธรรม การเกิดขึ้นของพญาโคตรตะบองที่มีพลังและความแข็งแกร่งซึ่งไม่มีอาวุธใดสามารถสังหารได้ เป็นการสะท้อนถึงความคิดของการมีอำนาจที่ไม่สามารถเอาชนะได้ด้วยอำนาจเพียงอย่างเดียว ความล้มเหลวของพญาโคตรตะบองเกิดจากการหลงกลและการเปิดเผยจุดอ่อนของตัวเองให้กับผู้ไม่หวังดี ซึ่งสื่อถึงการหลอกลวงและความไม่ระมัดระวัง ที่อาจทำลายผู้ที่มีอำนาจสูงสุดได้

นิทานพญาโคตรตะบองยังสะท้อนถึงบทเรียนชีวิตเกี่ยวกับการระวังตัวและไม่หลงเชื่อในความลวงของคนใกล้ตัว ถึงแม้จะมีพลังและอำนาจมากมาย หากขาดการระมัดระวังในเรื่องของการวางใจและการเชื่อในคำพูดของคนอื่น ก็อาจทำให้ต้องเสียสิ่งที่สำคัญไป

“อำนาจอาจทำให้ยิ่งใหญ่ แต่การประมาทและหลงเชื่อในคำลวงสามารถทำลายทุกสิ่งได้ในพริบตา”

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวกาฬเกษ

ในดินแดนแห่งเวทมนตร์และคำทำนายที่ซ่อนเร้นมีตำนานเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านไทย ว่ามีการต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่วเกิดขึ้นในเงามืดแห่งอดีต ผู้คนที่เกิดมาเพื่อต่อสู้กับโชคชะตาและคำสาปที่ไม่อาจหลีกหนีได้ ท่ามกลางการผจญภัยที่เต็มไปด้วยความท้าทายและความรักที่ลึกซึ้ง จ้าชายผู้ถูกทรยศต้องฟื้นคืนจากความตายเพื่อทำตามคำสั่งแห่งใจ

การเลือกที่จะต่อสู้กับความมืดมิดและการรักษาความรักแท้จะนำเขาไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจย้อนกลับได้ กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องกาฬเกษ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวกาฬเกษ

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวกาฬเกษ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองพาราณสี ท้าวสุริวงษ์พระราชาผู้มีอำนาจและทรัพย์สมบัติมากมาย แต่ยังไม่สามารถมีบุตรชายเพื่อต่อสืบราชสมบัติได้ พระราชาทรงเป็นทุกข์และทรงครุ่นคิดเสมอ

“ข้า… ช่างเป็นกษัตริย์ที่สิ้นหวังเสียจริง แม้มีทั้งอำนาจและสมบัติ แต่กลับไม่อาจมีบุตรชายเพื่อสืบทอด” พระราชาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง

พระมเหสีนางกาฬ ก็ทราบถึงความทุกข์ใจของพระราชา จึงได้พูดปลอบใจพระองค์ว่า

“พระองค์เจ้าค่ะ อย่าได้กังวลไปเลยค่ะ พระอินทร์จะคอยช่วยเหลือเราเสมอ”

พระราชาทรงไปขอพรจากพระอินทร์ ขอให้พระองค์มีบุตรชายเพื่อให้สืบสานราชบัลลังก์ พระอินทร์ได้ยินคำขอและส่งเทพบุตร ลงมาเกิดในท้องของนางกาฬ

“ข้าขอให้เจ้าทั้งสองมีบุตรที่มีบุญญาบารมี ให้เจริญรุ่งเรืองเพื่อแผ่นดินของเรา” พระอินทร์ได้กล่าวกับท้าวสุริวงษ์

ในเวลาต่อมา เจ้าชายกาฬเกษได้ประสูติและเติบโตเป็นชายหนุ่มผู้มีคุณธรรมและพระคุณเป็นที่รักใคร่ของประชาชน ท่านพระราชาทรงดีใจมากที่มีพระโอรสเพื่อสืบสานราชสมบัติ

เมื่อเจ้าชายกาฬเกษเติบโตขึ้นเป็นหนุ่มร่างสูงและกล้าแกร่ง วันหนึ่งเจ้าชายได้เข้าไปในโรงม้าและพบกับ ม้ามณีกาบ ซึ่งเป็นม้าที่มีพลังเวทมนตร์ เจ้าชายรู้สึกตื่นเต้นและแอบขึ้นขี่ม้า ม้ามณีกาบก็พาเจ้าชายเหาะออกจากเมืองพาราณสี มุ่งสู่ ป่าหิมพานต์ ที่เต็มไปด้วยตำนานลึกลับ

ในระหว่างการเดินทางไปยังป่าหิมพานต์ เจ้าชายได้พบกับ นกสาริกาคู่ ซึ่งเจ้าชายได้สั่งให้พวกมันบินกลับไปบอกท้าวสุริวงษ์ว่า

“ข้าจะไปสำรวจป่าเป็นเวลา 3 ปี และจะกลับมาเมื่อครบกำหนด” เจ้าชายได้พูดกับนกสาริกาคู่นั้น

หลังจากเจ้าชายกาฬเกษออกจากเมือง เขามาถึงเมืองผีมนต์ที่ปกครองโดยท้าวผีมนต์ซึ่งมีมาลีจันทน์ พระธิดาผู้มีรูปงาม เมื่อเจ้าชายได้พบกับนางในสวนดอกไม้ เขาก็ได้หลงรักนางทันที

เจ้าชายพูดกับมาลีจันทน์ว่า “ท่านนางมาลีจันทน์ ข้าไม่เคยพบผู้ใดที่มีความงามและใจดีเช่นท่าน”

มาลีจันทน์ยิ้มบาง ๆ และตอบกลับด้วยเสียงที่อ่อนหวาน “ข้าก็เช่นกันเจ้าชายกาฬเกษ ความดีงามของท่านทำให้ข้ารู้สึกพิเศษยิ่งขึ้น”

เมื่อคืนเจ้าชายแอบไปหามาลีจันทน์อีกครั้ง ทว่าท้าวผีมนต์ทราบความจริง จึงได้สั่งทำ หอกยนต์ ซึ่งเป็นอาวุธเวทมนตร์ที่มีพลังในการทำลายล้าง

ท้าวผีมนต์ได้พูดกับองครักษ์ของตนว่า “หากเจ้าเห็นคนแปลกหน้าเข้ามาใกล้พระธิดาของเรา จงใช้หอกยนต์ยิงเขาให้สิ้นซาก”

ในคืนนั้น เมื่อเจ้าชายกาฬเกษเข้าไปหามาลีจันทน์ หอกยนต์ได้ยิงออกมาและถูกเจ้าชายจนสิ้นใจ

เจ้าชายกล่าวก่อนที่จะสิ้นใจว่า “มาลีจันทน์… อย่าเผาศพของข้า จงนำข้าไปใส่แพลอยน้ำไปยังอาศรมพระฤาษี…”

มาลีจันทน์ตื่นตกใจและเสียใจมาก แต่เธอก็ทำตามคำขอของเจ้าชายและนำศพของเจ้าชายไปตามคำขอ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวกาฬเกษ 2

เมื่อเจ้าชายกาฬเกษสิ้นใจ ศพของพระองค์ถูกมัดใส่แพและลอยตามกระแสน้ำ จนกระทั่งไปถึงอาศรมพระฤาษี ผู้มีวิชาความรู้และอำนาจเหนือธรรมชาติ เมื่อพระฤาษีเห็นศพของเจ้าชายจึงเอ่ยขึ้นว่า

“นี่คือเจ้าชายผู้มีบุญหนัก แม้จะถูกความชั่วร้ายฆ่าตาย แต่ชะตากรรมของเขายังไม่สิ้นสุด”

พระฤาษีทำการร่ายมนต์อาคมบริกรรมภาวนาอย่างเงียบสงบ สายลมเริ่มพัดเบา ๆ เสียงพึมพำของพระฤาษีดังขึ้นจนทั่วอากาศ และแล้วพลังอันยิ่งใหญ่ก็ทำให้เจ้าชายกาฬเกษฟื้นขึ้นจากความตาย

“พระองค์ทรงฟื้นขึ้นแล้วเจ้าค่ะ เจ้าชายกาฬเกษ!” พระฤาษีกล่าวด้วยความอ่อนโยน

เจ้าชายกาฬเกษฟื้นขึ้นและมองเห็นพระฤาษีท่ามกลางธรรมชาติที่เงียบสงบของอาศรม พระฤาษีได้ถามเจ้าชายว่า

“เจ้ามีชีวิตใหม่แล้วเจ้าชาย ท่านจะทำเช่นไรกับมัน?”

เจ้าชายกาฬเกษทรุดตัวลงและกล่าวว่า “ข้าไม่สามารถกลับไปยังเมืองผีมนต์เพื่อแก้แค้นได้ หากข้าไม่เรียนวิชาอาคมเพื่อใช้ในการต่อสู้และพิสูจน์ความรักที่ข้ามีต่อมาลีจันทน์”

พระฤาษีพยักหน้าและกล่าวว่า “ข้าเห็นด้วยกับเจ้า วิชาอาคมสามารถช่วยเจ้าผ่านอุปสรรคทั้งหมดได้”

พระฤาษีจึงเริ่มสอนวิชาอาคมแก่เจ้าชายกาฬเกษ โดยให้ฝึกฝนวิชาหมายถึงการต่อสู้ การป้องกันตัวเอง และการใช้พลังเวทในการปกป้องผู้บริสุทธิ์ เจ้าชายฝึกฝนด้วยความทุ่มเทและมีความตั้งใจอย่างยิ่ง

ในระหว่างที่ฝึกวิชาอยู่นั้น เจ้าชายได้เรียนรู้เกี่ยวกับพลังแห่งจิตใจและความรักที่ต้องไม่สูญเสีย แม้ต้องเผชิญกับความยากลำบาก และในที่สุดเขาก็สำเร็จในวิชาอาคมจนพร้อมที่จะกลับไปพิสูจน์ตัวเอง

“ขอบพระคุณพระคุณของท่าน ข้าพร้อมแล้วที่จะไปแก้แค้นและทำให้การต่อสู้ครั้งนี้สำเร็จ” เจ้าชายกล่าวขอบพระคุณพระฤาษี

พระฤาษีตอบด้วยเสียงอ่อนโยนว่า “จงไปเถิดเจ้าชาย ใช้พลังที่เจ้าเรียนรู้มาเพื่อความยุติธรรมและรักแท้”

เมื่อเจ้าชายกาฬเกษออกจากอาศรมพระฤาษี เขากลับไปยังเมืองผีมนต์ที่ครั้งหนึ่งเขาได้สูญเสียชีวิต ท้าวผีมนต์ได้ทราบข่าวการฟื้นคืนชีพของเจ้าชายและเตรียมตัวสู้รบกับเจ้าชายกาฬเกษ

เจ้าชายกาฬเกษเดินเข้าสู่เมืองผีมนต์ด้วยความมุ่งมั่นและความกล้าหาญ ท้าวผีมนต์พยายามใช้วิชาความรู้และอาคมต่อสู้กับเจ้าชาย ทว่าพลังแห่งความรักที่เจ้าชายมีต่อนางมาลีจันทน์ช่วยเพิ่มพลังให้แก่เขา ทำให้เขาเอาชนะท้าวผีมนต์ได้ในที่สุด

“ท้าวผีมนต์ ข้าขอให้เจ้าสำนึกในความผิดของตน และยอมรับความพ่ายแพ้” เจ้าชายกาฬเกษกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

ท้าวผีมนต์ยอมแพ้และกล่าวว่า “เจ้าชายกาฬเกษ ข้าแพ้แล้ว ข้ายอมยกเมืองให้เจ้าครอง”

เจ้าชายกาฬเกษได้ครอบครองเมืองผีมนต์และอภิเษกกับ มาลีจันทน์ นางที่เขารักและต้องการอยู่เคียงข้าง หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าชายกาฬเกษและนางมาลีจันทน์ก็เดินทางกลับเมืองพาราณสี

ท้าวสุริวงษ์ทราบข่าวการกลับมาของพระโอรสและมเหสี ก็ได้จัดพิธีต้อนรับอย่างสมเกียรติ เจ้าชายกาฬเกษได้รับการอภิเษกให้ขึ้นครองเมืองพาราณสีอย่างเป็นทางการ และเมืองพาราณสีก็เจริญรุ่งเรืองในยุคของเจ้าชายกาฬเกษ

“ขอให้เราครองเมืองพาราณสีอย่างสงบสุข และสืบต่อความรักแท้และความยุติธรรมไปยังรุ่นลูกหลาน” เจ้าชายกล่าวด้วยความมั่นใจและความสุข

และทั้งสองก็ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขในเมืองพาราณสีจนสิ้นอายุขัย

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวกาฬเกษ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความรักแท้และความยุติธรรม จะชนะทุกสิ่ง แม้จะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดและการทรยศจากผู้ใกล้ชิด สุดท้ายแล้ว ความกล้าหาญและการยืนหยัดในความถูกต้องจะนำพาให้ผ่านอุปสรรคทั้งหมดไปได้ แม้จะถูกทดสอบจนถึงขีดสุดก็ตาม

สิ่งสำคัญที่สุดคือการไม่ยอมแพ้ และการไม่สูญเสียตัวตน แม้ในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับความตายและความสูญเสีย เพราะในที่สุดการต่อสู้เพื่อความดีงามและความรักที่แท้จริงจะผลักดันให้ทุกอย่างกลับมาสู่ความถูกต้องอีกครั้ง

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวกาฬเกษ เป็นนิทานพื้นบ้านที่แพร่หลายทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย รวมถึงในประเทศลาว มักอ้างกันว่าอยู่ในปัญญาสชาดกซึ่งเป็นชาดกนอกนิบาต เรื่องราวของท้าวกาฬเกษ มีลักษณะคล้ายกับตำนานของการต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่ว การแก้แค้น การฟื้นคืนชีวิต และการกลับคืนสู่ความถูกต้องของผู้ถูกกดขี่ นอกจากนี้ยังมีการผสมผสานความเชื่อทางศาสนาและความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติ เช่น การใช้วิชาอาคม การชุบชีวิตด้วยเวทมนตร์ และการให้พรจากเทพเจ้าต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของวรรณกรรมพื้นบ้านในไทย

ที่มาของนิทานนี้อาจเกี่ยวข้องกับความเชื่อในเรื่องกรรมและการชดใช้ ที่ลึกซึ้งในสังคมไทย นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงความเชื่อใน เทพเจ้าต่าง ๆ เช่น พระอินทร์และพระฤาษี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือผู้ที่มีจิตใจบริสุทธิ์ในการต่อสู้กับความชั่วร้าย

ด้วยเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการผจญภัย การฝึกฝนวิชาอาคม และการต่อสู้กับความชั่ว ทำให้กาฬเกษ เป็นนิทานที่สอนบทเรียนชีวิตสำคัญเกี่ยวกับการรักษาความดี ความรัก และการยืนหยัดในความถูกต้องในสภาวะที่ท้าทาย

นิทานเรื่องนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยและการถ่ายทอดความเชื่อที่สำคัญให้กับคนรุ่นใหม่ โดยใช้รูปแบบการเล่าขานที่เข้าใจง่ายและสามารถเข้าถึงได้ในทุกช่วงเวลา

“แม้ความตายและการทรยศจะพรากทุกสิ่งไป แต่ความรักแท้และความยุติธรรมจะฟื้นคืนได้เสมอ”

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องสังข์ศิลป์ชัย

ในแผ่นดินที่คำพูดของคนไม่ใช่ความจริง และความยุติธรรมมิได้ขึ้นอยู่กับเหตุผล ผู้ใดถือกำเนิดในร่มเงาแห่งความริษยา ย่อมถูกป้ายสีแม้ยังมิได้เปล่งเสียงแรก ณ นครเปงจาลคือเมืองอันรุ่งเรือง มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านไทย ในเงาแห่งรั้ววังกลับเต็มไปด้วยคำลวง

ลมหายใจของผู้มีบุญถูกมองว่าเป็นลางร้าย ทั้งที่ชะตาฟ้าเพิ่งเริ่มขีดเขียน เมื่อโลกไม่เปิดทางให้คนมีค่า คนผู้นั้นต้องเดินผ่านความเจ็บ จนค่าของตนประกาศออกเอง และเมื่อความจริงถูกผลักตกเหว สายน้ำจะเป็นผู้นำมันกลับคืน กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องสังข์ศิลป์ชัย

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องสังข์ศิลป์ชัย

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องสังข์ศิลป์ชัย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ นครเปงจาล อันอุดมมั่งคั่งด้วยไพร่พลและสินแผ่นดิน มีพระยากุศราชเป็นผู้ครองนคร พระองค์มีขัตติยาน้องสาวนามว่า นางสุมุณฑา โฉมสะคราญงามเกินสตรีทั้งปวง ขาวดั่งงาช้างอ่อน ผมยาวดำเป็นมันปู เฉิดฉายประดุจจันทร์ท่ามกลางรัตติกาล

วันหนึ่ง นางสุมุณฑาเสด็จออกจากวัง ไปทอดพระเนตรไม้ดอกในอุทยานหลวง ด้วยใจรื่นรมย์ กลีบดอกไม้ร่วงโรยตามทางเสมือนคลุมพื้นด้วยแพรเจ็ดสี

หากแต่… ณ ขอบฟ้าเบื้องเหนือ เงาร่างหนึ่งกว้างใหญ่ปิดแสงตะวัน นั่นคือยักษ์กุมภัณฑ์แห่งเมืองอโนราช ผู้เฝ้ามองนางมาหลายวันด้วยใจรุ่มร้อน มันอาศัยกลิ่นเส้นผมของนางที่ลอยฟุ้งออกจากพระวรกาย เป็นเสมือนเวทมนตร์สะกดสติให้หลงใหล

ยักษ์พุ่งลงจากเวหา ฉุดกระชากนางสุมุณฑาขึ้นเหนือยอดไม้ เสียงกรีดร้องของนางแผ่ก้องทั่วสวนหลวง “ปล่อย เรา เถิด… มิใช่คู่ควรของท่าน”

ทว่ายักษ์หาได้ยินด้วยหัวใจไม่ มันนำร่างงามนั้นหายวับไปกับสายลม มุ่งสู่เมืองอโนราชอันเร้นลับ

พระยากุศราชได้ทราบข่าวในบ่ายวันเดียวกัน เสียงประกาศกร้าวกึกก้องไปทั่วท้องพระโรง “สตรีผู้หนึ่ง แม้นมิใช่พระมเหสี แต่คือสายโลหิตของเรา ยักษ์มิเพียงลบหลู่เกียรติราชวงศ์ หากยังกล้าท้าทายสวรรค์”

แต่หาได้รีบร้อนใช้กำลังบุกไปรบไม่ พระองค์กลับทรง ถอดเครื่องทรง แล้วทรงบรรพชาในเพศบรรพชิต “ความโกรธมิใช่ไฟที่จักใช้ต่อสู้กับปีศาจ เราจักใช้บุญต้านอำนาจทมิฬ”

พระยากุศราชละทิ้งราชสมบัติ เดินธุดงค์ผ่านหุบเขา แม่น้ำ และป่าดงพงพี สุดท้ายจาริกถึงเมืองจำปา เมืองใหญ่กลางลุ่มน้ำที่มีเศรษฐีใหญ่ชื่อ นันทะเศรษฐี ผู้มีธิดางามถึงเจ็ดนาง

พระยากุศราชเห็นธิดาทั้งเจ็ด เปล่งปลั่งงามล้ำ ปราศจากราคะใด ๆ ในใจ ทว่าสายตากลับจับต้องสิ่งหนึ่ง “บรรดาสตรีเหล่านี้ หาใช่เพียงหญิงงามในเรือนกาย หากแต่โฉมงามแห่งวาสนากำลังรอการสืบสายเลือด”

เมื่อพบกันตามบุพเพสันนิวาส พระองค์จึงขอสึกออกจากเพศบรรพชิต และสมรสกับธิดาทั้งเจ็ด

คืนหนึ่งในท้องพระโรง พระยากุศราชให้มเหสีทั้งเจ็ดเข้าเฝ้า “เราจักขอสิ่งหนึ่งจากเจ้าทั้งปวง จงตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้ผู้มีบุญฤทธิ์มาเกิดในครรภ์ของเจ้า เพื่อเป็นบุตรแห่งข้า… บุตรที่จักทวงน้องสาวข้าคืนจากเมืองยักษ์”

เสียงสวดภาวนา ดังกระซิบทั่วห้องบรรทมคืนนั้น เจ็ดนางต่างอธิษฐานเงียบ ๆ เบื้องหน้าพระประทีปแสงเรือง แม้นมิรู้ว่าคำอธิษฐานนั้น จักนำมาซึ่งสงบหรือพิบัติ

เบื้องบน ณ เทวโลก พระอินทร์ทอดเนตรลงยังโลกมนุษย์ “บุญบารมีแห่งพระยากุศราช ยังมิสิ้นสูญ เขาต้องการผู้มีฤทธิ์เพื่อขจัดปีศาจ หากเรานิ่งเฉย เมืองมนุษย์จักไร้ที่พึ่ง”

พระอินทร์จึงเนรมิตเทพ 3 องค์ให้ลงมาเกิด

องค์แรก เป็นเทพหัวช้าง ร่างเป็นชาย สูงใหญ่น่าเกรงขาม ได้ถือกำเนิดในครรภ์นางจันทา เมียหลวง นามว่าสีโห

องค์ที่สอง รูปโฉมเป็นมนุษย์บริบูรณ์ผิวเนื้อทองงาม กำเนิดในครรภ์นางลุน นามว่าศิลป์ชัย

องค์ที่สาม รูปเป็นหอยสังข์ ครั้นส่องภายในกลับมีแสงสว่างเปล่งประกาย ได้ถือกำเนิดในครรภ์เดียวกัน เรียกว่าสังข์ทอง

ส่วนมเหสีอีกหกนาง ได้บุตรเป็นชายสามัญผู้มีรูปร่างธรรมดา

โหรหลวงได้ตรวจดวงชะตาในยามรุ่งขึ้น สีหน้าเคร่งเครียด ลอบถอนหายใจ ก่อนทูลว่า “บุตรแห่งนางจันทาและนางลุน จักเป็นผู้มีบุญฤทธิ์เกริกฟ้า ส่องโลกาภิวัตน์ องค์หนึ่งเป็นคน องค์หนึ่งเป็นช้าง องค์หนึ่งมาในคราบหอยสังข์ หากแต่ล้วนคือยอดแห่งโชคชะตา”

มเหสีทั้งหกหน้าแปรเปลี่ยน ดวงใจเร่าร้อนราวถูกไฟเผา นางมิอาจยอมให้โอรสของเมียรองและเมียหลวงอีกนางมีฤทธิ์เดชเหนือกว่าลูกของตน

นางจึงลอบเรียกโหรเข้าวังในยามค่ำ พร้อมถุงทองที่หนักด้วยอามิสสินจ้าง

โหรเห็นแก่ทองคำ ยอมทำนายใหม่ว่า “บุตรแห่งมเหสีทั้งหกจักเป็นยอดนักรบผู้ทรงฤทธิ์ แต่อีกสองคือผู้เกิดผิดเพี้ยน เป็นทั้งคนทั้งสัตว์ มีโชคอัปรีย์ นำลางร้ายแก่แผ่นดิน”

ข่าวทำนายใหม่แพร่กระจายถึงหูพระยากุศราช มิทันไตร่ตรองให้ลึกซึ้ง ก็ทรงขับไล่ นางจันทา และ นางลุน พร้อมบุตรทั้งสามออกจากเมือง

นางจันทาอุ้มสีโห นางลุนอุ้มศิลป์ชัย ส่วนหอยสังข์นั้นวางไว้ในผ้าขาวมัดแน่น เดินรอนแรมฝ่าความหม่นมัวในคืนไร้จันทร์

ขณะนั้น พระอินทร์ทรงแลลงมาอีกครา เห็นน้ำตาแห่งผู้มีบุญถูกขับไล่ จึงเนรมิตเมืองใหม่ขึ้นในพงไพร เรียกว่านครศิลป์ เมืองกลางป่าที่ไม่มีผู้ใดค้นพบ

เมืองนี้จักเป็นที่พักพิงของเทพผู้ถูกทอดทิ้ง

ณ รุ่งสางวันหนึ่ง ขณะลมพัดหญ้าเอี้ยวใบ พระยากุศราชก็ตรัสเรียกโอรสทั้งหก “เจ้าทั้งหก จงออกเดินทางไปนำตัวน้องสาวข้าคืนมาจากเมืองยักษ์ ใครนำกลับมาได้ จักได้รับบำเหน็จเหนือใคร”

โอรสทั้งหกรับคำพร้อมใจ แต่หากใจมิได้หวังช่วยอา หากหวังเพียงอำนาจและศักดิ์ศรี

การเดินทางจึงเริ่มต้น… ด้วยเงาแห่งกลอุบายไม่แพ้ฤทธิ์ของยักษ์ที่รออยู่เบื้องหน้า

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องสังข์ศิลป์ชัย 2

โอรสทั้งหกแห่งมเหสีผู้ริษยา ออกเดินทางจากเมืองเปงจาลด้วยขบวนอันโอ่อ่า เครื่องแต่งกายครบครัน โล่ทอง กระบี่เงิน แต่ไร้ซึ่งหัวใจนักรบ

เมื่อเดินทางลึกเข้าดงดิบ เกิดพลัดหลงอยู่กลางหุบเขา บังเอิญพบกับเมืองศิลป์ อันเร้นกายอยู่หลังม่านหมอกและเถาวัลย์

ศิลป์ชัย สีโห และสังข์ทอง ต้อนรับพี่ชายโดยไร้ความเคลือบแคลง ไมตรีจิตบริสุทธิ์ มอบที่พัก อาหาร และสัตว์ป่าผืนดงเป็นของต้อนรับ

แต่น้ำใจกลับถูกใช้เป็นเครื่องหลอกลวง หนึ่งในโอรสหกยื่นคำขอ “น้องศิลป์ชัยเอ๋ย จงส่งสัตว์ป่าที่เจ้าเลี้ยงไว้ติดตามพวกพี่กลับเมือง เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าเราได้พบเจ้า และจักทูลต่อบิดาว่าเจ้ามีบุญฤทธิ์จริง”

ศิลป์ชัยแม้สงสัยอยู่บ้าง แต่ยังยอมส่งสัตว์ป่าไปแต่โดยดี เมื่อถึงเมืองเปงจาล พวกโอรสหกจึงสร้างเรื่องอวดอ้าง “หม่อมฉันสามารถเรียกสัตว์ป่าทุกชนิดด้วยมนตร์เพียงคำเดียว สัตว์ทั้งป่าจึงติดตามมาเพราะเกรงฤทธิ์”

พระยากุศราชได้ยินดังนั้น ทรงแปลกพระทัยยิ่งนัก จึงมีพระดำรัสเร่งให้โอรสหกออกติดตามนางสุมุณฑากลับมาโดยเร็ว

โอรสหกจึงหันกลับมาแสร้งบอกแก่ศิลป์ชัยว่า “บิดาให้โอกาสเจ้า หากเจ้าติดตามเอาอาคืนมาได้ บิดาจะยกโทษให้ในสิ่งที่เกิดกับแม่เจ้าในอดีต”

ศิลป์ชัยไม่รู้ว่าคำกล่าวคืออุบาย ยังเชื่อในความรักของสายโลหิต

เขา สีโห และสังข์ทอง จึงออกเดินทางร่วมกัน มุ่งหน้าสู่แดนเมืองยักษ์

เมื่อถึงด่านงูซวง ป่าลึกที่มีอสรพิษร้อยพันสายแผ่เลื้อยอยู่ทั่วพื้นดิน พี่ทั้งหกถึงกับหยุดยืน ตัวสั่นด้วยความกลัว “ที่นี่… พวกข้าไปมิได้ เจ้าจงไปก่อนเถิด หากนำอากลับมาได้ พวกเราจะตามไปสมทบ”

ศิลป์ชัยไม่ลังเล สีโหก็พร้อมจะเคียงข้าง สังข์ทองจึงลอยตามในหอยเปลือกแข็ง

การเดินทางทะลุป่าอสรพิษไปถึงเมืองยักษ์ยิ่งอันตรายกว่า เสียงคำรามของอสูรกึกก้อง

หากด้วยบุญญาบารมีที่สั่งสมมา ศิลป์ชัยและพี่ชายช้างสามารถฝ่าเข้าไปถึงปราสาทกลางเมืองยักษ์

ศึกมหายักษ์เปิดฉาก ช้างสีโหชนด้วยแรงแผ่นดิน ศิลป์ชัยแทงหอกแสงฟ้าเข้าสู่กลางอกยักษ์

ร่างของยักษ์กุมภัณฑ์สั่นสะเทือนก่อนล้มลงด้วยเสียงคำรามครั้งสุดท้าย

นางสุมุณฑาถูกช่วยไว้ได้ สีหน้าเศร้าสร้อยในที “ข้า… ยังมิได้เห็นหน้าหลานผู้มีบุญที่ช่วยข้า”

ศิลป์ชัยจึงเปิดเปลือกหอยเผยร่างของสังข์ทอง ลำแสงจากร่างของเขาส่องท้องฟ้า ป่าทั้งป่าราวนิ่งเงียบเคารพในบุญฤทธิ์นั้น

ขากลับ ผ่านแม่น้ำใหญ่กลางผา โอรสหกผู้รออยู่ เห็นศิลป์ชัยนำอากลับมาได้ จึงเกิดริษยาแรงกล้า “หากปล่อยไว้ เขาจะได้ชื่อเสียงเหนือเรา”

ครั้นถึงกลางสะพานไม้ริมเหว กุมารคนหนึ่งผลักศิลป์ชัยตกลงไปเบื้องล่าง น้ำเสียงของนางสุมุณฑาดังขึ้นทันที

“เจ้า… ทำสิ่งใดลงไป!?”

“เขาพลัดตกไปเอง น้าจงเชื่อเถิด”

นางมองแม่น้ำด้วยน้ำตา เส้นผมปลิวตามลม เธอรู้ว่าเรื่องมิใช่เช่นนั้น จึงเสี่ยงทายโยนผ้าสไบ ปิ่นเกล้า และช้องผม ลงสู่สายน้ำ “หากศิลป์ชัยยังอยู่ ขอให้สิ่งของเหล่านี้ลอยทวนสายน้ำขึ้นไป…”

แล้วสิ่งของทั้งสามก็ลอยทวนน้ำ สวนแรงลม กลับขึ้นสู่ต้นน้ำตามเส้นทางเดิม แม้โอรสหกจักพยายามกล่าวถ้อยเท็จในท้องพระโรง หากสายน้ำกลับกล่าวความจริงแทนเขา

พระยากุศราชเห็นผ้าสไบลอยกลับขึ้นจึงถามทันที “เจ้าแน่ใจหรือ ว่าศิลป์ชัยตกตายเอง?”

เมื่อนางสุมุณฑาเล่าความทุกสิ่ง พระราชาตรัสด้วยเสียงเรียบเย็น “ผู้ใดซ่อนความเท็จไว้ในคำพูด จงรับผลกรรมจากการลวงโลก” โอรสหกกับมารดาของตนถูกจับขังไว้ในเรือนจำหลวง

หลายวันผ่านไป ศิลป์ชัย สีโห และสังข์ทองกลับมายังนครเปงจาลพร้อมกัน สภาพเปรอะเปื้อนโคลน หอยสังข์ถูกเปิดเผยสู่สายตาราชสำนัก เสียงโห่ร้องของประชาชนกึกก้องทั่วเมือง

พระยากุศราชทรุดตัวลงนั่งแทบเท้าศิลป์ชัย “โอรสแห่งเรา… ข้าคือผู้หลงผิด ข้าคือผู้ขับไล่แสงสว่างของบ้านเมืองด้วยมือของตน”

ศิลป์ชัยจับพระหัตถ์บิดาไว้อย่างนุ่มนวล “เราจักมิถือโทษผู้ใด เรื่องทั้งหลายล้วนเป็นบทเรียนของคน” พระองค์จึงอภิเษกศิลป์ชัยขึ้นครองนครเปงจาล ประชาชนล้วนยินดี

เมื่อถึงเวลา ศิลป์ชัยจึงเปิดคุกปล่อยโอรสหกและมารดา “จงไปเถิด เริ่มต้นใหม่ในแดนอื่น ความชอบธรรมย่อมดีกว่าการแก้แค้น”

ณ เวลานั้นเอง ยักษ์กุมภัณฑ์ผู้ตายไป ได้รับการชุบชีวิตจากพระยาเวสสุวัณ

ครั้งนี้หาได้ดุดันอีกต่อไป ดวงจิตเขาอ่อนลงอย่างประหลาด “ข้ามิอยากรบ ข้าเพียงคิดถึงนางผู้เป็นมเหสี”

ยักษ์จึงไปสู่ขอนางสุมุณฑาจากศิลป์ชัยในฐานะราชาผู้ปกครอง ศิลป์ชัยมองพญายักษ์ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า

นางสุมุณฑายืนข้างยักษ์ผู้หนึ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นศัตรู หากบัดนี้คือคู่แท้ในเงาของกรรมและความรัก

ทั้งสองกลับไปอยู่ยังเมืองอโนราช ไม่หวนกลับมาอีกเลย

และศิลป์ชัยปกครองนครเปงจาลอย่างร่มเย็นตราบชั่วอายุขัย ผู้มีบุญที่ครั้งหนึ่งเคยถูกผลักตกเหว

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องสังข์ศิลป์ชัย 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… บุญวาสนาอาจมิได้ปรากฏในยามเกิด แต่มันฝังแน่นในหัวใจผู้กล้า แม้ถูกขับไล่ ถูกตราหน้าว่าอัปรีย์ จงอย่าหวั่นไหว เพราะผู้ที่มีความจริงอยู่ข้างใน ย่อมฝ่าคำลวงได้ในที่สุด

ในทางตรงกันข้าม คนที่ยึดถือเพียงอำนาจ วาทศิลป์ และความริษยา ย่อมพาตนเองให้ตกต่ำลงโดยไม่รู้ตัว ต่อให้แผ่นดินทั้งแผ่นเชื่อ… แต่สวรรค์ย่อมไม่ลืมความจริง

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องสังข์ศิลป์ชัย เป็นนิทานพื้นบ้านอีสานที่เล่าสืบต่อกันมาในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง นิทานเรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในวรรณกรรมพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมและความเคารพในท้องถิ่น เพราะผูกโยงทั้งความเชื่อ ศาสนา บทเรียนชีวิต และแนวคิดเรื่องบุญกรรมไว้อย่างลึกซึ้ง

ต้นเรื่องมีความสัมพันธ์กับวรรณกรรมประเภท “นิทานชาดก” ที่นำเสนอแนวคิดเรื่องผู้มีบุญมาเกิดเพื่อแก้ไขความไม่ยุติธรรม และมักมีองค์เทพ เช่น พระอินทร์ มาเกี่ยวข้องกับชะตากรรมของตัวละครหลัก เรื่องนี้ยังสะท้อนลักษณะของนิทานสืบสายแบบเดียวกับเรื่อง สังข์ทอง หรือ ศิลป์ชัย ซึ่งเป็นตัวละครสำคัญที่ชาวอีสานรู้จักดี

สังข์ศิลป์ชัยไม่เพียงเล่าถึงการผจญภัยของตัวเอก หากยังถ่ายทอดภาพของอำนาจ ความอิจฉา ความเท็จ และการคืนความยุติธรรมในสังคม ผ่านบริบทของครอบครัว ราชสำนัก และอาณาจักรโบราณ

นิทานเรื่องนี้จึงเป็นมากกว่านิทานสำหรับเด็กหรือเพื่อความบันเทิง หากแต่เป็นกระจกสะท้อนคุณธรรม จริยธรรม และมโนธรรมในสังคมท้องถิ่นไทย ที่เล่าขานสืบต่อมาด้วยถ้อยคำที่เข้าใจง่าย แฝงแง่คิด และมีเอกลักษณ์ของภาคอีสานอย่างเด่นชัด

“ผู้มีบุญ… ไม่ต้องอ้อนวอนให้ใครเชื่อ ผู้ลวง… ไม่ต้องรอเวลานานให้กรรมย้อนกลับ วันหนึ่ง เมื่อทุกอย่างเงียบพอ ความจริงจะพูดเอง”