นิทานพื้นบ้านจีนเรื่องกวางเก้าสี

ท่ามกลางป่าลึกที่เงียบสงบ มีเรื่องเล่าขานตำนานนิทานพื้นบ้านสากลจากจีน ถึงสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ผู้มีขนเปล่งประกายเก้าสี ดั่งแสงแห่งรุ่งอรุณที่สะท้อนบนสายน้ำ มันเป็นผู้ที่ไม่เคยทำร้ายผู้ใด และเชื่อกันว่าผู้ที่พบเห็นมัน จะได้รับพรจากสวรรค์

แต่โลกของมนุษย์นั้นเต็มไปด้วยความปรารถนาไม่รู้จบ เมื่อตำนานของสิ่งล้ำค่าถูกแพร่กระจาย เสียงแห่งความโลภก็ดังก้องขึ้นในหัวใจของผู้คน และในเงามืดของจิตใจมนุษย์ สิ่งที่ถูกเรียกว่าพร อาจกลายเป็นคำสาปที่ไม่มีวันลบเลือน กับนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องกวางเก้าสี

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องกวางเก้าสี

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องกวางเก้าสี

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ป่าลึกใกล้ริมแม่น้ำอันกว้างใหญ่กวางเก้าสี อาศัยอยู่ในความสงบ สัตว์วิเศษตัวนี้มีขนงดงาม เปล่งประกายเก้าสีราวกับรุ้งที่สะท้อนแสงอาทิตย์ ตำนานเล่าว่ากวางเก้าสีมีจิตใจบริสุทธิ์ มันไม่เคยทำร้ายใครและมีพลังพิเศษในการรับรู้ความดีและความชั่วของมนุษย์

วันหนึ่ง ขณะที่มันเดินเลียบแม่น้ำ เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังก้องขึ้นท่ามกลางสายน้ำเชี่ยวกราก “ช่วยข้าด้วย! ข้ากำลังจะจมน้ำ!”

กวางเก้าสีรีบมองไปยังต้นเสียง ชายคนหนึ่งกำลังดิ้นรนอยู่กลางกระแสน้ำ เขาดูอ่อนแรงเต็มที ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

แม้ว่ามันจะไม่ไว้ใจมนุษย์ แต่หัวใจของมันก็ไม่อาจทนเห็นชีวิตหนึ่งต้องดับสูญ มันพุ่งลงไปในแม่น้ำ ใช้ร่างอันแข็งแกร่งพยุงชายคนนั้นขึ้นจากน้ำจนในที่สุดเขาก็รอดชีวิต

ชายคนนั้นทรุดตัวลงบนพื้นหิน เปียกปอนและหอบหายใจแรง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองกวางเก้าสีด้วยความตื่นตะลึง “เจ้า… เจ้าไม่ใช่กวางธรรมดา! ข้ารอดมาได้เพราะเจ้า!”

กวางเก้าสีมองเขาด้วยสายตาอ่อนโยน ก่อนจะกล่าวเพียงสั้น ๆ “เจ้าจงใช้ชีวิตที่เหลือให้มีคุณค่า และอย่าทำร้ายชีวิตอื่นดังเช่นที่ข้าได้ช่วยเจ้าไว้”

ชายคนนั้นคุกเข่าลงและเอ่ยอย่างหนักแน่น “ข้าสาบานต่อสวรรค์ ว่าจะไม่มีวันบอกผู้ใดถึงที่อยู่ของท่าน และจะจดจำพระคุณนี้ตลอดไป!”

กวางเก้าสีมองเขาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังกลับและหายลับไปในป่าลึก ทิ้งไว้เพียงชายที่ยังคงคุกเข่าอยู่ริมแม่น้ำ

หลายวันผ่านไปในวังหลวง กษัตริย์องค์หนึ่งทรงมีพระสุบินถึงกวางที่มีขนงดงามหลากสี พระองค์เชื่อว่ากวางตัวนี้ต้องเป็นสัตว์มงคลจากสวรรค์ และปรารถนาจะมีเสื้อคลุมที่ตัดเย็บจากขนของมัน

“หากผู้ใดสามารถนำตัวกวางเก้าสีมาให้เราได้ จะได้รับทองคำมหาศาล และตำแหน่งสูงสุดในราชสำนัก!”

เมื่อข่าวนี้แพร่กระจายไปทั่วเมือง ชายผู้เคยได้รับการช่วยชีวิตจากกวางเก้าสีได้ยินเข้า หัวใจของเขาสั่นไหวด้วยความโลภ “ข้ารู้ว่ากวางอยู่ที่ไหน… ถ้าข้าเปิดเผยที่ซ่อนของมัน ข้าก็จะร่ำรวย!”

เขาเฝ้าคิดถึงคำสาบานที่ให้ไว้กับกวางเก้าสี แต่ในที่สุดความโลภก็มีอำนาจเหนือคุณธรรมของเขา

ชายผู้นั้นจึงเดินทางไปเข้าเฝ้ากษัตริย์ และเปิดเผยที่อยู่ของกวางศักดิ์สิทธิ์ “ข้ารู้ว่ามันอยู่ที่ไหน ขอเพียงพระองค์ประทานรางวัล ข้าจะนำทางให้พวกท่านจับมัน!”

กษัตริย์พอพระทัย และสั่งให้กองทัพนักล่าเดินทางไปยังป่าลึก เพื่อตามล่ากวางเก้าสี

ณ ป่าเชิงเขา เสียงกลองศึกดังสะท้อน ฝูงทหารนับร้อยพร้อมอาวุธครบมือออกเดินทาง โดยมีชายผู้ทรยศเป็นผู้นำทาง

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องกวางเก้าสี 2

ท่ามกลางป่าลึก เสียงฝีเท้าของกองทัพก้องกังวาน ทหารจำนวนมากในชุดเกราะเต็มยศก้าวไปข้างหน้า หอกและธนูในมือพร้อมจะปลิดชีพสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ นำหน้าพวกเขาคือชายผู้เคยได้รับชีวิตใหม่จากกวางเก้าสีบัดนี้กลายเป็นผู้นำทางของผู้ล่า

“มันอยู่ที่เชิงเขานี้ ท่านจะต้องพบมันแน่นอน!” ชายผู้ทรยศกล่าว น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโลภ

บนยอดเขา กวางเก้าสียืนตระหง่าน แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องต้องขนของมันเปล่งประกายเก้าสีราวกับรุ้งหลังฝนตก ดวงตาของมันมองลงมาเบื้องล่างเห็นทุกย่างก้าวของมนุษย์ที่เข้ามาใกล้

ทันทีที่กษัตริย์ทอดพระเนตรเห็นกวางเก้าสี พระองค์ทรงประทับใจในความงดงามของมัน แต่ไม่นาน พระเนตรของพระองค์ก็เต็มไปด้วยความโลภ “สัตว์เช่นนี้ต้องเป็นของเรา!”

พระองค์ยกพระหัตถ์ขึ้น ออกคำสั่งให้ทหารรุมล้อม และเตรียมยิงธนู

กวางเก้าสีเพียงมองลงมา มันมิได้ตื่นตระหนกต่ออาวุธนับร้อยที่เล็งมาหามัน แต่กลับถอนหายใจแผ่วเบา “มนุษย์… ช่างง่ายดายเหลือเกิน ที่จะทรยศต่อความเมตตา”

ก่อนที่ธนูจะถูกปล่อยออกไป กวางเก้าสีกล่าวขึ้นด้วยเสียงก้องกังวาน “โอ้ กษัตริย์ผู้สูงศักดิ์ ท่านรู้หรือไม่ว่าเหตุใดพวกท่านจึงมาถึงที่นี่?”

กษัตริย์ชะงัก ทหารทุกนายหยุดมือ ทุกสายตาหันไปจับจ้องที่กวางศักดิ์สิทธิ์

“หากท่านคิดว่านี่เป็นโชคชะตา ขอให้ท่านได้ฟังเรื่องราวของข้าก่อน”

กษัตริย์หันไปมองชายผู้นำทาง ผู้ที่สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว

“เหตุใดเจ้าถึงรู้ที่อยู่ของมัน?” กษัตริย์ตรัสถาม

ชายผู้ทรยศกัดฟันแน่น มือที่กำไว้เริ่มสั่น เขาไม่กล้าสบสายตากวางเก้าสี “เพราะ…เพราะมันเคยช่วยชีวิตข้าไว้เมื่อหลายวันก่อน ข้ารอดจากความตายเพราะมัน…”

กษัตริย์เบิกพระเนตรกว้าง ทหารรอบข้างเริ่มซุบซิบ ผู้ที่ได้รับความเมตตาจากสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ กลับเลือกที่จะทรยศมันเพียงเพราะรางวัล

กวางเก้าสีจ้องมองเขา ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “เจ้าสาบานต่อข้าว่าจะไม่มีวันเปิดเผยที่อยู่ของข้า แต่วันนี้เจ้ากลับนำทหารมาล่าข้าเพื่อทองคำ เจ้าทรยศต่อคำพูดของตนเอง นี่หรือคือหัวใจของมนุษย์?”

ชายผู้ทรยศตัวสั่นเทา ใบหน้าเต็มไปด้วยความละอายและความหวาดกลัว

กษัตริย์ทรงนิ่งไปชั่วขณะ สายพระเนตรเต็มไปด้วยความลังเล “หากแม้สัตว์ยังมีคุณธรรมมากกว่ามนุษย์ เช่นนั้นแล้ว ผู้ใดกันแน่ที่เป็นสัตว์ป่า?”

กษัตริย์ทอดพระเนตรดูชายผู้ทรยศ เขาตัวสั่นและทรุดลงกับพื้น สายตาของทหารทุกนายเต็มไปด้วยความรังเกียจ

“ข้า…ข้าทำผิดไปแล้ว! ได้โปรด… ข้าขอชีวิต!”

แต่ในขณะที่เขาเอ่ยคำอ้อนวอน ดินใต้ฝ่าเท้าของเขาก็เริ่มสั่นไหว ทันใดนั้นแผ่นดินก็แยกออก!

ชายผู้ทรยศกรีดร้อง ร่างของเขาถูกกลืนลงไปในรอยแยกของผืนดิน ดั่งเป็นโทษทัณฑ์แห่งสวรรค์ที่ลงโทษผู้ไร้สัตย์

กษัตริย์ทอดพระเนตรเหตุการณ์ตรงหน้า ด้วยความตกตะลึงและสำนึกผิด พระองค์เสด็จลงจากม้า ทรงทอดพระเนตรไปยังกวางเก้าสี

“เราหลงผิดไปแล้ว เราไม่ควรคิดจะครอบครองสิ่งที่มิใช่ของเรา” พระองค์ตรัสพลางคุกเข่าลงต่อหน้ากวางศักดิ์สิทธิ์ “ตั้งแต่นี้ไป เราขอสาบานว่าจะห้ามมิให้ผู้ใดทำร้ายเจ้า และป่าแห่งนี้จะเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ที่ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถบุกรุกได้อีก”

กวางเก้าสีมองพระองค์ด้วยดวงตาอันสงบ ก่อนจะกล่าวเพียงว่า “จงจดจำไว้ว่า ความโลภสามารถบดบังจิตใจของมนุษย์ได้เสมอ แต่หากรู้จักสำนึกผิดและเรียนรู้จากความผิดพลาด เมื่อนั้นมนุษย์จึงจะก้าวข้ามความมืดในใจตนเองได้”

จากนั้นกวางเก้าสีก็เดินกลับเข้าไปในป่า ร่างของมันหายไปในหมอกยามเช้า ทิ้งไว้เพียงแสงเรืองรองอ่อน ๆ ราวกับเทพเจ้าที่มอบบทเรียนครั้งสุดท้ายให้แก่มวลมนุษย์

จากวันนั้นเป็นต้นมา ไม่มีใครกล้าล่วงล้ำป่าแห่งนั้นอีก ชื่อของกวางเก้าสีกลายเป็นตำนาน ถูกเล่าขานจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อเตือนใจผู้คนว่า “แม้ความเมตตาจะถูกหักหลัง แต่ผลแห่งความโลภก็ไม่เคยปรานีใคร”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องกวางเก้าสี 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความเมตตาไม่เลือกที่ให้ แต่ผู้รับอาจไม่คู่ควร กวางเก้าสีช่วยชายแปลกหน้าโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน แต่กลับถูกหักหลังเพราะความโลภ ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นคุณค่าของความดี

ความโลภสามารถทำลายศีลธรรมของมนุษย์ ชายผู้ได้รับชีวิตใหม่จากกวาง กลับทรยศเพียงเพื่อทองคำ ความต้องการที่ไม่รู้จบทำให้เขาละทิ้งคุณธรรม และสุดท้ายเขาต้องเผชิญกับผลกรรมที่ตัวเองก่อ

คำสัญญาคือเครื่องพิสูจน์จิตใจของมนุษย์ คำพูดอาจกล่าวได้ง่าย แต่การรักษาสัจจะนั้นยาก ชายผู้ให้คำสาบานว่าจะไม่เปิดเผยที่อยู่ของกวางเก้าสี แต่เมื่อมีสิ่งล่อลวง เขากลับละเมิดสัญญา ความซื่อสัตย์คือบททดสอบของจิตใจ

อำนาจไม่อาจครอบครองทุกสิ่ง กษัตริย์ปรารถนาจะได้ครอบครองขนของกวางศักดิ์สิทธิ์ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับมัน พระองค์จึงตระหนักว่า บางสิ่งมิอาจยึดครองได้ด้วยกำลังหรือทรัพย์สิน

ความผิดพลาดมิใช่จุดจบ หากรู้จักสำนึกและแก้ไข กษัตริย์ตระหนักถึงความผิดของพระองค์ และเลือกจะไม่ทำผิดซ้ำ นี่แสดงให้เห็นว่า แม้มนุษย์จะพลาดพลั้ง แต่การสำนึกผิดและเปลี่ยนแปลงตนเองคือหนทางแห่งปัญญา

ความดีอาจถูกทรยศได้ แต่ผลแห่งความชั่วไม่เคยปรานีใคร กวางเก้าสีให้ชีวิตแก่ชายคนหนึ่ง แต่เขากลับเลือกหักหลัง ท้ายที่สุด เขาไม่ได้รับสิ่งที่หวัง แต่กลับได้รับโทษทัณฑ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านจีนเรื่องกวางเก้าสี (อังกฤษ: The Nine Color Deer) เป็นนิทานพื้นบ้านจีนที่มีรากฐานจากพุทธชาดก และได้รับการเล่าขานในแถบเอเชียตะวันออกมาเป็นเวลานาน เรื่องราวของกวางศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยมนุษย์แต่กลับถูกหักหลังนั้นสะท้อนหลักธรรมของศาสนาพุทธเกี่ยวกับความเมตตา ผลแห่งกรรม และโทษของความโลภ

หนึ่งในหลักฐานเก่าแก่ที่สุดของเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในจิตรกรรมฝาผนังภายใน “ถ้ำตุนหวง” (Mogao Caves, 莫高窟) ประเทศจีน ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและศิลปะในสมัยโบราณ ถ้ำตุนหวงเป็นสถานที่ที่มีภาพวาดเกี่ยวกับพุทธศาสนาและตำนานมากมาย โดยภาพวาดของกวางเก้าสีถูกพบในถ้ำหมายเลข 257 ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์เป่ยเว่ย (Northern Wei, ค.ศ. 386–534)

ตำนานนี้เชื่อมโยงกับพุทธชาดก ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชาติปางก่อนของพระพุทธเจ้า ในบางเวอร์ชันของเรื่องนี้ กวางเก้าสีเป็นพระโพธิสัตว์ที่จุติมาเพื่อสอนมนุษย์ และแสดงให้เห็นถึง ความเมตตาอันไร้ขอบเขตและบทเรียนเกี่ยวกับผลกรรมของความโลภ

ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา นิทานเรื่องนี้ถูกนำมาเล่าขานในหลายวัฒนธรรม ไม่เพียงแต่ในจีน แต่ยังมีอิทธิพลต่อวรรณกรรมและนิทานพื้นบ้านของอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในยุคปัจจุบัน เรื่องราวของกวางเก้าสีได้รับการดัดแปลงเป็น แอนิเมชันจีนปี 1981 เรื่อง “The Nine-Colored Deer” (九色鹿) ของเซี่ยงไฮ้แอนิเมชันฟิล์มสตูดิโอ ซึ่งช่วยให้ตำนานนี้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น

แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนไป แต่เรื่องราวของกวางเก้าสียังคงเป็นอุทาหรณ์เตือนใจผู้คนถึงคุณค่าของความเมตตา ความซื่อสัตย์ และผลกรรมของการทรยศ และยังคงเป็นหนึ่งในตำนานจีนที่ได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาและวัฒนธรรมจีนโบราณ

“ไม่มีความทรยศใดไร้ผลลัพธ์ และไม่มีความโลภใดที่ไม่ทิ้งรอยแผลในใจของผู้ที่เลือกมัน”

นิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานเจ้าหญิงคางุยะ

ภายใต้แสงจันทร์ที่ส่องต้องป่าไผ่ มีเรื่องเล่าขานตำนานนิทานพื้นบ้านสากลจากแดนปลาดิบ โดยเรื่องราวของหญิงสาวผู้ลึกลับถูกเล่าขานผ่านกาลเวลา เธอปรากฏขึ้นมาราวกับพรจากสวรรค์ งดงามเกินกว่าผู้ใดจะเทียบเคียง แต่ก็มาพร้อมความเร้นลับที่ไม่มีผู้ใดเข้าใจ

ผู้คนต่างหลงใหลและปรารถนาไขว่คว้าตัวเธอไว้ แต่ไม่ว่าอำนาจจะยิ่งใหญ่เพียงใด หรือความรักจะลึกซึ้งเพียงไหน เธอกลับยิ่งเหมือนเงาที่ไม่มีวันถูกกักขัง ท่ามกลางความงามที่ไม่มีผู้ใดอาจครอบครอง เส้นทางของเธอถูกลิขิตไว้แล้ว แม้จะไม่มีใครรู้ว่าเรื่องราวจะจบลงเช่นไร กับนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานเจ้าหญิงคางุยะ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานเจ้าหญิงคางุยะ

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานเจ้าหญิงคางุยะ

กาลครั้งนานมาแล้ว ค่ำคืนหนึ่งใต้แสงจันทร์ในโอกินะ ชายชราผู้หาเลี้ยงชีพด้วยการตัดไผ่ เดินลึกเข้าไปในป่าดังเช่นทุกวัน แต่ในคืนนั้นมีบางสิ่งที่แตกต่างออกไป ท่ามกลางเงาไม้สูงใหญ่ ต้นไผ่ต้นหนึ่งเปล่งประกายเรืองแสงประหลาด

“แปลกจริง… ข้าไม่เคยเห็นต้นไผ่เรืองแสงมาก่อน” โอกินะพึมพำ พลางเอื้อมมือไปสัมผัส

เมื่อเขาตัดมันออกภายในปล้องไผ่มีเด็กหญิงตัวเล็กจิ๋ว นอนอยู่ เธอมีร่างกายเปล่งประกายราวกับแสงจันทร์ ดวงตากลมโตไร้เดียงสา มองขึ้นมาที่เขาอย่างสงบนิ่ง ไม่มีเสียงร้องไห้ ไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงความเงียบอันน่าอัศจรรย์

“เด็กคนนี้… หรือว่าเป็นของขวัญจากสวรรค์?” โอกินะประคองเด็กหญิงขึ้นมา และในวินาทีนั้นเอง หัวใจของชายชราที่เคยเงียบเหงาก็ถูกเติมเต็ม

เขารีบพาเธอกลับไปยังบ้านไม้เก่าท่ามกลางป่าไผ่ ภรรยาของเขาซึ่งเป็นหญิงชราผู้ไม่มีลูก ต่างก็ปลื้มปีติและรับเลี้ยงเธอราวกับเป็นบุตรแท้ ๆ

“ลูกน้อย เจ้าคือพรจากสวรรค์ของพวกเรา ข้าจะตั้งชื่อเจ้า… ‘คางุยะ’

หลังจากวันนั้น ทุกครั้งที่โอกินะออกไปตัดไผ่ เขาพบก้อนทองคำและอัญมณีซ่อนอยู่ในลำต้น ทรัพย์สมบัติเหล่านั้นช่วยให้เขาสามารถเลี้ยงดูคางุยะอย่างสมเกียรติ จากชายชราผู้ยากจน เขากลายเป็นเศรษฐีผู้ร่ำรวย

เวลาผ่านไป เด็กหญิงตัวน้อยเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเร็วจนผิดธรรมชาติ ภายในเวลาเพียงไม่นาน เธอก็กลายเป็นหญิงสาวที่งดงามอย่างหาที่เปรียบมิได้

เมื่อคางุยะฮิเมะเติบโตขึ้น ความงามของเธอก็เป็นที่โจษจันไปทั่วแผ่นดิน ว่ากันว่าเมื่อเธอเดินผ่าน ดอกไม้ก็เบ่งบานตามเส้นทางของเธอ แสงของเธอทำให้แม้แต่พระจันทร์ยังดูหม่นแสงลง

“นางงามล้ำยิ่งกว่าผู้ใดในโลก…”

“ลูกสาวของข้า สมควรได้ครองชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” โอกินะเอ่ยขึ้นอย่างภาคภูมิใจ

ข่าวของเธอแพร่กระจายไปยังเมืองหลวง ดึงดูดเหล่าขุนนางและนักรบผู้สูงศักดิ์ให้เดินทางมาเพื่อขอแต่งงาน แต่เมื่อใครก็ตามมาขอพบคางุยะฮิเมะกลับไม่ยอมออกมา เธอหลบซ่อนตัวจากสายตาของผู้คน ราวกับว่าเธอไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้

“ข้าไม่ต้องการเป็นของผู้ใด” คางุยะฮิเมะกระซิบกับตัวเอง ขณะมองออกไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานเจ้าหญิงคางุยะ 2

ในที่สุด ขุนนางผู้ทรงอิทธิพลห้าคน ซึ่งเป็นบุรุษที่ร่ำรวยและมีอำนาจที่สุดในแผ่นดิน ได้เข้ามาขอแต่งงานกับเธอ พ่อแม่บุญธรรมของเธอปลาบปลื้มใจ เพราะหากเธอแต่งงานกับพวกเขา เธอจะได้รับการคุ้มครอง และชีวิตของเธอจะมั่นคง

“ลูกพ่อ เจ้าควรเลือกคู่ครองที่ดีสักคนเถิด” โอกินะวิงวอน

แต่คางุยะฮิเมะไม่ได้คิดเช่นนั้น “หากพวกเขาต้องการข้า ก็ให้พวกเขาพิสูจน์ว่าความรักของพวกเขานั้นแท้จริง”

เธอยื่นเงื่อนไขให้ขุนนางแต่ละคนออกตามหาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ของวิเศษในตำนาน ที่ไม่มีผู้ใดในโลกสามารถครอบครองได้ ขุนนางคนแรกต้องหาถ้วยศักดิ์สิทธิ์จากพระพุทธองค์, ขุนนางคนที่สองต้องนำกิ่งทองจากต้นไม้แห่งสวรรค์, ขุนนางคนที่สามต้องหาเสื้อคลุมของไฟที่ไม่มีวันเผาไหม้, ขุนนางคนที่สี่ต้องนำอัญมณีจากมังกรยักษ์, ขุนนางคนที่ห้าต้องหางานแกะสลักเปลือกหอยจากนกกระเรียนโบราณ

ขุนนางแต่ละคนต่างออกเดินทาง แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาเริ่มหาทางลัด

ขุนนางคนแรกพยายามหลอกคางุยะโดยนำถ้วยทองคำธรรมดามาหลอกว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ แต่เมื่อนางแตะมัน มันไม่ได้เรืองแสงตามคำเล่าลือ “ท่านคิดว่าข้าโง่ถึงเพียงนี้หรือ?” คางุยะฮิเมะกล่าว ก่อนจะคืนถ้วยให้ชายคนนั้น

ขุนนางคนที่สองพยายามปลอมแปลงกิ่งไม้ชุบทอง ขุนนางคนที่สามนำเสื้อคลุมปลอมมาหลอก ขุนนางคนที่สี่และห้าถึงกับยอมรับว่าพวกเขาไม่อาจหาของเหล่านั้นมาได้จริง

“เจ้าทุกคนสนใจเพียงความงามภายนอกของข้า มิใช่ตัวตนที่แท้จริง…” เธอปฏิเสธพวกเขาทั้งหมด

แม้แต่จักรพรรดิญี่ปุ่น ก็ได้ยินเรื่องราวของเธอและต้องการให้เธอมาเป็นมเหสีของพระองค์ แต่เธอปฏิเสธ แม้จะรู้ว่าการปฏิเสธจักรพรรดิอาจทำให้เธอต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่เลวร้าย

จักรพรรดิทรงเสด็จไปพบนางด้วยพระองค์เอง เมื่อพระองค์พยายามเข้าใกล้ร่างของคางุยะฮิเมะเปล่งแสงราวกับพระจันทร์ และเธอก็เลือนหายไปจากมือของพระองค์ “แม้แต่ข้า เจ้าก็ไม่อาจอยู่เคียงข้างรึ?”

“ข้ามิใช่ของผู้ใด บนโลกนี้ หรือที่อื่นใดก็ตาม” พระองค์จึงยอมรับว่า หญิงผู้นี้ไม่อาจเป็นของใครได้เลย

คืนหนึ่ง คางุยะฮิเมะเดินออกไปยืนใต้แสงจันทร์ และหยาดน้ำตาของเธอก็ร่วงลงสู่พื้น “เวลาของข้าที่นี่… กำลังจะหมดลงแล้ว”

คืนหนึ่งขณะพระจันทร์เต็มดวง คางุยะฮิเมะยืนมองท้องฟ้า ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเศร้า หยาดน้ำตาใสไหลลงอาบแก้ม เมื่อพ่อแม่บุญธรรมเห็นเช่นนั้น ก็รู้สึกกังวลใจ

“ลูกพ่อ เจ้าเป็นอะไรไป? หรือเจ้าคิดถึงสิ่งใดอยู่?” โอกินะเอ่ยถาม

คางุยะฮิเมะค่อย ๆ หันมามองทั้งสอง ก่อนจะสูดลมหายใจลึก ราวกับรู้ว่านี่คือความจริงที่ไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป

“ท่านพ่อ ท่านแม่… ข้าไม่ได้เกิดมาจากโลกนี้ ข้าเป็นชาวจันทรา เมื่อถึงเวลา พวกเขาจะมารับข้ากลับไป”

คำพูดของเธอทำให้โอกินะและภรรยาชะงัก ดวงตาของชายชราสั่นไหวด้วยความตกใจ “ไม่จริง! เจ้าคือพรจากสวรรค์ เจ้าคือบุตรของพวกเรา!”

“ข้าก็อยากจะอยู่ที่นี่… ข้ารักท่านทั้งสอง แต่ข้าไม่อาจฝืนโชคชะตาได้”

โอกินะรีบเดินทางไปเข้าเฝ้าจักรพรรดิ และเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง พระองค์ทรงตกพระทัย และสั่งให้ทหารหลวงไปเฝ้าบ้านของคางุยะฮิเมะ เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวจันทรามาพาตัวเธอไป

“ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าเป็นของพวกเขา เจ้าคือสมบัติของโลกนี้” จักรพรรดิประกาศ

แม้คางุยะฮิเมะจะซาบซึ้งใจ แต่เธอก็รู้ดีว่าไม่มีสิ่งใดสามารถหยุดคืนแห่งโชคชะตาได้

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานเจ้าหญิงคางุยะ 3

คืนหนึ่งที่ท้องฟ้าใสไร้เมฆดวงจันทร์ทอแสงเจิดจ้าอย่างผิดปกติ ลมพัดแรงราวกับเป็นสัญญาณบางอย่าง ทันใดนั้นแสงเรืองรองปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า และเงาร่างของเหล่าผู้มาเยือนก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้น

พวกเขามิใช่กองทัพ มิใช่ปีศาจ แต่เป็นเหล่าผู้ส่งสารจากดวงจันทร์ แต่งกายด้วยชุดสีขาวเปล่งแสงราวกับเทพเจ้า พวกเขามิได้มาพร้อมอาวุธ แต่พวกเขาไม่จำเป็นต้องใช้มัน

ทหารของจักรพรรดิที่ประจำการอยู่พยายามขัดขวาง แต่ร่างของพวกเขาอ่อนแรงลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่มีสิ่งใดในโลกสามารถหยุดผู้มาเยือนได้

โอกินะและภรรยาพยายามกอดคางุยะฮิเมะไว้ แต่ร่างของเธอเริ่มเปล่งแสงอ่อนโยน ราวกับกำลังจะจางหายไป “อย่าไป! ลูกพ่อ! ได้โปรดอย่าทิ้งเราไป!”

“ข้าก็อยากอยู่ ข้ารักท่านทั้งสอง…” เสียงของเธอสั่นเครือ “แต่ข้าถูกลิขิตให้ต้องกลับไป”

ผู้ส่งสารจากดวงจันทร์ยื่นผ้าคลุมศักดิ์สิทธิ์ ให้แก่คางุยะฮิเมะหากเธอสวมมัน เธอจะลืมทุกสิ่งที่เคยเกิดขึ้นบนโลก

คางุยะฮิเมะเอื้อมมือไปแตะมันเบา ๆ ก่อนจะหันกลับมามองโอกินะและภรรยาเป็นครั้งสุดท้าย เธอไม่ต้องการลืมพวกเขา น้ำตาหยดสุดท้ายร่วงลงสู่พื้นดิน “ข้าไม่อยากลืม… ข้าอยากจดจำความรักที่ข้าได้รับจากโลกใบนี้”

แต่แล้ว ผู้ส่งสารก็ค่อย ๆ คลุมผ้าให้เธอ รอยยิ้มของเธอค่อย ๆ เลือนหาย ความรู้สึกของเธอจางลงและในที่สุด เธอก็ไม่หันกลับมามองโลกอีกเลย

คางุยะฮิเมะค่อย ๆ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงจันทร์ส่องสว่างไปทั่วทั้งแผ่นดิน เธอจากไปโดยไม่หันกลับมา

บนพื้นดินโอกินะและภรรยายืนมองท้องฟ้า น้ำตาไหลอาบแก้มราวกับไม่มีวันเหือดแห้ง

จักรพรรดิได้รับข่าวการจากไปของคางุยะฮิเมะ และพระองค์ทรงเสียพระทัยอย่างยิ่ง ก่อนจากไป เธอได้ทิ้งยาอายุวัฒนะไว้ให้พระองค์ แต่เมื่อพระองค์มองมัน พระองค์กลับเลือกที่จะเผามันบนยอดเขาสูงสุดของญี่ปุ่น “หากไม่มีเจ้าอยู่ โลกอันเป็นนิรันดร์ย่อมไร้ความหมาย”

ว่ากันว่าควันที่ลอยขึ้นจากภูเขานั้น คือเศษเสี้ยวแห่งความรักและความอาลัยที่ไม่มีวันจางหาย ต่อมาภูเขานั้นถูกเรียกว่า “ฟูจิ” (不死) ซึ่งแปลว่า “ไร้ซึ่งความตาย”

แม้เวลาจะผ่านไป ตำนานของเจ้าหญิงคางุยะยังคงถูกเล่าขาน และทุกครั้งที่เงาจันทร์ทาบลงบนพื้นโลก ผู้คนยังคงเงยหน้ามองขึ้นไป พร้อมกับคำถามที่ไร้คำตอบ… ว่าเธอจะยังจดจำโลกใบนี้อยู่หรือไม่

ตำนานแห่งดวงจันทร์และการจากลาที่ไม่มีวันหวนคืน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานเจ้าหญิงคางุยะ 4

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ไม่มีสิ่งใดบนโลกที่เป็นของเราอย่างแท้จริง แม้โอกินะและภรรยาจะรักคางุยะฮิเมะดั่งบุตรแท้ ๆ แม้จักรพรรดิจะต้องการครอบครองเธอ แต่นางก็มิอาจอยู่บนโลกนี้ตลอดไป ทุกสิ่งที่เรารักล้วนถูกกำหนดให้ต้องจากไป ไม่ช้าก็เร็ว

ความรักไม่อาจเอาชนะโชคชะตา คางุยะฮิเมะปรารถนาจะอยู่กับพ่อแม่บุญธรรม แต่ไม่ว่าเธอจะรักพวกเขาเพียงใด เธอก็ไม่อาจฝืนชะตาที่ถูกกำหนดมา บางครั้ง แม้เราจะพยายามไขว่คว้าเพียงใด ก็มีสิ่งที่เราไม่มีวันรักษาไว้ได้

ความงามอาจเป็นคำสาป มากกว่าพร ความงามของคางุยะฮิเมะทำให้ผู้คนมากมายต้องการครอบครองเธอ พวกเขาหลงใหลในสิ่งที่ตาเห็น แต่ไม่มีใครเข้าใจตัวตนที่แท้จริงของเธอ ความงามภายนอกดึงดูดผู้คน แต่ความลึกซึ้งของหัวใจคือสิ่งที่ควรค่าแก่การค้นหา

ความทรงจำและความรู้สึกคือสิ่งที่มีค่าที่สุด คางุยะฮิเมะไม่อยากลืมช่วงเวลาบนโลก แต่สุดท้ายเธอก็ต้องจากไป เธอเลือกจะจดจำมันให้นานที่สุด แม้จะรู้ว่ามันจะเลือนหายไปในที่สุด เราไม่อาจรักษาทุกสิ่งไว้ได้ แต่เราสามารถจดจำมันไว้ในหัวใจ ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ

บางการจากลาไม่มีคำสัญญาว่าจะได้พบกันอีก คางุยะฮิเมะจากไปโดยไม่มีวันหวนคืน ทิ้งไว้เพียงความอาลัยและความสงสัยว่าเธอจะยังจดจำโลกนี้อยู่หรือไม่ เรามักหวังว่าผู้จากไปจะยังคิดถึงเรา แต่บางครั้ง คำตอบนั้นอาจไม่มีวันมาถึง

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานเจ้าหญิงคางุยะ (อังกฤษ: Kaguya-hime no Monogatari) หรือที่รู้จักในชื่อ “ตำนานผู้ตัดไผ่” (Taketori Monogatari, The Tale of the Bamboo Cutter) เป็นนิทานพื้นบ้านที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น เชื่อกันว่าเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยเฮอัน (ศตวรรษที่ 10) และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในต้นแบบของวรรณกรรมญี่ปุ่น

ต้นฉบับของเรื่องนี้บันทึกในเอกสารโบราณภายใต้ชื่อ “ตำนานผู้ตัดไผ่” (竹取物語 – Taketori Monogatari) แต่เนื่องจากเนื้อเรื่องมุ่งเน้นไปที่เจ้าหญิงจากดวงจันทร์ “คางุยะฮิเมะ” ชื่อเรื่องจึงค่อย ๆ ถูกเรียกขานตามตัวละครหลักจนกลายเป็น “ตำนานเจ้าหญิงคางุยะ” (Kaguya-hime no Monogatari) ในยุคหลัง

เรื่องราวของนิทานนี้สะท้อนความเชื่อของญี่ปุ่นโบราณเกี่ยวกับโลกมนุษย์และดวงจันทร์ คนญี่ปุ่นในสมัยนั้นเชื่อว่าดวงจันทร์เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ปราศจากมลทินและความเศร้าของโลกมนุษย์ จึงอาจเป็นที่มาของแนวคิดที่ว่าคางุยะฮิเมะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้ และต้องกลับไปยังดวงจันทร์ในท้ายที่สุด

ในแง่สังคม นิทานเรื่องนี้สะท้อนวิถีชีวิตของชนชั้นสูงในสมัยเฮอัน โดยเฉพาะแนวคิดเกี่ยวกับการแต่งงานและหน้าที่ของสตรีในยุคนั้น ผู้หญิงมักถูกกำหนดให้แต่งงานตามฐานะและอำนาจ แต่คางุยะฮิเมะปฏิเสธข้อบังคับทางสังคมและเลือกเส้นทางของตนเอง แม้จะต้องเผชิญกับการจากลาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ตำนานนี้ยังถูกเชื่อมโยงกับภูเขาฟูจิ โดยว่ากันว่าหลังจากคางุยะฮิเมะจากไป จักรพรรดิญี่ปุ่นได้เผา ยาอายุวัฒนะที่เธอทิ้งไว้ บนยอดเขาสูงที่สุดของญี่ปุ่น ซึ่งทำให้เกิดควันที่ลอยขึ้นจากภูเขา และเป็นที่มาของชื่อ “ฟูจิ” (不死 – Fushi) ที่แปลว่า “ไม่มีวันตาย”

“นิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานเจ้าหญิงคางุยะ” ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน และถูกดัดแปลงเป็นนิยาย ละคร ภาพยนตร์ และแอนิเมชันมากมาย หนึ่งในเวอร์ชันที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือ “The Tale of the Princess Kaguya” (2013) ภาพยนตร์ของสตูดิโอจิบลิที่ถ่ายทอดเรื่องราวนี้ด้วยศิลปะแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม

แม้เวลาจะผ่านไปกว่าพันปี นิทานเรื่องนี้ยังคงถูกเล่าขาน และทุกครั้งที่เงาจันทร์ทาบลงบนพื้นโลก ผู้คนยังคงเงยหน้ามองขึ้นไป พร้อมกับคำถามที่ไร้คำตอบ… ว่าเจ้าหญิงคางุยะจะยังจดจำโลกนี้อยู่หรือไม่

“ความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อาจไม่ใช่การได้ครอบครอง แต่คือการยอมรับว่าบางสิ่งไม่เคยเป็นของเรา”

นิทานพื้นบ้านอังกฤษเรื่องโรบินฮู้ด

ในดินแดนที่ความอยุติธรรมปกครองผู้คน เรื่องเล่าขานตำนานนิทานพื้นบ้านสากลจากอังกฤษ เล่าถึงชายผู้หนึ่งซึ่งถูกตราหน้าว่าเป็นอาชญากร แต่กลับเป็นความหวังของผู้ถูกกดขี่ เขาไม่ใช่ขุนนาง ไม่ใช่กษัตริย์ แต่เป็นเงาที่เคลื่อนไหวในป่าลึก คอยปล้นจากผู้ที่มั่งคั่งเพื่อคืนให้แก่ผู้ยากไร้ ลูกธนูของเขาพุ่งตรงสู่หัวใจของความโลภและอำนาจ ชื่อของเขาเป็นที่หวาดกลัวของผู้ปกครอง แต่ถูกขับขานด้วยความศรัทธาจากประชาชน

ตำนานของเขาถูกเล่าขานจากรุ่นสู่รุ่น เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเลือนหาย คือจิตวิญญาณของชายผู้ไม่เคยยอมจำนนต่ออำนาจที่กดขี่ นี่คือเรื่องราวของโรบินฮู้ด วีรบุรุษนอกกฎหมาย ผู้ที่เลือกยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง แม้จะต้องกลายเป็นเงาในป่ามืดตลอดกาล กับนิทานพื้นบ้านอังกฤษเรื่องโรบินฮู้ด

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอังกฤษเรื่องโรบินฮู้ด

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านอังกฤษเรื่องโรบินฮู้ด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ อังกฤษยุคกลาง ดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ใต้การปกครองของพระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์ แต่เมื่อพระองค์ออกไปทำสงครามครูเสด อำนาจถูกทิ้งไว้ในมือของเจ้าชายจอห์น น้องชายผู้โหดร้ายและเห็นแก่ตัว ภายใต้การปกครองของเขา บ้านเมืองเต็มไปด้วยความอยุติธรรม การเก็บภาษีอย่างหนัก และการกดขี่ประชาชน โดยมีนายอำเภอแห่งนอตติงแฮม เป็นมือสังหารทางกฎหมายที่คอยกำจัดผู้ต่อต้าน

ในยุคสมัยแห่งความทุกข์ยากนี้ มีชายผู้หนึ่งนามว่าโรบินแห่งล็อกซ์ลีย์ เขาเป็นขุนนางหนุ่มและนักธนูฝีมือฉกาจ แต่ด้วยความที่เขาต่อต้านการปกครองอันโหดร้าย โรบินจึงถูกใส่ร้ายว่าเป็นอาชญากรเขาถูกริบทรัพย์สิน บ้านเรือน และต้องหนีเอาตัวรอด ในที่สุด โรบินหนีเข้าไปในป่าเชอร์วูด ที่กว้างใหญ่และอุดมสมบูรณ์ แต่เต็มไปด้วยอันตราย

ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นขุนนางผู้สูงศักดิ์ แต่ตอนนี้เขาเป็นเพียงชายที่ถูกตราหน้าว่าเป็นโจร

แต่แทนที่จะสิ้นหวัง โรบินกลับพบว่าเสรีภาพอยู่ในป่ากว้าง ที่นี่เขาไม่ต้องอยู่ใต้กฎของผู้ปกครองที่ไม่เป็นธรรมอีกต่อไป และเขาตัดสินใจแล้วว่าหากกฎหมายมีไว้เพื่อกดขี่ เขาจะกลายเป็นนอกกฎหมายที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรม

ในป่าเชอร์วูด โรบินไม่ได้อยู่เพียงลำพัง เขาได้พบกับผู้คนที่ถูกกดขี่เหมือนกับเขาชาวบ้านที่สูญเสียทุกสิ่งให้กับนายอำเภอแห่งนอตติงแฮม พวกเขาต้องหลบซ่อนในป่าเพราะไม่มีที่ไป โรบินมองเห็นความทุกข์ของพวกเขา และตัดสินใจว่าเขาจะไม่เพียงแค่ซ่อนตัว แต่จะลุกขึ้นมาต่อสู้

ไม่นานนัก โรบินเริ่มรวบรวมสหายผู้ซื่อสัตย์เหล่าพี่น้องนอกกฎหมายแห่งป่าเชอร์วูด แต่ละคนมีความสามารถและบุคลิกเฉพาะตัว

  • ลิตเติ้ลจอห์น นักรบตัวใหญ่ใจดีที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นทหาร แต่กลับต้องหนีเพราะปฏิเสธจะเข้าร่วมกองทัพของเจ้าชายจอห์น
  • วิลล์ สการ์เล็ต ชายหนุ่มเลือดร้อน ผู้มีความแค้นฝังลึกต่อพวกขุนนาง
  • บราเธอร์ทัค นักบวชจอมเจ้าเล่ห์ที่มักใช้ปัญญาและไหวพริบมากกว่ากำลัง
  • เมด แมเรียน หญิงสูงศักดิ์ที่เกิดในชนชั้นขุนนาง แต่เลือกจะช่วยเหลือประชาชนมากกว่าที่จะอยู่ในปราสาทหรูหรา

เมื่อเหล่าผู้กล้าถูกชะตากรรมผลักดันให้มาพบกัน พวกเขาจึงรวมตัวกันเป็นกลุ่มโจรที่มีเป้าหมายแตกต่างจากโจรทั่วไป

“เราจะปล้นจากคนรวยที่เอาเปรียบ และแบ่งให้คนจนที่ไร้ที่พึ่ง”

โรบินฮู้ดและพรรคพวกเริ่มออกปฏิบัติการปล้นขบวนภาษีของนายอำเภอ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อนำทองคำกลับคืนสู่ประชาชน ในสายตาของขุนนาง พวกเขาคือโจร แต่ในสายตาของประชาชน พวกเขาคือวีรบุรุษ

แต่การลุกขึ้นต่อต้านครั้งนี้ไม่ได้รอดพ้นจากสายตาของนายอำเภอแห่งนอตติงแฮม เขาสาบานว่าจะกำจัดโรบินฮู้ดให้ได้ ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีใดก็ตาม

เสียงลูกธนูของโรบินฮู้ดดังขึ้นในป่าเชอร์วูดตำนานของวีรบุรุษนอกกฎหมายได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอังกฤษเรื่องโรบินฮู้ด 2

ข่าวลือเกี่ยวกับโรบินฮู้ดและเหล่านักรบแห่งป่าเชอร์วูด แพร่สะพัดไปทั่วอังกฤษ ประชาชนต่างชื่นชมเขาในฐานะวีรบุรุษผู้กล้าท้าทายอำนาจอันอยุติธรรม แต่ในสายตาของเจ้าชายจอห์น และ นายอำเภอแห่งนอตติงแฮม เขาคืออาชญากรที่ต้องถูกกำจัด

นายอำเภอวางแผนจะจับโรบินฮู้ดให้ได้ ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีใดก็ตามเขาส่งทหารลาดตระเวนไปตามล่าทั่วป่าเชอร์วูด ตั้งค่าหัวและวางกับดักมากมาย แต่โรบินและพรรคพวกก็รอดพ้นมาได้ทุกครั้ง ด้วยไหวพริบของเขาและความสามัคคีของเหล่าพี่น้อง

แต่แล้วนายอำเภอวางแผนร้ายกาจที่สุด เขาประกาศจัดการแข่งขันยิงธนูครั้งใหญ่ โดยมีรางวัลเป็นถ้วยทองคำและลูกธนูประดับอัญมณี ซึ่งเป็นของล้ำค่าที่ไม่มีนักธนูคนใดต้านทานได้

โรบินฮู้ดรู้ว่านี่อาจเป็นกับดัก แต่เขาก็ไม่อาจต้านทานความท้าทายได้ เขาปลอมตัวเป็นชาวบ้านธรรมดา และเดินทางไปยังนอตติงแฮมเพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน

เมื่อถึงรอบสุดท้าย เหลือเพียงโรบินและนักธนูฝีมือดีที่สุดของนายอำเภอโรบินเล็งเป้าหมายอย่างแม่นยำ และปล่อยลูกธนูออกไปอย่างไร้ที่ติ ธนูของเขาพุ่งตรงเข้าสู่เป้ากลาง ฉีกลูกธนูของคู่แข่งเป็นสองท่อน!

ทันทีที่ชัยชนะถูกประกาศนายอำเภอรู้ทันทีว่าชายผู้นี้คือโรบินฮู้ด เขาสั่งทหารจับตัวโรบินทันที

โรบินถูกลากตัวไปขังคุกใต้ปราสาทนอตติงแฮมดูเหมือนว่านี่จะเป็นจุดจบของเขา

แต่โรบินฮู้ดไม่เคยเดินเพียงลำพัง

ขณะที่โรบินถูกจองจำเหล่านักรบแห่งป่าเชอร์วูดวางแผนช่วยเหลือเขา เมดแมเรียนใช้ไหวพริบของเธอแอบเข้าไปในปราสาท ขณะที่ลิตเติ้ลจอห์นและพรรคพวกปลอมตัวเป็นทหารเพื่อแทรกซึมเข้าไป คืนหนึ่งพวกเขาบุกคุกและช่วยโรบินออกมาได้สำเร็จ

แต่การต่อสู้ยังไม่จบเพียงเท่านั้น

ในขณะที่อังกฤษตกอยู่ในความวุ่นวาย ข่าวใหญ่ก็มาถึง พระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์เสด็จกลับมา! หลังจากทำสงครามครูเสดมานานหลายปี พระองค์ทรงเห็นถึงความโหดร้ายของเจ้าชายจอห์นและนายอำเภอแห่งนอตติงแฮม

พระเจ้าริชาร์ดสั่งจับเจ้าชายจอห์น ยึดอำนาจคืนและนำความยุติธรรมกลับคืนสู่แผ่นดิน นายอำเภอแห่งนอตติงแฮมพยายามจะหนี แต่ถูกโรบินฮู้ดเผชิญหน้าในการต่อสู้ครั้งสุดท้าย ด้วยทักษะธนูอันเหนือชั้น โรบินยิงธนูเพียงดอกเดียวและโค่นอำนาจของนายอำเภอลงได้

เมื่อความสงบกลับคืนมา โรบินฮู้ดและพรรคพวกได้รับอภัยโทษ พระเจ้าริชาร์ดทรงยกย่องโรบินในฐานะวีรบุรุษ และเสนอให้เขากลับมาดำรงตำแหน่งขุนนาง

แต่โรบินฮู้ดปฏิเสธ

“ข้ารู้จักเสรีภาพแล้ว ข้าเลือกที่จะอยู่ในป่าเชอร์วูด ที่นี่คือบ้านของข้า”

ในที่สุด โรบินฮู้ดและพรรคพวกกลับไปยังป่าเชอร์วูดยังคงเป็นเงาแห่งความยุติธรรมที่ปกป้องประชาชนต่อไป ตำนานของเขาถูกเล่าขานจากรุ่นสู่รุ่น วีรบุรุษผู้กล้าหาญ ผู้ที่แม้จะอยู่ในเงามืด แต่หัวใจของเขาส่องสว่างดั่งแสงแห่งความหวัง

ตำนานโรบินฮู้ดจะไม่มีวันเลือนหาย ตราบใดที่ยังมีผู้กล้ายืนหยัดเพื่อความยุติธรรม

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอังกฤษเรื่องโรบินฮู้ด 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความยุติธรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับกฎหมาย แต่ขึ้นอยู่กับคุณธรรม โรบินฮู้ดถูกตราหน้าว่าเป็นอาชญากร แต่แท้จริงแล้วเขาต่อสู้เพื่อประชาชน กฎหมายที่อยุติธรรมไม่อาจกำหนดได้ว่าอะไรถูกหรือผิด

ความกล้าหาญคือการลุกขึ้นต่อต้านความอยุติธรรม แม้จะต้องเผชิญกับอันตราย โรบินฮู้ดไม่เคยหวาดกลัวต่ออำนาจ เขาเลือกที่จะยืนหยัดเพื่อผู้ที่ไม่มีเสียง และต่อสู้แม้รู้ว่าอาจต้องแลกด้วยชีวิต

ความสามัคคีและมิตรภาพทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น โรบินฮู้ดไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง เขามีพรรคพวกที่เชื่อมั่นในอุดมการณ์เดียวกัน การร่วมมือและความไว้วางใจคือพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าความแข็งแกร่งของใครเพียงคนเดียว

ความมั่งคั่งไม่ได้วัดคุณค่าของคน ขุนนางและเจ้าชายอาจมีทรัพย์สินมากมาย แต่พวกเขาไม่มีความเมตตาหรือคุณธรรม ในขณะที่โรบินฮู้ดและพรรคพวก แม้จะไร้บ้านไร้ทรัพย์สิน กลับมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่กว่าผู้ใด

ความดีมักถูกทดสอบ แต่สุดท้ายจะได้รับชัยชนะ โรบินฮู้ดถูกใส่ร้าย ถูกไล่ล่า และถูกจับขังคุก แต่เพราะเขามีเจตนาที่ดีและยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง ในที่สุดความดีของเขาก็ได้รับการยอมรับ และความยุติธรรมก็ได้รับการคืนกลับ

เสรีภาพเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ แม้พระเจ้าริชาร์ดจะเสนอคืนตำแหน่งขุนนางให้ โรบินฮู้ดเลือกเสรีภาพในป่ามากกว่าความหรูหราในวัง เพราะสำหรับเขา อิสรภาพและศักดิ์ศรีมีค่ามากกว่าสถานะทางสังคม

โรบินฮู้ดจึงไม่ใช่แค่เรื่องของโจรที่ปล้นคนรวยช่วยคนจน แต่เป็นตำนานของชายผู้กล้าที่เลือกต่อสู้เพื่อความยุติธรรม แม้จะต้องยืนอยู่ในเงามืดก็ตาม

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านอังกฤษเรื่องโรบินฮู้ด (อังกฤษ: Robin Hood) เป็นเรื่องเล่าที่มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 13–14 โดยถูกถ่ายทอดผ่านบทกวี นิทานพื้นบ้าน และตำนานปากต่อปาก ก่อนจะถูกพัฒนาเป็นวรรณกรรมและสื่อบันเทิงในยุคต่อมา แม้ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าโรบินฮู้ดมีตัวตนจริงหรือไม่ แต่นักประวัติศาสตร์บางคนเชื่อว่าเขาอาจได้รับแรงบันดาลใจจากขุนนางที่ต่อต้านอำนาจรัฐ หรือกลุ่มโจรที่ยืนหยัดต่อสู้เพื่อประชาชนในยุคกลาง ขณะที่บางแนวคิดมองว่าเขาเป็นเพียงตัวแทนของความใฝ่ฝันของผู้คนที่ต้องการความยุติธรรมในยุคที่ขุนนางกดขี่ประชาชน

เรื่องราวของโรบินฮู้ดในช่วงแรกที่ถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรมักกล่าวถึงชายผู้มีฝีมือยิงธนูเป็นเลิศ อาศัยอยู่ในป่าเชอร์วูด และปล้นจากเศรษฐีเพื่อนำมาแจกจ่ายให้คนจน ต่อมาเนื้อหาได้รับการขยายและเชื่อมโยงเข้ากับยุคของพระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์และเจ้าชายจอห์น โดยโรบินฮู้ดถูกเล่าขานว่าเป็นผู้ภักดีต่อกษัตริย์ แต่ต้องลุกขึ้นต่อต้านการปกครองอันอยุติธรรมของเจ้าชายจอห์นและนายอำเภอแห่งนอตติงแฮม

ในช่วงศตวรรษที่ 16-17 ตัวละครสำคัญอย่างลิตเติ้ลจอห์น บราเธอร์ทัค วิลล์ สการ์เล็ต และเมด แมเรียนถูกเพิ่มเข้ามา เพื่อทำให้เรื่องราวมีสีสันและซับซ้อนยิ่งขึ้น โรบินฮู้ดไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงโจรอีกต่อไป แต่กลายเป็นขุนนางผู้ถูกใส่ร้าย หรืออัศวินที่ยอมสละสถานะของตนเพื่อต่อสู้เพื่อความยุติธรรม

ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา โรบินฮู้ดได้รับความนิยมอย่างมากในวรรณกรรม ละครเวที และภาพยนตร์ แต่ละเวอร์ชันอาจเน้นที่ความโรแมนติก การผจญภัย หรือแนวคิดทางสังคมที่แตกต่างกัน แต่แก่นเรื่องยังคงเป็นการต่อสู้เพื่อความถูกต้องและการปกป้องผู้บริสุทธิ์ ตำนานของเขายังคงถูกนำเสนอในสื่อต่าง ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และแม้เวลาจะผ่านไป โรบินฮู้ดก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของวีรบุรุษนอกกฎหมายที่ยืนหยัดเพื่อประชาชนและความเป็นธรรม

“ความยุติธรรมที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในกฎหมาย แต่อยู่ในหัวใจของผู้กล้าหาญ”

นิทานพื้นบ้านจีนเรื่องไซอิ๋ว

ในยุคสมัยที่เทพเจ้าและปีศาจยังคงแฝงตัวอยู่ในโลกมนุษย์ มีเรื่องเล่าขานตำนานนิทานพื้นบ้านสากลชื่อดังจากจีน เล่าถึงการเดินทางอันยิ่งใหญ่ที่เต็มไปด้วยอุปสรรคและภัยอันตราย ผู้เดินทางต้องเผชิญกับดินแดนอันลึกลับ สิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ และบททดสอบที่ไม่มีใครเคยพบเห็นมาก่อน

ว่ากันว่าผู้ที่สามารถฟันฝ่าทุกขวากหนามไปจนถึงจุดหมายปลายทางได้ จะได้รับสิ่งล้ำค่าที่สามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งไปตลอดกาล เรื่องราวของพวกเขาถูกเล่าขานจากรุ่นสู่รุ่น กลายเป็นตำนานที่ไม่มีวันเลือนหาย กับนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องไซอิ๋ว

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องไซอิ๋ว

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องไซอิ๋ว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว บนยอดเขาฮัวกั่วซาน มีหินศักดิ์สิทธิ์ก้อนหนึ่งที่ซึมซับพลังแห่งสวรรค์และพิภพมาหลายพันปี วันหนึ่ง หินก้อนนั้นแตกออกให้กำเนิดลิงวิเศษตัวหนึ่ง ลิงตัวนี้ไม่ธรรมดา เพราะมันสามารถพูดและคิดได้ตั้งแต่เกิด มันฉลาด ว่องไว และมีพลังเหนือกว่าลิงทั่วไป

ลิงน้อยเติบโตขึ้นในหมู่ฝูงลิง มันเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง ได้รับความเคารพจากพวกพ้อง และได้รับฉายาว่าซุนหงอคง หรือผู้ตื่นรู้แห่งพญาวานร แต่ถึงแม้มันจะมีทุกสิ่งอำนาจ ความเคารพ และความสุขมันกลับรู้สึกว่ายังขาดอะไรบางอย่าง

วันหนึ่ง เพื่อนลิงถามขึ้นว่า “เหตุใดเราต้องแก่ ต้องเจ็บ และต้องตาย? ไม่มีทางใดที่จะเป็นอมตะได้หรือ?” คำถามนี้สะกิดใจซุนหงอคง มันเริ่มตระหนักว่าความแข็งแกร่งไม่อาจเอาชนะความตายได้ มันจึงออกเดินทางแสวงหาความรู้และพลังที่จะทำให้มันเป็นอมตะ

ซุนหงอคงเดินทางข้ามภูเขาและมหาสมุทร จนได้พบอาจารย์สุภูติ เซียนผู้วิเศษที่ยอมรับมันเป็นศิษย์ เมื่อเห็นว่าลิงตัวนี้มีพรสวรรค์ อาจารย์จึงสอนวิชาอันล้ำค่าให้ 72 วิชาแปลงกาย สามารถเปลี่ยนรูปร่างเป็นอะไรก็ได้, เมฆวิเศษเหินเดินฟ้า กระโดดได้ไกล 108,000 ลี้, เวทย์เสกขนแปลงเป็นร่างแยก ใช้เส้นขนของตนเองเสกเป็นร่างเงา

ซุนหงอคงเรียนรู้ทุกอย่างอย่างรวดเร็วแต่มันยังคงเต็มไปด้วยอัตตา “ข้าจะแข็งแกร่งที่สุด ข้าจะปกครองทั้งสวรรค์และโลก!”

ความกระหายในอำนาจของมันไม่มีที่สิ้นสุด มันเดินทางไปยังวังมังกรใต้ทะเล และขโมยกระบองวิเศษอาวุธที่สามารถยืดหดได้ จากนั้นมันขึ้นไปบนสวรรค์ท้าทายเหล่าเทพ และประกาศตนเป็นมหาเทพเสมอฟ้า

แต่แล้วพระยูไล หรือพระพุทธเจ้า ได้ปรากฏตัวขึ้น และถามซุนหงอคงว่า “เจ้าคิดว่าเจ้ามีพลังมากแค่ไหน?”

“ข้าสามารถกระโดดไปถึงสุดขอบฟ้า ไม่มีที่ใดที่ข้าไปไม่ได้!”

พระยูไลจึงยื่นมือออกมาและกล่าวว่า “หากเจ้ากระโดดออกไปให้พ้นฝ่ามือของข้า ข้าจะให้เจ้าปกครองสวรรค์”

ซุนหงอคงหัวเราะเยาะ กระโดดข้ามหมู่เมฆ ข้ามขอบฟ้า จนไปถึงเสาหินห้าต้น มันคิดว่านี่คือสุดขอบจักรวาล มันจึงจารึกชื่อของตนไว้บนเสาหินและรีบกลับมาหาพระยูไล “ข้าชนะแล้ว!”

พระยูไลเพียงพลิกฝ่ามือ แล้วซุนหงอคงก็ตระหนักว่าเสาหินที่มันเห็นก็คือนิ้วมือของพระยูไลเอง

“เจ้ายังติดอยู่ในเงาของอัตตา ไม่มีสิ่งใดที่เจ้าทำได้นอกจากวิ่งวนอยู่ในกรงของตัวเอง”

จากนั้น พระยูไลใช้ฝ่ามือกดซุนหงอคงไว้ใต้ภูเขาห้าธาตุ เป็นเวลา 500 ปี ให้มันได้ใช้เวลาไตร่ตรองถึงความผิดพลาดของตน

หลายร้อยปีผ่านไป ในโลกมนุษย์พระถังซัมจั๋ง พระภิกษุผู้มีศรัทธาแรงกล้า ได้รับมอบหมายจากจักรพรรดิถังไท่จง ให้เดินทางไปชมพูทวีป (อินเดีย) เพื่อนำพระไตรปิฎก กลับมายังจีน

พระถังซัมจั๋งเป็นตัวแทนของศรัทธาและปัญญา แม้ร่างกายของเขาจะอ่อนแอ แต่จิตใจของเขามั่นคง ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรค พระยูไลจึงส่งเขาไปปลดปล่อยซุนหงอคงที่ถูกจองจำ

เมื่อพระถังซัมจั๋งเดินทางมาถึงภูเขาห้าธาตุ เขาพบซุนหงอคงที่ถูกขังไว้ “เจ้าจะออกจากที่นี่ได้ หากเจ้าติดตามข้าและปกป้องข้าในการเดินทาง”

ซุนหงอคงแม้จะโอหัง แต่ 500 ปีแห่งความโดดเดี่ยวได้ทำให้มันสงบลงบางส่วน มันยอมรับข้อเสนอ แต่พระยูไลรู้ว่า ลิงตัวนี้ยังมีอัตตาอยู่ จึงมอบวงแหวนทอง ให้แก่พระถังซัมจั๋ง หากซุนหงอคงไม่เชื่อฟัง พระถังซัมจั๋งสามารถสวดมนต์เพื่อบีบรัดศีรษะของมันให้เจ็บปวดจนทนไม่ไหว

“เจ้ามีพลังมากมาย แต่พลังที่แท้จริงคือการควบคุมตนเองได้” ซุนหงอคงรู้สึกขัดเคือง แต่ก็รู้ว่านี่คือโอกาสที่สอง มันจึงยอมออกเดินทางสู่ชมพูทวีปไปพร้อมกับพระถังซัมจั๋ง

ระหว่างทาง พระถังซัมจั๋งพยายามอบรมซุนหงอคงให้เข้าใจหลักของความเมตตาและการปล่อยวาง แต่ซุนหงอคงยังคงแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยกำลัง มันยังไม่เข้าใจว่าแท้จริงแล้ว พลังที่แท้จริงอยู่ที่การชนะใจตนเอง ไม่ใช่การชนะศัตรู

แม้จะมีความขัดแย้ง แต่พวกเขาก็เริ่มเดินทางร่วมกัน ผ่านป่าเขาและแม่น้ำ ต้องเผชิญอุปสรรคมากมาย และระหว่างทาง พวกเขายังต้องพบกับสหายอีกสองคน ที่จะมาร่วมเดินทางไปด้วยกัน…

พระถังซัมจั๋งและซุนหงอคงเดินทางต่อไปสู่ชมพูทวีป แม้จะมีพลังมหาศาล แต่ซุนหงอคงยังคงแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยกำลัง มันยังไม่เข้าใจว่าพลังที่แท้จริงคือการควบคุมตนเอง ไม่ใช่แค่การกำจัดศัตรู

วันหนึ่ง ทั้งสองเดินทางมาถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ชาวบ้านต่างหวาดกลัว พวกเขาบอกว่ามีปีศาจหมูตัวหนึ่ง คอยขโมยอาหารและลักพาตัวผู้คน

เมื่อซุนหงอคงไปถึงมันพบปีศาจหมูตัวนั้นอยู่ในถ้ำ แต่เมื่อพวกเขาเผชิญหน้ากัน กลับพบว่าปีศาจตนนั้นพูดภาษามนุษย์ได้และไม่ได้ชั่วร้ายอย่างที่คิด

“ข้าไม่ได้อยากเป็นปีศาจ ข้าเคยอยู่บนสวรรค์ แต่เพราะความผิดพลาด ข้าถูกลงโทษให้กลายเป็นเช่นนี้”

ปีศาจหมูเล่าว่ามันเคยเป็นแม่ทัพบนสวรรค์ แต่เพราะความลุ่มหลงในกิเลส ทำให้มันถูกขับไล่และกลายเป็นปีศาจหมู

ซุนหงอคงเตรียมจะกำจัดมัน แต่พระถังซัมจั๋งกลับเลือกที่จะให้อภัยและชวนมันเดินทางไปด้วยกัน “เจ้าต้องการไถ่โทษไหม?”

ปีศาจหมูนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า มันได้รับชื่อใหม่ว่าตือโป๊ยก่าย และเข้าร่วมเป็นศิษย์ของพระถังซัมจั๋ง

การเดินทางดำเนินต่อไป และไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงแม่น้ำสายหนึ่ง ที่นั่นมีปีศาจน้ำตนหนึ่งอาศัยอยู่ มันมีร่างกายใหญ่โต ดวงตาคมกริบ และเฝ้าปากแม่น้ำมานานปี ไม่มีใครกล้าข้าม “ใครก็ตามที่คิดจะข้ามแม่น้ำนี้ ต้องผ่านข้าก่อน!”

แต่เมื่อพวกเขาสู้กัน ซุนหงอคงพบว่าปีศาจตนนี้ไม่ได้ดุร้าย มันเพียงแค่ถูกเนรเทศจากสวรรค์เช่นเดียวกับตือโป๊ยก่าย และรอคอยการไถ่โทษ

เมื่อพระถังซัมจั๋งเอ่ยถาม “เจ้าปรารถนาที่จะกลับไปสู่ทางแห่งธรรมไหม?”

ปีศาจน้ำลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มศีรษะและกล่าวว่า “ข้ายอมแล้ว”

มันจึงได้รับชื่อใหม่ว่าซัวเจ๋ง และกลายเป็นศิษย์คนที่สาม

ในที่สุด คณะเดินทางก็ครบสมบูรณ์ พระถังซัมจั๋ง, ซุนหงอคง, ตือโป๊ยก่าย และซัวเจ๋ง แต่การเดินทางที่แท้จริงของพวกเขาเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องไซอิ๋ว 2

ระหว่างทางไปชมพูทวีป พวกเขาต้องเผชิญกับปีศาจและอุปสรรคมากมาย

พระถังซัมจั๋งเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่เลือดของเขาถูกเชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์ หากปีศาจตนใดได้กินเลือดของเขามันจะกลายเป็นอมตะ นั่นทำให้ปีศาจจำนวนมากหมายจะจับตัวพระถังซัมจั๋ง

ในแต่ละบททดสอบ ซุนหงอคงใช้พละกำลังและไหวพริบจัดการศัตรู แต่ปัญหาที่แท้จริงของมันกลับเป็นตัวมันเอง

ในหลายครั้ง พระถังซัมจั๋งกลับไม่เข้าใจซุนหงอคง และเชื่อคำหลอกลวงของปีศาจแทน ทำให้ซุนหงอคงถูกลงโทษ โดยที่ความจริงแล้ว มันคือผู้ปกป้องที่แท้จริง “เหตุใดอาจารย์จึงไม่เชื่อข้า?”

“เพราะเจ้ามีแต่ความโกรธและความรุนแรง เจ้าคิดถึงแต่การกำจัดศัตรู ไม่ใช่การชนะใจตนเอง” ซุนหงอคงเริ่มเข้าใจว่าปัญหาของมันไม่ใช่แค่ปีศาจภายนอก แต่คือความดื้อรั้นของตัวมันเอง

ในอีกด้านหนึ่งตือโป๊ยก่ายยังคงลุ่มหลงในกิเลส มันชอบกิน ดื่ม และหวั่นไหวต่อความเย้ายวนของมนุษย์ มันเป็นตัวแทนของความอ่อนแอที่ยังต้องได้รับการขัดเกลา

ส่วนซัวเจ๋งแม้จะไม่เก่งกาจเท่าซุนหงอคง แต่เขามีความอดทนและซื่อสัตย์เสมอ เป็นตัวแทนของผู้ที่ยอมรับกรรมของตนและพยายามใช้ชีวิตใหม่อย่างอดทน

วันหนึ่ง คณะเดินทางมาถึงป่าลึก ปีศาจตนหนึ่งที่ชื่อว่า “ปีศาจกระดูกขาว” ได้วางแผนจะจับพระถังซัมจั๋ง

มันใช้เวทย์มนตร์แปลงร่างเป็นหญิงชรา และเข้ามาขอความช่วยเหลือจากพระถังซัมจั๋ง ซุนหงอคงมองออกว่านี่ไม่ใช่มนุษย์ แต่มันเป็นปีศาจ จึงใช้กระบองฟาดหญิงชราไป

ทันใดนั้น ร่างของหญิงชรากลายเป็นควัน และปีศาจก็หนีไป แต่พระถังซัมจั๋งกลับตกใจ และกล่าวว่า “เหตุใดเจ้าจึงต้องฆ่าผู้บริสุทธิ์?”

ไม่นานนัก ปีศาจกระดูกขาวกลับมาอีกครั้ง คราวนี้แปลงเป็นชายหนุ่มที่ร้องไห้ ซุนหงอคงใช้กระบองฟาดอีกครั้ง

แต่แทนที่พระถังซัมจั๋งจะเห็นความจริง เขากลับคิดว่าซุนหงอคงกระหายความรุนแรง และขับไล่เขาออกจากคณะเดินทาง “ข้าจะเดินทางต่อไปโดยไม่มีเจ้า!”

เมื่อซุนหงอคงจากไปพระถังซัมจั๋งก็ถูกปีศาจจับตัวไปทันที

ตือโป๊ยก่ายและซัวเจ๋งพยายามช่วย แต่ไม่มีพลังพอ ในที่สุดพวกเขาจึงต้องไปขอให้ซุนหงอคงกลับมา

ซุนหงอคงลังเล เพราะเขาถูกเข้าใจผิดมาตลอด แต่ในที่สุด เขาก็เลือกที่จะกลับมา เพราะเขารู้ว่าเขาเป็นผู้ปกป้อง ไม่ใช่เพื่อการได้รับคำชม แต่เพราะมันคือสิ่งที่ถูกต้อง “ข้ากลับมาไม่ใช่เพราะอาจารย์เชื่อข้า แต่เพราะข้าต้องทำในสิ่งที่ควรทำ”

ซุนหงอคงสามารถกำจัดปีศาจกระดูกขาวได้ และช่วยพระถังซัมจั๋งออกมา พระถังซัมจั๋งจึงเริ่มเข้าใจว่า ซุนหงอคงไม่ได้เป็นเพียงนักรบ แต่เป็นศิษย์ที่แท้จริงของเขา

นี่เป็นเพียงหนึ่งใน 81 ด่านแห่งการทดสอบ ที่คณะเดินทางต้องเผชิญก่อนจะถึงชมพูทวีป

และระหว่างทาง พวกเขาจะได้เรียนรู้ ไม่เพียงแต่การต่อสู้กับปีศาจภายนอก แต่คือการเอาชนะจิตใจของตัวเอง

หลังจากเดินทางผ่านภูเขาสูง แม่น้ำกว้าง และป่าลึก ฝ่าฟันปีศาจและบททดสอบถึง 81 ด่าน ในที่สุด พระถังซัมจั๋งและศิษย์ทั้งสามก็มาถึงชมพูทวีป จุดหมายปลายทางของพวกเขาคือ วัดนาลันทา ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก คำสอนศักดิ์สิทธิ์ที่พระพุทธเจ้าประทานแก่โลกมนุษย์

เมื่อพวกเขาเข้าไปยังวัด เทพผู้พิทักษ์กล่าวว่า “เจ้าผ่านการทดสอบมามากมาย แต่ก่อนจะได้รับพระไตรปิฎก เจ้าต้องมอบของกำนัลแก่เราเสียก่อน”

พระถังซัมจั๋งตกตะลึงศาสนาไม่ใช่เรื่องของการซื้อขาย แล้วเหตุใดพระไตรปิฎกจึงต้องแลกมาด้วยของกำนัล?

ซุนหงอคงขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ “พวกเราเดินทางมาไกลถึงเพียงนี้ แล้วจะให้เราจ่ายค่าผ่านทางรึ?”

พระถังซัมจั๋งสงบนิ่ง คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยื่นบาตรเปล่า ของตนให้เทพผู้พิทักษ์ “นี่คือสิ่งเดียวที่ข้ามี ข้ามิได้มีทรัพย์สินใดติดตัวมา มีเพียงจิตใจที่ศรัทธาและความตั้งใจที่จะเผยแผ่พระธรรม”

เทพผู้พิทักษ์หัวเราะ “นั่นแหละคือคำตอบที่แท้จริง เจ้าผ่านบททดสอบสุดท้ายแล้ว”

ในที่สุด พระถังซัมจั๋งได้รับพระไตรปิฎก และทั้งสี่ออกเดินทางกลับจีน ระหว่างทางกลับ พระยูไลทรงปรากฏตัวและกล่าวว่า

“พวกเจ้าผ่านบททดสอบทั้งหมดแล้ว ถึงเวลาที่เจ้าจะได้รับผลแห่งการเดินทางนี้” พระยูไลประกาศให้แต่ละคนได้รับรางวัลแห่งบุญกุศลของตน

  • พระถังซัมจั๋ง ได้รับการแต่งตั้งเป็น พระอรหันต์ บรรลุพุทธภาวะเพราะความศรัทธาและความอดทนที่มั่นคง
  • ซุนหงอคง ได้รับการยกโทษจากความผิดในอดีต และได้รับตำแหน่ง “พุทธะผู้ตื่นรู้” เพราะเขาได้เอาชนะอัตตาของตนเองและเรียนรู้ว่าพลังที่แท้จริงคือความเมตตาและการควบคุมจิตใจ
  • ตือโป๊ยก่าย แม้จะยังเต็มไปด้วยกิเลส แต่เพราะเขาช่วยเหลือคณะเดินทาง พระยูไลจึงให้เขาเป็น เทพแห่งอาหาร เพื่อรับใช้มนุษย์และเรียนรู้จากการให้
  • ซัวเจ๋ง ได้รับตำแหน่งเทพพิทักษ์พระธรรม เพราะความอดทนและความซื่อสัตย์ของเขา

เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นพระยูไลชี้ให้พวกเขามองย้อนกลับไปตลอดการเดินทาง “การเดินทางครั้งนี้มิใช่เพียงเพื่อนำพระไตรปิฎกกลับมา แต่เป็นการเดินทางของจิตใจ การเติบโตมิได้มาจากการเอาชนะศัตรู แต่คือการเอาชนะตนเอง”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องไซอิ๋ว 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… การเดินทางที่แท้จริงคือการเปลี่ยนแปลงภายใน คณะเดินทางไม่ได้เพียงแค่ไปนำพระไตรปิฎกกลับมา แต่พวกเขาต่างต้องเผชิญกับบททดสอบที่ทำให้เติบโตขึ้น ทุกอุปสรรคที่พวกเขาผ่านไปได้ ไม่ใช่แค่เพราะพลังหรือสติปัญญา แต่เพราะพวกเขาได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจและเอาชนะตัวเอง

พลังที่แท้จริงไม่ใช่ความแข็งแกร่ง แต่คือการควบคุมตนเอง ซุนหงอคงมีพลังมหาศาลตั้งแต่ต้น แต่เขาใช้มันด้วยความโอหังและทะนงตน จนกระทั่งเขาได้เรียนรู้ว่าความแข็งแกร่งที่แท้จริงคือ การรู้จักใช้พลังเพื่อปกป้อง ไม่ใช่เพื่อครอบครอง

ศรัทธาและความอดทนเป็นสิ่งที่นำพาไปสู่จุดหมาย พระถังซัมจั๋งเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ไม่มีพลังเวทหรือความสามารถในการต่อสู้ แต่สิ่งที่ทำให้เขาเดินทางจนสำเร็จคือศรัทธาอันแน่วแน่และความอดทนไม่ย่อท้อ

กิเลสเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้และควบคุม ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกำจัด ตือโป๊ยก่ายเต็มไปด้วยความโลภและความลุ่มหลง แต่เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง มนุษย์ไม่สามารถตัดขาดจากกิเลสได้ แต่สามารถเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างไม่ให้ถูกครอบงำ

ความจงรักภักดีและความอดทนนำไปสู่ผลสำเร็จ ซัวเจ๋งอาจไม่โดดเด่นเท่าซุนหงอคงหรือตือโป๊ยก่าย แต่เขาเป็นผู้ที่มั่นคง ซื่อสัตย์ และอดทน สิ่งเหล่านี้เป็นคุณค่าที่ทำให้เขามีบทบาทสำคัญในคณะเดินทาง

อุปสรรคภายนอกไม่สำคัญเท่ากับอุปสรรคภายใน คณะเดินทางต้องต่อสู้กับปีศาจมากมาย แต่ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขาคือ ความกลัว ความโกรธ ความอ่อนแอ และอัตตาภายในตัวเอง

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านจีนเรื่องไซอิ๋ว (อังกฤษ: Journey to the West) เป็นหนึ่งในวรรณกรรมคลาสสิกของจีน ถูกเขียนขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิงโดยอู๋เฉิงเอิน ซึ่งดัดแปลงจากเรื่องราวของพระถังซัมจั๋งหรือพระเสวียนจั้ง พระภิกษุที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ สมัยราชวงศ์ถัง พระเสวียนจั้งออกเดินทางไปอินเดียเพื่อนำพระไตรปิฎกกลับมายังจีน และเรื่องราวของเขาได้ถูกเล่าขานจนกลายเป็นตำนาน

ไซอิ๋วเป็นมากกว่าการเดินทางทางกายภาพ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการแสวงหาความรู้และการหลุดพ้นจากกิเลส วรรณกรรมเรื่องนี้ได้รับอิทธิพลจากศาสนาพุทธ เต๋า และแนวคิดขงจื๊อ โดยตัวละครหลักทั้งสี่ตัวแทนด้านต่าง ๆ ของจิตมนุษย์ พระถังซัมจั๋งเป็นตัวแทนของศรัทธาและปัญญา ซุนหงอคงเป็นตัวแทนของอัตตาและจิตที่ยังไม่ถูกขัดเกลา ตือโป๊ยก่ายเป็นสัญลักษณ์ของกิเลสและความลุ่มหลง ส่วนซัวเจ๋งเป็นตัวแทนของความอดทนและความซื่อสัตย์

ในขณะที่เรื่องราวเล่าถึงการเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎก คณะเดินทางต้องเผชิญปีศาจและอุปสรรคมากมาย ซึ่งแต่ละอุปสรรคเป็นตัวแทนของบททดสอบทางจิตวิญญาณที่ทุกคนต้องเผชิญเพื่อเติบโต แม้จะมีพลังมหาศาล แต่ซุนหงอคงต้องเรียนรู้ว่าพลังที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การเอาชนะศัตรูภายนอก แต่คือการควบคุมตนเอง ในขณะที่พระถังซัมจั๋งแม้จะอ่อนแอ แต่ด้วยศรัทธาอันแน่วแน่ของเขา ทำให้เขาสามารถนำพาทุกคนไปสู่จุดหมาย

นิทานพื้นบ้านจีนเรื่องไซอิ๋วได้รับการดัดแปลงเป็นละคร นิยายภาพ ภาพยนตร์ และซีรีส์มากมาย ทั้งในจีน ญี่ปุ่น และประเทศอื่น ๆ เช่น ซีรีส์จีนปี 1986 ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด หรือแม้แต่การ์ตูนอย่าง ดราก้อนบอล ก็ได้รับแรงบันดาลใจจากซุนหงอคง แม้เวลาจะผ่านไป แต่วรรณกรรมเรื่องนี้ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางทางจิตวิญญาณ การเอาชนะตนเอง และการเติบโตทั้งทางร่างกายและจิตใจ

“พลังที่ยิ่งใหญ่ไม่อาจเอาชนะทุกสิ่งได้ แต่จิตใจที่รู้จักเปลี่ยนแปลงตนเองต่างหาก ที่สามารถหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งโชคชะตา”

นิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องครกวิเศษจากมังกรใต้ทะเล

ในสมัยโบราณ เมื่อโลกยังเต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์และเวทมนตร์ มีเรื่องเล่าขานตำนานนิทานพื้นบ้านสากลจากแดนปลาดิบเกี่ยวกับครกวิเศษ ที่สามารถตำเกลือออกมาได้ไม่รู้จบ ตำนานกล่าวว่าครกนี้ถูกมอบให้แก่ชายผู้มีเมตตาโดย ราชามังกรใต้ทะเล เพื่อเป็นรางวัลสำหรับความดีของเขา แต่เพราะความโลภของมนุษย์ ครกวิเศษกลับกลายเป็นต้นเหตุของสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด

ว่ากันว่า ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาน้ำทะเลจึงมีรสเค็ม และเรื่องราวของครกวิเศษนี้ก็ถูกเล่าขานจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อเตือนใจให้ผู้คนรู้จักคุณค่าของความพอเพียงและผลลัพธ์ของความโลภ… กับนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องครกวิเศษจากมังกรใต้ทะเล

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องครกวิเศษจากมังกรใต้ทะเล

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องครกวิเศษจากมังกรใต้ทะเล

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่หมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ ริมทะเล มีพี่น้องสองคน พี่ชายเป็นคนโลภและเห็นแก่ตัว ส่วนน้องชายเป็นคนขยันและมีเมตตา พี่ชายมัวแต่หาทางรวยลัดโดยไม่ทำงาน ในขณะที่น้องชายหาเลี้ยงชีพด้วยการจับปลาและช่วยเหลือเพื่อนบ้านเสมอ

วันหนึ่ง ขณะที่น้องชายเดินเล่นอยู่ริมชายฝั่งเขาพบเต่าตัวหนึ่งติดอยู่ในอวนของชาวประมง มันพยายามดิ้นรนแต่ไม่อาจหลุดออกมาได้

“สงสารจริง… เจ้าคงเจ็บมากสินะ” น้องชายพูดเบา ๆ ก่อนจะใช้มีดค่อย ๆ ตัดอวนออก แล้วปล่อยเต่าลงสู่ทะเล

เต่าหันกลับมามองเขาราวกับขอบคุณ ก่อนจะดำน้ำหายไป

คืนนั้น ขณะที่น้องชายกำลังหลับอยู่ เขาฝันว่าเต่าตัวนั้นพูดกับเขา

“เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าจึงอยากตอบแทนเจ้า เดี๋ยวจะมีบางอย่างมารับเจ้า จงอย่ากลัว”

เมื่อตื่นขึ้นมา น้องชายก็ยังไม่แน่ใจว่านั่นเป็นเพียงความฝันหรือไม่ แต่ทันใดนั้นเอง คลื่นทะเลก็เริ่มปั่นป่วน และจู่ ๆ เต่าตัวใหญ่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา!

“ขึ้นมาบนหลังข้าเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปยังวังของราชามังกร!”

แม้จะตกใจ แต่น้องชายก็สัมผัสได้ถึงพลังวิเศษของเต่า เขาตัดสินใจขึ้นหลังเต่า และถูกพาดำดิ่งลงไปสู่โลกใต้ทะเล

ไม่นานนัก เขาก็มาถึง วังของราชามังกร วังนั้นงดงามตระการตา มีปะการังส่องแสงเป็นประกาย และฝูงปลาแหวกว่ายอยู่รอบ ๆ

ราชามังกรใต้ทะเลปรากฏตัวขึ้นและกล่าวขอบคุณ

“เจ้าเป็นคนใจดีที่ช่วยเหลือเต่าของข้า เพื่อเป็นรางวัล ข้าจะมอบของวิเศษให้เจ้า”

ราชามังกรมอบ “ครกวิเศษ” ให้กับเขา

“ครกนี้สามารถตำสิ่งใดก็ได้ตามที่เจ้าปรารถนา เพียงพูดว่า ‘ตำออกมา!’ และหากต้องการให้มันหยุด เจ้าต้องพูดว่า ‘พอแล้ว!'”

น้องชายรับครกวิเศษด้วยความขอบคุณ และไม่นานนัก เต่าก็พาเขากลับขึ้นฝั่ง

เมื่อกลับมาถึงบ้าน น้องชายตื่นเต้นที่จะลองใช้ครกวิเศษ เขานำมันมาตำข้าว และเพียงแค่พูดว่า “ตำออกมา!” ข้าวสารก็หลั่งไหลออกมาจากครกไม่หยุด!

เขาลองตำของอื่น ๆ เช่น อาหาร ของใช้ และสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน และเมื่อพูดว่า “พอแล้ว!” ครกก็หยุดตามคำสั่ง

จากนั้นเขาก็นำข้าวและอาหารไปแจกจ่ายให้ชาวบ้าน ทุกคนดีใจและขอบคุณเขา บ้านที่เคยเงียบเหงากลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่น

แต่เรื่องราวของครกวิเศษก็มาถึงหูของพี่ชายที่โลภมาก

“เจ้ามีของวิเศษแบบนี้แต่กลับไม่บอกข้าเลยรึ!? ถ้าข้ามีมัน ข้าคงรวยไปนานแล้ว!” พี่ชายคิดในใจ

คืนหนึ่ง ขณะที่น้องชายกำลังนอนหลับ พี่ชายแอบย่องเข้ามาในบ้านและขโมยครกวิเศษไป

“ข้าจะใช้มันสร้างความร่ำรวยให้ตัวเอง!” เขาพูดอย่างมั่นใจ ก่อนจะรีบพาครกขึ้นเรือแล้วออกทะเลไป

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องครกวิเศษจากมังกรใต้ทะเล 2

พี่ชายพาครกวิเศษขึ้นเรือมุ่งหน้าไปยังเมืองใหญ่ เขาวางแผนจะตำเกลือจำนวนมากเพื่อนำไปขาย เพราะในสมัยนั้น เกลือเป็นสินค้าหายากและมีราคาแพง

เมื่อออกสู่ทะเลลึกจนแน่ใจว่าไม่มีใครมาแย่งครกไปจากเขา พี่ชายเริ่มทดสอบพลังวิเศษของมัน “ตำออกมา! เกลือจงออกมา!”

ทันใดนั้นเกลือสีขาวก็พุ่งออกจากครกไม่หยุด พี่ชายหัวเราะอย่างพอใจ มองดูเกลือที่กองสูงขึ้นเรื่อย ๆ

“ข้าจะรวยที่สุดในแผ่นดิน! ข้าจะขายเกลือให้พ่อค้าจนมีเงินทองมหาศาล!”

แต่ปัญหาใหญ่ก็คือ… พี่ชายไม่เคยรู้คำสั่งหยุดครก!

เขาเอาแต่สนใจครกวิเศษ แต่ไม่เคยฟังคำอธิบายจากน้องชาย เขาไม่รู้ว่าต้องพูดว่า “พอแล้ว!” เพื่อให้มันหยุด

เกลือเริ่มกองสูงขึ้น… สูงขึ้น… และสูงขึ้น… ลูกเรือเริ่มแตกตื่น “นายท่าน! เรือกำลังหนักขึ้น! เกลือกำลังจะล้นเรือแล้ว!”

“ก็ให้มันตำต่อไปสิ! ยิ่งเยอะ ข้ายิ่งรวย!” พี่ชายยังคงหลงระเริง

แต่ไม่นานนักเรือก็เริ่มเอียง น้ำทะเลเริ่มซัดเข้ามา เพราะเรือหนักเกินไปจากเกลือที่ไม่มีวันหมด

พี่ชายเริ่มตื่นตระหนก เขาพยายามหยุดครกด้วยตัวเอง “เอ่อ… หยุด! เลิกตำ! พอได้แล้ว!”

แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น… ครกยังคงตำเกลือออกมาไม่หยุด!

ไม่นานนัก เรือก็ไม่สามารถรับน้ำหนักได้อีกต่อไป โครม!

เรือพลิกคว่ำลงกลางมหาสมุทรพี่ชายและลูกเรือถูกซัดกระเด็น ข้าวของทั้งหมดร่วงหล่นลงทะเล รวมถึงครกวิเศษ ที่ค่อย ๆ จมลงไปในก้นบึ้งของมหาสมุทร

แต่แม้ว่าครกจะจมลงไป… มันก็ยังคงตำเกลือต่อไป “ตำออกมา! ตำออกมา!”

เกลือยังคงไหลออกมาไม่หยุดใต้ทะเล นับจากวันนั้น น้ำทะเลที่เคยใสสะอาดจึงเริ่มมีรสเค็ม และยังคงเค็มมาจนถึงทุกวันนี้

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องครกวิเศษจากมังกรใต้ทะเล 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความโลภนำไปสู่หายนะ พี่ชายต้องการรวยอย่างรวดเร็วโดยไม่คิดถึงผลที่ตามมา สุดท้ายเขากลับสูญเสียทุกอย่างเพราะความไม่รู้จักพอ

ความเมตตานำมาซึ่งโชคดี น้องชายได้รับครกวิเศษเพราะเขาเป็นคนมีน้ำใจ ชีวิตของเขาสุขสงบและได้รับความรักจากคนรอบข้าง ต่างจากพี่ชายที่จบลงด้วยความล้มเหลว

การฟังและเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญ หากพี่ชายตั้งใจฟังวิธีใช้ครกจากน้องชาย เขาอาจจะสามารถใช้มันให้เกิดประโยชน์ได้แทนที่จะนำไปสู่หายนะของตัวเอง

บางสิ่งบางอย่างหากใช้อย่างไม่ระมัดระวัง อาจย้อนกลับมาทำร้ายเราเอง ครกวิเศษที่สามารถให้ทุกสิ่งที่ต้องการ กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้พี่ชายต้องพบจุดจบ เพราะเขาใช้อย่างขาดสติและไม่เข้าใจวิธีควบคุมมัน

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานเรื่องครกวิเศษจากมังกรใต้ทะเล (อังกฤษ: Shiofukiusu: The Magic Salt Mill) Shiofukiusu (塩ふきうす) เป็นนิทานพื้นบ้านของญี่ปุ่นที่เล่าต่อกันมาหลายชั่วอายุคน โดยเป็นหนึ่งในนิทานที่อธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติผ่านเรื่องเล่าแฟนตาซี เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับตำนานของราชามังกรใต้ทะเล (Ryūgū-jō, 龍宮城) ซึ่งปรากฏอยู่ในนิทานญี่ปุ่นหลายเรื่อง เช่น อุราชิมะ ทาโร่ (Urashima Tarō, 浦島太郎) ที่กล่าวถึงชายหนุ่มช่วยเต่าและได้รับรางวัลจากวังใต้ทะเล ในกรณีของ Shiofukiusu พระเอกของเรื่องได้รับครกวิเศษจากราชามังกรเพื่อตอบแทนความเมตตาของเขา

แม้ว่าจะเป็นนิทานญี่ปุ่นที่ได้รับการบอกเล่ากันมาอย่างยาวนาน แต่เรื่องราวของ Shiofukiusu มีความคล้ายคลึงกับนิทานพื้นบ้านจากหลายประเทศ นิทานที่มีพล็อตคล้ายกันนี้ปรากฏในเกาหลี (ครกวิเศษของสองพี่น้อง), นอร์เวย์ (Why the Sea is Salt), รวมถึงในจีนและไทยที่มีเรื่องเล่าคล้าย ๆ กันเกี่ยวกับวัตถุวิเศษที่ผลิตเกลืออย่างไม่รู้จบ นักวิชาการคาดว่าเรื่องนี้อาจมีต้นกำเนิดจากเส้นทางการค้าเกลือในสมัยโบราณ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีค่ามาก และเรื่องเล่าจึงอาจถูกถ่ายทอดข้ามวัฒนธรรมผ่านเส้นทางสายไหม

เวอร์ชันญี่ปุ่นของนิทานนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เชื่อมโยงกับความเชื่อทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งท้องทะเล รวมถึงแนวคิดเกี่ยวกับความเมตตาและผลกรรมจากความโลภ นิทานเรื่องนี้ยังคงถูกนำมาเล่าใหม่ในยุคปัจจุบันผ่านหนังสือเด็กและคอลเลกชันนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่น โดยยังคงเป็นเรื่องราวที่ให้แง่คิดเกี่ยวกับการรู้จักพอ ความเมตตา และผลลัพธ์ของความโลภ

“บางสิ่งไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นของใคร หากใช้มันโดยไร้ความยับยั้ง วันหนึ่งมันอาจกลืนกินเจ้าทั้งเป็น”

นิทานพื้นบ้านอิตาลีเรื่องพินอคคิโอ

ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของอิตาลี มีชายชราผู้โดดเดี่ยวอาศัยอยู่กับความฝันอันเรียบง่าย เขาต้องการมีลูกสักคนไว้เป็นเพื่อนและเติมเต็มหัวใจ วันหนึ่ง โชคชะตานำพาไม้ท่อนหนึ่งมาสู่มือของเขา ไม้ที่ดูเหมือนไม่ธรรมดาและเต็มไปด้วยชีวิตบางอย่างที่ซ่อนอยู่ มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากอิตาลี

สิ่งที่เริ่มต้นจากเพียงหุ่นไม้ตัวหนึ่ง กลับกลายเป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยบทเรียนอันล้ำค่า เด็กชายตัวน้อยที่ถือกำเนิดขึ้นต้องเผชิญกับโลกกว้างที่เต็มไปด้วยสิ่งล่อใจและอันตราย ระหว่างทาง เขาจะต้องเรียนรู้ถึงคุณค่าของความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และความหมายที่แท้จริงของการเป็นมนุษย์ กับนิทานพื้นบ้านอิตาลีเรื่องพินอคคิโอ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอิตาลีเรื่องพินอคคิโอ

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านอิตาลีเรื่องพินอคคิโอ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งเจปเปตโต ช่างไม้ผู้ยากจน ได้รับไม้ท่อนหนึ่งจากเพื่อน แต่ไม้ท่อนนี้ไม่ธรรมดามันขยับได้เองราวกับมีชีวิต!

“ไม้แปลกจริง…” เจปเปตโตพึมพำขณะใช้สิ่วสลักมันเป็นหุ่นกระบอก

เมื่อเขาแกะสลักปาก หุ่นไม้ก็กะพริบตาและหัวเราะ! เมื่อทำขาเสร็จหุ่นกระบอกตัวน้อยก็วิ่งหนีทันที

“จับมันไว้! มันขโมยของหรือเปล่า?” ชาวบ้านร้องลั่น

สุดท้าย ตำรวจจับตัวเจปเปตโตไปเพราะเข้าใจผิด ส่วนพินอคคิโอหนีรอดและกลับถึงบ้าน ที่นั่นเอง เขาได้พบกับจิ้งหรีดพูดได้

“เด็กดีต้องเชื่อฟังพ่อแม่และตั้งใจเรียน” จิ้งหรีดเตือน

“ข้าจะทำอะไรก็เรื่องของข้า!” พินอคคิโอเถียงก่อนขว้างค้อนใส่จิ้งหรีดจนมันหนีไป

วันรุ่งขึ้น เจปเปตโตกลับมาบ้านและให้อภัยพินอคคิโอ แม้เขาจะดื้อแค่ไหน เจปเปตโตก็ยังรักเขา

“พรุ่งนี้เจ้าต้องไปโรงเรียนนะ” เจปเปตโตมอบหนังสือเรียนให้ แม้ต้องขายเสื้อคลุมตัวเองเพื่อซื้อ

แต่ระหว่างทางไปโรงเรียนพินอคคิโอได้ยินเสียงดนตรี จากโรงละครหุ่นกระบอก

“ต้องสนุกแน่ ๆ!” เขาตื่นเต้น และขายหนังสือเรียนเพื่อซื้อตั๋วเข้าชม

ที่นั่น เขาพบกับมังญาฟูโอโกเจ้าของคณะละคร ผู้ซึ่งตอนแรกขู่ว่าจะโยนเขาเข้ากองไฟ!

“โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!” พินอคคิโอร้องไห้

แต่มังญาฟูโอโกกลับสงสารเขา และมอบเหรียญทองห้าเหรียญ ให้พากลับไปให้พ่อ

ระหว่างทางกลับบ้าน พินอคคิโอถูกจิ้งจอกกับแมวหลอก

“ฝังเหรียญที่ ทุ่งมหัศจรรย์ แล้วมันจะงอกเป็นต้นไม้เงิน!” จิ้งจอกพูดเสียงเย้ายวน

“จริงเหรอ? งั้นข้าจะรวยแน่!” พินอคคิโอเชื่ออย่างสนิทใจ

แต่เมื่อเขาหลับ พวกมันก็ ขุดเอาเหรียญทั้งหมดไปและหนีไปทันที

เช้าวันต่อมา พินอคคิโอตื่นขึ้นมาพบแต่ดินเปล่า ๆ และทันใดนั้นโจรสองคน (ที่จริงคือจิ้งจอกกับแมวปลอมตัวมา) ก็กระโจนเข้าใส่เขา! “ส่งเงินมา!” พวกมันขู่

พินอคคิโอพยายามหนี แต่สุดท้ายถูกจับแขวนคอไว้บนต้นไม้… ทุกอย่างมืดลง

พินอคคิโอหมดสติจากการถูกแขวนคอ แต่ก่อนที่เขาจะสิ้นใจนางฟ้าผมสีฟ้า ปรากฏตัวขึ้นพร้อมบริวารเวทมนตร์ “รีบช่วยเด็กคนนี้เร็วเข้า!” นางฟ้าสั่ง

พินอคคิโอฟื้นขึ้นมาในบ้านของนางฟ้า รู้สึกมึนงง “ข้าอยู่ที่ไหน?” เขาถาม

“เจ้าปลอดภัยแล้ว พินอคคิโอ แต่บอกข้าสิ… ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่?” นางฟ้าถามเสียงอ่อนโยน

พินอคคิโออายเกินกว่าจะยอมรับว่าถูกจิ้งจอกกับแมวหลอก จึงโกหกว่า “ข้าโดนโจรปล้นกลางทาง!”

ทันใดนั้น จมูกของเขายาวขึ้น! “เอ่อ… ข้าทำเหรียญตกหายไปเอง!”

จมูกของเขายาวขึ้นอีก! นางฟ้าส่ายหน้า “พินอคคิโอ เจ้ากำลังโกหกใช่ไหม?”

พินอคคิโอพยายามปิดจมูกตัวเอง แต่ยิ่งพูดโกหก จมูกก็ยาวขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบชนเพดาน! “พอแล้ว! ข้าสารภาพ ข้าถูกหลอกจริง ๆ!”

เมื่อเขาพูดความจริงจมูกก็กลับเป็นปกติ นางฟ้าลูบศีรษะเขาเบา ๆ “เด็กดีต้องไม่โกหก จำไว้นะ”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอิตาลีเรื่องพินอคคิโอ 2

นางฟ้าช่วยพินอคคิโอให้เดินทางกลับบ้าน แต่ระหว่างทาง เขากลับพบกับสิ่งเย้ายวนอีกครั้ง…

ระหว่างทางกลับบ้าน พินอคคิโอพบกับเด็กชายชื่อแลมป์วิค “ทำไมเจ้าดูเคร่งเครียดนัก?” แลมป์วิคถาม

“ข้ากำลังกลับบ้านไปหาเจปเปตโต” พินอคคิโอตอบ

แลมป์วิคหัวเราะ “น่าเบื่อจะตาย! ไปกับข้าสิ! ข้าจะพาเจ้าไป ดินแดนแห่งความสุข!”

“ดินแดนแห่งความสุข?” พินอคคิโอขมวดคิ้ว

“ใช่! ที่นั่นไม่มีโรงเรียน ไม่มีการบ้าน! มีแต่ของเล่น ขนมหวาน และสวนสนุก!” พินอคคิโอลังเล แต่สุดท้ายก็ตามไป

ที่ดินแดนแห่งความสุข เด็ก ๆ วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน ไม่มีใครคอยสั่งสอน ไม่มีการบ้าน ไม่มีระเบียบวินัย ทุกวันเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ “นี่มันสวรรค์ชัด ๆ!” พินอคคิโอหัวเราะ

แต่ไม่กี่วันต่อมาเขาเริ่มรู้สึกแปลก ๆ

“เอ๊ะ? ทำไมข้ารู้สึกคันหู…” พินอคคิโอเกาหู แต่แล้วเขาก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าหูของเขากลายเป็นหูลา! “นี่มันอะไร!?” เขาร้อง

เมื่อเขามองไปที่แลมป์วิค เพื่อนของเขากำลังกลายเป็นลาเต็มตัว และพินอคคิโอก็ไม่สามารถหนีชะตากรรมนี้ได้! เขากลายเป็นลาสมบูรณ์แบบ!

พินอคคิโอถูกขายให้โรงละครสัตว์ ถูกบังคับให้แสดงโชว์ วันหนึ่งเมื่อเขาบาดเจ็บและเดินไม่ได้อีก เขาถูกเจ้าของละครสัตว์โยนลงทะเล! ตูม!

ร่างของพินอคคิโอจมลงไปใต้ผืนน้ำ และทันใดนั้นร่างลาของเขาก็ค่อย ๆ สลายไป เผยให้เห็นร่างหุ่นไม้เดิมของเขา

แต่ก่อนที่เขาจะดีใจ เงาดำขนาดใหญ่ก็พุ่งเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว…! มันคือปลาวาฬยักษ์!

“ไม่!!!” พินอคคิโอร้องลั่น ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดลงอีกครั้ง…

พินอคคิโอถูกกลืนเข้าไปในท้องของปลาวาฬยักษ์ ท่ามกลางความมืดและกลิ่นอับ เขาเห็นแสงไฟริบหรี่ และเมื่อเดินเข้าไปใกล้ เขาก็พบชายชราผมขาวที่นั่งอยู่ข้างกองไฟ “พ่อ!” พินอคคิโอร้องลั่น

เจปเปตโตหันมาและแทบไม่เชื่อสายตา “พินอคคิโอ! เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”

พินอคคิโอวิ่งเข้าไปกอดพ่อ น้ำตาคลอ “ข้าคิดถึงพ่อ! ข้าเสียใจที่หนีไป ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำให้พ่อเป็นห่วงอีก!”

เจปเปตโตน้ำตาไหล “พ่อก็คิดถึงเจ้า… พ่อออกตามหาเจ้าจนเรือล่ม และถูกปลาวาฬกลืนเข้ามาที่นี่”

พินอคคิโอรู้สึกผิดที่ทำให้พ่อเดือดร้อน แต่คราวนี้เขาตัดสินใจว่าจะพาพ่อออกไปให้ได้

พินอคคิโอคิดแผนจุดไฟให้เกิดควัน ปลาวาฬไอแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่ง จามพวกเขาออกมาจากปาก!

กลางทะเลที่มืดมิด พินอคคิโอว่ายน้ำพาเจปเปตโตไปที่ฝั่ง แม้ตัวเองจะเหนื่อยล้าและแทบหมดแรง แต่เขาก็ไม่หยุด จนสุดท้าย พวกเขาก็ถึงชายฝั่งได้สำเร็จ แต่เจปเปตโตหมดสติ!

“พ่อ! ตื่นสิ!” พินอคคิโอโน้มตัวลงฟังเสียงหายใจของพ่อ พินอคคิโอรีบออกไปหาน้ำและอาหาร เขาทำงานหนักเพื่อดูแลพ่ออย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย

คืนหนึ่งนางฟ้าผมสีฟ้าปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง “พินอคคิโอ เจ้าพิสูจน์แล้วว่าเจ้าเป็นเด็กที่แท้จริงแล้ว”

คืนนั้น พินอคคิโอเข้านอนอย่างสงบ เช้าวันต่อมา… เขาตื่นขึ้นมาและพบว่า… ตัวเองกลายเป็นเด็กมนุษย์จริง ๆ!

“ข้ากลายเป็นเด็กจริง ๆ แล้ว!” พินอคคิโอร้องดีใจ เจปเปตโตลืมตาขึ้นมาและยิ้มอย่างมีความสุข

“ลูกของพ่อ… ในที่สุด ความฝันของพ่อก็เป็นจริงแล้ว!”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอิตาลีเรื่องพินอคคิโอ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความซื่อสัตย์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะการโกหกแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ พินอคคิโอเรียนรู้ว่าทุกครั้งที่เขาโกหก เขาต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่เลวร้าย และในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าความจริงใจคือสิ่งที่มีค่า

ความรับผิดชอบทำให้เราเติบโต พินอคคิโอเริ่มต้นจากเด็กที่ดื้อรั้น เอาแต่ใจ และไม่สนใจผลที่ตามมา แต่เมื่อเขาเลือกที่จะดูแลเจปเปตโต และทำงานหนักเพื่อช่วยพ่อ เขาก็เปลี่ยนเป็นคนใหม่

ความเสียสละคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ที่แท้จริง พินอคคิโอไม่ได้กลายเป็นเด็กจริง ๆ เพียงเพราะได้รับพรจากนางฟ้า แต่เพราะเขาได้แสดงให้เห็นถึงความรัก ความเมตตา และความกล้าหาญที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง ความเป็นมนุษย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับร่างกาย แต่อยู่ที่จิตใจของเราเอง

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านอิตาลีเรื่องพินอคคิโอ (อังกฤษ: The Adventures of Pinocchio) เป็นนิทานพื้นบ้านอิตาลีที่เขียนโดย คาร์โล คอลโลดี (Carlo Collodi) ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1883 เรื่องราวต้นฉบับมีเนื้อหาที่มืดมนและเต็มไปด้วยบทเรียนสอนใจเกี่ยวกับศีลธรรม ความซื่อสัตย์ และความรับผิดชอบ

คอลโลดีเขียนนิทานเรื่องนี้เพื่อสอนเด็ก ๆ เกี่ยวกับผลลัพธ์ของการกระทำ โดยใช้พินอคคิโอเป็นตัวแทนของเด็กที่ดื้อรั้น ไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่ และต้องเผชิญกับผลของการตัดสินใจที่ผิดพลาด ตัวละครและเหตุการณ์ในเรื่องมีลักษณะเป็นอุปมาอุปไมย ที่สะท้อนถึงชีวิตจริง เช่น การโกหกทำให้จมูกยาวเป็นสัญลักษณ์ของการที่คนโกหกมักถูกจับได้ หรือการที่พินอคคิโอถูกหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าโลกภายนอกเต็มไปด้วยคนที่ไม่หวังดี

เวอร์ชันดั้งเดิมของ The Adventures of Pinocchio นั้นแตกต่างจากเวอร์ชันที่หลายคนรู้จักกันดี โดยเฉพาะฉบับแอนิเมชันของดิสนีย์ที่ออกฉายในปี 1940 เดิมที พินอคคิโอเป็นเด็กที่ดื้อรั้นและเรียนรู้บทเรียนของเขาอย่างยากลำบาก ในตอนแรกที่ตีพิมพ์แบบเป็นตอน ๆ คอลโลดีวางแผนให้เรื่องจบลงอย่างโหดร้าย โดยให้พินอคคิโอถูกแขวนคอและจบชีวิตลงเพราะความดื้อของเขา แต่เมื่อผู้อ่านร้องขอให้เขียนต่อ เขาจึงเพิ่มบทบาทของนางฟ้าผมสีฟ้า และเปลี่ยนให้เรื่องราวจบลงอย่างมีความหวัง โดยพินอคคิโอเรียนรู้จากความผิดพลาด และได้รับรางวัลเป็นการกลายเป็นเด็กจริง ๆ

นิทานเรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งในวรรณกรรมเด็กที่มีอิทธิพลมากที่สุดของโลก และถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ละครเวที และแอนิเมชันหลายครั้ง แต่ละเวอร์ชันมักจะมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบทของยุคสมัยและกลุ่มผู้ชม แต่แก่นแท้ของเรื่องการเรียนรู้จากความผิดพลาดและการเติบโตเป็นคนที่ดีขึ้นยังคงเป็นหัวใจสำคัญของพินอคคิโอ มาจนถึงทุกวันนี้

นิทานพื้นบ้านอินเดียเรื่องคุณยายกับฟักทองยักษ์

กลางป่าลึกที่เงียบสงัด เสียงสายลมพัดผ่านยอดไม้ดังแว่วเบา ๆ แสงแดดลอดผ่านช่องว่างระหว่างกิ่งไม้ ทอดเงาลงบนเส้นทางดินแดงที่คดเคี้ยวไปไกลสุดสายตา ป่านี้เต็มไปด้วยเรื่องเล่ามากมาย หนึ่งในนั้นคือมีเรื่องราวนิทานพื้นบ้านสากลจากอินเดีย บางเรื่องเล่าเกี่ยวกับเสือที่ดุร้าย บางเรื่องพูดถึงหมาป่าที่ฉลาดเจ้าเล่ห์ และบางเรื่องเตือนว่าหากใครเดินลึกเข้าไป อาจไม่มีวันได้กลับออกมาอีก

แต่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมป่าแห่งนี้ มีหญิงชราคนหนึ่งที่ไม่กลัวเรื่องเล่าหรือตำนานใด ๆ นางอาศัยอยู่ด้วยความเรียบง่าย ใช้ชีวิตอย่างสุขสงบ วันหนึ่ง นางตัดสินใจเดินทางไปเยี่ยมลูกสาวที่อยู่ไกลออกไป แต่เพื่อไปให้ถึงจุดหมาย นางต้องเดินฝ่าป่าลึกแห่งนี้เพียงลำพัง โดยไม่รู้เลยว่า ข้างหน้ามีบางสิ่งกำลังรอคอยนางอยู่… กับนิทานพื้นบ้านอินเดียเรื่องคุณยายกับฟักทองยักษ์

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอินเดียเรื่องคุณยายกับฟักทองยักษ์

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านอินเดียเรื่องคุณยายกับฟักทองยักษ์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ ริมป่า คุณยายอาศัยอยู่กับลูก ๆ อย่างสงบสุข นางเป็นหญิงชราผู้ฉลาดและคล่องแคล่ว แม้อายุจะมากแล้ว แต่นางก็ยังแข็งแรง วันหนึ่ง นางตัดสินใจเดินทางไปเยี่ยมลูกสาวที่อยู่ในหมู่บ้านอีกแห่ง ซึ่งอยู่ไกลออกไป และต้องเดินผ่านป่าทึบที่ขึ้นชื่อว่าเต็มไปด้วยสัตว์ร้าย

ก่อนออกเดินทาง ยายเตรียมของฝากใส่ตะกร้า ขนม ผลไม้ และของใช้เล็กๆ น้อยๆ ให้ลูกสาว เมื่อนางก้าวเข้าไปในป่า แสงแดดถูกบดบังด้วยเงาของต้นไม้สูงใหญ่ เสียงใบไม้ไหวในสายลมทำให้ทุกอย่างดูวังเวง

ยายเดินไปตามทางเรื่อย ๆ แต่แล้ว เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นจากข้างทาง

โครก! จู่ ๆ เสือตัวใหญ่กระโจนออกมาจากพงหญ้า ขวางทางนางไว้!

“ยายจ๋า ยายจะไปไหน?” เสือคำราม ดวงตาของมันเป็นประกายเจ้าเล่ห์

ยายแม้จะตกใจ แต่ยังคงใจเย็น นางยิ้มบางๆ และตอบเสียงเรียบ

“ข้าจะไปเยี่ยมลูกสาวของข้า”

เสือเลียริมฝีปาก “ข้าหิวพอดี! ข้าจะกินเจ้าเสียเดี๋ยวนี้!”

“อย่าเพิ่งเลยเสือเอ๋ย ข้ายังตัวเล็กและผอมเกินไป ถ้าเจ้ากินข้าตอนนี้ คงไม่อิ่มแน่ๆ ให้ข้ากลับจากเยี่ยมลูกสาวก่อน แล้วข้าจะกลับมาให้เจ้ากิน รับรองว่าข้าจะอ้วนกว่านี้!”

เสือจ้องหน้ายาย มันครุ่นคิดสักพักก่อนพยักหน้า

“ตกลง! แต่เจ้าต้องกลับมาจริงๆ นะ!”

“แน่นอน ข้าสัญญา”

ยายเดินต่อไป โดยไม่หันกลับไปมอง

แต่ยังไม่ทันพ้นเขตป่าเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้หมีตัวใหญ่ออกมาขวางทาง

“ยายจ๋า ยายจะไปไหน?” หมีถามเสียงต่ำ

“ข้าจะไปเยี่ยมลูกสาวของข้า”

“ข้าหิว ข้าจะกินเจ้าเดี๋ยวนี้!”

“โอ้ อย่าทำอย่างนั้นเลยหมีเอ๋ย ข้ายังตัวเล็กเกินไป หากเจ้ารอให้ข้ากลับมา ข้าจะตัวอ้วนและนุ่มน่ากินกว่านี้!”

หมีจ้องยายเขม็ง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ถ้าอย่างนั้น ข้าจะรอ! แต่เจ้าต้องกลับมาจริง ๆ!”

“ข้าสัญญา!”

ยายเดินจากไปอย่างรวดเร็ว คราวนี้นางเริ่มรู้แล้วว่าป่านี้อันตรายกว่าที่คิด

แต่เคราะห์กรรมยังไม่หมดแค่นั้น!

หมาป่าผอมโซก็กระโจนออกมาขวางทาง

“ยายจ๋า ยายจะไปไหน?”

“ข้าจะไปเยี่ยมลูกสาวของข้า”

“ข้าหิวเหลือเกิน ข้าจะกินเจ้าซะตอนนี้!” หมาป่าพูดพลางเลียริมฝีปาก

แต่ยายฉลาดนางรู้ว่าหมาป่าเป็นสัตว์ที่ชอบรอโอกาสที่ดีที่สุด นางจึงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“หมาป่าผู้น่าสงสารเอ๋ย ข้ายังผอมเกินไป กินข้าตอนนี้เจ้าจะไม่ได้อะไรเลย ให้ข้ากลับจากบ้านลูกสาวก่อน แล้วเจ้าจะได้กินข้าที่อ้วนและอร่อยกว่าเดิม!”

หมาป่าตาเป็นประกาย “ก็ได้! ข้าจะรอ!”

“ข้าสัญญา” ยายพูดพลางเดินออกจากป่าไป แต่ในใจของนางกลับไม่ได้คิดจะทำตามสัญญานั้นเลย!

เมื่อยายมาถึงบ้านของลูกสาว นางได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ทั้งสองใช้เวลาพูดคุยและหัวเราะกันอย่างมีความสุข แต่เมื่อถึงเวลาต้องเดินทางกลับ สีหน้าของยายก็เปลี่ยนไป “เป็นอะไรไปหรือจ๊ะ แม่?”

ยายถอนหายใจ ก่อนจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ลูกสาวฟัง ตั้งแต่การเผชิญหน้ากับเสือ หมี และหมาป่า และคำสัญญาที่นางให้ไว้เพื่อเอาตัวรอด

ลูกสาวขมวดคิ้ว “แม่จะกลับไปตามสัญญาไม่ได้หรอกนะ พวกมันต้องกินแม่แน่ ๆ! แต่ข้าจะทำอย่างไรได้เล่า?”

ลูกสาวของยายครุ่นคิด ก่อนจะเอาฟักทองยักษ์ลูกหนึ่งออกมา “เราจะคว้านเนื้อฟักทองออก ให้แม่ซ่อนตัวอยู่ข้างใน แล้วกลิ้งฟักทองไปตามทางป่า! สัตว์ร้ายจะไม่รู้ว่าแม่อยู่ในนั้น!”

ยายหัวเราะเบา ๆ “เจ้าฉลาดเหมือนแม่จริง ๆ!”

พวกเขาช่วยกัน คว้านเนื้อฟักทองออกจนเหลือแต่เปลือกหนา ๆ ข้างในกลวงโบ๋ จากนั้น ยายค่อย ๆ มุดเข้าไปจนร่างของนางหายไปในฟักทองยักษ์

ลูกสาวปิดเปลือกฟักทองอย่างแน่นหนา แล้วกลิ้งมันออกไปทางป่า ฟักทองยักษ์เริ่มกลิ้งไปตามทางเด้งไปมาเล็กน้อย เปื้อนดินโคลนไปตลอดทาง

ยายซ่อนตัวอยู่ข้างในเงียบกริบ หัวใจเต้นแรง “ข้าหวังว่าแผนนี้จะได้ผล!”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอินเดียเรื่องคุณยายกับฟักทองยักษ์ 2

ฟักทองกลิ้งเข้าไปในป่าลึก… ข้างหน้ามีเงาดำของสัตว์ร้ายรออยู่แล้ว…

ฟักทองยักษ์กลิ้งไปตามทาง เด้งขึ้นลงตามพื้นดินขรุขระ ยายซ่อนตัวอยู่ข้างใน เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ หัวใจเต้นแรงเมื่อนึกถึงสัตว์ร้ายที่รออยู่ข้างหน้า

ไม่นาน เงาดำขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นเสือดุร้ายยืนขวางทาง! “ยายจ๋า ยายอยู่ไหน? ถึงเวลาของข้าแล้ว!” เสือคำราม ดวงตาจับจ้องไปยังเส้นทางข้างหน้า

ฟักทองกลิ้งผ่านมันไปช้า ๆ เสือมองตาม ก่อนจะเอียงคอเล็กน้อย “นั่นมันฟักทองนี่นา… ไม่ใช่ยาย!” มันขมวดคิ้ว ก่อนจะพยักหน้าให้ตัวเอง

“ยายอาจยังไม่กลับมา… ข้าจะรอต่อไป!” เสือหลงกล ฟักทองกลิ้งผ่านไปได้โดยไม่มีใครขัดขวาง

ฟักทองยังคงกลิ้งต่อไป ไม่นานก็ถึงเขตของ หมีตัวใหญ่ที่ยืนดักรอ “ยายจ๋า เจ้าหนีไปไหน?”

ฟักทองยังคงกลิ้งไปเรื่อย ๆ “อืม… แค่ฟักทองสินะ” หมีพึมพำ แล้วเดินจากไป

ยายยิ้มอยู่ข้างใน “อีกนิดเดียวเท่านั้น!”

แต่แล้ว… หมาป่าผอมโซก็กระโจนออกมาขวางทาง!

“ยาย! ข้ารอเจ้ามานานแล้ว!” มันเลียริมฝีปากด้วยความหิว ฟักทองกลิ้งผ่านมันไปเช่นเดิม แต่คราวนี้ หมาป่าไม่ได้โง่เหมือนตัวอื่น มันขมวดคิ้วแล้วเดินตามฟักทองไปช้า ๆ

“ทำไมฟักทองถึงกลิ้งเองได้?” มันขยับเข้ามาใกล้ เอาจมูกดมเปลือกฟักทอง แล้วสูดดมแรง ๆ “กลิ่นนี้… คุ้น ๆ!”

หมาป่าอ้าปาก กำลังจะลองกัดเปลือกฟักทองดู แต่ก่อนที่มันจะทันได้ทำอะไร…

ยายเห็นท่าไม่ดี นางจึงกระโจนออกจากฟักทอง!

“วิ่ง!” นางร้องออกมา ก่อนจะออกตัวสุดแรงเกิด!

“นั่นไง! ยายอยู่ตรงนั้น!” หมาป่าคำราม ก่อนจะพุ่งไล่ตาม

ยายวิ่งเร็วที่สุดในชีวิต! ฝีเท้าของนางแทบไม่แตะพื้น หัวใจเต้นแรง แต่ขากลับไวกว่าเคย “ข้าจะกินเจ้าเดี๋ยวนี้!”

แต่ก่อนที่มันจะถึงตัวยาย นางคว้ากิ่งไม้แข็งแรงที่ตกอยู่ริมทาง ก่อนตวัดมันใส่หน้าหมาป่าเต็มแรง! เพี้ยะ!

หมาป่าร้องเสียงหลง มันไม่คิดว่ายายจะสู้กลับ! ก่อนที่มันจะตั้งตัวได้ ยายก็เร่งฝีเท้าสุดชีวิต และพ้นจากป่าไปได้สำเร็จ!

สัตว์ร้ายรู้ตัวว่าถูกหลอก แต่มันก็สายเกินไปแล้ว ยายกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย “คราวหน้า ข้าจะไม่เดินผ่านป่านี้อีกแล้ว!”

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมายายก็เล่าเรื่องนี้ให้ลูกหลานฟังเสมอ เป็นเรื่องราวของไหวพริบ สติปัญญา และความกล้าหาญ ที่ช่วยให้นางรอดพ้นจากอันตรายครั้งใหญ่ในชีวิต

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอินเดียเรื่องคุณยายกับฟักทองยักษ์ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… สติปัญญาและไหวพริบสามารถช่วยให้เรารอดพ้นจากอันตราย แม้ยายจะอายุมากและไม่มีพละกำลังต่อสู้กับสัตว์ร้าย แต่นางใช้ความฉลาดและเล่ห์เหลี่ยมเอาตัวรอดได้

อย่าไว้ใจคำพูดของผู้ที่หวังร้าย ยายสัญญากับสัตว์ร้ายว่าจะกลับมาให้พวกมันกิน แต่แท้จริงแล้ว นางไม่เคยตั้งใจทำตามสัญญานั้นเลย เช่นเดียวกับในชีวิตจริงที่บางครั้ง เราไม่ควรเชื่อทุกคำพูดที่ฟังดูดีจากผู้ที่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์

การแก้ปัญหาต้องใช้สติและความคิดสร้างสรรค์ เมื่อเผชิญกับอันตราย ยายและลูกสาวไม่ได้ใช้กำลัง แต่ใช้แผนฉลาดๆ ในการหลบหนี นี่แสดงให้เห็นว่า ความคิดดีๆ อาจช่วยเราแก้ปัญหาได้ดีกว่าการเผชิญหน้าตรงๆ

เมื่อเผชิญกับอุปสรรค อย่าตื่นตระหนก แต่จงหาทางออกที่ดีที่สุด ยายพบกับเสือ หมี และหมาป่า แต่นางไม่ตื่นกลัวจนทำอะไรไม่ถูก นางสงบสติและคิดหาวิธีหลบหนี จนสามารถรอดพ้นได้อย่างปลอดภัย

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านอินเดียเรื่องคุณยายกับฟักทองยักษ์ (อังกฤษ: Grandma and the Great Gourd) เป็นนิทานพื้นบ้านจากแคว้นเบงกอล ประเทศอินเดีย ซึ่งเล่าสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน นิทานเรื่องนี้สะท้อนภูมิปัญญาชาวบ้านที่เน้นการใช้ไหวพริบมากกว่ากำลัง และยังเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าที่สอดแทรกแนวคิดเกี่ยวกับครอบครัว ความรัก และการเอาตัวรอดจากอันตราย

นิทานเวอร์ชันนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้นผ่านการดัดแปลงเป็นหนังสือภาพเด็กโดย Chitra Banerjee Divakaruni นักเขียนชาวอินเดีย-อเมริกัน ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2013 ภายใต้ชื่อ “Grandma and the Great Gourd: A Bengali Folktale” โดยเธอนำโครงเรื่องดั้งเดิมของนิทานพื้นบ้านมาเรียบเรียงใหม่ให้เข้าถึงเด็กยุคใหม่มากขึ้น

แม้ว่าจะเป็นนิทานจากอินเดีย แต่เรื่องราวลักษณะนี้สามารถพบได้ในนิทานพื้นบ้านของหลายวัฒนธรรมทั่วโลก เช่น “ลูกหมูสามตัว” ของตะวันตกที่สัตว์ร้ายพยายามหลอกเหยื่อ หรือ “หนูน้อยหมวกแด ที่ตัวละครต้องหลบหนีจากสัตว์นักล่า อย่างไรก็ตาม นิทานเรื่องนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยใช้ฟักทองยักษ์ เป็นสัญลักษณ์ของภูมิปัญญาและการเอาตัวรอด ซึ่งเป็นสิ่งที่พบได้ในวิถีชีวิตของชาวอินเดียโบราณ

นอกจากจะเป็นนิทานที่เล่าขานกันในหมู่เด็ก ๆ แล้ว เรื่องนี้ยังสะท้อนถึงความฉลาดและความกล้าหาญของหญิงชรา ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้สูงอายุที่แม้จะดูอ่อนแอ แต่กลับมีปัญญาเอาตัวรอดจากอันตรายได้ จึงกลายเป็นนิทานที่มีคุณค่าและยังคงได้รับการเล่าต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

“ปัญญานำทางรอด ดีกว่ากำลังที่ไร้หนทาง”

นิทานพื้นบ้านจีนเรื่องตำนานพญางูขาว

สายหมอกบางเบาลอยคลอเคลียยอดเขาเอ๋อเหมย ท้องฟ้าสีครามสะท้อนเงาลงบนผืนน้ำของทะเลสาบซีหู ทุกสิ่งดูสงบนิ่ง ราวกับไม่มีสิ่งใดสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดกาล แต่ภายใต้ความเงียบสงบนี้ มีตำนานหนึ่งถูกเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากจีนมานับพันปี ตำนานของงูขาวผู้บำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นมนุษย์ นางโหยหาความรักและชีวิตเช่นเดียวกับมนุษย์ทั่วไป ทว่าโชคชะตากลับมิได้มอบเส้นทางที่ราบรื่นให้นาง

กลางสายฝนโปรยปราย ชายหนุ่มผู้จิตใจงามยื่นร่มให้สตรีลึกลับที่เขาพบโดยบังเอิญ การพบกันครั้งนี้เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ หรือเป็นเส้นด้ายแห่งโชคชะตาที่ถักทอมาแต่ปางก่อน? บางสิ่งที่ควรอยู่ร่วมกันอาจถูกพรากจากกันโดยกฎแห่งสวรรค์ และบางสิ่งที่ถูกห้ามอาจกลับกลายเป็นสายใยที่แน่นแฟ้นที่สุด เรื่องราวของพวกเขาเพิ่งเริ่มต้นขึ้น… กับนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องตำนานพญางูขาว

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องตำนานพญางูขาว

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องตำนานพญางูขาว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว บนยอดเขาเอ๋อเหมย ท่ามกลางสายหมอกอันเงียบสงบมีงูขาวตนหนึ่งบำเพ็ญเพียรมานับพันปี นางฝึกฝนพลังเซียนจนสามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้งามสง่า ราวกับเทพธิดา นางตั้งชื่อให้ตัวเองว่าไป๋ซู่เจิน (白素贞)

ข้างกายนางมีสหายผู้ซื่อสัตย์ งูเขียวจอมซนชื่อเสี่ยวชิง (小青) แม้เสี่ยวชิงจะบำเพ็ญเพียรได้น้อยกว่านาง แต่จิตใจกล้าหาญและภักดีต่อไป๋ซู่เจินเสมอ

วันหนึ่ง ไป๋ซู่เจินทอดสายตามองลงไปยังโลกมนุษย์ ความสงสัยแล่นเข้ามาในใจชีวิตของมนุษย์จะเป็นอย่างไรกันนะ? เสี่ยวชิงเองก็เบื่อหน่ายการอยู่บนเขาเช่นกัน ทั้งสองจึงตัดสินใจเดินทางไปยังเมืองหังโจว เพื่อสัมผัสชีวิตแบบมนุษย์เป็นครั้งแรก

ขณะที่พวกนางเดินชมเมือง ท้องฟ้าก็เปลี่ยนเป็นสีหม่น ฝนโปรยปรายลงมาอย่างกะทันหัน ผู้คนพากันวิ่งหลบฝน แต่ชายหนุ่มคนหนึ่งกลับเดินตรงมาหาพวกนาง พร้อมยื่นร่มให้

“ฝนตกหนักนัก ท่านหญิงถือร่มนี้ไปเถิด” เขากล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

ไป๋ซู่เจินสบตาเขาเป็นสายตาที่ดูจริงใจและอบอุ่นจนหัวใจของนางสั่นไหว

ชายหนุ่มผู้นั้นคือสวี่เซียน (许仙) บัณฑิตหนุ่มผู้อ่อนโยนและจิตใจดี แม้เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา แต่เขากลับมีบางสิ่งที่ดึงดูดไป๋ซู่เจินอย่างประหลาด

ฝนตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาหลบฝนอยู่ด้วยกัน บทสนทนาสั้น ๆ นั้น ทำให้หัวใจของพวกเขาเริ่มถักทอเข้าหากัน

เมื่อฝนหยุดตก พวกเขากล่าวคำอำลา แต่ไม่อาจลืมเลือนกันและกันได้อีก

ไม่นานหลังจากนั้น โชคชะตาก็นำพวกเขากลับมาพบกันอีกครั้ง และครั้งนี้ ไป๋ซู่เจินตัดสินใจแล้ว นางจะไม่ปล่อยมือจากบุรุษผู้นี้อีก

ไป๋ซู่เจินและสวี่เซียนแต่งงานกัน ทั้งสองเปิดร้านขายยารักษาผู้คนในเมืองหังโจว ไป๋ซู่เจินใช้ความรู้ด้านสมุนไพรและพลังวิเศษช่วยเหลือผู้ป่วย ทำให้กิจการรุ่งเรือง ผู้คนเคารพและรักใคร่พวกเขา

เสี่ยวชิงเองก็มีความสุข นางชอบใช้ชีวิตท่ามกลางผู้คน แม้จะยังซุกซนเหมือนเดิมก็ตาม

แต่แล้วเงามืดก็ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา…

พระภิกษุฝาไห่ (法海) แห่งวัดจินซาน ได้ยินเรื่องของหญิงลึกลับผู้มีพลังเหนือธรรมชาติ เขาใช้พลังหยั่งรู้ และพบว่าไป๋ซู่เจินไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นปีศาจงูที่แฝงตัวอยู่

“ปีศาจไม่อาจอยู่ร่วมกับมนุษย์ มันต้องถูกกำจัด!” ฝาไห่กล่าวอย่างแน่วแน่

เขาเดินทางมายังหังโจว และเตือนสวี่เซียนว่า

“ภรรยาของเจ้ามิใช่มนุษย์ แต่เป็นปีศาจที่แปลงกายมา!”

สวี่เซียนหัวเราะ “ท่านกล่าวเรื่องอันใดกัน? นางเป็นเพียงสตรีธรรมดาผู้มีจิตใจเมตตา”

แต่ฝาไห่ยังไม่ยอมแพ้ เขาใช้กลอุบายหลอกล่อสวี่เซียนให้เชื่อ

“เจ้าจะรู้ความจริงได้ เพียงให้ภรรยาของเจ้าดื่มเหล้าเทศกาลตวนอู่ (ไหว้บ๊ะจ่าง) หากนางเป็นปีศาจ นางจะเผยร่างที่แท้จริงออกมา!”

สวี่เซียนลังเล แต่สุดท้ายก็ทำตามคำแนะนำ

คืนวันเทศกาลมาถึง ไป๋ซู่เจินรับเหล้าจากมือของสวี่เซียน นางไม่เคยดื่มของมึนเมา แต่เมื่อสามีมอบให้ นางจึงไม่อาจปฏิเสธได้

เมื่อนางจิบเข้าไป พลังของเหล้าอาคมก็ทำให้นางไม่อาจควบคุมร่างกายได้ ไป๋ซู่เจินล้มลง ร่างกายของนางสั่นสะท้าน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นงูยักษ์สีขาวตรงหน้าสวี่เซียน!

สวี่เซียนตกใจสุดขีด ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ก่อนจะหมดสติไปทันที

เมื่อสวี่เซียนฟื้นขึ้นมา เขารู้สึกหวาดกลัวภรรยาของตนอย่างจับใจ แม้ไป๋ซู่เจินจะร้องขอให้เขาเข้าใจ แต่ภาพของงูยักษ์ในคืนนั้นไม่อาจเลือนหายจากใจของเขาได้อีก

ฝาไห่ใช้โอกาสนี้ ล่อลวงให้สวี่เซียนหนีไปยังวัดจินซานและบวชเป็นพระ เพื่อหลบหนีจากภรรยาของตน

เมื่อไป๋ซู่เจินรู้ว่าสวี่เซียนถูกขังอยู่ในวัด นางโกรธแค้นสุดขีด!

“หากท่านไม่คืนสามีของข้ามา ข้าจะทำให้วัดแห่งนี้จมลงไปใต้สายน้ำ!”

ฝาไห่หัวเราะเยาะ “ปีศาจเช่นเจ้าจะมาสู้กับอำนาจแห่งศาสนาได้อย่างไร?”

ไป๋ซู่เจินและเสี่ยวชิง ปลดปล่อยพลังอันแท้จริงของพวกนาง เรียกพายุและสายฝนถาโถมเข้าหาวัดจินซาน น้ำไหลบ่าท่วมทุกสิ่ง แต่พลังของฝาไห่แข็งแกร่งเกินไป

ศึกครั้งใหญ่ปะทุขึ้น ไป๋ซู่เจินสู้จนสุดกำลัง แต่นางกำลังตั้งครรภ์ ทำให้พลังของนางอ่อนลง สุดท้าย นางพ่ายแพ้

ฝาไห่ จับตัวไป๋ซู่เจิน และขังนางไว้ใต้เจดีย์เหลยเฟิง (雷峰塔) โดยไม่ให้โอกาสหลบหนี

เสียงร่ำไห้ของไป๋ซู่เจินดังก้องอยู่ใต้เจดีย์ นางไม่ได้เสียใจเพราะพ่ายแพ้ แต่เพราะต้องพรากจากสวี่เซียนไปตลอดกาล…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องตำนานพญางูขาว 2

ไป๋ซู่เจินถูกฝาไห่ขังไว้ใต้เจดีย์เหลยเฟิง (雷峰塔) ด้วยพลังแห่งศาสนาและอาคมของพระ ฝาไห่มั่นใจว่านางจะไม่มีวันหลุดพ้นจากพันธนาการนี้ได้ เสียงร่ำไห้ของไป๋ซู่เจินดังก้องอยู่ในเงามืดของเจดีย์ นางไม่ได้เสียใจเพราะพ่ายแพ้ แต่เพราะต้องถูกพรากจากสวี่เซียน ทั้งที่หัวใจของนางยังคงรักเขาเหมือนเดิม

เสี่ยวชิงซึ่งหนีรอดมาได้ สาบานต่อฟ้าดินว่าจะช่วยไป๋ซู่เจินออกมา ไม่ว่านางต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม!

แต่นางรู้ว่าพลังของตนยังไม่แข็งแกร่งพอจะเอาชนะฝาไห่ได้ ดังนั้น เสี่ยวชิงจึงออกเดินทางเข้าสู่ป่าลึก เพื่อบำเพ็ญเพียร ฝึกวิชาเซียน และรอวันที่จะแก้แค้น

ขณะเดียวกันสวี่เซียนใช้ชีวิตในวัดจินซานอย่างทุกข์ทรมาน แม้เขาจะรู้ว่าสิ่งที่เห็นในวันนั้นคือความจริง แต่น้ำเสียงอ่อนโยนและความรักของไป๋ซู่เจินยังคงอยู่ในความทรงจำของเขาเสมอ

“นางเป็นปีศาจจริง ๆ หรือ? หรือข้าได้ทำลายความรักของเราด้วยมือของข้าเอง?”

ทุกครั้งที่เขาเงยหน้ามองไปยังเจดีย์เหลยเฟิงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของทะเลสาบซีหู เขารู้สึกเหมือนได้ยินเสียงไป๋ซู่เจินเรียกหาเขา

หลายปีผ่านไป เสี่ยวชิงฝึกฝนจนแข็งแกร่งขึ้น นางกลับมายังหังโจว และเผชิญหน้ากับฝาไห่อีกครั้ง ศึกครั้งสุดท้ายปะทุขึ้น!

เสี่ยวชิงใช้พลังทั้งหมดของนาง ท้าทายอาคมของฝาไห่ สายฟ้าฟาดลงมา เสียงคำรามของพายุสะท้อนทั่วฟากฟ้า ฝาไห่ซึ่งเคยอยู่เหนือทุกสิ่ง เริ่มรู้สึกได้ถึงพลังที่ไม่อาจต้านทานได้

ในที่สุดเสี่ยวชิงเอาชนะฝาไห่ และทำลายอาคมของเจดีย์เหลยเฟิง

ไป๋ซู่เจินได้รับการปลดปล่อย นางก้าวออกมาจากเงามืดที่จองจำมานานนับปี

ในขณะเดียวกัน สวี่เซียนก็มาถึงที่นั่นพอดี

ดวงตาของทั้งสองสบกัน น้ำตาของไป๋ซู่เจินไหลริน ขณะที่สวี่เซียนคุกเข่าลงเบื้องหน้านาง ไม่มีคำพูดใดเอ่ยออกมา เพราะพวกเขารู้แล้วว่า ความรักของพวกเขาไม่เคยเปลี่ยนแปลง

แต่โชคชะตาไม่ได้โหดร้ายกับพวกเขาเพียงอย่างเดียว

ท่ามกลางหมอกบาง ๆ ร่างของเด็กชายตัวน้อยวิ่งเข้ามาในอ้อมแขนของไป๋ซู่เจิน

“ท่านแม่!” ไป๋ซู่เจินตกตะลึง น้ำตาแห่งความยินดีเอ่อล้น

เด็กชายผู้นี้คือลูกของนางและสวี่เซียน ที่ถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลาที่นางถูกจองจำ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาถูกเลี้ยงดูโดยพระผู้ใจดีในวัด และเติบโตขึ้นมาด้วยความหวังว่าวันหนึ่งจะได้พบแม่ของตน

ในที่สุด ครอบครัวของพวกเขาก็กลับมาพร้อมหน้ากันอีกครั้ง

ไป๋ซู่เจินและสวี่เซียนออกเดินทางไปใช้ชีวิตร่วมกันในที่ห่างไกลจากความวุ่นวาย ส่วนเสี่ยวชิงก็จากไปสู่การเดินทางของตนเอง พร้อมกับหัวใจที่เป็นอิสระ

และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เจดีย์เหลยเฟิงก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของความรักที่ไม่อาจถูกทำลาย ตำนานของนางพญางูขาวยังคงถูกเล่าขานมาจนถึงทุกวันนี้ เป็นเรื่องราวของความรัก ความเสียสละ และโชคชะตาที่ไม่มีผู้ใดหลีกหนีได้

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องตำนานพญางูขาว 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความรักแท้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเผ่าพันธุ์หรือโชคชะตา ไป๋ซู่เจินและสวี่เซียนเป็นสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกัน แต่ความรักของพวกเขาไม่เคยจืดจาง แม้ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย

อคติและความกลัวอาจทำลายสิ่งที่มีค่า พระฝาไห่เชื่อว่าปีศาจไม่ควรอยู่ร่วมกับมนุษย์ และใช้ความกลัวหลอกล่อสวี่เซียน จนทำให้เขาสูญเสียภรรยาและความสุขของตนเอง

ความเสียสละคือบทพิสูจน์ของความรัก ไป๋ซู่เจินยอมทนทุกข์ ถูกจองจำใต้เจดีย์เหลยเฟิง เพียงเพราะนางรักสามีและครอบครัวของนางมากกว่าชีวิตของตนเอง

ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ตลอดไป แม้แต่พลังอำนาจ ฝาไห่ผู้เคยมีอำนาจยิ่งใหญ่ในที่สุดก็ถูกโค่นลง แต่ความรักและความภักดียังคงอยู่ชั่วนิรันดร์

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านจีนเรื่องตำนานพญางูขาว (อังกฤษ: Legend of the White Snake) เป็นหนึ่งในตำนานพื้นบ้านที่เก่าแก่และโด่งดังที่สุดของจีน ต้นกำเนิดของเรื่องสามารถสืบย้อนกลับไปได้ถึงยุคราชวงศ์ถัง โดยมีเรื่องเล่าถึงงูขาวที่บำเพ็ญเพียรจนแปลงร่างเป็นมนุษย์ ต่อมาในสมัยราชวงศ์ซ่ง เรื่องราวเริ่มได้รับการบันทึก และในราชวงศ์หมิงและชิงก็มีการดัดแปลงให้เป็นวรรณกรรมที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เรื่องราวของไป๋ซู่เจินและสวี่เซียนเป็นที่นิยมเพราะสะท้อนถึงการต่อสู้ระหว่างความรักกับกฎเกณฑ์ทางสังคม ไป๋ซู่เจินแม้จะเป็นปีศาจ แต่กลับมีจิตใจเมตตาและต้องการใช้ชีวิตเช่นมนุษย์ ขณะที่พระฝาไห่เป็นตัวแทนของอคติและความเชื่อเก่าแก่ที่ไม่ยอมรับสิ่งที่แตกต่าง ตำนานนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงนิทานแฟนตาซี แต่เป็นเรื่องราวที่ตั้งคำถามกับขนบธรรมเนียมและเส้นแบ่งระหว่างมนุษย์กับสิ่งที่ถูกเรียกว่าปีศาจ

ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา ตำนานนี้ได้รับการดัดแปลงในหลากหลายรูปแบบ ทั้งงิ้วจีน วรรณกรรม ภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ และแอนิเมชัน เรื่องราวของไป๋ซู่เจินยังคงถูกเล่าขานและตีความใหม่อยู่เสมอ เพราะมันสะท้อนถึงความรักที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรค ความเสียสละ และการแสวงหาความเข้าใจในโลกที่เต็มไปด้วยความแตกต่าง

“ความรักแท้แข็งแกร่งยิ่งกว่าพรหมลิขิต แต่บางครั้งต้องแลกด้วยความเจ็บปวด”

นิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องทัมเบลิน่า

สายลมพัดแผ่วผ่านท้องทุ่ง ดอกไม้เล็กๆ เอนอ่อนรับแสงแดดยามเช้า ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากเดนมาร์ก หญิงชรานั่งอยู่ริมหน้าต่าง ดวงตาเต็มไปด้วยความปรารถนาอันลึกซึ้ง นางเฝ้ามองโลกภายนอกด้วยหัวใจที่ว่างเปล่า สิ่งเดียวที่นางต้องการ คือใครสักคนที่จะเติมเต็มความเงียบงันในชีวิตของนาง

ในคืนหนึ่งที่ดวงจันทร์ส่องสว่าง นางได้รับของขวัญล้ำค่าจากพลังแห่งปาฏิหาริย์ สิ่งเล็กๆ ที่ดูเปราะบาง แต่กลับมีชีวิตชีวาเกินกว่าสิ่งใดที่นางเคยพบ การเดินทางอันยิ่งใหญ่ของโลกใบเล็กได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว… กับนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องทัมเบลิน่า

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องทัมเบลิน่า

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องทัมเบลิน่า

นานมาแล้ว มีหญิงชราผู้โดดเดี่ยวและปรารถนาจะมีลูก นางไม่มีสามี ไม่มีลูกหลาน และต้องใช้ชีวิตอย่างเงียบเหงาในกระท่อมเล็กๆ วันหนึ่ง นางเดินทางไปขอความช่วยเหลือจากแม่มดผู้ใจดี

“ข้าปรารถนาจะมีลูกสักคน แม้ตัวจะเล็กเพียงใด ข้าก็ไม่สนใจ”

แม่มดพยักหน้า ก่อนหยิบเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ออกมาจากถุงผ้า “จงนำสิ่งนี้ไปปลูกในกระถาง รดน้ำและดูแลมันดีๆ แล้วเจ้าจะได้สิ่งที่เจ้าปรารถนา”

หญิงชราทำตามคำแนะนำของแม่มด นางปลูกเมล็ดวิเศษลงในดินและดูแลมันอย่างทะนุถนอม ไม่นานนัก ดอกไม้สวยงามดอกหนึ่งก็บานออก เมื่อกลีบดอกค่อยๆ แย้มออกภายในนั้นมีเด็กหญิงตัวเล็กจิ๋ว นางงดงามราวกับแสงอรุณ และมีขนาดเพียงแค่หัวแม่มือ

หญิงชราตั้งชื่อนางว่า “ทัมเบลิน่า”

ทัมเบลินาใช้ชีวิตอย่างมีความสุข นางนั่งบนกลีบดอกไม้ตอนกลางวัน และนอนหลับอยู่ในเปลเปลือกวอลนัทตอนกลางคืน หญิงชราดูแลนางราวกับเป็นลูกแท้ๆ

แต่คืนหนึ่งเคราะห์กรรมก็มาเยือน

ขณะที่ทัมเบลิน่านอนหลับอยู่ในเปลของนาง คางคกตัวใหญ่ปีนขึ้นมาทางหน้าต่าง มันมองทัมเบลิน่าด้วยความพึงพอใจ

“ลูกชายของข้าต้องชอบเจ้ามากแน่ๆ!” คางคกพูดพลางคว้าทัมเบลิน่าออกไป พานางไปยังบึงที่มันอาศัยอยู่

เช้าวันรุ่งขึ้น ทัมเบลิน่าตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองอยู่กลางใบบัวลอยอยู่เหนือน้ำ คางคกชี้ไปยังลูกชายของมัน ซึ่งเป็นคางคกหนุ่มที่ดูซุ่มซ่ามและน่ากลัว “เจ้านี่แหละจะเป็นภรรยาของลูกข้า!”

ทัมเบลิน่าหวาดกลัว นางไม่ต้องการแต่งงานกับคางคกแต่ไม่มีทางหนีไปไหนได้

เหล่าปลาเล็ก ๆ ในบึงเห็นเหตุการณ์และรู้สึกสงสาร พวกมันจึงแทะก้านใบบัวให้ขาด ทำให้ทัมเบลิน่า

ทัมเบลิน่าลอยไปตามลำธารสัมผัสกับโลกกว้างเป็นครั้งแรก นางมองเห็นต้นไม้สูงตระหง่าน นกตัวใหญ่บินผ่านไปมา ทุกสิ่งดูสวยงาม แต่ในขณะเดียวกัน โลกนี้ก็ดูใหญ่โตและอันตรายเกินไปสำหรับนาง

ขณะที่นางกำลังชื่นชมธรรมชาติ เงาดำวูบหนึ่งพุ่งเข้ามาจับตัวนางขึ้นจากใบบัว!

เป็นแมลงเต่าทองตัวใหญ่ มันจับทัมเบลิน่าบินไปยังต้นไม้สูงและวางนางลงบนใบไม้

“เจ้าน่ารักดี ข้าจะพาเจ้าไปอยู่กับข้า!” แมลงเต่าทองกล่าว

แต่เมื่อแมลงเต่าทองพาทัมเบลิน่าไปหาเพื่อน ๆ ของมัน เหล่าแมลงตัวอื่นกลับหัวเราะเยาะ

“ดูนางสิ! นางไม่มีปีก ไม่เหมือนพวกเราเลย!”

“ใช่! ขาของนางก็ดูแปลกๆ!”

แมลงเต่าทองเริ่มลังเล มันไม่อยากถูกล้อไปด้วย จึงปล่อยทัมเบลิน่าให้อยู่ตามลำพังบนกิ่งไม้

ทัมเบลิน่าเสียใจ นางไม่ได้ขอให้เกิดมาแตกต่างจากสิ่งอื่น แต่นางก็ต้องทนรับชะตากรรม นางใช้ชีวิตเพียงลำพัง อาศัยอยู่ใต้ใบไม้ขนาดใหญ่ในป่า หาอาหารจากเกสรดอกไม้ และดื่มน้ำค้างจากใบหญ้า

แต่ไม่นานนักฤดูหนาวก็มาถึง ใบไม้ร่วงโรย หิมะเริ่มตกลงมา อากาศเย็นยะเยือกจนทัมเบลิน่าแทบเอาตัวไม่รอด นางพยายามหาที่หลบภัย และในที่สุด นางก็พบโพรงใต้ดินเล็กๆ ของหนูนาตัวหนึ่ง

หนูนามองทัมเบลิน่าด้วยความสงสาร “เจ้าเป็นใครกัน มาทำอะไรอยู่ในป่าท่ามกลางความหนาวเย็นเช่นนี้?”

ทัมเบลิน่าเล่าถึงโชคชะตาของตนเอง หนูนาใจดีจึงอนุญาตให้นางอาศัยอยู่ด้วย โดยแลกกับการช่วยทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ

แต่ทัมเบลิน่าไม่รู้เลยว่าโชคชะตากำลังจะเล่นตลกกับนางอีกครั้ง

วันหนึ่ง หนูนาพาทัมเบลิน่าไปพบตุ่นผู้ร่ำรวย ที่อาศัยอยู่ในอุโมงค์ใต้ดิน ตุ่นเป็นสัตว์ที่เกลียดแสงแดดและใช้ชีวิตอยู่ในความมืด แต่มันสนใจทัมเบลิน่าเพราะนางงดงามและมีเสียงที่ไพเราะ

“เจ้าควรแต่งงานกับตุ่นผู้มั่งคั่งนี้ นางจะได้ไม่ต้องลำบากอีกต่อไป” หนูนาพูดกับทัมเบลิน่า

แต่ทัมเบลิน่าไม่ต้องการอยู่ในความมืด นางรักแสงอาทิตย์ รักสายลม และไม่อาจใช้ชีวิตใต้ดินเช่นเดียวกับตุ่นได้

อย่างไรก็ตาม หนูนาพยายามบังคับให้นางแต่งงาน และทัมเบลิน่าก็ไม่มีทางเลือก

คืนหนึ่ง ขณะที่ทัมเบลิน่าเดินอยู่ในอุโมงค์ของตุ่น นางพบนกนางแอ่นตัวหนึ่งนอนนิ่งอยู่บนพื้น มันดูเหมือนตายไปแล้ว แต่มือเล็กๆ ของทัมเบลิน่าสัมผัสร่างของมัน และรู้ว่ามันยังมีลมหายใจ “มันยังมีชีวิตอยู่!”

ทัมเบลิน่าไม่ลังเล นางดูแลนกนางแอ่นอย่างอ่อนโยน ป้อนอาหาร และให้ความอบอุ่นแก่มัน แม้หนูนาจะตำหนินางว่าเสียเวลาช่วยเหลือสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ แต่นางไม่สนใจ

ฤดูใบไม้ผลิหวนคืน นกนางแอ่นแข็งแรงขึ้น มันต้องจากไปเพื่อกลับสู่ท้องฟ้า แต่ก่อนจะบินจากไป มันกล่าวกับทัมเบลิน่า

“เจ้าไม่อยากไปกับข้าหรือ? ไปสู่โลกที่เต็มไปด้วยดอกไม้และแสงแดด”

ทัมเบลิน่ามองไปรอบ ๆ อุโมงค์อันมืดมนของตุ่น กับท้องฟ้าอันกว้างใหญ่

“ข้าอยากไป…” และแล้ว ทัมเบลิน่าก็เกาะหลังของนกนางแอ่น โบยบินออกจากความมืด มุ่งสู่เส้นทางใหม่ที่นางไม่เคยคาดฝัน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องทัมเบลิน่า 2

สายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านผืนป่า นกนางแอ่นกางปีกกว้าง พาทัมเบลิน่าบินพ้นจากอุโมงค์อันมืดมนของตุ่น สู่โลกที่เต็มไปด้วยแสงแดดและท้องฟ้ากว้างใหญ่

ทัมเบลิน่าไม่เคยรู้สึกอิสระเช่นนี้มาก่อนลมเย็นปะทะใบหน้า เสียงนกร้องขับขานจากทุกทิศทาง นางกอดขนนุ่มของนกนางแอ่นไว้แน่น มองลงไปยังทุ่งดอกไม้ที่เบ่งบานไกลสุดสายตา

“เจ้าจะไปที่ไหนหรือ?” ทัมเบลิน่าถาม

“ข้าจะพาเจ้าไปยังดินแดนที่อบอุ่นเสมอ ดินแดนแห่งดอกไม้ ที่ที่เจ้าจะเป็นอิสระ” นกนางแอ่นตอบ

เมื่อพวกเขาบินข้ามหุบเขาและแม่น้ำ นกนางแอ่นค่อยๆ ลดระดับลงไปยังสวนดอกไม้ที่งดงามที่สุดที่ทัมเบลิน่าเคยเห็น ดอกไม้ทุกดอกบานสะพรั่ง หลากสีสัน ราวกับพรมแห่งฤดูใบไม้ผลิ

นกนางแอ่นพาทัมเบลิน่าลงบนดอกไม้ขนาดใหญ่ดอกหนึ่ง กลีบดอกค่อย ๆ เปิดออก และสิ่งที่ทัมเบลิน่าเห็นทำให้นางตกตะลึง

กลางดอกไม้นั้น มีชายหนุ่มตัวเล็กเท่านาง เขาสวมเสื้อคลุมสีทอง ศีรษะสวมมงกุฎทำจากกลีบดอกไม้ ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน

“ยินดีต้อนรับ เจ้าคือใครกัน?” เจ้าชายดอกไม้ตรัสขึ้น

“ข้าชื่อทัมเบลิน่า” นางตอบเบา ๆ

เจ้าชายมองนางด้วยดวงตาเป็นประกาย “เจ้าไม่เคยอยู่ที่นี่มาก่อน เจ้ามาจากที่ใดหรือ?”

ทัมเบลิน่าเล่าเรื่องราวการเดินทางของนาง ตั้งแต่ถูกลักพาตัว ถูกทอดทิ้ง และต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด แต่บัดนี้ นางรู้สึกเหมือนได้มาถึงที่ที่ควรจะเป็น

เจ้าชายดอกไม้รับฟังด้วยความเห็นใจ แล้วเอื้อมมือไปจับมือของทัมเบลิน่า “เจ้าจะอยู่ที่นี่กับพวกเราไหม?”

ทัมเบลิน่ากวาดตามองไปรอบ ๆ นางเห็นเหล่าภูติบุปผาออกมาทักทาย พวกเขาล้วนตัวเล็กเหมือนนาง มีปีกโปร่งใสราวกับหยาดน้ำค้าง

“ข้าจะได้อยู่ที่นี่จริงๆ หรือ?” ทัมเบลิน่าถาม พลางรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรง

“แน่นอน ที่นี่คือดินแดนของเจ้า ที่ที่เจ้าเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ต้องหวาดกลัว”

ทัมเบลิน่าน้ำตาคลอ นางเคยรู้สึกโดดเดี่ยว ถูกปฏิเสธจากโลกที่กว้างใหญ่ แต่ที่นี่ นางไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดอีกต่อไป นางได้พบผู้คนที่เหมือนกับนาง

จากนั้น เจ้าชายดอกไม้หยิบมงกุฎกลีบดอกไม้ ขึ้นมา และกล่าวว่า “หากเจ้ายอมรับ ข้าอยากให้เจ้าเป็นราชินีแห่งดอกไม้ และครองอาณาจักรนี้เคียงข้างข้า”

ทัมเบลิน่ายิ้มทั้งน้ำตา นางรู้ว่านี่คือบ้านของนาง บ้านที่แท้จริง

หลังจากนั้น นางและเจ้าชายจัดงานเฉลิมฉลอง เหล่าภูติบุปผาร่ายรำรอบตัวพวกเขา ทัมเบลิน่าไม่ใช่เด็กหญิงตัวจิ๋วที่ไร้ที่อยู่ หรือผู้ที่ถูกทอดทิ้งอีกต่อไป และแล้ว ทัมเบลิน่าก็ได้พบกับความสุขที่แท้จริงในที่สุด

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องทัมเบลิน่า 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… แม้โลกจะกว้างใหญ่และเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่สุดท้ายเราจะพบที่ที่เหมาะสมกับเรา ทัมเบลิน่าต้องผ่านการเดินทางอันยากลำบาก ถูกปฏิเสธและหลงทาง แต่สุดท้าย นางก็ได้พบกับสถานที่ที่เป็นของนางจริงๆ

อย่าฝืนตัวเองเพื่อทำให้ใครพอใจ นางถูกบังคับให้แต่งงานกับคางคก ตุ่น และสิ่งที่นางไม่ได้เลือก แต่สุดท้าย นางก็เลือกชีวิตของตัวเอง และพบกับความสุขที่แท้จริง

ความเมตตาจะนำพาสิ่งดีๆ กลับมาเสมอ ทัมเบลิน่าช่วยเหลือนกนางแอ่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน และในที่สุด นกนางแอ่นก็ช่วยพานางไปสู่โลกที่นางควรอยู่

ความแตกต่างไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่มันคือสิ่งที่ทำให้เรามีค่า ทัมเบลิน่าถูกหัวเราะเยาะเพราะแตกต่างจากสิ่งรอบตัว แต่สุดท้าย นางก็พบว่าตนเองมีคุณค่า และได้เป็นราชินีในดินแดนที่เหมาะกับนางอย่างแท้จริง

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องทัมเบลิน่า (อังกฤษ: Thumbelina) เป็นนิทานที่แต่งขึ้นโดย ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน (Hans Christian Andersen) ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1835 ในคอลเลกชัน Fairy Tales Told for Children พร้อมกับนิทานชื่อดังอื่นๆ เช่น “The Princess and the Pea (เจ้าหญิงเมล็ดถั่ว)” และ “The Tinderbox (กล่องไม้ขีดไฟวิเศษ)”

แอนเดอร์เซนได้รับแรงบันดาลใจจาก นิทานพื้นบ้านของยุโรป ซึ่งมักมีเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์ตัวจิ๋ว เช่น “Tom Thumb (ทอมตัวจิ๋ว)” จากอังกฤษ หรือ “Le Petit Poucet (เปอตีต์ ปูเซต์ แปลว่า นื้วโป้งน้อย)” จากฝรั่งเศส

เรื่องราวของทัมเบลิน่าสะท้อนแนวคิดเรื่องการเดินทางของตัวละครที่ถูกผลักไสจากโลกที่ไม่เข้าใจตนเอง และต้องเผชิญอุปสรรคมากมายก่อนจะพบสถานที่ที่เหมาะสมกับตน ซึ่งเป็นธีมที่ปรากฏในนิทานของแอนเดอร์เซนหลายเรื่อง เช่น “ลูกเป็ดขี้เหร่”

ทัมเบลิน่าเป็นนิทานที่ได้รับความนิยมและถูกดัดแปลงเป็นหนังสือเด็ก แอนิเมชัน และละครเวที มากมาย เช่น แอนิเมชันเรื่อง Thumbelina (1994) ที่เพิ่มรายละเอียดใหม่ให้เรื่องราวกลายเป็นแนวโรแมนติกผจญภัย

แม้นิทานเรื่องนี้จะมีบรรยากาศที่อบอุ่นและแฟนตาซี แต่แก่นเรื่องจริง ๆ คือการค้นหาตัวเองและการยอมรับในสิ่งที่เราเป็น ซึ่งทำให้ “ทันเบลิน่า” เป็นนิทานที่ยังคงมีเสน่ห์และเป็นที่จดจำมาจนถึงปัจจุบัน

“ความเล็กไม่ได้กำหนดคุณค่า มีแต่หัวใจเท่านั้นที่บอกได้ว่าเจ้าคู่ควรอยู่ที่ใด”

นิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องเจ้าชายหงส์ป่า

สายลมพัดผ่านป่าลึก ดวงอาทิตย์ทอแสงสุดท้ายก่อนลับขอบฟ้า เงาของต้นไม้ทอดยาวลงบนพื้นดินราวกับม่านแห่งความลึกลับที่โอบล้อมทุกสรรพสิ่ง ใต้ท้องฟ้ากว้างใหญ่ นกหงส์ฝูงหนึ่งบินร่อนเหนือยอดไม้ ขนสีขาวของพวกมันสะท้อนประกายทองของดวงอาทิตย์ ก่อนจะหายลับไปในเงามืดแห่งราตรี

มีเรื่องเล่าขานถึงนิทานพื้นบ้านสากลจากเดนมาร์ก ในอาณาจักรหนึ่ง มีเจ้าหญิงผู้เปี่ยมเมตตาและพี่ชายทั้งสิบเอ็ดที่รักใคร่กลมเกลียวกัน แต่แล้ววันหนึ่ง เคราะห์กรรมได้พัดพาพวกเขาให้พลัดพราก ค่ำคืนที่เงียบงันนำมาซึ่งเวทมนตร์อันโหดร้าย และเมื่อรุ่งเช้ามาถึง ทุกสิ่งก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป… กับนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องเจ้าชายหงส์ป่า

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องเจ้าชายหงส์ป่า

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องเจ้าชายหงส์ป่า

ณ อาณาจักรอันรุ่งเรือง พระราชามีพระโอรสสิบเอ็ดพระองค์ และพระธิดาผู้งดงามนามว่าเอลิซ่า พวกเขาเติบโตขึ้นมาในความรักของพระบิดา พระโอรสทั้งสิบเอ็ดชาญฉลาดและกล้าหาญ ส่วนเอลิซ่าอ่อนโยนและจิตใจงาม พี่น้องทั้งสิบสองรักใคร่กลมเกลียว ไม่มีสิ่งใดดูเหมือนจะพรากพวกเขาออกจากกันได้

แต่เมื่อพระราชาอภิเษกใหม่ ทุกสิ่งก็เปลี่ยนไป

พระราชินีองค์ใหม่หาใช่สตรีผู้เปี่ยมเมตตา นางเป็นหญิงใจร้ายที่เกลียดชังพระโอรสและพระธิดาในสายเลือดของพระสวามี พระนางไม่ต้องการให้พวกเขาขวางทาง นางจึงเริ่มวางแผนชั่วร้าย

ไม่นานหลังจากที่นางขึ้นครองตำแหน่ง พระราชินีใช้วาจาหว่านล้อมให้พระราชาส่งเอลิซ่าไปอยู่กับชาวนาในชนบท ด้วยข้ออ้างว่านางควรได้รับการอบรมในที่เงียบสงบ พระราชาผู้ไม่สงสัยใดๆ จึงยอมทำตาม

เอลิซ่าถูกพรากจากวังโดยไม่เข้าใจเหตุผล แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเคราะห์กรรม

คืนหนึ่ง พระราชินีร่ายเวทมนตร์สาปเจ้าชายทั้งสิบเอ็ดให้กลายเป็นหงส์ป่า จากนั้นนางขับไล่พวกเขาออกจากอาณาจักร

“จงโบยบินออกไป และไม่มีวันกลับมาอีก!” นางหัวเราะเยาะ ขณะที่ร่างของพวกเขาคลุมไปด้วยขนสีขาว หงส์ทั้งสิบเอ็ดบินขึ้นสู่ฟ้า ถูกขับไล่จากบ้านเกิดของตนเอง

เช้าวันรุ่งขึ้นไม่มีเจ้าชายเหลืออยู่ในวังอีกต่อไป ผู้คนพากันซุบซิบว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พระราชินีแสร้งทำเป็นเศร้าโศก และไม่มีใครกล้าถามหาพระโอรสอีกเลย

เวลาผ่านไป เอลิซ่าเติบโตขึ้นเป็นหญิงสาวที่งดงาม แต่ชีวิตในชนบทไม่ได้ลบเลือนความทรงจำเกี่ยวกับพี่ชายของนาง นางเฝ้าฝันถึงพวกเขา และปรารถนาจะได้กลับบ้าน

เมื่อเอลิซ่าถึงวัยสิบหกปี พระราชาทรงระลึกถึงธิดาของพระองค์ และมีรับสั่งให้นางกลับคืนสู่วัง พระราชินีไม่อาจขัดขวาง แต่ก่อนที่เอลิซ่าจะได้เข้าเฝ้าพระราชา นางใช้เวทมนตร์ชั่วร้ายแอบใส่ยาพิษลงในน้ำอาบของเอลิซ่า

ทันทีที่นางจุ่มตัวลงในน้ำความงามของนางจางหายไป ผิวพรรณหมองคล้ำ ผมสีทองกลายเป็นกระดำกระด่าง แม้แต่พระราชาเองก็แทบจำบุตรสาวไม่ได้ และเอลิซ่าก็ถูกขับไล่ออกจากวัง ไร้บ้าน ไร้ครอบครัว ไร้จุดหมาย

เอลิซ่าออกเดินทางเพียงลำพัง นางเดินผ่านป่าลึก ผ่านทุ่งกว้าง และข้ามแม่น้ำที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ท่ามกลางความเงียบสงัดของธรรมชาติ นางครุ่นคิดถึงพี่ชายของนาง “พวกเขาอยู่ที่ไหน? พวกเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่?”

คืนหนึ่ง ขณะที่เอลิซ่านอนอยู่ใต้ต้นไม้ นางฝันเห็นพระเจ้าและเหล่านางฟ้า พวกเขากระซิบกับนางว่า “หากเจ้าเดินต่อไปจนถึงแม่น้ำใหญ่ และลอยตัวไปตามกระแสน้ำ เจ้าจะได้พบพี่ชายของเจ้า”

เอลิซ่าตื่นขึ้นด้วยความมุ่งมั่น นางทำตามเสียงเรียกในความฝัน เดินทางไปจนถึงแม่น้ำใหญ่ นางมองลงไปในสายน้ำที่ไหลเชี่ยว

“หากนี่คือเส้นทางที่จะพาข้าไปหาพี่ชาย ข้าจะไม่ลังเล” นางกระโดดลงไปในกระแสน้ำที่เย็นเยียบ และปล่อยให้มันพานางไปยังจุดหมายปลายทางที่ไม่รู้จัก

หลายวันผ่านไปเอลิซ่าลอยมาถึงดินแดนอันห่างไกล ที่นั่น นางพบว่าร่างของนางกลับคืนสู่ความงามดุจเดิมน้ำบริสุทธิ์ได้ชำระล้างมนตร์ดำของพระราชินี

ขณะที่นางกำลังพักเหนื่อยริมฝั่งน้ำ เงาของปีกสีขาวสะท้อนบนผืนน้ำ นางเงยหน้าขึ้น และพบกับฝูงหงส์สิบเอ็ดตัวบินอยู่เหนือศีรษะ

หัวใจของเอลิซ่าเต้นแรง “พวกเขาจะใช่พี่ชายของข้าหรือไม่?”

นางมองดูหงส์ร่อนลงสู่พื้นดิน เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ร่างของพวกเขาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนกลับเป็นชายหนุ่มพี่ชายของนาง!

เอลิซ่ากรีดร้องด้วยความดีใจ นางโผเข้ากอดพวกเขาทั้งน้ำตา พี่ชายของนางเองก็ไม่อยากเชื่อสายตา พวกเขาคิดว่านางตายไปแล้ว แต่บัดนี้ นางยืนอยู่ตรงหน้า

“เอลิซ่า! เจ้ายังมีชีวิตอยู่!” เจ้าชายองค์โตกล่าวพลางโอบกอดน้องสาวของเขาแน่น

พวกเขาเล่าให้เอลิซ่าฟังถึงคำสาปของพระราชินี ในเวลากลางวัน พวกเขาจะกลายเป็นหงส์ และในเวลากลางคืน พวกเขาจะกลับเป็นมนุษย์ พวกเขาต้องหลบซ่อนจากผู้คน เพราะไม่มีใครสามารถช่วยพวกเขาได้

เอลิซ่ามองพี่ชายทั้งสิบเอ็ดด้วยหัวใจที่หนักอึ้งนางสาบานกับตนเองว่านางจะทำทุกวิถีทางเพื่อถอนคำสาปนี้

ทว่านางไม่รู้เลยว่าเส้นทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยอันตราย ความทุกข์ทรมาน และบททดสอบที่อาจพรากชีวิตของนางไป

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องเจ้าชายหงส์ป่า 2

หลังจากพบพี่ชายทั้งสิบเอ็ด เอลิซ่าตั้งมั่นว่านางต้องถอนคำสาปนี้ให้ได้ แต่จะทำอย่างไร? คืนนั้น นางฝันเห็นนางฟ้าองค์หนึ่ง นางฟ้ากระซิบคำแนะนำอย่างแผ่วเบา

“หากเจ้าต้องการช่วยพี่ชาย เจ้าต้องถักทอเสื้อจากต้นตำแยป่า และต้องเงียบสนิท ไม่พูดแม้แต่คำเดียวจนกว่าทุกสิ่งจะเสร็จสิ้น หากเจ้าพูด คำสาปจะอยู่ตลอดไป และพี่ชายของเจ้าจะไม่มีวันกลับคืนสู่ร่างมนุษย์”

เมื่อเอลิซ่าตื่นขึ้นนางไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย นางรีบเข้าไปในป่าถอนต้นตำแยด้วยมือเปล่า แม้ลำต้นของมันจะมีหนามคมตำมือจนปวดแสบปวดร้อน แต่นางกัดฟันทนไม่เปล่งเสียงแม้แต่คำเดียว

พี่ชายของนางมองดูด้วยความเป็นห่วง แต่เอลิซ่าไม่อาจอธิบายอะไรได้ นางได้แต่ทอเสื้อต่อไป ราวกับว่าชีวิตของนางขึ้นอยู่กับมัน

แต่แล้วเคราะห์กรรมก็มาเยือน

วันหนึ่ง ขณะที่เอลิซ่ากำลังเก็บต้นตำแยอยู่ในป่า เหล่าทหารของพระราชาเดินผ่านมา พวกเขาเห็นหญิงสาวแต่งกายมอซอ กำลังเก็บพืชมีหนามในป่าด้วยมือเปล่า นางไม่พูด ไม่ปริปากแม้แต่น้อย

“แม่มดแน่ๆ!” ทหารคนหนึ่งกระซิบ

“ใช่ ดูสิ นางกำลังทำพิธีอะไรบางอย่าง!”

เหล่าทหารพาตัวเอลิซ่ากลับไปยังพระราชวังของกษัตริย์ พวกเขาเชื่อว่านางเป็นแม่มดที่กำลังร่ายเวทมนตร์ และหากไม่มีคำอธิบายใด ๆ นางจะต้องถูกลงโทษ

พระราชาแห่งอาณาจักรนั้นเป็นชายหนุ่มผู้มีเมตตา เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นเอลิซ่า พระองค์รู้สึกหลงใหลในความงามและความสงบเสงี่ยมของนาง พระองค์ตรัสถาม

“เจ้าเป็นใคร? เหตุใดจึงอยู่ในป่าและทำสิ่งประหลาดเช่นนั้น?”

เอลิซ่าก้มศีรษะ นางไม่อาจพูดได้ ไม่อาจอธิบายอะไรได้ นางได้แต่เงียบงัน ทอดสายตาลงต่ำ

ความเงียบของนางทำให้ทุกคนยิ่งมั่นใจว่านางเป็นแม่มด

“ถ้านางไม่ใช่แม่มด เหตุใดนางจึงไม่พูดอะไรเลย?” เสียงซุบซิบดังไปทั่วโถงวัง

แต่พระราชากลับไม่เชื่อเช่นนั้น พระองค์ตกหลุมรักเอลิซ่า และตัดสินใจพานางกลับไปยังวังของพระองค์เอง

แม้จะถูกพาตัวมายังพระราชวัง เอลิซ่าก็ยังคงตั้งมั่นนางตื่นแต่เช้า และทอเสื้อจากต้นตำแยต่อไปทุกวัน แม้มือของนางจะเต็มไปด้วยแผลพุพอง แต่ดวงตาของนางยังคงเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น

แต่ไม่นานนักความเงียบของนางก็ทำให้เหล่าขุนนางและชาวเมืองสงสัยมากขึ้น

“นางเป็นแม่มดจริงๆ!” ชาวเมืองคนหนึ่งกล่าว

“นางกำลังใช้มนตร์ดำเพื่อควบคุมพระราชา!” ชาวเมืองอีกคนกล่าว

สุดท้ายเอลิซ่าถูกตัดสินให้ถูกเผาทั้งเป็น

ค่ำคืนก่อนวันประหารนางเร่งเย็บเสื้อตัวสุดท้าย มือของนางสั่นสะท้าน แต่หัวใจยังคงมุ่งมั่น หากนางเย็บเสื้อตัวนี้เสร็จก่อนรุ่งสาง นางอาจช่วยพี่ชายของนางได้

เมื่อรุ่งอรุณมาถึง เอลิซ่าถูกนำตัวไปยังลานประหาร นางถูกมัดไว้บนกองฟืน ท่ามกลางฝูงชนที่ตะโกนด่าทอ

แต่แล้วเสียงปีกกระพือก็ดังก้องจากท้องฟ้า หงส์สิบเอ็ดตัวบินโฉบลงมาอย่างงดงาม พวกเขาคือพี่ชายของเอลิซ่า!

นางรีบโยนเสื้อที่ถักเสร็จไปคลุมตัวพวกเขาทันใดนั้น ร่างของพวกเขาก็กลับเป็นมนุษย์อีกครั้ง! คำสาปถูกทำลายแล้ว!

ทว่าเสื้อตัวสุดท้ายยังไม่สมบูรณ์ แขนข้างหนึ่งยังไม่เสร็จ เจ้าชายองค์สุดท้องจึงยังคงมีปีกหงส์ข้างหนึ่งติดอยู่ แต่นั่นไม่สำคัญอีกต่อไปพี่น้องทั้งสิบสองได้กลับมาอยู่ร่วมกันแล้ว!

เอลิซ่าทรุดลงกับพื้น น้ำตาไหลพรากไม่ใช่เพราะความเจ็บปวด แต่มันคือน้ำตาแห่งความสุข

เมื่อความจริงถูกเปิดเผย พระราชาทรงโอบกอดเอลิซ่าด้วยความยินดี พระองค์ตรัสขอให้นางเป็นราชินีเคียงข้างพระองค์แต่เอลิซ่าขอเพียงสิ่งเดียวการได้กลับบ้านกับพี่ชายของนาง

พระราชาไม่ได้ขัดขวาง พระองค์ส่งนางและพี่ชายกลับสู่อาณาจักรเดิม ข่าวการปลดปล่อยเจ้าชายทั้งสิบเอ็ดกระจายไปทั่วแผ่นดิน

เมื่อพวกเขากลับมาถึง พระราชาผู้เป็นบิดาทรงสำนึกผิดที่เคยปล่อยให้พระราชินีชั่วร้ายเข้ามาแทรกแซง พระองค์สั่งเผานางทั้งเป็นข้อหาเป็นแม่มด

ในที่สุดพี่น้องทั้งสิบสองก็ได้กลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้ง เอลิซ่าเป็นที่รักของประชาชน ส่วนพี่ชายทั้งสิบเอ็ดได้รับเกียรติในฐานะราชวงศ์แห่งอาณาจักร

และแม้ว่าเจ้าชายองค์สุดท้องจะยังคงมีปีกหงส์ติดตัวอยู่ แต่นั่นไม่สำคัญอีกแล้ว เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุด คือพวกเขาได้กลับมาเป็นครอบครัวอีกครั้ง

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องเจ้าชายหงส์ป่า 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความรักและความเสียสละสามารถเอาชนะอุปสรรคทุกอย่าง เอลิซ่าต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมาน ถูกเข้าใจผิดและเกือบเสียชีวิต แต่เพราะรักพี่ชาย นางจึงยอมอดทนโดยไม่ปริปากแม้แต่คำเดียว

ความอดทนคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เอลิซ่าไม่ได้ใช้เวทมนตร์หรือต่อสู้ด้วยอาวุธ นางใช้เพียงความมุ่งมั่นและหัวใจที่แน่วแน่ จนสามารถทำลายคำสาปได้

ความจริงและความบริสุทธิ์ใจจะปรากฏในที่สุด แม้เอลิซ่าจะถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด แต่นางไม่เคยพยายามแก้ตัวด้วยคำพูด นางเลือกพิสูจน์ตัวเองด้วยการกระทำ และสุดท้าย ความจริงก็ได้รับการเปิดเผย

บางครั้ง การช่วยเหลือผู้อื่นอาจต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด แต่ผลลัพธ์ที่ได้รับนั้นงดงามเสมอ

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องเจ้าชายหงส์ป่า (อังกฤษ: The Wild Swans) เป็นนิทานที่เขียนโดยฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน เป็นนักเขียนชาวเดนมาร์ก ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1838 และกลายเป็นหนึ่งในนิทานที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของเขา เรื่องราวนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากนิทานพื้นบ้านยุโรปหลายเรื่อง เช่น “The Six Swans” ของพี่น้องกริมม์และ “The Twelve Wild Ducks” จากนอร์เวย์ ซึ่งมีโครงเรื่องเกี่ยวกับพี่ชายที่ถูกสาปเป็นนก และน้องสาวต้องทำภารกิจอันยากลำบากเพื่อช่วยพวกเขากลับคืนสู่ร่างมนุษย์

แอนเดอร์เซนดัดแปลงเรื่องราวให้อบอุ่น ลึกซึ้ง และสะท้อนถึงความเสียสละ ความอดทน และพลังแห่งความรักในครอบครัว เอลิซ่า นางเอกของเรื่อง ไม่ใช่เจ้าหญิงผู้รอคอยความช่วยเหลือ แต่เป็นหญิงสาวที่ต้องต่อสู้ด้วยตัวเอง นางถูกพรากจากครอบครัว ถูกเข้าใจผิด และต้องทนทุกข์กับการทำเสื้อจากต้นตำแย ซึ่งเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่นางไม่เคยยอมแพ้ เพราะรู้ว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตไม่ใช่ความสะดวกสบาย แต่คือการได้อยู่กับคนที่รัก

นิทานเรื่องนี้เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของชีวิต หงส์แทนความบริสุทธิ์และอิสรภาพ ต้นตำแยแทนความทุกข์ที่ต้องอดทน และความเงียบของเอลิซ่าแทนพลังของความอดทนที่ยิ่งใหญ่ แม้นางจะไม่สามารถพูดหรืออธิบายตัวเองได้ แต่นางเลือกพิสูจน์ความจริงผ่านการกระทำ ซึ่งเป็นบทเรียนที่ลึกซึ้งและทรงพลัง

นิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องเจ้าชายหงส์ป่าได้รับการดัดแปลงเป็นหนังสือเด็ก ละครเวที แอนิเมชัน และบัลเลต์มากมาย เพราะเป็นเรื่องราวที่สื่อถึงพลังของความรัก ความกล้าหาญ และความจริงที่ไม่มีวันถูกกลบซ่อนได้ตลอดกาล นิทานเรื่องนี้ยังคงถูกเล่าขานมาจนถึงปัจจุบัน เพราะเป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุด แสงสว่างจะกลับคืนมาเสมอ หากหัวใจของเรายังคงยึดมั่นในความดี

“ความรักแท้และความอดทน ย่อมเอาชนะคำสาปและอุปสรรคทั้งปวง”