นิทานพื้นบ้านเปรูเรื่องตำนานชูยาชากี ภูติแห่งป่าอเมซอน

สายหมอกลอยต่ำปกคลุมป่าอเมซอนในยามเช้า เรื่อวราวขานนิทานพื้นบ้านสากลจากประเทศเปรู เถาวัลย์พันเกี่ยวตามต้นไม้สูงราวกับแขนขาของสิ่งมีชีวิตที่เฝ้ามองทุกย่างก้าวของผู้บุกรุก ลึกเข้าไปในเงามืด เสียงกระซิบจากลมพัดผ่านราวกับป่ากำลังพูดคุยกันเอง ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามันเป็นเพียงเสียงของธรรมชาติ หรือเป็นบางสิ่งที่แอบซ่อนอยู่

ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ริมป่า เรื่องเล่าหนึ่งถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น มันเป็นคำเตือนที่ไม่มีใครกล้าลบหลู่ ว่าหากใครเดินเข้าไปในป่า จงอย่าเชื่อทุกสิ่งที่ตาเห็น และหากพบใครบางคนที่ดูเหมือนคุ้นเคยที่สุด จงมองไปที่เท้าของมันก่อนจะก้าวตามไปในเงามืดที่ไม่มีวันหวนกลับ กับนิทานพื้นบ้านเปรูเรื่องตำนานชูยาชากี ภูติแห่งป่าอเมซอน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเปรูเรื่องตำนานชูยาชากี ภูติแห่งป่าอเมซอน

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านเปรูเรื่องตำนานชูยาชากี ภูติแห่งป่าอเมซอน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ค่ำคืนหนึ่งในหมู่บ้านกลางป่าอเมซอน กองไฟลุกโชนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของผู้คน เปลวไฟเต้นระบำสะท้อนเงาของต้นไม้สูงเสียดฟ้า เสียงไม้แตกเปรี๊ยะดังก้องในความเงียบ

นักล่าหนุ่มสองคนกำลังเตรียมตัวออกเดินทาง พวกเขาคือยอดฝีมือของเผ่าเร็วที่สุด แข็งแกร่งที่สุด และกล้าหาญที่สุด พวกเขาเชื่อว่าไม่มีสิ่งใดในป่าที่พวกเขารับมือไม่ได้ เสือจากัวร์ งูยักษ์ หรือแม้แต่พายุฝน พวกเขารู้วิธีเอาตัวรอดจากทุกสิ่ง

หรืออย่างน้อย… พวกเขาคิดเช่นนั้น ขณะที่พวกเขากำลังลับมีดและตรวจเช็กอาวุธ เสียงแหบต่ำของผู้เฒ่าก็ดังขึ้นจากมุมกองไฟ “เจ้าทั้งสอง ฟังให้ดี…”

นักล่าหนุ่มคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นจากงานของตน อีกคนยังคงหัวเราะและตรวจเชือกที่ใช้ดักสัตว์ต่อไป

“ในป่าแห่งนี้ มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือนสัตว์ร้ายที่พวกเจ้าเคยล่า มันไม่ใช่เสือจากัวร์ ไม่ใช่งูพิษ แต่มันฉลาด… และมันเฝ้าดูเราอยู่เสมอ”

นักล่าหนุ่มอีกคนหัวเราะเบา ๆ “อีกแล้วหรือ ผู้เฒ่า? ท่านจะเล่าเรื่องหลอกเด็กให้พวกเราฟังอีกหรือ?”

ผู้เฒ่ามองเขานิ่ง ๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ “เจ้ารู้จัก ‘ชูยาชากี’ หรือไม่?”

ทันใดนั้น เสียงหัวเราะรอบกองไฟก็เงียบลง ชื่อของมันไม่ใช่สิ่งที่เอ่ยขึ้นมาเล่น ๆ

ผู้เฒ่ากวาดตามองไปรอบวงก่อนจะพูดต่อ “มันเป็นผู้เฝ้าป่า วิญญาณที่อยู่มานานก่อนที่เผ่าของเราจะตั้งถิ่นฐาน มันอาศัยอยู่ในเงามืด ซ่อนตัวอยู่ในเสียงลมและสายหมอก แต่มันมีบางสิ่งที่เหนือกว่าสัตว์ร้ายใด ๆ…”

“มันสามารถเป็นอะไรก็ได้ที่มันต้องการเป็นเพื่อนของเจ้า เป็นพ่อของเจ้า เป็นข้าเองก็ยังได้ แต่ไม่ว่าเจ้าจะเห็นอะไร จงจำไว้ให้ดี… จงมองที่เท้าของมัน”

นักล่าหนุ่มคนหนึ่งเลิกคิ้ว “เท้าของมัน?”

“มันเดินเหมือนมนุษย์ พูดเหมือนมนุษย์ แต่เท้าข้างหนึ่งของมันเป็นกีบสัตว์เสมอ หากเจ้าพบมัน จงอย่าตามมันไป ไม่ว่ามันจะพูดสิ่งใด…”

นักล่าหนุ่มอีกคนถอนหายใจและส่ายหน้า “ข้าไม่กลัวสิ่งที่ข้ามองไม่เห็น”

ผู้เฒ่าถอนหายใจ และมองดูพวกเขาหันหลังออกเดินทางเข้าสู่ป่าทึบ โดยที่ยังไม่รู้ว่ามีบางสิ่งรออยู่

ป่าอเมซอนในยามค่ำคืนเหมือนสิ่งมีชีวิตที่กำลังหายใจ ต้นไม้สูงบดบังแสงจันทร์ เถาวัลย์ห้อยระโยงระยางเหมือนแขนขาของสัตว์ร้ายที่รอขยับ

เสียงแมลงกลางคืนดังระงม สลับกับเสียงนกฮูกที่ร้องเป็นจังหวะ ไม่ไกลจากนั้น เสียงน้ำไหลเอื่อยของแม่น้ำใหญ่กระทบโขดหิน

ทั้งสองก้าวเดินผ่านป่าทึบ พวกเขามีมีดสั้น มีคบไฟ มีสัญชาตญาณของนักล่า พวกเขาเชื่อว่าตนเองเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในป่านี้

แต่แล้ว… บางสิ่งก็เปลี่ยนไป กลางดึก ขณะที่พวกเขากำลังพักผ่อน นักล่าคนหนึ่งสะดุ้งตื่น เสียงฝีเท้า…

มันดังอยู่รอบ ๆ ค่ายพัก จังหวะมั่นคง หนักแน่น ราวกับมีใครบางคนเดินอยู่ในป่าใกล้ ๆ เขาขยับมือจับมีดแน่น หัวใจเต้นแรง “เสียงอะไรกัน…” เงาดำขยับผ่านแนวไม้ ใกล้เข้ามา… ใกล้เข้ามา

และแล้วเขาก็เห็นมัน ที่ขอบป่า มีชายคนหนึ่งยืนอยู่ เป็นเพื่อนของเขาเอง คนที่เขานอนอยู่ข้าง ๆ เมื่อครู่… แต่ถ้าเขายังนอนอยู่ที่นี่ แล้ว “เขา” คนนั้นมายืนอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร?

นักล่าหนุ่มกะพริบตา หัวใจเต้นแรง เพื่อนของเขายืนอยู่ในเงามืด ใบหน้าเคร่งขรึม ท่าทางเย็นชา “กลับไปนอนเถอะ เพื่อน เจ้าอาจตาฝาด”

เสียงของ “มัน” เหมือนเสียงของเพื่อนเขาทุกประการ แต่มีบางอย่างผิดปกติ

“เพื่อน” ไม่ขยับเลย แม้แต่ตอนที่ลมพัดเสื้อผ้าก็ยังแน่นิ่ง ดวงตาสะท้อนแสงคบไฟ แต่ไร้ประกายชีวิต แล้วสายหมอกก็จางลงเล็กน้อย

และเขาก็มองเห็นมันเท้าข้างหนึ่งของ “เพื่อน” ไม่ใช่เท้าคน… แต่เป็นกีบสัตว์ เลือดในกายของเขาเย็นเฉียบ

“ข้าจะไม่ทำร้ายเจ้า… จงตามข้ามาเถิด…” นักล่าหนุ่มนิ่งงัน ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกตรึงด้วยเถาวัลย์ที่มองไม่เห็น

เสียงฝีเท้าเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ หนึ่งก้าว… สองก้าว… “เพื่อน” กำลังก้าวเข้ามาใกล้

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเปรูเรื่องตำนานชูยาชากี ภูติแห่งป่าอเมซอน 2

“ข้าจะไม่ทำร้ายเจ้า… จงตามข้ามาเถิด…”

เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง นุ่มนวลและอบอุ่นราวกับกำลังเชื้อเชิญให้เขาก้าวไปข้างหน้า แต่ร่างของนักล่าหนุ่มยังคงแข็งทื่อ ดวงตาของเขาจ้องไปยังเท้าข้างหนึ่งของ “เพื่อน” ซึ่งเป็นกีบสัตว์

นี่ไม่ใช่เพื่อนของเขา เขาพยายามจะถอยหลัง แต่รู้สึกเหมือนเงามืดรอบตัวกำลังกดทับเขาไว้ ทุกสิ่งรอบตัวดูผิดแปลกไป ต้นไม้ดูสูงขึ้นกว่าปกติ เถาวัลย์ขยับเหมือนมีชีวิต

ทันใดนั้นมือของ “เพื่อน” เอื้อมมาหาเขา นักล่าหนุ่มสะดุ้งสุดตัวเขากำมีดแน่น แล้วปาออกไปสุดแรง!

เสียงกรีดร้องแหลมต่ำดังสะท้อนทั่วป่า เงาของ “เพื่อน” บิดเบี้ยวไปชั่วขณะก่อนจะกระโจนกลับเข้าไปในความมืด

ทุกอย่างกลับมาเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจหอบหนักของเขา เขากระโจนไปสะกิดปลุกเพื่อนที่ยังหลับใหล “เราต้องไปเดี๋ยวนี้!”

รุ่งเช้า พวกเขาเร่งเดินออกจากป่า แต่มีบางสิ่งผิดปกติ ร่องรอยของทางเดินที่พวกเขาจำได้ว่าผ่านมา กลับดูไม่คุ้นเคย มันเป็นทางเดียวกับที่พวกเขาเดินเข้ามาแน่หรือ?

เพื่อนของเขาเริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมแปลก ๆ ของนักล่าหนุ่ม “เจ้าเป็นอะไรไป? เจ้าดูเหมือนคนที่ไม่ได้นอนมาทั้งคืน”

“ข้า… ข้าเห็นมันเมื่อคืน” เขากลืนน้ำลายลงคอ “มันเป็นเจ้าด้วยซ้ำ…” เพื่อนของเขาหัวเราะ แต่เสียงหัวเราะนั้นฟังดูแปลกไป “เจ้ากลัวจนตาฝาดไปเองกระมัง?”

นักล่าหนุ่มหยุดเดิน สายลมพัดหมอกจางลงเล็กน้อย เขาจ้องไปที่เพื่อนของเขา… และสังเกตเห็นบางสิ่ง รอยเท้าที่ทั้งสองทิ้งไว้บนพื้นโคลน

มีสองชุดตอนที่พวกเขาเดินเข้าป่า แต่ตอนนี้… รอยเท้าที่เดินกลับมามีเพียงชุดเดียว และเพื่อนของเขา… ไม่ยอมให้เขาเห็นเท้าของตนเองเลย

หมู่บ้านปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้า นักล่าหนุ่มดีใจจนแทบวิ่งไปหา แต่เขาต้องแน่ใจเสียก่อน เขาหยุดเดินแล้วหันไปหาเพื่อนของเขา “หากเจ้ายังเป็นเจ้า จงถอดรองเท้าให้ข้าดู”

เพื่อนของเขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาจ้องมองมาโดยไร้ความรู้สึก “เจ้าไม่ไว้ใจข้าหรือ?”

“ข้าต้องแน่ใจ…” ความเงียบปกคลุมระหว่างพวกเขา

เพื่อนของเขายิ้มบาง ๆ ก่อนจะพูดเสียงแผ่ว “ช้าไปแล้ว…”

ทันใดนั้นร่างของ “เพื่อน” เริ่มสั่นไหวเหมือนภาพสะท้อนในน้ำ

เท้าข้างหนึ่งของมันค่อย ๆ ปรากฏเป็นกีบสัตว์สีดำ นักล่าหนุ่มก้าวถอยหลัง ดวงตาเบิกโพลง แต่ก่อนที่เขาจะได้วิ่ง…

“เพื่อน” ของเขากระโจนหายเข้าไปในเงามืด

เมื่อเขากลับถึงหมู่บ้านผู้เฒ่ามองมาที่เขานิ่ง ๆ ก่อนจะกล่าวเสียงแผ่ว “เจ้าโชคดีที่กลับมา… แต่บางคนที่เดินเข้าไปในป่า กับคนที่เดินออกมา อาจไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป”

จากวันนั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่นักล่าออกเดินทาง พวกเขาจะมองรอยเท้าของกันและกันเสมอ และในคืนที่หมอกลงจัด… บางครั้งจะเห็นเงาของชายคนหนึ่งเดินวนเวียนอยู่รอบหมู่บ้าน แต่ไม่มีใครกล้าเดินเข้าไปใกล้

เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากมองต่ำลงไป จะเห็นว่าเท้าข้างหนึ่งของเขา ไม่ใช่ของมนุษย์อีกต่อไป

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเปรูเรื่องตำนานชูยาชากี ภูติแห่งป่าอเมซอน 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ความเย่อหยิ่งทำให้เรามองไม่เห็นภัยที่อยู่ตรงหน้า และบางครั้ง เมื่อรู้ตัว… ก็อาจสายเกินไป”

นักล่าหนุ่มหัวเราะเยาะคำเตือนของผู้เฒ่า เพราะเชื่อว่าตนแข็งแกร่งเกินกว่าจะถูกหลอก แต่ป่าอเมซอนไม่ใช่สถานที่ที่ยอมให้ผู้ใดท้าทายง่าย ๆ บางสิ่งไม่จำเป็นต้องมองเห็นถึงจะมีอยู่จริง และบางครั้ง สิ่งที่ดูเหมือนความจริง อาจเป็นเพียงภาพลวงตาที่รอจะกลืนกินเราเท่านั้น

มนุษย์มักเชื่อในสิ่งที่อยากเชื่อ มองข้ามสัญญาณเตือนเพียงเพราะมันขัดกับความคิดของตัวเอง แต่ธรรมชาติมีกฎของมันเอง และผู้ที่ไม่เคารพย่อมต้องเผชิญกับผลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ บางครั้ง เราไม่ได้พ่ายแพ้ให้กับสิ่งที่ลึกลับเหนือธรรมชาติ แต่พ่ายแพ้ให้กับความมั่นใจที่มากเกินไปของตัวเอง

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่น่ากลัวที่สุด อาจไม่ใช่สิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด… แต่เป็นเงาของตัวเราที่เดินเคียงข้าง โดยที่เราไม่เคยหันไปมองมันเลย

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านเปรูเรื่องตำนานชูยาชากี ภูติแห่งป่าอเมซอน (อังกฤษ: Chullachaki) มีรากฐานจากตำนานพื้นบ้านของชนเผ่าพื้นเมืองในป่าอเมซอน โดยเฉพาะในเปรู เอกวาดอร์ และบางส่วนของบราซิล ชูยาชากีเป็นสิ่งมีชีวิตในความเชื่อของชนเผ่าเคชัวและชิปิโบ-โคนิโบ ซึ่งเป็นกลุ่มชนพื้นเมืองที่ดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติและเชื่อในพลังลี้ลับของป่า

ตำนานเล่าว่าชูยาชากีเป็นวิญญาณเฝ้าป่าที่สามารถแปลงร่างเป็นมนุษย์หรือสัตว์เพื่อหลอกล่อให้เหยื่อเดินลึกเข้าไปในป่าจนหาทางกลับไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่มันไม่สามารถปกปิดได้คือเท้าข้างหนึ่งที่เป็นกีบสัตว์ เรื่องเล่านี้มีขึ้นเพื่อเตือนนักเดินทางและนักล่าให้ระมัดระวัง ไม่บุกรุกทำลายธรรมชาติ และไม่ประมาทต่อสิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจ

นิทานฉบับนี้นำโครงเรื่องของตำนานชูยาชากีมาตีความใหม่ให้ลึกซึ้งขึ้น เน้นบทเรียนเกี่ยวกับความเย่อหยิ่ง การไม่ฟังคำเตือน และผลลัพธ์ของการมองข้ามสิ่งที่ตามองไม่เห็น จากเดิมที่เป็นเพียงเรื่องเตือนใจเกี่ยวกับภูติป่าและการหลงทาง ถูกขยายให้มีบรรยากาศลึกลับและแฝงปรัชญาว่า “บางครั้ง สิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่ปีศาจในเงามืด แต่เป็นความมั่นใจที่มากเกินไปของตัวเราเอง”

แม้ว่าตำนานดั้งเดิมจะเป็นเรื่องเล่าปากต่อปากในกลุ่มชนพื้นเมือง นิทานฉบับนี้ยังคงรักษาโครงสร้างของเรื่องไว้ แต่เล่าขานใหม่ให้มีความตื่นเต้น ลึกซึ้ง และให้บทเรียนที่สะท้อนถึงธรรมชาติของมนุษย์ที่มักมองข้ามคำเตือน จนกว่าจะพบกับผลลัพธ์ที่ไม่อาจย้อนคืนได้

“ผู้ที่ไม่ระวังในสิ่งที่มองไม่เห็น อาจถูกกลืนกินโดยสิ่งที่ไม่อาจหลบหนี”

นิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องเอลโดราโด ตำนานนครทองคำ

ในดินแดนที่ถูกปกคลุมด้วยป่าทึบและสายหมอก มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากประเทศโคลอมเบีย มีเรื่องเล่าที่ถูกกระซิบผ่านกองไฟมายาวนาน ผู้เฒ่าผู้แก่กล่าวถึงสถานที่ที่ไม่มีใครเคยพบเห็น แต่มีผู้คนมากมายพยายามตามหา เส้นทางสู่ที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยอุปสรรค บางคนกล่าวว่ามันคือพรจากสวรรค์ ขณะที่บางคนเชื่อว่ามันคือกับดักที่ไม่มีวันปลดปล่อย

ค่ำคืนหนึ่ง เรื่องราวเหล่านั้นถูกกล่าวถึงอีกครั้ง โดยมีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งฟังอย่างตั้งใจ เขาไม่ได้ตั้งใจจะเชื่อ แต่บางสิ่งในถ้อยคำเหล่านั้นดึงดูดให้เขาหันมองเส้นขอบฟ้าที่มืดมิด และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ไม่มีวันหวนกลับ กับนิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องเอลโดราโด ตำนานนครทองคำ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องเอลโดราโด ตำนานนครทองคำ

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องเอลโดราโด ตำนานนครทองคำ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ค่ำคืนหนึ่ง ลมเย็นพัดผ่านหมู่บ้านกลางป่าไกลโพ้น เปลวไฟจากกองฟืนลุกไหวราวกับสะท้อนความลับบางอย่างในความมืด ผู้คนล้อมวงฟังชายชราผู้หนึ่งเล่าเรื่องราวที่ถูกเล่าขานมาหลายชั่วอายุคน

“เจ้ารู้จักตำนานของเอลโดราโดหรือไม่?” เขาถาม ดวงตาของเขาขุ่นมัวแต่ส่องประกายแปลกประหลาด

เอลโดราโด เมืองทองคำที่สาบสูญ ตำนานกล่าวว่า เมืองนี้เต็มไปด้วยทองคำบริสุทธิ์ กำแพงเป็นทอง หลังคาเป็นทอง แม้แต่น้ำในแม่น้ำยังสะท้อนแสงทองอร่าม และที่ศูนย์กลางของมัน ราชาทองคำทำพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์กลางทะเลสาบ ปกคลุมร่างด้วยผงทองคำบริสุทธิ์ก่อนจะโรยทองลงสู่ผืนน้ำ

“แต่ไม่มีใครเคยพบมันจริง ๆ ใช่ไหม?” หนุ่มคนหนึ่งเอ่ยขึ้น เสียงของเขาท้าทายกว่าคนอื่นที่เงียบฟังด้วยความเคารพ

ชายชราหันมองเขา รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้น “ไม่มีใครกลับมาเพื่อบอกว่าเจอ… หรือไม่มีใครรอดกลับมา?”

เสียงกระซิบในหมู่ชาวบ้านดังขึ้น แต่ชายหนุ่มคนนั้นยังคงจ้องมองชายชรา ดวงตาของเขามีแต่ความกระหายใคร่รู้ “ถ้าเมืองทองคำมีอยู่จริง ข้าจะเป็นคนค้นพบมันเอง”

รุ่งเช้าไทโบ ชายหนุ่มนักล่าผู้กล้าหาญ ออกเดินทางลึกเข้าไปในป่าตามเส้นทางที่เขาเคยได้ยินจากนักเดินทางผู้ลึกลับเขาไม่ได้ต้องการเพียงทองคำแต่ต้องการเป็นผู้ค้นพบสิ่งที่ไม่มีใครเคยเห็น

ป่าแห่งนี้แตกต่างจากที่เขาคุ้นเคย มันเงียบเกินไป ไม่มีเสียงนกร้อง ไม่มีเสียงกิ่งไม้หัก แม้แต่ลมก็แทบไม่พัดผ่าน

แต่เมื่อเขาเดินไปลึกขึ้น เสียงเริ่มดังขึ้น เสียงกระซิบแผ่วเบาที่ไม่ควรมีอยู่ “กลับไปเสีย มนุษย์…”

ไทโบชะงัก หันขวับมองรอบตัว แต่มีเพียงเงาของต้นไม้สูงตระหง่าน และหมอกสีเทาเข้มที่ลอยต่ำอยู่เหนือพื้นดิน เขาเดินต่อไป

คืนหนึ่ง ขณะที่เขากำลังพักอยู่ริมแม่น้ำ เขาฝันถึงทะเลสาบสีดำสนิท ที่กลางน้ำมีเงาสะท้อนของเมืองทองคำ กำแพงเรืองแสงด้วยทองแท้ หลังคาเปล่งประกายระยิบระยับ

แต่เมื่อเขายื่นมือแตะผิวน้ำเงานั้นก็สั่นไหว และทันใดนั้น มือสีดำสนิทก็พุ่งขึ้นมาจากใต้น้ำ ดึงร่างของเขาลงไป!

ไทโบสะดุ้งตื่นหอบหายใจหนัก เหงื่อเย็นไหลอาบแผ่นหลัง และที่ข้างตัวเขามีขนนกสีทองอร่ามร่วงลงมา ทั้งที่ไม่มีนกสักตัวอยู่รอบบริเวณนั้น

เขากำขนนกแน่น ก่อนจะลุกขึ้น เอลโดราโดอยู่ใกล้กว่าที่เขาคิด เขาต้องหาให้พบ… ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องเอลโดราโด ตำนานนครทองคำ 2

หลังจากฝ่าป่าลึกมาหลายวัน ไทโบก็พบมันทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์

หมอกหนาทึบลอยเอื่อยปกคลุมผืนน้ำดำสนิท ไร้กระแสคลื่น ไร้เสียงแม้เพียงกระซิบ มันช่างเงียบงันจนไทโบได้ยินเสียงหัวใจตนเองเต้น แต่เบื้องล่างนั้น… มีบางสิ่งเคลื่อนไหว

เงาสะท้อนของเมืองสีทองปรากฏขึ้นกลางน้ำ กำแพงส่องแสงเจิดจ้า ยอดวิหารตระหง่าน ปราสาทสุกสกาวราวกับสวรรค์ถูกจารึกไว้ใต้น้ำ

เอลโดราโด… จริง ๆ งั้นหรือ? “มันอยู่ตรงหน้าแล้ว…” ไทโบกระซิบ เขาก้าวเข้าไปใกล้ขอบน้ำ

แต่แล้วเสียงกระซิบแผ่วเบาก็ดังขึ้นรอบตัว “สิ่งที่เจ้ามองเห็น อาจไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะได้ครอบครอง…”

ไทโบหันขวับ ดวงตาจับจ้องไปยังเงามืดที่ก่อตัวขึ้นรอบทะเลสาบ “พวกเจ้าเป็นใคร!” เขาตะโกน แต่เสียงนั้นไม่มีผู้ใดตอบ

เบื้องหน้ามีทางเลือก จะยืนอยู่ตรงนี้มองมันจากระยะไกล และกลับไปพร้อมกับเรื่องเล่า หรือจะก้าวลงไป และเป็นผู้ค้นพบเอลโดราโดตัวจริง

เขาตัดสินใจแล้วเขาจะเป็นผู้ค้นพบเมืองในตำนาน ไทโบกระโจนลงสู่ผืนน้ำ และแล้ว… ทุกอย่างเปลี่ยนไป

ไทโบไม่ได้อยู่ในน้ำอีกต่อไป เขายืนอยู่กลางนครแห่งทองคำ

ทุกสิ่งเปล่งประกายแสงทองจ้า กำแพงสีทองสูงตระหง่าน ถนนเรียงรายด้วยอัญมณีล้ำค่า ท้องฟ้าส่องแสงสีเหลืองอร่ามราวกับพระอาทิตย์ไม่เคยลับขอบฟ้า

เขาทำได้แล้ว! เขาคือผู้ค้นพบเอลโดราโด!

แต่แล้ว… เขาสังเกตเห็นบางอย่าง เมืองนี้เงียบเกินไป ไม่มีผู้คน ไม่มีเสียง ไม่มีแม้แต่เงาของสายลม มีเพียงเงาดำไร้รูปร่างที่ทอดยาวไปตามทางเดิน เงานั้น… เคลื่อนไหว

ไทโบหันไปมองด้านหลัง และพบว่ามีเงาหนึ่งทอดมาจากตัวเขาเองแต่มันไม่ใช่เงาของเขา

“เจ้าคือผู้ที่ค้นพบเอลโดราโด…” เสียงกระซิบดังขึ้นรอบตัว “และบัดนี้ เจ้าจะเป็นส่วนหนึ่งของมัน”

ไทโบก้าวถอยหลัง แต่ทุกย่างก้าวร่างของเขาหนักขึ้น เหมือนถูกพันธนาการไว้กับพื้น

มือของเขาสัมผัสกำแพงทองคำ แต่ทองนั้นกลับกลายเป็นเถ้าธุลี หลุดร่วงจากกันเหมือนภาพลวงตา

เมืองทั้งเมือง… ค่อย ๆ สลายหายไป

และในที่สุด… เขาก็รู้ความจริง เอลโดราโดมีจริง แต่มันไม่ใช่เมืองแห่งทองคำ มันคือกับดักของความโลภ

นักเดินทางทุกคนที่พยายามครอบครองมันกลายเป็นเพียงเงา ถูกขังอยู่ที่นี่ตลอดกาล

ไทโบพยายามจะหนี แต่ไม่ทันแล้ว… ร่างของเขาถูกดูดกลืนเข้าสู่เงามืด เสียงสุดท้ายที่เขาได้ยินคือเสียงกระซิบ… “ยินดีต้อนรับสู่เอลโดราโด เมืองแห่งเงาที่ไม่มีวันตาย…”

รุ่งเช้า หมอกเหนือทะเลสาบจางหายไป แต่ไม่มีร่องรอยของไทโบอีกต่อไป

ผู้คนที่ผ่านมาจะมองลงไปในผืนน้ำ และบางครั้ง พวกเขาจะเห็นเงาของชายผู้หนึ่งทอดอยู่ใต้ผืนน้ำ

ชายผู้กล้าหาญที่เคยตามหาทองคำ… และพบเพียงความว่างเปล่า

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องเอลโดราโด ตำนานนครทองคำ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ความโลภเป็นภาพลวงตาที่ทำให้เราหลงทาง” สิ่งที่เราคิดว่ามีค่าที่สุดอาจเป็นเพียงเงาสะท้อนของความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งเราวิ่งไล่ตามมันโดยไม่หยุดคิด ยิ่งเราไขว่คว้าด้วยความกระหาย เราก็ยิ่งถลำลึกลงไปสู่จุดที่ไม่มีวันหวนกลับ

ไทโบเชื่อว่าทองคำในเอลโดราโดจะทำให้เขายิ่งใหญ่ เป็นผู้ค้นพบสิ่งที่ไม่มีใครเคยเห็น แต่เขาไม่เคยตั้งคำถามเลยว่า “ถ้าสิ่งนี้ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น เหตุใดจึงไม่มีใครได้ครอบครอง?” ความหลงใหลทำให้เขามองข้ามคำเตือน มองข้ามสัญญาณอันตราย และสุดท้ายก็ทำให้เขาก้าวเข้าสู่กับดักของตัวเอง เขาไม่ได้พบเมืองทองคำเขาพบเพียงเมืองแห่งเงา ที่สะท้อนแต่ความว่างเปล่า

“มนุษย์มักมองเห็นสิ่งที่อยากเห็น มากกว่าสิ่งที่เป็นจริง” เช่นเดียวกับไทโบที่เลือกจะเชื่อในเงาแห่งทองคำ มากกว่าคำกระซิบที่พยายามเตือนเขา นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้คนมากมายในชีวิตจริงเราหลงไหลในอำนาจ ทรัพย์สิน ความสำเร็จ โดยไม่เคยหยุดถามว่ามันจะนำเราไปที่ใด และเมื่อรู้ตัว บางครั้งมันก็สายเกินไป

“บางสิ่งไม่ได้ถูกซ่อนไว้เพราะมันมีค่า แต่ถูกซ่อนไว้เพราะมันคือคำสาป” เอลโดราโดไม่ใช่ขุมทรัพย์สำหรับผู้ใด มันคือกับดักที่ถูกสร้างขึ้นจากความโลภของมนุษย์เอง และมันจะคงอยู่ตลอดไป ตราบใดที่ยังมีผู้คนยอมละทิ้งทุกสิ่งเพื่อวิ่งไล่ตามสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องเอลโดราโด ตำนานนครทองคำ (อังกฤษ:El Dorado) ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานของ “เอลโดราโด” (El Dorado) ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าที่แพร่หลายในอเมริกาใต้ โดยเฉพาะในโคลอมเบีย เดิมที เอลโดราโดไม่ได้หมายถึงเมืองทองคำ แต่เป็นพิธีกรรมของเผ่ามุยส์กา (Muisca) ที่กษัตริย์ของพวกเขาจะเคลือบร่างกายด้วยผงทองคำแล้วล่องเรือไปกลางทะเลสาบกัวตาวิตา (Lake Guatavita) เพื่อถวายทองคำแก่เทพเจ้า พิธีกรรมนี้ถูกพบเห็นโดยชาวสเปนที่เดินทางมาสำรวจอเมริกาใต้ในศตวรรษที่ 16 และทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ามีเมืองทองคำซ่อนอยู่ในป่าลึก นักสำรวจมากมายพยายามค้นหา ขุดทะเลสาบ บุกป่าฝ่าดง และบางคนต้องสังเวยชีวิตเพื่อสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง

นิทานฉบับนี้นำแก่นของตำนานดั้งเดิมมาถ่ายทอดใหม่ โดยเปลี่ยน “เมืองทองคำที่จับต้องได้” ให้กลายเป็น “เมืองทองคำแห่งเงา” ซึ่งเป็นภาพลวงตาของความโลภ ชายหนุ่มในเรื่องไม่ได้เป็นนักล่าอาณานิคมที่เดินทางจากแดนไกล แต่เป็นชาวพื้นเมืองที่ถูกดึงดูดด้วยตำนานของบรรพบุรุษ การที่เขามองเห็นเมืองทองคำสะท้อนอยู่ในผืนน้ำแต่ไม่สามารถสัมผัสได้ สะท้อนถึงธรรมชาติของความปรารถนาอันไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งเขาพยายามครอบครองมันมากเท่าใด ก็ยิ่งจมลึกลงไปในกับดักของตัวเอง

นิทานนี้ยังคงองค์ประกอบสำคัญจากต้นฉบับ เช่น ทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์เป็นจุดศูนย์กลางของเรื่อง และการเดินทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ถูกตีความใหม่ให้เป็นเรื่องราวของมนุษย์ที่ถูกความโลภบดบังตา จนหลงลืมคำเตือนและมุ่งไปสู่ความหายนะโดยไม่รู้ตัว มันไม่ได้เป็นเพียงนิทานเกี่ยวกับการตามล่าสมบัติ แต่เป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงธรรมชาติของมนุษย์ที่มักไล่ตามสิ่งที่ตนไม่มี จนสุดท้ายอาจสูญเสียทุกอย่างไปโดยไม่รู้ตัว เอลโดราโดจึงไม่ใช่ขุมทรัพย์ของผู้ใด แต่เป็นบททดสอบของผู้ที่พยายามไขว่คว้า บางสิ่งไม่ได้ถูกซ่อนไว้เพราะมันมีค่า แต่ถูกซ่อนไว้เพราะมันคือคำสาป และสุดท้าย มนุษย์ไม่ได้ถูกหลอกโดยตำนาน หากแต่ถูกหลอกโดยความโลภของตัวเอง

“ความโลภทำให้เราหลงไหลในสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง ยิ่งไขว่คว้า เรายิ่งจมลึก และสุดท้ายอาจกลายเป็นเพียงเงาที่ถูกลืมเลือนไป”

นิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องตำนานนกสายฟ้า

ฟากฟ้ากว้างใหญ่ทอดตัวเหนือผืนดินแห้งแล้ง แสงแดดแผดเผาทุกสิ่งจนแตกระแหง ต้นไม้ยืนต้นไร้ใบ ผู้คนทอดถอนใจเงยมองท้องฟ้าที่ไร้ซึ่งเมฆฝน ไม่มีสายน้ำใดไหลผ่านแผ่นดินนี้มาเนิ่นนาน เสียงกระซิบของสายลมแผ่วเบาดุจเสียงคร่ำครวญของโลกที่กำลังอ้อนวอนขอความเมตตาจากสิ่งที่อยู่เหนือกว่านั้น

ท่ามกลางความทุกข์ยาก เรื่องเล่านิทานพื้นบ้านสากลจากอดีตของอเมริกายังคงดังก้องในความทรงจำของคนเฒ่าคนแก่ ตำนานเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตอันเกรียงไกร ผู้ครอบครองสายฟ้าและพายุ เรื่องเล่าที่ว่ากันว่าเป็นเพียงนิทานสำหรับเด็ก หรืออาจเป็นความจริงที่ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา… กับนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องตำนานนกสายฟ้า

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องตำนานนกสายฟ้า

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องตำนานนกสายฟ้า

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว บนผืนแผ่นดินแห้งแล้งของชนเผ่าโบราณ ฤดูแล้งปีนี้ยาวนานกว่าที่เคยเป็น แม่น้ำเหือดแห้ง ต้นไม้ล้มตาย พื้นดินแตกระแหงราวกับแผลเป็นของโลก ผู้คนในเผ่าต่างทุกข์ทรมาน อาหารเริ่มขาดแคลน เด็ก ๆ ร้องไห้เพราะความหิวโหย

ค่ำคืนหนึ่ง ผู้อาวุโสของเผ่าเรียกประชุมรอบกองไฟ เปลวเพลิงลุกโชน สะท้อนเงาผู้คนที่นั่งล้อมวงด้วยความกังวล เสียงฟ้าร้องแผ่วเบาจากขอบฟ้าไกลแสนไกล ราวกับเป็นเสียงของเทพเจ้าที่ทอดทิ้งพวกเขาไปแล้ว

อัควาชายหนุ่มผู้กล้าหาญแห่งเผ่า นั่งเงียบฟังคำของผู้อาวุโส เขาเป็นนักล่าที่เก่งกาจ แต่ไม่มีเหยื่อใดให้ล่าอีกแล้ว ดวงตาของเขามองเปลวไฟ ทว่าในใจเต็มไปด้วยความว่างเปล่า

“ครั้งหนึ่ง นกสายฟ้าเคยคุ้มครองเรา” ผู้อาวุโสเอ่ยขึ้น เสียงของเขาหนักแน่นแต่แฝงไปด้วยความโศกเศร้า

“นกสายฟ้า?” อัควาถาม เขาเคยได้ยินเรื่องเล่าเมื่อตอนเป็นเด็ก แต่ไม่เคยคิดว่าจะมีใครเอ่ยถึงมันอย่างจริงจัง

“ใช่ นกสายฟ้าเป็นผู้สร้างพายุ เป็นผู้เรียกสายฝนมาหล่อเลี้ยงแผ่นดิน” ผู้อาวุโสกล่าว พลางเงยหน้ามองฟากฟ้ามืดมิด “แต่เมื่อหลายปีก่อน มีมนุษย์ผู้หนึ่งพยายามควบคุมมัน ใช้พลังของมันตามใจตน นกสายฟ้าจึงโกรธและบินจากไป นับแต่นั้นฝนก็ไม่เคยตกต้องตามฤดูกาลอีกเลย”

เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นทั่ววง คนในเผ่าต่างมองหน้ากันอย่างหวาดหวั่น “ถ้านกสายฟ้าจากไป เพราะมนุษย์กระทำผิด พวกเราก็ไม่มีทางขอให้มันกลับมาได้แล้วใช่ไหม?” หญิงชราผู้หนึ่งถามขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ

ผู้อาวุโสถอนหายใจ “บางที… อาจยังมีหนทาง ถ้ามีผู้กล้าเดินทางไปยังภูเขาสูงสุดฟ้า สถานที่ที่ว่ากันว่าเป็นที่พำนักของนกสายฟ้า”

ความเงียบปกคลุม จากนั้น อัควาก็ลุกขึ้น “ข้าจะไปเอง”

ทุกสายตาหันมามองเขา บางคนตกใจ บางคนชื่นชม บางคนเป็นกังวล “เจ้าแน่ใจหรือ อัควา? นี่ไม่ใช่เพียงการเดินทางธรรมดา ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่านกสายฟ้ายังอยู่ที่นั่นหรือไม่”

“ถ้าข้าไม่ไป เราจะต้องอดตาย” เขาตอบเสียงหนักแน่น

ผู้อาวุโสมองอัควาด้วยแววตาชื่นชม ก่อนจะยื่นขนนกสีฟ้าเรืองแสงให้เขา

“สิ่งนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งพายุ จงนำมันไป และจงจำไว้ว่าการเดินทางนี้ไม่ใช่เพื่อเจ้าเพียงผู้เดียว แต่เพื่อเผ่าของเรา”

อัควารับขนนกมาแล้วมองมัน แม้จะเป็นเพียงขนนก แต่กลับรู้สึกได้ถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ในมัน รุ่งเช้า เขาออกเดินทาง

ภูเขาสูงสุดฟ้าอยู่ไกลออกไป ต้องข้ามผ่านทะเลทรายร้อนระอุ ที่ซึ่งลมร้อนพัดผ่านเหมือนเปลวไฟจากสวรรค์ อัควาก้าวเดิน แม้เหงื่อจะไหลท่วมร่าง แต่เขาไม่หยุด

คืนหนึ่ง ขณะที่เขาหลบพักใต้เงาหินสูง ลมเย็นผิดปกติพัดผ่านมา เสียงกระซิบดังขึ้นในอากาศ “เจ้ามาทำไม มนุษย์?”

อัควาลืมตาขึ้น แล้วพบว่าเบื้องหน้ามีเงาร่างโปร่งแสงยืนอยู่วิญญาณแห่งพายุ “ข้ามาตามหานกสายฟ้า ข้าจะขอให้มันคืนฝนให้แก่เผ่าของข้า”

“นกสายฟ้าไม่ฟังคำร้องขอของมนุษย์ง่าย ๆ” วิญญาณกล่าว “เจ้าอาจไปถึงมัน แต่หากจิตใจของเจ้าไม่แข็งแกร่งพอ เจ้าอาจนำภัยพิบัติมาสู่เผ่าของเจ้าแทน”

“ข้าพร้อมแล้ว” อัควาตอบเสียงหนักแน่น

“ถ้าเช่นนั้น จงผ่านบททดสอบแห่งพายุ” ทันใดนั้นสายลมก็พัดแรงขึ้น เม็ดทรายหมุนวนรอบตัวเขา วิญญาณแห่งพายุเงยหน้าขึ้นและกล่าว

“บททดสอบข้อแรก: อดทนต่อสายลม” ลมพายุโหมกระหน่ำ แรงราวกับจะฉีกเนื้อออกจากกระดูก อัควาเซไป แต่เขากัดฟันแน่น พายุมีจังหวะของมัน ลมแรงขึ้นแล้วเบาลง… หากเขาต้านมันตรง ๆ เขาจะแพ้ แต่หากเขาปรับตัวและเคลื่อนไหวตามมัน เขาจะอยู่รอด

อัควาหลับตา ผ่อนลมหายใจ แล้วเคลื่อนไหวไปตามจังหวะของพายุ ไม่นานนัก พายุก็สงบลง “เจ้าฉลาด เจ้าเรียนรู้ว่าพายุไม่ได้มีเพียงความรุนแรง แต่มีจังหวะของมัน” วิญญาณเอ่ย

“บททดสอบข้อสอง: เมตตาต่อผู้ที่อ่อนแอกว่า” เบื้องหน้าของอัควาปรากฏนกตัวเล็กที่ปีกหัก มันดิ้นรนบนพื้นทราย เขามีทางเลือกจะช่วยมัน หรือจะปล่อยให้มันตายแล้วเดินทางต่อไป

อัควาก้มลงอุ้มนกตัวนั้นขึ้นมา เขาฉีกชายเสื้อของตน พันปีกของมันอย่างระมัดระวัง แม้รู้ว่าต้องเสียเวลาเดินทาง แต่นกตัวนี้ก็มีชีวิตเช่นเดียวกับเขา

ทันใดนั้นเอง นกตัวเล็กก็เปล่งแสง กลายร่างเป็นวิญญาณของสายลมตนที่สอง “เจ้าผ่านบททดสอบแห่งเมตตา มนุษย์ผู้กล้า เจ้าไม่เห็นแก่ตนเองเพียงอย่างเดียว”

“บททดสอบข้อสุดท้าย: เข้าใจพลังแห่งสายฟ้า” ฟ้าผ่าลงตรงหน้าอัควาเปล่งแสงสว่างเจิดจ้า เขารู้ว่าสายฟ้าไม่ใช่เพียงพลังทำลาย แต่ยังเป็นพลังที่ให้กำเนิดชีวิตแก่โลก เขาต้องหาทางควบคุมมัน ไม่ใช่ต่อสู้กับมัน

เขาเหยียดมือออกไป ขนนกสีฟ้าในมือเปล่งแสง สายฟ้าแล่นผ่านตัวเขาโดยไม่ทำร้ายเขา

วิญญาณแห่งพายุพยักหน้า “เจ้าพร้อมแล้ว จงไปพบกับนกสายฟ้าเถิด”

ม่านเมฆเปิดออก เบื้องหน้าคือยอดเขาสูงสุดฟ้า และเสียงฟ้าร้องดังก้อง นกสายฟ้ารอเขาอยู่ที่นั่น

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องตำนานนกสายฟ้า 2

หลังจากผ่านบททดสอบ อัควาเดินขึ้นสู่ยอดเขาสูงสุดฟ้า เมฆหนาทึบแผ่ปกคลุม สายฟ้าฟาดเป็นประกายสีฟ้าสว่างวาบเป็นระยะ ลมเย็นเยียบพัดผ่านราวกับภูเขานี้มีชีวิต

ที่กลางยอดเขา มีแท่นศิลาขนาดใหญ่ และเหนือแท่นนั้น มีบางสิ่งขดตัวอยู่ มันคือนกสายฟ้า

ขนของมันเป็นสีฟ้าเข้มปนม่วงเรืองแสง ราวกับท้องฟ้าก่อนเกิดพายุ ดวงตาของมันเปล่งแสงสีขาว และปีกของมันกว้างใหญ่ราวกับพายุฝนที่ก่อตัวบนฟากฟ้า

อัควาหยุดนิ่ง ดวงตาของเขาสะท้อนเงาร่างของสิ่งมีชีวิตศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเคยได้ยินในตำนานมาตลอด

ทันใดนั้น ดวงตาของนกสายฟ้าก็ลืมขึ้น เปลวสายฟ้าปะทุรอบตัวมัน “เจ้ามาทำไม มนุษย์?”

เสียงของมันดังกึกก้องราวกับฟ้าร้อง อัควาสูดหายใจลึกก่อนตอบ “ข้าคืออัควา จากเผ่าที่กำลังจะล่มสลาย ข้าขอให้ท่านนำฝนกลับคืนมา”

นกสายฟ้าเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ “มนุษย์เอ๋ย พวกเจ้าร้องขอฝน แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่า พายุไม่เชื่อฟังผู้ใด?”

อัควาขมวดคิ้ว “ข้าไม่เข้าใจ”

ปีกของนกสายฟ้ากระพือหนึ่งครั้ง ลมพัดแรงจนแทบพาอัควาปลิวไป “เจ้ามนุษย์ผู้ใจกล้า เจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าครั้งหนึ่ง ข้าเคยปรากฏตัวต่อเผ่าของเจ้า แต่กลับถูกมนุษย์พยายามควบคุม เขาไม่เข้าใจว่าธรรมชาติไม่ใช่สิ่งที่ใครจะออกคำสั่งได้”

อัควานิ่งคิดไปชั่วครู่ “ข้าไม่ได้ต้องการควบคุมฝน ข้าเพียงต้องการให้เผ่าของข้ามีชีวิตรอด”

นกสายฟ้าจ้องมองเขา แล้วถามคำถามสุดท้าย “หากข้าทำให้ฝนตกอีกครั้ง เจ้าจะรับผิดชอบผลที่ตามมาหรือไม่?”

อัควากะพริบตา เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าฝนที่ขอ อาจมาพร้อมกับสิ่งที่เขาไม่คาดคิด

อัควานิ่งคิด คำถามของนกสายฟ้าทำให้เขานึกถึงบททดสอบที่ผ่านมาก่อนหน้านี้

“พายุไม่ได้มีเพียงความรุนแรง แต่มีจังหวะของมัน พลังสายฟ้าไม่ใช่แค่ทำลาย แต่ให้กำเนิดชีวิตด้วย” เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าหากฝนตกหนักเกินไป น้ำท่วมอาจทำลายหมู่บ้าน แทนที่จะช่วยชีวิตพวกเขา

“ข้าไม่สามารถขอให้ท่านประทานฝนได้ตามที่ใจข้าต้องการ เพราะข้าไม่รู้ว่าฝนที่ตกลงมาจะให้คุณหรือให้โทษ ข้าขอเพียงให้ท่านคืนสมดุลแก่แผ่นดินนี้ ให้ฝนตกเมื่อถึงเวลาที่ควรตก ไม่ใช่เพราะข้าเรียกร้องให้มันมา”

นกสายฟ้าเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “เจ้ารู้แล้วว่าฝนไม่ใช่เพียงพร แต่ยังเป็นพลังที่ต้องใช้ให้ถูกต้อง”

มันกางปีกกว้าง และส่งเสียงร้องกึกก้อง เสียงของมันดังกระหึ่มไปทั่วท้องฟ้า สายฟ้าสีขาวแล่นผ่านท้องฟ้า เสียงฟ้าร้องกัมปนาท และแล้วฝนเม็ดแรกก็ตกลงมา

อัควาเงยหน้ามอง หยดฝนเย็นชื่นกระทบร่างของเขา ฟ้าครึ้มขึ้น เมฆฝนก่อตัวทั่วทั้งแผ่นดิน

แต่ครั้งนี้ไม่ใช่พายุทำลายล้าง มันเป็นฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างอ่อนโยน ราวกับธรรมชาติได้คืนสมดุลให้แก่โลกอีกครั้ง

นกสายฟ้าหุบปีกลงและจ้องมองอัควา

“กลับไปบอกเผ่าของเจ้าว่ามนุษย์ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ไม่ใช่บังคับมัน”

อัควาคุกเข่าลง โค้งศีรษะให้แก่นกสายฟ้า ก่อนจะหันหลังและเดินกลับลงจากยอดเขา

เมื่ออัควากลับถึงหมู่บ้านสายฝนยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่รุนแรง ผืนดินเริ่มชุ่มชื้นอีกครั้ง แม่น้ำที่แห้งขอดเริ่มไหลเอื่อย ผู้คนออกมายืนท่ามกลางสายฝน หลายคนร้องไห้ด้วยความดีใจ

ผู้อาวุโสเดินเข้ามาหาอัควา วางมือบนบ่าของเขา “เจ้าทำได้ดีมาก อัควา… พวกเราจะไม่มีวันลืมเรื่องราวของเจ้า”

อัควาเงยหน้ามองฟ้า เมฆยังคงเคลื่อนตัว เสียงฟ้าร้องยังคงอยู่ไกล ๆ เขายิ้มออกมา เพราะเขารู้แล้วว่า แม้พายุจะมาอีกครั้ง แต่มันจะมาในเวลาที่สมควร

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องตำนานนกสายฟ้า 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… มนุษย์ไม่สามารถควบคุมธรรมชาติตามใจปรารถนาได้ ทุกสิ่งมีจังหวะและสมดุลของมันเอง หากเราใช้พลังโดยปราศจากความเข้าใจ อาจนำไปสู่หายนะมากกว่าประโยชน์ เช่นเดียวกับฝนที่แม้จะเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิต แต่หากตกหนักเกินไปก็อาจกลายเป็นน้ำท่วมทำลายทุกสิ่ง

อัควาเริ่มต้นด้วยความตั้งใจดี แต่เขาคิดเพียงว่า “ถ้าฝนตก ทุกอย่างจะดีขึ้น” โดยไม่ตระหนักว่าพลังแห่งธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าที่มนุษย์จะสั่งให้เป็นไปตามใจได้ การเรียนรู้จากนกสายฟ้าทำให้เขาเข้าใจว่า เราต้องอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ไม่ใช่พยายามบังคับมัน

เช่นเดียวกับชีวิตของเรา บางสิ่งไม่อาจเกิดขึ้นได้เพียงเพราะเราต้องการ บางครั้งสิ่งที่ดีที่สุดไม่ใช่การเร่งรีบให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผน แต่เป็นการรอคอยจังหวะที่เหมาะสม เคารพในกระแสของธรรมชาติ และใช้ปัญญาในการตัดสินใจ ไม่ใช่เพียงแต่ความกล้าหาญหรือความต้องการของตัวเอง สุดท้ายแล้ว ความสมดุลคือสิ่งที่แท้จริง

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องตำนานนกสายฟ้า (อังกฤษ: The Legend of Thunderbird) ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานพื้นเมืองของชนเผ่าอเมริกันที่เล่าถึงนกสายฟ้าเป็นนกศักดิ์สิทธิ์ที่ควบคุมสายฝนและพายุ เรื่องเล่าเหล่านี้แตกต่างกันไปในแต่ละเผ่า แต่โดยรวมแล้ว นกสายฟ้าเป็นสัญลักษณ์ของพลังธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่และไม่อาจถูกควบคุมได้

หลายตำนานกล่าวถึงนกสายฟ้าในฐานะผู้พิทักษ์ที่นำพาฝนมาให้โลก แต่บางเผ่าก็มีเรื่องเล่าถึงการปะทะกันระหว่างนกสายฟ้ากับงูยักษ์แห่งความแห้งแล้ง ซึ่งเป็นตัวแทนของภัยแล้งและความแห้งผาก ตำนานเหล่านี้สะท้อนถึงแนวคิดเรื่องความสมดุลของธรรมชาติ และการที่มนุษย์ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมัน แทนที่จะพยายามบังคับ

นิทานฉบับนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากโครงเรื่องเหล่านั้นและถูกปรับแต่งให้เป็นเรื่องราวของอัควา ชายหนุ่มผู้กล้าแห่งเผ่าที่ออกเดินทางเพื่อตามหานกสายฟ้า โดยเน้นให้เห็นถึงพัฒนาการของตัวละครจากความกล้าหาญที่มาพร้อมกับความไม่เข้าใจ ไปสู่การเรียนรู้และการตระหนักถึงสมดุลของธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนแนวคิดแบบนิทานอีสปที่มีคติสอนใจเกี่ยวกับการใช้ปัญญาและความรับผิดชอบต่อพลังที่ยิ่งใหญ่

นิทานนี้จึงเป็นการผสมผสานระหว่างตำนานพื้นเมืองอเมริกันและแนวคิดเชิงปรัชญา ที่ถูกเล่าขานใหม่เพื่อให้เข้าถึงผู้ฟังในยุคปัจจุบัน โดยยังคงรักษาแก่นของเรื่องที่ว่ามนุษย์ไม่สามารถบังคับธรรมชาติได้ แต่สามารถเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมันอย่างเคารพและเข้าใจ

“ผู้ที่พยายามบังคับพายุ อาจจมอยู่ในสายฝนของตนเอง”

นิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องเดวี่ คร็อกเก็ตต์ (Davy Crockett)

ในดินแดนพรมแดนอันกว้างใหญ่ ที่ซึ่งธรรมชาติไร้กฎเกณฑ์และอันตรายอยู่ทุกย่างก้าว มีตำนานนิทานพื้นบ้านสากลจากอเมริกา เล่าถึงชายผู้หนึ่งที่ได้ถือกำเนิดขึ้น ท่ามกลางป่าเขาและเสียงปืน เขาเติบโตขึ้นพร้อมกับตำนานของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเสียงเล่าขานว่าเขาฆ่าหมีตั้งแต่ยังเด็ก หรือความกล้าหาญที่ไม่มีวันสั่นคลอน ทุกคนต่างรู้จักชื่อของเขา

แต่ตำนานไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากคำพูดเพียงอย่างเดียว มันถูกสลักไว้ด้วยการกระทำ และบางครั้ง ต้องแลกมาด้วยทุกสิ่งที่มี กับนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องเดวี่ คร็อกเก็ตต์ (Davy Crockett) นักสู้ และตำนานแห่งพรมแดน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องเดวี่ คร็อกเก็ตต์

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องเดวี่ คร็อกเก็ตต์ นักสู้ และตำนานแห่งพรมแดน

สายลมพัดผ่านป่าทึบของเทนเนสซี ใบไม้สั่นไหวราวกับกระซิบถึงเรื่องราวของนักล่าผู้ยิ่งใหญ่ เด็กชายตัวเล็กในเสื้อหนังสัตว์ยืนอยู่กลางป่า มือกำด้ามมีดแน่น ดวงตาจับจ้องบางสิ่งที่ขยับอยู่ในพุ่มไม้ มันเป็นหมีตัวใหญ่ ขนดำสนิท ดวงตาดุดัน แต่เด็กชายไม่ได้แสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย

“พ่อบอกว่าถ้าข้าจะอยู่รอดในพรมแดน ข้าต้องล่าให้เป็น” เด็กชายพึมพำกับตัวเอง เขาปรับท่ายืนให้มั่นคง ก่อนจะกระโจนเข้าหาหมีอย่างไม่ลังเล!

นี่คือเดวี่ คร็อกเก็ตต์ วีรบุรุษแห่งพรมแดน ว่ากันว่าเขาฆ่าหมีได้ตั้งแต่อายุเพียง 3 ขวบ บ้างก็ว่าเขาใช้เพียงมีดเล่มเดียวจัดการกับหมีที่ใหญ่กว่าตัวเขาหลายเท่า ไม่มีใครรู้ว่าจริงเท็จแค่ไหน แต่ที่แน่ ๆ คือ ชื่อของเขากลายเป็นตำนานตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

เดวี่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางป่าและแม่น้ำ เรียนรู้ที่จะล่าสัตว์ ยิงปืน และเอาตัวรอดในดินแดนที่โหดร้าย เขาวิ่งเร็วกว่าเด็กคนไหน ๆ ยิงปืนแม่นยำราวจับวาง และไม่มีสัตว์ป่าตัวใดที่สามารถหลอกล่อเขาได้

วันหนึ่ง เขาออกล่ากับพ่อของเขา ขณะที่พวกเขากำลังตามรอยกวาง เดวี่ก็ได้ยินเสียงผิดปกติ

“มีบางอย่างตามพวกเราอยู่…” เขากระซิบกับพ่อ

พ่อของเขาพยักหน้า พวกเขาหันหลังกลับทันที และนั่นเอง ดวงตาสีเหลืองคู่หนึ่งจ้องมองจากเงามืดหมาป่าฝูงหนึ่ง กำลังค่อย ๆ ล้อมพวกเขาไว้!

แต่เดวี่ไม่ถอย “พ่อ ยิงตัวซ้าย ข้าจัดการตัวขวา!” เดวี่ตะโกน ก่อนจะยกปืนขึ้นและเหนี่ยวไก

เสียงปืนดังสนั่น หมาป่าตัวหนึ่งล้มลง อีกตัวกระโจนเข้าใส่เดวี่ แต่เขาไวพอจะพลิกตัวหลบ จากนั้นใช้ด้ามปืนฟาดเข้าที่หัวมันเต็มแรง! หมาป่าหอนลั่นก่อนจะวิ่งหนีไป

พ่อของเดวี่ยืนมองลูกชายตัวเองอย่างภาคภูมิใจ “เจ้ามีหัวใจของนักสู้จริง ๆ ลูกชายข้า”

และนั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของชายที่จะกลายเป็นตำนานแห่งพรมแดนอเมริกา

เมื่อเดวี่เติบโตขึ้น ชื่อเสียงของเขาในฐานะนักล่าผู้เก่งกาจกระจายไปทั่ว ผู้คนเริ่มรู้จักเขาในฐานะชายที่สามารถล่าหมี ยิงปืนได้แม่นยำ และเล่าเรื่องสนุก ๆ ได้เก่งที่สุดคนหนึ่ง แต่สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากนักล่าคนอื่น ๆ คือ เขาไม่เพียงแต่ใช้ปืน แต่ยังใช้คำพูดได้อย่างเฉียบคม

วันหนึ่ง ขณะที่เขานั่งอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ชายชรากลุ่มหนึ่งกำลังบ่นถึงปัญหาของชาวบ้าน “พวกนักการเมืองในเมืองไม่เคยฟังเราเลย” คนหนึ่งพูด “พวกเขาสนแต่เงินทองของตัวเอง”

เดวี่หัวเราะเสียงดัง ก่อนจะพูดขึ้น “ถ้าพวกเจ้าต้องการคนที่พูดแทนพวกเจ้า ทำไมไม่ให้ข้าไปเป็นนักการเมืองเสียเองล่ะ?”

ผู้คนรอบตัวเขาหัวเราะ แต่พวกเขารู้ว่าเดวี่พูดจริง

และแล้ว ด้วยเสียงสนับสนุนจากชาวบ้าน เดวี่ คร็อกเก็ตต์ ก็กลายเป็นนักการเมือง

แต่เขาไม่ใช่นักการเมืองธรรมดา เขาแต่งตัวในเสื้อหนังสัตว์แบบเดิม สวมหมวกหนังแรคคูน และยังคงพูดจาตรงไปตรงมาแบบชาวพรมแดน เขาไม่สนใจวิธีพูดแบบผู้ดีในเมือง เขาพูดเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่ออำนาจ

เมื่อเขาไปถึงสภาคองเกรส เขาเผชิญหน้ากับประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ็กสัน ซึ่งออกกฎหมายให้ขับไล่ชนพื้นเมืองออกจากดินแดนของพวกเขา เดวี่ลุกขึ้นในที่ประชุม

“พวกเขาอยู่ที่นี่ก่อนเรา ทำไมเราต้องผลักไสพวกเขาไป?” เขากล่าวเสียงดัง “ข้าเกิดและเติบโตในพรมแดน ข้ารู้ว่าพวกเขาไม่ใช่ศัตรูของเรา แต่เป็นเพื่อนร่วมแผ่นดิน”

นักการเมืองคนอื่นมองเขาด้วยความตกใจ ไม่มีใครกล้าท้าทายประธานาธิบดีแบบนี้ แต่เดวี่ไม่กลัว แม้ว่าการต่อต้านรัฐบาลกลางจะทำให้เขาเสียตำแหน่งในภายหลัง เขาก็ไม่สน “ข้าขอพูดในสิ่งที่ถูกต้อง ดีกว่าก้มหัวให้สิ่งที่ผิด!”

และเมื่อเขาถูกขับออกจากการเมือง เขากลับไปทำในสิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดการผจญภัยในดินแดนใหม่

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องเดวี่ คร็อกเก็ตต์ 2

ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ทิ้งแสงสุดท้ายอาบไล้กำแพงหินของ ป้อมอะลาโม ทหารเท็กซัสกลุ่มเล็ก ๆ ยืนอยู่บนกำแพง มือจับปืนแน่น ดวงตามองไปยังเส้นขอบฟ้าที่เต็มไปด้วยกองทัพเม็กซิกัน กองกำลังของนายพลซานตา แอนนา กำลังเคลื่อนทัพเข้ามา

และท่ามกลางนักรบเหล่านั้น มีชายคนหนึ่งยืนตระหง่าน เดวี่ คร็อกเก็ตต์

หลังจากออกจากสภาคองเกรส เดวี่ออกเดินทางไปเท็กซัส ดินแดนที่เต็มไปด้วยโอกาสและการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ เมื่อเขาได้ยินว่าชาวเท็กซัสกำลังต่อสู้เพื่อปลดแอกตนเองจากเม็กซิโก เขาก็ไม่ลังเลเลยที่จะร่วมรบ

“ข้ามาเพื่อเท็กซัส และข้าจะสู้เพื่อมัน!” เขาประกาศ

เมื่อทหารเม็กซิกันปิดล้อมป้อมอะลาโม ทุกคนรู้ดีว่าพวกเขาไม่มีทางรอด แต่ไม่มีใครถอย แม้แต่ก้าวเดียว

คืนก่อนการต่อสู้ครั้งสุดท้าย เดวี่นั่งอยู่หน้าเตาผิง เล่นไวโอลินเบา ๆ ขณะที่ทหารคนอื่น ๆ ฟังเงียบ ๆ ไม่มีใครพูดอะไร ทุกคนรู้ว่าวันพรุ่งนี้อาจเป็นวันสุดท้ายของพวกเขา

“ถ้าพวกเจ้ากลัว ก็หนีไปซะ” เดวี่พูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “แต่ถ้าเจ้าจะสู้ ก็จงสู้ให้สมศักดิ์ศรี!”

รุ่งเช้าเสียงกลองศึกของเม็กซิกันดังขึ้น กองทัพของซานตา แอนนาเข้าตีป้อม ทหารเท็กซัสยิงตอบโต้สุดกำลัง เดวี่ยืนอยู่บนกำแพง คาบปืนสั้น ยิงอย่างแม่นยำ ทหารเม็กซิกันล้มลงทีละคน แต่พวกมันก็ยังหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด

พวกเขาสู้จนกระสุนหมด แล้วใช้ดาบ ใช้ปลายปืน ใช้ทุกอย่างที่มี ต่อสู้จนถึงลมหายใจสุดท้าย

และเมื่อเสียงปืนสงบลง ป้อมอะลาโมก็ตกอยู่ในเงาของกองทัพเม็กซิกัน

เดวี่ คร็อกเก็ตต์ ล้มลงพร้อมกับพวกพ้องของเขา

ฟ้าสีเลือดเหนือป้อมอะลาโมบอกเล่าเรื่องราวของผู้ที่สละชีพเพื่อเสรีภาพ ควันจากการต่อสู้ยังลอยอ้อยอิ่งในอากาศ เสียงกลองศึกเงียบลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้ง เดวี่ คร็อกเก็ตต์ล้มลงแล้ว เช่นเดียวกับสหายของเขาทุกคน แต่บางสิ่งยังไม่จบ…

ข่าวการล่มสลายของป้อมอะลาโมแพร่กระจายไปทั่วเท็กซัส แต่มันไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่มันคือจุดเริ่มต้น ความโกรธแค้นจากการสูญเสียครั้งนี้ทำให้กองทัพเท็กซัสลุกขึ้นต่อสู้ด้วยพลังที่ไม่เคยมีมาก่อน พวกเขาตะโกนเสียงดังว่า “จงจำอะลาโม!” (Remember the Alamo!) ทุกครั้งที่เข้าสู่สมรภูมิ

ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น กองทัพเท็กซัสนำโดยแซม ฮูสตัน ได้ปะทะกับกองทัพของซานตา แอนนาในสมรภูมิซาน จาซินโต และในเวลาเพียง 18 นาที พวกเขาก็ได้รับชัยชนะ เท็กซัสได้รับอิสรภาพ แต่ราคาของมันคือเลือดของวีรบุรุษผู้กล้าหาญแห่งอะลาโม

ทว่าเรื่องราวของเดวี่ คร็อกเก็ตต์ไม่ได้ตายไปพร้อมกับเขา มันกลับเติบโตขึ้นในฐานะตำนาน บางคนเล่าว่าเขาสู้จนถึงวินาทีสุดท้าย แม้กระสุนจะหมดก็ใช้ด้ามปืนและมือเปล่าเข้าต่อสู้ บางคนเล่าขานว่า เขายืนหยัดแม้จะรู้ว่าความตายกำลังรออยู่ ไม่มีใครรู้ความจริงแน่ชัด แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ชื่อของเดวี่ คร็อกเก็ตต์จะไม่มีวันถูกลืม

เมื่อเวลาผ่านไป ตำนานของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นเรื่องเล่าขานของคนรุ่นหลัง จากนักล่าผู้สังหารหมีตั้งแต่อายุ 3 ขวบ สู่ชายที่ไม่เคยก้มหัวให้ความอยุติธรรม จากนักการเมืองผู้ไม่ประนีประนอม สู่วีรบุรุษแห่งอะลาโม และสุดท้าย เขาก็กลายเป็น หนึ่งในวีรบุรุษพื้นบ้านที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอเมริกา

เสียงกีตาร์และบทเพลง “The Ballad of Davy Crockett” ที่แต่งขึ้นในศตวรรษต่อมา ช่วยให้ชื่อของเขายังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คน เด็ก ๆ ทั่วอเมริกาสวมหมวกหนังแรคคูน เลียนแบบวีรบุรุษผู้ไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใด และแม้กาลเวลาจะผ่านไป เทพนิยายของอเมริกาก็ยังจารึกชื่อของเขาไว้ตลอดกาล

จากนักล่า สู่ผู้นำ จากนักรบ สู่ตำนานเดวี่ คร็อกเก็ตต์ ราชาแห่งพรมแดนป่า จะไม่มีวันถูกลืม

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องเดวี่ คร็อกเก็ตต์ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความกล้าหาญไม่ได้วัดจากการเอาชนะศัตรู แต่วัดจากการยืนหยัดเพื่อสิ่งที่ถูกต้อง แม้รู้ว่าอาจต้องพ่ายแพ้ เดวี่ คร็อกเก็ตต์ไม่ได้เป็นเพียงนักรบ แต่เป็นชายผู้ไม่เคยก้มหัวให้กับความอยุติธรรมและไม่เคยหนีจากการต่อสู้เพื่อสิ่งที่เขาเชื่อ

เกียรติยศไม่ได้อยู่ที่การมีชีวิตรอด แต่อยู่ที่สิ่งที่เราทิ้งไว้ให้โลกจดจำ เดวี่อาจล้มลงที่อะลาโม แต่ชื่อของเขายังคงอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลัง เพราะตำนานไม่ได้ถูกสร้างจากชัยชนะเพียงอย่างเดียว แต่มันถูกสร้างจากจิตวิญญาณที่ไม่ยอมแพ้

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องเดวี่ คร็อกเก็ตต์ นักสู้ และตำนานแห่งพรมแดน (อังกฤษ: Davy Crockett) มีที่มาจากเรื่องราวของ เดวี่ คร็อกเก็ตต์ (Davy Crockett, 1786–1836) นักล่า นักการเมือง และนักรบผู้กลายเป็นวีรบุรุษพื้นบ้านของอเมริกา เรื่องราวของเขาถูกเล่าขานผ่านหนังสือ บทละคร และสื่อบันเทิง จนกลายเป็นตำนานที่ผสมผสานระหว่างข้อเท็จจริงและเรื่องแต่ง

จากชายผู้เติบโตในพรมแดนป่า เที่ยวล่าสัตว์และเอาตัวรอด เขากลายเป็นนักการเมืองที่ยืนหยัดเพื่อลูกหลานชาวอเมริกัน ต่อต้านกฎหมายที่กดขี่ชนพื้นเมือง และในที่สุดเขาเลือกจะสู้เพื่ออิสรภาพของเท็กซัสในการรบที่ป้อมอะลาโม แม้จะรู้ว่าไม่มีทางรอด เรื่องราวของเขาไม่ได้จบลงที่นั่น เพราะหลังจากเขาเสียชีวิต ตำนานของเขากลับยิ่งใหญ่ขึ้น

ในศตวรรษที่ 20 เดวี่ คร็อกเก็ตต์ถูกทำให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก ผ่านซีรีส์และบทเพลง “The Ballad of Davy Crockett” จากดิสนีย์ ภาพของชายในหมวกหนังแรคคูน กลายเป็นสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณนักสู้แห่งอเมริกา และชื่อของเขาก็ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ตลอดกาล

นิทานเรื่องนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างตำนาน ที่เปลี่ยนชายคนหนึ่งให้กลายเป็นเรื่องเล่าขานของคนรุ่นหลัง เดวี่ คร็อกเก็ตต์ไม่ได้เป็นเพียงบุคคลในประวัติศาสตร์ แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ การยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง และจิตวิญญาณของผู้บุกเบิกอเมริกัน

“วีรบุรุษไม่ได้ถูกจดจำเพราะชัยชนะ แต่เพราะความกล้าที่จะยืนหยัด แม้รู้ว่าต้องพ่ายแพ้”

นิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องโคโยตีกับดวงดาว

ในอดีตกาลนานมาแล้วมีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากอเมริกา เล่าว่าท้องฟ้ายามค่ำคืนยังว่างเปล่า ไร้แสงดาว ไม่มีสิ่งใดส่องประกายในความมืด เหล่าเทพและสัตว์ศักดิ์สิทธิ์จึงร่วมมือกันสร้างดวงดาวขึ้นมา เพื่อแต่งแต้มท้องฟ้าให้สวยงามและสมบูรณ์แบบ

แต่ในหมู่พวกเขา มีผู้หนึ่งที่ไม่ชอบรอคอยและไม่สนใจความเป็นระเบียบ โคโยตี ผู้หุนหันพลันแล่น คิดว่ามีวิธีที่ง่ายและรวดเร็วกว่านั้น ทว่าความใจร้อนเพียงชั่วขณะ กลับเปลี่ยนท้องฟ้าไปตลอดกาล… กับนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องโคโยตีกับดวงดาว

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องโคโยตีกับดวงดาว

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องโคโยตีกับดวงดาว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอดีตกาลนานมาแล้ว ท้องฟ้ายามค่ำคืนยังว่างเปล่า ไม่มีแสงดาว ไม่มีดวงจันทร์ มีเพียงความมืดมิดที่ปกคลุมโลกยามราตรี เหล่าเทพและสัตว์ศักดิ์สิทธิ์มองดูและตัดสินใจว่าควรมีแสงระยิบระยับบนท้องฟ้า เพื่อให้โลกในยามค่ำคืนงดงามและไม่อ้างว้างจนเกินไป

พวกเขาเริ่มรวบรวมก้อนหินเรืองแสง ที่มีพลังพิเศษ เมื่อถูกโยนขึ้นไป มันจะเปล่งแสงและลอยอยู่บนฟ้าอย่างถาวร สัตว์ศักดิ์สิทธิ์แต่ละตัวช่วยกันจัดเรียงดวงดาวขึ้นไปอย่างระมัดระวัง พวกมันเลือกตำแหน่งให้เหมาะสม บางดวงรวมกันเป็นกลุ่มเกิดเป็นลวดลายสวยงาม บางดวงถูกเว้นระยะให้สมดุล

ท่ามกลางหมู่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์นั้นหมาป่ามีโคโยตีอยู่ด้วย มันเป็นสัตว์ที่ฉลาด แต่ขี้เล่น ดื้อรั้น และมักไม่ชอบทำตามกฎเกณฑ์ โคโยตีนั่งมองเหล่าสัตว์ที่ค่อย ๆ วางดวงดาวอย่างประณีต มันขมวดคิ้วอย่างเบื่อหน่าย

“พวกเจ้าจะเสียเวลาทำไม?” โคโยตีถามขึ้นอย่างรำคาญ “ทำไมไม่โยนหินพวกนี้ขึ้นไปทั้งหมดทีเดียว? ฟ้าก็จะเต็มไปด้วยแสงดาวในพริบตา!”

กวางศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นผู้ดูแลการจัดวางดวงดาวส่ายหน้า “ทุกสิ่งต้องมีระเบียบ โคโยตี ดวงดาวต้องถูกวางให้เหมาะสม เพื่อให้เกิดความสมดุลและความงดงาม”

โคโยตีพ่นลมหายใจเบา ๆ มันไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเสียเวลาจัดเรียงดวงดาวให้นานขนาดนี้ ท้องฟ้ายังคงมืดสนิท และมันรู้สึกว่าความมืดนั้นช่างน่าเบื่อ

คืนแล้วคืนเล่า เหล่าสัตว์ยังคงช่วยกันค่อย ๆ วางดวงดาวขึ้นไปทีละดวง โคโยตีมองดูด้วยความหงุดหงิด มันเป็นสัตว์ที่ไม่ชอบรออะไรนาน ๆ และไม่ชอบทำสิ่งที่ต้องใช้ความอดทน

“พวกเจ้าทำงานช้าจัง ข้าทนไม่ไหวแล้ว!” โคโยตีบ่น ก่อนจะเดินตรงไปยังกองหินเรืองแสง

สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตัวอื่น ๆ หันมามองมันด้วยความสงสัย กวางศักดิ์สิทธิ์ขมวดคิ้ว “โคโยตี เจ้าจะทำอะไร?”

แต่ยังไม่ทันมีใครห้ามได้ โคโยตีก็ก้มลงคว้าหินเรืองแสงขึ้นมากำมือหนึ่ง แล้วเหวี่ยงมันขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยแรงทั้งหมดที่มันมี!

พรึ่บ! หินเรืองแสงพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าและกระจัดกระจายไปทั่ว ดวงหนึ่งตกอยู่ในมุมหนึ่งของฟ้า อีกดวงปลิวออกไปไกลโดยไร้ทิศทาง บางดวงรวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ บางดวงอยู่โดดเดี่ยว

สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ทุกตัวอ้าปากค้าง มองดูดาวที่กระจัดกระจายอย่างไร้ระเบียบ จากฟ้าที่เคยมีดวงดาวที่จัดวางอย่างสวยงาม บัดนี้เต็มไปด้วยจุดแสงที่กระจายมั่วไปหมด

“แบบนี้ก็ดูดีออก!” โคโยตีพูดพลางหัวเราะ “ดูสิ ท้องฟ้าสว่างขึ้นทันทีเลย! ทำไมต้องเสียเวลาจัดเรียงกันทีละดวงด้วย?”

แต่แทนที่สัตว์ตัวอื่นจะเห็นด้วย พวกมันกลับมองหน้ากันด้วยความตกใจและผิดหวัง กวางศักดิ์สิทธิ์ถอนหายใจ “เจ้าทำให้ฟ้ามีดาวกระจัดกระจายไปหมด โคโยตี แทนที่จะเป็นระเบียบอย่างที่ควรจะเป็น”

โคโยตียักไหล่ มันไม่สนใจว่าสิ่งที่มันทำจะถูกต้องหรือไม่ สิ่งสำคัญคือมันทำให้ฟ้าสว่างขึ้นแล้ว และมันก็ไม่ต้องทนรออีกต่อไป

แต่เมื่อมันเงยหน้ามองท้องฟ้าอีกครั้ง มันเริ่มรู้สึกว่าบางอย่างผิดปกติ…

ดวงดาวบางดวง ดูไม่สวยงามอย่างที่มันคิด บางดวงเล็กเกินไป บางดวงกระจัดกระจายจนดูยุ่งเหยิง มันเริ่มไม่พอใจที่ฟ้าดูแปลกๆ ไป

“เดี๋ยวสิ… ข้าไม่ชอบดาวพวกนี้บางดวง”” โคโยตีพึมพำ “ข้าจะเอาพวกมันกลับลงมา!”

มันกระโดดสูงสุดแรงเกิด พยายามจะคว้าดาวที่มันไม่ชอบกลับลงมา แต่ไม่ว่ามันจะพยายามแค่ไหน มันก็ไม่อาจเอื้อมถึงดวงดาวได้อีกแล้ว

มันลองกระโดดอีกครั้ง… แล้วอีกครั้ง… แต่ทุกครั้งมันก็ล้มเหลว ดวงดาวลอยอยู่บนนั้นตลอดไป ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้อีกแล้ว

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องโคโยตีกับดวงดาว 2

โคโยตีมองขึ้นไปบนฟ้าด้วยความหงุดหงิด ดวงดาวที่มันโยนขึ้นไปนั้นดูไม่เป็นระเบียบเลย บางดวงเล็กเกินไป บางดวงอยู่โดดเดี่ยว และบางดวงก็สว่างเกินไปจนดูขัดตา มันรู้สึกว่าท้องฟ้าไม่น่าดูเหมือนที่มันคิดไว้

“เดี๋ยวสิ เจ้าพวกนี้ดูไม่ดีเลย ข้าจะเอาพวกมันลงมา!” โคโยตีพึมพำกับตัวเอง

มันงอเข่า แล้วกระโดดขึ้นสูงสุดแรงเกิด มันพุ่งตัวขึ้นไปในอากาศ ยื่นอุ้งเท้าออกไปหวังจะคว้าดาวที่มันไม่ชอบ แต่เมื่อมันคิดว่าปลายนิ้วจะสัมผัสดวงดาวได้ ดวงดาวกลับอยู่สูงกว่าที่มันคาดไว้

“อีกรอบ!” โคโยตีคำราม แล้วกระโดดขึ้นไปอีกครั้ง แต่มันก็ยังไปไม่ถึง

มันลองกระโดดซ้ำแล้วซ้ำเล่าครั้งแล้วครั้งเล่า จนเริ่มเหนื่อยหอบ แต่มันก็ยังคว้าดาวไม่ได้แม้แต่ดวงเดียว

สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตัวอื่น ๆ ยืนมองอยู่เงียบ ๆ ไม่มีใครพูดอะไร เพราะพวกเขารู้แล้วว่า โคโยตีแก้ไขสิ่งที่มันทำไปไม่ได้อีกแล้ว

“เจ้าทำสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว โคโยตี” กวางศักดิ์สิทธิ์พูดขึ้น “ดวงดาวเหล่านั้นจะอยู่บนนั้นตลอดไป ไม่ว่าเจ้าจะชอบหรือไม่ก็ตาม”

โคโยตียืนหอบ มองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยสายตาเสียดาย มันเพิ่งตระหนักว่าความใจร้อนของมันทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปตลอดกาล

โคโยตีเดินจากไปอย่างหัวเสีย มันไม่สามารถแก้ไขสิ่งที่ทำไปแล้วได้ ท้องฟ้าจะไม่เป็นระเบียบอย่างที่เหล่าเทพและสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตั้งใจอีกต่อไป

คืนนั้น โคโยตีปีนขึ้นไปนั่งบนโขดหินสูง เงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยความขุ่นเคือง มันพยายามไม่คิดถึงดวงดาวที่มันโยนขึ้นไป แต่มันก็อดมองไม่ได้ จนเกิดเป็นทางช้างเผือกขึ้น

ดวงดาวบางดวงส่องแสงเจิดจ้า บางดวงเล็กและห่างไกลกันเกินไป ฟ้าเต็มไปด้วยความวุ่นวาย และทั้งหมดเป็นฝีมือของมันเอง

โคโยตีนั่งจ้องท้องฟ้าอยู่นาน บางครั้งมันก็ยังพยายามกระโดดขึ้นไป หวังว่าสักวันมันจะสามารถคว้าดาวที่มันไม่ชอบลงมาได้ แต่มันก็ทำไม่สำเร็จเลยสักครั้ง

นั่นเป็นเหตุผลที่โคโยตีมักเงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน จ้องมองดวงดาวที่มันสร้างขึ้นมา ราวกับว่ายังไม่ยอมรับความผิดพลาดของมัน และบางครั้งมันก็ยังส่งเสียงหอนยาวไปยังท้องฟ้า เสียงที่เต็มไปด้วยความเสียดายและความดื้อรั้นที่ไม่มีวันจางหาย

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาดวงดาวจึงอยู่บนฟ้าในตำแหน่งที่เป็นอยู่จนถึงทุกวันนี้ บางกลุ่มเป็นระเบียบ และบางส่วนกระจัดกระจาย เป็นร่องรอยของคืนที่โคโยตีทำให้ท้องฟ้าเปลี่ยนไปตลอดกาล

ชาวนาวาโฮเชื่อว่าทางช้างเผือกเป็นเส้นทางสำหรับวิญญาณที่เดินทางระหว่างสวรรค์และโลก

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องโคโยตีกับดวงดาว 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความใจร้อนและความดื้อรั้นสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่อาจแก้ไขได้ เหมือนกับโคโยตีที่ไม่อดทนรอให้ดวงดาวถูกจัดวางอย่างสวยงาม แต่กลับเลือกใช้วิธีลัด จนทำให้ทุกอย่างวุ่นวายไปตลอดกาล

บางสิ่งเมื่อทำลงไปแล้ว ก็ไม่อาจย้อนคืนกลับมาได้ โคโยตีพยายามแก้ไขความผิดพลาดของตัวเอง แต่สายเกินไป ดวงดาวเหล่านั้นติดอยู่บนฟ้าตลอดไป เช่นเดียวกับบางการกระทำของเรา ที่เมื่อทำไปแล้วอาจไม่มีโอกาสแก้ตัว

สุดท้ายเราทุกคนต้องอยู่กับผลของการตัดสินใจของตัวเอง ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องโคโยตีกับดวงดาว (อังกฤษ: Coyote and the Stars) เป็นนิทานพื้นบ้านของชนพื้นเมืองอเมริกันที่เล่าขานกันมาหลายชั่วอายุคน โดยเฉพาะในกลุ่มชนเผ่าทางตะวันตก เช่น นาวาโฮ (Navajo), ปวยโบล (Pueblo) และแบล็กฟุต (Blackfoot) เรื่องราวนี้เป็นหนึ่งในตำนานที่อธิบายการกำเนิดของสิ่งต่างๆ บนโลก ซึ่งเป็นลักษณะของนิทานประเภท “Creation Myth” หรือ ตำนานการสร้างโลก ที่ชนพื้นเมืองใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ

ในอดีตกาล ชนพื้นเมืองมองขึ้นไปบนท้องฟ้าและตั้งคำถามว่าทำไมดวงดาวถึงกระจัดกระจาย บางกลุ่มเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ ในขณะที่บางส่วนดูเหมือนถูกโยนขึ้นไปแบบไร้ทิศทาง พวกเขาเชื่อว่าทุกสิ่งมีที่มาที่ไป และโลกไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ดังนั้น จึงเกิดเรื่องเล่าที่ว่าดวงดาวแต่ละดวงล้วนถูกจัดวางโดยเทพและสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ แต่เพราะความหุนหันพลันแล่นของโคโยตี ท้องฟ้าจึงมีลักษณะอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

โคโยตียังถูกเล่าขานในหลายรูปแบบ ทั้ง โคโยตีจอมเจ้าเล่ห์ (The Trickster Coyote) ผู้สร้างความโกลาหลและเล่นตลกกับกฎเกณฑ์ของโลก หรือในบางเรื่อง มันอาจเป็นผู้สร้างสิ่งใหม่โดยไม่ได้ตั้งใจ บางครั้งมันเป็นทั้งผู้ทำลายและผู้ให้กำเนิดสิ่งต่างๆ พร้อมกัน ซึ่งทำให้โคโยตีเป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญของนิทานชนพื้นเมือง

เรื่องราวของ “โคโยตีกับดวงดาว” นอกจากจะเป็นตำนานที่อธิบายการกำเนิดของดวงดาวแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดของชนพื้นเมืองที่เชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเหตุผลและผลของมัน บางการกระทำไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขได้ และเราทุกคนต้องอยู่กับผลลัพธ์ของสิ่งที่เราทำลงไป นิทานเรื่องนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจเกี่ยวกับผลของความใจร้อน และความสำคัญของการคิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ

“บางสิ่งเมื่อทำไปแล้ว ไม่มีวันย้อนคืน แต่อาจฝากร่องรอยไว้ตลอดกาล”

นิทานพื้นบ้านอเมริกันจิ้งจอกเจ้าเล่ห์กับหมีจอมพลัง

ในป่าใหญ่ที่เต็มไปด้วยกฎของธรรมชาติ มีเรื่องเล่านิทานพื้นบ้านสากลจากอเมริกา โดยเล่าถึงสัตว์บางตัวแข็งแกร่งและบางตัวว่องไว แต่มีเพียงไม่กี่ตัวที่รู้ว่า สติปัญญาเป็นอาวุธที่แหลมคมที่สุด ไม่ใช่เขี้ยวเล็บหรือกำลังที่เหนือกว่า

เมื่อความแค้นและความเจ้าเล่ห์นำไปสู่กลอุบายที่แยบยล กับดักที่ถูกวางไว้อย่างแนบเนียนอาจไม่ได้ดักจับเหยื่อที่หวังไว้… แต่กลับหันมาจับผู้วางแผนเสียเอง กับนิทานพื้นบ้านอเมริกันจิ้งจอกเจ้าเล่ห์กับหมีจอมพลัง

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอเมริกันจิ้งจอกเจ้าเล่ห์กับหมีจอมพลัง

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านอเมริกันจิ้งจอกเจ้าเล่ห์กับหมีจอมพลัง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระอาทิตย์คล้อยต่ำลงเหนือขอบป่า ส่งแสงสีส้มส่องผ่านกิ่งไม้เจ้าจิ้งจอกแดง (Br’er Fox) เดินวนไปมาที่ชายป่า มันกำลังครุ่นคิดหาทางแก้แค้นเจ้ากระต่ายน้อย (Br’er Rabbit) ที่หลอกล่อให้มันพลาดท่าหลายครั้ง จิ้งจอกไม่ใช่ตัวที่แข็งแรงที่สุดในป่า แต่มันก็เป็นสัตว์ที่เจ้าเล่ห์และชอบวางแผน

“ข้าจะต้องจับมันให้ได้!” จิ้งจอกพึมพำกับตัวเอง

ไม่นานนัก มันก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมา มันจะสร้างกับดักเชือก ใช้ต้นไม้อ่อนผูกกับบ่วงเชือก และเมื่อเจ้ากระต่ายเดินผ่าน เชือกจะกระตุกให้มันลอยขึ้นไปห้อยต่องแต่งกลางอากาศ!

แต่แผนนี้ต้องใช้แรงมากกว่าที่จิ้งจอกมี มันจึงต้องการความช่วยเหลือ และใครกันเล่าจะเหมาะไปกว่าเจ้าหมีใหญ่ (Br’er Bear) ที่แข็งแรงที่สุดในป่า

เจ้าหมีใหญ่กำลังเอนตัวพิงต้นไม้ เคี้ยวรังผึ้งหวาน ๆ อย่างเพลิดเพลิน มันเป็นสัตว์ที่มีกำลังมากแต่หัวคิดช้า ไม่ค่อยสงสัยอะไรง่าย ๆ

จิ้งจอกเดินเข้ามาหา ยิ้มกว้าง “เพื่อนหมี ข้ามีข่าวดีจะบอก!”

หมีใหญ่หันมามอง มันรู้ว่าจิ้งจอกเป็นตัวที่มีแต่แผนการเต็มหัว แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก “ข่าวดีอะไร?”

“ข้ามีวิธีจับเจ้ากระต่ายน้อย เจ้าจะได้กินมันเป็นอาหารค่ำไงล่ะ!”

หมีใหญ่เลียปาก “จริงเหรอ? แล้วข้าต้องทำอะไร?”

จิ้งจอกอธิบายแผนของมัน ว่าจะสร้างกับดักบ่วงเชือก โดยให้ต้นไม้อ่อนดีดขึ้นเมื่อเหยียบกับดัก ซึ่งจะทำให้เจ้ากระต่ายถูกแขวนลอยขึ้นกลางอากาศ จากนั้นพวกมันก็จะมาจับมันได้อย่างง่ายดาย

หมีใหญ่พยักหน้า แม้มันจะไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ถ้ามีอาหารอร่อย ๆ มันก็ไม่ลังเลที่จะช่วย

“ข้าจะช่วยเจ้า!” หมีใหญ่ตอบตกลง

ในคืนเดียวกัน จิ้งจอกกับหมีใหญ่ช่วยกันสร้างกับดัก มันเลือกต้นไม้เล็กที่แข็งแรงแล้วผูกปลายเชือกไว้กับปลายยอด อีกด้านหนึ่งทำเป็นบ่วงและวางกลไกดักเอาไว้ที่พื้น

“เสร็จแล้ว!” จิ้งจอกยิ้มอย่างพอใจ “พรุ่งนี้เช้า กระต่ายจะต้องติดกับแน่!”

เช้าวันรุ่งขึ้น แต่ก่อนที่เจ้ากระต่ายจะมาถึง เจ้าหมีใหญ่ที่มั่นใจในแผนของจิ้งจอก ก็ดันเดินไปเหยียบกับดักเข้าโดยไม่รู้ตัว

พรึ่บ! เสียงเชือกกระตุกดังขึ้นทันที ต้นไม้ดีดกลับขึ้นไป พร้อมกับบ่วงที่รัดเข้ากับขาหลังของหมี

“เฮ้ย! เกิดอะไรขึ้น!?” หมีใหญ่ร้องลั่น ก่อนที่มันจะถูกกระชากลอยขึ้นไป ห้อยหัวอยู่กลางอากาศ

จิ้งจอกที่ยืนมองอยู่ตกใจตาค้าง แต่พอได้สติ มันก็ระเบิดหัวเราะออกมา “ฮ่า ๆ ๆ! เจ้านี่มันซุ่มซ่ามจริง ๆ!”

หมีใหญ่ดิ้นไปมา พยายามแกะเชือก แต่ยิ่งดิ้นมันก็ยิ่งรัดแน่น

“ช่วยข้าลงไปเดี๋ยวนี้นะ!” หมีคำรามอย่างขุ่นเคือง

แต่ก่อนที่จิ้งจอกจะช่วยอะไรได้เจ้ากระต่ายน้อยก็กระโดดออกมาจากพุ่มไม้ ได้ยินเสียงเอะอะก็เลยแอบมาดู และเมื่อเห็นสภาพของหมีที่ห้อยต่องแต่งอยู่บนต้นไม้ มันก็หัวเราะออกมาเสียงดัง

“ฮ่า ๆ ๆ! นี่มันอะไรกัน? หรือว่าจิ้งจอกวางกับดักไว้จับข้า แต่สุดท้ายกลับจับหมีเอง?”

จิ้งจอกหน้าซีด แต่มันพยายามทำเป็นใจเย็น “ไม่ใช่เรื่องของเจ้า รีบไปให้พ้น!” มันแหวใส่กระต่าย

แต่เจ้ากระต่ายยังคงหัวเราะสนุก “โอ้โห ข้าไม่เคยเห็นอะไรตลกขนาดนี้มาก่อน!”

เจ้าหมีใหญ่ยิ่งได้ยินกระต่ายหัวเราะก็ยิ่งโมโห มันรู้แล้วว่ามันไม่ได้ฉลาดพอจะตามแผนของจิ้งจอก และตอนนี้มันกลายเป็นตัวตลกไปแล้ว!

“เจ้าจิ้งจอก เจ้าหลอกข้า! นี่มันไม่ได้ผลเลย!” หมีใหญ่ตะโกนใส่จิ้งจอกอย่างโกรธเคือง

จิ้งจอกเริ่มกระวนกระวาย มันต้องหาทางช่วยหมีลงมาก่อนที่ทุกอย่างจะยุ่งไปกว่านี้…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอเมริกันจิ้งจอกเจ้าเล่ห์กับหมีจอมพลัง 2

เจ้าหมีใหญ่ยังคงห้อยหัวต่องแต่งอยู่บนต้นไม้ มันพยายามดิ้นให้หลุดจากเชือก แต่ยิ่งดิ้นเชือกก็ยิ่งรัดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ

เจ้ากระต่ายน้อยกระโดดไปมารอบ ๆ กับดัก หัวเราะอย่างอารมณ์ดี “โอ้โห นี่ข้าไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้ดูอะไรสนุก ๆ แบบนี้แล้ว!”

จิ้งจอกกัดฟันแน่น มันไม่ชอบถูกกระต่ายเยาะเย้ยแบบนี้ “เงียบซะ เจ้ากระต่าย! ข้าแค่… แค่ต้องแก้เชือกนิดหน่อยเท่านั้น!” มันพูดพลางพยายามหาทางช่วยหมี

แต่เจ้ากระต่ายไม่ได้สนใจคำพูดของจิ้งจอกเลย มันเดินเข้าไปใกล้ต้นไม้ที่เป็นกับดักและทำหน้าครุ่นคิด

“เอ… ถ้าข้าจะแก้เชือกนี้ ข้าควรทำยังไงดีนะ?” มันพูดเสียงดังพอให้หมีได้ยิน

เจ้าหมีที่กำลังหงุดหงิดรีบร้องขึ้นทันที “ช่วยข้าก่อนเถอะ เจ้ากระต่าย! ข้าจะเป็นหนี้บุญคุณเจ้าเลย!”

จิ้งจอกตาโต รีบแหวใส่ “อย่าฟังมันนะ เจ้าหมี! มันจะหลอกเจ้าอีก!”

กระต่ายทำเป็นไม่สนใจคำพูดของจิ้งจอก แล้วพูดเสียงเรียบ “แต่ถ้าข้าปล่อยเจ้า เจ้าก็ต้องสัญญาว่าจะไม่จับข้ากินนะ”

“สัญญา! ข้าสัญญา!” หมีร้องเสียงดัง เพราะมันอยากลงมาจากต้นไม้เร็ว ๆ

จิ้งจอกเริ่มรู้แล้วว่ามันกำลังเสียเปรียบ “เดี๋ยวสิ! หมี เจ้าจะฟังมันไม่ได้!”

แต่ไม่ทันแล้ว เจ้ากระต่ายรีบกระโดดเข้าไปกัดเชือกที่มัดต้นไม้ไว้ แล้ว…

พรึ่บ! เจ้าหมีร่วงลงมาทับจิ้งจอกเต็มแรง!

“โอ๊ย!” จิ้งจอกร้องเสียงดัง มันถูกน้ำหนักของหมีทับจนขยับไปไหนไม่ได้

เจ้ากระต่ายหัวเราะเสียงดัง พลางกระโดดถอยไปให้พ้นระยะของทั้งสองตัว “เฮ้ ดูเหมือนว่าข้าจะช่วยหมีได้นะ! ส่วนจิ้งจอก… ข้าไม่แน่ใจว่าเจ้าจะรอดไหมนะ ฮ่า ๆ ๆ!”

เจ้าหมีใหญ่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงของมัน มันปัดตัวเล็กน้อย แล้วหันไปมองจิ้งจอกที่ยังคงนอนแบนอยู่ใต้เท้ามัน

“เจ้าโกหกข้า!” หมีคำรามเสียงดัง “เจ้าไม่ได้วางแผนจับกระต่ายเลย แต่กลับทำให้ข้าติดกับดักแทน!”

จิ้งจอกพยายามแก้ตัว “ไม่นะ ๆ ข้าไม่ได้ตั้งใจ! มันเป็นอุบัติเหตุ!”

แต่เจ้าหมีไม่ฟังอีกแล้ว มันยกอุ้งเท้าขนาดใหญ่ขึ้น ทำท่าจะฟาดใส่จิ้งจอก

จิ้งจอกรีบร้อง “เดี๋ยว ๆ ๆ! ข้าสัญญาว่าคราวหน้า ข้าจะทำแผนที่ดีกว่านี้!”

“คราวหน้าเหรอ?” หมีใหญ่แค่นเสียง “ไม่มีคราวหน้าแล้ว!”

จากนั้น มันกระแทกเท้าลงพื้นอย่างแรง ทำให้จิ้งจอกสะดุ้งเฮือก แล้วรีบโกยอ้าวหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต

เจ้ากระต่ายน้อยมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างเพลิดเพลิน มันหัวเราะอีกครั้ง แล้วพูดเย้ยไล่หลัง “คราวหน้าก็อย่าโง่จนติดกับดักตัวเองอีกล่ะนะ เจ้าจิ้งจอก!”

จากนั้น เจ้ากระต่ายก็หันไปมองหมี พลางยิ้มเจ้าเล่ห์ “ว่าแต่ เจ้าจะตามข้าไหมเนี่ย?”

เจ้าหมีใหญ่ส่ายหัว “ไม่ล่ะ ข้าพอแล้วสำหรับวันนี้…” มันถอนหายใจ “ข้าคิดว่า ข้าจะไปหาอะไรกินที่ไม่ต้องใช้แผนการเยอะ ๆ ดีกว่า”

พูดจบ เจ้าหมีก็เดินจากไป ทิ้งให้เจ้ากระต่ายน้อยยืนยิ้มอยู่กลางทาง ก่อนจะกระโดดโลดเต้นจากไปอย่างอารมณ์ดี

และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เจ้าจิ้งจอกก็ไม่เคยไว้ใจแผนของตัวเองอีกเลย!

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอเมริกันจิ้งจอกเจ้าเล่ห์กับหมีจอมพลัง 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความเจ้าเล่ห์ที่มากเกินไปอาจย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง เหมือนกับเจ้าจิ้งจอกที่คิดแผนร้ายเพื่อจับกระต่าย แต่สุดท้ายกลับทำให้หมีติดกับดักแทน และตัวมันเองก็ต้องรับผลของแผนนั้น

ไหวพริบและปัญญาสามารถเอาชนะกำลังได้ เจ้ากระต่ายน้อยแม้จะตัวเล็กและไม่มีแรงมากเท่าหมีหรือจิ้งจอก แต่กลับสามารถเอาตัวรอดได้เสมอ เพราะมันรู้จักใช้ความฉลาดในการพลิกสถานการณ์

ความโลภและความซื่อจนเกินไปอาจทำให้เราตกเป็นเหยื่อของผู้อื่น เจ้าหมีที่เชื่อจิ้งจอกง่าย ๆ โดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดี ทำให้มันกลายเป็นเหยื่อของแผนร้ายแทนที่จะได้ประโยชน์

สุดท้ายแล้วคนที่คิดร้ายต่อผู้อื่น อาจเป็นฝ่ายที่ต้องรับผลของการกระทำของตัวเองในที่สุด

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านอเมริกันจิ้งจอกเจ้าเล่ห์กับหมีจอมพลัง หรือจิ้งจอกเจ้าเล่ห์กับกับดักที่ผิดพลาด (อังกฤษ: Br’er Fox and Br’er Bear) เป็นหนึ่งในเรื่องเล่าของชาวอเมรกันสมัยก่อนที่สืบทอดกันมาในวัฒนธรรมแอฟริกัน-อเมริกันมานานหลายชั่วอายุคน เรื่องราวนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงให้เห็นว่า ไหวพริบและสติปัญญาสามารถเอาชนะกำลังและเล่ห์เหลี่ยมที่ไม่ซื่อตรงได้

ในเรื่องนี้ Br’er Fox (เจ้าจิ้งจอกเจ้าเล่ห์) ต้องการจับ Br’er Rabbit (เจ้ากระต่ายน้อย) ที่เคยหลอกล่อและหลบหนีจากมันหลายครั้ง มันจึงคิดแผนสร้างกับดักโดยใช้บ่วงเชือกผูกติดกับต้นไม้ เมื่อเหยียบลงไป ต้นไม้จะดีดตัวขึ้นและแขวนเหยื่อไว้กลางอากาศ แต่โชคร้ายที่แทนที่จะจับกระต่ายได้ Br’er Bear (เจ้าหมีใหญ่) กลับเป็นฝ่ายติดกับดักเสียเอง

จุดหักเหของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อกระต่ายน้อยมาพบหมีที่ติดกับดักอยู่และใช้ไหวพริบแกล้งทำเป็นช่วยเหลือ ด้วยการต่อรองให้หมีสัญญาว่าจะไม่ทำร้ายมัน เมื่อหมีตกลง กระต่ายก็แก้เชือกให้ แต่กลับทำให้หมีร่วงลงมาทับจิ้งจอกแทน ในที่สุดจิ้งจอกต้องหนีเอาตัวรอด ขณะที่หมีได้บทเรียนว่ามันถูกหลอกให้ทำตามแผนของจิ้งจอกโดยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย

เรื่องราวของนิทานเรื่องนี้มีความคล้ายคลึงกับนิทานอีกเรื่องที่มีชื่อเสียงมาก คือ Br’er Rabbit and the Tar-Baby (กระต่ายกับตุ๊กตาดินน้ำมัน) ซึ่งจิ้งจอกใช้หุ่นน้ำมัน (Tar-Baby) เป็นกับดักล่อให้กระต่ายแตะต้องมันและติดหนึบไม่สามารถหนีไปได้ อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนั้นกระต่ายก็ใช้ไหวพริบในการหลอกให้จิ้งจอกโยนมันลงไปในพุ่มไม้ ซึ่งกลับกลายเป็นที่ที่มันสามารถหลบหนีได้ นิทานทั้งสองเรื่องนี้มีธีมเดียวกัน คือการที่ผู้ที่อ่อนแอกว่ารอดพ้นจากอันตรายด้วยสติปัญญา

นิทานเรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของเรื่องเล่าที่สะท้อนถึงการต่อสู้ของผู้ที่อ่อนแอกว่าในสังคม ซึ่งต้องพึ่งพาความฉลาดแทนกำลัง และยังเป็นเครื่องเตือนใจว่าผู้ที่คิดร้ายต่อผู้อื่น อาจเป็นฝ่ายที่ต้องรับผลของการกระทำของตัวเองในที่สุด

“เล่ห์เหลี่ยมที่ไม่ซื่อตรง มักย้อนกลับมาทำร้ายผู้วางแผนเสมอ”

นิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องกระต่ายกับตุ๊กตาดินน้ำมัน

กลางป่ากว้างใหญ่ที่เงียบสงบ มีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากสหรัฐอเมริกา สัตว์น้อยใหญ่ต่างใช้ชีวิตไปตามวิถีของตน บ้างอาศัยกำลัง บ้างอาศัยไหวพริบเพื่อเอาตัวรอด แต่ไม่ว่าอย่างไร โลกของป่าย่อมมีทั้งผู้ล่าและผู้ถูกล่า

ท่ามกลางเหล่าสัตว์เหล่านั้น มีผู้หนึ่งที่ไม่ได้แข็งแกร่งที่สุด แต่ไม่มีใครจับเขาได้ง่าย ๆ เขาไม่ได้มีเขี้ยวเล็บ แต่เขารู้จักใช้สมองแทนกำลัง และนั่นทำให้เขารอดพ้นจากอันตรายมาได้ทุกครั้ง… จนกระทั่งเขาเผลอตกหลุมพรางที่ไม่มีทางดิ้นหลุดออกมาได้ง่าย ๆ กับนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องกระต่ายกับตุ๊กตาดินน้ำมัน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องกระต่ายกับตุ๊กตาดินน้ำมัน

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องกระต่ายกับตุ๊กตาดินน้ำมัน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว กลางป่ากว้างใหญ่แห่งหนึ่ง มีสัตว์มากมายอาศัยอยู่ และในบรรดาสัตว์เหล่านั้น ไม่มีใครเจ้าเล่ห์และฉลาดเท่ากับกระต่ายแบรร์ (Br’er Rabbit) เขาว่องไว ไหวพริบดี และมักใช้ปากคม ๆ ของเขาหลอกล่อสัตว์ตัวอื่นเสมอ

แต่ไม่ใช่ทุกตัวที่ชอบใจในเรื่องนี้… โดยเฉพาะสุนัขจิ้งจอกแบรร์ (Br’er Fox) ที่เคยโดนกระต่ายเล่นงานมาหลายครั้งหลายครา

“ข้าทนไม่ไหวแล้ว!” สุนัขจิ้งจอกพึมพำ พลางเดินไปเดินมาใต้ต้นไม้ใหญ่ “เจ้ากระต่ายเจ้าเล่ห์เอาตัวรอดทุกครั้ง คราวนี้ข้าจะต้องจับมันให้ได้!”

เขาขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจู่ ๆ ก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมา “ข้าจะใช้กับดักที่มันดิ้นไม่หลุดแน่!”

เขาเริ่มลงมือปั้นตุ๊กตาน้ำมันดิน (Tar-Baby) ออกมาให้ดูเหมือนเด็กตัวเล็ก ๆ ใช้หมวกเก่า ๆ วางบนหัวของมัน และใส่เสื้อให้มันดูเหมือนมีชีวิตจริง ๆ

พอเสร็จเรียบร้อย เขาก็มองผลงานของตัวเองแล้วพยักหน้า “เหมือนจริงไม่มีผิด! เจ้ากระต่ายจะต้องมาติดกับแน่ ๆ!”

จากนั้น สุนัขจิ้งจอกก็ยกตุ๊กตาน้ำมันดินไปวางไว้ ริมทางที่กระต่ายแบรร์เดินผ่านทุกวัน

“เอาล่ะ คราวนี้มารอดูกันว่าเจ้ากระต่ายจะฉลาดพอรึเปล่า!” สุนัขจิ้งจิ้งจอกหัวเราะเบา ๆ ก่อนแอบซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้

และแล้ว เขาก็เริ่มเฝ้ารอ… ไม่นานนักกระต่ายแบรร์ก็กระโดดมาทางเดิมตามเคย วันนี้เขาอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ร้องเพลงไปพลาง กระโดดไปพลาง

แต่แล้ว… เขาก็เหลือบไปเห็นตุ๊กตาน้ำมันดิน ที่นั่งอยู่ริมทาง

มันหยุดกะทันหัน กะพริบตาปริบ ๆ แล้วเอียงคอมอง “เอ๊ะ? ใครกันนั่งอยู่ตรงนี้?”

เขากระแอมแล้วเดินเข้าไปใกล้ “สวัสดี เจ้าหนู!”

แต่ตุ๊กตาน้ำมันดินไม่ตอบ กระต่ายเลิกคิ้ว “เจ้าไม่เคยเห็นข้ามาก่อนรึ? ไม่ต้องอายไป! ข้าคือกระต่ายแบรร์ ผู้โด่งดังที่สุดในป่านี้!”

แต่ตุ๊กตายังคงเงียบ กระต่ายเริ่มขมวดคิ้ว “เจ้าจะเมินข้าจริง ๆ ใช่ไหม? ฮึ่ม! เจ้าไม่มีมารยาทเลยนะ!”

เขาก้มลงจ้องใบหน้าของตุ๊กตาใกล้ขึ้น “เอ๊ะ หรือว่าเจ้าไม่ค่อยได้ยิน? งั้นข้าจะพูดให้ดังขึ้น!”

“เฮ้! เจ้าหนู! เจ้าชื่ออะไร?” …เงียบ

กระต่ายเริ่มหงุดหงิด “โอ๊ย! เจ้าจะนิ่งอีกนานไหม! ข้าจะให้โอกาสตอบเป็นครั้งสุดท้าย!”

แต่ไม่มีเสียงใด ๆ ตอบกลับมา

“นี่แน่ะ!” กระต่ายฟิวส์ขาด เขายื่นมือออกไปผลักหน้าตุ๊กตาน้ำมันดินอย่างแรง

แคว้ก! มือของเขาจมเข้าไปในน้ำมันดิน เหนียวหนึบ ติดแน่น!

“เฮ้ย! นี่มันอะไรกัน!” กระต่ายพยายามดึงมือออก แต่ยิ่งขยับ น้ำมันดินยิ่งเกาะแน่นขึ้น

“เจ้าติดข้าแบบนี้รึ! ได้! ถ้าเจ้าไม่ยอมพูด ข้าจะต่อยหน้าเจ้าเลย!” ปั้ก! กระต่ายชกไปที่ใบหน้าตุ๊กตาด้วยมืออีกข้าง… แล้วมันก็ติดไปอีกข้าง!

“โอ้ยตายแล้ว! มือข้าติดหมดเลย!” แต่มันยังไม่ยอมแพ้ “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะถีบเจ้า!”

ผัวะ! …ขาของเขาก็ติดไปด้วย!

กระต่ายตาเบิกกว้าง “โอ๊ย! นี่มันกับดัก! ปล่อยข้านะ!”

มันดิ้นไปมา พยายามดึงตัวเองออกจากน้ำมันดิน แต่ทุกการเคลื่อนไหวกลับทำให้เขาติดแน่นขึ้น ในที่สุด… มันกลายเป็นก้อนน้ำมันดินทั้งตัว ดิ้นไปไหนก็ไม่ได้

และตอนนั้นเอง เสียงหัวเราะดังขึ้นจากพุ่มไม้ “ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ!” สุนัขจิ้งจอกแบรร์เดินออกมาพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “คราวนี้… เจ้าหนีข้าไม่พ้นแล้วล่ะ เจ้ากระต่ายจอมเจ้าเล่ห์!”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องกระต่ายกับตุ๊กตาดินน้ำมัน 2

สุนัขจิ้งจอกแบรร์ยืนกอดอก มองกระต่ายแบรร์ที่ตอนนี้ติดแน่นอยู่กับตุ๊กตาน้ำมันดินทั้งตัว ไม่มีทางดิ้นหลุดไปไหนได้แล้ว

“หึ ๆ ๆ คราวนี้เจ้าหนีไม่พ้นแน่ เจ้ากระต่ายเจ้าเล่ห์!” สุนัขจิ้งจอกหัวเราะเยาะ พลางเดินวนรอบเหยื่อของเขาช้า ๆ

กระต่ายแบรร์พยายามดิ้นสุดแรง แต่ยิ่งดิ้นก็ยิ่งติดแน่นขึ้น เขาหน้าเสีย รีบพูดเสียงอ่อนเสียงหวาน “โธ่เอ๋ย เจ้าจิ้งจอก ข้ากับเจ้าเป็นเพื่อนกันไม่ใช่รึ? เจ้าคงไม่ใจร้ายกับข้าหรอก ใช่ไหม?”

สุนัขจิ้งจอกยิ้มกว้างกว่าเดิม “เพื่อนรึ? ฮึ! เจ้าหลอกข้ามาหลายครั้งแล้ว! คราวนี้ถึงตาของข้าบ้างล่ะ!”

“เอาล่ะ ข้าจะทำอะไรกับเจ้าดี?” สุนัขจิ้งจอกเลียริมฝีปาก “จะต้มเจ้าดีไหมนะ? หรือจะย่างให้เกรียมดี?”

กระต่ายแบรร์ตาโต รีบพูดเสียงสั่น “โอ๊ย ๆ ๆ ข้าไม่เอาหรอก! อย่าย่างข้าเลย! เจ้าจะทำอะไรก็ได้ ต้มข้าก็ได้ อบข้าก็ได้!”

แต่แล้ว กระต่ายก็เบิกตากว้างเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ จากนั้นก็ทำท่าหวาดกลัวสุดขีด “แต่ได้โปรดเถอะ อย่าโยนข้าลงไปในพงหนามนะ! ข้าทนไม่ได้จริง ๆ!”

สุนัขจิ้งจอกหรี่ตา “หืม… เจ้านี่กลัวพงหนามอย่างนั้นรึ?”

กระต่ายรีบพยักหน้าหงึก ๆ “ใช่ ๆ ข้ากลัวที่สุดเลย! ถ้าเจ้าจะฆ่าข้า ได้โปรดฆ่าด้วยวิธีอื่นเถิด!”

สุนัขจิ้งจอกหัวเราะหึ ๆ “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะทำให้เจ้าหวาดกลัวที่สุด!”

ว่าแล้ว เขาก็คว้าตัวกระต่ายแบรร์ขึ้นมา เหวี่ยงสุดแรงเกิด! ตูม! กระต่ายลอยละลิ่วไปตกกลางพงหนาม

แต่ทันทีที่กระต่ายตกลงไป เขากลับหัวเราะเสียงดังลั่น! “ฮ่า ๆ ๆ ๆ! ขอบใจเจ้ามากนะ เจ้าจิ้งจอกโง่!”

สุนัขจิ้งจอกที่กำลังยิ้มสะใจชะงักไปทันที เขาหรี่ตามองกระต่ายที่กำลังดิ้นไปมาในพงหนาม แต่แทนที่จะร้องโอดครวญ เจ้ากระต่ายกลับดูสนุกสนานอย่างประหลาด! “เดี๋ยวก่อน… เจ้าหัวเราะทำไม?”

กระต่ายกลิ้งตัวไปมา หลบหนามได้อย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะตะโกนกลับมา “ก็ข้าเกิดและโตในพงหนาม! ข้าเล่นกับหนามมาตั้งแต่เด็กแล้ว! เจ้าหลงกลข้าอีกแล้ว ฮ่า ๆ ๆ!”

สุนัขจิ้งจอกเบิกตากว้าง มันโดนหลอกอีกแล้ว! “โอ๊ย! เจ้ากระต่ายเจ้าเล่ห์! ข้าถูกเจ้าเล่นงานอีกแล้ว!”

ก่อนที่เขาจะเข้าไปคว้าตัวกระต่าย กระต่ายแบรร์ก็กระโดดพรวดออกจากพงหนาม แล้ววิ่งหายลับไปในพุ่มไม้ทันที!

สุนัขจิ้งจอกได้แต่โมโหสุดขีด กระทืบเท้าเสียงดัง “ข้าเกือบจะกินมันได้แล้วแท้ ๆ!”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องกระต่ายกับตุ๊กตาดินน้ำมัน 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ไหวพริบและปัญญาสามารถเอาชนะพละกำลังได้เสมอ แม้ว่ากระต่ายแบรร์จะตัวเล็กและอ่อนแอกว่าสุนัขจิ้งจอก แต่เขาก็สามารถใช้ ความฉลาดและจิตวิทยา เอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่ดูเหมือนไม่มีทางหนีได้

บางครั้ง ศัตรูของเราไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งที่สุด แต่เป็นตัวเราเองที่หลงกลอารมณ์ของตัวเอง สุนัขจิ้งจอกถูกความโกรธและความต้องการแก้แค้นบดบังสติ จนทำให้เขาตกหลุมพรางที่กระต่ายวางไว้

นอกจากนี้ นิทานยังสะท้อนให้เห็นว่า “จุดอ่อน” อาจไม่ใช่จุดอ่อนเสมอไป กระต่ายแบรร์หลอกให้สุนัขจิ้งจอกเชื่อว่าเขากลัวพงหนาม ทั้งที่จริงแล้วเขาใช้มันเป็นที่หลบภัยได้อย่างสบาย ในชีวิตจริง สิ่งที่เราคิดว่าเป็นข้อเสีย อาจกลายเป็นข้อได้เปรียบ ถ้าเราใช้มันให้ถูกทาง

สุดท้ายแล้ว คนที่รู้จักใช้สติปัญญา แทนที่จะใช้แต่กำลังหรืออารมณ์ ย่อมมีโอกาสรอดพ้นจากปัญหาและอันตรายได้เสมอ

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องกระต่ายกับตุ๊กตาดินน้ำมัน (อังกฤษ: Brer Rabbit and the Tar Baby) เป็นหนึ่งในนิทานพื้นบ้านอเมริกันที่มีต้นกำเนิดจาก นิทานของชาวแอฟริกันที่ถูกนำเข้ามายังอเมริกาในช่วงยุคทาส เดิมที เรื่องราวของกระต่ายเจ้าเล่ห์ (Brer Rabbit) มาจากนิทานพื้นบ้านของชาวแอฟริกันตะวันตก ซึ่งตัวละคร “กระต่าย” มักเป็นสัญลักษณ์ของ ผู้ที่อ่อนแอทางร่างกายแต่ใช้สติปัญญาเอาตัวรอด เมื่อชาวแอฟริกันถูกกวาดต้อนไปเป็นทาสในอเมริกา พวกเขานำเรื่องเล่านี้มาด้วย และดัดแปลงให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น

นิทานเรื่องนี้ได้รับความนิยมในสหรัฐอเมริกาและกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Uncle Remus Stories ซึ่งเป็นชุดนิทานพื้นบ้านที่ถูกรวบรวมโดยโจเอล แชนด์เลอร์ แฮร์ริส (Joel Chandler Harris) นักเขียนชาวอเมริกันในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 แฮร์ริสได้รวบรวมและตีพิมพ์นิทานของกระต่ายแบรร์เป็นลายลักษณ์อักษร โดยใช้ภาษาพื้นเมืองแบบชาวใต้ของแอฟริกัน-อเมริกัน ทำให้เรื่องราวของ Brer Rabbit กลายเป็น นิทานพื้นบ้านที่มีอิทธิพลและเป็นที่รู้จักไปทั่วอเมริกา

Brer Rabbit เป็นตัวแทนของ “ผู้ที่อ่อนแอแต่ฉลาด” ซึ่งสะท้อนถึง ทาสแอฟริกันที่ต้องใช้ไหวพริบเพื่อเอาตัวรอดจากผู้มีอำนาจ ส่วน Brer Fox เป็นตัวแทนของผู้กดขี่ ที่พยายามใช้กำลังและเล่ห์เหลี่ยมเล่นงานกระต่ายแต่สุดท้ายก็ถูกหลอกกลับ และ Tar Baby ตุ๊กตาดินน้ำมันเป็นสัญลักษณ์ของกับดักที่ยิ่งดิ้นรนก็ยิ่งติด เปรียบได้กับปัญหาหรือความขัดแย้งที่เมื่อเราตอบโต้ด้วยอารมณ์ ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง ทางรอดไม่ใช่การใช้กำลัง แต่คือการใช้สติและไหวพริบเพื่อหาทางออกโดยไม่ตกเป็นเหยื่อของมัน ยังมีนิทานที่คล้ายกันคือ Br’er Fox and Br’er Bear จิ้งจอกเจ้าเล่ห์กับหมีจอมพลัง

นิทานเรื่องนี้ยังเป็นรากฐานให้กับตัวละครกระต่ายเจ้าเล่ห์ในวัฒนธรรมอเมริกัน เช่น Bugs Bunny ของ Warner Bros และตัวละครเจ้าปัญญาในนิทานพื้นบ้านต่าง ๆ ทั่วโลก

แม้ว่าภายหลัง นิทานชุด Uncle Remus จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจมีการนำเสนอภาพของชาวแอฟริกัน-อเมริกันในเชิงเหมารวม แต่เรื่องราวของกระต่ายแบรร์ยังคงเป็นตัวอย่างสำคัญของนิทานพื้นบ้านที่สื่อถึงพลังของไหวพริบและความฉลาดในการเอาตัวรอด

“บางปัญหาไม่ต้องดิ้นรนต่อสู้ เพราะยิ่งตอบโต้ก็ยิ่งติดกับ ทางรอดที่แท้จริงคือใช้ปัญญา ไม่ใช่อารมณ์”

นิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องตำนานนักขี่ม้าหัวขาดแห่งสลีปปี้ฮอลโลว์

ค่ำคืนในหุบเขาฮัดสันมักเงียบสงัดเป็นพิเศษ มีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากอเมริกากล่าวถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางสายหมอกและเงาของต้นไม้สูงใหญ่ ที่นี่ ทุกสิ่งดูเหมือนจะดำเนินไปอย่างเชื่องช้า แต่หากเงี่ยหูฟังให้ดี จะได้ยินเสียงกระซิบของสายลม เสียงเกือกม้าแผ่วเบา และเรื่องเล่าที่ถูกส่งต่อกันมาหลายชั่วอายุคน

ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเรื่องเหล่านั้นเป็นจริงหรือเพียงแค่ตำนาน แต่เมื่อดวงจันทร์ลอยขึ้นเหนือยอดเขาและแสงไฟในหมู่บ้านเริ่มมอดดับ ใครบางคนอาจยังคงเฝ้าติดตามเส้นทางสายเก่าแก่ รอคอยให้ใครสักคนก้าวล้ำเข้าไปในค่ำคืนที่ไม่มีวันลืม กับนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องตำนานนักขี่ม้าหัวขาดแห่งสลีปปี้ฮอลโลว์

ภาพนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องตำนานนักขี่ม้าหัวขาดแห่งสลีปปี้ฮอลโลว์

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องตำนานนักขี่ม้าหัวขาดแห่งสลีปปี้ฮอลโลว์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ลึกเข้าไปในรัฐนิวยอร์ก มีหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เงียบสงบแต่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าขาน เมืองแห่งนี้มีชื่อว่าสลีปปี้ฮอลโลว์ สถานที่ที่ดูเหมือนจะถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกแห่งอดีต ทุกสิ่งที่นี่ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า และดูราวกับว่ากาลเวลาหยุดนิ่ง

แต่สิ่งที่ทำให้หมู่บ้านนี้มีชื่อเสียงมากที่สุด ไม่ใช่ความสงบเงียบของมันแต่เป็นตำนานของ “เฮดเลส ฮอร์สแมนหรือนักขี่ม้าหัวขาด”

ชาวบ้านเล่าว่าเขาเคยเป็นทหารรับจ้างของเยอรมันในช่วงสงครามปฏิวัติอเมริกา แต่ถูกตัดหัวด้วยลูกปืนใหญ่กลางสนามรบ ตั้งแต่นั้นมา วิญญาณของเขาก็ยังคงออกมาขี่ม้าค่ำคืน เพื่อตามหาศีรษะที่หายไป บางคนบอกว่าเขาถือดาบ บางคนบอกว่าเขาถือฟักทองแกะสลักแทนหัวของตัวเอง ไม่ว่าเรื่องไหนจะจริง ไม่มีใครกล้าอยู่ในป่าของสลีปปี้ฮอลโลว์คนเดียวหลังพระอาทิตย์ตกดิน

และในวันหนึ่งอิชาบ็อด เครน ก็มาถึงเมืองนี้

อิชาบ็อดเป็นครูหนุ่มร่างสูง ผอมเก้งก้าง ขายาวเหมือนนกกระสา เขาสวมเสื้อโค้ทยาวเกินตัว และเดินหลังค่อมเล็กน้อย ทำให้เขาดูแปลกไปจากชาวบ้านทั่วไป แต่ถึงรูปร่างของเขาจะดูเงอะงะ อิชาบ็อดก็เป็นคนที่ฉลาด มีไหวพริบ และใช้คำพูดได้อย่างชาญฉลาด

“ความรู้คือพลัง และข้าตั้งใจจะใช้มันให้เป็นประโยชน์” เขาพูดอยู่เสมอ

อิชาบ็อดเป็นคนช่างสังเกต และที่สำคัญเขาหลงใหลในเรื่องลึกลับเป็นพิเศษ ทุกคืนหลังสอนหนังสือเสร็จ เขาชอบไปนั่งฟังชาวบ้านเล่าเรื่องผีรอบกองไฟ แม้ว่าทุกครั้งเขาจะทำเป็นหัวเราะกลบเกลื่อน แต่ลึก ๆ แล้ว เขากลัวเรื่องพวกนี้ไม่น้อย

“เฮดเลส ฮอร์สแมนจะปรากฏตัวเมื่อไหร่กันนะ?” เขาแอบคิดในใจ

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้อิชาบ็อดสนใจมากกว่าตำนานของนักขี่ม้าหัวขาด เธอคือคาทรีนา แวน แทสเซล

คาทรีนาเป็นหญิงสาวสวยที่สุดในหมู่บ้าน เธอเป็นลูกสาวของบัลธาซาร์ แวน แทสเซล ชายผู้ร่ำรวยที่สุดในสลีปปี้ฮอลโลว์ ไม่ใช่แค่เธอสวย แต่เธอยังมีที่ดินและทรัพย์สมบัติมหาศาล ทำให้เธอเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มหลายคน และหนึ่งในนั้นก็คืออิชาบ็อด

เขาไม่ได้สนใจเธอแค่เพราะความงาม แต่เพราะชีวิตที่สุขสบายที่เธอมอบให้ได้ เขาจินตนาการถึงวันที่ได้นั่งอยู่ในคฤหาสน์แวน แทสเซล ทานอาหารดี ๆ ทุกวัน และไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอีกต่อไป

แต่เขามีคู่แข่งที่น่ากลัว นั่นก็คือบรอม โบนส์

บรอม โบนส์ เป็นชายหนุ่มร่างใหญ่ แข็งแรง และเป็นที่ชื่นชอบของทุกคนในหมู่บ้าน เขามีบุคลิกขี้เล่น เจ้าเล่ห์ และชอบขี่ม้าไปทั่วหมู่บ้านเพื่ออวดความสามารถของตัวเอง ทุกคนรู้ว่าเขาคือคู่แข่งที่แท้จริงของอิชาบ็อด

บรอมไม่ได้ใช้ความฉลาดเหมือนอิชาบ็อด แต่เขาใช้พละกำลังและเสน่ห์ของตัวเองดึงดูดคาทรีนา และที่สำคัญที่สุด บรอมไม่ชอบอิชาบ็อดเลย

“ไอ้ครูผอมนั่นคิดจะมาแย่งหญิงของข้ารึ?” บรอมพูดกับเพื่อน ๆ พร้อมหัวเราะลั่น

เขาเริ่มคิดแผนที่จะกำจัดอิชาบ็อดออกไปจากหมู่บ้าน แต่ไม่ใช่ด้วยกำลัง เขารู้ว่าอิชาบ็อดกลัวเรื่องผีมากกว่าที่แสดงออกมา และตำนานของนักขี่ม้าหัวขาดอาจเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดของเขา

บรอมเริ่มเล่าเรื่องราวของเฮดเลส ฮอร์สแมนอย่างละเอียดขึ้น เสริมแต่งให้มันดูน่ากลัวกว่าที่เป็น เขาเล่าเรื่องของชาวบ้านที่เคยพบเห็นเงาดำบนหลังม้า เล่าเรื่องเสียงเกือกม้ากลางดึกที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นของใคร และเล่าเรื่องเกี่ยวกับวิญญาณที่ตามล่าหัวของผู้โชคร้าย

และโอกาสของบรอมก็มาถึง

คืนหนึ่ง คฤหาสน์แวน แทสเซลจัดงานเลี้ยงใหญ่ ชาวบ้านทุกคนได้รับเชิญ รวมถึงอิชาบ็อดด้วย

เขาคิดว่านี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่เขาจะเอาชนะใจคาทรีนา เขาแต่งตัวดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขัดรองเท้าจนเงา และขี่ม้าไปยังคฤหาสน์ด้วยความมั่นใจ

แต่เขาไม่รู้เลยว่า คืนนี้จะเป็นคืนที่เขาไม่มีวันลืม

ภาพนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องตำนานนักขี่ม้าหัวขาดแห่งสลีปปี้ฮอลโลว์ 2

เสียงไวโอลินดังก้องไปทั่วคฤหาสน์แวน แทสเซล โคมไฟระย้าส่องแสงเจิดจ้า แขกเหรื่อหัวเราะรื่นเริง อิชาบ็อด เครนยืนอยู่กลางห้องโถงใหญ่ สวมชุดที่ดีที่สุดของเขาและพยายามทำตัวให้ดูสง่างามที่สุด

ตลอดทั้งคืน เขาพยายามดึงดูดความสนใจของคาทรีนา ทั้งเล่าเรื่องตลก ทั้งชมความงามของเธอ แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาคิดว่ากำลังไปได้สวยนั้น… อาจไม่เป็นอย่างที่เขาหวัง

หลังจากเต้นรำและพูดคุยกัน คาทรีนาเริ่มมีท่าทีห่างเหิน ก่อนที่เธอจะหันไปให้ความสนใจกับบรอม โบนส์แทน อิชาบ็อดขมวดคิ้ว เขารู้สึกเหมือนทั้งงานเลี้ยงกำลังกลายเป็นฝันร้าย

แล้วจู่ ๆ บรอม โบนส์ก็เริ่มเล่าเรื่อง… “ทุกท่านคงรู้จักเฮดเลส ฮอร์สแมนดีสินะ?” เขาพูดเสียงดัง แขกทุกคนหันมาฟังด้วยความสนใจ บางคนเริ่มหัวเราะ บางคนเริ่มขนลุก

“พวกเจ้ารู้หรือไม่ ว่ามันจะปรากฏตัวเฉพาะในคืนที่เงียบสงัด เหมือนคืนนี้?” บรอมเอียงคอ มองอิชาบ็อดที่เริ่มตัวแข็งทื่อ

เขาเล่าว่า นักขี่ม้าหัวขาดออกไล่ล่าเหยื่อของมัน โดยเฉพาะคนที่เดินทางผ่านป่าดึกดื่น หากมันพบใครก็ตาม… มันจะขว้างหัวของมันหรือบางครั้งก็เป็นฟักทอง ใส่เหยื่อเพื่อแย่งชิงศีรษะใหม่ให้ตัวเอง

“และเส้นทางที่มันชอบปรากฏตัวที่สุดก็คือ… ถนนที่ครูเครนของเราต้องขี่ม้าผ่านคืนนี้พอดี!”

เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วห้อง แต่อิชาบ็อดไม่ได้หัวเราะด้วย ใจของเขาเริ่มเต้นแรง รู้สึกเหมือนคำพูดของบรอมทำให้บรรยากาศเย็นวูบลงอย่างน่าประหลาด

หลังจากงานเลี้ยงเลิกรา อิชาบ็อดจำต้องขี่ม้ากลับบ้านตามลำพัง ดวงจันทร์ส่องแสงซีดจาง หมอกหนาเริ่มปกคลุมป่า เสียงจิ้งหรีดเงียบลงผิดปกติ

ม้าของเขาเริ่มเดินช้าลงราวกับรับรู้ถึงบางสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง… “ตึก ตัก… ตึก ตัก…” เสียงเกือกม้า

อิชาบ็อดตัวแข็ง เขาค่อย ๆ หันไปมอง… เงามืดของชายร่างสูงบนหลังม้าปรากฏขึ้นด้านหลังเขา เงานั้นไม่มีศีรษะ!

หัวใจของอิชาบ็อดเต้นระรัว เขากระตุกบังเหียนเร่งม้าให้เร็วขึ้น แต่นักขี่ม้าหัวขาดก็เร่งตาม! เสียงเกือกม้ากระแทกพื้นดังก้องท่ามกลางความมืด

“มันเป็นเรื่องจริง! เฮดเลส ฮอร์สแมนมีจริง!” อิชาบ็อดตะโกนลั่น ขณะเร่งม้าผ่านต้นไม้ที่โค้งงอเหมือนเงื้อมมือปีศาจ

ในที่สุด เขาก็เห็นสะพานไม้ข้างหน้าตามตำนานบอกว่า หากข้ามสะพานนี้ไปได้ เฮดเลส ฮอร์สแมนจะหายไป!

อิชาบ็อดตวัดบังเหียนสุดแรง แต่ก่อนที่เขาจะถึงสะพาน… นักขี่ม้าหัวขาดยกบางสิ่งขึ้นเหนือหัว! มันคือฟักทองแกะสลัก ดวงตาเรืองแสงจากเปลวไฟด้านใน

เฮดเลส ฮอร์สแมนขว้างหัวฟักทองใส่เขาเต็มแรง!

เช้าวันรุ่งขึ้น ชาวบ้านในสลีปปี้ฮอลโลว์พบหมวกของอิชาบ็อดตกอยู่บนถนนลูกรังเก่าแก่ ข้าง ๆ กันนั้น ฟักทองแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ ราวกับถูกขว้างลงมาอย่างแรง แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนขนลุกก็คือ… ไม่มีวี่แววของอิชาบ็อด เครนเลย เขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

บรรดาชาวบ้านเริ่มกระซิบกระซาบกัน ต่างคนต่างมีทฤษฎีของตัวเอง บางคนเชื่อว่าเฮดเลส ฮอร์สแมนได้ตัวเขาไปแล้ว พวกเขาเล่าขานกันว่า เมื่อใดก็ตามที่นักขี่ม้าหัวขาดไล่ล่าใคร หากเหยื่อหนีไม่พ้น มันจะพาตัวไปสู่โลกแห่งความมืดมิดที่ไม่มีวันกลับมา

“ข้าว่าเขาถูกนักขี่ม้าหัวขาดลากลงนรกไปแล้วแน่ ๆ!” หญิงชราในหมู่บ้านเอ่ยเสียงสั่น ขณะมองเศษฟักทองแตกกระจาย

แต่มีอีกทฤษฎีหนึ่งที่แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว บางคนบอกว่า… บรอม โบนส์อยู่เบื้องหลังทั้งหมดนี้

บรอมไม่เคยแสดงท่าทีตกใจเลยเขากลับยิ้มอย่างพึงพอใจทุกครั้งที่มีคนพูดถึงอิชาบ็อด หลายคนเริ่มตั้งข้อสงสัยว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าบรอมเป็นคนปลอมตัวเป็นนักขี่ม้าหัวขาด? หรือเขาอาจจะใช้ตำนานนี้มาขับไล่คู่แข่งออกไปจากเมือง

“ข้าว่าเขาแค่ขี้ขลาดจนหนีออกจากหมู่บ้านไปเอง!” บรอมพูดพร้อมหัวเราะเสียงดัง

ไม่นานหลังจากนั้นบรอม โบนส์ก็ได้แต่งงานกับคาทรีนา แวน แทสเซล ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่เขาต้องการไม่มีอิชาบ็อดมาเป็นคู่แข่งอีกต่อไป

หลายปีผ่านไป มีพ่อค้าคนหนึ่งเดินทางผ่านสลีปปี้ฮอลโลว์ เขาเคยพบกับอิชาบ็อดที่เมืองอื่น และได้ยินเรื่องเล่าจากปากของเจ้าตัวเอง

อิชาบ็อดไม่ได้ถูกนักขี่ม้าหัวขาดพาตัวไป แต่เขาวิ่งหนีออกจากหมู่บ้านเพราะความกลัว!

ในคืนนั้น หลังจากที่เขาถูกไล่ล่า อิชาบ็อดหนีไปจนหมดเรี่ยวแรง เมื่อเห็นว่าเขาไม่สามารถเอาชนะเฮดเลส ฮอร์สแมนได้ เขาจึงทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง แล้วหลบหนีออกจากหมู่บ้านโดยไม่หันกลับมาอีกเลย

หลังจากนั้น เขาย้ายไปอาศัยอยู่ในเมืองอื่น ทำงานเป็นผู้ช่วยตุลาการ และใช้ชีวิตอย่างเงียบ ๆ ห่างไกลจากตำนานของสลีปปี้ฮอลโลว์

แต่ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน ตำนานของเฮดเลส ฮอร์สแมน ก็ยังตามหลอกหลอนเขาอยู่เสมอ

ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเกือกม้าดังก้องในยามค่ำคืน ทุกครั้งที่สายลมพัดผ่านราวกับเสียงกระซิบของวิญญาณ เงามืดของนักขี่ม้าหัวขาดยังคงตามหลอกหลอนอิชาบ็อดไปตลอดชีวิต

ภาพนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องตำนานนักขี่ม้าหัวขาดแห่งสลีปปี้ฮอลโลว์ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าความกลัวสามารถครอบงำเราได้มากกว่าสิ่งใด และบางครั้ง ความกลัวนั้นไม่ได้มาจากสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่มาจากตัวเราเองและคนรอบข้างที่ใช้มันเป็นเครื่องมือควบคุมเรา อิชาบ็อด เครน เป็นคนฉลาด มีความรู้ และมีความทะเยอทะยาน แต่สุดท้าย เขาพ่ายแพ้ต่อความกลัวจนต้องหนีจากทุกสิ่งที่เขาหวังจะได้มา ในขณะที่บรอม โบนส์ ซึ่งอาจไม่ได้เฉลียวฉลาดเท่า กลับเข้าใจจุดอ่อนของผู้อื่นและใช้มันให้เป็นประโยชน์

เรื่องราวของเขาเป็นเครื่องเตือนใจว่าไม่ว่าเราจะมีความรู้หรือไหวพริบแค่ไหน หากเราปล่อยให้ความกลัวมาขัดขวาง เราก็อาจไม่มีวันประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับที่อิชาบ็อดหวังจะได้ทั้งความรักและฐานะที่ดีขึ้น แต่สุดท้ายเขากลับสูญเสียทุกอย่างเพียงเพราะเขาไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับมัน

ในขณะเดียวกันนิทานยังสะท้อนให้เห็นว่าตำนานและเรื่องเล่าสามารถมีพลังมากกว่าความจริง ไม่ว่าตำนานของเฮดเลส ฮอร์สแมนจะเป็นจริงหรือไม่ แต่ความเชื่อที่ฝังแน่นทำให้มันยังคงมีอิทธิพลต่อผู้คน และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้อื่น เช่นเดียวกับที่บรอม โบนส์ใช้มันเพื่อกำจัดคู่แข่งของเขา

  • ความกลัวเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุด บางครั้งมันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่มาจากคนรอบตัวที่ใช้มันเป็นเครื่องมือควบคุมผู้อื่น เช่นเดียวกับที่บรอมใช้ตำนานนักขี่ม้าหัวขาดเพื่อกำจัดอิชาบ็อด
  • อิชาบ็อดเป็นตัวแทนของคนที่ต้องการไต่เต้าทางสังคม แต่กลับไม่สามารถเผชิญหน้ากับความกลัวของตัวเองได้ สุดท้ายเขาจึงหนีไปจากทุกสิ่ง แม้ว่าเขาจะมีความรู้และสติปัญญา แต่สิ่งเหล่านั้นไม่อาจช่วยให้เขาเอาชนะความกลัวได้
  • บรอม โบนส์เป็นตัวแทนของอำนาจและความเหนือกว่าทางสังคม เขาไม่ได้ฉลาดกว่าอิชาบ็อด แต่เขาใช้จุดอ่อนของคู่แข่งให้เป็นประโยชน์ และคว้าสิ่งที่ต้องการมาได้ในที่สุด
  • เฮดเลส ฮอร์สแมนเป็นตัวแทนของตำนานและความเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ตำนานก็ยังคงอยู่ และคนรุ่นหลังยังคงพูดถึงมันเสมอ

แม้ว่าอิชาบ็อด เครนจะจากไปแล้วแต่ตำนานของเฮดเลส ฮอร์สแมนแห่งสลีปปี้ฮอลโลว์ยังคงถูกเล่าขานมาจนถึงทุกวันนี้ และหากคืนใดคุณได้ยินเสียงเกือกม้าดังก้องอยู่ในความมืด บางที… นักขี่ม้าหัวขาดอาจกำลังตามคุณอยู่ก็ได้ “ตึก ตัก… ตึก ตัก…”

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องตำนานนักขี่ม้าหัวขาดแห่งสลีปปี้ฮอลโลว์ (อังกฤษ: The Legend of Sleepy Hollow) เป็นนิทานพื้นบ้านอเมริกันที่เขียนขึ้นโดยวอชิงตัน เออร์วิง (Washington Irving) ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1820 ในหนังสือ The Sketch Book of Geoffrey Crayon, Gent. นิทานเรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งในนิทานพื้นบ้านที่มีชื่อเสียงที่สุดของอเมริกา และเป็นต้นกำเนิดของตำนาน “เฮดเลส ฮอร์สแมน” (นักขี่ม้าหัวขาด) ที่ถูกนำไปเล่าต่อในหลายรูปแบบ

แม้ว่าเรื่องราวนี้จะถูกแต่งขึ้นโดยเออร์วิง แต่แรงบันดาลใจของเขามาจากตำนานพื้นเมืองและเรื่องเล่าของชาวดัตช์ในอเมริกา โดยเฉพาะบริเวณหุบเขาฮัดสัน (Hudson Valley) ซึ่งเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านสลีปปี้ฮอลโลว์ในเรื่องจริง ๆ

ตำนานของเฮดเลส ฮอร์สแมน อาจได้รับอิทธิพลจากเรื่องเล่าเกี่ยวกับทหารรับจ้างชาวเยอรมัน (Hessian) ในช่วงสงครามปฏิวัติอเมริกา ซึ่งถูกตัดศีรษะระหว่างการรบ และเชื่อกันว่าวิญญาณของเขายังคงหลอกหลอนพื้นที่แถบนี้ นอกจากนี้ นิทานเรื่องนี้ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของอเมริกาหลังได้รับเอกราช ผ่านตัวละครอิชาบ็อด เครน ซึ่งเป็นตัวแทนของคนที่พยายามปีนป่ายสู่ชนชั้นสูง แต่กลับพ่ายแพ้ต่อสิ่งที่เขาควบคุมไม่ได้

นิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องตำนานนักขี่ม้าหัวขาดแห่งสลีปปี้ฮอลโลว์จึงเป็นมากกว่านิทานสยองขวัญ เพราะมันคือภาพสะท้อนของสังคม อำนาจของตำนาน และผลกระทบของความกลัวที่มีต่อมนุษย์

“สุดท้ายแล้ว คนที่ปล่อยให้ความกลัวควบคุมชีวิต ย่อมกลายเป็นเชลยของมันไปตลอดกาล”

นิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องริป แวน วิงเคิล (Rip Van Winkle)

ณ เชิงเขาแคตสกิลล์ ท่ามกลางหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เงียบสงบ ชาวบ้านใช้ชีวิตไปตามวิถีของพวกเขา ฤดูใบไม้ผลิเยือนมา นกเริ่มขับขานในยามเช้า แม่น้ำฮัดสันไหลเอื่อยราวกับไม่มีวันเหือดแห้ง ทุกสิ่งดูเหมือนจะดำเนินไปเช่นเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง

แต่บางครั้ง สิ่งที่เราคิดว่าแน่นอน อาจเปลี่ยนแปลงไปโดยที่เราไม่รู้ตัว และเมื่อถึงเวลาที่เราหันกลับมามอง เราอาจพบว่าทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว มีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากอเมริกากับนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องริป แวน วิงเคิล

ภาพนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องริป แวน วิงเคิล

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องริป แวน วิงเคิล ชายผู้หลับใหลนานปี

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในหุบเขาแคตสกิลล์ ซึ่งอยู่ภายใต้อาณานิคมของอังกฤษ ชาวบ้านใช้ชีวิตเรียบง่าย ทำการเกษตร และเลี้ยงปศุสัตว์ ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบ มีชายคนหนึ่งชื่อ ริป แวน วิงเคิล

ริปเป็นชายใจดี เป็นมิตรกับทุกคนในหมู่บ้าน เด็ก ๆ และสุนัขต่างชอบเขา เพราะเขาชอบเล่านิทานและเล่นกับพวกเขา เขาไม่เคยปฏิเสธเมื่อเพื่อนบ้านขอให้ช่วยอะไร ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมรั้ว ยกของ หรือเลี้ยงเด็กให้ชั่วคราว แต่เมื่อถึงเวลาทำงานของตัวเอง—โดยเฉพาะงานที่ภรรยาของเขาสั่ง—ริปกลับขี้เกียจและหลีกเลี่ยงเสมอ

“ริป! เจ้าจะมัวแต่นั่งเล่นกับเด็ก ๆ ทั้งวันไม่ได้!” ภรรยาของเขาตะโกนจากหน้าประตูบ้าน สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความไม่พอใจ

“ข้าก็แค่พักสักหน่อยเองนะ ดีม (Dame Van Winkle)” ริปยิ้มแหย ๆ พลางวางมือลงบนหัวของสุนัขคู่ใจวูล์ฟ (Wolf) ซึ่งนั่งมองเขาอย่างเข้าอกเข้าใจ

ดีม แวน วิงเคิล เป็นหญิงขยันขันแข็ง ตรงกันข้ามกับสามีของเธอโดยสิ้นเชิง เธอเอาแต่บ่นว่าริปไม่ยอมทำงาน ไม่ดูแลไร่นา และปล่อยให้บ้านเสื่อมโทรม หลายครั้งที่ชาวบ้านเห็นเธอยืนเท้าเอวบ่นสามีอยู่หน้าประตูบ้าน ขณะที่ริปเพียงพยักหน้ารับเบา ๆ แล้วเดินออกไปเงียบ ๆ

“เฮ้อ… ภรรยาข้าคงเป็นหญิงที่ขี้บ่นที่สุดในโลกแน่ ๆ” ริปพึมพำขณะเดินออกจากหมู่บ้าน ปืนไรเฟิลสะพายอยู่บนไหล่ ส่วนวูล์ฟเดินตามติดไม่ห่าง

เขาไม่ได้ตั้งใจออกไปล่าสัตว์จริงจังนัก แค่ต้องการหลีกหนีเสียงบ่นและหาที่เงียบ ๆ พักใจ เขามักเดินขึ้นไปบนภูเขาแคตสกิลล์ สูดอากาศบริสุทธิ์ และทอดสายตามองทิวทัศน์ของแม่น้ำฮัดสันที่ไหลเชี่ยวอยู่เบื้องล่าง

วันนั้นก็เช่นกัน ริปออกเดินขึ้นเขาพร้อมกับสุนัขคู่ใจ โดยไม่รู้เลยว่าเส้นทางที่เขากำลังก้าวไปนั้น จะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล

ริปเดินขึ้นไปลึกเข้าไปในป่า เสียงลมพัดผ่านต้นไม้ เสียงใบไม้ไหวเบา ๆ ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย ทว่าเมื่อดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำและหมอกบาง ๆ เริ่มลอยคลุมยอดเขา ริปก็ได้ยินเสียงแปลก ๆ ดังขึ้น เสียงของมนุษย์…

เขาหันไปมองก็เห็นชายคนหนึ่ง แต่งตัวแปลกประหลาดเหมือนคนจากยุคสมัยที่เก่ากว่า เขาสวมเสื้อคลุมยาว หมวกทรงสูง และแบกถังไม้ใบใหญ่ไว้บนหลัง ใบหน้าดูเคร่งขรึมและไม่พูดอะไร แต่ทำสัญญาณให้ริปช่วยถือถังไปด้วยกัน

แม้จะรู้สึกแปลกใจ แต่ริปก็ไม่ได้ลังเล เขาพยักหน้าและเดินตามชายลึกลับไปโดยมีวูล์ฟเดินตามห่าง ๆ เส้นทางเริ่มชันขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดพวกเขาก็ไปถึงลานหินแห่งหนึ่ง

ที่นั่น… มีกลุ่มชายแปลกหน้าอีกหลายคน พวกเขาแต่งกายคล้ายกัน หนวดเครายาว หน้าตาเคร่งขรึม ไม่มีใครพูดอะไรสักคำ พวกเขากำลังเล่นโบว์ลิ่งกันอยู่ แต่เสียงลูกโบว์ลิ่งกระทบกันกลับดังสนั่นเหมือนเสียงฟ้าร้อง

ริปมองภาพตรงหน้าด้วยความงุนงง ชายที่พาเขามาเทเหล้าลงในแก้วไม้ แล้วส่งให้เขา ริปลังเลเล็กน้อยก่อนจะลองจิบดู

รสชาติของมันชวนให้รู้สึกผ่อนคลายและสบายใจ

“แค่อีกอึกเดียวคงไม่เป็นไร” ริปคิด พลางยกแก้วขึ้นดื่มอีกครั้ง

จากนั้น… ความง่วงก็ถาโถมเข้าใส่เขาอย่างรวดเร็ว เปลือกตาของเขาหนักขึ้นทุกที ท่ามกลางเสียงลูกโบว์ลิ่งที่ดังราวกับพายุฟ้าคะนอง

ทุกอย่างดับวูบไป

ริปไม่รู้เลยว่าเขาหลับไปนานแค่ไหน และโลกที่เขากำลังจะตื่นขึ้นมาพบ… จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป

ภาพนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องริป แวน วิงเคิล 2

แสงแดดอ่อน ๆ สาดส่องผ่านยอดไม้ เสียงนกร้องแว่วมากับสายลม ริป แวน วิงเคิลขยับตัวอย่างเกียจคร้าน พลางยกมือขึ้นกุมศีรษะ รู้สึกหนักอึ้งราวกับดื่มเหล้ามากเกินไปเมื่อคืน

เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้น พบว่าตัวเองยังนอนอยู่บนลานหินกลางป่า แต่รอบตัวกลับเงียบสนิท กลุ่มชายลึกลับที่เขาเห็นเมื่อคืนหายไปหมดแล้ว ไม่มีร่องรอยของถังเหล้า ไม่มีเสียงลูกโบว์ลิ่งกระทบกัน

“ข้าหลับไปนานแค่ไหนกันนะ?”

ริปลุกขึ้นยืน รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว เมื่อเขาก้มลงมองปืนไรเฟิลที่วางพิงต้นไม้ไว้ ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกใจ ปืนกระบอกเดิมที่เคยดูแข็งแรง ตอนนี้ขึ้นสนิมจนแทบใช้ไม่ได้ สายสะพายขาดรุ่ยราวกับถูกทิ้งไว้นานหลายปี

เขารีบมองหาวูล์ฟ แต่ไม่พบสุนัขคู่ใจอยู่ที่ไหนเลย

ริปเดินลงจากภูเขาด้วยความงุนงง ขณะที่สองเท้าเหยียบลงบนเส้นทางที่คุ้นเคย หัวใจของเขากลับรู้สึกแปลกประหลาด ราวกับมีบางสิ่งไม่ถูกต้อง

พุ่มไม้ที่เคยเป็นจุดสังเกตตอนเขาขึ้นเขา กลับสูงใหญ่และหนาทึบขึ้นกว่าที่เขาจำได้ เส้นทางเดินที่เคยชัดเจน กลับเต็มไปด้วยรากไม้และก้อนหินเหมือนถูกทอดทิ้งมานาน

เมื่อเขาเดินลงมาถึงหมู่บ้าน ภาพตรงหน้าก็ทำให้เขาหยุดชะงัก

บ้านเรือนดูแตกต่างไปจากที่เขาจำได้ บางหลังหายไป บางหลังมีโครงสร้างใหม่ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ถนนที่เคยเงียบสงบ ตอนนี้เต็มไปด้วยผู้คนแต่งกายแปลกตา เด็ก ๆ วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน แต่ไม่มีใครที่ริปรู้จักเลย

“นี่มัน… หมู่บ้านของข้าจริง ๆ หรือ?”

ริปก้าวเข้าไปในหมู่บ้าน ดวงตากวาดมองไปรอบ ๆ อย่างสับสน บ้านเรือนที่เคยคุ้นตากลับดูแตกต่างออกไป ถนนที่เคยเงียบสงบตอนนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่แต่งกายแปลกตา บ้างดูรีบร้อน บ้างพูดคุยถึงเรื่องที่ริปไม่เข้าใจ

เขารีบเดินไปยังบ้านของตัวเอง แต่กลับพบเพียง บ้านเก่าผุพังที่ถูกทิ้งร้าง ราวกับไม่มีใครอาศัยอยู่มานาน หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ เขาหันไปมองรอบตัว และพบว่าผู้คนที่เดินผ่านไปมาไม่มีใครที่เขารู้จักเลย

“นี่มัน… หมู่บ้านของข้าจริง ๆ หรือ?” เขาตรงไปยังลานกลางหมู่บ้าน หวังจะพบใบหน้าคุ้นเคย แต่แทนที่จะเห็นรูปปั้นของกษัตริย์จอร์จที่ 3 เช่นทุกครั้ง ครั้งนี้กลับมีรูปปั้นของจอร์จ วอชิงตัน ตั้งตระหง่านแทน

ริปขมวดคิ้ว อาณานิคมอังกฤษที่เขารู้จักหายไปแล้ว ตอนนี้ที่นี่คือสหรัฐอเมริกา

โลกเปลี่ยนไปโดยไม่มีเขาเป็นส่วนหนึ่งของมันอีกต่อไป

เขารีบเข้าไปถามผู้คนรอบตัวด้วยความร้อนรน “มีใครรู้จัก ริป แวน วิงเคิล ไหม?”

ชาวบ้านหลายคนหันมามองเขาด้วยสายตาฉงน ก่อนที่ชายชราผู้หนึ่งจะเดินเข้ามาใกล้ จ้องมองริปด้วยความครุ่นคิด ก่อนจะพูดขึ้นช้า ๆ

“ริป แวน วิงเคิล? ข้าจำได้ว่า… เขาหายตัวไปเมื่อ ยี่สิบปีที่แล้ว!”

คำพูดนั้นทำให้ร่างกายของริปเย็นเฉียบราวกับหิน โลกทั้งใบของเขาเหมือนพังทลายลงตรงหน้า เขาหลับไปเพียงคืนเดียว แต่กลับตื่นขึ้นมาอีกครั้งในยุคสมัยที่ไม่ใช่ของตัวเอง

เขารีบมองหาภรรยา หวังว่าเธอจะช่วยอธิบายเรื่องทั้งหมดให้เข้าใจ แต่ชาวบ้านเพียงส่ายหัวและบอกว่าเธอเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว

ทุกสิ่งที่เคยเป็นของเขาหายไปหมดแล้ว บ้านของเขา ภรรยาของเขา เพื่อนของเขา แม้แต่หมู่บ้านที่เขาเคยรู้จักก็เปลี่ยนแปลงไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ริปไม่เคยจากไปไหน แต่เวลาได้พรากทุกสิ่งไปจากเขาแล้ว

ความจริงที่นิทานต้องการสื่อเริ่มชัดเจนขึ้น ริปไม่ใช่แค่ชายที่หลับไปนานหลายปี แต่เขาคือคนที่ละเลยเวลาของตัวเอง ในขณะที่ทุกคนในหมู่บ้านเติบโต ทำงาน สร้างอนาคต และเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ริปกลับใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย ผลัดวันประกันพรุ่ง และไม่เคยเผชิญหน้ากับความเป็นจริง เมื่อเขาตื่นขึ้นมา เขาก็พบว่าตัวเองเป็นคนตกยุค เป็นคนที่ไม่มีที่ยืนในโลกใบใหม่

แต่แล้ว… ขณะที่ริปเดินไปยังลานกว้าง เด็ก ๆ กลุ่มหนึ่งเริ่มมองเขาด้วยความสนใจ ชายวัยกลางคนคนหนึ่งก้าวออกมาจากกลุ่มฝูงชน จ้องเขาด้วยสายตาตื่นตะลึง “ท่านพ่อ?”

ริปเบิกตากว้าง นั่นคือลูกชายของเขา ที่ตอนนี้เติบโตเป็นชายหนุ่มเต็มตัวแล้ว

แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนไป แม้ว่าเขาจะสูญเสียทุกอย่างไปแล้ว แต่ยังคงมีสิ่งหนึ่งที่ยังเหลืออยู่เรื่องราวของเขา ริปเล่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นให้ผู้คนฟัง และตำนานของเขาก็ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

ภาพนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องริป แวน วิงเคิล 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… เวลาไม่เคยหยุดเดินและโลกย่อมเปลี่ยนแปลงเสมอ ไม่ว่าคน ๆ หนึ่งจะพยายามใช้ชีวิตอย่างเชื่องช้าและหลีกหนีความรับผิดชอบเพียงใด แต่สุดท้ายเวลาจะพรากทุกสิ่งไปโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว ริป แวน วิงเคิลใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมาย ปล่อยให้วันเวลาผ่านไปโดยไม่สนใจผลกระทบ จนกระทั่งเขาตื่นขึ้นมาในโลกที่ไม่เหลืออะไรให้เขากลับไปหา การหลับใหลของเขาไม่ใช่แค่การสูญเสียเวลา แต่เป็นการตื่นขึ้นมาพบว่าทุกสิ่งที่เคยคุ้นเคยหายไปตลอดกาล

เรื่องราวของริปสะท้อนให้เห็นว่า หากเรามัวแต่ผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่เผชิญหน้ากับความเป็นจริง หรือปล่อยให้ชีวิตล่องลอยไปอย่างไร้เป้าหมาย เมื่อถึงวันที่เราตื่นขึ้นมา เราอาจพบว่ามันสายเกินไปแล้ว ทุกสิ่งรอบตัวเปลี่ยนไปโดยไม่มีเราเป็นส่วนหนึ่งของมันอีกต่อไป

นิทาน “ริป แวน วิงเคิล” ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องเล่าของชายที่หลับใหลไปยี่สิบปี แต่เป็นนิทานเชิงสัญลักษณ์ ที่สะท้อนถึง การเปลี่ยนแปลงของโลก เวลา และความไม่ใส่ใจต่อชีวิตของตัวเอง แต่ละองค์ประกอบของเรื่องมีความหมายลึกซึ้ง ดังนี้

  • ริป แวน วิงเคิล เป็นตัวแทนของ คนที่ละเลยเวลา ไม่ปรับตัว และใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมาย เขาเป็นชายใจดี แต่ขี้เกียจ ไม่สนใจหน้าที่ของตัวเอง และพยายามหนีปัญหาอยู่เสมอ จนสุดท้าย เมื่อเขาตื่นขึ้นมา เขากลายเป็น คนตกยุค ถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยโลกที่ก้าวไปข้างหน้า
  • ภรรยาของริป (ดีม แวน วิงเคิล) เป็นตัวแทนของ ภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบ และโลกแห่งความเป็นจริง เธอเป็นคนที่ผลักดันให้ริปทำงาน แต่ริปกลับมองว่าเธอเป็นแค่เสียงบ่นที่น่ารำคาญ จนต้องหนีออกจากบ้าน
  • การเดินขึ้นเขาและการดื่มเหล้าของริป เป็นสัญลักษณ์ของ การละทิ้งหน้าที่และการใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมาย ริปเลือกที่จะหนีจากความเป็นจริง และจมอยู่กับสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกสบายใจแทนที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา
  • ชายลึกลับและเหล่าผีลูกเรือของเฮนดริก ฮัดสัน เป็นตัวแทนของ พลังลึกลับแห่งกาลเวลา หรืออดีตที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง พวกเขาเล่นโบว์ลิ่งอย่างเงียบงัน ไม่พูดอะไร คล้ายกับว่าพวกเขาติดอยู่ในวังวนของกาลเวลา และเมื่อริปดื่มเหล้าของพวกเขา เขาก็กลายเป็นหนึ่งในคนที่ถูกทอดทิ้งจากอดีตเช่นกัน
  • การตื่นขึ้นหลังจาก 20 ปี เป็นสัญลักษณ์ของ การเผชิญหน้ากับความจริงที่หลีกหนีมานาน ริปคิดว่าเขาหลับไปเพียงคืนเดียว แต่ความจริงแล้ว โลกก้าวไปข้างหน้าโดยไม่มีเขา ทุกสิ่งที่เขารู้จักหายไปหมด ทั้งครอบครัว หมู่บ้าน และประเทศที่เปลี่ยนจากอาณานิคมอังกฤษเป็นสหรัฐอเมริกา
  • การที่ริปยังคงเล่าเรื่องของตัวเองให้คนอื่นฟัง เป็นตัวแทนของ คนที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับโลกใหม่ได้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้มีบ้านให้กลับไปหรือภรรยาที่คอยบ่นอีกแล้ว แต่เขายังคงเป็น “ริป แวน วิงเคิล” คนเดิม และมีเพียงอดีตของเขาเท่านั้นที่ยังเหลืออยู่

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องริป แวน วิงเคิล (อังกฤษ: Rip Van Winkle) เป็นนิทานพื้นบ้านอเมริกันที่เขียนขึ้นโดยวอชิงตัน เออร์วิง (Washington Irving) และตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1819 ใน The Sketch Book of Geoffrey Crayon, Gent. แม้จะเป็นผลงานของนักเขียนคนหนึ่ง แต่เรื่องราวนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก นิทานพื้นบ้านยุโรป โดยเฉพาะเรื่องเล่าของชาวเยอรมันและดัตช์เกี่ยวกับบุคคลที่หลับใหลไปเป็นเวลานานแล้วตื่นขึ้นมาพบว่าโลกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

ต้นกำเนิดของเรื่องมีความเชื่อมโยงกับตำนานของชาวดัตช์ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในรัฐนิวยอร์ก โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับกัปตันเฮนดริก ฮัดสัน (Hendrick Hudson) นักสำรวจชาวดัตช์และลูกเรือของเขา ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นวิญญาณที่ปรากฏตัวบนเทือกเขาแคตสกิลล์ ราวกับต้องคำสาปให้เล่นโบว์ลิ่งอยู่ที่นั่นตลอดกาล

ริป แวน วิงเคิล เป็นสัญลักษณ์ของคนที่ละเลยเวลาจนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เออร์วิงใช้เรื่องนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของอเมริกา ในช่วงที่ประเทศได้รับเอกราชจากอังกฤษ (ก่อนหลับไป อเมริกาเป็นอาณานิคมของอังกฤษ แต่เมื่อริปตื่นขึ้นมา ประเทศได้กลายเป็นสหรัฐอเมริกาแล้ว) ทำให้ริปเปรียบเสมือนคนยุคเก่าที่ไม่สามารถตามโลกใหม่ได้ทัน

นิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องริป แวน วิงเคิลได้รับความนิยมอย่างมาก และกลายเป็นหนึ่งในนิทานพื้นบ้านที่สำคัญที่สุดของอเมริกา ถูกนำไปดัดแปลงเป็นหนังสือ ละคร และภาพยนตร์หลายครั้ง และยังคงเป็นเรื่องเล่าที่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน

“นิทานเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของชายที่หลับไปยี่สิบปี แต่เป็นคำเตือนถึงทุกคนที่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไม่ใส่ใจ เพราะเมื่อถึงวันที่เราตื่นขึ้นมา อาจสายเกินไปที่จะแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว”

นิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องจอห์นนี่ แอปเปิลซีด

ท่ามกลางลมพัดเอื่อยของผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากอเมริกา เล่าว่ามีชายคนหนึ่งเดินทางไปตามเส้นทางอันไกลโพ้น ด้วยเสื้อผ้าธรรมดา รองเท้าที่แทบไม่เหลือสภาพ และหม้อเก่าครอบอยู่บนศีรษะ ไม่มีบ้านให้กลับ ไม่มีจุดหมายปลายทางที่แน่นอน สิ่งเดียวที่เขามีคือถุงผ้าที่เต็มไปด้วยเมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ และความเชื่อมั่นในบางสิ่งที่ไม่มีใครเข้าใจ

ไม่มีสมบัติเงินทอง ไม่มีชื่อเสียงเกียรติยศ มีเพียงรอยเท้าที่ทอดยาวบนผืนดิน และร่องรอยเล็ก ๆ ที่เขาทิ้งไว้ข้างหลัง หลายคนหัวเราะเยาะ บ้างมองด้วยสายตาสงสัย บ้างมองด้วยความเวทนา แต่เขายังคงก้าวเดินต่อไป เพราะในใจของเขารู้ดีว่า วันหนึ่ง สิ่งที่เขากำลังทำจะเปลี่ยนแปลงบางสิ่งไปตลอดกาล กับนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องจอห์นนี่ แอปเปิลซีด

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องจอห์นนี่ แอปเปิลซีด

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องจอห์นนี่ แอปเปิลซีด เมล็ดพันธุ์แห่งวันพรุ่งนี้

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 อเมริกายังเป็นดินแดนกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยป่าเขาและทุ่งหญ้า ท่ามกลางสายลมที่พัดเอื่อยและเสียงนกร้องก้องไปทั่ว มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเท้าไปตามเส้นทางอันไกลโพ้น บนหัวของเขา… ใช่แล้ว! เป็นหม้อใบเก่าที่เขาใช้แทนหมวก

เขาชื่อ “จอห์นนี่ แอปเปิลซีด” กระเป๋าของเขาเต็มไปด้วยเมล็ดแอปเปิล และหัวใจของเขาก็เต็มไปด้วยความฝัน

“ข้าจะปลูกต้นแอปเปิลไปทั่วอเมริกา! วันหนึ่ง… เด็ก ๆ จะได้ปีนขึ้นไปบนต้นไม้ของข้าและเก็บแอปเปิลลูกโตมากิน” จอห์นนี่พูดกับตัวเองพลางหว่านเมล็ดลงดิน

วันหนึ่ง ขณะที่เขาเดินผ่านทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ เสียงตะโกนดังขึ้นจากด้านหลัง

“เฮ้! เจ้าคนหม้อหัว! เจ้ากำลังทำอะไรอยู่?”

เด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งยืนจ้องเขาด้วยความสงสัย มือทั้งสองข้างกอดถังน้ำไว้แน่น ด้านหลังมีบ้านไม้เล็ก ๆ ตั้งอยู่

จอห์นนี่หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะย่อตัวลงให้สายตาอยู่ระดับเดียวกับเด็กชาย “ข้ากำลังปลูกแอปเปิล เด็กน้อย”

“ทำไมเจ้าต้องปลูกมันไว้กลางทางด้วยล่ะ?” เด็กชายขมวดคิ้ว

จอห์นนี่ตักดินขึ้นมาในมือ ยิ้มให้เด็กชาย “เพราะวันหนึ่ง มันจะเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ ให้ร่มเงาแก่ผู้เดินทาง และมีผลอร่อย ๆ ให้เจ้ากินยังไงล่ะ”

เด็กชายตาเป็นประกาย เขาหันไปมองพื้นโล่งตรงหน้าราวกับจินตนาการถึงต้นแอปเปิลสูงตระหง่าน “ข้าก็อยากช่วยปลูก!”

“ดีมาก! ถ้างั้น เจ้าต้องดูแลมันให้ดีนะ” จอห์นนี่ส่งเมล็ดแอปเปิลให้เด็กชายก่อนจะยิ้มกว้าง แล้วออกเดินทางต่อไป ทิ้งรอยเท้าไว้บนผืนดินและเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคตไว้ในหัวใจของเด็กชาย

หลายเดือนผ่านไป จอห์นนี่ยังคงเดินทางผ่านเมืองเล็กเมืองน้อย แวะเวียนไปตามฟาร์มของผู้คน และแจกจ่ายเมล็ดแอปเปิลให้ทุกคนที่ต้องการ

วันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังโรยเมล็ดลงดินกลางป่า เสียงคำรามดังขึ้นจากด้านหลัง พุ่มไม้สั่นไหว “กรรร์!!”

จอห์นนี่หันไปช้า ๆ แล้วพบกับ… หมีตัวโตขนฟู! เขาไม่ตื่นตกใจ แต่กลับยิ้มและพูดกับเจ้าหมีแทน “สวัสดี เจ้าหมีตัวโต! เจ้าหิวรึเปล่า?”

เจ้าหมีทำตาโต มันไม่เคยเจอมนุษย์ที่พูดกับมันอย่างใจดีแบบนี้มาก่อน มันเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า จอห์นนี่หยิบแอปเปิลจากถุงแล้วยื่นให้มัน “กินสิ นี่แหละผลจากต้นไม้ที่ข้าปลูก”

เจ้าหมีดมกลิ่นแล้วงับแอปเปิลไปเคี้ยว เสียงกรุบ ๆ ดังขึ้น ขณะที่มันเคี้ยวด้วยความพึงพอใจ

“เห็นไหมล่ะ? ต้นแอปเปิลไม่ได้ให้ผลแค่กับมนุษย์ แต่ยังแบ่งปันให้สัตว์อย่างเจ้าด้วย”

เจ้าหมีมองจอห์นนี่ด้วยสายตาอ่อนโยนขึ้น มันไม่ได้เป็นศัตรู แต่กลับเดินตามจอห์นนี่ไปเงียบ ๆ ราวกับกำลังเฝ้าดูเขาทำงาน

ไม่นานนัก จอห์นนี่ก็เดินทางไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่นี่ ผู้คนต่างมองเขาด้วยความประหลาดใจและสงสัย

ชายชราผู้หนึ่งเดินออกมาจากบ้าน เขามองจอห์นนี่จากหัวจรดเท้าแล้วเอ่ยขึ้น “เจ้าเป็นใครกัน? และเจ้ากำลังทำอะไรอยู่?”

จอห์นนี่ยิ้มพลางยื่นถุงเมล็ดแอปเปิลให้ “ข้าคือจอห์นนี่ แอปเปิลซีด ข้านำของขวัญมาให้พวกท่าน”

หญิงคนหนึ่งขมวดคิ้ว “ของขวัญ?”

“เมล็ดแอปเปิล!” จอห์นนี่พูดเสียงดังฟังชัด “ถ้าพวกท่านปลูกมัน อีกไม่กี่ปีข้างหน้า พวกท่านจะมีสวนแอปเปิลที่เต็มไปด้วยผลไม้แสนอร่อย”

ชายชราหัวเราะเบา ๆ “เจ้าคิดว่าเมล็ดเล็ก ๆ เหล่านี้จะเปลี่ยนชีวิตพวกเราได้หรือ?”

จอห์นนี่พยักหน้าอย่างมั่นใจ “แน่นอน ต้นไม้ทุกต้นเริ่มจากเมล็ดเล็ก ๆ เสมอ”

เด็ก ๆ วิ่งเข้ามามุงดู พวกเขาตื่นเต้นกับเมล็ดเล็ก ๆ ในมือ “ข้าอยากปลูกบ้าง!” เด็กอีกคนกล่าว “ข้าก็ด้วย!”

จอห์นนี่ยิ้มกว้าง “ถ้างั้น มาเริ่มกันเลยเถอะ!”

ท่ามกลางเสียงหัวเราะและความหวัง เมล็ดพันธุ์แห่งอนาคตถูกฝังลงในดิน วันหนึ่ง ต้นแอปเปิลเหล่านี้จะเติบโต และจะเป็นมรดกของคนรุ่นต่อไป

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องจอห์นนี่ แอปเปิลซีด 2

จอห์นนี่ยังคงเดินทางต่อไป วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า ดวงอาทิตย์ขึ้นและตกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เขาไม่เคยหยุดหว่านเมล็ดแอปเปิลลงบนผืนดิน บางครั้งเขาพบผู้คนที่ยินดีรับฟัง แต่บางครั้ง… ก็มีคนที่หัวเราะเยาะเขา

วันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังปลูกต้นแอปเปิลใกล้ชายป่า กลุ่มชายฉกรรจ์เดินเข้ามาล้อมรอบเขา พวกเขาสวมเสื้อผ้าหยาบกระด้างและถือขวานติดตัว

“เจ้าทำอะไรอยู่ที่นี่” ชายร่างใหญ่ที่สุดถามเสียงห้วน

“ข้ากำลังปลูกต้นแอปเปิล” จอห์นนี่ตอบเรียบง่าย

ชายอีกคนหัวเราะเยาะ “เจ้าคิดว่าต้นไม้พวกนี้จะมีค่าอะไร? ป่าแถวนี้เราจะถางมันหมดอยู่แล้ว ที่ดินควรเอาไว้เลี้ยงวัวมากกว่า”

“แล้วเจ้าจะกินอะไรในวันที่ไม่มีผลไม้เหลืออยู่?” จอห์นนี่ถามกลับ “ต้นไม้ไม่ได้มีค่าแค่ไม้ของมัน มันให้ร่มเงา ให้อากาศบริสุทธิ์ และให้ผลที่คนรุ่นต่อไปจะได้รับ”

ชายร่างใหญ่ส่ายหน้า “แต่พวกเราไม่ได้มีเวลารอให้มันโตหรอก”

“ข้าไม่ได้ปลูกมันเพื่อตัวข้าเอง ข้าปลูกมันเพื่อคนรุ่นต่อไป” จอห์นนี่พูดเสียงมั่นคง “แม้ว่าข้าจะไม่มีโอกาสได้เห็นต้นไม้เหล่านี้สูงขึ้นไป แต่ข้ารู้ว่าในอนาคต พวกมันจะให้ร่มเงาและผลแก่คนอื่น”

ชายเหล่านั้นเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเดินจากไป ทิ้งจอห์นนี่ให้อยู่กับต้นกล้าเล็ก ๆ ที่เขาปลูกลงดิน เขาเพียงยิ้มให้มัน พลางใช้มือเกลี่ยดินรอบ ๆ อย่างทะนุถนอม

พายุฝนกระหน่ำเขาหลายครั้ง หนาวเหน็บกัดกินเขาในฤดูหนาว แต่จอห์นนี่ก็ไม่เคยหยุดเดินทาง ไม่เคยหยุดปลูก

หลายปีผ่านไป ต้นแอปเปิลที่จอห์นนี่ปลูกเริ่มเติบโต ผู้คนในหมู่บ้านต่าง ๆ ได้เก็บเกี่ยวผลของมัน เด็ก ๆ ปีนขึ้นไปเล่นบนกิ่งก้าน แขวนชิงช้า และหยิบแอปเปิลมากัดด้วยความสดชื่น

แต่ร่างกายของจอห์นนี่เริ่มโรยรา วันหนึ่ง เขาเดินเข้าไปในกระท่อมเล็ก ๆ แห่งหนึ่งริมลำธาร นั่งลงข้างหน้าต่าง มองดูทุ่งหญ้ากว้างที่เต็มไปด้วยต้นแอปเปิลที่เขาเคยปลูก

เด็กชายคนหนึ่งที่เคยพบเขาตอนเด็กโตเป็นหนุ่มแล้ว เขาเดินเข้ามาหาด้วยแอปเปิลในมือ “จอห์นนี่ ดูสิ ต้นไม้ที่ท่านปลูกเมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้มันให้ผลแล้ว”

จอห์นนี่ยิ้มอ่อนโยน “ข้าดีใจที่เห็นมันเติบโต”

เด็กหนุ่มกล่าวต่อว่า “ท่านรู้ไหม ผู้คนเล่าถึงท่านไปทั่ว ทุกคนรู้จัก ‘จอห์นนี่ แอปเปิลซีด’ และต่างปลูกต้นไม้ตามที่ท่านทำ”

“นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าหวังไว้” จอห์นนี่พยักหน้า “จำไว้นะ ไม่ว่าพวกเจ้าจะอยู่ที่ไหน จงปลูกสิ่งดี ๆ ไว้เสมอ เพราะวันหนึ่ง มันจะเติบโตและให้ร่มเงากับคนรุ่นหลัง”

ไม่นานหลังจากนั้น จอห์นนี่จากโลกนี้ไปอย่างสงบ แต่เรื่องราวของเขาไม่เคยเลือนหาย ต้นแอปเปิลยังคงเติบโตสูงขึ้น ผู้คนยังคงเล่าขานถึงชายที่เดินทางไปทั่วอเมริกา เพื่อหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคตไว้บนแผ่นดิน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องจอห์นนี่ แอปเปิลซีด 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความเมตตาและความเสียสละสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ แม้บางสิ่งที่เราทำอาจดูเล็กน้อย ไร้ความหมาย หรือไม่มีใครเห็นคุณค่าในตอนแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งดี ๆ ที่เราหว่านลงไปจะค่อย ๆ เติบโตและส่งต่อให้คนรุ่นหลัง จอห์นนี่ไม่ได้ปลูกต้นแอปเปิลเพื่อตัวเอง แต่เขาทำเพื่อ อนาคตของผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน เขาเชื่อว่า การกระทำเล็ก ๆ ในวันนี้จะกลายเป็นสิ่งที่มีค่ามหาศาลในวันข้างหน้า

บางครั้งผู้คนอาจไม่เข้าใจสิ่งที่เราทำ อาจหัวเราะเยาะ ดูแคลน หรือมองว่าเป็นไปไม่ได้ แต่หากเรายืนหยัดและทำต่อไปด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น วันหนึ่งโลกก็จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ความอดทนและความเพียรพยายามเป็นสิ่งสำคัญ เพราะผลลัพธ์ที่แท้จริงของความดีงามไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน ต้นแอปเปิลที่ให้ร่มเงาและผลแก่ผู้คนในวันนี้ล้วนเกิดจากเมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ ที่ถูกหว่านลงไปเมื่อหลายปีก่อน เช่นเดียวกับสิ่งดี ๆ ที่เราทำให้กับโลก แม้เราอาจไม่ได้อยู่เห็นผลของมัน แต่ก็ยังมีคนรุ่นหลังที่จะได้รับประโยชน์และส่งต่อสิ่งนั้นต่อไป

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องจอห์นนี่ แอปเปิลซีด (อังกฤษ: Johnny Appleseed) มีที่มาจากบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ ชื่อจอห์น แชปแมน (John Chapman) ซึ่งเกิดในปี ค.ศ. 1774 และกลายเป็นตำนานพื้นบ้านของอเมริกา เขาเป็นชายเร่ร่อนที่เดินทางไปทั่วพื้นที่ทางตะวันออกและตอนกลางของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในรัฐโอไฮโอ อินเดียนา และอิลลินอยส์ เพื่อปลูกต้นแอปเปิลและแจกจ่ายเมล็ดแอปเปิลให้กับผู้คน

เรื่องราวของเขาได้รับการเล่าขานและขยายความผ่านกาลเวลา จนกลายเป็นนิทานพื้นบ้านที่ผสมผสานข้อเท็จจริงและตำนานเข้าด้วยกัน ในความเป็นจริง จอห์น แชปแมน ไม่ได้เพียงแค่หว่านเมล็ดไปทั่วโดยไม่มีจุดหมาย แต่เขาปลูกสวนแอปเปิลขึ้นมาเพื่อขายให้กับผู้ตั้งรกรากใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการอ้างสิทธิ์ที่ดินในยุคนั้น อย่างไรก็ตาม วิถีชีวิตเรียบง่ายของเขา ความรักในธรรมชาติ และความเมตตาต่อผู้คนและสัตว์ป่าทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่ได้รับความเคารพและจดจำ

หลังจากเขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1845 เรื่องราวของเขายังคงถูกเล่าขานและดัดแปลงในรูปแบบของนิทานพื้นบ้าน จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเมตตา ความเสียสละ และแนวคิดที่ว่าการกระทำเล็ก ๆ สามารถสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้ นิทานเรื่องนี้ยังได้รับความนิยมในวัฒนธรรมอเมริกันและกลายเป็นหนึ่งในตำนานที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของประเทศ

“ต้นไม้ใหญ่ทุกต้นเริ่มจากเมล็ดเล็ก ๆ เช่นเดียวกับความดีงามที่แม้ดูไร้ค่าในวันนี้ แต่วันหนึ่งมันอาจกลายเป็นร่มเงาและผลไม้ให้ใครสักคนได้เก็บเกี่ยว จงหว่านสิ่งดี แม้ว่าเจ้าจะไม่มีวันได้เห็นมันเติบโต”