นิทานพื้นบ้านปารากวัยเรื่องของขวัญจากต้นเยอร์บา มาเต

มีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากปารากวัยว่ามีสายลมพัดผ่านผืนป่าดงดิบของกัวรานี เสียงใบไม้กระซิบเบา ๆ ราวกับกำลังบอกเล่าเรื่องราวเก่าแก่ที่ไม่มีวันเลือนหาย ท่ามกลางต้นไม้นับพัน มีพืชชนิดหนึ่งที่แตกต่างออกไป ใบสีเขียวสดของมันถูกเก็บเกี่ยวด้วยความเคารพ ตากแห้ง และนำมาชงเป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีใครดื่มเพียงลำพัง

ว่ากันว่า… ต้นไม้นี้ไม่ได้งอกขึ้นมาเอง แต่มันคือของขวัญจากสรวงสวรรค์ ที่ถูกมอบให้แก่เผ่ากัวรานี เพื่อเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย และหลอมรวมผู้คนให้เป็นหนึ่งเดียว กับนิทานพื้นบ้านปารากวัยเรื่องของขวัญจากต้นเยอร์บา มาเต

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านปารากวัยเรื่องของขวัญจากต้นเยอร์บา มาเต

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านปารากวัยเรื่องของขวัญจากต้นเยอร์บา มาเต

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ลึกเข้าไปในผืนป่าดิบชื้นที่ปัจจุบันคือ ปารากวัย ชนเผ่ากัวรานีอาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติ พวกเขาหาเลี้ยงชีพด้วย การล่าสัตว์ ตกปลา และเพาะปลูก ดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายท่ามกลางแม่น้ำใสและป่าเขียวขจี

แต่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีชายชราผู้หนึ่งซึ่งแก่เกินกว่าจะออกล่าสัตว์หรือเดินทางไกลเหมือนคนหนุ่มสาว เขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์ เขาไม่อาจช่วยหาอาหาร ไม่อาจแบกฟืน และดูเหมือนทุกคนรอบตัวจะเคลื่อนไหวไปข้างหน้า ในขณะที่เขาเองเริ่มเป็นเพียงเงาที่หลงเหลือ

คืนหนึ่ง เขานั่งอยู่ข้างกองไฟ เฝ้ามองลูกหลานหัวเราะและแบ่งปันอาหารกัน หัวใจของเขาหนักอึ้ง

“ข้าอยู่ต่อไปเพื่ออะไร… ในเมื่อข้าไม่อาจช่วยเผ่าของข้าได้อีกแล้ว?”

รุ่งเช้า เขาตัดสินใจเดินออกจากหมู่บ้านเพียงลำพัง โดยไม่เอ่ยคำลา เขาคิดว่าบางทีเขาควรจะให้ทางแก่คนรุ่นใหม่

แต่ก่อนที่เขาจะก้าวเข้าสู่ป่าลึก ลูกสาวของเขากลับมาขวางทางไว้

“พ่อจะไปไหน?” นางถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ไปในที่ที่ข้าควรไป… เจ้าไม่ต้องตามมา” พ่อตอบ

แต่ลูกสาวไม่ฟัง นางเป็นหญิงสาวใจดีและกตัญญู นางไม่อาจปล่อยให้พ่อจากไปเพียงลำพัง จึงยืนยันที่จะเดินทางไปกับเขา “หากพ่อคิดว่าตนเองไม่มีประโยชน์ ข้าก็จะเป็นดวงตาและมือของพ่อ จนกว่าพ่อจะพบว่าพ่อสำคัญแค่ไหน”

แม้ชายชราจะพยายามปฏิเสธ แต่นางก็ยังคงยืนหยัดอยู่เคียงข้างเขา สุดท้าย เขาจึงยอมให้ลูกสาวเดินไปด้วยกัน

ทั้งสองเดินลึกเข้าไปในป่ากว้าง โดยไม่รู้เลยว่า โชคชะตาของพวกเขากำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล

พ่อและลูกเดินผ่านป่าดงดิบที่เต็มไปด้วยเสียงแมลงร้อง ต้นไม้สูงใหญ่บดบังแสงแดด ทำให้เบื้องล่างมืดสลัวและชื้นเย็น แม้ว่าการเดินทางจะเหน็ดเหนื่อย แต่ลูกสาวไม่เคยบ่น นางยังคงยิ้มให้พ่อเสมอ

จนกระทั่งวันหนึ่ง พวกเขาพบกับหญิงแปลกหน้า นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่

หญิงผู้นั้นสวมเสื้อคลุมยาวสีขาว ใบหน้านางงดงามราวกับแสงจันทร์ แต่แฝงไว้ด้วยความลึกลับ นางดูเหน็ดเหนื่อยและอิดโรย “ข้าเป็นเพียงนักเดินทางผู้หลงทาง…” หญิงแปลกหน้ากล่าวเสียงอ่อนล้า “ข้าเหนื่อยและหิวเหลือเกิน ท่านพอมีอาหารแบ่งให้ข้าหรือไม่?”

ชายชราก้มมองเสบียงของพวกเขา เหลือเพียงอาหารเพียงเล็กน้อย พอสำหรับเขาและลูกสาวเท่านั้น

เขามองหน้าลูกสาว คล้ายจะถามว่าควรทำอย่างไร

แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไร ลูกสาวก็ยิ้มและยื่นอาหารให้นางโดยไม่ลังเล “ท่านต้องการมันมากกว่าพวกเรา โปรดรับไปเถิด” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

หญิงแปลกหน้ามองดูเธอครู่หนึ่งก่อนจะรับอาหารมา ริมฝีปากของนางโค้งเป็นรอยยิ้มบาง ๆ “เจ้ามีหัวใจที่บริสุทธิ์ และความเมตตาของเจ้าจะได้รับการตอบแทน”

สิ้นคำกล่าวนั้น สายลมสงบลง หมอกจางหาย และป่าโดยรอบดูเหมือนจะส่องแสงเจิดจ้ามากขึ้น

หญิงแปลกหน้าลุกขึ้นยืน ก่อนที่ร่างของนางจะเริ่มเปล่งแสงเรืองรองอย่างน่าอัศจรรย์ นางไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา แต่นางคือเทพธิดาแห่งธรรมชาติ!

ชายชราและลูกสาวจ้องมองนางด้วยความตกตะลึง พวกเขาไม่ได้ช่วยหญิงเดินทางธรรมดา แต่ได้ช่วยเหลือเทพธิดาโดยไม่รู้ตัว

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของพรอันศักดิ์สิทธิ์ ที่จะเปลี่ยนแปลงเผ่ากัวรานีไปตลอดกาล

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านปารากวัยเรื่องของขวัญจากต้นเยอร์บา มาเต 2

ชายชราและลูกสาวจ้องมองด้วยความตกตะลึง ร่างของหญิงแปลกหน้าเปล่งแสงนวลตา นางไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา แต่นางคือเทพธิดาแห่งธรรมชาติ “เจ้าทั้งสองได้มอบความเมตตาให้แก่ข้าโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน บัดนี้ ข้าจะมอบของขวัญให้เผ่าของเจ้า เพื่อเป็นรางวัลแห่งหัวใจที่บริสุทธิ์”

เทพธิดาก้าวไปข้างหน้าและชี้ไปยังพื้นดิน ที่ซึ่งก่อนหน้านั้นว่างเปล่า บัดนี้ปรากฏต้นไม้อ่อน ๆ ต้นหนึ่ง “นี่คือต้นเยอร์บา มาเต ต้นไม้วิเศษที่จะช่วยให้พวกเจ้ามีเรี่ยวแรงและเชื่อมโยงจิตใจเข้าด้วยกัน”

ชายชรามองต้นไม้ต้นนั้นด้วยความสงสัย มันดูเล็กและเปราะบาง ไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ตามตำนานที่เขาเคยได้ยิน “ต้นไม้นี้จะช่วยเราได้อย่างไรหรือ?” เขาเอ่ยถาม

เทพธิดายิ้มบาง ๆ ก่อนจะอธิบาย “เก็บใบของมัน ตากแห้ง และชงกับน้ำร้อน เจ้าจะได้รับพลังและความอบอุ่นจากมัน”

ลูกสาวก้มลงสัมผัสใบไม้อย่างอ่อนโยน มันมีสีเขียวสดและมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ

“แต่ของขวัญนี้ไม่ใช่สำหรับผู้ใดเพียงผู้เดียว” เทพธิดากล่าว “เยอร์บา มาเตไม่ควรถูกดื่มเพียงลำพัง มันคือสัญลักษณ์ของมิตรภาพและความสามัคคี พวกเจ้าจงแบ่งปันมันกับเผ่าของเจ้า และจงจำไว้ว่า… ของขวัญที่แท้จริงคือการแบ่งปันกันและกัน”

สิ้นคำกล่าวนั้น ร่างของเทพธิดาก็ค่อย ๆ เลือนหายไปกับสายลม ทิ้งไว้เพียงต้นเยอร์บา มาเตที่กำลังเติบโต และหัวใจของชายชราที่เต็มไปด้วยความตื้นตัน

ชายชราและลูกสาวกลับไปยังหมู่บ้านของตน ในมือของพวกเขาถือใบเยอร์บา มาเตแรกที่ถูกมอบให้โดยเทพธิดา พวกเขาเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เผ่าฟัง และสอนวิธีเก็บใบ ตากแห้ง และชงเป็นเครื่องดื่ม ตามที่เทพธิดาสั่งสอน

เมื่อพวกเขาได้ลองชิมมัน รสชาติของมันขมเล็กน้อย แต่กลับให้ความอบอุ่นและพลังอย่างน่าอัศจรรย์

คนหนุ่มสาวรู้สึกมีเรี่ยวแรงมากขึ้น นักล่าสามารถเดินทางไกลขึ้น ผู้เฒ่าผู้แก่รู้สึกสดชื่น สามารถเล่าเรื่องราวให้คนรุ่นหลังฟังได้นานขึ้น และที่สำคัญ ทุกครั้งที่พวกเขาดื่มเยอร์บา มาเต พวกเขาจะแบ่งปันกัน ส่งถ้วยชาไปรอบ ๆ เป็นเครื่องหมายของมิตรภาพและความผูกพัน

ชายชราเองก็พบคำตอบที่เขาเคยตามหาเขาไม่ใช่ภาระ ไม่ใช่ผู้ไร้ค่า แต่เป็นผู้ที่นำพาของขวัญจากเทพธิดามาสู่เผ่าของตน

ตั้งแต่นั้นมาต้นเยอร์บา มาเตก็เติบโตอยู่ทั่วดินแดนของชาวกัวรานี และกลายเป็นเครื่องหมายของมิตรภาพ การแบ่งปัน และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนไป แต่วิถีของเยอร์บา มาเตยังคงอยู่

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านปารากวัยเรื่องของขวัญจากต้นเยอร์บา มาเต 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความเมตตาและการแบ่งปันเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ชายชราที่เคยคิดว่าตนเองไร้ค่า ได้ค้นพบว่า คุณค่าของคนไม่ได้วัดจากความแข็งแรงหรือความสามารถ แต่จากสิ่งที่เรามอบให้แก่ผู้อื่น เช่นเดียวกับลูกสาวของเขา ผู้ที่เลือกจะแบ่งปัน แม้จะมีเพียงน้อยนิด ย่อมได้รับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กลับคืนมา

พรที่แท้จริงไม่ใช่สิ่งของ แต่มันคือสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คน เยอร์บา มาเตไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่ม แต่เป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพและความสามัคคี เพราะมันไม่ได้มีไว้เพื่อดื่มเพียงลำพัง แต่มีไว้เพื่อแบ่งปันกัน เหมือนกับความสุขที่แท้จริง ซึ่งจะเพิ่มขึ้นเสมอเมื่อเรามอบให้ผู้อื่น

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านปารากวัยเรื่องของขวัญจากต้นเยอร์บา มาเต (อังกฤษ: The Gift of the Yerba Mate) มีรากฐานมาจากตำนานของชนเผ่ากัวรานี (Guaraní) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในปัจจุบันของปารากวัย บราซิล อาร์เจนตินา และโบลิเวีย

เยอร์บา มาเต (Yerba Mate) เป็นเครื่องดื่มที่มีความสำคัญต่อชนเผ่ากัวรานีมาแต่โบราณ พวกเขาเชื่อว่ามันเป็นของขวัญจากสวรรค์ ซึ่งถูกมอบให้เพื่อเป็นเครื่องดื่มแห่งพลังและความสามัคคี ตำนานกล่าวว่าเทพธิดาแห่งธรรมชาติได้มอบต้นเยอร์บา มาเตให้แก่เผ่า เพื่อเป็นรางวัลแห่งความเมตตาและการแบ่งปัน

ชนเผ่ากัวรานีถือว่าเยอร์บา มาเตเป็นมากกว่าเครื่องดื่ม มันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและวิถีชีวิต พวกเขาไม่ดื่มมันเพียงลำพัง แต่จะแบ่งปันกัน ส่งถ้วยชาไปรอบ ๆ เป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพ ความไว้ใจ และความเคารพซึ่งกันและกัน

แม้ว่าในปัจจุบัน เยอร์บา มาเตได้แพร่หลายไปทั่วอเมริกาใต้ แต่ปารากวัยยังคงเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมการดื่มเยอร์บา มาเตมากที่สุด ทำให้ตำนานนี้ถือเป็นหนึ่งในรากฐานของเอกลักษณ์ประจำชาติของปารากวัย ที่สืบทอดมาหลายศตวรรษ

“ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่สิ่งที่เรารับมา แต่คือสิ่งที่เราพร้อมจะแบ่งปัน”

นิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องแม่มดในสายหมอกลา ตุนดา

หมอกหนาปกคลุมผืนป่าดิบชื้น เสียงกระซิบของสายลมแผ่วเบาผสมกับเสียงใบไม้ไหว ท่ามกลางความเงียบงันนั้น มีบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ในเงามืดของต้นไม้ใหญ่ บ้างว่าเป็นเพียงเงาของกิ่งไม้ที่ไหวเอนตามลม แต่สำหรับผู้ที่เคยได้ยินตำนานของลา ตุนดา พวกเขารู้ดีว่า… ไม่ใช่แค่เงา

มีเรื่องเล่านิทานพื้นบ้านสากลจากโคลอมเบียที่ถูกส่งต่อกันมาหลายชั่วอายุคน เธอเป็นแม่มดแห่งป่าหมอก ผู้แฝงตัวอยู่ในเงาสลัว แปลงร่างเป็นคนที่เหยื่อรักและไว้ใจที่สุด กระซิบด้วยเสียงอ่อนโยน และเมื่อเหยื่อเข้าใกล้… ก็ไม่มีวันได้กลับออกมา เรื่องราวเหล่านี้เป็นเพียงนิทานเก่าแก่ หรือเป็นคำเตือนที่ถูกมองข้าม? คำตอบมีเพียงผู้ที่เคยเดินหลงเข้าไปในหมอกเท่านั้นที่รู้ กับนิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องแม่มดในสายหมอกลา ตุนดา

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องแม่มดในสายหมอกลา ตุนดา

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องแม่มดในสายหมอกลา ตุนดา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าดิบชื้นของโคลอมเบีย หมอกสีขาวหนาทึบปกคลุมไปทั่วผืนดิน ราวกับเงื้อมมือของบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในเงามืด ตำนานหนึ่งถูกเล่าขานมาหลายชั่วอายุคน เรื่องของลา ตุนดา (La Tunda) แม่มดแห่งป่าหมอก ผู้ซึ่งไม่เคยปล่อยให้เหยื่อที่ติดกับเธอได้กลับออกมา

คนเฒ่าคนแก่เล่าว่าเธอมีดวงตาสีดำสนิท รอยยิ้มเย็นชา และมือที่สามารถแปรเปลี่ยนรูปร่างได้ตามต้องการ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือเธอสามารถแปลงร่างเป็นใครก็ได้ โดยเฉพาะคนที่เหยื่อรักและไว้ใจที่สุด เธอจะเรียกชื่อของพวกเขาด้วยน้ำเสียงอบอุ่น และเมื่อเหยื่อเข้าใกล้… ก็จะไม่มีวันได้กลับออกมา

เด็กหนุ่มคนหนึ่งได้ยินเรื่องเล่านี้มาตลอดชีวิต แต่สำหรับเขา มันเป็นแค่นิทานหลอกเด็ก

“แม่มด? ผีร้าย? นี่มันศตวรรษที่เท่าไหร่แล้ว?” เขาหัวเราะทุกครั้งที่มีใครเตือนถึงอันตรายในป่า เขาเชื่อว่าคนที่ตกเป็นเหยื่อของสิ่งเหล่านี้ คงเป็นพวกโง่เขลาที่หลงเชื่อคำพูดง่าย ๆ

คืนหนึ่ง หลังจากทะเลาะกับครอบครัวเพราะความอวดดี เขาตัดสินใจออกจากบ้าน เดินเข้าไปในป่าหมอกเพียงลำพัง ท้าทายทั้งเงามืดและคำเตือนที่เขาไม่เคยใส่ใจ

“ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่สามารถล่อลวงข้าได้… ถ้าข้าไม่โง่พอจะเชื่อมัน” แต่สิ่งที่รอเขาอยู่ในป่า กลับเป็นบางสิ่งที่ไม่ต้องการให้เขาเชื่อ… แต่มันต้องการให้เขารู้

หมอกในป่าหนาแน่นกว่าทุกคืน เงาของต้นไม้บิดเบี้ยวราวกับแขนของสิ่งมีชีวิต เด็กหนุ่มเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ แต่แล้ว เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากที่ไกล ๆ

“ลูกจ๋า เจ้าอยู่ไหน? แม่ไม่ได้โกรธเจ้าเลย… กลับมาหาแม่นะ” หัวใจของเขาเต้นแรง นั่นเป็นเสียงของแม่ของเขา!

“แม่?” เขาตะโกนตอบกลับไป สายหมอกขยับไหวก่อนที่เงาร่างของแม่จะปรากฏขึ้น เธอยืนอยู่ตรงนั้น สวมเสื้อผ้าที่เขาจำได้ดี ดวงตาของเธออ่อนโยนเหมือนทุกครั้งที่เธอปลอบเขาตอนเป็นเด็ก

“ลูกหิวหรือเปล่า?” เธอถามพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น “มานี่สิ แม่มีของกินให้เจ้า”

เธอยื่นอาหารจานหนึ่งให้ กลิ่นของมันอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและความรัก ราวกับรสชาติของวัยเด็กที่เขาเคยโหยหา

เขารู้สึกถึงบางอย่างในอกความคิดถึง ความอ่อนแอ ความต้องการที่จะกลับไปเป็นเด็กเล็ก ๆ ที่แม่ยังคอยปกป้องอยู่

เขารับอาหารมาถือไว้ เพียงแค่คำเดียว… เพียงแค่รสชาติเดียว ก็ทำให้เขากลับไปสู่ความสุขเดิมได้

เขากัดลงไป ทันทีที่รสชาติแรกแตะลิ้น ทุกอย่างรอบตัวพลันเปลี่ยนไป

มือที่ยื่นอาหารให้เขากลายเป็นเล็บแหลมคม ใบหน้าของ “แม่” บิดเบี้ยว รอยยิ้มที่เคยอบอุ่นฉีกกว้างเกินกว่าที่มนุษย์จะมีได้ ดวงตาสีดำสนิทจ้องมองเขาด้วยแววตาเยาะเย้ย

เธอไม่ใช่แม่ของเขาเธอคือลา ตุนดา

“ข้าหลอกเจ้าได้ง่ายกว่าที่คิดนะ เจ้าผู้ฉลาดนัก” เธอกระซิบข้างหูเขา “แต่ข้าก็รู้อยู่แล้ว… ว่าทุกคนมีบางสิ่งที่พวกเขาต้องการจะเชื่อ ต่อให้พวกเขาปฏิเสธมันแค่ไหนก็ตาม”

เด็กหนุ่มพยายามจะก้าวถอยหลัง แต่ร่างกายของเขาหนักอึ้งอย่างประหลาด เหมือนถูกล่ามไว้ด้วยโซ่ที่มองไม่เห็น

เขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะเวทมนตร์ของลา ตุนดา หรือเป็นเพราะ สิ่งที่เขาเลือกจะเชื่อ… ได้กลืนกินเขาไปแล้ว

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องแม่มดในสายหมอกลา ตุนดา 2

เด็กหนุ่มล้มลงกับพื้น หมอกเย็นเฉียบซึมผ่านผิวหนังของเขา ร่างกายของเขาหนักขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับถูกมัดด้วยโซ่ที่มองไม่เห็น เขาพยายามลุกขึ้น แต่ขาของเขาไร้เรี่ยวแรง

ลา ตุนดาโน้มตัวลง ดวงตาดำสนิทของเธอสะท้อนภาพของเขา “เจ้าเคยหัวเราะเยาะคำเตือนของคนอื่นมิใช่หรือ? แล้วดูเจ้าในตอนนี้สิ…”

เขาหอบหายใจ รู้สึกถึงบางอย่างที่แตกต่างไปจากเดิมมันไม่ใช่ความกลัว แต่มันคือความอ่อนแอ ทุกครั้งที่เขาพยายามคิดหาทางหนี สมองของเขากลับมืดทึบ ราวกับความคิดของเขาไม่ใช่ของตัวเองอีกต่อไป

“เจ้าไม่ถูกล่ามด้วยโซ่ใด ๆ หรอก” ลา ตุนดาหัวเราะเบา ๆ “เจ้าถูกล่ามด้วยตัวของเจ้าเองต่างหาก”

เด็กหนุ่มรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นอาหารที่เธอให้เขากิน… มันไม่ได้ฆ่าเขา แต่มันค่อย ๆ กลืนกินจิตใจของเขา

ความแข็งแกร่งของเขาเหือดหาย ความมั่นใจของเขาสลายไป เขายังคงมีชีวิต… แต่เป็นชีวิตที่ไม่อาจหนีไปไหนได้

วันแล้ววันเล่า ลา ตุนดายังคงให้อาหารเขาอาหารต้องสาปที่ทำให้เขาอ่อนแอลงเรื่อย ๆ เขาไม่ได้อดตาย เขาไม่รู้สึกหิวโหย แต่เขาไม่มีเรี่ยวแรงพอจะหลบหนี เขาติดอยู่ที่นี่ ติดอยู่ในเงาของตัวเอง

คืนหนึ่ง ขณะที่เขานั่งเงียบงัน จ้องมองเงาสะท้อนของตัวเองในแอ่งน้ำตื้น ๆ ที่ขังอยู่บนพื้น เขาเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ร่างของเขาซูบผอม ดวงตาหม่นหมอง ไม่มีแววอวดดีอีกต่อไป ไม่มีความเชื่อมั่น ไม่มีเสียงหัวเราะเยาะต่อคำเตือนของใครอีก

ลา ตุนดายืนอยู่ด้านหลังเขา ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะกระซิบเบา ๆ “เจ้าเข้าใจหรือยัง? ไม่ใช่ข้าที่ล่อลวงเจ้า… เจ้าล่อลวงตัวเองมาตั้งแต่แรกแล้ว”

เธอเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอียงคอ หัวเราะแผ่ว ๆ

“อย่าได้หลงกลคำพูดของผู้ที่ดูเหมือนจะเป็นที่รักของเจ้า เพราะบางที… อาจเป็นลา ตุนดาในคราบของพวกเขาเอง” เขาหวนนึกถึงคำพูดของคนเฒ่าคนแก่ที่เคยพูดไว้

เขาเงยหน้าขึ้น ท้องฟ้ายังคงปกคลุมด้วยหมอกหนา ไม่มีทางออก มีเพียงเขา และเงาของเขาเองที่จ้องกลับมา

และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา… ไม่มีใครพบเขาอีกเลย

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องแม่มดในสายหมอกลา ตุนดา 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… บางครั้ง เราไม่จำเป็นต้องถูกใครหลอก… เพราะเราเลือกที่จะหลอกตัวเองมาตั้งแต่แรกแล้ว

ความเย่อหยิ่งและความมั่นใจที่มากเกินไป อาจกลายเป็นบ่วงที่รัดตัวเราเอง เด็กหนุ่มในเรื่องเชื่อว่าเขาฉลาดเกินกว่าจะตกเป็นเหยื่อของสิ่งใด แต่ในที่สุด สิ่งที่ล่อลวงเขาไม่ใช่เวทมนตร์ของลา ตุนดา แต่เป็นความเชื่อผิด ๆ ของเขาเอง

ความอ่อนแอที่แท้จริง ไม่ใช่ร่างกาย แต่คือจิตใจ ลา ตุนดาไม่ได้ฆ่าเหยื่อของเธอ แต่ทำให้พวกเขาอ่อนแอจนหมดสิ้น ความมั่นใจของเด็กหนุ่มพังทลาย ไม่ใช่เพราะปีศาจลึกลับ แต่เพราะเขายอมปล่อยให้ตัวเองติดอยู่ในกับดักที่ตัวเองมองข้าม

สุดท้ายแล้ว กับดักที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่สิ่งที่ศัตรูสร้างขึ้น… แต่เป็นสิ่งที่เราหลอกตัวเองให้เชื่อว่ามันไม่มีวันเกิดขึ้นกับเรา

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องแม่มดในสายหมอกลา ตุนดา (อังกฤษ: La Tunda) แม่มดแห่งป่าหมอกในโคลอมเบีย ตำนานนี้เป็นที่รู้จักในหมู่ชาวแอฟโฟร-โคลอมเบีย โดยเล่าขานถึงหญิงลึกลับผู้มีพลังในการแปลงร่างเป็นคนที่เหยื่อรักและไว้ใจที่สุด เธอใช้คำพูดปลอบประโลมและอาหารต้องสาปทำให้เหยื่ออ่อนแอลง ไม่สามารถต่อต้านหรือตัดสินใจได้อย่างมีสติ พวกเขาจะถูกกักขังอยู่ในป่าลึก ไม่ใช่ด้วยพันธนาการทางกาย แต่ด้วยพันธนาการทางใจที่ค่อย ๆ กลืนกินตัวตนของพวกเขาไป

ลา ตุนดาไม่ใช่เพียงตำนานเพื่อความบันเทิง แต่เป็นคำเตือนแก่ผู้คนในอดีต เด็ก ๆ ถูกสอนให้ระวังเสียงเรียกจากป่า ไม่เดินลึกเข้าไปเพียงลำพัง และอย่าไว้ใจใครง่าย ๆ แม้ว่าพวกเขาจะดูเหมือนเป็นคนที่เรารักที่สุดก็ตาม เรื่องเล่าของเธอสะท้อนถึงอันตรายที่ซ่อนอยู่ในเงามืดของป่า และอันตรายที่ซ่อนอยู่ในตัวมนุษย์เอง

แม้ในปัจจุบัน ตำนานลา ตุนดายังคงมีอิทธิพล ไม่ใช่แค่เพราะความลึกลับของเธอ แต่เพราะเธอเป็นตัวแทนของสิ่งที่เรามองข้ามภัยที่มาในรูปแบบของความคุ้นเคย คำพูดที่ฟังดูอบอุ่น และความรู้สึกปลอดภัยที่อาจเป็นกับดัก

“บางครั้ง สิ่งที่ล่อลวงเราได้มากที่สุด… คือสิ่งที่เราอยากเชื่อเอง”

นิทานพื้นบ้านโบลิเวียเรื่องเอล ดิโอ คำสัญญาแห่งขุนเขา

ณ ดินแดนอันสูงชันของโบลิเวีย มีเรื่องเล่าขานตำนานนิทานพื้นบ้านสากลจากโบลิเวียที่เมืองโพโตซี ตั้งตระหง่านอยู่เหนือสายลมหนาวและหุบเขากว้างใหญ่ เมืองนี้เคยเป็นแหล่งแร่เงินที่มั่งคั่งที่สุดในโลก แต่ใต้ผืนดินแห่งความมั่งคั่งนั้น ซ่อนความลึกลับและคำสาปที่ไม่มีใครกล้าท้าทาย

ตลอดหลายศตวรรษ คนงานเหมืองต่างเล่าขานถึงเอล ติโอ เจ้าแห่งขุนเขา ผู้ปกครองอาณาเขตใต้ดินของเหมืองโพโตซี บ้างกล่าวว่าเขาคือปีศาจ บ้างว่าเขาเป็นเทพเจ้าแห่งเหมืองลึก เขาให้โชคลาภแก่ผู้ที่บูชา และนำหายนะสู่ผู้ที่ลบหลู่ แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่กล้าทดสอบความจริงของตำนานนี้… และยิ่งน้อยกว่านั้นที่ได้กลับมาเล่าเรื่องราวของตนเอง กับนิทานพื้นบ้านโบลิเวียเรื่องเอล ดิโอ คำสัญญาแห่งขุนเขา

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านโบลิเวียเรื่องเอล ดิโอ คำสัญญาแห่งขุนเขา

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านโบลิเวียเรื่องเอล ดิโอ คำสัญญาแห่งขุนเขา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ท่ามกลางขุนเขาสูงชันของประเทศโบลิเวีย มีเมืองหนึ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือความเวิ้งว้างของผืนดิน นั่นคือโพโตซี (Potosí) เมืองที่เคยรุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในยุคอาณานิคมสเปน มันเป็นศูนย์กลางของแร่เงินและความมั่งคั่งจนผู้คนกล่าวว่า “มีเงินมากพอจะสร้างสะพานเงินจากโพโตซีไปยังสเปนได้”

แต่ภายใต้ความมั่งคั่งนี้ ซ่อนเงามืดของคำสาปแห่งขุนเขา

ภูเขาเซร์โร ริโก (Cerro Rico) ที่ตั้งตระหง่านเหนือเมือง เป็นที่เลื่องลือเรื่องแร่เงินที่อุดมสมบูรณ์ แต่ผู้ที่เข้าไปขุดหาแร่ในเหมืองลึกต่างรู้ดีว่า แร่เงินเหล่านี้มิใช่ของพวกเขาโดยแท้จริง

คนงานเหมืองเชื่อว่าในส่วนลึกของภูเขา มี “เอล ติโอ” (El Tío) เจ้าแห่งขุนเขาและนายแห่งเหมืองลึก” สถิตอยู่ รูปร่างของเขาครึ่งแพะครึ่งมนุษย์ ดวงตาแดงฉาน มือกรงเล็บแหลมคม และรอยยิ้มที่ไม่มีใครล่วงรู้ว่ามันแฝงความเมตตาหรือความโหดร้าย

พวกเขากล่าวว่า เอล ติโอเป็นทั้งผู้ปกป้องและผู้ทำลาย

คนงานเหมืองที่บูชาเขาด้วยใบโคคา เหล้า และบุหรี่ จะได้รับการคุ้มครองจากอุบัติเหตุ หากใครลบหลู่ ไม่ถวายเครื่องสักการะ หรือเข้าไปขโมยแร่โดยไม่ขออนุญาต ความพินาศย่อมมาเยือนอย่างแน่นอน

เด็กหนุ่มคนหนึ่งเติบโตขึ้นมาในโพโตซี พ่อของเขาเคยเป็นคนงานเหมือง แต่เสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อนด้วยเหตุไม่ทราบแน่ชัด บ้างว่าถูกหินถล่มทับ บ้างว่าหายไปในเหมืองโดยไร้ร่องรอย

เขาได้ยินเรื่องเล่าของเอล ติโอมาตั้งแต่เด็ก ทว่ากลับมองว่ามันเป็นเพียงนิทานหลอกเด็ก “รูปปั้นหินจะให้โชคหรือทำร้ายใครได้อย่างไร? ความร่ำรวยขึ้นอยู่กับแรงงานของเราเองต่างหาก”

เมื่อเขาอายุถึงวัยทำงาน เขาตัดสินใจเข้าสู่เหมืองเพื่อพิสูจน์ว่าโชคชะตาของเขาถูกกำหนดโดยมือของเขาเอง ไม่ใช่ปีศาจแห่งขุนเขา

วันแรกที่เขาก้าวเข้าสู่เหมือง อากาศภายในเย็นยะเยือกจนผิดธรรมชาติ แสงจากตะเกียงน้ำมันสั่นไหวตามสายลมแปลกประหลาดที่ไม่ควรมีอยู่ใต้ดิน

ตลอดเส้นทาง คนงานเหมืองหยุดที่หน้ารูปปั้นของเอล ติโอ พวกเขาวางใบโคคาลงแทบเท้า จุดบุหรี่ให้ควันลอยคลุ้ง และรินเหล้าลงบนพื้นดินด้วยความเคารพ เด็กหนุ่มยืนมองภาพนั้นอย่างไม่เข้าใจ

“พวกเจ้ากลัวก้อนหินนี้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?” ชายชราคนหนึ่งหันมามองเขาด้วยสายตาหนักแน่น

“ไม่ใช่หิน… แต่เป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังมัน” เด็กหนุ่มแค่นหัวเราะ แล้วเดินผ่านไปโดยไม่ถวายสิ่งใดให้กับเอล ติโอ

หลังจากทำงานในเหมืองได้ไม่นาน เด็กหนุ่มก็พบสิ่งที่คนงานเหมืองทุกคนใฝ่ฝันหา

เขาเดินลึกเข้าไปในอุโมงค์ที่แทบไม่มีใครสำรวจมาก่อน และที่นั่นเอง เขาพบสายแร่เงินบริสุทธิ์ที่ฝังอยู่ในกำแพงหิน หัวใจของเขาเต้นแรงนี่คือโอกาสแห่งความมั่งคั่ง! หากเขาขุดแร่เหล่านี้ขึ้นมาได้ เขาจะรวยยิ่งกว่าผู้ใดในหมู่บ้าน

ขณะที่เขาใช้จอบกระแทกลงบนหิน เสียงกระซิบเบา ๆ ดังขึ้นรอบตัว “ของข้า… เจ้าจะเอาไปหรือ?”

เขาชะงัก หันไปมองรอบตัว แต่ไม่มีใครอยู่เลย มีเพียงเงาของตะเกียงที่เต้นไหวบนผนังหิน “ข้าขุดพบมันเอง ทำไมข้าจะเอาไปไม่ได้?”

เสียงนั้นหัวเราะเบา ๆ ทว่าเย็นยะเยือก “หากเจ้าอยากได้… จงให้สิ่งตอบแทนแก่ข้าเสียก่อน”

เด็กหนุ่มลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกไปด้วยความมั่นใจ “หากข้าร่ำรวย ข้าจะถวายทุกอย่างให้เอล ติโอ!”

ทันใดนั้น เสียงกระซิบก็เงียบไป ความมืดที่ปกคลุมอุโมงค์เหมือนจะลึกขึ้นกว่าเดิม แต่เขาไม่สนใจแล้ว เขามีสิ่งที่ต้องทำ

เขาลงมือขุดอย่างไม่คิดชีวิต แร่เงินไหลร่วงลงมาเต็มมือ ราวกับขุนเขาแห่งนี้กำลังเปิดทางให้เขาสู่ความมั่งคั่ง

วันแล้ววันเล่า เขาขุดหาแร่เงินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขายมันให้พ่อค้า จนกลายเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้าน

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขากลับลืมคำสัญญาของตัวเอง

เขาไม่เคยกลับไปถวายของให้เอล ติโออีกเลย ไม่เคยจุดบุหรี่หรือรินเหล้าลงพื้นเหมือนที่คนงานเหมืองคนอื่นทำ “ข้าไม่ต้องการเขา ข้าได้แร่เงินมาด้วยมือของข้าเอง ไม่ใช่เพราะเทพเจ้าหรือปีศาจใด ๆ”

แต่ในคืนหนึ่ง ขณะที่เขากำลังทำงานอยู่ในอุโมงค์ที่ลึกที่สุดแห่งหนึ่งของเหมือง เสียงกระซิบที่เขาคุ้นเคยก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“เจ้าลืมสัญญาของเจ้าแล้วหรือ?”

เด็กหนุ่มหยุดนิ่ง หันไปมองรอบตัว ตะเกียงของเขากะพริบวูบ เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก้องกังวานในเงามืด

และที่ตรงทางแยกของอุโมงค์ เงาร่างของเอล ติโอปรากฏขึ้น

เขายืนอยู่ที่นั่น สูงใหญ่ ร่างกายเหมือนแพะและมนุษย์รวมกัน ดวงตาแดงฉานราวกับถ่านไฟ เล็บยาวแหลมคม มือหนึ่งถือถ้วยเหล้า อีกมือหนึ่งว่างเปล่าราวกับกำลังรอรับบางสิ่งที่ควรเป็นของเขา

เอล ติโอแสยะยิ้ม เสียงของเขาก้องสะท้อนไปทั่วอุโมงค์ “เจ้าเอาไปมากมาย แต่ไม่ให้ข้าเลย… เช่นนั้น เจ้าจงคืนทั้งหมดให้ข้า!”

พื้นใต้เท้าของเด็กหนุ่มเริ่มสั่นสะเทือน หินเหนือศีรษะแตกร้าว ก่อนที่ทุกอย่างจะถล่มลงสู่ความมืดมิด

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านโบลิเวียเรื่องเอล ดิโอ คำสัญญาแห่งขุนเขา 2

เสียงกึกก้องของหินถล่มดังสะท้อนในความมืด ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนเด็กหนุ่มไม่มีเวลาคิด สิ่งสุดท้ายที่เขาเห็นก่อนที่ตะเกียงจะดับลง คือรอยยิ้มเย็นชาของเอล ติโอ

เขาพยายามดิ้นรน แต่พบว่าตัวเองถูกฝังอยู่ใต้กองหิน กายครึ่งท่อนยังขยับได้ แต่ขาของเขาถูกบดขยี้อยู่ในเงามืด ไม่มีแสง ไม่มีเสียง ไม่มีทางหนี

อากาศในเหมืองเริ่มบางลง หัวใจของเขาเต้นระรัว มือสั่นสะท้านขณะพยายามคลำหาทางออก แต่ไม่พบอะไรนอกจากก้อนหินเย็นเยียบ

เงามืดรอบตัวขยับไหว เสียงกระซิบของเอล ติโอแว่วก้อง “เจ้าสัญญากับข้า… แต่เจ้าไม่เคยทำตาม”

“ข้า… ข้าแค่ลืม!” เด็กหนุ่มตะโกนตอบ ร่างกายของเขาอ่อนแรงลงทุกที

“ความลืม… มิใช่ข้ออ้าง เจ้ารับไป แต่ไม่คืนกลับ… เช่นนั้น จงอยู่ที่นี่กับข้า”

เด็กหนุ่มรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็น มันไม่ใช่เพียงน้ำหนักของหิน แต่เป็นความเย็นเยียบของบางสิ่งที่ไม่อาจหลบหนี “ข้ายอมแล้ว! ข้าจะถวายของให้ท่าน ข้าจะมอบทุกอย่างที่ข้ามี!”

เสียงกระซิบเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เอล ติโอจะหัวเราะเบา ๆ “คำพูดนั้น… เจ้าเคยพูดแล้วครั้งหนึ่ง มิใช่หรือ?”

เด็กหนุ่มสะอึก… ใช่ เขาเคยให้คำสัญญานี้เมื่อครั้งพบสายแร่เงินครั้งแรก แต่กลับไม่เคยรักษามันเลย

เมื่อเด็กหนุ่มตื่นขึ้นมา เขาพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ใต้เหมือง แต่กลับนอนอยู่หน้ารูปปั้นของเอล ติโอ

ร่างกายของเขายังอยู่ครบ แข็งแรงดี แต่เสื้อผ้าของเขาขาดวิ่นเหมือนผ่านการดิ้นรนเอาตัวรอดมาหลายวัน ใบโคคาแห้งโรยอยู่รอบตัวเขา เหล้าและบุหรี่ที่คนงานเหมืองถวายยังส่งกลิ่นจาง ๆ

เขาสะบัดศีรษะ พยายามตั้งสติ มันเป็นความฝันหรือความจริงกันแน่?

แต่เมื่อเขาค้นดูถุงผ้าที่ติดตัว สิ่งที่เขาเคยขโมยออกจากเหมือง เงินและแร่เงินทั้งหมดหายไป

มือของเขาสั่นระริก เขาไม่กล้าอยู่ตรงนั้นอีก รีบลุกขึ้นและเดินออกจากเหมืองทันที

วันต่อมา เมื่อเขากลับไปยังหมู่บ้าน คนงานเหมืองคนอื่น ๆ มองเขาด้วยสายตาประหลาดใจ พวกเขาเล่ากันว่าเมื่อคืนมีเสียงกึกก้องจากใต้ดิน ราวกับเหมืองกำลังสั่นสะเทือน แต่ไม่มีหินถล่ม ไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น

ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กหนุ่ม แต่หลังจากวันนั้น เขาไม่เคยเข้าไปขุดแร่ในเหมืองอีกเลย

เขาใช้ชีวิตเงียบ ๆ ถวายของให้เอล ติโอทุกเดือน แม้จะไม่ได้เข้าเหมืองอีก เขาก็ยังเคารพเจ้าแห่งขุนเขาเสมอ

และเมื่อใครถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เขาจะตอบเพียงว่า “อย่าให้คำมั่นหากไม่คิดจะรักษา เพราะหนี้ที่ติดค้าง… ย่อมต้องชดใช้เสมอ”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านโบลิเวียเรื่องเอล ดิโอ คำสัญญาแห่งขุนเขา 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… คำพูดเป็นสิ่งมีค่า และคำสัญญาไม่ใช่สิ่งที่ควรมอบให้โดยไม่คิด หากให้คำมั่นแล้วไม่รักษา ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจหนักหนากว่าที่คาดคิด

ความโลภและความหยิ่งผยองสามารถทำให้คนมองข้ามสิ่งสำคัญ เด็กหนุ่มในเรื่องเลือกที่จะเชื่อในความสามารถของตนเองเพียงอย่างเดียว จนละเลยคำเตือนของผู้คนรอบตัว และมองข้ามกฎเกณฑ์ที่อยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์

ทุกสิ่งที่ได้รับมา มักมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ ไม่ว่าจะเป็นโชคลาภหรือความสำเร็จ หากเรารับสิ่งใดมาโดยไม่ซื่อสัตย์ หรือไม่รู้จักตอบแทน ผู้ที่เคยมอบให้อาจมาทวงคืนในวันที่เราไม่ทันตั้งตัว

สุดท้าย นิทานเรื่องนี้เตือนให้เราเคารพคำพูดของตนเอง และอย่าหลงลืมความรับผิดชอบที่มาพร้อมกับโชคชะตา

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านโบลิเวียเรื่องเอล ดิโอ คำสัญญาแห่งขุนเขา (อังกฤษ: El Tio Potosí, The Promise of the Mountain Lord) มีรากฐานมาจากตำนานของเอล ติโอ (El Tío) สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเหมืองโพโตซี (Potosí) ในประเทศโบลิเวีย ตำนานนี้ถือกำเนิดขึ้นในยุคอาณานิคมสเปน เมื่อโพโตซีเป็นแหล่งผลิตแร่เงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก และดึงดูดทั้งชาวสเปนและชนพื้นเมืองให้เข้ามาทำงานในเหมืองอันตรายใต้ภูเขาเซร์โร ริโก (Cerro Rico)

ด้วยความที่เหมืองเต็มไปด้วยอันตราย ตั้งแต่การถล่ม ก๊าซพิษ ไปจนถึงสภาพอากาศที่โหดร้าย คนงานเหมืองจึงเชื่อว่ามี “เจ้าแห่งขุนเขา” ปกครองอยู่ และพวกเขาต้องบูชาเขาเพื่อให้รอดพ้นจากภัยพิบัติ รูปปั้นของเอล ติโอ ถูกตั้งไว้ตามจุดต่าง ๆ ในเหมือง คนงานเหมืองถวายใบโคคา เหล้า และบุหรี่ เพื่อเอาใจเขา เพราะเชื่อว่า หากเขาพอใจ เขาจะมอบโชคลาภและคุ้มครอง แต่หากถูกลบหลู่ เขาจะนำหายนะมาเยือน

แม้ในปัจจุบัน ตำนานของเอล ติโอยังคงมีอิทธิพล คนงานเหมืองรุ่นใหม่ยังคงปฏิบัติตามประเพณีนี้ ไม่ใช่เพียงเพราะความเชื่อเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่าธรรมชาติยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์ และทุกสิ่งที่ได้รับมา ย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย

“โชคลาภที่ได้มาโดยไม่เคารพ ย่อมถูกทวงคืนในวันที่เจ้าไม่ทันตั้งตัว”

นิทานพื้นบ้านอาร์เจนตินาเรื่องลูซ มาลา ตำนานแสงปีศาจ

ค่ำคืนในทุ่งหญ้าแพมปัสเงียบสงัด มีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากอาร์เจนตินาและอุรุกวัย มีเพียงสายลมแห้งแล้งที่พัดผ่านผืนดินรกร้าง เสียงกีบม้าดังก้องท่ามกลางความมืด ขณะที่นักเดินทางผู้โดดเดี่ยวมุ่งหน้าไปยังจุดหมายที่ไม่มีใครรู้จัก ท้องฟ้าสีดำสนิท ปราศจากแสงดาวหรือจันทร์เสี้ยว มีเพียงเงาของต้นไม้เดียวดายที่ทอดยาวไปบนผืนดินราวกับรากของมันกำลังดูดซับความลึกลับของแผ่นดินเบื้องล่าง

ณ ที่แห่งนี้ เรื่องเล่าของแสงปีศาจ ถูกกล่าวขานมาหลายชั่วอายุคน บางคนเชื่อว่ามันเป็นดวงวิญญาณที่ยังไม่ได้รับการปลดปล่อย บ้างก็ว่ามันคือสัญญาณของสมบัติต้องคำสาปที่ถูกฝังไว้ใต้ผืนดิน แต่น้อยคนนักที่จะกล้าเข้าไปพิสูจน์ และยิ่งน้อยลงไปอีก… ที่มีโอกาสได้กลับมาเล่าเรื่องราวของมัน กับนิทานพื้นบ้านอาร์เจนตินาเรื่องลูซ มาลา ตำนานแสงปีศาจ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอาร์เจนตินาเรื่องลูซ มาลา ตำนานแสงปีศาจ

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านอาร์เจนตินาเรื่องลูซ มาลา ตำนานแสงปีศาจ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ค่ำคืนในทุ่งหญ้าแพมปัสเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดผ่านกอหญ้าแห้งและเสียงฝีเท้าของม้าเดียวดายที่ย่ำลงบนผืนดินแข็ง คนขี่ม้าเป็นชายหนุ่มผู้เดินทางข้ามดินแดนกว้างใหญ่เพื่อหาที่ตั้งรกรากใหม่ เขาออกเดินทางมาหลายวัน ท้องฟ้ายามราตรีทอดเงามืดสนิท ไม่มีแสงจันทร์หรือดาวใดส่องสว่าง มีเพียงสายลมแห้งแล้งที่พัดผ่านราวกับเสียงกระซิบของสิ่งที่มองไม่เห็น

ขณะที่เขาขี่ม้าผ่านพื้นที่รกร้าง ร่างกายที่อ่อนล้าเริ่มเรียกร้องให้หยุดพัก เขาจึงหาทำเลตั้งค่ายพักแรมใกล้ต้นไม้เดียวดายต้นหนึ่ง ก่อกองไฟ และปล่อยให้ม้าได้พักผ่อนก่อนที่การเดินทางจะดำเนินต่อไปในวันรุ่งขึ้น

เขานั่งลงข้างกองไฟ หยิบเสบียงขึ้นมากินอย่างเงียบ ๆ สายตาเหม่อมองไปยังขอบฟ้าเบื้องหน้า แต่แล้วสายตาของเขาก็ต้องหยุดชะงัก

ไม่ไกลจากที่พัก เขาเห็นแสงสีซีดจางลอยอยู่เหนือพื้นดิน แสงนั้นดูเหมือนจะเต้นระบำไปมาอย่างมีชีวิต

“ไฟจากค่ายพักของนักเดินทางคนอื่น หรือบางสิ่งที่แปลกกว่านั้น?” เขาพึมพำกับตัวเองพลางขมวดคิ้ว

มันไม่ใช่แสงของกองไฟแน่นอน เพราะไม่มีควันลอยขึ้นจากจุดนั้น อีกทั้งแสงนั้นยังดูเย็นเยียบและเปลี่ยนรูปร่างไปมา ชายหนุ่มจ้องมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นยืนอย่างลังเล หัวใจของเขาเต้นแรงด้วยความสงสัยและความหวาดระแวง

เมื่อเขาก้าวไปข้างหน้าเพียงไม่กี่ก้าว แสงประหลาดนั้นก็ดูเหมือนจะถอยห่างออกไป ทุกครั้งที่เขาพยายามเดินเข้าไปใกล้ มันก็จะลอยถอยออกไปเหมือนกำลังเล่นซ่อนหา

ความอยากรู้ค่อย ๆ เอาชนะความกลัว เขาตัดสินใจเดินตามแสงนั้นไปทีละก้าว โดยไม่รู้เลยว่ากำลังก้าวเข้าสู่สิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้

เช้าวันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มเดินทางต่อไปจนถึงค่ายพักของกลุ่มเกาโชที่ตั้งกระจายตัวอยู่ตามทุ่งหญ้า พวกเขาเป็นนักเลี้ยงวัวเร่ร่อนที่คุ้นเคยกับดินแดนแห่งนี้ดี เขาเล่าเรื่องแสงประหลาดที่พบเมื่อคืนให้ชายชราคนหนึ่งฟัง

ชายชราผู้มีหนวดเคราสีเทาและใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาของชายชราฉายแววหนักใจ

“เจ้าเห็นลูซ มาลาแสงปีศาจแล้วหรือ? เจ้าโชคดีที่ยังมีชีวิตอยู่” ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

“แสงปีศาจ?” ชายหนุ่มทวนคำอย่างงุนงง

“ใช่ แสงที่เจ้าพูดถึงคือลูซ มาลา (Luz Mala)แสงปีศาจ พวกเรารู้จักมันดี มันปรากฏขึ้นในช่วงฤดูแล้ง เหล่าเกาโชที่เดินทางผ่านทุ่งหญ้านี้ต่างเคยได้ยินเรื่องราวของมัน”

ชายชรานั่งลงใกล้กองไฟ มือเหี่ยวย่นตักกาแฟจากกาน้ำร้อนขึ้นมาจิบ ก่อนจะเล่าต่อ

“มันคือวิญญาณที่ไม่ได้รับการปลดปล่อย… ดวงวิญญาณที่หลุดออกจากทรงกลมท้องฟ้า พวกเขากำลังร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด เพราะร่างของพวกเขาไม่เคยได้รับการฝังอย่างสมเกียรติ”

“แต่ข้าไม่ได้เห็นอะไรนอกจากแสงสีจาง ๆ ลอยไปมา”

“เจ้าเห็นแค่สิ่งที่มันอยากให้เจ้าเห็นเท่านั้น หากเข้าไปใกล้กว่านี้ เจ้าจะได้กลิ่นเหม็นเน่าของก๊าซพิษที่มันปล่อยออกมา ก๊าซจากกระดูกที่ผุพังอยู่ใต้ดิน”

ชายหนุ่มฟังด้วยสีหน้าครุ่นคิด เรื่องที่ชายชราเล่าฟังดูน่ากลัว แต่ก็เต็มไปด้วยความลึกลับ

“แล้วทำไมบางคนถึงบอกว่ามันนำไปสู่สมบัติที่ถูกฝังไว้?” เขาถามต่อ

ชายชราหัวเราะเบา ๆ แต่เป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความขมขื่น

“เพราะมนุษย์เต็มไปด้วยความโลภ สมบัติบางชิ้นถูกฝังไว้พร้อมกับร่างของเจ้าของ และบางครั้ง แสงปีศาจก็ปรากฏขึ้นเพื่อปกป้องสิ่งเหล่านั้น แต่ข้าขอเตือน… ผู้ที่โลภมากพยายามค้นหามัน มักจะไม่เคยกลับมาเล่าเรื่องราวของตนอีกเลย”

ชายหนุ่มนิ่งไปชั่วขณะ ภายในใจของเขาเต็มไปด้วยคำถาม และยิ่งไปกว่านั้น ความคิดหนึ่งเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเขา เขาต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอาร์เจนตินาเรื่องลูซ มาลา ตำนานแสงปีศาจ 2

ค่ำคืนในทุ่งหญ้าแพมปัสเงียบสงัดอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีแม้แต่เสียงลมพัด มีเพียงเงามืดปกคลุมผืนดินที่แตกระแหง ชายหนุ่มยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน ในมือของเขามีจอบด้ามหนึ่งและมีดสั้นเหน็บอยู่ที่เอว

เขากลับมาที่เดิม ที่ซึ่งเขาเห็น แสงปีศาจ ปรากฏขึ้นเมื่อคืนก่อน แม้จะมีคำเตือนจากชายชรา แต่เขาไม่อาจข่มความสงสัยของตัวเองได้

“หากแสงนั้นชี้นำไปยังสมบัติจริง ข้าก็จะเป็นผู้ที่ค้นพบมัน” เขาพึมพำกับตัวเอง

เวลาผ่านไปช้า ๆ ก่อนที่สายตาของเขาจะจับจ้องไปยังสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ตรงขอบฟ้า แสงสีขาวซีดปรากฏขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันดูเข้มข้นกว่าครั้งก่อน ลอยนิ่งอยู่เหนือพื้นดินราวกับกำลังรอให้เขาเข้าไปหา

เขาสูดหายใจลึกและก้าวเข้าไปใกล้ แสงนั้นไม่ถอยหนีเหมือนเมื่อคืน ตรงกันข้าม มันกลับเต้นระบำอยู่ที่เดิม ส่องสว่างจนมองเห็นพื้นดินใต้แสงได้อย่างชัดเจน

หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นเมื่อเห็นว่าพื้นดินตรงนั้นดูอ่อนนุ่มและมีร่องรอยเหมือนเคยถูกขุดมาก่อน

“สมบัติอาจถูกฝังอยู่ที่นี่จริง ๆ!”

เขารีบใช้จอบขุดลงไปในดินแข็ง หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความโลภ มือทั้งสองข้างออกแรงขุดลงไปลึกขึ้นเรื่อย ๆ

เสียงของจอบกระทบกับบางสิ่งใต้พื้นดิน เขาหยุดชั่วขณะก่อนจะค่อย ๆ ใช้มือโกยดินออก

สิ่งที่เขาพบไม่ใช่ทองคำหรือเครื่องประดับราคาแพง แต่เป็นเศษเครื่องปั้นดินเผาที่แตกร้าว

ภายในนั้น… มีกระดูกมนุษย์ถูกบรรจุอยู่

ทันใดนั้น ลมกระโชกแรงพัดผ่าน เสียงกระซิบแผ่วเบาดังก้องอยู่รอบตัว “เจ้า… ละเมิดเรา…”

เขาผงะถอยหลัง แสงที่ลอยอยู่เหนือศีรษะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงเลือด ก่อนจะพุ่งเข้าหาเขาด้วยความเร็วที่น่าสะพรึงกลัว

เขาพยายามจะวิ่งหนี แต่ขาของเขากลับหนักราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น ความหนาวเย็นแล่นเข้าสู่ร่าง รู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกำลังจับเขาไว้

“เจ้า… จะต้องชดใช้…” เสียงนั้นดังขึ้นรอบตัว ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไป

เสียงลมพัดผ่านทุ่งหญ้า… เสียงม้า… และเสียงคนพูดคุยกันแว่ว ๆ

ชายหนุ่มลืมตาขึ้นช้า ๆ พบว่าตัวเองนอนอยู่บนพื้น ร่างกายอ่อนแรงและปวดระบมไปหมด ท้องฟ้าสีเทาหม่นบ่งบอกว่าฟ้ายังไม่สางดีนัก

เขาขยับตัวขึ้นนั่งและมองไปรอบ ๆ ไม่มีร่องรอยของแสงปีศาจ ไม่มีหลุมที่เขาขุด ไม่มีเศษเครื่องปั้นดินเผา ทุกอย่างดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ข้า… ยังมีชีวิตอยู่?” เขาพึมพำกับตัวเอง

แต่แล้วสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งบนมือข้างหนึ่งของตนเอง รอยแผลเป็นสีคล้ำลากยาวไปตามแขนของเขา ราวกับถูกเผาไหม้ด้วยเปลวไฟที่มองไม่เห็น

เขาฝืนลุกขึ้นและเดินโซเซกลับไปยังค่ายพัก ใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะไปถึง เมื่อชายชราเห็นเขากลับมา สีหน้าของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความกังวล

“เจ้ากลับมาได้อย่างไร?” ชายชราถามเสียงเข้ม

“ข้า… จำไม่ได้… ข้าจำได้แค่แสงสีแดง… และเสียงกระซิบ…” เขาตอบอย่างยากลำบาก

ชายชรามองรอยแผลบนแขนของเขาแล้วพยักหน้าช้า ๆ

“เจ้าโชคดีมากที่ยังรอดมาได้ แสงปีศาจปล่อยเจ้าไป เพราะเจ้ายังไม่ได้ขโมยสิ่งใดจากมัน แต่จงจำไว้… วิญญาณที่ไม่ได้รับการปลดปล่อยไม่ต้องการให้ใครมารบกวน หากเจ้ากลับไปอีกครั้ง คราวหน้าเจ้าอาจไม่มีโอกาสรอด”

ชายหนุ่มนั่งนิ่งอยู่พักใหญ่ มือที่มีรอยแผลสั่นเล็กน้อย เขาไม่อาจบรรยายได้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมา แต่ความกลัวที่ฝังลึกอยู่ในใจบอกเขาว่า

เขาจะไม่มีวันกลับไปที่นั่นอีก

และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา เขาไม่เคยเดินทางออกไปเพียงลำพังในคืนที่แห้งแล้งที่สุดของปีอีกเลย

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอาร์เจนตินาเรื่องลูซ มาลา ตำนานแสงปีศาจ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความอยากรู้อยากเห็นและความโลภอาจนำพาไปสู่ภัยอันตรายที่คาดไม่ถึง แม้ว่าความลึกลับจะดึงดูดใจเพียงใด แต่บางสิ่งในโลกนี้ไม่ได้มีไว้ให้มนุษย์เข้าไปยุ่งเกี่ยว

แสงปีศาจ เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งที่ถูกลืม วิญญาณที่ไม่ได้รับการปลดปล่อย หรือความผิดพลาดในอดีตที่ยังคงหลอกหลอนปัจจุบัน คนที่ไม่เคารพสิ่งเหล่านี้อาจต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง

การฟังคำเตือนของผู้เฒ่าผู้แก่เป็นสิ่งสำคัญ ภูมิปัญญาของผู้ที่มาก่อนเรามักแฝงไปด้วยบทเรียนที่มีค่า แต่บ่อยครั้ง คนหนุ่มสาวที่คิดว่าตนเองเข้าใจทุกอย่างกลับมองข้ามมันไป

บางสิ่งที่ดูเหมือนเป็นโอกาส อาจเป็นกับดักที่รอคอยผู้ที่ไม่ระมัดระวัง เช่นเดียวกับตำนานแสงปีศาจที่ว่าผู้ใดไล่ตามมัน อาจไม่มีวันได้กลับมา…

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านอาร์เจนตินาเรื่องลูซ มาลา ตำนานแสงปีศาจ (อังกฤษ: Luz Mala, The Evil Light) มีรากฐานมาจากตำนาน Luz Mala ซึ่งแปลว่าแสงชั่วร้าย ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าที่เก่าแก่และเลื่องลือที่สุดของอาร์เจนตินาและอุรุกวัย ตำนานนี้มีมาตั้งแต่ยุคที่ชนเผ่าพื้นเมืองยังคงรุ่งเรือง ก่อนที่เกาโชเหล่านักเลี้ยงวัวเร่ร่อนจะเข้ามาครอบครองดินแดนทุ่งหญ้าแพมปัส

ตามความเชื่อดั้งเดิม แสงปีศาจคือดวงวิญญาณของผู้ที่ตายโดยไม่ได้รับการฝังอย่างเหมาะสม มันเป็นปรากฏการณ์เรืองแสงที่เต้นระบำเหนือพื้นดินรกร้าง มักปรากฏขึ้นในคืนที่อากาศแห้งแล้ง บางครั้งแสงนี้มาพร้อมกับก๊าซพิษจากกระดูกที่เน่าเปื่อยใต้ดิน เชื่อกันว่าหากใครหายใจเข้าไปมากเกินไป อาจหมดสติหรือเสียชีวิตโดยไม่มีใครพบเห็น

เรื่องเล่าของแสงปีศาจแฝงไปด้วยสองความเชื่อที่ขัดแย้งกัน ด้านหนึ่งมันเป็นลางร้าย เตือนว่าผู้ล่วงลับยังไม่ได้รับความสงบสุข แต่อีกด้านหนึ่ง มีคนเชื่อว่าแสงนี้นำไปสู่สมบัติที่ถูกฝังไว้ และเฉพาะผู้กล้าหาญหรือโลภมากพอเท่านั้นที่จะเสี่ยงค้นหามัน

ตำนานนี้สะท้อนให้เห็นความเชื่อพื้นบ้านเกี่ยวกับโลกหลังความตาย วิญญาณ และบทลงโทษของความโลภ มันถูกเล่าขานผ่านยุคสมัย ตั้งแต่ชนพื้นเมือง จนถึงเหล่าเกาโชผู้เดินทางข้ามทุ่งหญ้าในค่ำคืนมืดมิด ผู้ที่เคยพบเห็นแสงประหลาดนี้บางคนกลับมาได้พร้อมเรื่องเล่าที่น่าขนลุก ขณะที่บางคน… หายตัวไปตลอดกาล ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา

แม้ในยุคปัจจุบัน แสงลึกลับยังคงปรากฏให้เห็นในบางพื้นที่ นักวิทยาศาสตร์พยายามอธิบายว่ามันเป็นเพียงปฏิกิริยาของก๊าซฟอสฟีนที่ปล่อยออกมาจากซากพืชและสัตว์ที่เน่าเปื่อย แต่สำหรับชาวบ้านที่เติบโตมากับตำนานนี้แสงปีศาจไม่ใช่สิ่งที่ควรเข้าใกล้ และคนที่เคยเห็นมันด้วยตาตัวเอง… มักไม่เคยต้องการพิสูจน์ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือไม่

“ไม่ใช่ทุกแสงสว่างที่นำทาง บางดวงมีไว้เพื่อล่อให้เจ้าหลงเข้าสู่ความมืด”

นิทานพื้นบ้านชิลีเรื่องตำนานเรือกาเลวเช เรือแห่งวิญญาณ

กลางทะเลอันกว้างใหญ่ของหมู่เกาะชิโลเอ มีตำนานที่ถูกเล่าขานกันมานานหลายชั่วอายุคน นิทานพื้นบ้านสากลจากประเทศชิลี เรื่องเล่าถึงเรือลึกลับที่ปรากฏขึ้นจากสายหมอกในยามค่ำคืน เรือที่เต็มไปด้วยเสียงดนตรีแสนเย้ายวนและแสงสีระยิบระยับ ราวกับเป็นเรือแห่งสรวงสวรรค์

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ได้เห็นมันจะกลับมาเล่าเรื่องราวได้… เพราะบางคนหายไปตลอดกาล บางคนกลับมาพร้อมรอยยิ้มที่แปลกไป และบางคน… แม้ร่างกายจะอยู่ที่เดิม แต่จิตใจของพวกเขาไม่เคยกลับมาอีกเลย กับนิทานพื้นบ้านชิลีเรื่องตำนานเรือกาเลวเช เรือแห่งวิญญาณ

นิทานพื้นบ้านชิลีเรื่องตำนานเรือกาเลวเช เรือแห่งวิญญาณ

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านชิลีเรื่องตำนานเรือกาเลวเช เรือแห่งวิญญาณ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในค่ำคืนหนึ่ง ทะเลรอบหมู่เกาะชิโลเอเงียบสงัด ผืนน้ำดำมืดราวกับหมึก ไม่มีลมพัด ไม่มีคลื่นไหว มีเพียงเสียงเรือไม้ที่โยกเบาๆ ตามจังหวะของกระแสน้ำ

ชาวประมงคนหนึ่งพายเรือลำเล็กออกจากชายฝั่งด้วยความระแวดระวัง คืนนี้ดูเงียบเกินไปผิดปกติ ท้องทะเลไม่ควรเงียบถึงเพียงนี้

“สงบเกินไป…” เขาพึมพำกับตัวเอง พลางมองไปรอบๆ ไม่มีเงาของเรือลำอื่น ไม่มีแสงไฟจากหมู่บ้านริมฝั่ง

ทันใดนั้น หมอกหนาก็เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ล้อมรอบเขาไว้จนมองไม่เห็นท้องฟ้า ผืนน้ำที่เคยนิ่งเริ่มกระเพื่อม เสียงคลื่นซัดโขดหินแว่วมาแต่ไกล และที่นั่น… เสียงดนตรีก็ดังขึ้น

มันเป็นเสียงขลุ่ย เสียงกีตาร์ และเสียงร้องประสานกันเป็นท่วงทำนองลึกลับ ไพเราะเกินกว่าจะเป็นเสียงของมนุษย์ มันดังก้องไปทั่วอากาศ ราวกับมาจากทุกทิศทุกทาง

“ไม่…” ชาวประมงหน้าซีดเผือด มือของเขากำพายแน่น ตัวสั่นสะท้าน เขาเคยได้ยินตำนานนี้มาก่อน

เรือปีศาจกาเลวเชกำลังมา เขารีบพายเรือหนี แต่ไม่ว่าพายแรงเพียงใด เรือของเขากลับไม่ขยับแม้แต่น้อย

แล้วมันก็ปรากฏขึ้นจากหมอก เรือลำนั้นสูงตระหง่าน ดาดฟ้าเรือประดับประดาด้วยแสงไฟระยิบระยับ ใบเรือขนาดมหึมาพลิ้วไหวอย่างน่าพิศวง แม้จะไม่มีลมพัด เสียงหัวเราะและเสียงโซ่ลากดังก้องท่ามกลางหมอก

มันทั้งสวยงาม… และน่าขนลุกในเวลาเดียวกัน

บนดาดฟ้าเงาของลูกเรือลอยอยู่เหนือพื้น พวกเขาเต้นรำอย่างรื่นเริง ราวกับกำลังอยู่ในงานเลี้ยงสุดหรู แต่เมื่อชาวประมงเพ่งมองให้ดี ขาของพวกเขาบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ บางคนมีขาข้างหนึ่งหันไปด้านหลัง ทำให้พวกเขากระโดดเดินไปมาเหมือนปีศาจ

“เจ้ามาคนเดียวหรือ?” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากเรือ มันทั้งเย็นเยียบและดังก้องอยู่ในอากาศ

ชาวประมงหันไปมอง เห็นชายผู้หนึ่งยืนอยู่บนดาดฟ้า เขาสวมเสื้อคลุมยาว รองเท้าหนังมันวาว เดินอย่างสง่างาม แต่บางอย่างผิดปกติ เมื่อมองลงไปที่เงาของเขามันกลับหันไปผิดทาง

“ข้า… ข้าแค่ผ่านทาง!” ชาวประมงตอบเสียงสั่น

เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นรอบตัว เสียงกระซิบของลูกเรือปีศาจดังแว่วมา “หากเจ้าขึ้นมาบนเรือลำนี้ เจ้าจะได้พบกับความมั่งคั่งและชีวิตที่ไม่มีวันตาย”

“หรือเจ้าจะอยู่ที่นั่น… รอให้เรือของเจ้าจมหายไปในทะเลลึก?”

ชาวประมงรู้ดีหากเขาขึ้นไป เขาจะไม่มีวันได้กลับมา แต่หากอยู่ตรงนี้ต่อไป… เขาอาจไม่มีทางรอด

และที่สำคัญเขารู้ว่าพวกมันกำลังจับตามองเขาอยู่

นิทานพื้นบ้านชิลีเรื่องตำนานเรือกาเลวเช เรือแห่งวิญญาณ 2

ชาวประมงรู้ดีว่าหากเขาขึ้นไปบนเรือลำนั้น เขาจะไม่มีวันได้กลับมา แต่หากอยู่ที่นี่ต่อไปในหมอกหนาทึบเช่นนี้ เขาอาจไม่มีโอกาสรอดชีวิต

เสียงหัวเราะยังคงดังแว่วมา เงาของลูกเรือปีศาจยังคงเต้นรำเหนือดาดฟ้าเรือ บางคนเคลื่อนไหวอย่างสง่างาม ราวกับขุนนางในงานเลี้ยงหรูหรา ขณะที่บางคนกระโดดโลดเต้นด้วยขาที่บิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ

จากบนเรือ ชายในเสื้อคลุมยาวก้าวออกมาจากเงามืด ดวงตาของเขาลุกโชนด้วยประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก

“เจ้ามาคนเดียวหรือ?” เสียงของเขาทั้งเย็นยะเยือกและหนักแน่น

“ข้าแค่หลงทาง… ปล่อยข้าไปเถิด!” ชาวประมงร้องขอ

ชายปริศนายิ้ม “ข้าสามารถช่วยเจ้าได้… ข้าเสนอทางเลือกให้”

ชาวประมงจ้องเขาด้วยความระแวดระวัง “ทางเลือก?”

“ขึ้นมาบนกาเลวเช และเจ้าจะมีชีวิตนิรันดร์ มีความมั่งคั่ง มีดนตรีและเสียงหัวเราะตลอดกาล หรือหากเจ้าไม่ต้องการ เจ้าต้องมอบบางสิ่งให้เราแทน”

ชาวประมงหน้าซีด เขาเหลือบตามองรอบตัว ผืนน้ำยังคงนิ่งสนิท หมอกยังคงล้อมรอบ ไม่มีทางหนี ไม่มีเรือให้ช่วยเหลือ “ข้าไม่มีอะไรให้พวกเจ้า!”

“โอ้… เจ้ามีแน่นอน” เสียงกระซิบดังขึ้นรอบตัว เขาสัมผัสได้ถึงเงาเย็นยะเยือกที่โอบล้อมร่างของเขา

“เราต้องการ… ความทรงจำของเจ้า”

ชาวประมงเบิกตากว้าง “ความทรงจำของข้า?”

“ใช่แล้ว… หากเจ้าสละความทรงจำ เจ้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่เจ้าจะไม่มีวันจำได้ว่าเคยเป็นใคร…”

เสียงดนตรีบนเรือดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันเย้ายวนอย่างน่าประหลาด เหมือนกับพยายามกลืนกินสติของเขา

“ไม่!” เขาตะโกน พยายามหันหลังหนี แต่ร่างของเขาเริ่มหนักขึ้น ราวกับถูกตรึงไว้

“เลือกซะ” เสียงของชายปริศนาก้องกังวาน

ชาวประมงหายใจหอบหนัก ใจหนึ่งอยากขัดขืน แต่อีกใจหนึ่งก็รู้ว่า เขาไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว

รุ่งเช้า เรือของเขาถูกพบลอยเคว้งอยู่กลางทะเล

มันไม่มีร่องรอยของการต่อสู้ ไม่มีสิ่งผิดปกติยกเว้นสิ่งเดียว

เขากลับมา… แต่ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป เขายังหายใจ ยังพูดคุย ยังยิ้มได้

แต่เมื่อผู้คนในหมู่บ้านสบตาเขา พวกเขาก็สัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิม

เขาจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืน หรืออาจไม่เคยจำได้อีกเลย

และหากใครสังเกตเงาของเขาบนพื้นดินให้ดี มันไม่ได้ทอดเงาไปในทิศทางเดียวกับร่างของเขา

นิทานพื้นบ้านชิลีเรื่องตำนานเรือกาเลวเช เรือแห่งวิญญาณ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “สิ่งที่ดูงดงามอาจไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป” กาเลวเชเป็นเรือที่เต็มไปด้วยเสียงดนตรีและความมั่งคั่ง แต่เบื้องหลังนั้นกลับเป็นกับดักที่ไม่มีวันหลุดพ้น

“ข้อเสนอที่เย้ายวนใจมักมาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่าย” เช่นเดียวกับชาวประมงที่ต้องเลือกระหว่างการสละความทรงจำหรือจมหายไปในทะเล บางครั้งการแลกเปลี่ยนที่ดูง่ายดายอาจทำให้เราสูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดไปโดยไม่รู้ตัว

“สิ่งที่หายไปอาจไม่ใช่ร่างกาย แต่อาจเป็นตัวตนของเราเอง” แม้ชาวประมงจะกลับมาสู่หมู่บ้าน แต่เขาไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป เช่นเดียวกับในชีวิตจริงที่บางครั้งคนเราอาจเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัวจากสิ่งที่เราเลือกทำ

“จงรู้เท่าทันสิ่งที่ดึงดูดใจเรา เพราะมันอาจเป็นกับดักที่ไม่มีวันย้อนคืน”

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านชิลีเรื่องตำนานเรือกาเลวเช เรือแห่งวิญญาณ (อังกฤษ: Caleuche) เป็นหนึ่งในเรื่องเล่าที่สำคัญของหมู่เกาะชิโลเอ (Chiloé) ประเทศชิลี มีรากฐานจากความเชื่อของชนพื้นเมืองและอิทธิพลของศาสนาคริสต์ที่ผสมผสานกัน กาเลวเชถูกกล่าวถึงว่าเป็นเรือปีศาจที่ล่องลอยไปตามท้องทะเล โดยเฉพาะในคืนที่มีหมอกลงจัด

ตามความเชื่อของชาวชิโลเอ กาเลวเชเป็นเรือเวทมนตร์ที่บรรทุกวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตในทะเล มีเสียงดนตรีไพเราะและแสงสีระยิบระยับดึงดูดผู้คน บ้างก็ว่าเป็นเรือของแม่มดและปีศาจ ที่ลักพาตัวผู้คนไปเป็นลูกเรือ และทำให้พวกเขาตกอยู่ในภวังค์ ไม่สามารถเปิดเผยสิ่งที่เห็นได้ บางตำนานเล่าว่าผู้ที่ขึ้นไปบนเรือนี้แล้วกลับลงมาจะสูญเสียสติ หรือมีร่างกายผิดรูป เช่น ขาหันไปด้านหลัง

นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อว่า กาเลวเชสามารถแปลงร่างเป็นสิ่งต่างๆ ได้ เช่น ต้นไม้ล้ม โขดหิน หรือแม้แต่สัตว์ทะเล เพื่อลวงสายตาผู้พบเห็น นี่อาจเป็นผลมาจากการตีความเหตุการณ์ธรรมชาติ เช่น ซากเรืออัปปางที่ถูกพายุพัดขึ้นฝั่ง หรือเสียงคลื่นกระทบหินที่คล้ายเสียงดนตรี

เรื่องเล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความลึกลับของท้องทะเล และความหวาดกลัวของมนุษย์ต่อสิ่งที่พวกเขาไม่อาจเข้าใจ ตำนานกาเลวเชยังคงถูกเล่าขานในหมู่ชาวชิโลเอ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมพื้นบ้านของชิลีมาจนถึงปัจจุบัน

“จงระวังสิ่งที่งดงามจนน่าหลงใหล เพราะไม่ใช่ทุกสิ่งที่ส่องแสงจะนำพาไปสู่ทางสว่าง”

นิทานพื้นบ้านเปรูเรื่องตำนานเมืองปายตีตี

ลึกเข้าไปในป่าดงดิบอันกว้างใหญ่ มีตำนานนิทานพื้นบ้านสากลจากชาวอินคา ทั้งในเปรูและโบลิเวีย, บราซิล เล่าถึงเมืองลึกลับที่ไม่มีใครเคยพบเห็น เมืองที่ว่ากันว่าเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์และความรุ่งเรืองเกินจินตนาการ แต่ไม่ว่าใครจะพยายามค้นหาเพียงใด เมืองนี้ก็ยังคงเป็นเพียงเงาในตำนาน

บางคนเชื่อว่ามันถูกปกป้องด้วยพลังลี้ลับ บ้างก็ว่ามันรอคอยเพียงผู้ที่คู่ควรเท่านั้น แต่หากผู้ใดเข้ามาด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความโลภ เมืองจะซ่อนตัวจากสายตาของมนุษย์ตลอดกาล กับเนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านเปรูเรื่องตำนานเมืองปายตีตี เมืองแห่งความมั่งคั่ง

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเปรูเรื่องตำนานเมืองปายตีตี

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านเปรูเรื่องตำนานเมืองปายตีตี เมืองแห่งความมั่งคั่ง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ดินแดนสูงแห่งเทือกเขาแอนดีส จักรวรรดิอินคาเจริญรุ่งเรืองดุจทองคำที่ส่องแสงใต้ดวงอาทิตย์ เมืองคุสโก (Cusco) เปรียบเสมือนหัวใจของอาณาจักร ที่ซึ่งปกครองด้วยความเมตตาและปรีชาสามารถของกษัตริย์อินคา

แต่แล้วเงาแห่งความโลภก็พาดผ่าน เมื่อเหล่านักล่าอาณานิคมจากแดนไกลนำโดยฟรานซิสโก ปิซาร์โร (Francisco Pizarro) มาถึง พร้อมดาบเหล็กและไฟสงคราม พวกเขาโค่นล้มกษัตริย์อินคา จับตัวผู้ปกครองและยึดครองนครศักดิ์สิทธิ์

ในยามที่เมืองลุกเป็นไฟ ชายผู้หนึ่งยืนอยู่บนยอดเขา มองลงมายังคุสโกด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว เขาคืออินคาร์รี (Inkarri) ทายาทแห่งอาณาจักรอินคา และผู้นำสุดท้ายที่ยังคงยืนหยัด

“เผ่าอินคาจะไม่ล่มสลายเพียงเพราะคนต่างถิ่น” อินคาร์รีเอ่ยขึ้น “พวกเรายังมีความหวัง จงติดตามข้าไป ข้าจะนำพวกเจ้าไปยังดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ซึ่งพวกเราจะสร้างอาณาจักรขึ้นมาใหม่”

ผู้ติดตามของเขามองหน้ากันด้วยความลังเล หญิงชราในกลุ่มสะอื้นไห้ “แต่คุสโกคือบ้านของเรา พวกเขายึดมันไป แล้วเราจะไปที่ใดได้อีก?”

อินคาร์รีเพียงยิ้มบางๆ เขาก้มลงเก็บกำมือดินจากแผ่นดินแม่ บีบมันไว้แน่นก่อนจะปล่อยมันไหลผ่านงามือ “บ้านของเราไม่ใช่กำแพงหิน บ้านของเราอยู่ที่ใดก็ได้ ตราบใดที่ดวงอาทิตย์ยังส่องแสงเหนือพวกเรา”

เสียงของเขาดังก้องไปทั่วภูเขา เหล่าผู้ติดตามพยักหน้า และแล้วพวกเขาก็เริ่มต้นการเดินทาง หนีจากเงื้อมมือของศัตรู มุ่งหน้าสู่ป่าลึกทางตะวันออกที่ไม่มีใครรู้จัก

อินคาร์รีและผู้ติดตามเดินทางผ่านภูเขาสูงและป่าทึบ เส้นทางเต็มไปด้วยอันตราย ลมหนาวกัดผิวกายในยามค่ำคืน ขณะที่เสียงคำรามของสัตว์ป่าแว่วมากับสายลม

วันหนึ่ง พวกเขาหยุดพักที่ริมแม่น้ำมาดรีเดดิโอส (Madre de Dios) สายน้ำเชี่ยวกรากสะท้อนเงาของพวกเขาราวกับเฝ้ามอง

ชายหนุ่มผู้หนึ่งถามขึ้น “อินคาร์รี ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านพูดถึง… มันมีอยู่จริงหรือ?”

อินคาร์รีมองขึ้นไปบนฟ้า ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีทองเมื่อดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า “มันมีอยู่สำหรับผู้ที่ศรัทธา หากเรายังเชื่อมั่น มันจะปรากฏขึ้นเอง”

คืนหนึ่ง ขณะที่ทุกคนหลับใหล อินคาร์รีเห็นนิมิตของนกสีทองบินผ่านท้องฟ้า นำทางไปยังยอดเขาแห่งหนึ่งในป่าดงดิบ เขาตื่นขึ้นและรู้ว่าสัญญาณแห่งโชคชะตาได้นำทางพวกเขาแล้ว

รุ่งเช้า อินคาร์รีนำทางผู้ติดตามไปยังที่แห่งนั้น และเมื่อพวกเขาก้าวเข้าสู่หุบเขาลึกลับ ก็ต้องตกตะลึง

เบื้องหน้าของพวกเขาคือดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ ภูเขารายล้อมดุจปราการป้องกันจากโลกภายนอก แม่น้ำไหลผ่านกลางหุบเขา ต้นไม้สูงตระหง่านให้ร่มเงา ดินแดนแห่งนี้ราวกับสวรรค์ที่ถูกซ่อนไว้

อินคาร์รียิ้ม เขาคุกเข่าลง เอามือสัมผัสดิน แล้วประกาศว่า

“ที่นี่แหละ คือปายตีตี”

ชาวอินคาส่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี พวกเขาเริ่มต้นสร้างเมืองแห่งใหม่ พระราชวังทองคำถูกสรรสร้างขึ้นกลางหุบเขา วิหารแห่งพระอาทิตย์ตั้งตระหง่านเพื่อบูชาเทพเจ้า ถนนหนทางถูกปูด้วยหินศิลา และทุกอย่างถูกซ่อนไว้จากสายตาของโลกภายนอก

แต่ก่อนที่อินคาร์รีจะจากโลกนี้ไป เขาทิ้งคำทำนายไว้กับประชาชนของเขา

“วันหนึ่ง เมืองนี้จะถูกค้นพบ หากผู้ที่มาพบเป็นผู้บริสุทธิ์และมีหัวใจที่เที่ยงธรรม ปายตีตีจะเปิดเผยตัว แต่หากเป็นผู้โลภ ปายตีตีจะยังคงซ่อนตัวตลอดกาล และผู้ที่ค้นหาด้วยความกระหายสมบัติจะพบเพียงความพินาศ”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเปรูเรื่องตำนานเมืองปายตีตี 2

หลายร้อยปีผ่านไปตำนานเมืองปายตีตี (Paititi) ยังคงดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก นักสำรวจ ชาวสเปน นักล่าสมบัติ และนักผจญภัย ล้วนเชื่อว่าในป่าดงดิบทางตะวันออกของเทือกเขาแอนดีส มีเมืองหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ เมืองแห่งความมั่งคั่งที่ไม่เคยล่มสลาย

ว่ากันว่า “ปายตีตีคือเมืองที่ยังคงรุ่งเรือง อินคาที่หนีรอดไปยังที่นั่น ยังคงรักษาวัฒนธรรม และมีทรัพย์สมบัติมากมายเกินกว่าที่ใครจะคาดถึง”

ข่าวลือนี้ทำให้ชาวสเปนในศตวรรษที่ 16 เริ่มออกค้นหา พวกเขาต้องการสิ่งเดียวคือความมั่งคั่งที่ไม่มีวันหมดสิ้น

คืนหนึ่ง ในค่ายพักกลางป่าลึก ชายคนหนึ่งยืนอยู่หน้าแผนที่เก่า เขาคือกัปตันฟรานซิสโก โอลิเวร่า (Captain Francisco Oliveira) นักสำรวจชาวสเปนที่หลงใหลในตำนานปายตีตี

“ข้าต้องการเมืองนี้” เขากล่าว ขณะลากนิ้วผ่านแผนที่ที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ของชนเผ่าอินคา “มันต้องอยู่ที่ไหนสักแห่งในป่านี้”

ลูกเรือของเขาหลายคนเริ่มกระซิบกระซาบ พวกเขาได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับคำสาปของอินคา ได้ยินเกี่ยวกับ เสียงลึกลับในป่าที่ยามค่ำคืนจะกระซิบชื่อของนักสำรวจผู้หายสาบสูญ

“พวกเขาบอกว่าไม่มีใครที่เข้าไปในดินแดนนั้นแล้วจะกลับมาได้” ชายคนหนึ่งพูดด้วยเสียงแผ่วเบา

แต่โอลิเวร่าเพียงหัวเราะ “หากปายตีตีมีอยู่จริง ข้าก็จะเป็นผู้ค้นพบมัน และหากมีผู้ใดขวางทางข้า พวกเขาจะต้องพบกับความตาย!”

รุ่งเช้า กองคาราวานของเขาเริ่มออกเดินทาง พวกเขาข้ามแม่น้ำมาดรีเดดิโอส (Madre de Dios) ฝ่าฝนที่โปรยปราย และเดินลึกเข้าไปในป่าที่มืดมิด

แต่แล้ว… ป่าก็เริ่มแสดงพลังของมัน

คืนแรกเสียงกระซิบดังแว่วมากับสายลม คล้ายกับคำพูดโบราณของชนเผ่าอินคา บางคนบอกว่าเป็นเพียงเสียงต้นไม้ บางคนบอกว่าเป็นเสียงของอินคาร์รี

คืนที่สองร่องรอยของพวกเขาหายไป ไม่มีเส้นทางขากลับ ไม่มีรอยเท้าให้เดินย้อนกลับ พวกเขาถูกป่ากลืนกิน

คืนที่สามลูกเรือคนแรกหายตัวไป เหลือเพียงเสียงกรีดร้องที่ก้องสะท้อนอยู่ในป่าลึก “บางสิ่งกำลังตามพวกเรา!” ชายคนหนึ่งร้องลั่น “นี่ไม่ใช่เมืองแห่งความมั่งคั่ง นี่คือกับดัก!”

ความหวาดกลัวคืบคลานเข้ามาในจิตใจของนักสำรวจที่เหลือ เส้นทางเต็มไปด้วยหมอกหนาและเสียงกระซิบที่ไม่มีที่มาที่ไป พวกเขาเริ่มรู้สึกเหมือนถูกเฝ้ามอง

แต่โอลิเวร่ายังคงเดินหน้า ดวงตาของเขามีเพียงเป้าหมายเดียว

ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงหุบเขาต้องห้าม ท่ามกลางป่าทึบ ต้นไม้ม้วนตัวราวกับกำแพงป้องกัน แต่แล้ว… ภาพตรงหน้าทำให้พวกเขาต้องหยุดชะงัก

ซากปรักหักพังของเมืองอินคาโบราณ “เราพบมันแล้ว!” โอลิเวร่าตะโกน เขาเข้าไปในวิหารที่ปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์ มือของเขาสั่นเมื่อสัมผัสแผ่นหินโบราณที่มีอักษรอินคาสลักไว้

แต่ก่อนที่เขาจะอ่านจารึกนั้น สายลมแรงพัดผ่านเหมือนพายุโหมกระหน่ำ หมอกสีเทาเริ่มปกคลุม และร่างของผู้ติดตามเขาก็ค่อยๆ หายไปทีละคน

จากเงามืด เสียงหนึ่งดังขึ้น “เจ้าเข้ามาที่นี่ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความโลภ จงรับผลแห่งการกระทำของเจ้า!”

โอลิเวร่าเบิกตากว้าง แต่ก่อนที่เขาจะขยับตัวได้ ภาพรอบตัวก็เลือนหายไป… และไม่มีใครพบร่างของเขาอีกเลย

หลังจากวันนั้น ไม่เคยมีใครค้นพบเมืองปายตีตีได้อีก

ตำนานยังคงเล่าขานว่ามันซ่อนตัวอยู่ในป่าดงดิบ รอให้ใครสักคนที่คู่ควรค้นพบ แต่หากผู้ใดค้นหาเพียงเพื่อความโลภ เมืองนี้จะยังคงเป็นเพียงเงาในตำนาน

บางคนบอกว่าในคืนเดือนมืด หากเงี่ยหูฟังเสียงสายลมในป่า คุณอาจได้ยินเสียงกระซิบจากอินคาร์รี และหากคุณมีหัวใจที่บริสุทธิ์ เมืองปายตีตีอาจปรากฏต่อหน้าคุณ

หรือบางที… เมืองนี้ไม่เคยมีอยู่จริงเลย

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเปรูเรื่องตำนานเมืองปายตีตี 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความโลภเป็นเส้นทางที่นำไปสู่ความพินาศ ผู้ที่มุ่งมั่นจะครอบครองสิ่งที่ไม่ใช่ของตน หรือพยายามบังคับธรรมชาติให้ยอมจำนน สุดท้ายจะพบว่าตนเองเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เมืองปายตีตีไม่เคยต้อนรับผู้ที่เห็นแก่ตัว และ ความมั่งคั่งที่แท้จริงไม่ใช่ทองคำหรือทรัพย์สมบัติ แต่คือปัญญา คุณธรรม และการรู้จักพอ

อินคาร์รีเข้าใจว่าความมั่งคั่งของอาณาจักรอินคาไม่ได้อยู่ที่วัตถุ แต่อยู่ที่ จิตวิญญาณของประชาชน บ้านไม่ใช่กำแพงหินหรือพระราชวังที่หรูหรา หากแต่เป็นความศรัทธาและความสามัคคีของผู้คน ในขณะที่นักล่าสมบัติเชื่อว่าเมืองแห่งนี้คือขุมทรัพย์ที่ต้องถูกค้นพบ แต่มันอาจเป็นสิ่งที่ควรถูกปกป้องมากกว่าการเปิดเผย

บางครั้ง สิ่งที่มีค่าที่สุดไม่ใช่สิ่งที่เราตามหา แต่เป็นบทเรียนที่เราได้รับระหว่างทาง

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านเปรูเรื่องตำนานเมืองปายตีตี เมืองแห่งความมั่งคั่ง (อังกฤษ: Paititi) ตำนานปายตีตีมีรากฐานมาจากเรื่องเล่าของชาวอินคาและชนพื้นเมืองในอเมริกาใต้ เชื่อกันว่าเมื่อจักรวรรดิอินคาล่มสลายจากการรุกรานของชาวสเปน กลุ่มผู้รอดชีวิตบางส่วนได้หนีเข้าไปในป่าดงดิบทางตะวันออกของเทือกเขาแอนดีส เพื่อก่อตั้งเมืองลับที่ไม่มีผู้ใดค้นพบ เมืองนี้ถูกขนานนามว่า “ปายตีตี (Paititi)” และเชื่อกันว่าเป็นสถานที่สุดท้ายที่ชาวอินคายังคงรักษาวัฒนธรรมและสมบัติอันล้ำค่าไว้ ว่ากันว่าเมืองลึกลับนี้ซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งทางตะวันออกของเทือกเขาแอนดีส ในพื้นที่ป่าฝนอเมซอนที่ครอบคลุมหลายประเทศในอเมริกาใต้

เรื่องราวของปายตีตีถูกเล่าขานผ่านชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในป่าอเมซอน บางตำนานกล่าวว่าเมืองนี้ถูกปกป้องโดยวิญญาณแห่งอินคา และหากผู้ใดเข้าไปด้วยความโลภ เมืองจะยังคงซ่อนตัวจากสายตาของมนุษย์ บางเวอร์ชันของตำนานเชื่อมโยงปายตีตีกับเรื่องราวของอินคาร์รี วีรบุรุษผู้เป็นสัญลักษณ์ของความหวังและการกลับมาของอาณาจักรอินคา

แม้ว่าหลายศตวรรษที่ผ่านมา จะมีนักสำรวจมากมายที่พยายามค้นหาเมืองนี้ แต่ไม่มีผู้ใดพบหลักฐานแน่ชัดว่าปายตีตีมีอยู่จริง หรือเป็นเพียงเรื่องเล่าที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเตือนใจมนุษย์เกี่ยวกับ ความโลภและการเคารพในธรรมชาติ

“สมบัติบางอย่างมีไว้ให้ค้นพบ แต่บางสิ่งมีอยู่เพียงเพื่อทดสอบจิตใจของผู้แสวงหา”

นิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องตำนานมาเดร มอนเต เทพีแห่งพงไพร

ตำนานนิทานพื้นบ้านสากล ณ ป่าลึกแห่งโคลอมเบีย ถูกเล่าขานผ่านสายลมและเสียงกระซิบของต้นไม้ ว่ากันว่าในผืนป่าอันกว้างใหญ่ มีบางสิ่งที่เฝ้ามองมนุษย์จากเงามืด ผู้ที่เดินเข้าไปโดยไม่เคารพอาจพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่เพียงลำพัง และเมื่อสายหมอกโรยตัวลง ผู้บุกรุกบางคนอาจไม่มีวันหาทางกลับออกมา

ยามค่ำคืน เมื่อพายุเริ่มตั้งเค้าและฝนโปรยปรายเหนือไร่นา ชาวบ้านจะเงี่ยหูฟังเสียงกระซิบของใบไม้และเสียงคำรามของสายลม เพราะพวกเขารู้ดีว่าไม่ใช่เพียงธรรมชาติที่เคลื่อนไหว แต่เป็นบางสิ่งที่เก่าแก่กว่ากาลเวลา กำลังตื่นขึ้นมาเพื่อทวงคืนสิ่งที่เป็นของมัน กับนิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องตำนานมาเดร มอนเต เทพีแห่งพงไพร

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องตำนานมาเดร มอนเต เทพีแห่งพงไพร

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องตำนานมาเดร มอนเต เทพีแห่งพงไพร

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ค่ำคืนหนึ่งในหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมขอบป่า เสียงกองไฟลุกไหม้แตกเปรี๊ยะ ขับไล่ความหนาวเย็น ขณะที่ชาวบ้านล้อมวงฟังเรื่องราวที่ถูกเล่าขานมาหลายชั่วอายุคน ผู้เฒ่าผู้แก่ทอดถอนใจ พลางมองไปยังเงามืดที่ทอดยาวจากแนวต้นไม้

“เจ้ารู้หรือไม่ ป่านี้มีผู้เฝ้าดูแล…” เสียงของเขาแผ่วเบา แต่หนักแน่น เด็ก ๆ ขยับเข้ามาใกล้ขึ้น ขณะที่ผู้ใหญ่บางคนพยักหน้าช้า ๆ พวกเขารู้ดีว่าเรื่องที่กำลังจะถูกเล่า ไม่ใช่เพียงนิทาน

“มาเดร มอนเต เทพีแห่งพงไพร” นางคือผู้พิทักษ์ป่า เฝ้าดูแลแม่น้ำ ต้นไม้ และสรรพสัตว์ทั้งปวง นางไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่นางอยู่ทุกที่ในเสียงลมที่พัดผ่านใบไม้ ในม่านหมอกยามรุ่งเช้า และในเงามืดของพายุที่กำลังใกล้เข้ามา

ผู้คนกล่าวว่าหากผู้ใดล่วงเกินป่า ตัดต้นไม้เกินจำเป็น หรือฆ่าสัตว์โดยไม่จำเป็น พายุจะโหมกระหน่ำ ฝนจะตกไม่หยุด และมาเดร มอนเตจะมาเยือน “จงอย่าท้าทายป่า จงอย่าดูหมิ่นธรรมชาติ เพราะหากมาเดร มอนเตได้ยิน นางจะตามมา…”

เด็กหลายคนกลืนน้ำลายเงียบ ๆ ในขณะที่ใครบางคนแค่นหัวเราะเบา ๆ

เสียงนั้นเป็นของชายหนุ่มคนหนึ่ง ผู้ที่ไม่เคยเชื่อในเรื่องของเทพีแห่งป่า

ชายหนุ่มผู้นั้นเป็นนักล่า เขาเติบโตมากับป่า แต่เขาไม่เคยหวาดกลัวมัน สำหรับเขา ป่าไม่ใช่สิ่งมีชีวิต ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ มันเป็นเพียงแหล่งล่าสัตว์ เป็นเพียงที่ที่มีต้นไม้ให้ตัด มีแม่น้ำให้จับปลา

“เทพีแห่งป่างั้นหรือ?” เขาหัวเราะเบา ๆ ขณะเดินกลับบ้านในคืนนั้น “ข้าไม่กลัวสิ่งที่มองไม่เห็น”

แต่คำพูดของเขา ไม่ได้หายไปกับสายลม

รุ่งเช้า เขาตื่นขึ้นและมองไปที่ขอบฟ้า เมฆฝนกำลังก่อตัว ทั้งที่เมื่อวานยังเป็นวันที่สดใส

“พายุจะมาแล้ว” ผู้เฒ่าคนหนึ่งพึมพำ พลางชะเง้อมองท้องฟ้า

แต่นักล่าหนุ่มกลับคิดว่านี่เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ เขาจึงคว้าธนูของเขาออกเดินเข้าป่าลึก เพื่อล่าสัตว์เหมือนที่เคยทำมาตลอด

แต่ในขณะที่เขาเดินผ่านแนวต้นไม้ เสียงของป่าก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป

นกที่เคยส่งเสียงร้องกลับเงียบลง สายลมที่เคยเย็นสบายกลับกลายเป็นลมกระโชกแรง ต้นไม้ไหวไหวอย่างไร้เหตุผล

และแล้ว… เสียงฟ้าร้องคำรามขึ้นอย่างกะทันหัน พายุมาแล้ว

และเขาไม่ได้อยู่เพียงลำพังในป่าแห่งนี้อีกต่อไป

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องตำนานมาเดร มอนเต เทพีแห่งพงไพร 2

ฟ้าแลบวูบวาบส่องให้เห็นเงาของต้นไม้สูงเสียดฟ้า เสียงฟ้าร้องกึกก้องกัมปนาทราวกับป่ากำลังขับไล่ผู้บุกรุก ฝนเริ่มตกหนักขึ้นทุกที นักล่าหนุ่มรีบมองหาที่หลบภัย แต่ทุกอย่างรอบตัวกลับดูผิดแปลกไป เส้นทางที่เขาคุ้นเคยหายไปแล้ว

“นี่มันอะไรกัน?” เขาพึมพำ หัวใจเต้นแรงด้วยความสับสน

และทันใดนั้น เขาเห็นบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางม่านฝน

เงาร่างสูงใหญ่ก้าวออกมาจากความมืด เส้นผมของนางราวกับเถาวัลย์ไหลพลิ้วไปตามสายลม ผิวกายของนางปกคลุมไปด้วยใบไม้และเปลือกไม้ ดวงตาสีเขียวเรืองรองจับจ้องมาที่เขาอย่างเย็นชา

มาเดร มอนเต เทพีแห่งพงไพร ปรากฏตัวแล้ว “เจ้ากล้าล่วงเกินป่า ฆ่าสัตว์โดยไม่จำเป็น ทำลายสมดุลแห่งธรรมชาติ…” เสียงของนางดังขึ้น แผ่วเบาแต่ดังก้องไปทั่วทั้งป่า

นักล่าหนุ่มถอยหลังไปก้าวหนึ่ง มือกำธนูแน่น แต่เขากลับรู้สึกว่าร่างกายของตนเองเริ่มหนักขึ้นทุกที

“ข้า… ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด!” เขาตะโกนสวนกลับ แต่เสียงของเขาถูกกลืนหายไปกับเสียงพายุ

มาเดร มอนเตไม่ตอบ เธอเพียงยกมือขึ้น และทันใดนั้นเอง พายุรุนแรงก็พัดกระหน่ำ หอบเอาใบไม้และเถาวัลย์ร่วงหล่นรอบตัวเขา

และเขาก็เริ่มรู้แล้วว่า… เขาอาจไม่มีวันออกไปจากป่านี้อีกเลย

ฝนยังคงตกหนักไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เสียงพายุคำรามเหมือนเสียงโกรธเกรี้ยวของผืนป่า ต้นไม้โยกคลอน เถาวัลย์พันรัดแน่นขึ้นทุกที

เขาพยายามก้าวหนี แต่ไม่ว่าทางไหนก็มีเพียงต้นไม้ที่สูงใหญ่กว่าที่เขาจำได้ เส้นทางที่เคยคุ้นเคยกลายเป็นเขาวงกตที่ไร้ทางออก

หัวใจของเขาเต้นแรง นี่หรือคือพลังของมาเดร มอนเตเทพีที่ควบคุมป่าได้ดังใจ

“ข้าจะไม่ทำร้ายเจ้า หากเจ้าสำนึกผิด…” เสียงของนางดังก้องผ่านสายฝน

นักล่าหนุ่มทรุดตัวลงกับพื้น เขาไม่รู้จะทำอย่างไรอีกต่อไป

“ข้าผิดไปแล้ว…” เสียงของเขาเบากว่าที่เคยเป็น ไม่ใช่เพราะพายุเสียงดังเกินไป แต่เป็นเพราะเขารู้ตัวแล้วว่าตนเองเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็ก ๆ ในดินแดนแห่งนี้

ฝนค่อย ๆ เบาลง ลมสงบ เถาวัลย์ที่เคยพันรอบตัวเขาคลายลงทีละนิด และแล้ว… ทุกอย่างก็มืดลง

รุ่งเช้า หมู่บ้านพบเขานอนหมดสติอยู่ที่ขอบป่า ดวงตาเบิกกว้าง ราวกับได้เห็นบางสิ่งที่เกินกว่ามนุษย์จะเข้าใจ

เขาไม่เคยพูดอะไรเลยเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้น และเหมือนสติของเขาจะถูกกลืนไปกับป่านั้นด้วย

แต่หลังจากวันนั้น… เขาไม่เคยกลับเข้าไปล่าสัตว์ในป่าอีกเลย

และเรื่องราวของมาเดร มอนเตยังคงถูกส่งต่อมา เตือนให้ผู้คนระลึกว่า ป่าไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สามารถควบคุมได้ และผู้ที่ล่วงละเมิดธรรมชาติ อาจไม่มีวันหาทางกลับออกมาอีกเลย

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องตำนานมาเดร มอนเต เทพีแห่งพงไพร 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ธรรมชาติไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สามารถครอบครอง แต่เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ที่จะเคารพ” ชายหนุ่มเชื่อว่าเขาสามารถควบคุมป่า ใช้มันตามใจโดยไม่ต้องสนใจผลที่ตามมา แต่ป่าไม่ใช่เพียงแหล่งล่าสัตว์หรือทรัพยากรที่ไม่มีที่สิ้นสุด มันมีชีวิต มีสมดุล และมีผู้เฝ้าดูแล มาเดร มอนเตไม่ได้ลงโทษเพราะความโกรธแค้น แต่เพราะผู้ที่ละเมิดธรรมชาติ ต้องเรียนรู้ว่าพวกเขาไม่สามารถอยู่เหนือมันได้

“บางสิ่งไม่จำเป็นต้องถูกพิชิต บางสิ่งมีอยู่เพื่อให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน” มนุษย์ไม่ใช่ผู้ปกครองโลก แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของมัน หากเราใช้ธรรมชาติอย่างไม่ระมัดระวัง วันหนึ่งมันจะทวงคืน และเมื่อถึงตอนนั้น อาจไม่มีใครหาทางกลับออกมาได้

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องตำนานมาเดร มอนเต เทพีแห่งพงไพร (อังกฤษ: Madremonte, The Mother of the Forest) เป็นนิทานพื้นบ้านของโคลอมเบีย ที่ถูกเล่าขานในแถบชนบทและพื้นที่ป่าฝนของประเทศ ตำนานนี้สะท้อนความเชื่อของชาวพื้นเมืองและชาวนาเกี่ยวกับวิญญาณแห่งธรรมชาติ และความศักดิ์สิทธิ์ของป่าไม้ มาเดร มอนเตเป็นที่รู้จักในฐานะเทพีผู้พิทักษ์ป่า แม่น้ำ และความสมดุลของธรรมชาติ ผู้ที่ล่วงละเมิดป่าหรือทำลายธรรมชาติโดยไม่เคารพ จะต้องเผชิญกับพายุ หมอกหนา และเส้นทางที่วกวนไร้ทางออก

ชาวบ้านในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยป่าทึบและภูเขาสูง เชื่อว่ามาเดร มอนเตเป็นพลังลี้ลับที่ควบคุมฝนและพายุ เธอสามารถเรียกฝนให้ตกหนักจนท่วมพื้นที่เกษตรกรรม หรือทำให้แม่น้ำไหลเชี่ยวกรากจนผู้คนไม่สามารถสัญจรได้ ชาวนามักกล่าวว่า หากฝนตกหนักผิดปกติหรือไร่นาถูกน้ำท่วม อาจเป็นเพราะมีผู้ใดไปล่วงเกินดินแดนของมาเดร มอนเต

นิทานเรื่องนี้ยังสะท้อนแนวคิดของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ซึ่งเป็นความเชื่อของชนพื้นเมืองอเมริกาใต้มาตั้งแต่โบราณ พวกเขาเชื่อว่าทุกสิ่งในธรรมชาติมีจิตวิญญาณ และหากมนุษย์ใช้มันโดยไม่เคารพ จะต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ตำนานนี้ถูกเล่าต่อกันมาในหลายรูปแบบ บ้างกล่าวว่ามาเดร มอนเตเป็น หญิงสูงใหญ่ที่มีผิวปกคลุมด้วยใบไม้และผมยาวราวเถาวัลย์ บ้างกล่าวว่าเธอปรากฏตัวพร้อมกับพายุและหมอกหนา และสามารถทำให้ผู้บุกรุกป่าหลงทางจนไม่มีวันหาทางกลับได้

นิทานฉบับนี้นำตำนานมาเดร มอนเตมาตีความใหม่โดยเน้นบทบาทของเธอในฐานะผู้พิทักษ์ป่าที่ไม่ใช่เพียงสิ่งลี้ลับที่น่ากลัว แต่เป็นตัวแทนของธรรมชาติที่ต้องได้รับการเคารพ นักล่าหนุ่มในเรื่องไม่ได้ถูกลงโทษเพียงเพราะความอยากรู้อยากเห็น แต่เพราะเขามองป่าเป็นเพียงแหล่งทรัพยากร ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ต้องเคารพ มาเดร มอนเตไม่ได้เป็นเพียงผู้ลงโทษ แต่เป็นผู้สอนบทเรียนที่ไม่มีวันลืม

ตำนานมาเดร มอนเตยังคงถูกเล่าขานในโคลอมเบียจนถึงปัจจุบัน เตือนให้ผู้คนตระหนักว่าป่าไม้ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ควรครอบครอง แต่เป็นสิ่งที่ต้องรักษาและอยู่ร่วมกันอย่างเคารพ หากไม่ทำเช่นนั้น ธรรมชาติจะทวงคืนทุกสิ่งด้วยพลังที่ไม่อาจควบคุมได้

“ธรรมชาติไม่ต้องการให้เราหวาดกลัว แต่มันต้องการให้เราเคารพ เพราะหากเราลืม… มันจะทำให้เราจดจำ”

นิทานพื้นบ้านอาร์เจนตินาเรื่องตำนานดอกบัวแห่งอิรูเป

เรื่องราวเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากล ณ ลุ่มน้ำปารานา ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เล่าถึงดอกไม้งามที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ ราวกับเป็นเงาสะท้อนของดวงจันทร์ในค่ำคืนที่เงียบสงบ ผู้คนเฝ้ามองมันด้วยความหลงใหล แต่ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร หรือว่าครั้งหนึ่งมันเคยเป็นบางสิ่งที่มากกว่าดอกไม้

ภายใต้แสงจันทร์ สายน้ำไหลเอื่อยพาเสียงกระซิบแห่งตำนานล่องลอยไปกับสายลม เมื่อใครบางคนเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์และเฝ้าฝันถึงมัน พวกเขาจะได้ยินเสียงของแม่น้ำกระซิบเบา ๆ เตือนให้ระวังว่าบางสิ่งอาจงดงามที่สุด กับนิทานพื้นบ้านอาร์เจนตินาเรื่องตำนานดอกบัวแห่งอิรูเป

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอาร์เจนตินาเรื่องตำนานดอกบัวแห่งอิรูเป

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านอาร์เจนตินาเรื่องตำนานดอกบัวแห่งอิรูเป

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ราตรีมาเยือนเหนือลุ่มน้ำปารานา สายลมพัดผ่านต้นไม้ เสียงแมลงกลางคืนดังแว่วล้อไปกับกระแสน้ำ ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ของชนเผ่ากวารานี ชาวบ้านล้อมวงกันรอบกองไฟ เปลวเพลิงสะท้อนเงาของผู้เฒ่าผู้หนึ่งที่กำลังเล่าเรื่องราวเก่าแก่ที่ถูกส่งต่อมาหลายชั่วอายุคน

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าดอกอิรูเป ดอกบัวขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่บนแม่น้ำ ไม่ใช่เพียงแค่ดอกไม้?”

เสียงของผู้เฒ่ากังวานอยู่ท่ามกลางความเงียบ เด็ก ๆ ขยับเข้ามาใกล้ขึ้น บางคนเคยได้ยินเรื่องนี้ บางคนไม่เคย แต่ทุกคนรู้ว่ามันเป็นมากกว่าตำนาน

“ครั้งหนึ่ง มันเคยเป็นหญิงสาว” หญิงสาวผู้มีหัวใจเป็นอิสระ ผู้หลงใหลในดวงจันทร์มากกว่าสิ่งใดในโลกนี้

ดวงตาของชาวบ้านจับจ้องไปที่ผู้เฒ่า เสียงของเขาล่องลอยไปพร้อมกับสายลมยามค่ำคืน พาพวกเขาย้อนกลับไปยังเวลาที่เรื่องราวได้เริ่มต้นขึ้น

ในหมู่บ้านริมแม่น้ำ มีหญิงสาวผู้หนึ่งที่งดงามและอ่อนโยน เธอมีดวงตาที่สะท้อนแสงจันทร์ และหัวใจที่โหยหาสิ่งที่อยู่เหนือเธอ ทุกคืนเธอเฝ้ามองท้องฟ้า เฝ้าฝันถึงดวงจันทร์ที่ส่องสว่างอยู่เหนือผืนน้ำ

“มันช่างงดงามนัก…” เธอพึมพำ ขณะที่เธอนั่งอยู่ริมแม่น้ำในยามราตรี

แม่ของเธอได้ยินคำพูดนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า และได้แต่ส่ายหน้าเบา ๆ “บางสิ่งงดงามเมื่อมองจากไกล ๆ เท่านั้นลูกเอ๋ย”

แต่หญิงสาวไม่เคยหวั่นไหว เธอเชื่อว่าหากเธอพยายามมากพอ สักวันหนึ่ง เธอจะได้อยู่ใกล้ดวงจันทร์

คืนแล้วคืนเล่า เธอเดินไปที่ริมแม่น้ำ มองดูเงาของดวงจันทร์สะท้อนอยู่บนผิวน้ำ ดูเหมือนมันจะอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่ทุกครั้งที่เธอพยายามจะคว้ามัน มันกลับไหววูบและเลื่อนห่างออกไป

แต่ในคืนหนึ่ง เสียงหนึ่งดังขึ้นจากแม่น้ำ

เสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับแม่น้ำกำลังพูดกับเธอ “หากเจ้าต้องการอยู่กับดวงจันทร์ จงมากับข้า…”

เธอหันมองไปรอบตัว แต่ไม่มีใครอยู่ที่นั่น มีเพียงเสียงคลื่นแผ่วเบาและเงาจันทร์ที่ไหววูบอยู่บนผิวน้ำ

เธอไม่ลังเลเลย หัวใจของเธอร่ำร้องมานานเกินไปแล้ว

คืนนั้นเอง เธอเดินเข้าไปในแม่น้ำ มุ่งตรงไปยังเงาของดวงจันทร์ที่สะท้อนอยู่บนน้ำ

แต่ไม่ว่ากี่ก้าวที่เธอเดินเข้าไป เงานั้นก็ยังคงอยู่ไกลเกินจะเอื้อมถึง

และเมื่อเธอรู้ตัว… เธอก็จมหายไปในสายน้ำ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอาร์เจนตินาเรื่องตำนานดอกบัวแห่งอิรูเป 2

หญิงสาวก้าวลงไปในแม่น้ำ ผืนน้ำเย็นเยียบแต่เธอไม่รู้สึกหวาดกลัว ดวงจันทร์สะท้อนอยู่ตรงหน้าเธอ ราวกับมันกำลังรอให้เธอเข้าไปหา

“อีกเพียงก้าวเดียว…” เธอกระซิบ

กระแสน้ำโอบรัดข้อเท้าของเธอ แต่เธอไม่สนใจ เธอก้าวต่อไปโดยไม่หันหลังกลับ

แต่เมื่อเธอเอื้อมมือไปข้างหน้า เงาของดวงจันทร์กลับไหววูบอีกครั้ง

“อย่าหนีจากข้า…” เสียงของเธอสั่นเครือ ขณะที่เธอพยายามก้าวต่อไป

น้ำลึกขึ้น… ลึกขึ้น… และแล้ว เธอก็จมหายไปในสายน้ำ

เงาของดวงจันทร์ยังคงอยู่บนผิวน้ำ แต่เธอไม่อาจเอื้อมถึงมันได้อีกแล้ว

รุ่งเช้า ชาวบ้านพบว่าแม่น้ำเงียบกว่าปกติ ไม่มีร่องรอยของหญิงสาวอีกเลย

แม่ของเธอเรียกหา แต่มีเพียงสายลมที่พัดผ่านใบไม้ ทุกคนรู้ดีว่าเธอจากไปแล้ว

แต่เมื่อพวกเขาเงยหน้ามองแม่น้ำ พวกเขาเห็นบางสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน

กลางสายน้ำดอกไม้ขนาดใหญ่สีขาวบริสุทธิ์ลอยเด่น กลีบดอกของมันแผ่กว้าง ราวกับเงาสะท้อนของดวงจันทร์บนผิวน้ำ

ชาวบ้านตกตะลึง พวกเขาเชื่อว่าเธอไม่ได้หายไป แต่เธอได้กลายเป็นดอกอิรูเปดอกบัวที่งดงามที่สุดของแม่น้ำ

ตั้งแต่นั้นมา ทุกคืนที่ดวงจันทร์เต็มดวง กลีบของดอกอิรูเปจะสะท้อนแสงจันทร์และส่องประกายราวกับหญิงสาวกำลังเฝ้ามองมันอยู่เสมอ

และตำนานนี้ยังคงถูกเล่าขานมาจนถึงทุกวันนี้ เตือนให้ผู้คนระลึกว่า บางสิ่งงดงามเมื่อมองจากไกล ๆ เท่านั้น และไม่ใช่ทุกสิ่งที่เราใฝ่หา จะนำพาความสุขมาให้เสมอ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอาร์เจนตินาเรื่องตำนานดอกบัวแห่งอิรูเป 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ไม่ใช่ทุกสิ่งที่งดงามเมื่อมองจากไกล จะนำมาซึ่งความสุขเมื่อได้ครอบครอง”

หญิงสาวหลงใหลในดวงจันทร์จนยอมเดินตามเงาสะท้อนของมัน โดยไม่รู้เลยว่ามันอยู่ไกลเกินกว่าที่เธอจะเอื้อมถึง เธอเชื่อว่าหากพยายามมากพอ สักวันหนึ่งเธอจะได้อยู่เคียงข้างมัน แต่บางสิ่งไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้ครอบครอง บางสิ่งงดงามเพราะมันอยู่ห่างออกไป และเมื่อเราเดินเข้าไปใกล้เกินไป อาจพบว่ามันเป็นเพียงเงาสะท้อนที่ไม่มีตัวตนจริง ๆ

“ความฝันนั้นมีค่า แต่เราต้องรู้ว่าฝันใดควรไขว่คว้า และฝันใดควรปล่อยให้เป็นเพียงแสงที่ส่องนำทาง”

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

ตำนานดอกบัวแห่งอิรูเป (สเปน: La Flor del Irupé อังกฤษ: The Legend of the Irupé Flower) เป็นนิทานพื้นบ้านของ อาร์เจนตินา และ ปารากวัย ที่มีต้นกำเนิดจากชนเผ่ากวารานี (Guaraní) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในแถบลุ่มน้ำแม่น้ำปารานา ตำนานนี้ถูกเล่าขานมาเป็นเวลานานเพื่ออธิบายถึงที่มาของดอกบัววิกตอเรีย (Victoria cruziana) ซึ่งเป็นดอกบัวน้ำขนาดใหญ่ที่พบในแถบอเมริกาใต้ และเป็นดอกไม้ที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของภูมิภาคนี้

เรื่องราวของอิรูเปสะท้อนความเชื่อของชนเผ่ากวารานีที่ให้ความเคารพต่อธรรมชาติ และมักสร้างตำนานเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่พวกเขาพบเห็น ชาวกวารานีเชื่อว่าธรรมชาติมีจิตวิญญาณ และพืชพรรณบางชนิดไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะธรรมชาติสร้างมา แต่เป็นผลจากโชคชะตาหรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ในอดีต

ตำนานนี้ถูกเล่าผ่านหลายรูปแบบ แต่แก่นหลักของเรื่องคือหญิงสาวที่หลงใหลในดวงจันทร์และถูกพาเข้าสู่แม่น้ำ จนกลายเป็นดอกบัวอิรูเป ซึ่งสะท้อนแนวคิดเกี่ยวกับความฝันที่อยู่ไกลเกินเอื้อม และผลของการไขว่คว้าในสิ่งที่อาจไม่ใช่ของเรา ตำนานนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และสอนให้ผู้คนเรียนรู้ที่จะเคารพสิ่งที่ตนมีอยู่ แทนที่จะพยายามครอบครองสิ่งที่ไม่อาจเป็นไปได้

แม้ว่าตำนานของอิรูเปจะเป็นเรื่องเฉพาะถิ่นของอาร์เจนตินาและปารากวัย แต่เรื่องราวของมันสะท้อนถึงแนวคิดสากลเกี่ยวกับความปรารถนา การเสียสละ และผลลัพธ์ของการไล่ตามสิ่งที่ไม่อาจเอื้อมถึง ทำให้กลายเป็นหนึ่งในนิทานพื้นบ้านที่ได้รับการเล่าขานต่อมาในหลายยุคสมัย

“ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เราปรารถนา จะนำพาความสุขมาให้เสมอ บางสิ่งงดงามที่สุด… เมื่อเรายืนมองมันจากที่ไกล”

นิทานพื้นบ้านบราซิลเรื่องตำนานแห่งลาอารา เทพธิดาแห่งสายน้ำ

แม่น้ำมาเนาไหลทอดยาวผ่านผืนป่าอเมซอน กระแสน้ำพลิ้วไหวไปตามสายลม ขับขานเสียงแผ่วเบาที่แยกไม่ออกว่าเป็นเสียงของสายน้ำหรือบางสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนน้ำยามค่ำคืน เรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากประเทศบราซิล ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

เตือนผู้คนถึงสิ่งที่อาจรออยู่กลางสายน้ำ ผู้ที่เดินเลียบแม่น้ำในยามค่ำคืนต่างรู้ดีว่ามีบางเสียงที่ไม่ควรตอบรับ แต่เมื่อเสียงนั้นดังขึ้น ไม่ใช่ทุกคนที่จะเลือกหันหลังให้มันได้ทันเวลา กับนิทานพื้นบ้านบราซิลเรื่องตำนานแห่งลาอารา เทพธิดาแห่งสายน้ำ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านบราซิลเรื่องตำนานแห่งลาอารา เทพธิดาแห่งสายน้ำ

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านบราซิลเรื่องตำนานแห่งลาอารา เทพธิดาแห่งสายน้ำ

ค่ำคืนหนึ่งในหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมแม่น้ำ ป่าฝนอเมซอนทอดเงาครึ้มใต้แสงจันทร์ สายน้ำมาเนาสะท้อนประกายเงินระยิบระยับ ขณะที่เปลวไฟจากกองไฟเต้นระบำกลางวงล้อมของชาวบ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าขานเรื่องราวที่ส่งต่อกันมานับศตวรรษ เรื่องของลาอารา หญิงแห่งแม่น้ำ ผู้มีเสียงขับร้องงดงามจนสามารถสะกดหัวใจของผู้ที่ได้ยิน

“นางเคยเป็นมนุษย์” ผู้เฒ่ากล่าว ดวงตาทอดมองเปลวไฟอย่างครุ่นคิด

“นางเป็นหญิงสาวที่งดงาม และเสียงของนางก็ไพเราะราวกับเสียงของสายลมบนยอดไม้ ทุกคนที่ได้ยินเสียงของนางต่างหลงใหล แต่แล้วโชคชะตากลับพลิกผัน นางถูกหักหลังและทอดทิ้ง สายตาของนางที่เคยเต็มไปด้วยความหวังกลับกลายเป็นความเศร้าโศก นางเดินลงสู่แม่น้ำ และตั้งแต่นั้นมา นางก็ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป”

เด็ก ๆ ฟังอย่างตื่นตะลึง ขณะที่ผู้ใหญ่บางคนพยักหน้าเงียบ ๆ ราวกับพวกเขาเองก็เคยได้ยินเสียงของนางมาก่อน “ว่ากันว่า หากเจ้าเดินเลียบแม่น้ำในยามค่ำคืน และได้ยินเสียงเพลงหวานที่ไม่มีที่มา จงอย่าหันไปมอง จงอย่าตอบรับ และที่สำคัญที่สุดอย่าตามเสียงนั้นไป”

เสียงกระซิบดังขึ้นรอบกองไฟ บางคนหัวเราะเบา ๆ ขณะที่บางคนกอดอกแน่นด้วยความกังวล ทว่าท่ามกลางผู้ฟัง มีชายหนุ่มผู้หนึ่งที่เพียงแค่ยิ้มเยาะ

“เป็นเพียงนิทานสำหรับเด็กเท่านั้น” เขาพึมพำ พลางโยนกิ่งไม้เข้าไปในกองไฟ

เขาไม่รู้เลยว่า คืนนี้เองที่เสียงเพลงของลาอาราจะขับกล่อมเขาเป็นครั้งแรก

ค่ำคืนเดียวกันนั้น หลังจากงานเลี้ยงเลิกรา ชายหนุ่มเดินออกจากหมู่บ้านโดยลำพัง แสงจันทร์ทอดตัวลงบนแม่น้ำ สะท้อนเป็นระลอกคลื่นราวกับแม่น้ำกำลังหายใจ

เขาก้าวเท้าไปตามเส้นทางที่ทอดขนานกับสายน้ำ เสียงของแมลงกลางคืนและสายลมพัดผ่านยอดไม้ดังเป็นจังหวะ แต่แล้ว… ทุกเสียงก็เงียบลง

ทันใดนั้น เสียงขับร้องหวานเศร้าก็ดังก้องขึ้นจากกลางแม่น้ำ

เสียงนั้นอ่อนโยนราวกับกระซิบข้างหู ท่วงทำนองของมันไหลเวียนไปพร้อมกับสายน้ำ แต่แทนที่จะชวนให้กลัว มันกลับดึงดูดเขาเข้าไปลึกขึ้นทุกที

“ใครกันที่ร้องเพลงอยู่?” เขากระซิบกับตัวเอง

เขาจ้องมองไปที่สายน้ำที่เงียบสงบ ความรู้สึกเย็นเยียบไต่ขึ้นมาตามสันหลัง แต่ขาของเขากลับก้าวไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว

และจากเงามืด เธอก็ปรากฏตัวขึ้น

เบื้องหน้าของเขา หญิงสาวผู้หนึ่งลอยอยู่เหนือผิวน้ำ ผมดำขลับของนางไหลรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสายน้ำ ผิวของนางส่องประกายซีดขาวใต้แสงจันทร์ ดวงตาของนางลุ่มลึกจับจ้องเขาราวกับอ่านใจของเขาได้

“เจ้ามาหาข้าหรือ?” เสียงของนางไม่เพียงดังเข้าหู แต่มันดังก้องอยู่ในหัวของเขา ราวกับไม่ได้ผ่านเพียงโสตประสาท แต่ไหลเวียนไปในสายเลือดของเขาเอง

เขาควรจะวิ่งหนี ควรจะหลับตา ควรจะจำคำเตือนของผู้เฒ่า แต่ตอนนี้ ไม่มีอะไรสำคัญอีกแล้ว นอกจากอยู่ใกล้นาง

เขาก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว น้ำเย็นเฉียบแตะปลายเท้า

ดวงตาของนางทอดมองเขาอย่างอ่อนโยน ริมฝีปากขยับเป็นรอยยิ้มบาง มือของนางยื่นออกมาหาเขา “เจ้าจะอยู่กับข้าหรือไม่?”

เขาเอื้อมมือออกไป รู้สึกถึงผิวที่เย็นเยียบของนาง แล้วบางสิ่งก็ดึงร่างเขาลงไปในน้ำ

เสียงเพลงยังคงดังอยู่รอบตัว แต่บัดนี้มันไม่ได้หวานหอมอีกต่อไป มันเต็มไปด้วยเงาแห่งห้วงลึก

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านบราซิลเรื่องตำนานแห่งลาอารา เทพธิดาแห่งสายน้ำ 2

ร่างของชายหนุ่มจมลงไปใต้ผืนน้ำ ความเย็นแทรกซึมเข้ากระดูก สายลมที่เคยพัดผ่านแก้มกลับถูกแทนที่ด้วยสายน้ำที่โอบรัดร่างของเขาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ

เขาพยายามจะดิ้นรน แต่แรงกดดันจากน้ำรอบตัวราวกับมือมองไม่เห็นที่ฉุดดึงเขาให้จมลึกลงไป ข้างหน้า ลาอารายังคงยิ้ม มือของนางยังคงเอื้อมมาหาเขา

“อย่าต่อสู้เลย…” เสียงของนางไม่ได้ออกมาจากริมฝีปาก แต่มันดังก้องอยู่ในหัวของเขา นุ่มนวล ราวกับเสียงกระซิบของแม่น้ำ

ดวงตาของเขาจ้องมองนาง หัวใจเต้นแรงระหว่างความหวาดกลัวและความหลงใหล เธอไม่เหมือนใครที่เขาเคยพบ เธอช่างงดงาม ลึกลับ และอยู่เหนือความเข้าใจของเขา

แต่ท่ามกลางม่านน้ำที่มืดลงเรื่อย ๆ เขาเริ่มมองเห็นบางสิ่ง…

เบื้องล่าง เงาของผู้คนมากมายเคลื่อนไหวอยู่ในห้วงน้ำ พวกเขาลอยนิ่งอยู่ในกระแสน้ำ ใบหน้าของพวกเขาว่างเปล่า ดวงตากลวงโบ๋ ร่างกายจมอยู่ในความเงียบชั่วนิรันดร์

“นี่คือ…” ลาอารายังคงมองเขาด้วยสายตาอ่อนโยน แต่ยามนี้ รอยยิ้มนั้นกลับทำให้หัวใจของเขาเย็นเยียบยิ่งกว่าเดิม

เขาเข้าใจแล้ว นางไม่ได้ต้องการเพียงใครสักคน แต่นางต้องการให้เขากลายเป็นหนึ่งในนั้น

“ไม่นะ!” เขาดิ้นรนสุดแรงเกิด มือเอื้อมไปคว้าอะไรสักอย่าง แต่น้ำรอบตัวกลับหนืดราวกับโคลน เขารู้ว่าเขามีเวลาไม่มาก หากเขาไม่หลุดจากตรงนี้ตอนนี้ เขาจะไม่มีวันกลับไปอีกเลย

แต่เธอรู้ทัน “สงบเถิด เจ้าจะไม่มีวันเดียวดายอีกต่อไป…” มือของเธอเอื้อมมาสัมผัสแก้มของเขา แล้วทุกอย่างก็เงียบลง

รุ่งเช้า… หมู่บ้านริมแม่น้ำยังคงเงียบสงบ แต่ชายหนุ่มไม่ได้กลับมา

ผู้คนเริ่มออกตามหา พวกเขาพบร่องรอยเท้าของเขานำไปจนถึงขอบน้ำ และหลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรอีก บางคนบอกว่าเขาจมน้ำ บางคนเชื่อว่าเขาหลงเข้าไปในป่าทึบ แต่ผู้เฒ่าที่เคยนั่งเล่าเรื่องรอบกองไฟ เพียงหลับตาและพยักหน้าอย่างรู้ชะตากรรม

“แม่น้ำเรียกหาเขาแล้ว…”

คืนต่อมา ผู้คนยังคงใช้ชีวิตตามปกติ แต่บางสิ่งเปลี่ยนไป สายลมที่เคยเงียบเหงากลับมีเสียงขับร้องแผ่วเบาล่องลอยมาจากกลางแม่น้ำ

เสียงนั้นคุ้นเคย…

มันเป็นเสียงของลาอารา แต่ครานี้ มีเสียงของชายอีกคนหนึ่งขับร้องเคียงคู่กันไป

ชาวบ้านหลายคนขนลุกซู่เมื่อได้ยิน เพราะพวกเขารู้ว่าเสียงนั้นเป็นของใคร

เขายังคงอยู่… แต่ไม่ได้อยู่ในโลกของพวกเขาอีกต่อไป

เรื่องเล่าถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เตือนเหล่าผู้ที่เดินลัดเลาะเลียบแม่น้ำในยามค่ำคืน “หากได้ยินเสียงเพลงจากแม่น้ำ จงอย่าตอบรับ จงอย่าก้าวตามไป…”

“เพราะเสียงนั้นอาจไม่ได้เรียกเจ้าแต่มันรอที่จะพาเจ้าไปสู่ห้วงลึกที่ไม่มีวันย้อนคืน”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านบราซิลเรื่องตำนานแห่งลาอารา เทพธิดาแห่งสายน้ำ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “สิ่งที่เย้ายวนที่สุด มักเป็นสิ่งที่เรารู้จักน้อยที่สุด และเมื่อก้าวตามไป อาจไม่มีวันหวนกลับมา”

ชายหนุ่มถูกล่อลวงด้วยเสียงที่งดงามที่สุดที่เขาเคยได้ยิน แต่แท้จริงแล้ว มันเป็นเสียงของสิ่งที่เขาไม่เคยเข้าใจ ความหลงใหลชั่วขณะทำให้เขาลืมคำเตือน ลืมความเป็นจริง และในที่สุด มันก็นำพาเขาไปยังที่ที่ไม่มีวันกลับ

“บางสิ่งไม่ได้ต้องการให้เจ้าครอบครอง แต่มันเพียงรอให้เจ้าก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมัน” แม่น้ำไม่ได้เรียกหาเขาเพราะต้องการมอบสิ่งใดให้ แต่เพราะมันต้องการอีกหนึ่งเสียง อีกหนึ่งเงา อีกหนึ่งวิญญาณที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของตำนานที่ไม่มีวันสิ้นสุด เช่นเดียวกับความหลงใหลที่ไม่มีวันเติมเต็ม มันไม่ได้ต้องการให้เจ้าพบสิ่งที่ตามหา แต่มันเพียงรอให้เจ้าหลงทาง

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านบราซิลเรื่องตำนานแห่งลาอารา เทพธิดาแห่งสายน้ำ (อังกฤษ: Lara) ตำนานของลาอาราเป็นนิทานพื้นบ้านของบราซิลที่ถูกเล่าขานมาเป็นเวลานานเกี่ยวกับหญิงแห่งแม่น้ำผู้มีเสียงขับร้องล่อลวงผู้คน ตำนานนี้มีรากฐานจากความเชื่อของชนพื้นเมืองในแถบอเมซอน ซึ่งให้ความเคารพแม่น้ำและเชื่อว่ามันมีจิตวิญญาณ หลายเผ่าเล่าว่ามีวิญญาณสายน้ำที่สามารถล่อให้ผู้คนหลงเข้าไปในกระแสน้ำและไม่มีวันกลับมา บางเรื่องเล่ากล่าวว่าลาอาราเคยเป็นมนุษย์แต่ถูกคำสาปให้กลายเป็นวิญญาณของแม่น้ำ ขณะที่บางเรื่องเชื่อว่านางเป็นสิ่งมีชีวิตลี้ลับที่มีอยู่มาตั้งแต่แรก

เมื่อชาวยุโรปโดยเฉพาะชาวโปรตุเกสเดินทางมายังบราซิล ตำนานลาอาราได้รับอิทธิพลจากเรื่องเล่าเกี่ยวกับเซเรนในนิทานยุโรปที่กล่าวถึงหญิงงามผู้ใช้เสียงเพลงล่อลวงกะลาสีให้หลงเข้าไปในท้องทะเล เรื่องเล่าของลาอาราจึงกลายเป็นการผสมผสานระหว่างตำนานพื้นเมืองของบราซิลกับตำนานของโลกตะวันตก ทำให้เกิดเป็นเรื่องราวของหญิงแห่งแม่น้ำที่สามารถสะกดจิตผู้คนด้วยเสียงของนาง

แม่น้ำในอเมซอนเป็นเส้นทางสัญจรหลักของผู้คนในแถบนี้มาตั้งแต่อดีต ผู้ที่ออกเดินทางด้วยเรือในยามค่ำคืนมักได้ยินเสียงประหลาดลอยมาตามสายลม บ้างว่าเป็นเสียงของสัตว์ บ้างว่าเป็นเสียงของแม่น้ำเอง แต่หลายคนเชื่อว่าเป็นเสียงของลาอารา ผู้ที่เผลอไปตามเสียงนั้นอาจไม่มีวันได้กลับมา เรื่องเล่านี้ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นเพื่อเตือนให้ผู้คนระวังอันตรายจากแม่น้ำที่ดูสงบนิ่งแต่ซ่อนความลึกลับเอาไว้

นิทานฉบับนี้ยังคงรักษาแก่นของตำนานลาอาราไว้อย่างครบถ้วนโดยเล่าถึงชายหนุ่มผู้ได้ยินเสียงขับร้องของหญิงสาวกลางแม่น้ำและถูกล่อลวงให้ก้าวเข้าไปสู่โลกของนาง การหายตัวไปของเขากลายเป็นเรื่องเล่าที่ทำให้ชาวบ้านระวังตัวและไม่เดินเลียบแม่น้ำในยามค่ำคืน แม้เวลาจะผ่านไปแต่เสียงขับร้องของลาอาราก็ยังคงดังอยู่เสมอ และผู้คนยังคงเตือนกันว่าหากได้ยินเสียงเพลงจากสายน้ำ จงอย่าตอบรับ เพราะเสียงนั้นอาจไม่ได้เรียกหาแต่รอพาใครบางคนไปสู่ห้วงลึกที่ไม่มีวันย้อนคืน

“สิ่งที่เย้ายวนที่สุด มักเป็นสิ่งที่เราเข้าใจน้อยที่สุด และเมื่อก้าวตามไป อาจไม่มีวันหวนกลับ”

นิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องตำนานมนุษย์จระเข้

แม่น้ำมาเกดาเลนาไหลทอดยาวผ่านผืนป่าของโคลอมเบีย เป็นฉากของนิทานพื้นบ้านสากลจากประเทศโคลอมเบียที่ถูกเล่าขานจากรุ่นสู่รุ่น กระแสน้ำเชี่ยวพัดพาใบไม้แห้งและเสียงกระซิบของสายลมไปกับสายน้ำ ริมฝั่งแม่น้ำ ชาวบ้านใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย สตรีมาที่นี่เพื่ออาบน้ำและซักเสื้อผ้า ขณะที่บุรุษออกเรือหาปลาและทำงานหนักภายใต้แสงแดด

แต่เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า และความเงียบเข้าปกคลุม มีเรื่องเล่าที่ถูกกระซิบผ่านผู้เฒ่าผู้แก่ ตำนานของบางสิ่งที่ยังคงเฝ้ามองจากใต้น้ำ รอคอยบางสิ่งที่ไม่มีวันย้อนกลับมา กับนิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องตำนานมนุษย์จระเข้

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องตำนานมนุษย์จระเข้

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องตำนานมนุษย์จระเข้

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ ริมแม่น้ำมาเกดาเลนา กระแสน้ำเชี่ยวไหลเอื่อยพาใบไม้ลอยไปตามกระแส แสงแดดยามเช้าสะท้อนผิวน้ำเป็นประกายระยิบระยับ ขณะที่เสียงหัวเราะของหญิงสาวดังก้องอยู่บนตลิ่ง ทุกวันยามรุ่งสางและพลบค่ำ หญิงสาวในหมู่บ้านจะเดินมาอาบน้ำที่ริมฝั่ง ตักน้ำใส่หม้อ และซักเสื้อผ้า ตามธรรมเนียมที่มีมาแต่โบราณ พื้นที่นี้เป็นเขตต้องห้ามของบุรุษ ไม่มีชายใดกล้าย่างกรายเข้าไป หากฝ่าฝืนอาจถูกลงโทษอย่างรุนแรง

แต่ที่ข้างพุ่มไม้ห่างออกไปชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังแอบมองจากระยะไกล ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังหญิงสาวผู้หนึ่ง บุตรสาวของพ่อค้าผู้มั่งคั่ง นางงดงามราวกับน้ำค้างยามเช้า แก้มเป็นสีแดงระเรื่อเมื่อยามหัวเราะ เส้นผมดำขลับเปียกน้ำระยิบระยับใต้แสงแดด ทุกท่วงท่าของนางดึงดูดสายตาของเขาอย่างไม่อาจละไปได้

ชายหนุ่มไม่ได้พบเจอนางเพียงครั้งเดียว แต่เขาเฝ้ามองนางแบบนี้ทุกวัน

เขารู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่ผิด แต่หัวใจของเขาเรียกร้องให้เขากลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้น และทุกครั้งที่เสียงของนางล่องลอยไปตามสายลม

แต่วันนี้ไม่เหมือนวันอื่น ๆ

เพราะวันนี้ เขาตัดสินใจแล้วว่าแค่แอบมองไม่เพียงพออีกต่อไป “ถ้าข้ามีวิธีซ่อนตัวจากสายตาผู้คน ข้าจะสามารถมองนางได้โดยไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ”

ความหลงใหลของเขากลายเป็นความหมกมุ่น และเมื่อถึงจุดหนึ่ง ความหมกมุ่นก็ทำให้เขาพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ

เขาเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับ เวทมนตร์โบราณที่สามารถเปลี่ยนร่างของมนุษย์ให้กลายเป็นสิ่งใดก็ได้ และว่ากันว่า มีชายคนหนึ่งในป่าลึก ผู้ครอบครองเวทมนตร์นั้น

ชายหนุ่มตัดสินใจออกเดินทาง ไปหาเวทมนตร์ที่จะเปลี่ยนโชคชะตาของเขาไปตลอดกาล

คืนหนึ่ง ท่ามกลางเสียงจิ้งหรีดร้องระงมและสายลมที่พัดผ่านยอดไม้ ชายหนุ่มเดินลึกเข้าไปในป่า กิ่งไม้และเถาวัลย์ขวางทางเขา แต่เขาไม่สนใจ หัวใจของเขามีเพียงภาพของหญิงสาวคนนั้น

หมู่บ้านของเขามีเรื่องเล่าขานมาหลายชั่วอายุคน ว่าลึกเข้าไปในป่ามืด มีชายชราผู้หนึ่งหมอเวทที่สามารถเสกมนุษย์ให้กลายเป็นสิ่งใดก็ได้ บางคนว่าชายชราคนนั้นไม่มีตัวตน บางคนว่าผู้ที่เดินเข้าไปหาจะไม่มีวันเดินออกมา แต่ชายหนุ่มไม่สนใจเรื่องราวเหล่านั้น

และในที่สุด เขาก็พบชายชราผู้นั้น

ใต้ต้นไม้ใหญ่ กองไฟเปลวสีส้มลุกโชติช่วง เงาของชายชราทอดยาวบนพื้นดิน ใบหน้าของเขาถูกปกคลุมด้วยรอยเหี่ยวย่น ดวงตาลึกลับเป็นประกายราวกับรู้ทุกสิ่งในโลก

“เจ้ามาหาข้าด้วยเหตุอันใด?” เสียงของหมอเวทไม่ได้ดังมาก แต่กลับก้องกังวานราวกับแทรกซึมเข้าไปในหัวใจของชายหนุ่ม

ชายหนุ่มกลืนน้ำลาย เขารู้ว่าเมื่อพูดออกไป ชีวิตของเขาจะเปลี่ยนไปตลอดกาล “ข้าต้องการเป็นสิ่งที่สามารถซ่อนตัวจากสายตาผู้คนได้… เพื่อที่ข้าจะสามารถอยู่ใกล้นางได้โดยไม่ถูกจับได้”

หมอเวทเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ “เจ้าแน่ใจหรือว่าต้องการเช่นนั้น? บางครั้ง การเปลี่ยนแปลงก็มาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่าย”

แต่ชายหนุ่มไม่ลังเล “ข้าพร้อมแล้ว ข้ามีความรักแท้ ข้าจะยอมทำทุกอย่าง!”

หมอเวทพยักหน้า ก่อนจะหยิบขวดแก้วสองขวดออกมาจากถุงผ้าเก่า ๆ ของเหลวในขวดขุ่นมัวและส่องประกายแปลกประหลาดในแสงไฟ

“ยาขวดแรกจะทำให้เจ้ากลายเป็นจระเข้ เพื่อให้เจ้าว่ายน้ำและซ่อนตัวในแม่น้ำได้ตามที่ต้องการ”

“และขวดที่สอง?”

“มันจะทำให้เจ้ากลับมาเป็นมนุษย์ดังเดิม” หมอเวทกล่าวเสียงหนักแน่น “แต่อย่าทำขวดนี้หาย ไม่เช่นนั้นเจ้าจะไม่มีวันย้อนกลับมาได้อีก”

ชายหนุ่มรับขวดยามากำแน่น ดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยความหวังและความปรารถนา

ในหัวของเขา เขาเห็นแต่ภาพของหญิงสาวผู้งดงาม กำลังอาบน้ำในแม่น้ำ

เขาคิดว่า นี่คือโอกาส นี่คือทางออก นี่คือสิ่งที่จะทำให้เขาได้สิ่งที่ต้องการ

แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่า บางครั้ง ความปรารถนาอาจเป็นคำสาปที่แฝงเร้นอยู่ในเงามืด

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องตำนานมนุษย์จระเข้ 2

คืนต่อมา แสงจันทร์สีซีดส่องกระทบผิวน้ำ ชายหนุ่มซ่อนตัวอยู่หลังแนวต้นไม้ริมแม่น้ำ ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่กลุ่มหญิงสาวที่กำลังพูดคุย หัวเราะ และตักน้ำใส่หม้อ เสียงของพวกนางดังเบา ๆ ล่องลอยไปตามสายลม เช่นเดียวกับทุกคืนที่ผ่านมา แต่คืนนี้จะแตกต่างออกไป เพราะคืนนี้เขาจะได้อยู่ใกล้นางกว่าที่เคย

มือของเขาสั่นเล็กน้อยเมื่อหยิบขวดแก้วใบแรกขึ้นมา ของเหลวขุ่นมัวข้างในส่งกลิ่นประหลาดแต่เขาไม่สนใจ ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้สำคัญไปกว่าการได้มองดูนางโดยไม่มีใครขวางกั้น เขาเงยหน้ามองดวงจันทร์เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหลับตาและดื่มมันจนหมด

ทันใดนั้น ร่างของเขาร้อนวูบวาบ ลมหายใจติดขัด หัวใจเต้นแรงเหมือนมันจะระเบิดออกมา เขาล้มลงกับพื้น มือจิกแน่นกับดิน ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่างเหมือนกระดูกของเขากำลังบิดเกลียวเป็นเกล็ดแข็ง

“อะ… อ๊ากกก!” เขาพยายามตะโกน แต่เสียงที่ออกมากลับกลายเป็นเสียงคำรามต่ำ

แขนขาของเขาหดสั้นลง ผิวหนังแห้งตึง ก่อนจะแตกออกเป็นเกล็ดแข็ง เล็บของเขายืดยาวเป็นกรงเล็บแหลมคม ขากรรไกรของเขายืดออก ก่อนจะกระแทกเข้าหากันดัง “กร๊อบ!”

เขากลายเป็นจระเข้ น้ำเย็นโอบล้อมร่างของเขา เขาว่ายเข้าไปใกล้ฝั่ง แฝงตัวอยู่ในเงามืดของแม่น้ำ ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังหญิงสาว หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น

“ข้าทำได้แล้ว!” เขาสามารถซ่อนตัวจากสายตาผู้คนได้โดยไม่มีใครสงสัย ไม่มีใครขัดขวาง

แต่แล้ว เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ดังขึ้นที่ริมฝั่ง

ทหารหมู่บ้านกำลังลาดตระเวน! “เร็วเข้า รีบกลับบ้านได้แล้ว!” เสียงหนึ่งตะโกนบอกหญิงสาวที่กำลังตักน้ำ

เขาตกใจ ต้องรีบกลับเป็นมนุษย์ก่อนที่จะถูกพบเห็น เขารีบเอื้อมหาขวดแก้วใบที่สองที่เหน็บไว้ที่ข้างตัว

แต่เขาลืมไปว่า มือของเขาไม่ใช่มือมนุษย์อีกต่อไป

ขวดแก้วลื่นหลุดจากอุ้งเล็บที่หยาบกระด้าง มันกลิ้งตกลงไปในน้ำ “ไม่นะ!”

เขาพยายามใช้กรงเล็บตะครุบมัน แต่ขวดแตกกระทบกับโขดหินใต้น้ำ ของเหลวสีขาวขุ่นกระจายออกไปกับสายน้ำไหลเชี่ยว เขาไม่สามารถกลับเป็นมนุษย์ได้อีกแล้ว

เขาว่ายวนไปมาอย่างสิ้นหวัง มองดูเศษแก้วจมลงไปสู่ก้นแม่น้ำ ความตื่นตระหนกแล่นพล่านในร่างของเขา เขาพยายามจะตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ แต่สิ่งที่ออกมาจากปากกลับเป็นเสียงขู่คำรามของสัตว์ร้าย “ไม่… ข้าไม่อยากเป็นแบบนี้!”

รุ่งเช้า ชาวบ้านพบร่องรอยบางอย่างริมแม่น้ำ เสื้อผ้าของชายหนุ่มกองอยู่บนพื้น แต่ตัวเขาหายไป พวกเขาออกค้นหา แต่ไร้วี่แวว ไม่มีใครรู้ว่าเขาหายไปไหน

มีเพียงเสียงกระซิบจากผู้เฒ่าที่เอ่ยขึ้นเบา ๆ “วิญญาณของผู้ที่ล่วงเกินธรรมเนียมเก่าแก่ ย่อมต้องถูกลงโทษ”

วันแล้ววันเล่า ไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลย มีเพียงจระเข้ตัวหนึ่งที่ลอยนิ่งอยู่ในแม่น้ำ ทุกครั้งที่หญิงสาวคนนั้นมาที่ริมฝั่ง นางจะรู้สึกว่ามีดวงตาคู่หนึ่งเฝ้ามองจากใต้น้ำเสมอ

ตำนานเล่าขานกันมาว่า ในคืนที่ดวงจันทร์เต็มดวง จระเข้ตัวหนึ่งจะขึ้นมาจากแม่น้ำ นอนนิ่งอยู่บนตลิ่ง และทอดถอนใจเหมือนมนุษย์ ชาวบ้านเชื่อว่าเขายังคงเฝ้าดูหญิงสาวที่เขารัก แต่ไม่อาจเอื้อมถึงได้อีกต่อไป

“จงอย่าปล่อยให้ความหลงใหลบดบังสายตา เจ้าอาจได้เห็นในสิ่งที่ต้องการ… แต่ต้องแลกมาด้วยสิ่งที่ไม่มีวันหวนคืน”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องตำนานมนุษย์จระเข้ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ความหลงใหลที่ขาดสติ อาจกลายเป็นพันธนาการที่ไม่มีวันคลาย”

ชายหนุ่มคิดว่าการได้ใกล้ชิดหญิงที่ตนรักคือสิ่งที่มีค่าที่สุด เขาหมกมุ่นกับความปรารถนาจนไม่สนใจสิ่งอื่น เขาเลือกทางลัด ใช้วิธีการที่ไม่ควรทำ เพียงเพื่อเติมเต็มความต้องการของตัวเอง แต่สุดท้าย ความปรารถนานั้นกลับกลายเป็นคำสาปที่พรากทุกสิ่งไปจากเขา

“บางสิ่งไม่อาจครอบครอง และบางสิ่งควรเฝ้ามองจากระยะไกล” เช่นเดียวกับสายน้ำที่ไหลผ่าน ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เรามองเห็นจะเป็นของเราได้ บางครั้ง การพยายามไขว่คว้าโดยไม่คิดถึงผลที่ตามมา อาจทำให้เราสูญเสียมากกว่าที่เคยมี

“ความรักไม่ได้หมายถึงการครอบครอง หากแต่เป็นการยอมรับและเคารพในความรู้สึกของกันและกัน” ชายหนุ่มคิดว่าการได้อยู่ใกล้หญิงที่ตนรักคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เขาหลงใหลในภาพฝันของตนเองจนยอมทำทุกอย่าง แต่ความรักที่แท้จริงไม่ใช่การซ่อนตัว ไม่ใช่การลักลอบเฝ้ามอง หรือการพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพียงเพื่อให้ได้อยู่ใกล้ใครบางคน

“หากเจ้ารักใคร จงบอกไปอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่คาดหวังว่าความรักนั้นจะต้องเป็นไปตามใจเรา” ไม่ใช่ทุกคนจะรักเราในแบบเดียวกับที่เรารักพวกเขา แต่สุดท้ายแล้ว จะมีผู้ที่มองเห็นเราในแบบที่เราเป็น และรักเราโดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง เราไม่จำเป็นต้องใช้เวทมนตร์ ไม่จำเป็นต้องซ่อนตัวอยู่ในเงามืด แต่เราควรพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น และเดินไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็ง

เพราะความรักที่แท้จริงไม่ได้มาจากการพยายามครอบครองใคร แต่เกิดขึ้นเมื่อเรากลายเป็นคนที่พร้อมจะถูกรักโดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อใครทั้งสิ้น

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องตำนานมนุษย์จระเข้ (อังกฤษ: The Alligator Man) เป็นเรื่องเล่าพื้นบ้านของโคลอมเบีย ที่มีต้นกำเนิดจากเมือง Plato ในจังหวัด Magdalena ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำมาเกดาเลนา ตำนานนี้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในแถบชายฝั่งแคริบเบียนของโคลอมเบีย และถูกเล่าขานผ่านหลายรุ่น โดยผสมผสานความเชื่อพื้นบ้านเข้ากับแง่คิดเกี่ยวกับความรัก ความปรารถนา และผลที่ตามมาของการกระทำที่ขาดสติ

ในตำนานดั้งเดิมมนุษย์จระเข้ เป็นชายหนุ่มที่แอบหลงรักหญิงสาวและต้องการแอบดูนางอาบน้ำที่แม่น้ำ เขาจึงไปหาหมอเวทเพื่อขอเวทมนตร์ที่ทำให้เขาสามารถแอบมองได้โดยไม่ถูกจับได้ หมอเวทมอบยาวิเศษให้สองขวด ขวดแรกทำให้เขากลายเป็นจระเข้ ส่วนขวดที่สองใช้คืนร่างมนุษย์ แต่ด้วยความประมาท ขวดที่สองกลับสูญหายไปในแม่น้ำ ทำให้เขาติดอยู่ในร่างจระเข้ตลอดกาล

ตำนานนี้สะท้อนแนวคิดเรื่องการเคารพขนบธรรมเนียมและขอบเขตของผู้อื่น โดยเฉพาะในสังคมที่ให้ความสำคัญกับความเหมาะสมของพฤติกรรมทางสังคม นอกจากนี้ยังเป็นคำเตือนเกี่ยวกับผลลัพธ์ของ การหลงใหลจนขาดสติ และการพยายามบรรลุเป้าหมายโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่อาจตามมา

นิทานฉบับนี้ได้นำโครงเรื่องดั้งเดิมมาตีความใหม่ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเน้นประเด็นเรื่อง ความรักที่แท้จริงไม่ใช่การครอบครอง แต่เป็นการยอมรับและเคารพในความรู้สึกของกันและกัน ไม่ใช่ทุกคนจะรักเราในแบบเดียวกับที่เรารักพวกเขา แต่เราควรพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น และเดินไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็ง นิทานนี้จึงเป็นทั้งเรื่องเล่าที่สะท้อนวัฒนธรรมพื้นบ้าน และเป็นบทเรียนเกี่ยวกับการเติบโตทางอารมณ์และการเรียนรู้จากความผิดพลาด

“ความรักไม่ใช่การเฝ้ามองจากเงามืด แต่เป็นการก้าวออกไปอย่างกล้าหาญ แม้จะไม่มีสิ่งใดตอบกลับมา”