นิทานพื้นบ้านออสเตรเลียตำนานงูสายรุ้ง

ในยุคแห่งความฝัน ก่อนที่แม่น้ำจะไหล ทะเลสาบจะก่อตัว และผืนดินจะเต็มไปด้วยชีวิต โลกยังคงเป็นเพียงผืนแผ่นดินแห้งแล้ง เงียบงัน และปราศจากการเคลื่อนไหว ทุกสิ่งยังคงหลับใหลใต้ท้องฟ้ากว้างที่ไร้สายฝน

แต่มีเรื่องเล่าขานตำนานนิทานพื้นบ้านสากล ณ ดินแดนออสเตรเลีย กล่าวถึงบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ยังคงซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนดิน หลับใหลมานานนับกาล มันคือผู้เฝ้ามอง ผู้สร้าง และผู้ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกไปตลอดกาล… กับนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียตำนานงูสายรุ้ง

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียตำนานงูสายรุ้ง

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียตำนานงูสายรุ้ง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยุคแห่งความฝัน (The Dreamtime) โลกยังเป็นเพียงดินแดนรกร้าง แห้งแล้ง ไร้แม่น้ำ ไร้ต้นไม้ และไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ท้องฟ้าเต็มไปด้วยหมอก ฝนไม่เคยตกลงมา และดินแตกระแหงภายใต้แสงแดดอันร้อนแรง

ลึกลงไปใต้ผืนดิน งูสายรุ้ง (The Rainbow Serpent) กำลังหลับใหล มันเป็นสิ่งมีชีวิตโบราณที่ทรงพลัง ตัวของมันยาวใหญ่ เลื่อมเกล็ดสีรุ้งสะท้อนแสง เมื่อมันขยับตัว โลกก็สั่นสะเทือน

วันหนึ่ง งูสายรุ้งค่อย ๆ ตื่นขึ้นจากการหลับใหลที่ยาวนาน มันคืบคลานขึ้นสู่ผืนโลก และเริ่มเลื้อยไปทั่วแผ่นดิน

เมื่อร่างกายอันมหึมาของมันเลื้อยผ่านผืนดิน ร่องรอยของมันได้กลายเป็นแม่น้ำ ทะเลสาบ และลำธาร โค้งเว้าไปตามเส้นทางที่มันเคลื่อนผ่าน

“โลกต้องเต็มไปด้วยชีวิต” งูสายรุ้งกล่าว ก่อนที่มันจะพ่นลมหายใจอันศักดิ์สิทธิ์ขึ้นสู่ท้องฟ้า

ทันใดนั้น ก้อนเมฆก็รวมตัวกัน ฝนเริ่มตกลงมาเป็นครั้งแรก แผ่นดินที่เคยแห้งแล้งเริ่มชุ่มชื้น ต้นไม้เริ่มงอกขึ้น สายลมพัดผ่านนำพาความเย็นฉ่ำสู่โลกเป็นครั้งแรก

“นี่คือจุดเริ่มต้นของโลกใหม่” งูสายรุ้งพึมพำ พลางมองดูแม่น้ำที่คดเคี้ยวไปทั่วดินแดน

เมื่อโลกเริ่มมีแม่น้ำ ป่าไม้ และทุ่งหญ้า สัตว์ต่าง ๆ ก็เริ่มปรากฏขึ้น งูสายรุ้งมองดูพวกมันด้วยความพอใจ มีนกบินขึ้นสู่ท้องฟ้า จิงโจ้กระโดดไปตามทุ่งหญ้า และสัตว์เลื้อยคลานซ่อนตัวอยู่ในโพรงดิน

แต่แม้ว่าสัตว์ทั้งหลายจะกระจายตัวไปทั่วโลก งูสายรุ้งก็ยังรู้สึกว่าบางสิ่งขาดหายไป

“โลกยังต้องการผู้ดูแล” มันกล่าว ก่อนจะใช้พลังเวทมนตร์สร้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ขึ้นมา

มนุษย์ปรากฏตัวขึ้นเป็นครั้งแรก พวกเขามีร่างกายแข็งแรง ดวงตาฉลาดเฉลียว และหัวใจที่เปี่ยมด้วยชีวิต งูสายรุ้งสอนพวกเขาถึงวิธีการล่าสัตว์ หาอาหาร และใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล

“จงดูแลแผ่นดินนี้ให้ดี น้ำจะหล่อเลี้ยงพวกเจ้า ต้นไม้จะให้ร่มเงาแก่เจ้า และสัตว์ทั้งหลายจะเป็นเพื่อนของเจ้า”

มนุษย์อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข พวกเขาเคารพแม่น้ำที่งูสายรุ้งสร้างขึ้น พวกเขาเชื่อว่าหากพวกเขาดูแลแผ่นดินให้ดี งูสายรุ้งก็จะคุ้มครองพวกเขาตลอดไป

แต่ไม่นาน… มนุษย์บางกลุ่มเริ่มละเลยคำสอนของมัน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้น…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียตำนานงูสายรุ้ง 2

กาลเวลาผ่านไป มนุษย์อาศัยอยู่บนแผ่นดินที่งูสายรุ้งสร้างขึ้น พวกเขาล่าสัตว์ เก็บผลไม้ และใช้น้ำจากแม่น้ำที่เลื้อยคดเคี้ยวไปทั่วผืนป่า ชีวิตของพวกเขาเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์

แต่ไม่นานกลุ่มนักล่ากลุ่มหนึ่งเริ่มละเลยคำสอนของงูสายรุ้ง พวกเขาไม่พอใจกับการล่าสัตว์เพียงเท่าที่จำเป็น พวกเขาฆ่ามากขึ้น เก็บเกี่ยวเกินความจำเป็น และเผาป่าเพื่อล่าสัตว์ได้ง่ายขึ้น “พวกเราควรล่าสัตว์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้! หากเรามีมากกว่าเผ่าอื่น เราก็จะแข็งแกร่งกว่า!” ชายผู้หนึ่งกล่าว

เปลวไฟลุกโชนขึ้นทั่วป่า สัตว์ต่าง ๆ วิ่งหนีด้วยความหวาดกลัว แม่น้ำที่เคยไหลเย็นเริ่มขุ่นมัว ต้นไม้ที่เคยสูงตระหง่านถูกโค่นลงเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่

งูสายรุ้งที่เฝ้าดูมนุษย์มาโดยตลอดเริ่มโกรธ “พวกเจ้าลืมคำสอนของข้า! พวกเจ้าทำลายผืนดินที่ให้ชีวิตแก่พวกเจ้าเอง!”

ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องไปทั่วป่า สายลมที่เคยอบอุ่นกลายเป็นพายุที่โหมกระหน่ำ

งูสายรุ้งเลื้อยขึ้นจากแม่น้ำ ดวงตาของมันเปล่งประกายไปด้วยความโกรธ มันส่งพายุฝนและน้ำท่วมลงมายังแผ่นดิน

ฝนตกหนักไม่หยุดเป็นเวลาหลายวัน แม่น้ำที่เคยสงบกลายเป็นกระแสน้ำเชี่ยวกราก กวาดทุกสิ่งทุกอย่างไปหมด บ้านเรือนถูกทำลาย ป่าจมหายไปใต้สายน้ำ มนุษย์บางคนถูกพัดหายไปตลอดกาล

มนุษย์ที่เหลืออยู่ต่างพากันร้องไห้ พวกเขารู้แล้วว่าพวกเขาทำผิดพลาดครั้งใหญ่ “ข้า… ข้าสำนึกผิดแล้ว ได้โปรดให้น้ำหยุดไหลเถิด งูสายรุ้ง!” พวกเขาอ้อนวอน

เมื่อฝนหยุดตกและพายุสงบลง งูสายรุ้งไม่ได้จากไปทันที มันเลื้อยขึ้นจากน้ำอย่างยิ่งใหญ่ ดวงตาเป็นประกายด้วยพลังอำนาจ แผ่นดินที่มันสร้างไว้นั้นพังทลายไปเพราะความโลภของมนุษย์ แต่มันจะไม่ปล่อยให้บทเรียนนี้จบลงง่าย ๆ “พวกเจ้าเรียกร้องสิ่งที่ไม่ใช่ของเจ้า ทำลายสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเจ้าเอง บัดนี้ ถึงเวลาที่พวกเจ้าต้องชดใช้!”

งูสายรุ้งแผดเสียงกึกก้อง มันไม่ได้ลงโทษทุกคน แต่เลือกเฉพาะผู้ที่ละเมิดกฎของธรรมชาติ นักล่าที่เผาป่า ผู้ที่ล่าสัตว์โดยไม่รู้จักพอ ทันใดนั้น ร่างของพวกเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป!

ชายที่เคยล่าสัตว์เกินความจำเป็น เริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนไปในตัวเขาขาของเขาหดสั้นลง ร่างกายของเขากลายเป็นขนสีเทา ดวงตาที่เคยเฉียบคมกลับกลายเป็นดวงตาของสัตว์ตัวเล็ก

“ข้า…ข้ากำลังกลายเป็นอะไร!?” เขาตะโกน แต่เสียงของเขาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเสียงคำรามเบา ๆ

งูสายรุ้งประกาศก้อง “เจ้าชอบล่าสัตว์โดยไม่รู้จักพอ เช่นนั้นเจ้าจงกลายเป็นสัตว์ที่ถูกล่าบ้าง!”

ชายผู้นั้นทรุดลงกับพื้น ก่อนที่ร่างของเขาจะกลายเป็นหนูวอมแบต (Wombat – สัตว์คล้ายหนูที่ถูกล่ามากในป่าออสเตรเลีย) เขาถูกสาปให้ใช้ชีวิตอยู่บนพื้นดิน ถูกตามล่าแทนที่จะเป็นผู้ล่าไปตลอดกาล

ชายอีกคนหนึ่งที่เคยเผาป่า รู้สึกถึงความร้อนที่แล่นผ่านร่างกายของเขา ผิวของเขากลายเป็นสีแดง ลิ้นของเขายาวขึ้น นิ้วมือของเขาหดลง

“ข้า…ข้ากำลังจะกลายเป็นอะไร!?” เขาร้องออกมา แต่แล้วเสียงของเขาก็กลายเป็นเสียงขู่ของงู

“เจ้าเผาทุกสิ่งเป็นเถ้าถ่าน เจ้าจงกลายเป็นสิ่งที่ต้องเลื้อยต่ำกับดิน และใช้ชีวิตในเงามืดตลอดไป!” งูสายรุ้งประกาศ

ชายผู้นั้นดิ้นรน แต่ไม่สามารถต้านทานพลังของงูสายรุ้งได้ ร่างของเขากลายเป็นงูชนิดหนึ่ง ที่ไม่มีแขนขา ต้องซ่อนตัวใต้ดินและใช้ชีวิตในความมืดไปตลอดกาล

มนุษย์ที่เหลือมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความหวาดกลัว พวกเขาสั่นระริก รู้แล้วว่าพวกเขาไม่อาจต่อสู้กับพลังของงูสายรุ้งได้

“เราสำนึกผิดแล้ว ได้โปรดให้อภัยเรา!” พวกเขาร้องขอ

งูสายรุ้งจ้องมองพวกเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเลื้อยขึ้นไปบนท้องฟ้า ร่างของมันเปลี่ยนเป็นสายรุ้งหลากสีทอดยาวเหนือแผ่นดิน “ข้าจะเฝ้ามองพวกเจ้าจากเบื้องบน หากพวกเจ้ายังละเมิดกฎของธรรมชาติ ข้าจะกลับมา และคราวนี้ จะไม่มีใครได้รับการอภัย!”

“พวกเจ้าจะต้องจำไว้เสมอ ว่าธรรมชาติเป็นสิ่งที่ต้องเคารพ มิใช่สิ่งที่ต้องครอบครอง หากพวกเจ้าทำลายมันอีก ข้าจะกลับมา และพายุแห่งข้าจะไม่มีวันหยุดอีกต่อไป” มนุษย์ที่รอดชีวิตก้มศีรษะด้วยความเคารพ พวกเขาสาบานว่าจะไม่ทำให้แผ่นดินต้องโกรธอีก

ตั้งแต่นั้นมาชาวอะบอริจินจึงเฝ้าระวังและเคารพธรรมชาติอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่พวกเขาเห็นสายรุ้ง พวกเขารู้ว่างูสายรุ้งยังคงจับตาดูพวกเขาอยู่

และทุกครั้งที่พวกเขาเห็นวอมแบตที่หลบอยู่ในโพรงดิน หรือเสียงของงูที่เลื้อยผ่านป่า พวกเขาจะจำได้เสมอว่าบางครั้ง การกระทำที่ผิดพลาดไปแล้ว ไม่มีทางย้อนคืนได้

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียตำนานงูสายรุ้ง 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ธรรมชาติเป็นทั้งผู้ให้และผู้ลงโทษ หากมนุษย์รู้จักเคารพและอยู่ร่วมกับมันอย่างสมดุล ธรรมชาติก็จะหล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเขา แต่หากพวกเขาทำลายมันด้วยความโลภ ผลลัพธ์ที่ได้รับอาจร้ายแรงจนไม่มีวันย้อนคืน

มันยังเตือนว่าทุกการกระทำล้วนมีผลที่ตามมา ไม่ว่าดีหรือร้าย และบางครั้ง ความผิดพลาดอาจไม่ใช่สิ่งที่สามารถแก้ไขได้เสมอไป เหมือนกับผู้ที่ถูกสาปให้ใช้ชีวิตในร่างของสัตว์ตลอดกาล

สุดท้าย นิทานเรื่องนี้ย้ำเตือนว่าพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ได้อยู่ที่มนุษย์ แต่อยู่ที่ธรรมชาติซึ่งเป็นผู้กำหนดกฎของโลก และไม่ว่าเราจะพยายามแค่ไหน เราไม่มีวันควบคุมธรรมชาติได้ มีเพียงทางเดียวเท่านั้นคืออยู่ร่วมกับมันอย่างเคารพและไม่ละเมิดขอบเขตที่ไม่ควรข้าม

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านออสเตรเลียตำนานงูสายรุ้ง (อังกฤษ: The Legend of the Rainbow Serpent) เป็นหนึ่งในตำนานพื้นบ้านที่เก่าแก่ที่สุดของชาวอะบอริจินออสเตรเลีย เล่าขานกันมายาวนานกว่าหมื่นปีผ่านศิลปะบนหินและการถ่ายทอดปากเปล่า ตำนานนี้เกี่ยวข้องกับงูสายรุ้ง (Rainbow Serpent) สิ่งมีชีวิตศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อว่าเป็นผู้สร้างโลก ควบคุมแหล่งน้ำ และกำหนดกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ

ชาวอะบอริจินเชื่อว่าใน The Dreamtime หรือยุคแห่งความฝัน โลกยังเป็นเพียงผืนดินรกร้าง จนกระทั่งงูสายรุ้งตื่นขึ้นจากการหลับใหลและเลื้อยไปทั่วแผ่นดิน ร่างของมันก่อให้เกิดแม่น้ำ หุบเขา และทะเลสาบ นำพาฝนลงมา และสร้างสรรพชีวิตขึ้นบนโลก ตำนานนี้ถูกใช้เพื่ออธิบายแหล่งน้ำที่สำคัญและสอนให้มนุษย์เคารพธรรมชาติ เพราะชาวอะบอริจินเชื่อว่าหากพวกเขาละเมิดกฎของงูสายรุ้ง โลกจะต้องเผชิญกับหายนะ

เรื่องเล่านี้มีหลายฉบับแตกต่างกันไปในแต่ละชนเผ่า แต่ล้วนมีแก่นเรื่องเดียวกัน งูสายรุ้งเป็นทั้งผู้สร้าง ผู้พิทักษ์ และผู้ลงโทษ ตำนานนี้ยังคงเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมอะบอริจินและถูกถ่ายทอดผ่านพิธีกรรม งานศิลปะ และเรื่องเล่าในปัจจุบัน

“ธรรมชาติไม่เคยเลือกลงโทษใคร… มนุษย์ต่างหากที่เลือกลงโทษตัวเอง”

นิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องโคอาล่าเสียหางไปได้อย่างไร?

ในยุคแห่งความฝัน ทุกสรรพชีวิตยังไม่มีรูปร่างที่แน่นอน สัตว์แต่ละตัวอาศัยอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ปรับตัวและเรียนรู้วิธีเอาชีวิตรอดตามเส้นทางของตนเอง บางตัวแข็งแกร่ง บางตัวเฉลียวฉลาด และบางตัวก็มีโชคดีที่ได้รับสิ่งพิเศษติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด

ท่ามกลางผืนป่ากว้างใหญ่ มีตำนานนิทานพื้นบ้านสากล ณ ดินแดนออสเตรเลีย เล่าว่ามีสัตว์สองตัวที่เคยเป็นเพื่อนกัน พวกมันใช้ชีวิตร่วมกันและแบ่งปันทุกสิ่งอย่างเสมอ แต่เมื่อความแห้งแล้งเข้าปกคลุมผืนดิน และสายน้ำเริ่มเหือดแห้ง ความสัมพันธ์ของพวกมันก็ถูกทดสอบด้วยสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด… กับนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องโคอาล่าเสียหางไปได้อย่างไร?

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องโคอาล่าเสียหางไปได้อย่างไร

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องโคอาล่าเสียหางไปได้อย่างไร?

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยุคแห่งความฝัน (The Dreamtime) สัตว์ทุกตัวมีรูปร่างแตกต่างจากที่เห็นในปัจจุบัน โคอาล่าในเวลานั้นมีหางยาวและสวยงาม มันสามารถปีนต้นไม้และกระโดดไปมาได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่เหมือนโคอาล่าที่เรารู้จักในปัจจุบัน

ในป่ากว้างใหญ่ของออสเตรเลีย โคอาล่าและจิงโจ้เป็นเพื่อนสนิทกัน ทั้งสองมักเดินทางไปด้วยกัน คอยช่วยเหลือกันในยามลำบาก จิงโจ้เป็นสัตว์ที่แข็งแรงและขยัน ส่วนโคอาล่าชอบใช้ชีวิตอย่างสบาย ๆ บนต้นไม้

วันหนึ่งภัยแล้งครั้งใหญ่ได้มาถึง ทุ่งหญ้ากลายเป็นสีเหลืองแห้ง ต้นไม้หลายต้นเริ่มเหี่ยวเฉา สัตว์ต่าง ๆ ต้องดิ้นรนหาน้ำ แต่บ่อน้ำหลายแห่งกลับเหือดแห้งภายใต้แสงแดดที่แผดเผา

โคอาล่าเริ่มกระวนกระวายเพราะมันไม่สามารถหาแหล่งน้ำได้ มันรู้ว่าจิงโจ้เป็นสัตว์ที่แข็งแรงและขยัน จึงไปหาเพื่อนของมัน หวังว่าจะได้รับน้ำจากบ่อที่จิงโจ้ขุดไว้

เมื่อไปถึง โคอาล่าพบว่าจิงโจ้กำลังนั่งพักอยู่ข้างบ่อน้ำ ขาหลังที่แข็งแรงของมันเต็มไปด้วยคราบดิน มันใช้เวลาหลายวันขุดบ่อให้ลึกขึ้นเพื่อกักเก็บน้ำไว้

“จิงโจ้ เพื่อนของข้า ได้โปรดให้ข้าดื่มน้ำเถิด ข้ากระหายเหลือเกิน” โคอาล่ากล่าว พลางจับท้องของมันที่แห้งผาก

จิงโจ้มองโคอาล่าด้วยสายตาเห็นใจ แม้ว่ามันจะเหน็ดเหนื่อยจากการขุดบ่อน้ำ แต่มันก็ไม่ใช่สัตว์ที่ใจร้าย “เจ้าจงดื่มเถิด” จิงโจ้กล่าวพลางพยักหน้า “แต่จงรู้ไว้ว่า ข้าต้องใช้แรงทั้งหมดเพื่อขุดมันขึ้นมา”

โคอาล่าก้มลงดื่มน้ำอย่างกระหาย มันรู้สึกสดชื่นขึ้นทันที แต่ขณะที่มันดื่มความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในใจ “ถ้าข้ามีน้ำทั้งหมดเป็นของตัวเอง ข้าก็ไม่ต้องออกไปเสี่ยงอันตรายอีกต่อไป”

คืนนั้น ขณะที่จิงโจ้หลับสนิทเพราะความเหนื่อยล้า โคอาล่าย่องกลับมาที่บ่อน้ำอย่างเงียบเชียบ ดวงตาของมันเป็นประกายด้วยความโลภ มันก้มลงและดื่มน้ำทั้งหมดที่เหลืออยู่จนหมดเกลี้ยง

“ตอนนี้ข้าก็มีน้ำทั้งหมดเป็นของข้าเองแล้ว!” โคอาล่ากระซิบกับตัวเอง

เมื่อน้ำหมดลง มันก็ปีนขึ้นไปบนต้นไม้และนอนหลับอย่างสบายใจ โดยไม่สนใจว่าเมื่อรุ่งเช้ามาถึงจิงโจ้จะต้องเผชิญกับอะไร

เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น จิงโจ้ตื่นขึ้นมาและเดินไปที่บ่อน้ำเพื่อตักน้ำมาดื่ม แต่เมื่อมันก้มลงดูบ่อน้ำกลับแห้งสนิท

“เกิดอะไรขึ้น!? น้ำของข้าหายไปไหน?” จิงโจ้ร้องเสียงดังด้วยความตกใจ

มันมองไปรอบ ๆ แต่ไม่มีร่องรอยของสัตว์อื่นที่มาใกล้บ่อ มีเพียงโคอาล่าที่นอนขดตัวอยู่บนกิ่งไม้ ด้วยท้องอิ่มและใบหน้าพึงพอใจ

จิงโจ้ขมวดคิ้วและตะโกนขึ้นไป “โคอาล่า เจ้ารู้เรื่องนี้หรือไม่? ใครเป็นคนขโมยน้ำของข้า?”

โคอาล่าปรือตาขึ้นก่อนจะตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ข้าไม่รู้หรอกเพื่อน ข้าแค่ดื่มไปนิดเดียวเอง”

แต่ร่องรอยของมันปิดไม่มิด ดินรอบปากของโคอาล่ายังคงเปียก และท้องของมันก็ดูอิ่มผิดปกติ

จิงโจ้กัดฟันแน่น “เจ้าขโมยน้ำของข้าไปหมดใช่ไหม!?”

โคอาล่าเริ่มอึกอัก มันรู้ว่าจับโกหกไม่ได้นาน “ข้า… ข้าแค่ดื่มไปหน่อยเอง”

“แค่หน่อยเดียวหรือ? แต่น้ำหายไปหมด!” จิงโจ้คำรามด้วยความโกรธ

เสียงของพวกมันดังไปทั่วป่า สัตว์อื่น ๆ พากันมามุงดู เมื่อพวกมันรู้ว่าโคอาล่าขโมยน้ำ พวกมันก็พากันส่ายหัวด้วยความผิดหวัง “เจ้าไม่ขยันขุดน้ำเอง แต่กลับมาเอาของคนอื่นไป เจ้าช่างเห็นแก่ตัวนัก โคอาล่า!”

โคอาล่าถูกจับได้แล้ว… แต่บทลงโทษของมันกำลังจะมาถึง…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องโคอาล่าเสียหางไปได้อย่างไร 2

เสียงกระซิบของสัตว์ทั่วทั้งป่าเริ่มดังขึ้นเมื่อความจริงถูกเปิดเผย ทุกสายตาจ้องมองโคอาล่าด้วยความผิดหวัง ไม่มีใครเชื่อว่าเจ้าสัตว์ที่ดูสงบและเฉื่อยชานี้จะกลายเป็นขโมยที่เห็นแก่ตัว

จิงโจ้ขบกรามแน่น ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความโกรธ “ข้าทำงานหนักเพื่อขุดน้ำออกจากผืนดิน เจ้ากลับขโมยมันไปทั้งหมดโดยไม่ต้องออกแรงแม้แต่น้อย เจ้าคิดว่านั่นยุติธรรมแล้วหรือ โคอาล่า?”

โคอาล่ากลืนน้ำลาย มันรู้ตัวว่าถูกจับได้ ไม่มีข้อแก้ตัวใดที่ฟังขึ้นอีกแล้ว มันหันไปมองสัตว์ตัวอื่น ๆ ที่กำลังรอฟังคำตอบ แต่สิ่งเดียวที่มันทำได้คือหลบตาและกอดต้นไม้แน่นขึ้น

“ข้า… ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เจ้าลำบากนะ จิงโจ้ ข้าแค่… ข้ากลัวว่าจะไม่มีน้ำเหลือให้ข้าในวันพรุ่งนี้” โคอาล่าพยายามอธิบาย

“แต่ข้าก็ต้องการน้ำเช่นกัน! เจ้าคิดถึงแต่ตัวเอง โดยไม่สนว่าเพื่อนของเจ้าจะเป็นอย่างไร!” จิงโจ้ตะโกนเสียงดัง

สัตว์อื่น ๆ ต่างพยักหน้าเห็นด้วย เสียงกระซิบเริ่มเปลี่ยนเป็นเสียงร้องตำหนิ พวกมันรับไม่ได้กับการกระทำของโคอาล่า

ในที่สุดจิงโจ้หมดความอดทน มันกระโดดขึ้นสูง แล้วใช้ขาหลังอันทรงพลัง เตะใส่ตัวโคอาล่าที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้

ตุ้บ! โคอาล่าหลุดกระเด็นจากต้นไม้ ร่างของมันร่วงลงมากระแทกพื้น และนั่นคือวินาทีที่หางยาวของมันขาดหายไป

“ไม่นะ… หางของข้า!” โคอาล่ากรีดร้อง มันหันกลับไปมองเบื้องหลัง แต่สิ่งเดียวที่พบคือหางของมันที่ขาดจากร่างกาย

มันพยายามจะยกหางขึ้นมาและติดกลับเข้าไปที่ตัวเอง แต่มันไม่มีวันกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว

โคอาล่าทรุดตัวลงกับพื้น มันไม่สามารถวิ่งได้อีกต่อไป ขาของมันไม่มีแรงมากพอที่จะเคลื่อนที่อย่างอิสระเหมือนก่อน มันมองไปรอบ ๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีสัตว์ตัวไหนกล้าเข้าใกล้

“ข้าไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้… ข้าแค่กลัว…” มันพึมพำกับตัวเอง

จิงโจ้มองโคอาล่าที่กำลังร้องไห้ แต่มันไม่ได้รู้สึกสงสารเลย เพราะโคอาล่าไม่ได้สูญเสียหางเพราะโชคร้าย แต่มันต้องรับผลจากการกระทำของตัวเอง “นี่คือสิ่งที่เจ้าเลือกเอง โคอาล่า”

ตั้งแต่นั้นมา โคอาล่าก็ไม่มีหางอีกเลย

เพราะมันไม่สามารถกระโดดหรือวิ่งได้อย่างเมื่อก่อน มันจึงต้องใช้ชีวิตอยู่บนต้นไม้แทน มันหลีกเลี่ยงการลงมายังพื้นดินเพื่อไม่ให้เผชิญกับอันตรายอีก

แต่ถึงแม้มันจะสามารถเอาตัวรอดได้ มันก็ไม่เคยได้รับความไว้วางใจจากสัตว์ตัวอื่น ๆ อีกเลย ไม่มีใครลืมว่าครั้งหนึ่ง โคอาล่าเคยเป็นสัตว์ที่เห็นแก่ตัว

ตำนานนี้ถูกเล่าขานมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อเตือนใจว่าความโลภและการเอาเปรียบผู้อื่นอาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ไม่มีวันย้อนคืนได้

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องโคอาล่าเสียหางไปได้อย่างไร 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความโลภและความเห็นแก่ตัวอาจให้ผลตอบแทนในระยะสั้น แต่สุดท้ายจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ไม่อาจแก้ไขได้ โคอาล่าเลือกที่จะเอาประโยชน์เข้าตัว โดยไม่สนว่าการกระทำของมันจะส่งผลกระทบต่อผู้อื่นอย่างไร และเมื่อถึงเวลารับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำลงไป มันก็ต้องสูญเสียบางสิ่งที่ไม่สามารถเรียกคืนได้

มันยังเตือนว่า มิตรภาพและความไว้วางใจเป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้ เพราะเมื่อสูญเสียไปแล้ว ไม่มีทางย้อนกลับมาได้อีก โคอาล่าไม่ได้สูญเสียแค่หางของมัน แต่ยังสูญเสียความน่าเชื่อถือจากสัตว์อื่น ๆ ไปตลอดกาล สิ่งที่มันทำไว้ยังคงเป็นบทเรียนที่ถูกเล่าต่อกันมา เพื่อเตือนให้ทุกคนรู้ว่า ความเห็นแก่ตัวอาจทำให้เรารอดในวันนี้ แต่จะทำให้เราโดดเดี่ยวในวันข้างหน้า

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องโคอาล่าเสียหางไปได้อย่างไร? (อังกฤษ: The Koala Lost Its Tail) เป็นตำนานพื้นบ้านของชาวอะบอริจินออสเตรเลียที่เล่าขานกันมาหลายชั่วอายุคน เพื่ออธิบายว่าทำไมโคอาล่าจึงไม่มีหางเหมือนสัตว์อื่น ๆ ตำนานนี้มีรากฐานมาจาก The Dreamtime หรือยุคแห่งความฝัน ซึ่งเป็นความเชื่อดั้งเดิมของชาวอะบอริจินเกี่ยวกับจุดกำเนิดของโลกและการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง

ชาวอะบอริจินเชื่อว่าในยุคแห่งความฝัน สัตว์ทุกตัวไม่ได้มีรูปร่างหรือพฤติกรรมเหมือนในปัจจุบัน แต่พวกมันค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น นิทานเรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องเล่าที่อธิบายว่า ทำไมโคอาล่าซึ่งเคยมีหางยาว จึงสูญเสียมันไปและกลายเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่บนต้นไม้

เรื่องราวนี้ยังสะท้อนค่านิยมของชาวอะบอริจินเกี่ยวกับความขยันหมั่นเพียร ความซื่อสัตย์ และผลลัพธ์ของการกระทำ พวกเขาใช้ตำนานนี้เป็นคำเตือนสำหรับเด็ก ๆ และชุมชนว่าความเห็นแก่ตัวและการเอาเปรียบผู้อื่นอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่สามารถแก้ไขได้

นิทานเรื่องนี้ถูกถ่ายทอดผ่านการบอกเล่า ปรากฏในศิลปะพื้นเมือง และยังคงเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของชาวอะบอริจินมาจนถึงปัจจุบัน

“ความโลภอาจให้เจ้าทุกสิ่งในวันนี้ แต่จะพรากสิ่งที่ไม่มีวันได้คืนไปตลอดกาล”

นิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องจิงโจ้ได้กระเป๋าหน้าท้องมาอย่างไร?

ในยุคแห่งความฝัน เมื่อโลกยังคงเปลี่ยนแปลงและทุกสรรพสิ่งยังไม่มีรูปร่างที่แน่นอน สัตว์ต่าง ๆ ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายท่ามกลางทุ่งหญ้าและป่าไม้ พวกมันต่างเดินทางไปตามสายน้ำและผืนดินกว้างใหญ่ โดยไม่มีสิ่งใดพิเศษกว่ากัน

ท่ามกลางผืนป่าอันร้อนระอุ มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากออสเตรเลีย ถึงมารดาผู้หนึ่งที่รักและปกป้องลูกของเธอสุดหัวใจ เธอไม่เคยลังเลที่จะเสียสละเพื่อให้ลูกปลอดภัย แต่ในโลกที่เต็มไปด้วยนักล่าและภัยร้ายที่ซ่อนอยู่ บางครั้งความรักเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะปกป้องทุกสิ่ง… กับนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องจิงโจ้ได้กระเป๋าหน้าท้องมาอย่างไร?

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องจิงโจ้ได้กระเป๋าหน้าท้องมาอย่างไร

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องจิงโจ้ได้กระเป๋าหน้าท้องมาอย่างไร?

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยุคแห่งความฝัน (The Dreamtime) ทุกสิ่งบนโลกยังคงเปลี่ยนแปลง สัตว์ทุกตัวมีรูปร่างคล้ายกัน ไม่มีใครมีถุงหน้าท้อง ไม่เว้นแม้แต่จิงโจ้

กลางทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ แม่จิงโจ้ตัวหนึ่งอาศัยอยู่กับลูกน้อยของเธอ นางเป็นสัตว์ที่อ่อนโยนและเปี่ยมด้วยความเมตตา ลูกจิงโจ้กระโดดไปมาใกล้ ๆ คอยติดตามแม่ของมันเสมอ

วันหนึ่ง ขณะที่พวกเขาเดินทางไปหาน้ำ แม่จิงโจ้หยุดลงทันทีเมื่อเห็นบางสิ่งขวางทาง ชายชราตาบอดคนหนึ่งนั่งอยู่เพียงลำพังบนพื้นดิน ผิวของเขาแห้งกร้านด้วยแดดทะเลทราย และริมฝีปากแตกระแหงจากความกระหาย

“โอ ท่านลำบากเพียงใด” แม่จิงโจ้พึมพำ ก่อนจะหันมาหาลูกน้อย “เราต้องช่วยเขา ลูกของข้า”

นางเข้าไปใกล้ชายชรา ค่อย ๆ ใช้จมูกดุนเขาเบา ๆ เพื่อบอกให้รู้ว่ามีคนอยู่ใกล้

“ท่านมองไม่เห็น ข้าจะนำทางไปยังบ่อน้ำเอง” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

ชายชราขอบคุณแม่จิงโจ้ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นและจับขนของเธอไว้ แม่จิงโจ้เดินนำหน้าไปอย่างระมัดระวัง ค่อย ๆ พาเขาไปยังแอ่งน้ำที่อยู่ไม่ไกล

เมื่อถึงที่หมาย ชายชราตักน้ำขึ้นดื่ม ลมหายใจของเขาเริ่มสงบลง สีหน้าดีขึ้น เขายิ้มและกล่าว “เจ้ามีจิตใจงดงามเหลือเกิน ขอให้พรแห่งดินแดนนี้คุ้มครองเจ้า”

แม่จิงโจ้เพียงแต่ยิ้มอ่อน ๆ ก่อนจะก้มลงมองลูกน้อยที่เกาะติดอยู่ใกล้ ๆ “ไปกันเถิดลูกของข้า ฟ้ายังสว่าง เราต้องเดินทางต่อ”

ขณะที่แม่จิงโจ้พาลูกเดินผ่านพุ่มไม้แห้งกรอบ กลิ่นบางอย่างลอยมากับสายลม กลิ่นของนักล่า

เธอหยุดชะงัก ลมหายใจของเธอหนักขึ้น ขนบนหลังของเธอลุกชัน “ลูกของข้า จงอยู่ใกล้ ๆ อย่าห่างจากแม่เด็ดขาด” นางกระซิบเบา ๆ

แววตาสีเหลืองเจิดจ้าปรากฏขึ้นหลังพุ่มไม้ดิงโก (Dingo) สุนัขป่าของออสเตรเลีย กำลังซุ่มมอง

มันหิวโซ ขาหลังเกร็งพร้อมพุ่งตัวออกไป มันเห็นเป้าหมายชัดเจนนั่นคือ… ลูกจิงโจ้

แม่จิงโจ้ก้าวถอยหลัง บังลูกของเธอไว้ขณะที่ดิงโกขยับเข้ามาใกล้

“เจ้าหนีไม่พ้นหรอก แม่จิงโจ้… ส่งลูกของเจ้ามาให้ข้าเถอะ!” ดิงโกคำราม

“ไม่มีวัน!” แม่จิงโจ้ตอบเสียงแข็ง

ทันใดนั้นเอง ดิงโกพุ่งเข้าจู่โจม!

แม่จิงโจ้กระโดดหนีอย่างรวดเร็ว เธอใช้ขาหลังอันแข็งแรงถีบตัวขึ้นไปในอากาศ ทว่าลูกจิงโจ้ยังเล็กเกินไปและไม่สามารถกระโดดได้ไกลเท่าเธอ

“ลูกของข้า เร็วเข้า! เกาะแม่ไว้!” ลูกจิงโจ้พยายามกระโดดตามแต่ไม่ทัน ดิงโกไล่ตามมาอย่างรวดเร็ว แม่จิงโจ้หันกลับไป ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น

เธอไม่สนใจตัวเองแล้ว สิ่งเดียวที่เธอต้องทำคือ ปกป้องลูกของเธอให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของนักล่า

ขณะนั้นเอง เทพเจ้าไบอามี (Baiame) ซึ่งเฝ้าดูเหตุการณ์อยู่จากท้องฟ้า ได้เห็นถึงความรักและความเสียสละของแม่จิงโจ้ พระองค์ทรงตัดสินใจมอบของขวัญที่ไม่มีสัตว์ตัวใดเคยมีมาก่อนให้กับนาง…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องจิงโจ้ได้กระเป๋าหน้าท้องมาอย่างไร 2

ขณะที่แม่จิงโจ้พยายามพาลูกหนีจากดิงโก เทพเจ้าไบอามี (Baiame) เฝ้ามองจากท้องฟ้าด้วยสายตาแห่งความเมตตา พระองค์เห็นว่าแม่จิงโจ้ทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องลูกของเธอโดยไม่คำนึงถึงอันตรายต่อตัวเอง

“ความรักและความเสียสละนี้ควรได้รับรางวัล” พระองค์กล่าวเบา ๆ ก่อนที่แสงสีทองจะส่องลงมายังแม่จิงโจ้

ทันใดนั้น แม่จิงโจ้รู้สึกถึงบางสิ่งแปลกประหลาดเกิดขึ้นกับร่างกายของเธอ ลมอุ่นพัดผ่าน ผิวหนังบริเวณท้องของเธอค่อย ๆ ขยายออกจนกลายเป็น ถุงหน้าท้องที่อบอุ่นและปลอดภัย

เธอมองลงด้วยความตกใจ “นี่มัน… อะไรกัน?”

แต่เธอไม่มีเวลาคิดนาน ดิงโกยังคงตามไล่ล่า เธอหันกลับไปหาลูกของเธอที่กำลังสั่นด้วยความกลัว

“เร็วเข้า ลูกของข้า!”

ลูกจิงโจ้มองแม่อย่างงุนงง ก่อนที่เธอจะใช้ปากของเธอ gently ดุนเขาเข้าไปในถุงหน้าท้อง เมื่อลูกจิงโจ้เข้าไปข้างใน แม่จิงโจ้รู้สึกได้ว่าร่างกายของเขาอบอุ่นและปลอดภัย

ดิงโกพุ่งเข้ามาหมายจะตะครุบ แต่คราวนี้แม่จิงโจ้สามารถกระโดดได้อย่างอิสระ ไม่ต้องกังวลว่าลูกของเธอจะตามไม่ทัน

เธอใช้ขาหลังถีบตัวขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ข้ามก้อนหินและพุ่มไม้ ดิงโกพยายามไล่ตาม แต่แม่จิงโจ้เร็วกว่าที่เคยเป็น เธอสามารถเปลี่ยนทิศทางได้อย่างคล่องตัวโดยไม่ต้องหยุด

“ข้าไม่เคยรู้สึกว่องไวขนาดนี้มาก่อน!”

ในที่สุด ดิงโกก็ยอมแพ้ มันยืนหอบอยู่กลางทุ่งหญ้า มองดูแม่จิงโจ้ที่กระโดดลับหายไปในพุ่มไม้

เมื่อแม่จิงโจ้รู้ว่าปลอดภัยแล้ว เธอหยุดพักใต้ต้นไม้ใหญ่ เธอก้มลงมองลูกของเธอที่กำลังซุกตัวอย่างอบอุ่นอยู่ในถุง

“เจ้าปลอดภัยแล้ว ลูกของข้า” เธอกระซิบอย่างอ่อนโยน

ขณะเดียวกัน เสียงอ่อนโยนของเทพเจ้าไบอามีดังขึ้นมาจากสายลม “เจ้ามีจิตใจที่ดีงามและกล้าหาญ นี่คือของขวัญที่ข้ามอบให้เจ้าและลูกหลานของเจ้า เพื่อให้เจ้าสามารถปกป้องพวกเขาได้เสมอ”

แม่จิงโจ้ก้มศีรษะด้วยความซาบซึ้ง “ข้าขอบคุณท่าน ด้วยของขวัญนี้ ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้ลูกต้องตกอยู่ในอันตรายอีก”

ตั้งแต่นั้นมาจิงโจ้ทุกตัวก็เกิดมาพร้อมถุงหน้าท้อง เพื่อให้แม่สามารถปกป้องลูกของพวกมันจากอันตรายของโลกกว้าง

ตำนานนี้ถูกเล่าขานต่อไปในหมู่ชาวอะบอริจิน เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเมตตา ความเสียสละ และรางวัลที่มาจากการทำความดี

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องจิงโจ้ได้กระเป๋าหน้าท้องมาอย่างไร 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความรักและความเสียสละของแม่คือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แม่จิงโจ้ไม่ลังเลที่จะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูกของเธอ แม้ต้องเผชิญกับอันตราย

มันยังสอนว่าความเมตตาและการช่วยเหลือผู้อื่นจะนำมาซึ่งรางวัลที่ยิ่งใหญ่ แม่จิงโจ้ไม่ได้เพียงแค่ห่วงลูกของตัวเอง แต่ยังมีเมตตาต่อชายชราตาบอด และสุดท้าย เธอได้รับสิ่งที่ช่วยให้เธอปกป้องลูกได้ดียิ่งขึ้น

สุดท้าย นิทานเรื่องนี้สะท้อนว่าผู้ที่มีจิตใจดีงามและกล้าหาญ จะได้รับพรจากสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง ไม่ใช่เพราะคาดหวังสิ่งตอบแทน แต่เพราะความดีนั้นมีพลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตไปตลอดกาล

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องจิงโจ้ได้กระเป๋าหน้าท้องมาอย่างไร? (อังกฤษ: The Kangaroo Got Its Pouch) เป็นตำนานพื้นบ้านของชาวอะบอริจินออสเตรเลียที่เล่าถึงต้นกำเนิดของถุงหน้าท้องของจิงโจ้ ซึ่งเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของประเทศ นิทานเรื่องนี้มีรากฐานมาจาก The Dreamtime หรือ ยุคแห่งความฝัน ซึ่งเป็นแนวคิดทางจิตวิญญาณของชาวอะบอริจินที่เชื่อว่าโลกในอดีตยังไม่สมบูรณ์ และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ได้รับรูปร่างและคุณลักษณะเฉพาะตัวผ่านเหตุการณ์สำคัญ

เรื่องราวของแม่จิงโจ้ที่ช่วยเหลือชายชราตาบอดและต่อสู้เพื่อปกป้องลูกของเธอสะท้อนถึงคุณค่าของความเมตตาและความเสียสละ ซึ่งเป็นหลักศีลธรรมสำคัญในวัฒนธรรมอะบอริจิน พวกเขาเชื่อว่าธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตทุกชนิดเชื่อมโยงกัน และการทำความดีจะนำมาซึ่งพรหรือรางวัลในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ตำนานนี้จึงเป็นทั้งคำอธิบายทางตำนานเกี่ยวกับที่มาของถุงหน้าท้องของจิงโจ้ และเป็นเรื่องเล่าที่ถ่ายทอดบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับคุณธรรม

นิทานเรื่องนี้ถูกถ่ายทอดผ่านการบอกเล่าปากต่อปาก ศิลปะพื้นเมือง และเพลงของชาวอะบอริจินมาเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน ปัจจุบันยังคงได้รับการเล่าให้เด็ก ๆ ฟังในออสเตรเลีย เพื่อสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมและคุณค่าทางจริยธรรมของบรรพบุรุษ

“ความเมตตาอาจไม่ได้ให้สิ่งที่เราคาดหวัง แต่จะมอบสิ่งที่เราจำเป็นต้องมีเสมอ”

นิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานมาวอิ (Maui)

ในยุคที่โลกยังเต็มไปด้วยความลึกลับและพลังแห่งธรรมชาติยังไม่ถูกควบคุม ผู้คนต้องต่อสู้กับความมืด มหาสมุทรที่ไร้ขอบเขต และกฎเกณฑ์ที่ไม่มีใครอาจฝ่าฝืน แต่ในหมู่มนุษย์เหล่านั้น มีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากแผ่นดินนิวซีแลนด์ โดยมีผู้หนึ่งที่ไม่เคยยอมจำนนต่อสิ่งใด เขาท้าทายท้องฟ้า ต่อสู้กับทะเล และแม้แต่ขโมยพลังจากเทพเจ้า

มาวอิมนุษย์กึ่งเทพผู้ฉลาดแกมโกง คือชื่อที่โลกต้องจารึก เขาคือผู้เปลี่ยนวิถีแห่งกลางวัน วาดแผ่นดินขึ้นจากทะเล และแม้แต่เผชิญหน้ากับความตาย แต่แม้เขาจะเอาชนะทุกสิ่งได้ เรื่องราวของเขากลับจบลงด้วยสิ่งที่ไม่มีใครหนีพ้น… กับนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานมาวอิ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานมาวอิ

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานมาวอิ มนุษย์กึ่งเทพ (Maui)

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในดินแดนแห่งท้องฟ้าและทะเล เทพธิดานามว่า ทารังกา (Taranga) ให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง ทว่าเด็กคนนี้เกิดมาไม่สมบูรณ์ ร่างกายของเขาอ่อนแอและเล็กจนผิดธรรมชาติ ด้วยความเสียใจ ทารังกาจึงห่อร่างของเขาด้วยปอยผมของเธอ และปล่อยให้เขาล่องลอยไปในทะเล

แต่เด็กคนนี้มิได้จมหายไป เทพแห่งท้องทะเล ทังกาโรอา (Tangaroa) เห็นเด็กทารกลอยมากับกระแสน้ำและตัดสินใจช่วยชีวิตเขา เทพเจ้าประทานพลังเวทมนตร์ให้แก่เด็กน้อย และเลี้ยงดูเขาจนเติบโตแข็งแกร่ง

เมื่อมาวอิเข้าใจพลังของตนเองแล้ว เขาตัดสินใจเดินทางกลับไปหาครอบครัวเดิมของเขา เมื่อลงเหยียบพื้นดิน เขาพบว่ามารดาของเขายังคงอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน ทารังกาตกใจที่เห็นบุตรชายที่เธอเคยทอดทิ้งยังมีชีวิตอยู่ แต่เมื่อเธอได้ฟังเรื่องราวของเขา เธอก็โอบกอดเขาด้วยความยินดี

ทว่า พี่ชายของมาวอิกลับไม่ต้อนรับเขา “เจ้าไม่ใช่พี่น้องของเรา เจ้าเป็นแค่เงาที่ไม่ควรมีตัวตน!” พวกเขาหัวเราะเยาะและท้าทายให้เขาพิสูจน์ตนเอง

มาวอิรู้ว่าการเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาจะไม่มีวันทำให้พวกพี่ชายยอมรับ เขาจึงเริ่มใช้พลังเวทมนตร์เพื่อทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนร่างเป็นนก อินทรี หรือแม้แต่ปล่อยเงาของเขาออกมาเดินได้อย่างอิสระ

พี่ชายของเขาเริ่มหวาดหวั่น และยอมรับว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่เด็กธรรมดา “เจ้าอาจเป็นน้องของพวกเรา… แต่เจ้าจะทำอะไรได้มากกว่านี้หรือไม่?” มาวอิยิ้มอย่างมั่นใจ เพราะเขารู้ว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสิ่งยิ่งใหญ่ที่เขากำลังจะทำ

ไม่นานนัก มาวอิสังเกตเห็นว่าผู้คนในเผ่าของเขามีชีวิตที่ยากลำบาก พระอาทิตย์ (Tama-nui-te-rā) เคลื่อนที่เร็วเกินไป ทำให้กลางวันสั้น ผู้คนแทบไม่มีเวลาเพียงพอในการล่าสัตว์ ปลูกพืช หรือทำงานอื่น ๆ

ชาวบ้านพากันบ่น “เราตื่นขึ้นมาไม่ทันไร พระอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าเสียแล้ว!”

พี่ชายของมาวอิยักไหล่และถอนหายใจ “ไม่มีใครทำอะไรได้หรอก มันเป็นเช่นนี้มาตลอด”

แต่มาวอิคิดต่างออกไป “ถ้าไม่มีใครทำ ข้าจะเป็นคนทำเอง”

เขาประกาศแผนการที่จะจับพระอาทิตย์และบังคับให้มันเคลื่อนที่ช้าลง ทุกคนต่างหัวเราะเยาะเขา พี่ชายของเขาถามด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “เจ้าคิดจริงหรือว่าเจ้าจะหยุดพระอาทิตย์ได้?”

แต่เขาไม่สนใจคำสบประมาท มาวอิขอให้พวกพี่ชายช่วยกันถักเชือกวิเศษจากเส้นใยป่าน (flax ropes) เพื่อให้แข็งแรงพอที่จะจับดวงอาทิตย์ได้ แม้พวกพี่ชายจะสงสัย แต่พวกเขาก็ช่วยเขาสร้างเชือกขึ้นมา

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว มาวอิและพวกพี่ชายเดินทางไปยังถ้ำทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นจุดที่พระอาทิตย์ขึ้นทุกเช้า พวกเขาขุดหลุมและวางกับดักรอบปากถ้ำ ก่อนจะซ่อนตัวรอเวลาที่พระอาทิตย์ปรากฏ

ในขณะที่ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีทองและขอบฟ้าเริ่มสว่างขึ้น มาวอิกำหมัดแน่น “เตรียมตัวให้ดี พี่น้องของข้า พระอาทิตย์จะเป็นของเราแล้ว!”

มาวอิและพี่ชายซ่อนตัวอยู่ใกล้ปากถ้ำ รอให้พระอาทิตย์ (Tama-nui-te-rā) ค่อย ๆ ลอยขึ้นจากขอบฟ้า พวกเขาถือเชือกวิเศษที่ทำจากเส้นใยป่านอย่างแน่นหนา หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น

เมื่อแสงแรกพุ่งออกมาจากถ้ำ มาวอิกระซิบ “อย่าเพิ่ง… รอให้มันออกมามากกว่านี้” พี่ชายของเขาจ้องมองด้วยความกังวล พวกเขาสัมผัสได้ถึงความร้อนที่แผ่กระจายไปทั่ว

พระอาทิตย์เริ่มขึ้นสูงขึ้น มาวอิตะโกน “ตอนนี้ละ! ดึงให้สุดแรง!”

พี่ชายทั้งหมดกระชากเชือกพร้อมกัน เชือกวิเศษรัดรอบตัวพระอาทิตย์ทันที พระอาทิตย์ร้องคำรามด้วยความโกรธ พลุ่งพล่านไปด้วยเปลวไฟ พยายามดิ้นรนให้หลุดจากพันธนาการ แสงอันร้อนแรงทำให้พวกเขาแทบยืนไม่ไหว แต่พวกเขายังคงยื้อเชือกไว้แน่น

พระอาทิตย์ตะโกนออกมา “เจ้ากล้าท้าทายข้าหรือ?”

แต่มาวอิไม่ตอบ เขาหยิบขากรรไกรวิเศษ (magic jawbone) ที่ได้รับมาจากบรรพบุรุษของเขา แล้วกระโดดขึ้นฟาดพระอาทิตย์อย่างแรง “เจ้าต้องหยุดเร่งรีบเช่นนี้! มนุษย์ต้องการเวลาใช้ชีวิต! ถ้าเจ้าไม่ยอม ข้าจะทำให้เจ้าสิ้นแรง!”

พระอาทิตย์ส่งเสียงคำรามด้วยความเจ็บปวด เปลวไฟของมันเริ่มอ่อนกำลังลง มาวอิฟาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุด พระอาทิตย์หยุดดิ้น และแสงของมันก็ลดลง

พี่ชายของมาวอิหอบหายใจและมองดูพระอาทิตย์ที่อ่อนแรงลง “มัน… มันได้ผลจริง ๆ!”

พระอาทิตย์ครางเบา ๆ “พอแล้ว… ข้าจะเดินทางช้าลง ข้าสัญญา…”

มาวอิยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะค่อย ๆ คลายเชือกออก

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานมาวอิ 2

หลังจากที่มาวอิทำให้กลางวันยาวขึ้นโดยจับพระอาทิตย์ได้สำเร็จ เขายังต้องการทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่อีกอย่างหนึ่งมอบแผ่นดินกว้างใหญ่ให้แก่มนุษย์

วันหนึ่ง มาวอิเห็นว่าผู้คนในเผ่าของเขาไม่มีที่ดินมากพอสำหรับล่าสัตว์และทำการเกษตร เขาจึงตัดสินใจใช้พลังเวทมนตร์ของเขาเพื่อนำแผ่นดินใหม่ขึ้นมาจากทะเล

“ข้าจะตกปลาที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา” มาวอิกล่าวกับพี่ชายของเขา

เขานำเบ็ดตกปลาวิเศษ (magic fishing hook) ซึ่งทำจากกระดูกของบรรพบุรุษ และออกเดินทางกับพี่ชายของเขาในเรือแคนนูขนาดใหญ่ พวกเขาพายเรือออกไปไกลจากชายฝั่งจนถึงมหาสมุทรลึก

มาวอิร่ายคาถาและเหวี่ยงเบ็ดลงไปในทะเล เงียบ… ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในตอนแรก

แต่แล้ว อยู่ ๆ เชือกก็ดึงตึงขึ้นมา แรงต้านมหาศาลทำให้เรือแทบคว่ำ พี่ชายของเขาตะโกน “เจ้ากำลังตกปลาหรือดึงท้องทะเลขึ้นมากันแน่!?”

“ข้าไม่ได้ตกปลา แต่ข้ากำลังดึงแผ่นดินขึ้นมา!” มาวอิใช้พลังทั้งหมดของเขาดึงเชือกขึ้นมา ท้องทะเลสั่นสะเทือน คลื่นสูงซัดกระหน่ำ ฟองน้ำปะทุขึ้นมาจากใต้พื้นสมุทร พี่ชายของเขาจ้องมองด้วยความตกตะลึง

แล้วแผ่นดินขนาดมหึมาก็ค่อย ๆ โผล่ขึ้นจากน้ำ “ดูสิ! เรามีดินแดนใหม่แล้ว!”

พี่ชายของมาวอิไม่อาจอดทนรอได้ พวกเขารีบพายเรือเข้าไปยังแผ่นดินใหม่นั้น และเริ่มตัดแบ่ง ดินแดนอันราบเรียบค่อย ๆ ถูกเปลี่ยนเป็นภูเขาสูง หุบเขาลึก และแม่น้ำคดเคี้ยว

มาวอิมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความผิดหวัง “ถ้าพวกเจ้าอดทน ข้าจะทำให้แผ่นดินนี้ราบเรียบและสมบูรณ์… แต่บัดนี้ พวกเจ้าได้สร้างรอยแผลให้มันไปตลอดกาล”

และแผ่นดินใหม่นั้นก็คือนิวซีแลนด์ (Aotearoa) ซึ่งยังคงมีภูมิประเทศเต็มไปด้วยภูเขาและหุบเขาจนถึงทุกวันนี้

หลังจากทำให้โลกเปลี่ยนไปหลายครั้ง มาวอิก็เริ่มคิดถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทำให้มนุษย์เป็นอมตะ “แม้ข้าจะสร้างแผ่นดินให้พวกเขา และมอบกลางวันที่ยาวขึ้น… แต่หากพวกเขายังคงต้องตาย ทุกสิ่งที่ข้าทำก็ไร้ค่า”

มาวอิรู้ว่ามีเพียงสิ่งเดียวที่ขวางกั้นมนุษย์จากชีวิตนิรันดร์ ฮิเน-นุย-เต-โป (Hine-nui-te-pō) เทพีแห่งความตาย นางคือผู้ที่ควบคุมชะตากรรมของทุกชีวิต ตั้งแต่วันเกิดจนถึงวันสุดท้าย

บรรพบุรุษของเขาเล่าว่า ฮิเน-นุย-เต-โปมีรูปร่างงดงาม แต่มีดวงตาที่ส่องประกายเหมือนอัคคี และมีริมฝีปากที่สามารถบดขยี้ทุกสิ่งให้หายไปในความมืด “ถ้าข้าสามารถทำลายหัวใจของนางได้ มนุษย์จะไม่มีวันตายอีกต่อไป” มาวอิตัดสินใจ “ข้าจะขโมยความตายจากเงื้อมมือของนาง!”

คืนหนึ่ง มาวอิเดินทางไปยังปากทางแห่งยมโลก (the underworld) ที่ซึ่งเทพีฮิเน-นุย-เต-โปหลับใหล ร่างของนางทอดยาวอยู่ใต้แสงดาว เรือนผมของนางไหลลงมาราวกับแม่น้ำ ดวงตาของนางปิดสนิท

มาวอิหยุดยืนมอง ก่อนจะเหลือบไปเห็นสหายของเขาฝูงนกที่ติดตามเขามาเสมอ “จงเฝ้าดูข้า นี่จะเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของข้า!”

เขาค่อย ๆ แปลงร่างเป็นหนอนตัวเล็ก คืบคลานเข้าไปตามร่างของเทพี จุดหมายปลายทางของเขาคือหัวใจของนาง เขาต้องเข้าไปทางปากของนางและทำลายมันจากภายใน

บรรพบุรุษเคยกล่าวว่า เทพีแห่งความตายมีร่างกายที่เงียบสงบเหมือนกลางคืน แต่เมื่อเธอตื่นขึ้นมา นางจะกลายเป็นพายุที่ไม่มีใครสามารถหนีรอด

มาวอิคืบคลานเข้าไปช้า ๆ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น เทพียังคงหลับใหล ไม่มีอะไรผิดพลาด… แต่ทันใดนั้นเอง!

เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากเบื้องบน “แฮ่ ๆ ๆ!”

นกที่ติดตามมาวอิอดหัวเราะไม่ได้ พวกมันมองเห็นภาพที่แปลกประหลาด มาวอิ มนุษย์กึ่งเทพผู้ยิ่งใหญ่ กำลังคลานเข้าไปในร่างของเทพีแห่งความตาย ราวกับหนอนตัวเล็ก ๆ!

เสียงหัวเราะดังขึ้นอีก ดวงตาของฮิเน-นุย-เต-โปพลันเปิดออก!

แสงสีแดงเพลิงสาดออกมาจากดวงตาของนาง ท้องฟ้าสั่นสะเทือน ลมพายุพัดกระหน่ำ เทพีแห่งความตายตระหนักว่ามีผู้บุกรุกอยู่ในร่างของนาง “เจ้ากล้าท้าทายข้าหรือ มาวอิ?”

ก่อนที่มาวอิจะทำอะไรได้ ริมฝีปากของเทพีก็ปิดลง บดขยี้เขาในพริบตา

นกที่เหลือกระพือปีกหนีไปด้วยความหวาดกลัว เสียงกึกก้องของพายุแห่งยมโลกสั่นสะเทือนไปทั่ว

และตั้งแต่นั้นมา… มนุษย์ก็ต้องตาย ไม่มีใครสามารถหลบหนีชะตากรรมนี้ได้อีกต่อไป

มาวอิ ผู้ที่เปลี่ยนแปลงโลกมากมาย พ่ายแพ้ต่อความตาย และสิ่งที่เขาหวังจะทำให้หายไป กลับกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ตลอดกาล

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานมาวอิ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… แม้แต่ผู้ที่กล้าหาญและทรงพลังที่สุดก็มีขีดจำกัด มาวอิสามารถเปลี่ยนแปลงโลก ทำให้กลางวันยาวขึ้น สร้างแผ่นดินใหม่ และพิชิตพลังแห่งธรรมชาติ แต่สุดท้ายเขาก็พ่ายแพ้ต่อสิ่งที่ไม่มีใครหลบหนีได้ความตาย

มันยังเตือนให้เรารู้ว่าความหยิ่งทะนงและการท้าทายกฎแห่งธรรมชาติอาจนำไปสู่หายนะ มาวอิเชื่อว่าเขาสามารถควบคุมทุกสิ่งได้ แต่สุดท้ายกลับเป็นเขาเองที่ทำให้มนุษย์ต้องตายตลอดกาล

นอกจากนี้ เรื่องราวของเขายังสะท้อนว่าพลังและความสามารถไม่ได้ทำให้ใครเป็นอมตะ แต่การกระทำต่างหากที่หลงเหลืออยู่ แม้มาวอิจะตาย แต่สิ่งที่เขาทำยังคงอยู่กลางวันที่ยาวขึ้น แผ่นดินที่มนุษย์อาศัยอยู่ และตำนานที่เล่าขานมาจนถึงทุกวันนี้

สุดท้าย นิทานเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า ไม่มีใครสามารถเอาชนะทุกสิ่งได้ แม้แต่ฮีโร่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็ต้องมีจุดจบ แต่สิ่งสำคัญคือสิ่งที่เขาทิ้งไว้ให้โลก

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานมาวอิ มนุษย์กึ่งเทพ (อังกฤษ: The Legend of Maui) เป็นส่วนหนึ่งของตำนานพื้นเมืองของชาวเมารี (Māori) ในนิวซีแลนด์ และเป็นเรื่องราวสำคัญในตำนานของชนเผ่าโพลีนีเซียน (Polynesian Mythology) ที่แพร่หลายไปทั่วหมู่เกาะแปซิฟิก

มาวอิ (Maui) เป็นบุคคลกึ่งเทพ (demigod) ที่ได้รับการเล่าขานในตำนานของหลายชนเผ่า ตั้งแต่ฮาวาย (Hawaiian), ตาฮิติ (Tahitian), ซามัว (Samoan) ไปจนถึงเมารีของนิวซีแลนด์ (Māori of Aotearoa) โดยตำนานของเขามีความแตกต่างกันไปบ้างในแต่ละวัฒนธรรม แต่มีแก่นเรื่องคล้ายกัน—เขาเป็นนักเล่นกลอัจฉริยะที่มีพลังเหนือมนุษย์และท้าทายกฎของธรรมชาติ

ในตำนานของชาวเมารี มาวอิเป็นผู้ทำให้กลางวันยาวขึ้นโดยการจับพระอาทิตย์ (Tama-nui-te-rā), ดึงแผ่นดินนิวซีแลนด์ (Aotearoa) ขึ้นจากทะเล และพยายามขโมยความเป็นอมตะจากเทพีแห่งความตาย (Hine-nui-te-pō) แต่ล้มเหลว ทำให้มนุษย์ต้องตายตั้งแต่นั้นมา

เรื่องราวของมาวอิสะท้อนถึงความเป็นนักผจญภัยของชาวเมารี ซึ่งเป็นชนเผ่านักเดินเรือที่เดินทางข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกและตั้งรกรากในดินแดนใหม่ ตำนานของเขาจึงเป็นทั้งเรื่องเล่าเกี่ยวกับพลังของธรรมชาติและคำอธิบายเชิงตำนานเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางโลก เช่น กลางวันที่ยาวขึ้น การกำเนิดของนิวซีแลนด์ และเหตุผลที่มนุษย์ต้องตาย

ตำนานนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานมาวอิ ถูกเล่าขานผ่านปากต่อปากจากรุ่นสู่รุ่น โดยมีบทกวีและเพลงพื้นเมืองของชาวเมารีเป็นสื่อกลาง ก่อนที่จะถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรโดยนักสำรวจและนักมานุษยวิทยาตะวันตกในยุคอาณานิคม ปัจจุบัน ตำนานของมาวอิยังคงเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมเมารี และเป็นสัญลักษณ์ของภูมิปัญญา ความกล้าหาญ และขีดจำกัดของมนุษย์

“ผู้ที่กล้าท้าทายกฎแห่งโลก อาจเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้… ยกเว้นโชคชะตาของตนเอง”

นิทานพื้นบ้านไมโครนีเซียเรื่องตำนานต้นมะพร้าวต้นแรก

บนหมู่เกาะอันกว้างใหญ่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ผู้คนดำรงชีวิตอยู่ด้วยทรัพยากรจากท้องทะเลและพื้นดิน ทุกสิ่งที่พวกเขามีล้วนเป็นสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้ แต่ในช่วงเวลาหนึ่งของอดีต สิ่งสำคัญบางอย่างที่ผู้คนรู้จักกันดีในปัจจุบัน กลับยังไม่เคยมีอยู่มาก่อน

ในดินแดนแห่งหนึ่ง มีเรื่องเล่าขานตำนานนิทานพื้นบ้านสากลจากคนพื้นเมือง ณ ประเทศไมโครนีเซีย มีเด็กคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับรูปลักษณ์ที่แตกต่างจากคนทั่วไป การปรากฏตัวของเขาทำให้เกิดความหวาดกลัวและความลังเลใจในหมู่ผู้คน แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าเขาจะกลายเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนไปตลอดกาล กับนิทานพื้นบ้านไมโครนีเซียเรื่องตำนานต้นมะพร้าวต้นแรก

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไมโครนีเซียเรื่องตำนานต้นมะพร้าวต้นแรก

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไมโครนีเซียเรื่องตำนานต้นมะพร้าวต้นแรก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว บนเกาะไอลิงลับลับ (Ailinglaplap) หมู่เกาะแห่งนี้ไม่มีต้นไม้เลย ไม่มีใครเคยเห็นต้นไม้มาก่อน วันหนึ่ง หญิงชื่อลิโมคาเร (Limokare) ให้กำเนิดลูกชายคนหนึ่ง ทว่าทารกน้อยกลับมีรูปร่างแปลกประหลาด เขามีเพียงใบหน้าบนท้องกลม ๆ สีเขียว ไม่มีแขน ไม่มีขา

เมื่อพี่ชายของเขาเห็นก็รู้สึกอับอาย รีบตะโกนบอกแม่ว่า “ฆ่ามันซะ! ฆ่ามันซะ!”

ลิโมคาเรลังเล เธอหันไปถามหญิงคนอื่น ๆ ในหมู่บ้าน “ใครอธิบายได้บ้างว่าทำไมลูกของข้าถึงเกิดมาแปลกประหลาดและน่าเกลียดเช่นนี้? หรือเขาอาจเป็นเด็กวิญญาณที่จะนำภัยพิบัติมาสู่พวกเรา?”

ชาวบ้านพากันซุบซิบ ไม่มีใครเคยเห็นสิ่งมีชีวิตแบบนี้มาก่อน บางคนเห็นด้วยกับพี่ชายของเดโบลาร์ บางคนกลับนิ่งเงียบเพราะไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร

ขณะนั้นเดโบลาร์ เงยหน้าขึ้นมองมารดาของเขา ดวงตาของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความฉลาดและความเมตตา เมื่อเห็นเช่นนั้น หัวใจของลิโมคาเรก็อ่อนลง

“ข้าฆ่าเจ้าไม่ได้…” เธอพึมพำ ก่อนจะกอดลูกน้อยแนบอก

“บางครั้ง เมื่อมีใครบางคนเกิดมาโดยที่ผู้คนไม่เข้าใจ พวกเขามักถูกหัวเราะเยาะแทนที่จะได้รับการเห็นคุณค่า เติบโตเถิด เจ้าตัวกลมเล็ก ๆ แล้วให้ข้าได้เห็นว่าภายในเจ้ามีสิ่งใดซ่อนอยู่” เธอจึงเลี้ยงดูเดโบลาร์ต่อไป แม้ชาวบ้านจะมองด้วยสายตาสงสัย

ข่าวเรื่องเด็กประหลาดแพร่กระจายออกไปจนผู้คนจากทุกหมู่บ้านพากันมาดู พวกเขาสะกิดกัน กระซิบกระซาบ และบางคนก็หัวเราะ

พี่ชายของเดโบลาร์โกรธและยังคงยืนกราน “ก่อนที่สิ่งนี้จะนำความหายนะมา รีบฆ่ามันเสียเถอะ!”

แต่ลิโมคาเรเพียงส่ายหน้า เธอเฝ้าดูแลลูกชายของเธอด้วยความรัก เดโบลาร์ดูดดื่มน้ำนมของมารดาอย่างไม่รู้จักพอ วันแล้ววันเล่า ร่างของเขากลมขึ้นและมีสีเข้มขึ้น ท้องของเขาเต็มไปด้วยน้ำนมเสมอ ทว่าเขาไม่เคยเติบโตขึ้นเลย

วันหนึ่ง เดโบลาร์พูดกับแม่ของเขาว่า “ฝังข้าในทรายเถิดแม่”

ลิโมคาเรตกใจ เธออุ้มลูกไว้แน่นก่อนจะตอบกลับว่า “ฝังเจ้าหรือ? แต่เจ้าจะต้องตายนะ!”

“ไม่ ไม่หรอกแม่ ข้าจะไม่ตาย ฝังข้าไว้ในที่ร่ม และคอยนำน้ำใส ๆ มาให้ข้าดื่มทุกวัน” เขาตอบ

ลิโมคาเรมองลูกด้วยสายตาสงสัย “ฝังเจ้าไว้ทั้งเป็น? แม่จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร?”

เดโบลาร์ยิ้มบาง ๆ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “เพื่อให้ข้ามีชีวิต ข้าได้รับการหล่อเลี้ยงจากน้ำนมและความรักของแม่แล้ว แต่บัดนี้ ข้าต้องกินและดื่มจากแผ่นดิน และให้แสงอาทิตย์อบอุ่นข้า ข้าจะเติบโตและเอื้อมมือขึ้นไปสู่ก้อนเมฆ จนกระทั่งปลายนิ้วของข้าได้เต้นรำอยู่ในสายลม เมื่อนั้น ทุกส่วนของข้าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้คน”

ลิโมคาเรรู้สึกลังเล นี่คือลูกที่เธอรัก แต่เธอก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่แฝงอยู่ในคำพูดของเดโบลาร์ ในที่สุด เธอจึงตัดสินใจทำตามคำขอ

เธอขุดหลุมในที่ร่มแห่งหนึ่งและค่อย ๆ ฝังร่างกลม ๆ ของเดโบลาร์ลงไปในทราย จากนั้นเธอรดน้ำให้เขาทุกวัน เฝ้ารอด้วยความหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไมโครนีเซียเรื่องตำนานต้นมะพร้าวต้นแรก 2

ลิโมคาเรทำตามคำขอของลูก เธอขุดหลุมตื้น ๆ ในที่ร่มและค่อย ๆ ฝังร่างกลม ๆ ของเดโบลาร์ลงไปในทราย จากนั้นเธอรดน้ำให้เขาทุกวัน เช้าและเย็น เธอมองหาสัญญาณของการเปลี่ยนแปลง แต่หลายวันผ่านไป ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

เธอเริ่มสงสัยว่าเธออาจทำผิดพลาด บางทีเดโบลาร์อาจตายไปแล้วจริง ๆ แต่เธอยังคงทำตามคำขอของลูกต่อไป

จนกระทั่งเย็นวันหนึ่ง ขณะที่เธอกำลังเทน้ำลงบนผืนทราย เธอสังเกตเห็นบางสิ่งที่แตกต่างออกไปหน่อเล็ก ๆ สีเขียวโผล่ขึ้นมาจากพื้นทราย

เธออุทานด้วยความตื่นเต้น “ช่างงดงามเหลือเกิน… เจ้าเป็นลูกของข้าจริง ๆ หรือ?”

เธอเอื้อมมือไปแตะใบอ่อนที่เพิ่งโผล่ขึ้นมา มันยังบอบบางและอ่อนนุ่ม เธอตั้งชื่อให้มันว่าดริร์ – โจโจ (Drir-jojo) ซึ่งหมายถึง “หน่อไม้” (drir) และ “ปลาบิน” (jojo) เพราะมันงอกขึ้นจากทรายราวกับกำลังพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

ตั้งแต่นั้นมา ลิโมคาเรเฝ้าดูแลหน่อไม้นี้ด้วยความรัก เช่นเดียวกับที่เธอเคยดูแลเดโบลาร์ เธอยังคงรดน้ำทุกวัน และไม่นานนัก หน่อเล็ก ๆ ก็เติบโตขึ้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ ใบของมันเริ่มแผ่กว้างและไหวเอนตามสายลม คล้ายกับแขนที่กำลังเต้นรำ มันส่งเสียงซ่า ๆ ราวกับกำลังพูดคุยกับมารดาของมัน

หลายเดือนผ่านไป เดโบลาร์เติบโตเป็นต้นไม้ที่สูงตระหง่าน ลำต้นของมันแข็งแรงแต่ยืดหยุ่น ดั่งขาอันแข็งแรงของเด็ก ๆ บนเกาะ กิ่งก้านของมันแผ่ขยายออกไปทุกทิศทาง และบางครั้งมันก็ไหวเอนตามสายลมราวกับกำลังหัวเราะกับลิโมคาเร

ไม่นาน ต้นไม้ต้นนี้ก็ออกผลลูกกลม ๆ ที่มีเปลือกแข็งและน้ำข้างใน ชาวบ้านที่เคยหัวเราะเยาะเดโบลาร์พากันประหลาดใจ

ลิโมคาเรจ้องมองต้นไม้ด้วยความตื้นตันใจ เธอคิดถึงคำพูดสุดท้ายของเดโบลาร์ “ทุกส่วนของข้าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้คน”

เธอหันไปบอกชาวบ้านว่า “ทุกส่วนของต้นไม้นี้ล้วนเป็นประโยชน์ ผลของมันจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ บางผลเราจะนำไปปลูกต่อ บางผลเราจะกิน ใบของมันสามารถใช้สานเป็นเสื่อ ใบเรือ และหลังคา น้ำมันจากเนื้อของมันสามารถใช้ปรุงอาหารและปกป้องผิวพรรณ”

ชาวบ้านเริ่มทดลองใช้ต้นไม้นี้ พวกเขาพบว่าผลของมันสามารถกินได้ และน้ำข้างในช่วยดับกระหาย ใบของมันสามารถนำมาทำเป็นที่พักอาศัยและเครื่องใช้ต่าง ๆ ต้นไม้นี้ได้กลายเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิตของพวกเขา

ชาวบ้านจึงให้เกียรติและดูแลต้นไม้นี้ พวกเขาเรียกมันว่า “นิ” (Ni) ซึ่งหมายถึงต้นมะพร้าว

และนับแต่นั้นมาต้นมะพร้าว ก็กลายเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของผู้คนบนหมู่เกาะแปซิฟิก มันให้ร่มเงา ให้อาหาร และให้ทุกสิ่งที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตบนเกาะแห่งนี้

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไมโครนีเซียเรื่องตำนานต้นมะพร้าวต้นแรก 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… คุณค่าและศักยภาพของสิ่งหนึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปลักษณ์ภายนอกหรือความเข้าใจในช่วงแรก

เดโบลาร์เกิดมาด้วยรูปร่างที่ผิดแปลกไปจากสิ่งที่ผู้คนคุ้นเคย ทำให้เขาถูกดูถูกและถูกมองว่าไร้ประโยชน์ แม้แต่แม่ของเขาเองก็ยังลังเลว่าเขาควรมีชีวิตอยู่หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ลิโมคาเรเลือกที่จะเลี้ยงดูเขาด้วยความรักและความเชื่อมั่น จนกระทั่งในที่สุด เดโบลาร์ได้พิสูจน์ว่าตัวเขามีคุณค่าในแบบของตนเอง

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าคนหรือสิ่งใด ๆ ก็ตามอาจถูกมองข้ามหรือตัดสินจากรูปลักษณ์หรือแนวคิดแบบเดิม ๆ แต่หากได้รับโอกาส ได้รับการดูแล และได้เติบโตอย่างถูกต้อง ศักยภาพของสิ่งนั้นก็อาจเผยออกมาและกลายเป็นสิ่งสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้อื่นได้ เช่นเดียวกับต้นมะพร้าวที่เกิดจากเด็กประหลาดที่ถูกหัวเราะเยาะในตอนแรก แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นต้นไม้ที่มีประโยชน์มหาศาลแก่ผู้คน

นิทานเรื่องนี้ยังสอนให้เรา อดทนและให้เวลาแก่สิ่งที่ยังไม่ถูกเข้าใจ บางสิ่งต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผล บางครั้งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอาจเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ และต้องการความศรัทธาและความเพียรพยายาม เช่นเดียวกับลิโมคาเรที่รอคอยลูกของเธอเติบโตเป็นต้นไม้โดยไม่รู้แน่ชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ในที่สุด เรื่องราวของเดโบลาร์และต้นมะพร้าวยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ต้นไม้ที่มอบชีวิตให้กับผู้คน กำเนิดจากความรักของแม่ และกลายเป็นสัญลักษณ์ของการให้และความสมดุลระหว่างสิ่งมีชีวิตกับโลกใบนี้

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไมโครนีเซียเรื่องตำนานต้นมะพร้าวต้นแรก (อังกฤษ: The First Coconut Tree) นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานพื้นบ้านของชาวไมโครนีเซีย (Micronesia) ที่เล่าขานกันมายาวนานเกี่ยวกับการกำเนิดต้นมะพร้าว ซึ่งเป็นต้นไม้สำคัญของผู้คนบนหมู่เกาะแปซิฟิก

เรื่องราวสะท้อนความเชื่อดั้งเดิมของชาวเกาะที่ให้ความเคารพต่อธรรมชาติและมองว่าทุกสิ่งมีที่มาและคุณค่าในตัวเอง ตำนานนี้อธิบายว่าต้นมะพร้าวไม่ได้มีอยู่แต่แรก แต่เกิดขึ้นจากเดโบลาร์ เด็กที่ถูกมองว่าแปลกประหลาดและไร้ค่า แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คน

นิทานนี้สืบทอดผ่านการบอกเล่าปากต่อปากจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อสอนให้เด็ก ๆ หรือคนในชุมชนรู้จักให้โอกาส ยอมรับสิ่งที่แตกต่าง และเข้าใจว่าทุกสิ่งต้องใช้เวลาในการเติบโต ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรมชาติ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของวิถีชีวิตบนหมู่เกาะแปซิฟิก ยังมีนิทานพื้นบ้านที่คล้ายกันเกี่ยวกับการกำเนิดต้นมะพร้าวของชาวซามัวหรือแถบโพลินีเซียเรื่อง Sina and the Eel หญิงงามซีนากับปลาไหลวิเศษ

“อย่าตัดสินคุณค่าของสิ่งใดจากรูปลักษณ์หรือความเข้าใจเพียงชั่วครู่ เพราะบางสิ่งที่ถูกมองว่าไร้ค่า อาจเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงโลกในวันข้างหน้า”

นิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องตำนานนกเสียงหลอก

กลางป่าลึกที่ไม่มีใครกล้าย่างกราย มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากชนเผ่าพื้นเมืองของออสเตรเลีย ว่ามีเสียงแปลกประหลาดดังก้องไปทั่ว บางครั้งเป็นเสียงเด็กร้องไห้ บางครั้งเป็นเสียงหัวเราะของหญิงสาว บางครั้งเป็นเสียงชายชรากระซิบเบา ๆ ท่ามกลางสายลม

แต่เมื่อใครเดินเข้าไปหาเสียงเหล่านั้น… พวกเขาไม่เคยกลับออกมาอีกเลย ไม่มีใครรู้ว่าอะไรซ่อนตัวอยู่หลังเสียงเหล่านั้น จนกระทั่งวันหนึ่งมีผู้กล้าคนหนึ่งตัดสินใจเปิดโปงความจริง และสิ่งที่เขาค้นพบ… เป็นความลับดำมืดที่ไม่มีวันเลือนหาย กับนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องตำนานนกเสียงหลอก

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องตำนานนกเสียงหลอก

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องตำนานนกเสียงหลอก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าลึกที่ไม่มีใครกล้าย่างกราย มีสิ่งมีชีวิตที่สามารถเลียนเสียงของทุกสรรพสิ่ง นั่นคือวีดาห์ (Weedah วิญญาณที่มีรูปร่างคล้ายนก) มันไม่ได้เป็นเพียงนกธรรมดา แต่เป็นเจ้าแห่งกลอุบายและการหลอกลวง

แต่วีดาห์ไม่พอใจกับการอยู่ร่วมกับเผ่าอื่น มันต้องการครอบครองป่าทั้งหมด และวิธีที่มันเลือก… คือกำจัดทุกคนทีละคน

มันสร้างกระท่อมหญ้าปลอมมากกว่ายี่สิบหลัง จุดไฟหน้ากระท่อมทุกหลังให้ดูเหมือนมีคนอาศัยอยู่

จากนั้นมันก็เริ่มเล่นเกมแห่งเสียงหลอกลวงบางครั้งมันร้องไห้เหมือนเด็กทารก บางครั้งหัวเราะเหมือนหญิงสาว บางครั้งส่งเสียงเหมือนชายหนุ่มร้องเพลง หรือชายชราโอดครวญ

เสียงของมันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและแนบเนียน ราวกับว่ามีเผ่าพันธุ์มากมายอยู่ในค่ายนั้น

และแล้ว… เกมของมันก็เริ่มได้ผล

วันหนึ่งชายหนุ่มนักล่าคนหนึ่งเดินผ่านค่ายของวีดาห์ หลังจากการล่าสัตว์อันเหน็ดเหนื่อย เขากำลังมุ่งหน้ากลับหมู่บ้าน

แต่ทันใดนั้น… เสียงเด็กร้องไห้ ดังขึ้นจากค่ายเบื้องหน้า เขาหยุดเดิน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความสงสัย “ทำไมถึงมีเด็กอยู่ในป่าลึกเช่นนี้?”

จากนั้นเสียงหัวเราะของหญิงสาวดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงชายชราร้องเพลง เสียงพูดคุย เสียงร้องไห้ และเสียงโห่ร้องเหมือนงานเฉลิมฉลอง

มันเป็นเผ่าไหนกันแน่?

ความอยากรู้ครอบงำเขา เขาก้าวเข้าไปใกล้ค่ายนั้น แต่ทันทีที่เขาผ่านแนวต้นไม้ เสียงทุกอย่างพลันเงียบลง ตรงหน้าของเขา…

มีเพียงนกตัวหนึ่งยืนอยู่ลำพัง ข้างกองไฟที่ลุกโชน

“เจ้าเป็นใคร?” ชายหนุ่มถาม

วีดาห์เอียงคอเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงนุ่มนวล “ข้าคือนกตัวหนึ่ง… เจ้าได้ยินเสียงอะไรรึ?”

“ข้าได้ยินเสียงคนมากมาย… พวกเขาอยู่ที่ไหน?”

วีดาห์หัวเราะเบา ๆ “เจ้าคงหูแว่วไปเอง… บางทีเสียงลมน่าจะทำให้เจ้าคิดไปเอง”

ชายหนุ่มหันมองรอบ ๆ ทุกกระท่อมหญ้าว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงาของผู้คน “แต่ว่า ข้าแน่ใจว่าข้าได้ยิน!”

“เจ้าคงเหนื่อยเกินไป ลองหลับตาสักครู่สิ ฟังเพียงเสียงไฟที่ลุกไหม้…” วีดาห์พูดพลาง ค่อย ๆ นำชายหนุ่มขยับเข้าใกล้กองไฟ

เปลวไฟเต้นระบำ สาดเงาไหววูบไปทั่ว ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกสับสน เขาหลอนไปเองจริงหรือ?

วีดาห์พุ่งเข้าหาเขาด้วยความเร็วสายฟ้า! “ข้าจะทำให้เจ้ากลายเป็นเถ้าถ่าน เหมือนคนอื่น ๆ ที่เคยเข้ามาที่นี่!”

มันใช้ปากจับแขนของชายหนุ่ม เหวี่ยงร่างเข้าไปกลางกองไฟ!

เสียงกรีดร้องของเขาถูกเปลวไฟกลืนหายไป…

และนี่ ไม่ใช่ครั้งแรกที่วีดาห์ทำเช่นนี้ เถ้ากระดูกของผู้คนที่หายไป… ลอยไปพร้อมกับสายลม

แต่เผ่าอื่นยังไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น… และเกมของวีดาห์ก็ยังคงดำเนินต่อไป…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องตำนานนกเสียงหลอก 2

หลายเดือนผ่านไป คนในหมู่บ้านเริ่มหวาดกลัว ผู้คนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีใครกลับมา ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของศพ บางคนคิดว่าเป็นฝีมือของวิญญาณร้าย, บางคนคิดว่าเป็นคำสาปของป่า

แต่มีเพียงมุลยัน (Mullyan Eagle Hawk, นกอินทรีย์) ที่ไม่เชื่อเรื่องโชคลาง

เขาเฝ้าสังเกตและพบว่า ทุกคนที่หายไปล้วนมุ่งหน้าไปทางเดียวกัน… ทางที่นำไปสู่ค่ายลึกลับในป่า “ข้าจะเป็นคนเปิดโปงความจริงนี้เอง”

เขาออกเดินทาง ติดตามร่องรอยของญาติที่หายไป

และแล้ว… เขาก็ได้ยินเสียงบางอย่าง เสียงเด็กร้องไห้… เสียงหัวเราะของหญิงสาว… เสียงพูดคุยของผู้คน

หัวใจของอินทรีย์เต้นแรง เขาเข้าใกล้ค่ายลึกลับนั้น และเมื่อเขาก้าวเข้าไป… เสียงทั้งหมดเงียบลงในพริบตา

ตรงหน้าของมุลยัน มีเพียงนกตัวหนึ่งยืนอยู่ข้างกองไฟ

วีดาห์เอียงคอ ยิ้มเย็น แล้วพูดขึ้นว่า “เจ้าได้ยินเสียงอะไรรึ?”

“ข้าได้ยินเสียงผู้คนมากมาย” มุลยันตอบ “แต่ข้ามองเห็นเพียงเจ้าเท่านั้น”

วีดาห์หัวเราะเบา ๆ “บางทีเจ้าคงเหนื่อยมากไป ลองฟังเสียงของไฟที่ลุกไหม้สิ…” ขณะที่พูด มันค่อย ๆ ขยับเข้าหามุลยัน

แต่… มุลยันรู้ทัน! “ข้ารู้แล้วว่าเจ้าทำอะไรกับพวกเขา!” มุลยันตะโกน

เขามองไปรอบ ๆ เห็นกองเถ้าถ่านกระจัดกระจายอยู่ใต้เปลวไฟ นี่ไม่ใช่เถ้าธรรมดา… แต่มันคือเถ้าของเหยื่อที่ถูกเผาทั้งเป็น “เจ้าหลอกพวกเขาเข้ามา แล้วจับโยนเข้าไฟใช่ไหม?”

วีดาห์ยิ้มเย็น “หากข้าทำ เจ้าจะทำอะไรได้?”

ทันใดนั้น! วีดาห์พุ่งเข้าหามุลยัน หวังจะใช้แผนเดิมอีกครั้ง! แต่คราวนี้… มันเลือกเหยื่อผิดคน

มุลยันหลบอย่างรวดเร็ว ใช้กรงเล็บอันแข็งแกร่งตะครุบวีดาห์ไว้แน่น “เจ้าหลอกคนอื่นได้ แต่เจ้าจะไม่สามรถหลอกข้าได้!”

ด้วยพละกำลังมหาศาล เขายกวีดาห์ขึ้น แล้วเหวี่ยงมันเข้าไปในกองไฟแทน! เปลวไฟลุกโชนสูงขึ้น เสียงกรีดร้องของวีดาห์ดังสะท้อนไปทั่วป่า และแล้ว… เสียงระเบิดดังสนั่นคล้ายฟ้าผ่า!

หัวของวีดาห์แตกออก!

จากซากที่ถูกเผาไหม้ มีนกตัวหนึ่งบินออกมา

มันคือนกปรอดหัวโขน (Mocking Bird)

ตั้งแต่นั้นมา มันยังคงส่งเสียงเลียนแบบทุกสิ่งที่มันเคยได้ยิน เสียงร้องของเด็ก, เสียงหัวเราะของหญิงสาว, เสียงพูดคุยของชายหนุ่ม

ราวกับเป็นเงาของความหลอกลวงที่ไม่มีวันตาย

แม้ร่างของวีดาห์จะดับสูญไป… แต่เสียงของมันยังคงอยู่ตลอดกาล…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องตำนานนกเสียงหลอก 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “เล่ห์กลและการหลอกลวงอาจทำให้เจ้าก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด แต่เมื่อความจริงถูกเปิดเผย เจ้าจะไม่เหลืออะไรเลย แม้แต่ตัวตนของเจ้าเอง”

วีดาห์ใช้เสียงของตนเพื่อหลอกล่อผู้อื่น สร้างอาณาจักรแห่งการลวงตา แต่สุดท้ายกลับต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกับเหยื่อของมัน

การฉ้อฉลอาจได้เปรียบในช่วงแรก… แต่ไม่มีใครสามารถหนีจากความจริงได้ตลอดไป

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องตำนานนกเสียงหลอก (อังกฤษ: Weedah the mocking bird) มีต้นกำเนิดจากนิทานพื้นบ้านของชนพื้นเมืองออสเตรเลีย ซึ่งเล่าถึงวีดาห์ (Weedah) วิญญาณนกหรืออะไรซักอย่างที่มีความสามารถพิเศษในการเลียนเสียงทุกอย่าง และใช้มันเป็นเครื่องมือในการล่อลวงผู้อื่น

เรื่องราวนี้สะท้อนถึงความฉ้อฉลและผลกรรมของการใช้เล่ห์กลเพื่อเอาเปรียบผู้อื่น ในตำนานดั้งเดิม วีดาห์เป็นตัวละครลึกลับ ที่ค่อย ๆ สูญเสียตัวตนของตนเองในกองไฟ และเกิดใหม่เป็น นกที่ยังคงส่งเสียงเลียนแบบทุกอย่าง

ในหลายวัฒนธรรม นกที่เลียนเสียงได้ เช่น นกม็อกกิ้งเบิร์ด (Mockingbird) หรือนกปรอดหัวโขน มักถูกเชื่อมโยงกับความลวง ความหลอกล่อ และการเล่นกลเสียง จึงเป็นไปได้ว่านิทานเรื่องนี้มีรากฐานจากตำนานของชนเผ่าอะบอริจิน และอาจได้รับการเล่าขานสืบต่อมาผ่านยุคสมัย เพื่อเตือนสติให้ผู้คนระวังเล่ห์กลของผู้ที่พูดจาน่าฟัง แต่แฝงไปด้วยอันตราย

“เสียงของคนหลอกลวง อาจดังก้องไปไกล… แต่เมื่อความจริงเปิดเผย มันจะกลายเป็นเพียงเสียงสะท้อนของความว่างเปล่า”

นิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องเปลวไฟที่ไม่อาจปกปิดได้

นานมาแล้วโลกยังไร้เปลวไฟ มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากออสเตรเลียโอเชียเนีย เมื่อมนุษย์ต้องกินอาหารดิบ ดำรงชีวิตตามแสงตะวัน และหวาดกลัวความมืดในยามค่ำคืน ไฟยังไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใดครอบครอง

แต่แล้ว ใครบางคนได้ค้นพบมัน… ความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ถือกำเนิดขึ้น ทว่าความลับ ไม่เคยถูกเก็บไว้ได้ตลอดไป และสิ่งที่ถูกกักขังไว้นานเกินไป… ย่อมหาทางปลดปล่อยตัวเอง กับนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องเปลวไฟที่ไม่อาจปกปิดได้

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องเปลวไฟที่ไม่อาจปกปิดได้

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องเปลวไฟที่ไม่อาจปกปิดได้

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มนุษย์ยังไม่รู้จักไฟ ทุกเผ่าต้องกินอาหารดิบหรือรอให้แสงแดดช่วยทำให้แห้ง วันหนึ่งบูทูลกาห์ นกกระเรียน กำลังถูไม้สองท่อนเข้าด้วยกันเพื่อทำอาวุธ ทันใดนั้นควันจาง ๆ ลอยขึ้น และประกายไฟเล็ก ๆ ก็ปรากฏขึ้น

เขาหันไปเรียกกูนัวร์ หนูจิงโจ้ ภรรยาของเขา

“ดูสิ! ถ้าเราสร้างไฟได้ เราจะทำอาหารกินเองได้ โดยไม่ต้องรอแดดอีกต่อไป”

กูนัวร์จ้องประกายไฟอย่างตื่นเต้น “ลองใส่เปลือกไม้แห้งกับหญ้าลงไปดูสิ เผื่อมันจะลุกไหม้”

บูทูลกาห์ทำตาม และแล้วเปลวไฟเล็ก ๆ ก็เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก

พวกเขาตื่นเต้นลองย่างปลาที่เพิ่งจับได้ และพบว่ารสชาติของมันอร่อยกว่าปลาดิบมาก

พวกเขายิ้มให้กัน นี่คือสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาได้

แต่แทนที่จะแบ่งปันให้คนอื่น พวกเขาตัดสินใจเก็บไฟไว้เป็นของตนเอง

พวกเขาคิดแผนปกปิดความลับ โดยซ่อนกิ่งไม้ติดไฟไว้ในผลไม้แห้ง และเก็บอีกกิ่งหนึ่งไว้ในถุงหนังสัตว์ที่พวกเขาพกติดตัวเสมอ

วันแล้ววันเล่า บูทูลกาห์และกูนัวร์กลับมาที่หมู่บ้านพร้อมกับปลา “สุก” คนในเผ่าสังเกตเห็นว่า ปลาของพวกเขาดูแตกต่างจากปลาที่ตากแดดทั่วไป

“พวกเจ้าทำอะไรกับปลา?” ชาวเผ่าถาม

“เราแค่ปล่อยให้มันตากแดดนานขึ้น” พวกเขาตอบ

แต่ไม่มีใครเชื่อ พวกเขาหายตัวไปทุกครั้งหลังจากจับปลา และกลับมาพร้อมอาหารที่ดูไม่เหมือนเดิม

สุดท้าย ชาวเผ่าตัดสินใจสะกดรอยตาม

พวกเขาส่งนกฮูกกลางคืน และนกแก้ว ไปแอบสังเกต ทั้งสองปีนขึ้นต้นไม้สูง มองลงไปเห็นทุกอย่าง

พวกเขาเห็นบูทูลกาห์หยิบไม้ติดไฟออกจากถุงหนัง เป่าให้ไฟลุกขึ้น และใช้มันย่างปลา

“พวกเขาสร้างไฟได้จริง ๆ!” นกฮูกกระซิบ ทั้งสองรีบกลับไปแจ้งชาวเผ่า

ชาวเผ่าโกรธมาก พวกเขารู้แล้วว่าบูทูลกาห์และกูนัวร์ปกปิดความลับที่ควรเป็นของทุกคน

“เราต้องหาทางขโมยไฟมาให้เผ่าของเรา” พวกเขากระซิบกัน และเริ่มวางแผน…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องเปลวไฟที่ไม่อาจปกปิดได้ 2

เมื่อเผ่ารู้ความลับของบูทูลกาห์และกูนัวร์ พวกเขาไม่พอใจที่ถูกหลอก พวกเขาเชื่อว่าไฟไม่ควรเป็นของคนเพียงสองคน แต่มันควรเป็นสมบัติของทุกคน

“เราต้องหาทางขโมยไฟ!” พวกเขากระซิบกัน

“แต่พวกเขาระแวดระวังตลอดเวลา จะเอามันมาได้อย่างไร?”

หัวหน้าเผ่าครุ่นคิดก่อนจะเสนอแผน “เราจะจัดพิธีเต้นรำที่ยิ่งใหญ่ที่สุด!”

พวกเขาส่งข่าวไปยังทุกเผ่า เชิญนักเต้นฝีมือดีที่สุดมาแสดง เพื่อดึงความสนใจของบูทูลกาห์และกูนัวร์

“เราจะทำให้พวกเขาหลงใหลในการแสดง จนลืมเฝ้าถุงหนัง”

เหยี่ยวผู้กล้าหาญซึ่งมีชื่อว่าบีร์การ์ (Beeargah) อาสารับหน้าที่ขโมยไฟ “ข้าจะทำเป็นป่วย นอนอยู่ใกล้ ๆ พวกเขา และรอเวลาลงมือ”

เมื่อวันพิธีมาถึง เผ่าต่าง ๆ แต่งตัวด้วยสีสันสดใส นักเต้นจากเผ่าต่าง ๆ แสดงท่วงท่าที่งดงามและน่าตื่นตาตื่นใจ

เสียงกลองดังก้องไปทั่ว ผู้ชมต่างหัวเราะและปรบมือ

บูทูลกาห์และกูนัวร์นั่งชมการแสดง พยายามระวังกระเป๋าหนังของพวกเขา

แต่แล้ว… เมื่อถึงช่วงไคลแมกซ์ นักเต้นเริ่มร่ายรำอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ เสียงหัวเราะของฝูงชนดังขึ้น กูนัวร์หัวเราะดังลั่นจนเผลอเอนตัวไปด้านหลัง… และถุงหนังก็ร่วงลงกับพื้น!

ทันใดนั้น! เหยี่ยวบีร์การ์กระโจนขึ้นมา คว้าถุงหนัง ตัดมันออก และดึงกิ่งไม้ติดไฟออกมา!

เขาขว้างกิ่งไม้ลงบนกองหญ้าใกล้ ๆ และไฟก็ลุกขึ้นในทันที!

กูนัวร์อ้าปากค้าง บูทูลกาห์รีบพุ่งเข้าหาเหยี่ยว แต่บีร์การ์บินขึ้นและเริ่มวิ่งหนี

ขณะที่เขาวิ่ง เขาใช้กิ่งไม้ติดไฟเผาใบหญ้าตามทาง ทำให้ไฟลามไปทั่วทุ่งหญ้า

บูทูลกาห์พยายามไล่ตาม แต่ไฟแพร่กระจายไปไกลเกินไปแล้ว

ในที่สุด… ไฟก็กลายเป็นของทุกเผ่า ไม่มีใครสามารถเก็บมันไว้เป็นของตัวเองได้อีกต่อไป

บูทูลกาห์และกูนัวร์ยืนมองเปลวเพลิง รู้ว่าความลับของพวกเขาได้ถูกเปิดเผยไปตลอดกาล

ไฟได้กลายเป็นสมบัติของมนุษย์ทุกคน… และจะไม่มีใครต้องกินอาหารดิบอีกต่อไป

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องเปลวไฟที่ไม่อาจปกปิดได้ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ความลับที่ควรเป็นของทุกคน ยิ่งพยายามเก็บไว้คนเดียว ยิ่งถูกช่วงชิงไป”

บูทูลกาห์และกูนัวร์ค้นพบสิ่งล้ำค่า แต่เลือกเก็บมันไว้เป็นของตนเองแทนที่จะแบ่งปันความโลภและความกลัวทำให้พวกเขากลายเป็นผู้โดดเดี่ยว และสุดท้ายก็สูญเสียทุกอย่าง

ขณะเดียวกัน บีร์การ์ แม้จะเป็นขโมย แต่สิ่งที่เขาทำก็ทำให้ทุกเผ่าได้ใช้ไฟอย่างเท่าเทียม บางครั้ง ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้มาจากความยุติธรรมเสมอไป แต่มันเกิดขึ้นเพราะสิ่งที่ควรเป็นของส่วนรวม ถูกปิดกั้นไว้นานเกินไป

“สิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะถูกเก็บเป็นของใครคนเดียว มันจะหาทางแพร่กระจายไปเอง… ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม”

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องเปลวไฟที่ไม่อาจปกปิดได้ (อังกฤษ: The Fire That Could Not Be Hidden) เป็นส่วนหนึ่งของตำนานพื้นเมืองของ ชนเผ่าอะบอริจิน (Aboriginal) ในออสเตรเลีย ที่ถูกเล่าขานผ่านรุ่นสู่รุ่น เพื่ออธิบายว่ามนุษย์ได้ไฟมาใช้อย่างไร

ในอดีต ชาวอะบอริจินไม่มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ การค้นพบไฟ ดังนั้นพวกเขาจึงสร้างเรื่องราวที่ผสมผสานความเชื่อและภูมิปัญญา เพื่ออธิบายถึงการเกิดขึ้นของสิ่งสำคัญ เช่น ไฟ แม่น้ำ และสัตว์ต่าง ๆ

นิทานเรื่องนี้สะท้อนถึงความเชื่อที่ว่าธรรมชาติและไฟเป็นของส่วนรวม ไม่ควรมีใครผูกขาด มันยังเป็นบทเรียนเกี่ยวกับความลับและการแบ่งปัน เพราะในหลายวัฒนธรรม การปกปิดสิ่งสำคัญจากผู้อื่น มักนำมาซึ่งความขัดแย้งและการสูญเสียในที่สุด

เรื่องเล่านี้ยังเชื่อมโยงกับนิทานอื่น ๆ ของชาวอะบอริจินเกี่ยวกับไฟ ซึ่งมักกล่าวถึงสัตว์ที่ขโมยไฟและนำไปให้มนุษย์ เช่น นกเหยี่ยว หรือตัววอมแบต สะท้อนถึงแนวคิดที่ว่า ไฟไม่สามารถถูกควบคุมได้โดยคนเพียงกลุ่มเดียว

ปัจจุบัน นิทานนี้ยังคงถูกเล่าขานในชุมชนชาวอะบอริจิน เพื่อสอนเด็ก ๆ เกี่ยวกับคุณค่าของการแบ่งปันและพลังของธรรมชาติ

“สิ่งที่ถูกกักขังไว้เกินไป มักหาทางปลดปล่อยตัวเองเสมอ ไม่ว่าด้วยความยุติธรรม… หรือการทรยศ”

นิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องตำนานการกำเนิดทะเลสาบแนร์แรน

ในผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ของออสเตรเลีย ทุกสายน้ำ ทุกเนินทราย ล้วนมีเรื่องเล่านิทานพื้นบ้านสากลที่ถูกฝากฝังผ่านกาลเวลา หนึ่งในนั้นคือตำนานของทะเลสาบแนร์แรน (Narran Lake) ดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยแห้งแล้ง แต่กลับกลายเป็นบึงกว้างที่เต็มไปด้วยสายน้ำและฝูงนกนานาชนิด

ว่ากันว่า ทุกการเปลี่ยนแปลงของผืนดินล้วนเกิดจากเหตุการณ์ที่ถูกจารึกไว้ในความทรงจำของธรรมชาติ และหากเราติดตามร่องรอยของมัน เราอาจได้เรียนรู้ว่าเหตุใดบางสถานที่จึงถือกำเนิดขึ้นมาจากความสูญเสียและการต่อสู้ กับนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องตำนานการกำเนิดทะเลสาบแนร์แรน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องตำนานการกำเนิดทะเลสาบแนร์แรน

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องตำนานการกำเนิดทะเลสาบแนร์แรน

ณ ดินแดนอันกว้างใหญ่แห่งออสเตรเลียบายามี (Byamee) ชายผู้แข็งแกร่งและทรงอำนาจ อาศัยอยู่กับภรรยาสองคนของเขาบิราห์นูลู (Birrahgnooloo) และคุนนันบิลลี (Cunnunbeillee)

วันหนึ่ง บายามีวางแผนออกไปล่าฮันนี่แอนท์เพื่อหาน้ำผึ้ง ก่อนออกเดินทาง เขาหันไปสั่งภรรยาทั้งสองว่า

“ข้าจะไปตามรอยผึ้งเพื่อเก็บน้ำผึ้ง พวกเจ้าจงไปหาอาหารให้เราขุดเผือก จับกบ แล้วไปพบกันที่บ่อน้ำคูริเจล (Coorigel Spring) เราจะตั้งแคมป์ที่นั่นเพราะน้ำที่นั่นใสสะอาดและเย็นชื่นใจ”

ภรรยาทั้งสองพยักหน้ารับคำ พวกเธอเก็บเอากระบุงและไม้ขุดอาหาร แล้วออกเดินทางไปยังทุ่งกว้าง

เป็นเวลาหลายชั่วโมงที่พวกเธอเดินทาง ขุดหาเผือกจากดิน เก็บกบตามแอ่งน้ำจนรู้สึกเหนื่อยล้าและหิวโหย ในที่สุด พวกเธอเดินมาถึงบ่อน้ำคูริเจล

ที่นั่น พวกเธอพบผืนน้ำใสสะอาด ทอดตัวเงียบสงบภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ลมเย็นพัดผ่านทำให้พวกเธอรู้สึกผ่อนคลาย

“น้ำใสและเย็นแบบนี้ น่าจะช่วยให้เราหายเหนื่อยได้” คุนนันบิลลีกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

บิราห์นูลูพยักหน้า “งั้นเราลงไปแช่กันเถอะ พักให้สบายก่อนบายามีมาถึง”

โดยที่พวกเธอไม่รู้เลยว่า อสูรน้ำกำลังรอพวกเธออยู่…

หลังจากสร้างกระท่อมกิ่งไม้ไว้สำหรับตั้งแคมป์ พวกเธอวางอาหารที่หามาไว้ในกระบุง แล้วรีบถอดเสื้อผ้า ก่อนจะก้าวลงไปในสายน้ำ

น้ำเย็นจับใจ พวกเธอหัวเราะสดใสขณะวักน้ำขึ้นลูบตัว มันเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขโดยแท้

แต่เพียงไม่นาน… เงาสีดำก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวจากก้นบึง

พวกเธอไม่รู้ตัวเลยว่า อสูรน้ำ “คูร์เรียส” (Kurreahs) กำลังซุ่มอยู่ใต้ผิวน้ำ

ทันใดนั้น เสียงน้ำกระเพื่อมดังขึ้น!

บิราห์นูลูหันไปดู และสายตาของเธอเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว “วิ่ง! มีบางอย่างอยู่ในน้ำ!”

แต่ยังไม่ทันที่เธอจะปีนขึ้นจากน้ำ เงาสีดำขนาดใหญ่ก็พุ่งเข้าหาพวกเธอ!

อสูรน้ำคูร์เรียส กลืนร่างของพวกเธอลงไปทั้งตัวในพริบตาเดียว

เสียงกรีดร้องของพวกเธอสะท้อนก้องไปทั่ว ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ความเงียบ

คูร์เรียส ดำน้ำกลับลงไปใต้บึง ลากร่างของหญิงสาวไปสู่โพรงลับใต้พื้นน้ำ

ทันใดนั้น… น้ำในบ่อน้ำคูริเจลก็เหือดหายไป

เหมือนมันไม่เคยมีอยู่มาก่อน

ไม่มีร่องรอยของพวกเธอ ไม่มีเสียงใด ๆ หลงเหลืออยู่ มีเพียงความว่างเปล่าของแอ่งน้ำที่แห้งสนิทเท่านั้น…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องตำนานการกำเนิดทะเลสาบแนร์แรน 2

ที่อีกฟากหนึ่งของทุ่งหญ้า บายามียังคงตามรอยผึ้งที่เขาผูกขนนกสีขาวไว้ แต่แล้วเขาก็สังเกตเห็นบางสิ่งผิดปกติ

ผึ้งหยุดบินกะทันหัน มันเกาะบนดอกไม้และไม่ยอมบินต่อ

คิ้วของบายามีขมวดแน่น เขารู้ทันทีว่านี่เป็นสัญญาณของลางร้าย

“บางอย่างผิดปกติแน่” เขาพึมพำ “ข้าต้องรีบไปที่บ่อน้ำคูริเจล และดูว่าภรรยาของข้ายังปลอดภัยหรือไม่”

เขารีบออกเดินทาง มุ่งหน้าไปยังจุดนัดหมาย

เมื่อไปถึง หัวใจของเขาเต้นแรงด้วยความตื่นตระหนก

เขาเห็นเพิงที่ภรรยาสร้างขึ้น เห็นเผือกและกบที่พวกเธอหามาได้ เห็นรอยเท้าของพวกเธอที่นำไปสู่บ่อน้ำ

แต่… บ่อน้ำแห้งสนิท ริมขอบน้ำ มีเพียงเสื้อผ้าของภรรยาของเขาที่ถูกทิ้งไว้

สายตาของบายามีแข็งกร้าวขึ้นทันที “นี่ต้องเป็นฝีมือของคูร์เรียส (Kurreahs)”

เขากำหมัดแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น “พวกมันพาภรรยาของข้าไปสู่แม่น้ำแนร์แรน ข้าจะไม่ปล่อยให้มันรอดไปได้!”

เขาคว้าอาวุธหอกและว็อกการาห์ (Woggarahs ไม้กระบองที่ใช้เป็นอาวุธ) แล้วรีบออกเดินทางเพื่อล่าล้างอสูรน้ำ

บายามีวิ่งตามรอยคูร์เรียสไปตามแนวแม่น้ำ แต่เขาพบว่าทุกแอ่งน้ำที่เคยเต็มไปด้วยน้ำกลับแห้งสนิท

“พวกมันกำลังหนีและดูดน้ำไปด้วย” เขากล่าวกับตัวเอง “แต่ข้าจะตัดทางลัดไปดักหน้ามันให้ได้”

เขาตัดสินใจไม่เดินตามแนวแม่น้ำที่คดเคี้ยว แต่เลือกวิ่งตัดผ่านเนินทรายและทางลัด สร้างทางเดินเป็นแนวตรง เส้นทางที่ในเวลาต่อมาถูกเรียกว่าแนวสันทรายมอริลลา (Morilla Ridges)

ในที่สุดเขาไปถึงบ่อสุดท้ายที่ยังมีน้ำขังอยู่ นั่นหมายความว่าคูร์เรียสอยู่ไม่ไกล

เขามองไปข้างหน้า และเห็นเงาสีดำของคูร์เรียสสองตัวกำลังเคลื่อนที่ไปอย่างช้า ๆ

บายามีรีบพุ่งไปหลบหลังต้นไม้ดีล (Dheal Tree) เขารอจนพวกมันเข้ามาใกล้

ทันทีที่พวกมันแยกออกจากกัน เขาพุ่งออกมา!

เขาขว้างหอกเข้าใส่คูร์เรียสตัวแรกอย่างแม่นยำ หอกปักลึกเข้าที่สีข้างของมัน มันส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ฟาดหางไปมาอย่างบ้าคลั่ง

น้ำกระเซ็นเต็มพื้น ฝุ่นฟุ้งขึ้นทั่วบริเวณ

จากนั้นเขาขว้างหอกอีกเล่มใส่ตัวที่สอง มันพยายามหนีลงน้ำ แต่บายามีไม่ยอมให้มันรอด เขากระโจนเข้าไป ใช้ว็อกการาห์ฟาดใส่หัวของมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

คูร์เรียสบิดตัวไปมา ฟาดหางลงบนพื้นจนเกิดโพรงลึกขนาดใหญ่ ในที่สุด… พวกมันก็นอนแน่นิ่งไป

บายามีเดินเข้าไป หอบหายใจหนักก่อนจะใช้มีดควักร่างของภรรยาทั้งสองออกจากท้องของมัน ร่างของพวกเธอเปียกชุ่มไปด้วยเมือกและดูไร้ชีวิต แต่เขายังไม่ยอมแพ้

เขาอุ้มพวกเธอไปยังรังมดแดง ปล่อยให้มดกัดกินสิ่งสกปรกออกจากร่างของพวกเธอ เขานั่งลง มองดูพวกเธอ และรอให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้น…

ทันใดนั้น… เสียงดังราวกับฟ้าผ่ากึกก้องขึ้นจากร่างของหญิงสาว ร่างของพวกเธอ สั่นสะท้าน ราวกับถูกพลังบางอย่างกระตุ้น

ดวงตาของพวกเธอค่อย ๆ ลืมขึ้น พวกเธอลุกขึ้นยืน แม้ยังตัวสั่น แต่พวกเธอกลับมามีชีวิตอีกครั้ง!

บายามียิ้มออกมาเป็นครั้งแรก เขาเดินเข้าไปหาพวกเธอ และกล่าวว่า “จำไว้ว่าจงอย่าอาบน้ำในแอ่งน้ำลึกของแม่น้ำแนร์แรนอีก เพราะมันอาจเป็นที่อาศัยของอสูรน้ำเช่นคูร์เรียส”

จากนั้นเขามองไปที่แอ่งน้ำซึ่งตอนนี้เต็มไปด้วยน้ำอีกครั้ง และกล่าวว่า “จากนี้ไป ที่นี่จะกลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ ที่ซึ่งหงส์ดำ นกกระทุง และนกน้ำอื่น ๆ จะมาอาศัยอยู่ มันจะกลายเป็นแหล่งน้ำถาวรสำหรับคนรุ่นหลัง”

และตั้งแต่นั้นมาทะเลสาบแนร์แรน (Narran Lake) ก็ถือกำเนิดขึ้น

เป็นบ้านของเหล่านกน้ำ และเป็นอนุสรณ์ของเรื่องราวของบายามีและภรรยาของเขา

ส่วนโพรงลึกที่คูร์เรียสสร้างขึ้นจากการดิ้นทุรนทุราย กลายเป็นแหล่งน้ำที่ยังคงเต็มเปี่ยมทุกครั้งเมื่อแม่น้ำแนร์แรนเอ่อล้น เป็นเครื่องเตือนใจว่า พลังของธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่เสมอ… และตำนานนี้จะไม่มีวันถูกลืม

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องตำนานการกำเนิดทะเลสาบแนร์แรน 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ความโลภและความประมาทนำมาซึ่งหายนะ แต่ความมุ่งมั่นและสติปัญญาสามารถพลิกฟื้นสิ่งที่สูญเสียไปให้กลับคืนมา”

เรื่องราวของบายามีสะท้อนให้เห็นว่าการกระทำโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง อาจทำให้เราตกอยู่ในอันตราย ดั่งเช่นภรรยาทั้งสองที่ประมาทลงเล่นน้ำในแอ่งลึก จนกลายเป็นเหยื่อของอสูรน้ำ

ในขณะเดียวกัน บายามีแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและไหวพริบของผู้ที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เขาไม่ปล่อยให้ความสูญเสียกลืนกินตนเอง แต่เลือกที่จะต่อสู้ เอาชนะอุปสรรค และนำชีวิตกลับคืนมา

ท้ายที่สุดธรรมชาติเปลี่ยนแปลงเสมอ น้ำที่ถูกดูดกลืนไปสามารถกลับมาใหม่ แต่ทุกการกระทำมีผลตามมาเสมอ เหมือนทะเลสาบแนร์แรนที่เกิดขึ้นจากร่องรอยของการต่อสู้ครั้งนี้เป็นบทเรียนที่ฝากไว้แก่คนรุ่นหลัง

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องตำนานการกำเนิดทะเลสาบแนร์แรน (อังกฤษ: The origin of the Narran Lake) เป็นนิทานพื้นเมืองของชนเผ่าอะบอริจิน (Aboriginal) ในออสเตรเลีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง ความเชื่อเกี่ยวกับพลังของธรรมชาติ ตำนานการกำเนิดแหล่งน้ำ และบทเรียนเกี่ยวกับปัญญาและความมุ่งมั่น

บายามี (Byamee) เป็นบุคคลในตำนานของชนเผ่าพื้นเมืองหลายกลุ่ม โดยเฉพาะชาว Kamilaroi และ Euahlayi เขามักถูกกล่าวถึงในฐานะ ผู้นำที่แข็งแกร่งและชาญฉลาด เปรียบเสมือนผู้สร้างและผู้ปกป้องเผ่าพันธุ์มนุษย์ นิทานเรื่องนี้จึงเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าที่อธิบายว่าทำไมทะเลสาบแนร์แรน (Narran Lake) และแนวสันทรายมอริลลา (Morilla Ridges) จึงเกิดขึ้นและยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน

นอกจากเป็นตำนานเกี่ยวกับ การกำเนิดแหล่งน้ำ แล้ว นิทานยังสะท้อนความเชื่อของชนพื้นเมืองว่า แม่น้ำ ลำธาร และบึงน้ำลึกอาจเป็นที่อยู่ของอสูรน้ำ (Kurreahs) ซึ่งเป็นวิธีที่ผู้เฒ่าผู้แก่ใช้สอนลูกหลาน ให้ระมัดระวังการลงเล่นน้ำในแหล่งน้ำลึก

เรื่องราวนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงนิทานธรรมดา แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ปรัชญา และภูมิปัญญาของชนพื้นเมืองออสเตรเลียที่ส่งต่อกันมาหลายชั่วอายุคน

“ธรรมชาติให้อภัยไม่ได้เสมอ และสิ่งที่สูญเสียไป อาจไม่มีวันหวนคืน เว้นแต่เราจะต่อสู้เพื่อมันด้วยสติปัญญาและหัวใจที่ไม่ยอมแพ้”

นิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องตำนานพระจันทร์ของชาวอะบอริจิน

กลางฟากฟ้า มีเรื่องเล่าขานตำนานนิทานพื้นบ้านสากลของชาวอะบอริจิน ณ ดินแดนออสเตรเลียถึงพระจันทร์ลอยเด่นเหนือผืนโลก ส่องแสงเย็นเยียบลงมาเงียบงัน ทอดสายตามองดูมนุษย์ที่ใช้ชีวิตอย่างไม่รู้เลยว่ามีดวงตาคู่หนึ่งเฝ้าดูพวกเขาอยู่เสมอ คืนแล้วคืนเล่า พระจันทร์ลอยขึ้นและลับหาย ราวกับเป็นสัญลักษณ์แห่งวัฏจักรไม่รู้จบของการเกิดและดับ

แต่ในค่ำคืนหนึ่ง พระจันทร์มิได้เพียงเฝ้ามอง เขาลงมายังโลกพร้อมกับคำขอ… คำขอที่ดูเหมือนเรียบง่าย แต่กลับแฝงไว้ด้วยความหมายลึกล้ำ และสิ่งที่มนุษย์เลือกจะตอบรับหรือปฏิเสธในคืนนั้น จะเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของพวกเขาไปตลอดกาล กับนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องตำนานพระจันทร์ของชาวอะบอริจิน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องตำนานพระจันทร์ของชาวอะบอริจิน

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องตำนานพระจันทร์ของชาวอะบอริจิน

คืนหนึ่งที่ท้องฟ้าส่องสว่างพระจันทร์ (Bahloo เทพแห่งดวงจันทร์ในตำนานชาวอะบอริจิน) มองลงมายังโลกเบื้องล่าง ข้างกายเขามีสัตว์เลี้ยงสามตัวที่เขารัก แต่สำหรับมนุษย์แล้ว พวกมันไม่ใช่สุนัข แต่เป็นงูพิษร้ายแรง ได้แก่ งูเดธแอดเดอร์, งูดำ และงูเสือ

ขณะที่พระจันทร์ทอดสายตามองไปเขาเห็นกลุ่มชนพื้นเมืองอะบอริจิน (daens คำเรียกชาวอะบอริจิน) กำลังข้ามลำธาร ด้วยความต้องการทดสอบพวกเขา พระจันทร์จึงเอ่ยขึ้น “หยุดก่อน ช่วยพาสุนัขของข้าข้ามลำธารด้วย”

ชนพื้นเมืองหยุดชะงัก พวกเขารู้ดีว่าพระจันทร์คือผู้ที่แข็งแกร่งและมีอำนาจเหนือมนุษย์ แต่พวกเขากลัวสุนัขของเขา เพราะทุกครั้งที่พระจันทร์นำพวกมันมาเล่นบนโลก พวกมันเคยกัดทั้งสุนัขธรรมดาและมนุษย์ ทำให้หลายคนตายจากพิษร้ายแรงของมัน

ชนพื้นเมืองจึงตอบกลับอย่างหวาด ๆ “ขออภัย พระจันทร์ พวกเรากลัวเกินกว่าจะทำตามคำขอของท่าน”

พระจันทร์ถอนหายใจ ก่อนกล่าวว่า “หากพวกเจ้าทำตามที่ข้าขอ ข้าจะมอบของขวัญล้ำค่าแก่เจ้า”

เขาหยิบแผ่นเปลือกไม้ขึ้นมา แล้วโยนลงสู่ลำธาร แผ่นไม้นั้นลอยขึ้นมาอย่างง่ายดาย “หากพวกเจ้าช่วยข้า เมื่อตายไป วิญญาณเจ้าจะได้ฟื้นคืนชีพเสมอ เหมือนดวงจันทร์ที่ขึ้นใหม่ทุกคืน เจ้าย่อมมีชีวิตใหม่เสมอ ไม่มีวันสูญสิ้น”

จากนั้น พระจันทร์หยิบก้อนหินขึ้นมา “แต่ถ้าพวกเจ้าไม่ทำ…”

เขาโยนก้อนหินลงน้ำ มันจมหายไปทันที “เจ้าจะเป็นเช่นก้อนหินนี้ ตายแล้วไม่มีวันกลับมา”

ชนพื้นเมืองมองทั้งเปลือกไม้และก้อนหิน พวกเขาอยากมีชีวิตนิรันดร์ แต่ความกลัวงูมีมากกว่า พวกเขาก้มหน้าตอบอย่างหนักแน่น “ขออภัย พระจันทร์ เราทำไม่ได้ งูของท่านน่ากลัวเกินไป”

พระจันทร์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พวกเจ้าพลาดโอกาสครั้งสำคัญไปแล้ว”

เขาเดินลงมาจากฟากฟ้า มุ่งหน้าสู่ลำธาร โชว์ให้เห็นว่างูของเขาไม่ได้ทำอันตรายใด ๆ กับเขาเลย

งูดำขดรอบแขนข้างหนึ่ง งูเสือเลื้อยพันแขนอีกข้าง ส่วนงูเดธแอดเดอร์นอนนิ่งอยู่บนไหล่ของเขา

ชนพื้นเมืองถอยหลังด้วยความหวาดหวั่น ขณะที่พระจันทร์เดินลงไปในลำธาร งูทั้งสามเลื้อยไปมาบนร่างเขา แต่ไม่มีตัวใดกัดเขาเลย

เมื่อข้ามมาถึงฝั่ง พระจันทร์ก้มลง หยิบหินก้อนใหญ่อีกก้อนขึ้นมา “พวกเจ้าโง่เขลานัก! พวกเจ้าจะเป็นเหมือนก้อนหินนี้!”

เขาขว้างก้อนหินลงไปในน้ำ มันจมหายไปทันที

พระจันทร์มองเหล่าชนพื้นเมืองที่ยืนตัวสั่น แล้วกล่าวว่า “พวกเจ้าจะไม่มีวันได้กลับมามีชีวิตใหม่ หลังความตาย เจ้าจะเป็นเพียงเถ้ากระดูกใต้พื้นดินเท่านั้น ตลอดกาล!”

ชนพื้นเมืองก้มหน้าลง พวกเขารู้ว่าตนเองสูญเสียโอกาสอันยิ่งใหญ่ไปแล้ว แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังคงหวาดกลัวและเกลียดงูของพระจันทร์

ในใจพวกเขาคิดเพียงว่า… “หากไม่มีพระจันทร์ งูเหล่านั้นก็ไม่มีอำนาจ ถ้าหากเราสามารถกำจัดมันได้ เราจะไม่ต้องกลัวอีกต่อไป!”

และนี่คือจุดเริ่มต้นของความเกลียดชังที่ไม่มีวันจบสิ้น…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องตำนานพระจันทร์ของชาวอะบอริจิน 2

ชนพื้นเมืองไม่ได้รู้สึกผิดกับการปฏิเสธพระจันทร์ พวกเขาโกรธ… โกรธที่พระจันทร์สาปพวกเขาให้ต้องตาย โกรธที่พวกเขาสูญเสียโอกาสจะฟื้นคืนชีพ และเหนือสิ่งอื่นใด พวกเขาโกรธงูของพระจันทร์

“ถ้าพวกเราไม่มีวันได้เป็นอมตะ พวกมันก็ไม่ควรมีชีวิตอยู่เช่นกัน!”

ชายคนหนึ่งประกาศเสียงดัง พลางหยิบไม้ขึ้นมา “ถ้าพวกเรากำจัดงูทั้งหมด พระจันทร์จะไม่มีอำนาจเหนือเราอีก!”

“ฆ่ามันให้หมด!”

ตั้งแต่นั้นมา ชนพื้นเมืองจึงเริ่มต้นการล้างแค้น พวกเขาออกไล่ล่างูทุกตัวที่พบ ไม่ว่างูจะเล็กหรือใหญ่ ไม่ว่ามันจะอยู่บนดิน ในน้ำ หรือเลื้อยอยู่ตามโขดหิน หากพวกเขาเห็นมัน พวกเขาจะฆ่ามันทันที

เลือดของงูเปรอะเปื้อนพื้นดิน เสียงฟาดไม้ดังก้องไปทั่ว แต่ไม่ว่างูจะถูกฆ่าไปมากเท่าไร ก็ยังคงมีงูใหม่เกิดขึ้นเสมอ

แต่พวกเขาไม่หยุด ความโกรธของพวกเขากลายเป็นความคลั่งแค้นไม่รู้จบ

บนท้องฟ้าพระจันทร์เฝ้ามองดูพวกเขา เขาเห็นทุกครั้งที่งูถูกฆ่า และทุกครั้งที่ชนพื้นเมืองสาปแช่งสัตว์ของเขา

เขาเพียงแค่ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะกล่าวขึ้น “พวกเจ้าโง่เขลานัก…”

“ตราบใดที่มนุษย์ยังคงมีชีวิต งูก็จะยังคงอยู่”

เขายกมือขึ้นชี้ไปยังผืนโลกงูตัวใหม่เลื้อยออกจากเงามืดของป่า มันยังคงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะถูกกำจัดไปมากแค่ไหน

“งูจะไม่มีวันหมดไป เพราะพวกมันคือเครื่องเตือนใจให้พวกเจ้ารู้ว่า พวกเจ้าเลือกความกลัวแทนที่จะเลือกโอกาสแห่งชีวิตนิรันดร์”

ชนพื้นเมืองยังคงโกรธพวกเขาไม่ฟัง ไม่เข้าใจ และไม่ต้องการเข้าใจ พวกเขาไม่หยุดฆ่า ไม่หยุดตามล่างู

แต่พระจันทร์เพียงแค่หัวเราะแผ่วเบา ก่อนที่เขาจะหายลับไปในความมืดของราตรี

และนับจากวันนั้น งูก็ไม่มีวันหายไปจากโลก ไม่ว่ามนุษย์จะพยายามกำจัดมันเพียงใด งูก็ยังคงอยู่… ราวกับเป็นเงาของความผิดพลาดที่ไม่อาจลบเลือนได้ตลอดกาล

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องตำนานพระจันทร์ของชาวอะบอริจิน 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ความกลัวทำให้มนุษย์เลือกหนทางที่ผิดพลาด และเมื่อพลาดไปแล้ว พวกเขามักโทษสิ่งอื่นแทนที่จะยอมรับความผิดของตนเอง”

ชนพื้นเมืองมีโอกาสที่จะได้รับชีวิตนิรันดร์แต่พวกเขาปฏิเสธเพราะความกลัว แม้จะเป็นทางเลือกของพวกเขาเอง แต่เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่หวัง พวกเขากลับโทษงูของพระจันทร์ และเลือกตอบโต้ด้วยความเกลียดชัง

สุดท้ายความแค้นที่เกิดจากความกลัว ไม่เคยทำให้ใครได้รับชัยชนะ มีแต่จะสร้างวัฏจักรของความรุนแรงที่ไม่มีวันจบสิ้น

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องตำนานพระจันทร์ของชาวอะบอริจิน (อังกฤษ: Bahloo the moon and the daens) นิทานเรื่องนี้เป็นตำนานพื้นบ้านของชาวอะบอริจิน (Aboriginal) แห่งออสเตรเลีย ซึ่งใช้เรื่องเล่าเป็นวิธีอธิบายธรรมชาติและปรัชญาการใช้ชีวิตที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น

ตำนานของพระจันทร์และงูแห่งความตาย เป็นเรื่องราวที่อธิบายถึงเหตุผลที่มนุษย์ต้องตายโดยไม่มีวันฟื้นคืนชีพ ต่างจากดวงจันทร์ที่กลับมาส่องแสงใหม่ทุกคืน พระจันทร์ในเรื่องนี้ (Bahloo) เป็นตัวแทนของการเกิดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่ชนพื้นเมืองถูกกำหนดให้ต้องจบชีวิตลงอย่างถาวรเพราะการตัดสินใจของพวกเขาเอง

นอกจากนี้ เรื่องราวยังสะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับงู ชนพื้นเมืองบางกลุ่มเชื่อว่างูเป็นสัญลักษณ์ของพลังลี้ลับและการเกิดใหม่ ในขณะที่บางกลุ่มมองว่ามันเป็นสัตว์อันตรายที่ต้องกำจัด ซึ่งสะท้อนผ่านนิทานนี้ที่แสดงให้เห็นว่าทำไมมนุษย์ถึงกลัวงู และทำไมงูจึงไม่มีวันหมดไปจากโลก

ตำนานนี้เป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อใน “ดรีมไทม์ (Dreamtime)” ซึ่งเป็นระบบความเชื่อเกี่ยวกับการสร้างโลกและกฎเกณฑ์ทางจิตวิญญาณของชาวอะบอริจิน โดยเรื่องเล่านี้ถูกส่งต่อกันมาเพื่อให้ผู้คนเข้าใจถึง ผลลัพธ์ของการตัดสินใจ ความกลัว และผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะยาว

“ความกลัวทำให้มนุษย์พลาดโอกาสที่ประเมินค่าไม่ได้ และเมื่อพวกเขาสูญเสียมันไป พวกเขามักจะโทษสิ่งอื่น แทนที่จะยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง”

นิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องนกกาลาห์กับกิ้งก่าหนาม

กลางทุ่งออสเตรเลียที่แผดเผาด้วยแสงแดด สัตว์น้อยใหญ่ต่างอาศัยอยู่ท่ามกลางผืนดินแห้งแล้ง บางตัวอาศัยความเร็ว บางตัวใช้ปีกบินขึ้นฟ้า และบางตัวต้องพึ่งเกราะป้องกันตัวเองจากภัยรอบด้าน

ในหมู่สัตว์เหล่านั้น มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากชนเผ่าพื้นเมืองอะบอริจิน ณ ดินแดนออสเตรเลียถึงสองสหายที่ครั้งหนึ่งเคยใช้ชีวิตอย่างอิสระ แต่เพียงเหตุการณ์เดียว กลับเปลี่ยนชะตากรรมของพวกมันไปตลอดกาล… กับนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องนกกาลาห์กับกิ้งก่าหนาม

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องนกกาลาห์กับกิ้งก่าหนาม

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องนกกาลาห์กับกิ้งก่าหนาม

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว กลางทุ่งออสเตรเลียที่ร้อนระอุกิ้งก่าหนาม (Oolah เป็นชื่อที่มาจากภาษาพื้นเมืองของชาวอะบอริจิน (Aboriginal) ในออสเตรเลีย) เอนตัวทอดยาวบนหินอุ่น ๆ มันมักใช้เวลาทั้งวันอาบแดดและมองท้องฟ้าอย่างเบื่อหน่าย แต่วันนี้ไม่เหมือนวันอื่น มันอยากหาความสนุกให้ตัวเองบ้าง

“ข้าจะเล่นบูมเมอแรงดีกว่า!” กิ้งก่าหนามพูดกับตัวเอง ก่อนจะหยิบบูมเมอแรงเวทย์ (bubberah) ที่มีลักษณะโค้งและเล็กกว่าบูมเมอแรงทั่วไป มันเป็นอาวุธพิเศษที่ถ้าขว้างอย่างถูกต้อง จะหมุนกลับมาหาผู้ขว้างได้

กิ้งก่าหนามยิ้มกว้าง เมื่อมันเหวี่ยงบูมเมอแรงออกไปสุดแรง “วิ้วววว!” เสียงแหวกอากาศดังขึ้น ก่อนที่มันจะกลับมาสู่มือของมันอย่างแม่นยำ มันฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยท่าทางที่มั่นใจขึ้นทุกครั้ง

ขณะที่มันกำลังขว้างอย่างเพลิดเพลิน เงาสีชมพูสดใสก็บินมาปกคลุมอยู่เบื้องบน

“เจ้าทำอะไรอยู่หรือ?” เสียงสดใสเอ่ยถาม กิ้งก่าหนามเงยหน้าขึ้นมองนกกาลาห์ (Galah) นกกระตั้วสีชมพู-เทา ที่กำลังร่อนลงมา นางยืนจ้องบูมเมอแรงของมันด้วยความสนใจ

“ข้ากำลังแสดงฝีมือ ขว้างบูมเมอแรงเวทย์” กิ้งก่าหนามพูดด้วยความภาคภูมิใจ พลางเหวี่ยงบูมเมอแรงออกไปอีกครั้ง มันหมุนกลับมาในอากาศอย่างสมบูรณ์แบบ นกกาลาห์ปรบปีกเบา ๆ อย่างชื่นชม

“ยอดเยี่ยมจริง ๆ! ข้าไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน”

กิ้งก่าหนามได้ยินเช่นนั้น ก็ยืดตัวขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ มันอยากแสดงทักษะที่เหนือชั้นยิ่งขึ้นไปอีก

“ดูนี่ให้ดีนะ ข้าจะขว้างให้ไกลที่สุดเท่าที่เคยทำมา!” มันประกาศ แล้วจับบูมเมอแรงแน่น ก่อนจะหมุนตัวและเหวี่ยงมันออกไปด้วยแรงทั้งหมดที่มี

แต่ครั้งนี้… บางสิ่งผิดพลาดไป

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องนกกาลาห์กับกิ้งก่าหนาม 2

นกกาลาห์ยังคงส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและโกรธแค้น นางพุ่งตรงไปยังพุ่มไม้หนามที่กิ้งก่าหนามซ่อนตัวอยู่ แม้ร่างกายจะยังสั่นสะท้านจากบาดแผล แต่ดวงตาของนางลุกโชนด้วยเพลิงแห่งความแค้น

“เจ้าคิดว่าซ่อนตัวใต้พุ่มไม้แล้วข้าจะปล่อยไปงั้นหรือ!” นกกาลาห์ตะโกน ก่อนจะโฉบลงมาใช้จะงอยปากแข็งแรงจิกเข้าที่ลำตัวของกิ้งก่าหนาม ลากมันออกมาจากพุ่มไม้

“อ้ากกก! ปล่อยข้านะ!” กิ้งก่าหนามร้องลั่น พยายามดิ้นสุดแรง แต่นกกาลาห์กลับใช้ปีกกดมันไว้แน่น

“เจ้าเล่นสนุก โดยไม่แคร์ว่ามันจะทำร้ายใคร” นางพูดเสียงเย็นชา “งั้นข้าจะให้เจ้ารู้ว่าความเจ็บปวดเป็นอย่างไร!”

ทันใดนั้น นกกาลาห์ก็กลิ้งร่างของกิ้งก่าหนามลงไปบนพุ่มไม้หนาม หนามแหลมของมันทิ่มแทงทะลุผิวหนังของกิ้งก่าเป็นร้อย ๆ จุด!

“อ๊ากกกก! มันเจ็บ! หยุดเถอะ ข้าไม่ได้ตั้งใจ!” กิ้งก่าหนามร้องเสียงสั่น แต่ไม่มีความเมตตาในสายตาของนกกาลาห์

นางใช้หัวที่เปื้อนเลือดของตัวเอง ถูไปบนตัวของกิ้งก่าหนาม พร้อมกล่าวเสียงเย็นเยียบ

“ตั้งแต่นี้ไป เจ้าจะต้องมีหนามทั่วตัว และตัวของเจ้าจะถูกย้อมด้วยสีเลือดของข้า… ตลอดกาล”

กิ้งก่าหนามตัวสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวดหนามแหลมเล็ก ๆ เริ่มงอกออกมาจากร่างกายของมันทันที ขณะที่สีผิวของมันค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ราวกับถูกย้อมด้วยโลหิตของนกกาลาห์จริง ๆ

แต่แม้มันจะถูกลงโทษ กิ้งก่าหนามก็ไม่ยอมแพ้ มันแค่นเสียงออกมาทั้งที่ยังเจ็บแสบไปทั้งตัว

“หึ… งั้นเจ้าก็จะไม่ได้สิ่งที่เจ้าต้องการเหมือนกัน” มันพูดพลางกัดฟันแน่น “เจ้าจะต้องเป็นนกหัวล้านไปตลอดกาล ตราบเท่าที่ข้ายังมีหนามและตัวสีแดงนี้!”

“ให้มันเป็นเช่นนั้น!” นกกาลาห์แค่นเสียงตอบ “และให้มันเป็นเครื่องเตือนใจเจ้า ว่าอย่าทำร้ายผู้อื่นโดยไม่คิด!”

รุ่งเช้าของวันใหม่ ท้องฟ้าออสเตรเลียยังคงกว้างใหญ่สุดสายตา แต่มีบางสิ่งเปลี่ยนไปตลอดกาล

กิ้งก่าหนามเดินออกจากพุ่มไม้อย่างเชื่องช้าทั่วร่างของมันเต็มไปด้วยหนามแหลม และเกล็ดของมันมีสีแดงเข้มราวกับร่างกายของมันยังคงเปื้อนเลือดอยู่เสมอ

“ข้าจะไม่มีวันลืมเรื่องนี้” มันพึมพำกับตัวเอง พลางขดตัวลงบนก้อนหิน

บนกิ่งไม้ใกล้ ๆ กัน นกกาลาห์กำลังส่องเงาของตัวเองลงบนแอ่งน้ำ ใต้หงอนสีชมพูของนาง ปรากฏรอยหัวล้านที่ไม่มีขนขึ้นอีกเลย

“ข้าก็จะไม่มีวันลืมเช่นกัน” นางพึมพำ แล้วสะบัดปีกบินขึ้นไปสู่ท้องฟ้า

ตั้งแต่นั้นมา กิ้งก่าหนามทุกตัวจึงมีหนามแหลมปกคลุมทั่วร่าง และมีผิวสีแดงน้ำตาล ขณะที่ นกกาลาห์ทุกตัวจะมีหัวล้านอยู่ใต้หงอนของมัน

แม้เวลาจะผ่านไป แต่คำสาปของทั้งสองยังคงอยู่ เป็นเครื่องเตือนใจว่า การกระทำโดยไม่ไตร่ตรอง อาจนำมาซึ่งผลที่ไม่มีวันย้อนคืนได้

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องนกกาลาห์กับกิ้งก่าหนาม 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “การกระทำโดยไม่คิด อาจนำไปสู่ผลที่ไม่มีวันย้อนคืน และความแค้นที่ตอบโต้กัน มีแต่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องเจ็บปวดไปตลอดกาล”

กิ้งก่าหนามเล่นสนุกโดยไม่คิดถึงผลลัพธ์จนทำร้ายนกกาลาห์โดยไม่ตั้งใจ แม้มันจะเสียใจ แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นได้ นกกาลาห์เลือกใช้ความแค้นตอบโต้ ทำให้ต่างฝ่ายต่างต้องแบกรับคำสาปไปชั่วชีวิต

สุดท้ายไม่มีใครเป็นผู้ชนะ มีเพียงร่องรอยของความผิดพลาดที่ติดตัวไปตลอดกาล

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องนกกาลาห์กับกิ้งก่าหนาม (อังกฤษ: The Galah, and Oolah the lizard) นิทานเรื่องนี้เป็นหนึ่งในตำนานพื้นบ้านของชาวอะบอริจิน (Aboriginal) แห่งออสเตรเลีย ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองที่มีวัฒนธรรมการเล่าเรื่องสืบทอดกันมายาวนาน พวกเขาใช้เรื่องเล่าเหล่านี้เพื่ออธิบายลักษณะของสัตว์ต่าง ๆ และสอนบทเรียนชีวิตให้กับคนรุ่นหลัง

เรื่องราวของกิ้งก่าหนามและนกกาลาห์ เป็นนิทานที่อธิบายว่าทำไมกิ้งก่าหนาม (Thorny Devil) จึงมีหนามแหลมและตัวสีแดง และทำไมนกกาลาห์ (Galah) ถึงมีหัวล้านใต้หงอน โดยแฝงข้อคิดเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการกระทำที่ขาดความรอบคอบ และการแก้แค้นที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่มีใครได้ประโยชน์

นิทานพื้นบ้านลักษณะนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “ดรีมไทม์ (Dreamtime)” ซึ่งเป็นแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างโลกและธรรมชาติของชาวอะบอริจิน เรื่องราวเหล่านี้ยังคงถูกเล่าขานและเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมออสเตรเลียมาจนถึงปัจจุบัน

“ความผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาที อาจเปลี่ยนโชคชะตาไปชั่วชีวิต และความแค้นที่ถูกตอบโต้ จะกลายเป็นโซ่ตรวนที่พันธนาการทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำไว้ตลอดกาล”