นิทานพื้นบ้านยุโรปเรื่องรัมเพิลสติลท์สกิน

ในโลกที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและความโลภ เรื่องราวตำนานนิทานพื้นบ้านสากลจากยุโรปพูดถึงว่าบางครั้งคำพูดเพียงคำเดียวอาจเปลี่ยนโชคชะตาของคนผู้หนึ่งไปตลอดกาล ไม่ว่าจะเป็นคำอวดอ้างที่เกินจริง คำสัญญาที่ให้ไว้โดยไม่คิด หรือข้อตกลงที่แลกเปลี่ยนด้วยสิ่งที่มีค่ามากกว่าที่คาดไว้ ผลลัพธ์ของมันอาจย้อนกลับมาหลอกหลอนในแบบที่ไม่มีวันคาดถึง

แต่เมื่อโชคชะตาผูกมัดด้วยพันธนาการของข้อตกลงที่มิอาจหลีกเลี่ยง ทางรอดเดียวคือไหวพริบและปัญญาที่เฉียบคมที่สุด ในโลกที่ดูเหมือนถูกควบคุมโดยอำนาจที่เหนือกว่า บางครั้งเพียงแค่รู้ชื่อที่แท้จริงของสิ่งหนึ่ง ก็อาจเปลี่ยนทุกอย่างได้ตลอดกาล… กับนิทานพื้นบ้านยุโรปเรื่องรัมเพิลสติลท์สกิน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านยุโรปเรื่องรัมเพิลสติลท์สกิน

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านยุโรปเรื่องรัมเพิลสติลท์สกิน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีช่างโม่แป้งยากจนคนหนึ่งอาศัยอยู่ในอาณาจักรที่รุ่งเรือง เขาไม่มีทรัพย์สินหรืออำนาจใด ๆ แต่ต้องการให้ผู้คนชื่นชมและยกย่องตนเอง วันหนึ่ง ขณะเข้าเฝ้าพระราชา เขากล่าวอวดอ้างขึ้นว่า

“โอ้พระองค์ ข้ามีบุตรสาวที่งดงามและมีพรสวรรค์น่าอัศจรรย์ นางสามารถปั่นฟางให้กลายเป็นทองคำได้!”

พระราชาผู้โลภมากทรงสนพระทัยทันที ดวงตาของพระองค์เป็นประกายด้วยความโลภ “ถ้าเป็นจริงอย่างที่เจ้าว่า จงส่งนางมาพบข้าที่วัง แล้วข้าจะให้รางวัลเจ้าอย่างงาม!”

ช่างโม่แป้งตกใจ เพราะเขาเพียงแต่โกหกเพื่อโอ้อวด แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธคำสั่งของพระราชา เขาจึงจำใจพาบุตรสาวไปยังวัง

เมื่อหญิงสาวมาถึง พระราชานำตัวนางไปยังห้องสูงของหอคอย ซึ่งเต็มไปด้วยกองฟางมากมาย และกงล้อปั่นด้าย จากนั้นพระองค์ตรัสว่า

“จงปั่นฟางเหล่านี้ให้กลายเป็นทองให้หมด ถ้าทำได้ ข้าจะให้รางวัลเจ้า แต่ถ้าไม่สำเร็จ เจ้าจะต้องตาย!”

หญิงสาวตกใจและหวาดกลัว นางไม่เคยปั่นฟางให้เป็นทองได้จริง ๆ นางนั่งร้องไห้ด้วยความสิ้นหวัง เพราะรู้ว่าไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ไม่มีทางทำได้

เมื่อหญิงสาวร้องไห้อยู่เพียงลำพัง ทันใดนั้นชายแคระลึกลับ ก็ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้านาง เขาสวมเสื้อผ้าเก่า ๆ แต่ดวงตาของเขาเป็นประกายด้วยความเจ้าเล่ห์

“เหตุใดเจ้าจึงร้องไห้?” เขาถาม

หญิงสาวสะอื้นและเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง ชายแคระหัวเราะเบา ๆ ก่อนกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น ข้าสามารถช่วยเจ้าได้ แต่เจ้าต้องให้สิ่งแลกเปลี่ยนกับข้า”

“ข้าไม่มีอะไรให้ท่านเลย…” หญิงสาวตอบด้วยเสียงสั่นเครือ

“สร้อยลูกปัดแก้วของเจ้าเป็นอย่างไร?” ชายแคระเสนอ

หญิงสาวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจปลดสร้อยคอของนางและยื่นให้เขา ชายแคระยิ้มด้วยความพึงพอใจ จากนั้นเขาก็เดินไปที่กงล้อปั่นด้าย และเริ่มปั่นฟางให้กลายเป็นทองคำ ต่อหน้านาง

ฟางที่เคยไร้ค่าเปล่งประกายกลายเป็นทองคำแท่ง หญิงสาวมองดูด้วยความตกตะลึง

รุ่งเช้า พระราชามาเปิดประตูห้องและพบว่าฟางทั้งหมดได้กลายเป็นทอง พระองค์ยิ้มอย่างพอใจ แต่ความโลภยังไม่หมดสิ้น

“เจ้าทำได้ดี แต่ข้าต้องการทองมากกว่านี้!” พระองค์ประกาศ

พระราชาสั่งให้นำหญิงสาวไปยังห้องอีกห้องหนึ่งซึ่งใหญ่กว่าเดิม และเต็มไปด้วยฟางมากมายขึ้นอีกสองเท่า พระองค์สั่งให้เธอทำเช่นเดิม และหากทำสำเร็จ พระองค์จะให้รางวัลยิ่งใหญ่กว่าเดิม

หญิงสาวถูกขังในห้องและตกอยู่ในความสิ้นหวังอีกครั้ง นางเริ่มร้องไห้เพราะไม่รู้จะทำอย่างไร

ไม่นาน ชายแคระลึกลับก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“ดูเหมือนเจ้าจะต้องการความช่วยเหลืออีกแล้ว” เขาพูด “ครั้งนี้เจ้าจะให้อะไรเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน?”

หญิงสาวไม่มีสร้อยคออีกแล้ว นางจึงถอดแหวนแก้ว ของนางและยื่นให้ชายแคระ เขาหัวเราะเบา ๆ รับแหวนไว้ แล้วลงมือปั่นฟางให้กลายเป็นทองอีกครั้ง

รุ่งเช้า พระราชาทรงดีใจเมื่อพบว่าทองคำเพิ่มขึ้นอีก แต่ยังไม่พอ พระองค์ต้องการทองมากกว่านี้

“คืนนี้เจ้าจะต้องทำให้ได้อีกครั้ง และถ้าสำเร็จ ข้าจะอภิเษกสมรสกับเจ้า และเจ้าจะได้เป็นราชินี!”

จากนั้น พระราชาสั่งให้นำหญิงสาวไปยังห้องที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งเต็มไปด้วยฟางมหาศาลกว่าทุกครั้ง พระองค์สั่งให้นางทำสำเร็จ มิฉะนั้น นางจะต้องตาย

หญิงสาวหมดหวังหนักกว่าเดิม เพราะตอนนี้นางไม่มีอะไรเหลือให้แลกเปลี่ยนอีกแล้ว…

หญิงสาวนั่งอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยกองฟางมหาศาล นางรู้ดีว่าตนไม่มีสมบัติใดเหลืออยู่แล้ว นางได้แต่ร้องไห้และสั่นกลัว เพราะหากคืนนี้นางไม่สามารถเปลี่ยนฟางให้เป็นทองได้ นางจะต้องตาย

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านยุโรปเรื่องรัมเพิลสติลท์สกิน 2

ทันใดนั้นเองชายแคระลึกลับก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เขาดูพอใจเป็นพิเศษ เพราะเขารู้ดีว่าหญิงสาวไม่มีทางเลือกอื่น

“ดูเหมือนเจ้ายังต้องการข้าอีกครั้ง?” เขาพูดพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“ได้โปรด ข้าไม่มีอะไรจะให้ท่านแล้ว…” หญิงสาวกล่าวอย่างสิ้นหวัง

“ถ้าเช่นนั้น เรามาทำข้อตกลงใหม่กัน หากข้าปั่นฟางให้เป็นทองให้เจ้าอีกครั้ง เจ้าต้องให้ข้าเป็นการตอบแทน… บุตรคนแรกของเจ้า!”

หญิงสาวตะลึงกับข้อเสนอ เธอไม่อยากยอมรับ แต่ในตอนนั้นนางไม่มีทางเลือกอื่น หากปฏิเสธ นางจะต้องตาย นางจึงพยักหน้าและกล่าวเสียงแผ่วเบา

“ตกลง ข้าสัญญา…”

ชายแคระหัวเราะเสียงดัง และเริ่มปั่นฟางเป็นทองคำจนเสร็จสิ้น ก่อนจะหายตัวไป

รุ่งเช้า พระราชาเสด็จเข้ามาในห้องและเมื่อพบว่าทุกอย่างเป็นทองคำ พระองค์ก็ทรงดีใจยิ่งนัก ด้วยความพอใจ พระองค์จึงทำตามสัญญาและอภิเษกสมรสกับหญิงสาว

หญิงสาวที่เคยเป็นเพียงลูกของช่างโม่แป้ง บัดนี้กลายเป็นราชินีแห่งอาณาจักร

นางคิดว่าเรื่องราวทั้งหมดจบลงแล้ว และไม่เคยเอ่ยถึงข้อตกลงกับชายแคระอีกเลย

ไม่นานนัก ราชินีให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง นางรักลูกของตนสุดหัวใจ และลืมเรื่องคำสัญญาที่เคยให้ไว้แก่ชายแคระไปเสียสิ้น

แต่ในคืนหนึ่ง ขณะที่นางกำลังอุ้มบุตรอยู่ ชายแคระลึกลับก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง

“ถึงเวลาแล้ว! ส่งเด็กน้อยมาให้ข้าตามที่เจ้าสัญญาไว้!”

ราชินีตกใจจนแทบยืนไม่ไหว นางกอดลูกแน่นและร้องไห้อ้อนวอน

“ได้โปรด อย่าพรากลูกข้าไป ข้าจะให้ทรัพย์สมบัติใด ๆ ที่ท่านต้องการ!”

แต่ชายแคระส่ายหัว “ข้าไม่ต้องการเงินทอง ข้าต้องการเด็กน้อยตามที่เจ้าสัญญา!”

ราชินีร่ำไห้และอ้อนวอนอย่างหมดหวัง ชายแคระครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเสนอข้อตกลงใหม่

“ก็ได้ ข้าจะให้โอกาสเจ้า หากเจ้าสามารถเดาชื่อของข้าได้ภายใน สามวัน ข้าจะปล่อยเด็กไป”

ราชินีรู้ว่านี่คือโอกาสสุดท้าย นางจึงตกลงและเริ่มคิดหาวิธีเอาชนะเขา

วันแรก นางให้เหล่านางกำนัลช่วยกันเดาชื่อทั้งหมดที่เป็นไปได้

“ชื่อของเจ้าคือ ฮันส์? คอนราด? โยฮันน์?”

แต่ชายแคระเพียงหัวเราะและกล่าวว่า “ไม่ใช่ ไม่ใช่ ไม่ใช่!”

วันที่สอง นางพยายามนึกถึงชื่อที่แปลกออกไป

“อาจเป็น ซาบาเซียน? กัสตาฟ? เอเวอราร์ด?”

แต่ชายแคระยังคงหัวเราะและส่ายหัว

คืนสุดท้าย ราชินีรู้ว่าเวลาใกล้หมดลง นางจึงส่งคนของนางออกไปสำรวจป่าเพื่อหาเบาะแส

ในที่สุดหนึ่งในทหารของนางเดินทางไปไกลจนถึงชายป่า และได้ยินเสียงประหลาด เขาแอบซ่อนตัวและมองดูว่าเกิดอะไรขึ้น

ที่กลางป่าชายแคระลึกลับกำลังเต้นรอบกองไฟและร้องเพลงเสียงดัง

“คืนนี้คืนนี้ ข้าจัดเตรียมแผนการ
พรุ่งนี้พรุ่งนี้ เด็กน้อยจะเป็นของข้า
ราชินีไม่มีวันชนะเกมนี้
เพราะชื่อของข้าคือ รูมเพลสทิลท์สกิน!”

ทหารตกใจและรีบกลับไปแจ้งราชินี

เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อชายแคระมาทวงคำตอบ ราชินีแสร้งทำเป็นไม่รู้

“ชื่อของเจ้าคือ… บัลธาซาร์?”

“ไม่ใช่!” ชายแคระพูดอย่างมั่นใจ

“ถ้าเช่นนั้น เจ้าอาจชื่อ กาสปาร์?”

“ไม่ใช่!” ชายแคระเริ่มหัวเราะ

“หรือว่า…” ราชินีหยุดนิ่งครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม “เจ้ามีชื่อว่ารูมเพลสทิลท์สกิน ใช่หรือไม่?”

ทันใดนั้นชายแคระตัวแข็งทื่อ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง

“เป็นไปไม่ได้! เจ้ารู้ชื่อของข้าได้อย่างไร?!”

เขากรีดร้องด้วยความโกรธ ก่อนจะกระทืบเท้าลงกับพื้นอย่างแรงจนเกิดเป็นเหวลึก แล้วเขาก็ตกลงไปและหายสาบสูญตลอดกาล

เขากระทืบเท้าลงบนพื้นอย่างแรง จนพื้นดินแตกออกเป็นเหวลึก ทันใดนั้นเอง ร่างของเขาก็ตกลงไปในเหวนั้นและหายสาบสูญตลอดกาล

ราชินีทอดถอนใจด้วยความโล่งอก นางกอดลูกน้อยของตนไว้แน่น รู้สึกว่าภาระอันหนักอึ้งที่แบกรับมานานได้ถูกปลดเปลื้องลงเสียที

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ราชินีปกครองอาณาจักรอย่างสงบสุขและมีความสุขกับครอบครัวของนาง นางไม่เคยลืมบทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านยุโรปเรื่องรัมเพิลสติลท์สกิน 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “คำสัญญาที่ให้ไว้โดยไม่คิดให้รอบคอบ อาจย้อนกลับมาทำร้ายเราได้” ราชินียอมทำข้อตกลงกับชายแคระเพราะความสิ้นหวัง แต่ภายหลังต้องหาทางดิ้นรนเพื่อรักษาลูกของตน

“ความโลภและความเย่อหยิ่งนำไปสู่หายนะ” พระราชาต้องการทองไม่รู้จบและชายแคระมั่นใจเกินไปในความลับของตน จนสุดท้ายต่างก็พบจุดจบที่แตกต่างกัน

“สติปัญญาและไหวพริบสามารถช่วยให้เรารอดพ้นจากสถานการณ์เลวร้าย” แม้จะตกอยู่ในเงื่อนไขที่ดูเหมือนไม่มีทางออก ราชินีก็ใช้ไหวพริบและความพยายามในการเปิดเผยความลับของชายแคระและช่วยลูกของตนเองได้ในที่สุด

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านยุโรปเรื่องรัมเพิลสติลท์สกิน (อังกฤษ: Rumpelstiltskin) นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานพื้นบ้านของทวีปยุโรปเล่าขานในหลายประเทศ ซึ่งได้รับการบันทึกและเผยแพร่โดย พี่น้องกริมม์ (Brothers Grimm) ในหนังสือ “Children’s and Household Tales” (Kinder- und Hausmärchen) ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1812

เรื่องราวของรูมเพลสทิลท์สกิน มีรากฐานมาจากนิทานพื้นบ้านของยุโรปที่มีลักษณะคล้ายกันเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตลึกลับที่ต้องการแลกเปลี่ยนความช่วยเหลือกับบางสิ่งจากมนุษย์ โดยเฉพาะการตั้งเงื่อนไขให้ทายชื่อเพื่อเอาชนะ นิทานประเภทนี้ปรากฏอยู่ในหลายวัฒนธรรม เช่น

  • “Tom Tit Tot” (อังกฤษ)
  • “Whuppity Stoorie” (สกอตแลนด์)
  • “Ricdin-Ricdon” (ฝรั่งเศส)
  • “Rumplestilz” (เยอรมนีในเวอร์ชันดั้งเดิม)

ชื่อ Rumpelstiltskin มาจากภาษาเยอรมัน โดย “Rumpelstilz” หมายถึง ปีศาจตัวเล็กที่คอยก่อกวน ซึ่งในวัฒนธรรมยุโรปมีความเชื่อเกี่ยวกับภูตหรือสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ที่ชอบเล่นตลกและสร้างปัญหาให้กับมนุษย์

นิทานประเภทนี้สะท้อนแนวคิดเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนอย่างไม่เป็นธรรม ไหวพริบในการเอาชนะอุปสรรค และผลของคำสัญญาที่ประมาท ซึ่งเป็นธีมที่พบได้บ่อยในนิทานยุโรปยุคกลาง นิทานเรื่องนี้ยังได้รับการดัดแปลงเป็นวรรณกรรม ภาพยนตร์ และสื่อต่าง ๆ ในยุคปัจจุบัน ทำใหนิทานเรื่องนี้ กลายเป็นหนึ่งในนิทานที่ทรงอิทธิพลและเป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลกถึงกระทั่งยุคปัจจุบันนี้

“การแลกเปลี่ยนที่ไม่เป็นธรรม อาจให้สิ่งที่ต้องการชั่วคราว แต่ต้องจ่ายคืนด้วยราคาที่คาดไม่ถึง”

นิทานพื้นบ้านยุโรปเรื่องราพันเซล

ท่ามกลางป่าลึกที่ไร้ทางออก มีเรื่องเล่าขานตำนานนิทานพื้นบ้านสากลจากทวีปยุโรป โดยมีหอคอยสูงเสียดฟ้าตั้งตระหง่าน ราวกับถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกักขังบางสิ่งที่ไม่ควรได้รับอิสรภาพ ไม่มีประตู ไม่มีบันได มีเพียงหน้าต่างเล็ก ๆ ที่มองเห็นโลกภายนอกได้ไกลสุดสายตา

แต่ภายในนั้นมีใครบางคนกำลังรอคอยบางสิ่ง รอวันที่สายลมจะพัดพาโชคชะตาเข้ามาหาเธอ รอวันที่โซ่ตรวนที่มองไม่เห็นจะถูกทำลาย และรอวันที่เธอจะได้ค้นพบว่า โลกกว้างนั้นไกลแค่ไหน… และเธอพร้อมจะก้าวออกไปหรือไม่ กับนิทานพื้นบ้านยุโรปเรื่องราพันเซล

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านยุโรปเรื่องราพันเซล

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านยุโรปเรื่องราพันเซล

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอาณาจักรที่ห่างไกล มีคู่สามีภรรยาที่อาศัยอยู่ในกระท่อมเล็ก ๆ ใกล้กับ สวนลึกลับ ซึ่งเป็นของแม่มดที่ทรงพลังที่สุดในดินแดน นางชื่อว่าโกเธล ผู้ไม่มีใครกล้าท้าทาย

วันหนึ่ง ภรรยาตั้งครรภ์ หลังจากเฝ้ารอมาเนิ่นนานคู่สามีภรรยาผู้ปรารถนาจะมีลูก ก็ได้รับข่าวดีว่าพวกเขากำลังจะมีลูก ทว่าความสุขของพวกเขากลับถูกบดบังด้วยเงามืดของโชคชะตาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

วันหนึ่ง ภรรยาเหลือบไปเห็นพืชชนิดหนึ่งในสวนผัก ซึ่งก็คือผักราพันเซลใบเขียวสดชวนลิ้มลอง (ซึ่งก็คือสลัดข้าวโพดหรือผักโขม) เธอรู้สึกโหยหามันอย่างประหลาด ร่างกายของเธออ่อนแรงลงทุกวัน และเธอปฏิเสธที่จะกินอาหารอื่น สามีของเธอเห็นดังนั้นจึงวิตกกังวล หากปล่อยไว้ ชีวิตของภรรยาและลูกในครรภ์อาจตกอยู่ในอันตราย

คืนหนึ่งเขาตัดสินใจแอบปีนข้ามกำแพงสวนเข้าไป มือของเขาสั่นเล็กน้อยขณะดึงใบพืชสีเขียวสดมาไว้ในมือ ก่อนจะรีบปีนกลับไปที่บ้าน

เมื่อภรรยาได้กินเข้าไปดวงตาของเธอก็เปล่งประกาย ราวกับร่างกายของเธอกลับมามีชีวิตอีกครั้ง แต่แล้วในวันถัดมา เธอกลับต้องการมันมากขึ้นจนไม่อาจห้ามใจได้

“ข้าต้องการมันอีก…” เธอกระซิบเสียงเบา แต่เต็มไปด้วยความต้องการที่ไม่อาจต้านทานได้

สามีของเธอจำใจกลับไปที่สวนต้องห้ามอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ เขาไม่โชคดีเหมือนครั้งแรก

“เจ้าขโมยของจากข้า!”

เสียงแหลมเย็นเยียบดังขึ้น เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากเงามืด นางคือแม่มดโกเธล ดวงตาของนางเป็นประกายวาววับ รอยยิ้มของนางเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม

ชายคนนั้นทรุดตัวลง “ข้าขออภัยภรรยาของข้ากำลังตั้งครรภ์ นางต้องการมันเพื่อมีชีวิตรอด!”

แม่มดโกเธลหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะกล่าว “ข้าจะให้เจ้าหยิบผักราพันเซลไปเท่าที่ต้องการ… แต่เจ้าต้องแลกกับสิ่งมีค่าที่สุดของเจ้า”

“อะไรก็ได้! ขอเพียงภรรยาของข้ายังมีชีวิตอยู่!”

แม่มดโกเธลโน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างหูของเขา “เมื่อเด็กเกิดมา… เจ้าต้องยกมันให้ข้า”

เมื่อภรรยาให้กำเนิดบุตรสาวแม่มดโกเธลก็มาปรากฏตัวทันที นางไม่ปล่อยให้มีการอ้อนวอนใด ๆ “ถึงเวลาทำตามคำสัญญาแล้ว” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

นางพรากเด็กหญิงไปตั้งแต่วินาทีแรกตั้งชื่อเธอว่า “ราพันเซล” ตามชื่อพืชต้องสาปที่นำพาชะตากรรมอันเลวร้ายมาสู่ครอบครัวของเธอ

ราพันเซลเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กหญิงผู้เลอโฉมที่สุดในดินแดน ผมของเธอเป็นสีทองดั่งแสงอาทิตย์ ส่องประกายราวกับต้องมนตร์

แต่เมื่อเธออายุได้สิบสองปี แม่มดโกเธลก็ตัดสินใจจองจำเธอไว้ตลอดกาล

กลางป่าลึก นางสร้างหอคอยที่สูงเสียดฟ้า ไร้ทั้งประตูและบันได มีเพียงหน้าต่างเล็ก ๆ บนยอดสุดของหอคอย

ราพันเซลไม่เคยได้ออกไปสัมผัสโลกภายนอก นางมีเพียงหน้าต่างบานเดียวที่ทอดสายตาออกไปไกลสุดขอบฟ้า แต่ไม่เคยรู้เลยว่าขอบฟ้านั้นไกลเพียงใด

ทุกวัน แม่มดโกเธลจะมาหาเธอ นางจะยืนอยู่ใต้หอคอยและร้องเรียก

“ราพันเซล ราพันเซล! ปล่อยผมของเจ้าลงมา!”

เด็กสาวจะปล่อยเส้นผมสีทองอร่ามของเธอลงไป เส้นผมยาวจนแตะพื้นดิน และโกเธลก็จะปีนขึ้นไปโดยใช้เส้นผมนั้น

นี่คือชีวิตที่ราพันเซลรู้จัก

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านยุโรปเรื่องราพันเซล 2

เธอไม่เคยเห็นผู้คน ไม่เคยออกจากหอคอย ไม่เคยสัมผัสสิ่งใดนอกจากกำแพงหินและเงาของแม่มด

แต่เธอไม่รู้เลยว่าโชคชะตากำลังจะเปลี่ยนไป…

ในค่ำคืนหนึ่ง เสียงฝีเท้าของใครบางคนดังขึ้นใต้หอคอย และสิ่งนั้นไม่ใช่แม่มดโกเธล…

คืนหนึ่ง เจ้าชายจากอาณาจักรใกล้เคียงเดินล่าสัตว์ในป่าลึก ทันใดนั้น เขาได้ยินเสียงร้องเพลงอ่อนหวานดังขึ้นจากหอคอยสูง เขาเฝ้าดูอยู่ห่างๆ จนเห็นแม่มดโกเธลมายืนใต้หอคอยและร้องเรียก

“ราพันเซล ราพันเซล! ปล่อยผมของเจ้าลงมา!”

ทันทีที่เส้นผมสีทองร่วงลงมา แม่มดปีนขึ้นไป เจ้าชายเข้าใจทันทีว่า นี่คือทางขึ้นเพียงทางเดียว

คืนนั้นเขารอจนโกเธลจากไปแล้วลองทำเช่นเดียวกัน “ราพันเซล ราพันเซล! ปล่อยผมของเจ้าลงมา!”

เด็กสาวเข้าใจผิดคิดว่าเป็นแม่มด เธอจึงปล่อยเส้นผมลงไป และเจ้าชายปีนขึ้นไปถึงห้องของเธอ

“ท่านเป็นใคร?” ราพันเซลตกใจถอยหลัง

“ข้าได้ยินเสียงเจ้า ข้าต้องการช่วยเจ้าออกจากที่นี่” เจ้าชายพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

เธอไม่เคยพบใครนอกจากแม่มด แต่เจ้าชายแตกต่างไปจากสิ่งที่เธอเคยรู้จัก เขากลับมาหาเธอทุกคืน ทั้งสองพูดคุยกันและตกหลุมรักกัน

“ข้าจะช่วยเจ้าหนี เราจะใช้ผ้าถักเป็นบันได เจ้าต้องปล่อยมันลงไปทุกคืนจนกว่ามันจะยาวพอ”

ราพันเซลพยักหน้า แต่เธอไม่รู้เลยว่า มีเงามืดกำลังจับตาดูอยู่

วันหนึ่ง ขณะโกเธลปีนขึ้นไป ราพันเซลเผลอพูด “แม่จ๋า ทำไมท่านตัวหนักกว่าเจ้าชาย?”

แม่มดโกเธลชะงัก “เจ้าพูดว่าอะไรนะ?”

ราพันเซลหน้าซีด เธอรู้ทันทีว่าตัวเองพลาดแล้ว แม่มดจ้องเธอด้วยความโกรธ ก่อนจะ คว้ากรรไกรขึ้นมาตัดเส้นผมสีทองขาดสะบั้น!

“เจ้าไม่สมควรได้รับแสงสว่างของโลกใบนี้!”

แม่มดขับไล่ราพันเซลไปยังป่าทึบ ทิ้งเธอให้อยู่เพียงลำพัง คืนนั้นเจ้าชายมาหาเธอตามปกติ แต่เมื่อปีนขึ้นไปถึงยอดหอคอย เขากลับพบโกเธลยืนรออยู่

“เจ้าจะไม่ได้พบกับนางอีก!” แม่มดกรีดร้องก่อนผลักเขาตกจากหอคอย

เขาร่วงลงกระแทกพื้น กิ่งไม้หนามบาดเข้าที่ดวงตาของเขา ทำให้เขาสูญเสียการมองเห็น

หลายปีผ่านไป ราพันเซลเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอดในป่า ขณะที่เจ้าชายเดินเร่ร่อนอย่างสิ้นหวัง

วันหนึ่ง เจ้าชายได้ยินเสียงร้องเพลงที่เขาไม่มีวันลืม เขาค่อยๆ เดินไปตามเสียงนั้น จนกระทั่งราพันเซลพบเขา

เธอวิ่งเข้าไปกอดเขา น้ำตาของเธอไหลลงบนดวงตาที่บอดสนิท

ทันใดนั้น สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น ดวงตาของเจ้าชายกลับมามองเห็นอีกครั้ง

เจ้าชายพาเธอกลับสู่อาณาจักรของเขา เธอได้เห็นโลกภายนอกเป็นครั้งแรก และไม่มีใครเคยพบโกเธลอีกเลย

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านยุโรปเรื่องราพันเซล 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… อิสรภาพไม่ได้ถูกมอบให้ แต่ต้องแสวงหา ราพันเซลเติบโตมาในหอคอยที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกักขังเธอ แต่เมื่อเธอได้เห็นโอกาส เธอกล้าพอที่จะคว้ามันไว้

ความรักและความหวังสามารถนำทางเราออกจากความมืดมิด แม้เจ้าชายจะสูญเสียการมองเห็น แต่เขาไม่ยอมแพ้ และในที่สุด น้ำตาของราพันเซลก็นำพาแสงสว่างกลับคืนมา

ส่วนคนที่พยายามกักขังผู้อื่นไว้กับความกลัว ย่อมถูกลืมเลือนไปในที่สุด

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านยุโรปเรื่องราพันเซล (อังกฤษ: Rapunzel) เป็นนิทานพื้นบ้านของทวีปยุโรปที่ได้รับการบันทึกโดยพี่น้องกริมม์ และตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1812 ในนิทานชุด Children’s and Household Tales แต่เรื่องราวของหญิงสาวที่ถูกขังในหอคอยนั้นมีต้นกำเนิดเก่าแก่กว่านั้นมาก

ตำนานของหญิงสาวที่ถูกกักขังและช่วยเหลือโดยชายหนุ่ม มีรากฐานมาจากนิทานยุโรปหลายเรื่อง หนึ่งในเรื่องเก่าแก่ที่สุดมาจากอิตาลีเรื่อง “Petrosinella” ซึ่งเขียนโดยจามบาตติสตา บาซิเล ในปี 1634 ในเรื่องนี้ เด็กหญิงถูกพาตัวไปโดยแม่มดและขังไว้ในหอคอยสูง เช่นเดียวกับราพันเซล เธอใช้เส้นผมเป็นทางให้เจ้าชายปีนขึ้นไปหาเธอ ต่อมาชาร์ลส์ แปร์โรลต์ นักเขียนชาวฝรั่งเศส ได้นำนิทานนี้ไปปรับแต่งเป็น “Persinette” ในปี 1698 โดยเพิ่มรายละเอียดเกี่ยวกับพลังวิเศษของน้ำตานางเอกที่ช่วยรักษาดวงตาของเจ้าชาย ซึ่งกลายมาเป็นจุดสำคัญในเวอร์ชันของกริมม์

เมื่อพี่น้องกริมม์นำเรื่องราวนี้มาบันทึก พวกเขาเปลี่ยนบางรายละเอียดให้เข้ากับนิทานเยอรมัน โดยในเวอร์ชันแรก ราพันเซลเผลอถามแม่มดว่า “ทำไมเสื้อข้าถึงคับขึ้นทุกวัน?” ซึ่งบ่งบอกว่าเธอกำลังตั้งครรภ์หลังจากพบเจ้าชาย ทำให้แม่มดโกเธลโกรธจัดและขับไล่เธอไป แต่รายละเอียดนี้ถูกตัดออกในเวอร์ชันที่เผยแพร่ภายหลัง

“ราพันเซล” กลายเป็นหนึ่งในนิทานที่ได้รับการดัดแปลงมากที่สุด ทั้งในวรรณกรรม การ์ตูน และภาพยนตร์ เช่น Tangled (2010) ของดิสนีย์ ซึ่งทำให้ราพันเซลเป็นตัวละครที่เข้มแข็งขึ้นและมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง แม้ว่านิทานเรื่องนี้จะผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลายศตวรรษ แต่แก่นแท้ของมันยังคงเป็นเรื่องราวของ เสรีภาพ ความรัก และการหลุดพ้นจากพันธนาการ

ไม่มีหอคอยใดสูงเกินกว่าความหวัง และไม่มีพันธนาการใดแข็งแกร่งกว่าความกล้าหาญของหัวใจที่ปรารถนาอิสรภาพ

นิทานพื้นบ้านยุโรปเรื่องหนูน้อยหมวกแดง

กลางป่ากว้างที่เงียบสงัด มีเส้นทางสายหนึ่งทอดยาวคดเคี้ยวไปสู่กระท่อมเก่าแก่ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางต้นไม้สูงตระหง่าน มันเป็นเส้นทางที่หลายคนเดินผ่านไปมา แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้กลับออกมา มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากทวีปยุโรป

ในหมู่บ้านใกล้ป่า เด็กหญิงผู้สวมหมวกสีแดงสดได้รับมอบหมายให้เดินทางไปเยี่ยมยายของเธอ แต่เธอไม่รู้เลยว่า วันนี้จะเป็นวันที่เธอได้เรียนรู้ว่า บางคำพูดอ่อนหวาน อาจเป็นเสียงของนักล่าที่เฝ้ารอเหยื่ออย่างใจเย็น… กับนิทานพื้นบ้านยุโรปเรื่องหนูน้อยหมวกแดง

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านยุโรปเรื่องหนูน้อยหมวกแดง

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านยุโรปเรื่องหนูน้อยหมวกแดง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เด็กหญิงตัวน้อยสวมหมวกสีแดงสดเดินเล่นอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้ เธอถูกเรียกว่า “หนูน้อยหมวกแดง” เพราะเธอสวมหมวกใบนี้เสมอ แม่ของเธอรักเธอมาก และยายของเธอก็รักเธอเช่นกัน

วันหนึ่ง แม่ของเธอเตรียมตะกร้าอาหารที่เต็มไปด้วยขนมปังอบใหม่และเนยสดก่อนจะยื่นให้ลูกสาว

“ลูกจ๋า ยายของเจ้าป่วยอยู่ที่กระท่อมกลางป่า เอานี่ไปให้ยายสิ แต่จำไว้ว่าห้ามออกนอกเส้นทางเด็ดขาด และอย่าหยุดคุยกับคนแปลกหน้า เข้าใจไหม?”

หนูน้อยหมวกแดงพยักหน้า “เข้าใจแล้วจ้ะแม่!”

เธอออกเดินทางเข้าไปในป่าที่เธอคิดว่าคุ้นเคยแต่วันนี้ป่าดูเงียบผิดปกติ กิ่งไม้แห้งกรอบลู่เอนไปตามสายลม เสียงนกร้องขาดหายเป็นช่วง ๆ ราวกับทุกชีวิตในป่ากำลังเฝ้าดูอะไรบางอย่าง

ขณะที่เธอเดินลึกเข้าไป เงาสีดำเคลื่อนตัวผ่านระหว่างต้นไม้ “เจ้ากำลังไปไหนหรือ เด็กน้อย?”

เสียงหนึ่งดังขึ้นเบา ๆ หนูน้อยหมวกแดงหยุดเดิน เธอหันไปและเห็นหมาป่าตัวใหญ่ยืนอยู่ริมทาง ดวงตาของมันเป็นประกายวาววับ มีรอยยิ้มแฝงเล่ห์เหลี่ยม

“ข้ากำลังไปเยี่ยมยายของข้าที่กระท่อมกลางป่า ยายข้าป่วย ข้าต้องรีบเอาของไปให้” หนูน้อยหมวกแดงตอบโดยไม่ลังเล

หมาป่าก้มหน้าลงใกล้ ๆ พร้อมเอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยน “โอ้ เด็กดีของข้า… แล้วกระท่อมของยายเจ้าอยู่ที่ไหนหรือ?”

เธอชี้ไปตามเส้นทางที่ทอดลึกเข้าไปในป่า โดยไม่รู้เลยว่าเธอเพิ่งบอกความลับสำคัญให้กับผู้ล่า

หมาป่าหัวเราะเบา ๆ แล้วมองไปรอบ ๆ ก่อนจะแสร้งทำเป็นใจดี “เจ้าเห็นไหม ดอกไม้พวกนั้นช่างสวยงามนัก ทำไมเจ้าไม่เก็บไปฝากยายของเจ้าด้วยล่ะ? นางคงดีใจแน่ ๆ”

หนูน้อยหมวกแดงลังเล เธอเหลือบมองไปยังทุ่งดอกไม้ที่งดงาม ก่อนจะคิดว่า “ยายต้องชอบแน่ ๆ!”

เธอจึงออกนอกเส้นทางไปเก็บดอกไม้ โดยไม่รู้เลยว่าในขณะที่เธอกำลังวุ่นอยู่กับดอกไม้ หมาป่ากำลังเร่งฝีเท้าผ่านเส้นทางลัดตรงไปยังกระท่อมของยายก่อนเธอ!

หมาป่าพุ่งตรงไปยังกระท่อมของยาย มันใช้เส้นทางลัดที่รู้จักดี กรงเล็บของมันข่วนลงบนพื้นดินขณะที่มันเร่งฝีเท้า มันรู้ดีว่าเวลานี้เป็นโอกาสเดียวที่จะลงมือ

ก๊อก ก๊อก ก๊อก!

เสียงเคาะประตูดังขึ้น ยายของหนูน้อยหมวกแดงซึ่งนอนป่วยอยู่บนเตียงเอ่ยเสียงแผ่วเบา “ใครน่ะ?”

“ข้าเองจ้ะ ยาย! หนูน้อยหมวกแดง!” หมาป่าตอบเสียงหวาน “ข้านำขนมปังและเนยสดมาให้”

ยายลังเล ก่อนจะตอบ “เข้ามาสิ ที่รัก ประตูไม่ได้ล็อก”

เพียงแค่ประตูเปิดออก เงาดำพุ่งเข้าไปทันที!

ในบางตำนาน ยายถูกหมาป่ากลืนลงท้องทันที ในบางตำนาน หมาป่าจับยายขังไว้ และสวมรอยเป็นเธอ

แต่ไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นแบบไหน… สัตว์ร้ายตัวนี้กำลังรอเหยื่อรายต่อไป

ไม่นานนักหนูน้อยหมวกแดงก็มาถึงกระท่อม หลังจากเก็บดอกไม้จนพอใจ เธอรีบวิ่งมาตามเส้นทาง แต่เมื่อถึงหน้ากระท่อมของยาย เธอรู้สึกถึงบางสิ่งที่แปลกไป

ม่านหน้าต่างปลิวไหวเบา ๆ แต่ ภายในบ้านเงียบเกินไป

เธอเคาะประตูเบา ๆ “ยายจ๋า หนูมาแล้ว!”

เสียงหนึ่งตอบกลับมา “เข้ามาสิ ที่รัก ประตูไม่ได้ล็อก…”

เสียงนั้นฟังดูเหมือนยายของเธอ… แต่ก็ดูแปลกประหลาดในเวลาเดียวกัน

เธอเปิดประตูและเดินเข้าไป ภายในห้องมีเพียงแสงเทียนริบหรี่ เตียงของยายดูราวกับมีเงาดำขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มหนา

เธอค่อย ๆ ก้าวเข้าไปใกล้ หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นทุกที

“ยายจ๋า… ทำไมวันนี้ห้องของยายมืดจัง?”

เงาบนเตียงขยับเล็กน้อย ก่อนเสียงแหบพร่าจะเอ่ยตอบ “เพราะยายป่วยมากเหลือเกินจ้ะลูกรัก…”

หนูน้อยหมวกแดงขมวดคิ้ว บางอย่างผิดปกติแน่ ๆ…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านยุโรปเรื่องหนูน้อยหมวกแดง 2

หนูน้อยหมวกแดงเดินเข้าไปใกล้เตียงของยาย แสงเทียนริบหรี่ทำให้เธอมองเห็นได้ไม่ชัดนัก แต่เงาร่างที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่มก็ดูผิดแปลกไปจากเดิม

“ยายจ๋า หนูเอาขนมปังกับเนยสดมาให้” เธอพูดขณะวางตะกร้าลงบนโต๊ะ

“โอ้ ดีจังเลยลูกรัก เข้ามาใกล้ ๆ ยายหน่อยสิ…” เสียงแหบพร่าดังขึ้น มันสั่นเครือเล็กน้อยราวกับพยายามปรับให้เหมือนเสียงของหญิงชรา

หนูน้อยหมวกแดงขมวดคิ้ว เธอเดินเข้าไปใกล้เตียงแต่ยังรู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติ เธอจ้องไปที่ใบหน้าของยาย แล้วเอ่ยถามอย่างสงสัย

“ยายจ๋า… ทำไมมือของยายใหญ่จัง?”

“เพื่อจะกอดเจ้าดี ๆ ไงหลานรัก…”

“แล้วทำไมหูของยายยาวจัง?”

“เพื่อจะได้ยินเสียงเจ้าชัด ๆ ไงหลานรัก…”

“แล้วทำไมตาของยายกลมโตขนาดนี้?”

“เพื่อจะได้มองเห็นเจ้าชัด ๆ ไงหลานรัก…”

หัวใจของหนูน้อยหมวกแดงเต้นแรงขึ้น เธอเริ่มถอยหลังเล็กน้อย สายตาของเธอจ้องไปที่ปากของยาย ก่อนจะเอ่ยถามเสียงสั่น

“แล้วทำไมฟันของยายแหลมคมจัง?”

“เพื่อจะได้กินเจ้าให้อร่อยขึ้นไงหลานรัก!!!”

ทันใดนั้น หมาป่าก็สะบัดผ้าห่มออกและกระโจนเข้าหาเธอ!

หนูน้อยหมวกแดงกรีดร้อง เธอถอยหลังอย่างรวดเร็ว แต่หมาป่ากระโจนเข้ามาหา กรงเล็บของมันเฉียดผ่านแขนของเธอไปเพียงเสี้ยววินาที

“ช่วยด้วย!!” เธอตะโกนสุดเสียง

ทันใดนั้น เสียงกระแทกดังสนั่น! ปัง!!!

ประตูของกระท่อมถูกกระแทกเปิดออก ชายร่างสูงสวมเสื้อคลุมหนังสัตว์ก้าวเข้ามา นายพรานแห่งป่าใหญ่!

“ถอยไป ไอ้หมาป่าชั่ว!” เขาตะโกนพลางเงื้อขวานขึ้น หมาป่าหันไปมอง ตาขวางด้วยความโกรธ แต่มันก็รู้ว่าตอนนี้มันไม่ใช่ผู้ล่าอีกต่อไป

นายพรานไม่รอช้า เขากระโจนเข้าหาหมาป่า ฟาดขวานใส่จนมันร้องโหยหวน หมาป่าพยายามหนี แต่เขาไม่ปล่อยให้มันรอด

เมื่อทุกอย่างสงบลง หนูน้อยหมวกแดงรีบมองหายายของเธอ

“ยายจ๋า… ยายอยู่ไหน?”

เสียงอ่อนแรงดังขึ้นจากมุมห้อง ยายถูกขังอยู่ในตู้เสื้อผ้า!

นายพรานรีบเปิดตู้ หนูน้อยหมวกแดงโผเข้ากอดยายของเธอ น้ำตาไหลออกมาด้วยความดีใจ

“หนูจะไม่ฟังคำพูดของคนแปลกหน้าอีกแล้ว!” เธอเอ่ยด้วยเสียงหนักแน่น

ตั้งแต่นั้นมา หนูน้อยหมวกแดงก็เรียนรู้ว่า ในโลกที่เต็มไปด้วยเงามืด เราต้องระวังผู้ที่พูดจาอ่อนหวาน แต่อาจซ่อนคมเขี้ยวไว้เบื้องหลัง

และตำนานของเด็กหญิงผู้เผชิญหน้ากับหมาป่าเจ้าเล่ห์ ก็กลายเป็นเรื่องเล่าที่ไม่มีวันถูกลืม

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านยุโรปเรื่องหนูน้อยหมวกแดง 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความไร้เดียงสาอาจนำไปสู่ภัยอันตราย หากเราเชื่อใจผิดคน หนูน้อยหมวกแดงเปิดเผยความลับของตนให้กับหมาป่าเพียงเพราะคำพูดอ่อนหวาน แต่โลกนี้ไม่ได้มีแต่ผู้หวังดี บางคนเข้าหาเราด้วยรอยยิ้ม แต่ซ่อนเขี้ยวเล็บไว้เบื้องหลัง

นอกจากนี้ คำเตือนจากผู้มีประสบการณ์มักมีค่าเสมอ แม่ของเธอบอกให้ระวัง อย่าออกนอกเส้นทาง แต่เธอกลับปล่อยให้ความอยากรู้อยากเห็นพาไปสู่ทางที่ผิด และเกือบต้องจ่ายด้วยชีวิต

สุดท้าย เราต้องเรียนรู้ว่าไม่ใช่ทุกเสียงที่ควรรับฟัง และไม่ใช่ทุกสิ่งที่ดูปลอดภัยจะไร้อันตราย

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านยุโรปเรื่องหนูน้อยหมวกแดง (อังกฤษ: Little Red Riding Hood) เป็นนิทานพื้นบ้านเก่าแก่ของยุโรปที่มีการเล่าขานมายาวนานก่อนจะถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร โดยมีรากฐานมาจากนิทานพื้นบ้านของฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี ซึ่งแต่ละเวอร์ชันมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป

เวอร์ชันแรกที่ถูกบันทึกอย่างเป็นทางการ มาจากชาร์ลส์ แปร์โรลต์ (Charles Perrault) นักเขียนชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 17 ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือ Histoires ou contes du temps passé (1697) เวอร์ชันนี้จบลงอย่างโหดร้าย หมาป่ากินหนูน้อยหมวกแดงเข้าไป และไม่มีใครมาช่วยเธอได้ เพื่อเป็นนิทานสอนใจเด็กหญิงให้ระวังบุคคลที่อาจเป็นอันตราย โดยเฉพาะชายแปลกหน้าที่ใช้คำพูดอ่อนหวานเพื่อหลอกล่อ

ต่อมาพี่น้องกริมม์ (Grimm Brothers) ได้บันทึกเวอร์ชันเยอรมันในศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นฉบับที่ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยมีการเพิ่มตัวละครนายพราน ที่เข้ามาช่วยชีวิตหนูน้อยหมวกแดงและยายจากท้องของหมาป่า ทำให้เรื่องราวมีบทสรุปที่ดีขึ้นและเน้นถึงความหวังและการได้รับความช่วยเหลือจากผู้กล้าหาญ

นอกจากสองเวอร์ชันหลักนี้ ยังมีนิทานพื้นบ้านของอิตาลีชื่อ “The False Grandmother” ที่เล่าถึงเด็กหญิงที่ถูกหมาป่าหรือ “มนุษย์หมาป่า” หลอกล่อ แต่เธอสามารถเอาตัวรอดได้ด้วยสติปัญญาของตนเอง โดยไม่ต้องมีตัวช่วย

ตลอดหลายศตวรรษ “หนูน้อยหมวกแดง” ได้รับการดัดแปลงในรูปแบบต่าง ๆ มากมาย ทั้งในนิทาน วรรณกรรม ภาพยนตร์ และการตีความในเชิงจิตวิทยา โดยบางเวอร์ชันมองว่าหมาป่าเป็นสัญลักษณ์ของภัยคุกคามที่เด็กหญิงต้องเผชิญเมื่อก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ทำให้นิทานเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องราวสำหรับเด็ก แต่เป็นการสะท้อนความเชื่อและค่านิยมของแต่ละยุคสมัย

“โลกนี้เต็มไปด้วยหมาป่าที่สวมรอยเป็นมิตร คำพูดอ่อนหวานอาจซ่อนเขี้ยวเล็บ และความไว้ใจผิดคน อาจนำพาเราไปสู่จุดจบที่ไม่มีวันย้อนกลับ”

นิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องฮันส์ผู้โชคดี

ตำนานนิทานพื้นบ้านสากลจากประเทศเยอรมนี เรื่องราวชีวิตของชายหนุ่มคนหนึ่งที่หลังจากทำงานหนักมานานหลายปี ฮันส์ได้รับรางวัลตอบแทนเป็นสมบัติล้ำค่า เขาตื่นเต้นและมุ่งหน้ากลับบ้าน โดยเชื่อว่าตัวเองเป็นชายที่โชคดีที่สุดในโลก

แต่ระหว่างทางเขากลับพบกับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดฝัน ทุกย่างก้าวที่เดินไปนำพาเขาสู่การตัดสินใจครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งอาจทำให้ใครหลายคนต้องส่ายหน้า… แต่สำหรับฮันส์ นี่อาจเป็นเส้นทางสู่โชคชะตาที่แท้จริงของเขา! กับนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องฮันส์ผู้โชคดี

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องฮันส์ผู้โชคดี

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องฮันส์ผู้โชคดี

กาลครั้งนานมาแล้ว ณ ดินแดนเยอรมันยุคกลาง ชายคนหนึ่งนามว่าฮันส์ผู้ซึ่งเป็นคนธรรมดาวัยทำงาน หลังจากทำงานรับใช้เจ้านายมานานถึงเจ็ดปี ฮันส์ก็ได้รับรางวัลตอบแทนเป็นก้อนทองคำขนาดเท่าหัวของเขา เมื่อเจ้านายมอบมันให้ ฮันส์รู้สึกว่าตัวเองเป็นชายที่โชคดีที่สุดในโลก เขาไม่เคยมีสมบัติมากมายขนาดนี้มาก่อน!

“ข้าโชคดีเหลือเกิน! ทองคำก้อนโตนี้จะทำให้ข้าอยู่สุขสบายไปตลอดชีวิต!” ฮันส์คิดอย่างมีความสุข ก่อนจะเริ่มออกเดินทางกลับบ้าน เพื่อไปหาแม่ที่รอคอยเขาอยู่

แต่หลังจากเดินไปได้ไม่นานก้อนทองคำที่ดูเป็นพรจากฟ้ากลับกลายเป็นภาระ มันหนักเหลือเกิน! ไหล่ของเขาปวดเมื่อย แขนของเขาช้ำไปหมด ความสุขของเขาเริ่มกลายเป็นความลำบาก

ขณะที่เขากำลังพักริมถนน ชายคนหนึ่งขี่ม้าสีดำตัวงาม ผ่านมา ฮันส์มองตามด้วยสายตาเป็นประกาย

“ถ้าข้ามีม้า ข้าจะเดินทางได้เร็วขึ้นและไม่ต้องแบกของหนักแบบนี้!”

ชายขี่ม้ามองก้อนทองของฮันส์แล้วหัวเราะ “เจ้าจะเดินทางไปทั้งอย่างนี้รึ? ทำไมไม่แลกทองคำของเจ้ากับม้าของข้าล่ะ?”

ฮันส์ตาโตด้วยความดีใจ “จริงหรือ!? ข้าโชคดีอีกแล้ว!” เขารีบยื่นทองคำให้ชายคนนั้น และรับม้าไว้แทน

“ตอนนี้ข้าจะถึงบ้านเร็วขึ้นกว่าที่คิดไว้!” ฮันส์คิด ขณะที่เขาปีนขึ้นหลังม้า

แต่แล้วปัญหาก็ตามมา…

ม้าไม่ได้เชื่องอย่างที่เขาคิดทันทีที่ฮันส์ตีหลังม้าเพื่อให้มันออกตัว มันกลับพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว! ฮันส์ตะโกนลั่น เขาพยายามควบคุมมัน แต่กลับถูกร่างของมันเหวี่ยงจนล้มลงไปกลิ้งอยู่กลางถนน ชุดของเขาเต็มไปด้วยฝุ่น และหัวปูดบวมจากการกระแทก

“โอ๊ย! ม้ามันเร็วเกินไป ข้าคงควบมันไม่ไหวแน่!”

ทันใดนั้น ชายคนหนึ่งเดินมาพร้อมวัวอ้วนท้วนตัวหนึ่ง เขาหัวเราะเมื่อเห็นฮันส์นั่งกุมหัว “เจ้าดูเหมือนไม่ถนัดขี่ม้านะ เพื่อนเอ๋ย วัวตัวนี้สิ! มันเชื่อง ใจดี แถมยังให้น้ำนมได้ทุกวัน!”

ฮันส์รีบลุกขึ้นมา “วิเศษไปเลย! ข้าคิดว่าข้าจะโชคดีขึ้นอีกครั้ง!” เขาแลกม้ากับวัวทันที

“คราวนี้แหละ ข้าจะมีน้ำนมดื่มตลอดทาง!”

แต่แน่นอนว่า… เขาคิดผิดอีกแล้ว

ฮันส์เดินไปตามทางพร้อมวัวตัวใหม่ของเขา เขาหวังว่าจะรีดนมดื่มระหว่างทาง แต่ปัญหาคือ… เขาไม่เคยรีดนมวัวมาก่อนเลย!

“อืม… วัวควรจะให้นมข้าได้สิ!” เขาพยายามบีบเต้านมของมัน แต่ทันใดนั้นวัวก็ถีบขาหลังขึ้นฟ้า! ฮันส์กระเด็นไปนอนแผ่บนพื้น!

“โอ๊ย! ไม่น่าเลย! ข้าคงไม่เหมาะกับการมีวัว…”

ขณะที่เขานั่งกุมแข้งกุมขาอยู่ ชายคนหนึ่งเดินผ่านมาเขาถือเชือกจูงหมูอ้วนตัวหนึ่ง

“ดูเหมือนเจ้าจะลำบากกับวัวตัวนี้นะ” ชายแปลกหน้าพูดขึ้น “แต่เจ้ารู้ไหม? หมูเลี้ยงง่ายกว่าวัวเยอะ มันกินอะไรก็ได้ และเมื่อเจ้ากลับถึงบ้าน เจ้าก็สามารถนำมันไปขายได้ในราคาดี!”

ฮันส์ตาเป็นประกาย “นั่นมันยอดเยี่ยมไปเลย! ข้าคงโชคดีขึ้นอีกแล้ว!” เขารีบแลกวัวกับหมูทันที

“คราวนี้ล่ะ ข้าจะได้กลับบ้านพร้อมกับหมูอ้วนที่ขายได้ราคาแน่นอน!”

แต่เขายังไม่รู้ว่า… ปัญหายังรออยู่ข้างหน้า

เขาจูงหมูเดินไปตามทางด้วยรอยยิ้ม แต่แล้วก็มีชายอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเขา สีหน้าเคร่งเครียด

“ขอแนะนำตัวก่อน ข้าคือผู้ดูแลหมู่บ้าน และข้าต้องเตือนเจ้าว่า… หมูตัวที่เจ้าถืออยู่น่ะ มันอาจถูกขโมยมา!”

ฮันส์หน้าซีด “หา!? เป็นไปได้ยังไง!?”

“เจ้าต้องระวังนะ ถ้าคนอื่นเห็นว่าเจ้าพาหมูขโมยไป เจ้าจะถูกจับ!”

ฮันส์ตกใจสุดขีด เขาไม่อยากมีปัญหา! เขาเพียงต้องการกลับบ้านพร้อมกับของติดมือไปให้แม่เท่านั้น!

“ถ้าเจ้าไม่อยากเสี่ยง ข้ามีข้อเสนอให้” ชายคนนั้นพูดพร้อมยิ้ม “ข้าจะช่วยเจ้าเอง! เจ้าลองแลกหมูของเจ้ากับห่านตัวนี้ดีไหม? มันสะอาด ปลอดภัย และขายได้ราคาดีเหมือนกัน!”

ฮันส์ถอนหายใจโล่งอก “วิเศษ! ข้าคงโชคดีขึ้นอีกแล้ว!”

เขารีบแลกหมูกับห่านโดยไม่คิดอะไรเลย…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องฮันส์ผู้โชคดี 2

ฮันส์เดินทางต่อพร้อมกับห่านตัวอ้วนในมือ เขามองมันแล้วคิดว่า “คราวนี้ข้าคงได้ของที่มีค่าจริง ๆ สักที! ห่านมีขนนุ่มฟู ขนของมันสามารถถอนมาทำหมอนขายได้ อีกไม่นานข้าคงรวยแน่!”

ระหว่างที่เดินไปตามทาง เขาได้พบกับชายชราคนหนึ่ง ชายคนนั้นถือก้อนหินลับมีดอยู่ในมือและกำลังลับมีดอย่างตั้งใจ

“เจ้าหนุ่ม ดูเหมือนเจ้าจะเดินทางมาไกลนะ แล้วห่านตัวนี้ของเจ้าล่ะ เอาไปทำอะไร?”

“ข้าจะเอาไปขาย!” ฮันส์ตอบด้วยรอยยิ้ม

“งั้นเจ้ารู้ไหม ว่าสิ่งที่มีค่าจริง ๆ ไม่ใช่ห่าน… แต่เป็นก้อนหินลับมีดนี่ต่างหาก!” ชายชราพูด “หากเจ้ามีมัน เจ้าสามารถลับมีด ลับขวาน และทำงานหาเงินได้ตลอดชีวิต ไม่มีวันหมดค่า!”

ฮันส์ตาโต “จริงหรือ!? ข้าโชคดีอีกแล้ว!”

เขารีบแลกห่านกับก้อนหินลับมีดทันที ตอนนี้เขาเชื่อสุดใจว่าตัวเองกำลังถือ “สมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต”

“ข้าไม่ต้องกังวลเรื่องความยากจนอีกต่อไปแล้ว!” ฮันส์คิดขณะเดินต่อไปด้วยหัวใจพองโต

แต่เขายังไม่รู้ว่า… หายนะกำลังรออยู่ข้างหน้า

ฮันส์เดินต่อไป พร้อมกับจินตนาการถึงชีวิตใหม่ที่กำลังรอเขาอยู่ แต่แล้ว… เท้าของเขาสะดุดก้อนหิน! พรืด!

ฮันส์เสียหลักล้มหน้าคะมำ และก้อนหินลับมีดในมือของเขากระเด็นออกไป มันกลิ้งตกลงไปในบ่อน้ำ จ๋อม!

เขารีบโถมตัวไปดู แต่สายไปแล้วก้อนหินหายลับไปใต้ผืนน้ำ สำหรับใครหลายคน นี่อาจเป็นจุดจบของโชคดีแต่สำหรับฮันส์…

เขายืนขึ้นปัดฝุ่นจากเสื้อผ้า แล้วหัวเราะเสียงดัง! “โอ้ ข้าโชคดีจริง ๆ! ข้าสลัดภาระทุกอย่างทิ้งไปหมดแล้ว!”

“ตอนนี้ข้าไม่ต้องแบกอะไรอีกต่อไป ข้ามีอิสระอย่างแท้จริง!”

ฮันส์เดินทางต่อด้วยหัวใจที่เบาสบายเขากลับถึงบ้านมือเปล่า ไม่มีทองคำ ไม่มีวัว ไม่มีอะไรติดตัวเลย แต่เขายิ้มกว้าง เพราะเชื่อว่าตัวเองเป็น “คนที่โชคดีที่สุดในโลก”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องฮันส์ผู้โชคดี 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความสุขที่แท้จริงไม่ได้มาจากทรัพย์สินหรือสิ่งของ แต่มาจากมุมมองของเราเอง ฮันส์สูญเสียทุกอย่างไปทีละอย่าง แต่เขากลับไม่รู้สึกว่านั่นคือความโชคร้าย ตรงกันข้าม เขาเชื่อว่าทุกครั้งที่สูญเสีย เขากลับได้บางสิ่งที่ดีกว่าเดิม

ในโลกที่คนมากมายไล่ล่าความมั่งคั่งโดยไม่มีที่สิ้นสุด บางครั้งการปล่อยวางอาจเป็นความโชคดีที่สุดที่เราจะมอบให้ตัวเอง

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องฮันส์ผู้โชคดี (อังกฤษ: Hans in Luck) เป็นนิทานพื้นบ้านของเยอรมันที่ได้รับการบันทึกโดยพี่น้องกริมม์ (Grimm Brothers) และตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1812 ในหนังสือ Children’s and Household Tales นิทานเรื่องนี้มีลักษณะแตกต่างจากนิทานกริมม์เรื่องอื่น ๆ ตรงที่ ไม่มีเวทมนตร์ ไม่มีปีศาจหรือแม่มด มีเพียงเรื่องราวของชายหนุ่มที่มองโลกในแง่ดี แม้จะสูญเสียทุกสิ่งก็ตาม

รากฐานของนิทานเรื่องนี้สะท้อนถึงค่านิยมในเยอรมันช่วงศตวรรษที่ 18-19 ซึ่งเน้นเรื่องความพอใจในสิ่งที่มี และการปล่อยวางทางโลก นักวิชาการบางคนมองว่าเรื่องราวของฮันส์อาจได้รับอิทธิพลจากนิทานชาวบ้านเก่าที่มีมาก่อน หรือแม้แต่นิทานเชิงปรัชญาที่กล่าวถึงการละทิ้งทรัพย์สินเพื่อความสุขที่แท้จริง

“ฮันส์ผู้โชคดี” ได้รับการตีความและดัดแปลงในรูปแบบต่าง ๆ ตลอดหลายศตวรรษ บางเวอร์ชันมองว่าฮันส์เป็นชายหนุ่มที่โชคดีจริง ๆ เพราะเขาไร้ซึ่งภาระ ขณะที่บางเวอร์ชันก็มองว่าเขาเป็นตัวแทนของ ความไร้เดียงสาที่พาไปสู่ความว่างเปล่า

แม้จะถูกมองจากมุมไหน นิทานเรื่องนี้ยังคงเป็นหนึ่งในนิทานที่สะท้อนแนวคิดเรื่องความสุขและโชคชะตาได้อย่างลึกซึ้ง และเป็นที่จดจำในฐานะหนึ่งในนิทานเยอรมันที่แตกต่างแต่ทรงพลังที่สุดของพี่น้องกริมม์

“บางคนใช้ทั้งชีวิตไล่ล่าความมั่งคั่ง แต่ไม่เคยพบความสุข ขณะที่บางคนสูญเสียทุกอย่าง… แล้วพบอิสรภาพที่แท้จริง”

นิทานพื้นบ้านอังกฤษเรื่องแจ็คจอมขี้เกียจ

เรื่องเล่านิทานพื้นบ้านสากลจากอังกฤษ ถึงชายชื่อแจ็ค เขาเป็นชายหนุ่มที่ขึ้นชื่อเรื่องความขี้เกียจและซื่อจนเกินไป วันๆ เอาแต่นอน ไม่คิดจะทำงานหรือช่วยเหลือใคร แม่ของเขาต้องทำงานหนักเพียงลำพัง ขณะที่แจ็คใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมาย แม้จะถูกตำหนิหรือดุว่ามากเพียงใด เขาก็ยังคงเป็นแจ็คคนเดิม เชื่องช้า ไม่คิดหน้าคิดหลัง และมักเข้าใจคำสั่งผิดพลาดอยู่เสมอ

แต่บางครั้งโชคชะตาก็เล่นตลกกับคนที่ดูเหมือนจะไม่มีอนาคต เส้นทางที่เต็มไปด้วยความเข้าใจผิดและความผิดพลาดของแจ็ค อาจนำพาเขาไปสู่จุดหมายที่ไม่มีใครคาดฝัน เรื่องราวของชายผู้ไร้ไหวพริบคนนี้ จะลงเอยอย่างไร…? กับนิทานพื้นบ้านอังกฤษเรื่องแจ็คจอมขี้เกียจ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอังกฤษเรื่องแจ็คจอมขี้เกียจ

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านอังกฤษเรื่องแจ็คจอมขี้เกียจ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มีเด็กหนุ่มชื่อแจ็ค อาศัยอยู่กับแม่ของเขาในกระท่อมเก่า ๆ แม้จะโตเป็นหนุ่มแล้ว แจ็คก็ยังขี้เกียจสุด ๆ วัน ๆ เอาแต่นอนกลิ้งไปมา ไม่เคยช่วยงานบ้านหรือออกไปทำมาหากิน แม่ของเขาทำงานหนักเพียงลำพัง และต้องทนดูแจ็คใช้ชีวิตไปวัน ๆ

วันหนึ่ง แม่ของแจ็คหมดความอดทน นางยืนเท้าสะเอว มองลูกชายที่กำลังนอนหลับกลางวันบนกองฟาง “แจ็ค! ถ้าเจ้าไม่ออกไปหางานทำ ข้าจะไม่ให้ข้าวเจ้ากินอีกแล้ว!”

แจ็คลืมตาขึ้นเกาหัวงัวเงีย ก่อนจะพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ “ก็ได้ ๆ แม่ ไม่ต้องดุกันขนาดนั้น…”

เขายืดเส้นยืดสายเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน ก่อนจะออกเดินไปทั่วหมู่บ้านเพื่อหางานทำ

วันแรก แจ็คได้รับจ้างทำงานที่ฟาร์ม เจ้าของฟาร์มพอใจในตัวเขา แม้เขาจะทำงานเชื่องช้ากว่าปกติ เมื่อถึงเวลาเลิกงาน นายจ้างก็ยื่นเหรียญเงินให้เป็นค่าจ้าง แจ็คดีใจมากเขาไม่เคยมีเงินของตัวเองมาก่อน!

แต่ระหว่างเดินกลับบ้าน แจ็คเล่นโยนเหรียญไปมา พลางมองนกที่บินอยู่บนท้องฟ้าพลาด! เหรียญเงินหล่นลงไปในลำธาร

“โอ๊ะ! หายไปแล้วเหรอเนี่ย…” แจ็คพึมพำ แต่เขาไม่ได้คิดอะไรมาก รีบเดินกลับบ้าน

เมื่อแม่เห็นลูกชายตัวดีกลับมามือเปล่า นางขมวดคิ้วทันที “เงินค่าจ้างของเจ้าหายไปไหน!?”

“มันตกลงไปในลำธารระหว่างทาง…” แจ็คตอบหน้าตาเฉย

แม่ของเขาแทบจะตีหัวเขา “โธ่เอ๊ย! เจ้าควรจะเก็บมันไว้ในกระเป๋าสิ ไม่ใช่ถือเล่นไปมาแบบนั้น!”

“อ้อ! เข้าใจแล้วแม่! ครั้งหน้าข้าจะเอาใส่กระเป๋า!” แจ็คยิ้มกว้าง คิดว่าตัวเองได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญ

แต่เขาคิดผิด…

วันรุ่งขึ้น แจ็คออกไปทำงานอีกครั้ง คราวนี้เขาได้รับจ้างรีดนมวัวนายจ้างใจดีให้ “เหยือกนม” เป็นค่าจ้าง แจ็คดีใจมาก และนึกถึงคำสอนของแม่

“ครั้งที่แล้วข้าทำเหรียญเงินหายเพราะไม่ได้เก็บไว้ในกระเป๋า… ครั้งนี้ข้าจะทำให้ถูกต้อง!”

ดังนั้น แจ็คจึงเทนมทั้งเหยือกใส่กระเป๋าเสื้อของตัวเอง และเดินกลับบ้านอย่างภาคภูมิใจ

แน่นอน… นมหกเลอะเทอะไปหมด กระเป๋าเปียกโชก ตัวของแจ็คก็เหม็นหึ่ง

เมื่อกลับถึงบ้าน แม่ของเขาถึงกับเอามือกุมขมับ “โอ้ แจ็ค! ใครบอกให้เจ้าใส่นมไว้ในกระเป๋าแบบนั้น!?”

“ก็แม่บอกให้ข้าเก็บของมีค่าไว้ในกระเป๋าเองนี่!” แจ็คเถียงหน้าตาย

แม่ถอนหายใจยาว “เจ้าควรจะ หิ้วเหยือกไว้ดี ๆ ไม่ใช่เทใส่กระเป๋า!”

“อ้อ! เข้าใจแล้วแม่! ครั้งหน้าข้าจะหิ้วไว้ดี ๆ!” แจ็คพยักหน้าหนักแน่น คิดว่าครั้งนี้ตนเองได้เรียนรู้จริง ๆ

วันถัดมา แจ็คได้รับค่าจ้างเป็นแมวตัวหนึ่ง เขาจำได้ว่าแม่บอกให้ “หิ้วไว้ดี ๆ” ดังนั้นระหว่างเดินกลับบ้าน แจ็คจึงจับแมวห้อยไว้ในมือ โดยไม่ได้อุ้มมันดี ๆ

แมวไม่พอใจที่ถูกหิ้วหาง มันดิ้นข่วนมือแจ็คจนเลือดซิบ และในที่สุดก็กระโจนหนีไป แจ็คได้แต่มองมันวิ่งหายเข้าไปในพุ่มไม้ ก่อนจะถอนหายใจ “เฮ้อ… ทำไมมันถึงหนีไปนะ?”

เมื่อแม่รู้เรื่อง นางแทบจะตีหัวลูกชายตัวเองอีกรอบ “เจ้าควรจะอุ้มแมวดี ๆ ไม่ใช่หิ้วมันแบบนั้น!”

“อ้อ! เข้าใจแล้วแม่! ครั้งหน้าข้าจะอุ้มดี ๆ!” แต่แน่นอน… แจ็คก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอังกฤษเรื่องแจ็คจอมขี้เกียจ 2

วันรุ่งขึ้น แจ็คได้รับจ้างทำงานที่ตลาด และครั้งนี้ค่าจ้างของเขาคือก้อนเนยสดชิ้นใหญ่ แจ็คนึกถึงคำพูดของแม่เมื่อคืน “ครั้งหน้าข้าจะอุ้มดี ๆ!” ดังนั้นเขาจึงอุ้มก้อนเนยไว้ในอ้อมแขนแน่น ตลอดทางกลับบ้าน

ปัญหาคือ… วันนี้แดดร้อนจัด

แจ็คเดินไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้เลยว่าเนยกำลังละลาย ไขมันสีขาวไหลเยิ้มลงมาตามแขนของเขา พอถึงบ้าน เนยก็กลายเป็นน้ำมันเหนียว ๆ ไหลเต็มตัว แม่ของเขาเบิกตากว้าง “โอ้ แจ็ค! นี่เจ้าทำอะไรกับเนยของเจ้า!?”

“ข้าอุ้มมันไว้ดี ๆ ตามที่แม่บอกไง!” แจ็คยิ้มภูมิใจ

แม่ถอนหายใจยาว ก่อนจะพูดอย่างหมดหวัง “เจ้าน่าจะเอาห่อใบไม้แล้วแบกมันไว้บนศีรษะ จะได้ไม่ละลาย!”

“อ้อ! เข้าใจแล้วแม่! ครั้งหน้าข้าจะวางไว้บนหัว!”

วันต่อมา แจ็คได้รับลาเป็นค่าจ้าง คราวนี้เขาจำคำแม่ได้ขึ้นใจ “ครั้งที่แล้วแม่บอกให้ข้าวางไว้บนหัว งั้นครั้งนี้ข้าต้องทำแบบนั้น!”

ดังนั้น แจ็คจึงจับขาหน้าของลาพาดไว้บนไหล่ แล้วแบกมันขึ้นหลัง ใช่แล้ว เขาแบกลาทั้งตัว เดินกลับบ้าน…

ระหว่างทาง ทุกคนที่เห็นต่างตกตะลึง บางคนหัวเราะ บางคนคิดว่าเขาบ้า แต่มีคนหนึ่งที่ไม่ได้หัวเราะ นั่นคือเศรษฐีผู้มั่งคั่งแห่งหมู่บ้าน

เศรษฐีคนนั้นมีลูกสาวที่เป็นใบ้ ไม่เคยพูด ไม่เคยหัวเราะเลยตลอดชีวิต พ่อของนางพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกพูด แต่ไม่เคยสำเร็จ

แต่เมื่อหญิงสาวเห็นแจ็คแบกลาตัวโตเดินโซเซผ่านหน้าบ้าน นางก็หัวเราะออกมาอย่างสุดเสียง! “ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ!”

พ่อของนางตกใจมาก รีบสั่งให้คนรับใช้พาแจ็คเข้ามาในคฤหาสน์ “เด็กหนุ่ม! เจ้าทำให้ลูกสาวข้าหัวเราะเป็นครั้งแรกในชีวิต เจ้าต้องแต่งงานกับนาง!”

แจ็คงงไปหมด แต่พอเห็นว่าลูกสาวเศรษฐีงดงามเพียงใด และบ้านของนางหรูหราแค่ไหน เขาก็ตอบทันที “ได้เลยท่าน!”

สุดท้ายแจ็คจอมขี้เกียจ ก็กลายเป็นแจ็คผู้มั่งคั่ง ได้แต่งงานกับหญิงสาวที่ร่ำรวยที่สุดในเมือง มีบ้านหลังใหญ่และใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย

เมื่อแม่ของเขาได้ยินข่าว นางได้แต่ส่ายหน้าและพึมพำกับตัวเอง “หึ! ถ้าความโง่เขลานำพาโชคดีมาได้แบบนี้ ข้าก็ไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว…”

ส่วนแจ็คเอง ก็ยังคงเป็นแจ็คคนเดิม แต่ตอนนี้เขาขี้เกียจได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินอีกต่อไป!

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอังกฤษเรื่องแจ็คจอมขี้เกียจ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความโง่เขลาอาจทำให้เราล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่บางครั้งโชคชะตาก็เล่นตลก และความผิดพลาดที่ดูไร้สาระ อาจกลายเป็นสิ่งที่นำพาเราไปสู่ความสำเร็จอย่างไม่คาดฝัน

ในขณะเดียวกัน หากเราใช้ชีวิตอย่างไม่คิดหน้าคิดหลังและทำตามคำสั่งอย่างไม่ไตร่ตรอง เราอาจดูเหมือนคนโง่ในสายตาคนอื่น แต่ใครจะรู้… บางครั้งโลกก็ไม่ได้ให้รางวัลกับคนที่ฉลาดที่สุด แต่ให้รางวัลกับคนที่ดวงดีที่สุดแทน

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านอังกฤษเรื่องแจ็คจอมขี้เกียจ (อังกฤษ: The Lazy Jack) เป็นนิทานพื้นบ้านของอังกฤษที่ได้รับการบันทึกอย่างเป็นทางการโดย Joseph Jacobs ในนิทานชุด English Fairy Tales ปี ค.ศ. 1890 อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของแจ็คมีเค้าโครงที่คล้ายกับนิทานพื้นบ้านจากหลายวัฒนธรรมทั่วโลก ซึ่งเล่าถึงตัวละครที่เข้าใจคำสั่งผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนสุดท้ายโชคชะตากลับเข้าข้างเขาอย่างไม่คาดคิด

แนวคิดของนิทานเรื่องนี้คล้ายกับนิทานพื้นบ้านเยอรมันชื่อ “ฮันส์ผู้โชคดี (Hans in Luck)” ที่บันทึกโดยพี่น้องกริมม์ ซึ่งเล่าเรื่องชายหนุ่มที่แลกเปลี่ยนทรัพย์สินของเขาไปเรื่อย ๆ จนจากทองคำกลายเป็นก้อนหิน แต่กลับพอใจในโชคชะตาของตนเอง หรือแม้แต่นิทานตะวันออกบางเรื่องที่ตัวละครเอกทำสิ่งผิดพลาด แต่สุดท้ายกลับได้ผลลัพธ์ที่ดี

แจ็คจอมขี้เกียจจึงเป็นหนึ่งในนิทานที่สะท้อนอารมณ์ขันของนิทานพื้นบ้านอังกฤษ และแฝงข้อคิดเกี่ยวกับความโชคดีที่มาพร้อมกับความเข้าใจผิด ทำให้เป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมและถูกเล่าขานต่อมาจนถึงปัจจุบัน

“บางครั้งโลกก็ไม่ได้ให้รางวัลกับคนที่ฉลาดที่สุด แต่กับคนที่ดวงดีที่สุด และรู้จักหัวเราะให้กับความผิดพลาดของตัวเอง”

นิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องฮันเซลกับเกรเทล

ท่ามกลางป่าลึกที่เงียบสงัด มีหมู่บ้านเล็กๆ ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้สูงตระหง่าน ที่นั่น ได้เล่าขานถึงนิทานพื้นบ้านสากล ณ เยอรมนี โดยเป็นเด็กสองพี่น้องเติบโตขึ้นท่ามกลางความยากลำบาก โดยไม่รู้เลยว่าโชคชะตากำลังจะนำพาพวกเขาไปสู่บททดสอบที่โหดร้ายที่สุดในชีวิต

ในโลกที่ความหิวโหยสามารถทำให้คนทอดทิ้งกันได้ และสิ่งที่ดูหอมหวานอาจซ่อนพิษร้าย เด็กทั้งสองต้องเผชิญกับทางเลือกระหว่าง ความสิ้นหวัง หรือ การต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด… กับนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องฮันเซลกับเกรเทล

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องฮันเซลกับเกรเทล

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องฮันเซลกับเกรเทล

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ลึกเข้าไปในป่ากว้างใหญ่ของเยอรมัน มีช่างตัดไม้ยากจนคนหนึ่งอาศัยอยู่กับภรรยาและลูกสองคน ฮันเซลและเกรเทล ความยากจนกัดกินครอบครัวของพวกเขาจนแทบไม่มีอาหารเหลือ คืนหนึ่ง ขณะที่เด็ก ๆ กำลังนอนขดตัวอยู่บนฟางเก่า ๆ พ่อกับแม่เลี้ยงก็กระซิบคุยกันด้วยน้ำเสียงเย็นชา

ความยากจนทำให้แม่เลี้ยงยุให้พ่อพาพวกเขาไปปล่อยในป่า “ถ้าเด็กพวกนี้อยู่ต่อ เราจะอดตายกันหมด!” พ่อไม่อยากทำ แต่ก็ยอมจำนนต่อแรงกดดัน

ฮันเซลแอบได้ยินแผนชั่ว เขาย่องออกไปเก็บก้อนกรวดสีขาว และซ่อนมันไว้ในกระเป๋า เช้าวันต่อมา พวกเขาถูกพาเข้าไปในป่าลึก ขณะเดินไป ฮันเซลค่อย ๆ โรยก้อนกรวดเป็นแนวทางกลับ เมื่อถูกทิ้งไว้ตามลำพัง พวกเขานั่งรอจนแสงจันทร์ทอประกายก้อนกรวดสะท้อนแสงเป็นทางนำกลับบ้าน

พ่อดีใจจนน้ำตาคลอ แต่แม่เลี้ยงโกรธจัด คืนนั้นนางกระซิบกับพ่อ “พรุ่งนี้เราจะพาพวกมันไปทิ้งให้ไกลกว่าเดิม!” ฮันเซลพยายามออกไปเก็บกรวดอีกครั้งแต่ประตูถูกล็อกไว้แล้ว!

ฮันเซลกับเกรเทลลังเลมองหญิงชรา แต่นางยิ้มอย่างใจดีและกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน “ไม่ต้องกลัวนะเด็กน้อย ข้ามีขนมและอาหารอร่อยๆ ให้กินเยอะแยะ มานี่สิจ๊ะ…”

ความหิวทำให้พวกเขาไม่ทันสังเกตว่านิ้วของหญิงชราผอมโซเหมือนกระดูก หรือว่าดวงตาของนางเป็นประกายเย็นชา พวกเขาก้าวเข้าไปในบ้านโดยไม่ลังเล ภายในอบอุ่นและมีกลิ่นหอมหวาน อาหารมากมายถูกจัดเตรียมไว้ ขนมปัง เนย ชีส และผลไม้กองเต็มโต๊ะ พวกเขานั่งลงและกินอย่างตะกละตะกลาม ไม่ทันสังเกตเลยว่า แม่มดกำลังจ้องพวกเขาด้วยรอยยิ้มประหลาด

ทันใดนั้น!

เพล้ง! ประตูปิดดังลั่น ฮันเซลสะดุ้งสุดตัว ก่อนที่เขาจะลุกหนี มือของแม่มดก็ฟาดลงบนไหล่เขาอย่างแรง “เจ้าจะไปไหน? ข้าจับเจ้าได้แล้ว!”

“เกรเทล หนีไป!” ฮันเซลตะโกน แต่ไม่ทันแล้ว

แม่มดหัวเราะเสียงต่ำ “ฮ่าๆๆ เด็กโง่! ข้าจะขุนเจ้าให้ตัวอ้วน แล้วจะได้กินเจ้าซะเลย!” นางเปิดกรงเหล็กขนาดใหญ่ แล้วผลักฮันเซลเข้าไปขังไว้ “ส่วนเจ้า” นางหันไปหาเกรเทล “จะเป็นคนรับใช้ของข้า ทำงานจนกว่าจะหมดแรง!”

เกรเทลตัวสั่น ไม่กล้าขัดขืน แม่มดสั่งให้เธอก่อไฟ เตรียมเตาอบให้พร้อมสำหรับวันพิเศษที่นางจะกินฮันเซล ขณะที่พี่ชายของเธอถูกขังอยู่ในกรง มองเธอด้วยสายตาหนักแน่น “อย่ายอมแพ้ เกรเทล! เราต้องหาทางออกไปจากที่นี่!”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องฮันเซลกับเกรเทล 2

ทุกวันแม่มดบังคับให้เกรเทลทำอาหารให้ฮันเซลกิน เพื่อให้เขาอ้วนขึ้น แต่น้องสาวรู้ว่าหากพี่ชายของเธอตัวอ้วนเมื่อไหร่ วันตายของเขาก็จะมาถึง เธอจึงวางแผนช่วยพี่ชาย

ทุกครั้งที่แม่มดมาจับนิ้วของฮันเซลเพื่อตรวจดูว่าเขาอ้วนขึ้นหรือไม่ ฮันเซลก็ยื่นกระดูกไก่ ออกไปให้แทน นิ้วของแม่มดหยาบกระด้างและดวงตาของนางฝ้าฟางจนไม่สามารถแยกแยะได้ “ทำไมเจ้าถึงยังผอมอยู่!?” แม่มดขุ่นเคือง

แต่ในที่สุด ความอดทนของนางก็หมดลง “พอแล้ว! ข้าจะกินมันวันนี้ ไม่สนแล้วว่าอ้วนหรือไม่!”

เกรเทลได้ยินดังนั้น หัวใจเธอเต้นแรง นี่เป็นโอกาสสุดท้าย ถ้าพลาดไป พี่ชายของเธอจะไม่มีวันรอด!

“เกรเทล! จุดไฟให้แรงขึ้น เราจะอบเด็กนี่ซะ!” แม่มดตะโกนอย่างตื่นเต้น

เกรเทลเดินไปที่เตาอบอย่างช้าๆ ขณะที่แม่มดเดินตามมาติดๆ ไฟภายในลุกโชน แผดความร้อนออกมาจนเหงื่อซึมไปทั่วตัวเด็กหญิง

“เร็วเข้า เจ้าเด็กโง่! มันร้อนพอหรือยัง?” แม่มดถาม

เกรเทลกลืนน้ำลาย “ข้า… ข้าดูไม่ออกเจ้าค่ะ ท่านช่วยดูให้ข้าได้ไหม?”

แม่มดมองเธออย่างหงุดหงิด “โง่จริงๆ ดูก็ง่ายนิดเดียว!” นางก้มตัวลงไปเพื่อดูไฟในเตา เกรเทลกำหมัดแน่นนี่แหละโอกาสของเธอ!

ทันทีที่แม่มดโน้มตัวเข้าไปเกรเทลออกแรงผลักสุดกำลัง! โครม!

แม่มดร้องกรีดเสียงหลงร่างของนางถูกผลักเข้าไปในเตาอบ! ไฟโหมกระหน่ำลามไปทั่วตัวของนาง “ไม่!!! ปล่อยข้าออกไป!” นางกรีดร้อง ดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง แต่เกรเทลรีบปิดประตูเตาอบแล้วล็อกเอาไว้

กลิ่นเหม็นไหม้คละคลุ้งไปทั่วบ้าน แม่มดกรีดร้องอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบลง

เธอรีบวิ่งไปที่กรงของฮันเซล “พี่ชาย! เราทำได้แล้ว!”

ฮันเซลออกจากกรงอย่างรวดเร็ว พวกเขาไม่รอช้า รีบสำรวจบ้านของแม่มด และพบหีบสมบัติที่เต็มไปด้วยทองคำ อัญมณี และเครื่องประดับล้ำค่า

“แม่มดคงขโมยมันมาจากคนอื่น เราจะเอามันกลับบ้าน!” ฮันเซลพูด

พวกเขาหอบสมบัติออกมาและเริ่มออกเดินทางกลับบ้าน ระหว่างทาง พวกเขาพบห่านขาววิเศษ ที่ช่วยพาพวกเขาข้ามแม่น้ำ เมื่อถึงกระท่อมของพ่อ พ่อของพวกเขาถลาเข้ามากอดทั้งสองไว้แน่น “ลูก ๆ ของข้า! ข้าเสียใจเหลือเกิน!”

แม่เลี้ยงใจร้ายได้อดตายไปแล้ว ฮันเซลและเกรเทลกลับมาสู่อ้อมแขนของพ่อ และพวกเขาก็ไม่ต้องทนทุกข์กับความหิวโหยอีกต่อไป เพราะทองคำที่พวกเขานำกลับมาทำให้ครอบครัวมีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น

เด็กทั้งสองที่เคยถูกทอดทิ้งในป่า ได้กลับมาเป็นผู้ชนะในเรื่องราวของตนเอง และพวกเขาก็มีความสุขตลอดไป

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องฮันเซลกับเกรเทล 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความเฉลียวฉลาดและความกล้าหาญคือกุญแจสำคัญในการเอาตัวรอด แม้ฮันเซลและเกรเทลจะเป็นเพียงเด็กน้อยที่ถูกทอดทิ้ง แต่พวกเขาไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา ใช้สติปัญญาและความกล้าต่อสู้กับอันตรายจนสามารถพลิกสถานการณ์จากเหยื่อให้กลายเป็นผู้ชนะ

นอกจากนี้ สิ่งที่ดูน่าหลงใหลอาจซ่อนอันตรายไว้เสมอ บ้านขนมปังที่หอมหวานกลับเป็นกับดักแห่งความตาย ความโลภและความประมาทอาจพาเราไปสู่หายนะ ดังนั้น อย่าตัดสินทุกอย่างจากเปลือกนอก และอย่าปล่อยให้ความอยากได้บดบังสามัญสำนึก

สุดท้าย ไม่มีใครสามารถกำหนดโชคชะตาของเราได้นอกจากตัวเราเอง แม้จะถูกทอดทิ้ง ถูกทำร้าย หรือเผชิญกับความโหดร้ายเพียงใด หากเราไม่ยอมแพ้ สักวันเราจะเป็นผู้เขียนตอนจบของเรื่องราวตัวเอง

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องฮันเซลกับเกรเทล (อังกฤษ: Hansel and Gretel) เป็นนิทานพื้นบ้านของเยอรมันที่ได้รับการบันทึกโดยพี่น้องกริมม์ (Grimm Brothers) และเผยแพร่ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1812 ในนิทานชุด Children’s and Household Tales นิทานเรื่องนี้สะท้อนถึงความโหดร้ายของยุคกลางที่เด็กๆ มักถูกทอดทิ้งเนื่องจากความอดอยาก และยังสะท้อนความเชื่อเกี่ยวกับแม่มดที่มีอยู่ในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 16-17

ก่อนที่พี่น้องกริมม์จะบันทึก นิทานเรื่องนี้มีการเล่าขานกันในยุโรปมาหลายร้อยปี และมีร่องรอยของเรื่องราวที่คล้ายคลึงกันในนิทานพื้นบ้านของหลายประเทศ เช่น ตำนานของ “ฌองและฌ็องเน็ตต์” จากฝรั่งเศส หรือเรื่องราวของเด็กที่ถูกทอดทิ้งในป่าในนิทานอิตาลีโบราณ

โครงเรื่องดั้งเดิมของนิทานเรื่องนี้มีความรุนแรงมากกว่าฉบับที่เรารู้จักในปัจจุบัน เช่น ในบางเวอร์ชัน แม่แท้ ๆ เป็นผู้วางแผนทิ้งลูก (ไม่ใช่แม่เลี้ยง) และตอนจบของเรื่องก็มีความโหดร้ายกว่าการผลักแม่มดเข้าเตาเผา แต่พี่น้องกริมม์ได้ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับเด็กมากขึ้น ทำให้เวอร์ชันของพวกเขากลายเป็นที่นิยม และเป็นต้นแบบของเรื่องราวที่ถูกเล่าขานไปทั่วโลก

ปัจจุบัน นิทานเรื่องนี้ได้รับการดัดแปลงในวรรณกรรม ภาพยนตร์ และการ์ตูนมากมาย แต่แก่นแท้ของมันยังคงเป็นเรื่องของการเอาตัวรอด ปัญญา และการต่อสู้กับความชั่วร้าย ซึ่งทำให้ ฮันเซลกับเกรเทล ยังคงเป็นนิทานอมตะที่ได้รับความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้

“โลกนี้ไม่เคยใจดีกับคนที่อ่อนแอ มีเพียงสติปัญญาและความกล้าหาญเท่านั้น ที่จะพาเรารอดพ้นจากเงื้อมมือของความโหดร้าย”

นิทานพื้นบ้านอังกฤษเรื่องแจ็คกับต้นถั่ววิเศษ

นานมาแล้ว มีเรื่องเล่าขานตำนานนิทานพื้นบ้าน ณ ดินแดนอังกฤษ ท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจีและหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เงียบสงบแจ็ค เด็กหนุ่มผู้ไร้โชคอาศัยอยู่กับแม่ของเขาในกระท่อมเก่าซอมซ่อ พวกเขาเคยมีชีวิตที่ดีกว่านี้ แต่โชคชะตากลับเล่นตลก ทำให้ต้องดิ้นรนกับความยากจน วันแล้ววันเล่า แจ็คมองดูแม่ของเขาเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนัก ขณะที่ตัวเขาเองก็ฝันถึงวันที่ชีวิตจะเปลี่ยนไป

แต่การเปลี่ยนแปลงไม่ได้มาจากความฝันเพียงอย่างเดียว มันเกิดขึ้นจากการตัดสินใจที่เสี่ยงและกล้าหาญ บางครั้ง โอกาสก็มาในรูปแบบที่เราไม่คาดคิด และบางครั้ง สิ่งที่ดูไร้ค่าก็อาจกลายเป็นกุญแจสู่ชะตากรรมที่ยิ่งใหญ่… กับนิทานพื้นบ้านอังกฤษเรื่องแจ็คกับต้นถั่ววิเศษ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอังกฤษเรื่องแจ็คกับต้นถั่ววิเศษ

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านอังกฤษเรื่องแจ็คกับต้นถั่ววิเศษ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มีเด็กหนุ่มชื่อแจ็ค อาศัยอยู่กับแม่ของเขาในกระท่อมเก่าทรุดโทรม ทั้งสองแทบไม่มีเงินเหลือ แม้แต่วัวตัวเดียวที่เป็นสมบัติล้ำค่าของพวกเขาก็แทบไม่มีน้ำนมให้รีดแล้ว วันหนึ่ง แม่ของแจ็คตัดสินใจ “แจ็ค ลูกต้องเอาวัวไปขายที่ตลาด แล้วนำเงินกลับมาซื้ออาหาร เราไม่สามารถเลี้ยงมันได้อีกต่อไปแล้ว”

แจ็คออกเดินทางไปยังตลาด แต่ระหว่างทาง เขาได้พบกับชายชราคนหนึ่งที่แต่งตัวแปลกตา ชายคนนั้นจ้องแจ็คแล้วพูดด้วยน้ำเสียงลึกลับ “เด็กน้อย เจ้าสนใจแลกวัวตัวนี้กับสิ่งที่วิเศษกว่านั้นไหม?”

“วิเศษกว่านั้น? ท่านหมายถึงอะไร?” แจ็คถามอย่างสงสัย

ชายชราล้วงมือเข้าไปในถุงผ้าและหยิบเมล็ดถั่วกำหนึ่งขึ้นมา “นี่คือเมล็ดถั่ววิเศษ! หากเจ้าปลูกมัน คืนเดียวมันจะเติบโตขึ้นไปถึงฟ้า!”

แจ็คตื่นเต้น แม้มันจะฟังดูเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อ แต่เขากลับรู้สึกว่าเมล็ดถั่วนี้มีบางอย่างลึกลับซ่อนอยู่ เขาตัดสินใจแลกวัวกับเมล็ดถั่ว แล้วรีบกลับบ้านด้วยความตื่นเต้น

แต่เมื่อแม่ของแจ็ครู้เรื่องเข้า เธอโกรธจนหน้าแดง “เจ้าทำอะไรลงไป! เจ้าขายวัวของเราเพื่อเมล็ดถั่วไร้ค่านี่น่ะหรือ?” เธอขว้างถั่วออกไปนอกหน้าต่างด้วยความโมโห ก่อนจะส่งแจ็คเข้านอนโดยไม่ให้กินข้าว

แจ็คนอนมองเพดาน พลางถอนหายใจ “บางทีข้าอาจทำผิดพลาดจริง ๆ” เขาคิดอย่างเสียใจ

แต่แล้ว เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเขามองออกไปนอกหน้าต่าง เขากลับต้องตกตะลึง

แทนที่จะเป็นลานหน้าบ้านที่ว่างเปล่า ตรงจุดที่แม่ขว้างเมล็ดถั่วเมื่อคืนก่อน ตอนนี้มีต้นถั่วมหึมา สูงเสียดฟ้า! ลำต้นของมันหนาและกิ่งก้านไต่ขึ้นไปจนหายลับไปในก้อนเมฆ

แจ็ครู้สึกได้ถึงพลังลึกลับบางอย่าง เขาตัดสินใจปีนขึ้นไปโดยไม่รีรอ กิ่งของต้นถั่วแข็งแรงพอจะรองรับน้ำหนักของเขา ขณะที่ปีนขึ้นไปสูงขึ้นเรื่อย ๆ ลมเย็นพัดผ่านใบหน้า และด้านล่างก็ดูเล็กลงทุกที

หลังจากปีนเป็นเวลานาน ในที่สุดแจ็คก็มาถึงดินแดนเหนือก้อนเมฆ ที่นั่นเป็นทุ่งกว้างสุดลูกหูลูกตา และตรงกลางของดินแดนนั้นตั้งอยู่ปราสาทขนาดมหึมา ที่สูงจนเกือบจะแตะฟ้า

แจ็คเดินเข้าไปใกล้ประตูปราสาท ขณะกำลังคิดว่าจะเข้าไปข้างในได้อย่างไร ประตูบานใหญ่กลับเปิดออกเองโดยไม่มีใครแตะต้อง แจ็คก้าวเข้าไปและพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างในปราสาทนี้ใหญ่กว่าปกติถึงสิบเท่า

แต่ก่อนที่เขาจะได้สำรวจให้มากกว่านี้ เสียงกึกก้องดังมาจากปลายทางเดิน

“Fee-fi-fo-fum! ข้าได้กลิ่นมนุษย์!” (เป็นวลีที่ถูกกล่าวโดยยักษ์ในเรื่องทุกครั้งที่มันได้กลิ่นของมนุษย์)

แจ็คตัวสั่นเมื่อเห็นร่างมหึมาของ ยักษ์ตัวใหญ่ ที่เดินเข้ามาพร้อมเสียงฝีเท้าดังกึกก้อง!

“Fee-fi-fo-fum! ข้าได้กลิ่นเลือดของมนุษย์!”

เสียงกึกก้องของยักษ์ดังกระหึ่มทั่วโถงปราสาท แรงสั่นสะเทือนจากฝีเท้าของมันทำให้แจกันใบโตบนโต๊ะสั่นไหว แจ็ครีบหลบอยู่หลังขาโต๊ะไม้ขนาดมหึมา หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบจะได้ยินเสียงของมันแข่งกับเสียงยักษ์

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอังกฤษเรื่องแจ็คกับต้นถั่ววิเศษ 2

“ภรรยา! มีมนุษย์อยู่ที่นี่หรือไม่?” ยักษ์ตะโกนถามหญิงร่างใหญ่ที่กำลังเตรียมอาหารอยู่ในครัว

“ไม่มีหรอกท่านพี่ ท่านคงคิดไปเอง!” หญิงร่างยักษ์ตอบ พลางรีบซ่อนแจ็คไว้ใต้โต๊ะโดยไม่ให้ยักษ์เห็น เธอไม่ได้โหดร้ายเหมือนสามีของเธอ และดูเหมือนว่าเธอจะสงสารเด็กชายตัวเล็กที่หลงเข้ามา

ยักษ์ขมวดคิ้ว ก่อนจะเดินไปที่โต๊ะอาหาร มันทิ้งตัวลงนั่งจนพื้นสั่นสะเทือน แล้วดึงถุงเหรียญทองขนาดใหญ่ขึ้นมา วางไว้ตรงหน้า จากนั้นมันเทเหรียญทองออกจากถุงและใช้มือขนาดใหญ่กำเหรียญขึ้นมานับทีละเหรียญ

แจ็คกลั้นหายใจขณะเฝ้าดูทุกอย่างจากใต้โต๊ะ “ทองคำพวกนี้คงช่วยให้แม่กับข้าไม่ต้องทนหิวอีกต่อไป…” เขาคิด

ไม่นานนัก ยักษ์เริ่มง่วง มันเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาหนักอึ้งก่อนจะปิดลง เสียงกรนดังก้องไปทั่วปราสาท

แจ็คไม่รอช้า! เขาค่อย ๆ ย่องออกจากที่ซ่อน หยิบถุงเหรียญทอง แล้วรีบวิ่งออกจากห้องโถง ทว่าพื้นหินอ่อนเรียบลื่นทำให้รองเท้าของเขาเกิดเสียงดัง กึก!

ยักษ์ขยับตัว “หืม…?” แจ็คหยุดนิ่ง หัวใจเต้นแรง เขากลั้นหายใจ รอให้ยักษ์หลับลึกอีกครั้ง แล้วจึงรีบวิ่งไปที่ประตู

เมื่อออกจากปราสาทได้ เขาวิ่งไปยังต้นถั่ว รีบไต่ลงมาด้วยความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน เมื่อถึงพื้น เขาหัวเราะอย่างโล่งอก พลางตะโกนเรียกแม่ “แม่จ๋า! เราจะไม่ต้องอดอีกต่อไปแล้ว!”

แต่ความโลภของเขาเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น…

เมื่อทองคำหมดลง แจ็คตัดสินใจปีนกลับขึ้นไปบนต้นถั่วอีกครั้ง คราวนี้เขามีแผนจะขโมย ไก่วิเศษที่ออกไข่เป็นทองคำ

เมื่อเข้าไปในปราสาท ยักษ์ก็กำลังออกคำสั่งให้ไก่ออกไข่ “ออกมา!” มันสั่ง และไก่วิเศษก็ออกไข่ทองคำขนาดใหญ่ทันที

แจ็คจ้องไก่ตาเป็นประกาย ก่อนจะค่อย ๆ ย่องเข้าไปข้างหลังโต๊ะ แต่ขณะที่เขากำลังเอื้อมมือไปจับไก่ ไก่กลับส่งเสียงร้องเสียงดังลั่น “ก๊อก ๆ ๆ!”

ยักษ์สะดุ้งตื่นทันที ดวงตาสีเหลืองเพลิงของมันจ้องมาที่แจ็ค และใบหน้าของมันเปลี่ยนจากงุนงงเป็นโกรธเกรี้ยว

“เจ้ามนุษย์น้อย! ข้าจะจับเจ้ามาหักกระดูกแล้วบดเป็นขนมปัง!”

แจ็คไม่รอช้า! เขาคว้าไก่ แล้ววิ่งสุดกำลังออกจากปราสาท

“หยุดเดี๋ยวนี้!” ยักษ์คำราม วิ่งตามเขามาแต่ละก้าวทำให้พื้นสั่นสะเทือน

แจ็ควิ่งไปถึงต้นถั่ว แต่ยักษ์ยังคงไล่ตามมา คราวนี้มันไม่ยอมให้แจ็คหนีไปได้อีกแล้ว มันคว้าต้นถั่วและเริ่มปีนลงมาพร้อมกับเขา!

แจ็คปีนลงไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อเท้าสัมผัสพื้นดิน เขาตะโกนเรียกแม่ “แม่! ขวาน! เร็วเข้า!”

แม่ของเขารีบหยิบขวานแล้วโยนให้ แจ็คคว้ามันไว้และเริ่มฟันต้นถั่ว ฉัวะ! ฉัวะ! ต้นถั่วสั่นไหว รากของมันเริ่มโค่น

ยักษ์กรีดร้องเมื่อเห็นต้นถั่วสั่นคลอน “ไม่นะ!” มันพยายามปีนกลับขึ้นไป แต่สายไปแล้ว

โครม!!!

ต้นถั่วล้มลง ยักษ์ตกลงมากระแทกพื้นเสียงดังสนั่น และร่างมหึมาของมันก็แน่นิ่งไปตลอดกาล

แจ็คหอบหายใจ มองไปยังร่างของยักษ์ ก่อนจะหันไปหาแม่ “ตอนนี้… เราปลอดภัยแล้ว”

ตั้งแต่นั้นมา แจ็คและแม่ก็ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายด้วยไก่วิเศษ และแจ็คได้เรียนรู้ว่า ความโลภอาจนำมาซึ่งอันตราย แต่ความกล้าหาญและปัญญาก็สามารถเปลี่ยนโชคชะตาได้เช่นกัน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอังกฤษเรื่องแจ็คกับต้นถั่ววิเศษ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความกล้าหาญและไหวพริบสามารถนำพาเราไปสู่ความสำเร็จ แต่ความโลภอาจทำให้เราต้องเผชิญกับอันตรายที่คาดไม่ถึง แจ็คเริ่มต้นจากความสิ้นหวัง แต่เขาเลือกที่จะเสี่ยงและใช้ปัญญาเอาตัวรอดจากยักษ์ แม้ว่าโชคชะตาจะเข้าข้างเขา แต่ทุกการตัดสินใจย่อมมีผลตามมา หากเขาไม่ควบคุมความโลภ เขาอาจไม่ได้กลับลงมาอย่างปลอดภัย

นอกจากนี้ เรื่องราวยังสะท้อนให้เห็นว่าโอกาสมีอยู่รอบตัว แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราจะกล้าคว้ามันหรือไม่ เมล็ดถั่ววิเศษอาจดูไร้ค่าในตอนแรก แต่แจ็คเลือกที่จะเชื่อและก้าวออกจากความกลัว สุดท้ายแล้ว คนที่กล้าท้าทายโชคชะตาและรู้จักใช้สติปัญญา ย่อมเป็นผู้ที่สร้างเส้นทางของตัวเองได้อย่างแท้จริง

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านอังกฤษเรื่องแจ็คกับต้นถั่ววิเศษ (หรือแจ็คผู้ฆ่ายักษ์) (อังกฤษ: Jack and the Beanstalk) เป็นนิทานปรัมปราหรือนิทานเทพนิยายต้นกำเนิดมาจากสหราชอาณาจักร ที่มีการเล่าขานมาหลายศตวรรษ เรื่องราวของแจ็ค ซึ่งเป็นเด็กหนุ่มธรรมดาที่เอาชนะยักษ์บนเมฆ ได้รับการบันทึกครั้งแรกในศตวรรษที่ 18 และกลายเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายผ่านฉบับของ Joseph Jacobs ในนิทาน English Fairy Tales ปี ค.ศ. 1890

โครงเรื่องของนิทานเรื่องแจ็คกับต้นถั่ววิเศษในเวลาต่อมา ยังคงดำเนินต่อไปในยุคสมัยใหม่ และได้ถูกนำไปดัดแปลงเป็นสื่อบันเทิงมากมาย รวมถึงเกมอาร์เคด “Jack the Giantkiller” (แจ็คผู้ฆ่ายักษ์) ที่พัฒนาและเผยแพร่โดย Cinematronics ในปี ค.ศ. 1982 ซึ่งอ้างอิงมาจากนิทานแจ็คกับต้นถั่ววิเศษเวอร์ชันศตวรรษที่ 19

แม้จะถูกตีความในหลายรูปแบบ แต่แก่นแท้ของเรื่องราวยังคงเป็นเรื่องของความกล้าหาญ ไหวพริบ และโชคชะตาที่พลิกผัน ซึ่งทำให้นิทานเรื่องนี้เป็นหนึ่งในนิทานพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของอังกฤษมาจนถึงปัจจุบัน

“โชคชะตาอาจเปิดประตูให้เรา แต่มีเพียงความกล้าหาญและสติปัญญาเท่านั้น ที่จะพาเราเดินผ่านมันไปได้โดยไม่พังทลายลงมาทับตัวเอง”

นิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องเจ้าชายกบ

ในอาณาจักรที่รายล้อมด้วยป่าลึกและแม่น้ำใส มีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากเยอรมนี โดยเรื่องราวมีปราสาทสูงตระหง่านที่เจ้าหญิงผู้งดงามอาศัยอยู่ ท่ามกลางชีวิตที่หรูหราและสงบสุข เธอไม่เคยคาดคิดว่าการพบกันครั้งหนึ่งจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอไปตลอดกาล

สิ่งที่ดูธรรมดาในสายตาของเธอ กลับซ่อนความลับและบทเรียนอันลึกซึ้งที่รอเวลาถูกเปิดเผย บางครั้ง โลกไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นเสมอไป… กับนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องเจ้าชายกบ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องเจ้าชายกบ

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องเจ้าชายกบ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอาณาจักรหนึ่งที่งดงามราวภาพวาด มีเจ้าหญิงผู้งดงามอาศัยอยู่ในปราสาทกลางป่า เธอมีสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่งที่เธอรักมากที่สุด นั่นคือลูกบอลทองคำแวววาว ทุกเช้าเธอจะออกไปเล่นมันในสวนใกล้บ่อน้ำที่ใสราวกระจก

วันหนึ่ง ขณะที่เธอกำลังโยนลูกบอลขึ้นฟ้า เธอกลับพลาดควบคุมมัน ลูกบอลลอยสูงแล้วตกลงไปในบ่อน้ำลึก “โอ้ ไม่! ลูกบอลของฉัน!” เธอร้องลั่นด้วยความเสียใจ พยายามชะโงกมองลงไปในบ่อ แต่บ่อนั้นลึกจนมองไม่เห็นก้นบ่อ

ทันใดนั้น เสียงแปลกๆ ก็ดังขึ้นข้างเธอ “ทำไมถึงร้องไห้เสียงดังอย่างนี้ เจ้าหญิง?” เธอหันไปดูและพบกบตัวหนึ่งนั่งอยู่บนก้อนหินริมบ่อ เธอสะดุ้งและตอบด้วยน้ำตา “ลูกบอลทองคำของข้าตกลงไปในบ่อน้ำลึก ข้าไม่มีวันเอามันขึ้นมาได้อีกแล้ว!”

กบยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า “อย่ากังวลไป ข้าช่วยเจ้าได้ แต่มีข้อแลกเปลี่ยน เจ้าให้สัญญากับข้าก่อนว่า เจ้าจะรับข้าเป็นเพื่อนแท้ ให้ข้ากินข้าวกับเจ้า และนอนในห้องเดียวกันกับเจ้า”

เจ้าหญิงลังเลและรู้สึกขยะแขยงกับความคิดที่ต้องให้กบมานอนในห้องของเธอ แต่ความรักในลูกบอลทองคำทำให้เธอตอบตกลง “ข้าสัญญา! ขอแค่เจ้าเอาลูกบอลของข้าคืนมาให้”

กบยิ้มกว้าง ก่อนกระโดดลงไปในบ่อน้ำอย่างว่องไว ไม่นานนักมันก็โผล่ขึ้นมาพร้อมลูกบอลทองคำที่เจ้าหญิงโหยหา เธอรีบคว้ามันไว้แล้วหัวเราะด้วยความดีใจ ก่อนจะวิ่งกลับปราสาทโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองกบตัวนั้น

“เดี๋ยวสิ! เจ้าลืมคำสัญญาของเจ้า!” กบร้องเรียก แต่เจ้าหญิงก็หายไปในสายลม ปล่อยให้กบนั่งเงียบอยู่ริมบ่อ

เช้าวันรุ่งขึ้น เจ้าหญิงตื่นขึ้นมาด้วยความหวังว่ากบจะหายไปเสียที แต่ทันทีที่เธอเปิดตา เสียงเล็กๆ ก็พูดขึ้นข้างเตียง “อรุณสวัสดิ์ เจ้าหญิง ข้าหวังว่าเจ้านอนหลับสบายดี”

เจ้าหญิงข่มความหงุดหงิดและตอบอย่างไม่เต็มใจ “ใช่… แต่เจ้าคงได้สิ่งที่ต้องการแล้ว คืนนี้จงไปจากข้า” กบมองเธออย่างสงบนิ่งก่อนพูดขึ้น “ข้ายังไม่ได้สิ่งที่ข้าต้องการ ข้าอยากได้มิตรภาพที่จริงใจจากเจ้า มิใช่เพียงการรักษาคำสัญญา”

คำพูดของมันทำให้เจ้าหญิงโกรธ เธอคว้ากบขึ้นมาด้วยมือทั้งสอง “เจ้าน่ารำคาญเกินไปแล้ว! ข้าไม่ต้องการเจ้าในชีวิตของข้า!” เธอขว้างมันใส่กำแพงด้วยความโมโห เสียงกระแทกดังก้องในห้อง

ทันใดนั้น แสงสว่างแวววาวปกคลุมทั่วทั้งห้อง เจ้าหญิงเบิกตากว้างเมื่อเห็นกบค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่าง กลายเป็นชายหนุ่มรูปงาม เขายิ้มและโค้งคำนับเธอ “ข้าคือเจ้าชายแห่งอาณาจักรเพื่อนบ้าน ผู้ถูกสาปให้กลายเป็นกบโดยแม่มด ข้าจะพ้นคำสาปก็ต่อเมื่อได้รับความจริงใจจากหญิงสาว แม้เจ้าจะโมโห แต่การที่เจ้ากล้าทำสิ่งที่มาจากใจ ทำให้คำสาปของข้าสิ้นสุดลง”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องเจ้าชายกบ 2

เจ้าหญิงอึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น เธอรู้สึกละอายใจที่ไม่ได้ปฏิบัติต่อกบอย่างที่ควร แต่ในเวลาเดียวกัน เธอก็เริ่มเห็นความดีงามและความจริงใจในตัวเจ้าชาย

หลังจากความจริงเปิดเผย เจ้าชายเล่าเรื่องราวของเขาให้เจ้าหญิงฟัง “ข้าเคยเย่อหยิ่งและไม่เห็นค่าของผู้อื่น จึงถูกลงโทษให้กลายเป็นกบเพื่อเรียนรู้ความอ่อนน้อมและการอดทน เมื่อข้าได้พบเจ้า ข้ารู้ทันทีว่าเจ้าอาจเป็นคนเดียวที่ช่วยข้าพ้นคำสาปนี้ได้”

เจ้าหญิงเริ่มเข้าใจความสำคัญของคำสัญญาและการให้เกียรติผู้อื่น เธอกล่าวกับเจ้าชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ข้าขอโทษที่ไม่ได้มองเห็นเจ้าในแบบที่เจ้าคู่ควร ข้าหวังว่าเราจะเริ่มต้นใหม่ได้”

เจ้าชายยิ้มและยื่นมือให้เธอ “ทุกสิ่งที่ข้าปรารถนาคือมิตรภาพและความจริงใจจากเจ้า ซึ่งเจ้าก็ได้มอบให้ข้าแล้ว”

ทั้งสองกลับมาที่ห้องโถงใหญ่ของปราสาท กษัตริย์ยินดีที่คำสาปได้ถูกทำลายและเห็นว่าเจ้าหญิงได้เรียนรู้บทเรียนที่สำคัญ ทั้งสองตัดสินใจที่จะสร้างความสัมพันธ์ใหม่บนพื้นฐานของความเข้าใจและการเคารพซึ่งกันและกัน

ในที่สุด เจ้าชายและเจ้าหญิงก็แต่งงานกัน และร่วมกันปกครองอาณาจักรด้วยความเมตตาและความยุติธรรม เรื่องราวของพวกเขากลายเป็นนิทานที่เล่าขานไปอีกนานแสนนาน

หลังจากเจ้าชายและเจ้าหญิงแต่งงานกัน ชีวิตในปราสาทไม่ได้จบลงด้วยความสุขเพียงเพราะคำสาปถูกทำลาย ทั้งสองยังต้องเรียนรู้ที่จะสร้างความเชื่อใจและเคารพซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง

เจ้าชาย ซึ่งเคยผ่านบทเรียนแห่งความทุกข์จากคำสาป เริ่มปฏิบัติต่อคนรอบตัวด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน เขาไม่ใช่เจ้าชายผู้หยิ่งยโสคนเดิม แต่กลับกลายเป็นผู้นำที่เข้าใจความลำบากของประชาชน เขาออกเดินทางไปตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อรับฟังปัญหาด้วยตนเอง

เจ้าหญิงเองก็เปลี่ยนไปจากเดิมเช่นกัน เธอเรียนรู้ที่จะมองลึกลงไปถึงจิตใจของผู้คน มากกว่าจะมองเพียงสิ่งที่เห็นจากภายนอก เธอใช้ชีวิตในปราสาทด้วยความรับผิดชอบ และสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงที่ดีในอาณาจักร

ในคืนหนึ่ง ขณะที่ทั้งสองเดินเล่นในสวนของปราสาท เจ้าชายถามเจ้าหญิงด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เจ้าคิดว่า หากข้าไม่ถูกสาป เราสองคนจะมีโอกาสได้พบกันหรือไม่?”

เจ้าหญิงยิ้มและตอบกลับอย่างมั่นใจ “ข้าคิดว่าโชคชะตาอาจพาเรามาพบกันในรูปแบบอื่น แต่คำสาปนี้ทำให้เราต่างเรียนรู้บทเรียนที่สำคัญ และมันทำให้ข้าเห็นว่าเจ้าคือคนที่คู่ควร”

เจ้าชายจับมือเธอและพูดว่า “ข้ารู้แล้วว่าความรักที่แท้จริงไม่ได้มาจากรูปลักษณ์หรือสถานะ แต่มาจากหัวใจที่เชื่อมถึงกัน”

ทั้งสองใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข แต่ไม่ใช่ความสุขแบบเทพนิยายที่หยุดอยู่แค่ตอนจบ หากเป็นความสุขที่เกิดจากการเรียนรู้ ปรับตัว และสร้างชีวิตที่ดีขึ้นไปพร้อมกัน พวกเขากลายเป็นตัวอย่างแห่งความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในหัวใจ และชื่อของพวกเขาก็ถูกเล่าขานไปอีกนานแสนนาน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องเจ้าชายกบ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความรักและความสัมพันธ์ที่แท้จริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปลักษณ์ภายนอก แต่เกิดจากการมองเห็นคุณค่าภายในจิตใจของกันและกัน

มันยังเตือนเราว่า คำมั่นสัญญาและการรักษาคำพูดเป็นสิ่งสำคัญ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่การยึดมั่นในคำพูดสะท้อนถึงเกียรติและความซื่อสัตย์ของเรา

และท้ายที่สุด บทเรียนสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงในตัวเราเอง ไม่ว่าจะเกิดจากความผิดพลาดหรือความทุกข์ เราสามารถใช้มันเป็นโอกาสในการเติบโต เพื่อเรียนรู้ที่จะรัก เข้าใจ และเคารพผู้อื่นอย่างแท้จริง

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องเจ้าชายกบ (อังกฤษ: The Frog Prince) เป็นหนึ่งในนิทานปรัมปราเทพนิยาย โดยได้รับการบันทึกอย่างเป็นทางการครั้งแรกโดยพี่น้องกริมม์ (Grimm Brothers) ในปี ค.ศ. 1812 ในหนังสือ Children’s and Household Tales ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของพวกเขา

ในฉบับดั้งเดิมของพี่น้องกริมม์ เนื้อเรื่องเล่าถึงเจ้าหญิงที่ทำลูกบอลทองคำตกลงไปในบ่อน้ำ และได้รับความช่วยเหลือจากกบที่ขอให้เธอรักษาคำสัญญา เมื่อเธอฝืนใจทำตาม เธอได้ขว้างกบใส่กำแพงด้วยความไม่พอใจ แต่เหตุการณ์นี้กลับทำให้คำสาปถูกทำลาย และกบคืนร่างเป็นเจ้าชาย

เวอร์ชันนี้มีความดิบและตรงไปตรงมาตามแบบฉบับนิทานโบราณของเยอรมัน และถูกปรับเปลี่ยนในภายหลังให้เหมาะสมกับเด็กมากขึ้น ในเวอร์ชันสมัยใหม่ การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากการที่เจ้าหญิงจูบกบ (ซึ่งเป็นลวดลายที่ปรากฎครั้งแรกในคำแปลภาษาอังกฤษ) นิทานเรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับการดัดแปลงในวรรณกรรมและสื่อบันเทิงทั่วโลก

เรื่องนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญเกี่ยวกับการมองเห็นคุณค่าภายในมากกว่ารูปลักษณ์ภายนอก และความสำคัญของการให้โอกาสผู้อื่น ซึ่งทำให้นิทานเรื่องนี้ได้รับการเล่าขานและดัดแปลงในหลากหลายรูปแบบจนถึงปัจจุบัน

“คำมั่นสัญญามีค่ามากกว่าคำพูด ความจริงใจที่เรามอบให้ผู้อื่นคือสิ่งที่สะท้อนตัวตนของเราเอง และในบางครั้ง สิ่งที่เราเกลียดชังหรือมองข้าม อาจเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด หากเรากล้าพอที่จะมองลึกลงไปให้ถึงแก่นแท้ของมัน”

นิทานพื้นบ้านฝรั่งเศสเรื่องซินเดอเรลล่า

ในดินแดนอันกว้างใหญ่ที่ปราสาทสูงตระหง่านตั้งตระการอยู่เหนือทุ่งหญ้า ตำนานเรื่องราวนิทานพื้นบ้านจากฝรั่งเศส มีหมู่บ้านเล็ก ๆ ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขา ที่นั่น ชีวิตของผู้คนดำเนินไปอย่างเรียบง่ายและสงบสุข ท่ามกลางเสียงลมพัดผ่านต้นไม้ใหญ่และกลิ่นดอกไม้ในยามเช้า มีเด็กสาวคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่ในเงาของบ้านหลังเล็กที่เคยอบอุ่น

เธอไม่ใช่คนที่โดดเด่นหรือสูงส่ง แต่สิ่งที่เธอมีอยู่เสมอคือจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาและอดทน แม้ว่าความท้าทายของโชคชะตาจะเข้ามาทดสอบเธอครั้งแล้วครั้งเล่า โลกของเธออาจดูเงียบเหงาและอ้างว้างเรื่องราวจะเป็นอย่างไร? กับนิทานพื้นบ้านฝรั่งเศสเรื่องซินเดอเรลล่า

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านฝรั่งเศสเรื่องซินเดอเรลล่า

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านฝรั่งเศสเรื่องซินเดอเรลล่า

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ ในฝรั่งเศส เด็กสาวชื่อเอลล่า เติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่น แต่วันหนึ่ง แม่ของเธอเสียชีวิต พ่อแต่งงานใหม่กับมาดามเทรเมน หญิงเย่อหยิ่งผู้มีลูกสาวสองคนชื่อดราเซลล่า และอนาสตาเซีย

หลังจากพ่อเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ มาดามเทรเมนเริ่มแสดงธาตุแท้ บังคับเอลล่าให้กลายเป็นคนรับใช้ในบ้าน ลูกเลี้ยงทั้งสองตั้งชื่อเธอว่า “ซินเดอเรลล่า” (ซินเดอร์ = เขม่า) โดยเอาไว้ล้อเลียนเธอ เพราะเธอมักเปื้อนเขม่าถ่านจากการนั่งข้างเตาผิง แม้จะเหนื่อยล้า ซินเดอเรลล่าก็ยังคงใจดีและมองโลกในแง่ดีเสมอ

วันหนึ่ง ข่าวการจัดงานเลี้ยงเต้นรำในพระราชวังแพร่กระจายไปทั่วเมือง เจ้าชายจะเลือกคู่ครองจากสาวงามทั่วแคว้น ลูกเลี้ยงทั้งสองตื่นเต้น ซินเดอเรลล่าขออนุญาตไปงานด้วย แต่ถูกหัวเราะเยาะ “เจ้าจะใส่อะไรล่ะ? ชุดขาด ๆ นั่นเหรอ?” มาดามเทรเมนพูดพร้อมเย้ยหยัน

ซินเดอเรลล่าพยายามซ่อมแซมชุดของแม่เพื่อไปงาน แต่ลูกเลี้ยงฉีกมันขาดจนหมด เธอวิ่งไปร้องไห้ในสวน และทันใดนั้น แสงวาบหนึ่งปรากฏขึ้น “อย่าร้องไห้เลยที่รัก” หญิงในชุดสีเงิน กล่าวพร้อมโบกคทา

เวทมนตร์เปลี่ยนฟักทองเป็นรถม้า หนูเป็นม้าลากรถ และชุดขาด ๆ เป็นราตรีงดงาม “แต่จำไว้ เวทมนตร์จะหมดลงตอนเที่ยงคืน รีบกลับมาให้ทัน” ซินเดอเรลล่าขอบคุณก่อนขึ้นรถม้าสีทองมุ่งหน้าไปพระราชวัง

ซินเดอเรลล่ามาถึงพระราชวังในชุดราตรีที่งดงามจนทุกคนตกตะลึง แม้แต่เจ้าชายยังจับจ้องเธออย่างไม่ละสายตา เขาเดินเข้ามาหาเธอพร้อมรอยยิ้ม “ยินดีที่ได้รู้จัก ข้าขอเต้นรำกับเจ้าได้ไหม?”

ทั้งคู่เต้นรำท่ามกลางเสียงดนตรี ทุกสายตาจับจ้องมาที่พวกเขา ซินเดอเรลล่ารู้สึกเหมือนอยู่ในฝัน แต่เสียงระฆังเริ่มตีบอกเวลาใกล้เที่ยงคืน เธอรีบผละจากเจ้าชาย “ข้าต้องไปแล้ว!”

“เดี๋ยวก่อน! เจ้าคือใคร?” เจ้าชายตะโกนตาม แต่ซินเดอเรลล่าวิ่งหนีลงบันได ระหว่างทางรองเท้าแก้วข้างหนึ่งหลุด เธอไม่ทันหันกลับไปเก็บ เพราะเวทมนตร์กำลังหมดฤทธิ์

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านฝรั่งเศสเรื่องซินเดอเรลล่า 2

เมื่อเธอกลับถึงบ้าน ชุดราตรีกลายเป็นชุดเก่าขาดรุ่งริ่งดังเดิม แต่เธอยังยิ้มเพราะหัวใจของเธอเต็มไปด้วยความสุข

ขุนนางเดินทางไปทั่วทั้งแคว้นเพื่อตามหาเจ้าของรองเท้าแก้ว หญิงสาวทุกคนพยายามลองรองเท้า แม้กระทั่งผู้ที่รู้ว่ามันไม่พอดี ก็ยังอยากเสี่ยงดู เผื่อจะได้แต่งงานกับเจ้าชาย แต่รองเท้าเล็กเกินไปสำหรับพวกเธอ

ในที่สุด ขุนนางก็มาถึงบ้านของมาดามเทรเมน ลูกเลี้ยงทั้งสองพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้รองเท้าแก้วพอดีกับเท้าของตน ดราเซลล่าถึงกับพยายามบีบเท้าจนแดง “มันใกล้จะพอดีแล้ว! ดูสิ!” เธอร้องอย่างเจ็บปวด แต่ขุนนางส่ายหน้า

เมื่อซินเดอเรลล่าขอให้เธอได้ลองบ้าง มาดามเทรเมนหัวเราะเยาะ “เจ้าเหรอ? อย่าทำให้เสียเวลาของขุนนางเลย” แต่ขุนนางขัดจังหวะ “หญิงทุกคนในบ้านหลังนี้มีสิทธิ์ลอง”

ซินเดอเรลล่าก้าวไปข้างหน้าอย่างสง่างาม แม้ชุดของเธอจะดูเรียบง่าย เธอก็ค่อย ๆ ลองสวมรองเท้าแก้ว และทันใดนั้น ทุกคนก็ต้องตกตะลึงเมื่อรองเท้าพอดีกับเท้าของเธออย่างสมบูรณ์แบบ

“มันคือเจ้า… เจ้าเป็นหญิงสาวคนนั้น” เจ้าชายเดินเข้ามาในห้อง พร้อมมองเธอด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความสุข “ข้ารู้ตั้งแต่แรกที่ได้เต้นรำกับเจ้า”

ซินเดอเรลล่าก้มศีรษะด้วยความอ่อนโยน “เพคะ ข้าเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดา หวังว่าเจ้าชายจะไม่รังเกียจ”

“ธรรมดา? ไม่เลย เจ้าช่างพิเศษและงดงามยิ่งกว่าผู้ใดที่ข้าเคยพบ” เจ้าชายตอบก่อนจับมือเธอแน่น

มาดามเทรเมนและลูกสาวมองดูด้วยความตกใจ แต่ซินเดอเรลล่ากลับยิ้มให้พวกเธออย่างให้อภัย “ข้าจะไม่ถือโทษพวกเจ้า ขอเพียงเปลี่ยนแปลงตัวเองและเรียนรู้ที่จะเมตตาผู้อื่น”

หลังจากนั้น ซินเดอเรลล่าได้แต่งงานกับเจ้าชาย งานฉลองยิ่งใหญ่จัดขึ้นทั่วแคว้น พระราชวังที่เคยเป็นเพียงความฝันของเธอ กลายเป็นบ้านหลังใหม่ เธอไม่ได้เพียงเป็นเจ้าหญิงในตำแหน่งเท่านั้น แต่เป็นเจ้าหญิงในหัวใจของทุกคนด้วยความอ่อนโยนและความเมตตาที่ไม่มีวันจางหาย

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านฝรั่งเศสเรื่องซินเดอเรลล่า 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า ความเมตตาและความอดทนคือพลังที่ยิ่งใหญ่ แม้ซินเดอเรลล่าจะต้องเผชิญกับความทุกข์ยากและการถูกเอารัดเอาเปรียบ เธอก็ยังคงมองโลกในแง่ดีและไม่ปล่อยให้ความโกรธหรือความเกลียดชังเข้าครอบงำหัวใจ

นอกจากนี้ เรื่องราวยังบอกเราว่าการให้อภัยเป็นสิ่งสำคัญ ซินเดอเรลล่าเลือกที่จะให้อภัยแม่เลี้ยงและพี่สาว แม้ว่าพวกเขาจะทำร้ายเธอ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าความเมตตาและการยอมเปิดใจให้อภัยผู้อื่นสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนรอบตัวได้

ท้ายที่สุด นิทานยังเตือนให้เราไม่ตัดสินผู้อื่นจากภายนอกเจ้าชายไม่ได้เลือกซินเดอเรลล่าเพราะสถานะหรือรูปลักษณ์ แต่เพราะความงดงามของจิตใจ เรื่องนี้จึงเป็นบทเรียนที่อบอุ่นหัวใจว่าความดีที่แท้จริงจะได้รับการยอมรับเสมอ แม้จะต้องใช้เวลาสักหน่อยก็ตาม

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านฝรั่งเศสเรื่องซินเดอเรลล่า (อังกฤษ: Cinderella) โดยจริง ๆ แล้วนิทานเรื่องนี้มีต้นกำเนิดยาวนานและได้รับการเล่าขานในหลายวัฒนธรรมทั่วโลก โดยเวอร์ชันที่รู้จักกันมากที่สุดมาจากนิทานพื้นบ้านฝรั่งเศสที่เขียนโดยชาร์ลส์ แปร์โรต์ (Charles Perrault) ในปี ค.ศ. 1697 เรื่องนี้มีชื่อว่า “Cendrillon ou La Petite Pantoufle de Verre” (ซินเดอเรลล่า หรือ รองเท้าแก้วเล็ก ๆ) และถือเป็นต้นแบบของเรื่องราวสมัยใหม่ที่เรารู้จัก

แปร์โรต์เป็นผู้เพิ่มรายละเอียดสำคัญ เช่น รองเท้าแก้วและนางฟ้าแม่ทูนหัว ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของนิทานเรื่องนี้ ฉบับนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในยุโรปและถูกดัดแปลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวรรณกรรมและศิลปะ

ก่อนหน้านั้น นิทานที่มีโครงเรื่องคล้ายซินเดอเรลล่าเคยปรากฏในวัฒนธรรมอื่น เช่น ในจีนโบราณกับเรื่อง เหย่เซี่ยน (Yeh-Shen) ซึ่งมีบันทึกตั้งแต่ปี ค.ศ. 860 เป็นเรื่องราวของหญิงสาวผู้ยากจนที่ได้รับความช่วยเหลือจากวิญญาณปลา และใช้รองเท้าทองคำแทนรองเท้าแก้ว หรือในอียิปต์โบราณกับเรื่อง โรโดพิส (Rhodopis) หญิงทาสชาวกรีกที่ฟาโรห์ตามหาหลังจากรองเท้าของเธอถูกนกอินทรีขโมยไปและนำไปตกอยู่ในมือของเขา

นิทานเวอร์ชันยุโรปอีกฉบับที่โดดเด่นมาจากพี่น้องกริมม์ (Grimm Brothers) ซึ่งเผยแพร่ในปี ค.ศ. 1812 ภายใต้ชื่อ “Aschenputtel” เรื่องนี้มีโทนที่ดิบและเข้มข้นกว่า เช่น การที่ลูกเลี้ยงตัดนิ้วเท้าหรือส้นเท้าตนเองเพื่อให้ใส่รองเท้าได้

แม้แต่ในเวอร์ชันต่าง ๆ ทั่วโลก นิทานเรื่องนี้ยังคงมีแก่นแท้ร่วมกัน นั่นคือการต่อสู้ของหญิงสาวที่ถูกกดขี่ และการได้รับรางวัลจากความดีงามในที่สุด ทำให้ ซินเดอเรลล่า กลายเป็นเรื่องราวที่ข้ามผ่านกาลเวลาและวัฒนธรรม เป็นนิทานที่ทั้งสอนใจและสร้างความหวังจนถึงปัจจุบัน

ความงดงามที่แท้จริงอยู่ในจิตใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตา ความดีอาจถูกมองข้ามในวันนี้ แต่วันหนึ่งมันจะเปล่งประกายและนำพาเราไปสู่สิ่งที่คู่ควรเสมอ

นิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องสี่สหายแห่งเบรเมน

ในชนบทอันห่างไกล มีตำนานนิทานพื้นบ้านสากลจากเยอรมนี เล่าถึงสัตว์หลายตัวที่เคยทำงานรับใช้เจ้าของอย่างซื่อสัตย์มาตลอดชีวิต แต่เมื่ออายุมากขึ้น พวกมันก็กลายเป็นภาระที่ไม่มีใครต้องการ ทั้งลาที่เคยขนของหนัก สุนัขล่าเนื้อที่วิ่งไม่ไหว แมวที่จับหนูไม่ได้อีกต่อไป และไก่ตัวผู้ที่รอวันถูกฆ่า

แต่แทนที่จะยอมรับชะตากรรม สัตว์ทั้งสี่กลับเลือกที่จะเดินทางไปยังเมืองเบรเมน เมืองที่พวกมันหวังจะเริ่มต้นใหม่ในฐานะนักดนตรี เรื่องราวของพวกมันคือการเดินทางที่เต็มไปด้วยมิตรภาพ ความร่วมมือ และบทพิสูจน์ว่าทุกชีวิตมีคุณค่าในแบบของตัวเอง… กับนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องสี่สหายแห่งเบรเมน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องสี่สหายแห่งเบรเมน

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องสี่สหายแห่งเบรเมน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีลาตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในชนบท ลาทำงานหนักมาทั้งชีวิต มันเคยเป็นกำลังสำคัญในการขนของให้เจ้าของ แต่เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายของมันก็อ่อนแอ และมันเริ่มแบกของหนักไม่ไหว เจ้าของจึงบ่นว่า “เจ้าลาแก่ตัวนี้ไม่มีประโยชน์อีกแล้ว ข้าควรจะกำจัดมันเสีย!”

ลาซึ่งได้ยินคำพูดเหล่านั้นรู้สึกเศร้าใจ แต่มันไม่ยอมรอให้ถูกฆ่า มันตัดสินใจหนีจากฟาร์มและออกเดินทาง “ข้าจะไปยังเมืองเบรเมน และเริ่มต้นใหม่ในฐานะนักดนตรี!” ลาคิด

ระหว่างทาง ลาพบกับสุนัขล่าเนื้อที่นอนหมดเรี่ยวแรงอยู่ใต้ต้นไม้

“ทำไมเจ้าถึงดูหมดแรงเช่นนี้?” ลาถาม

สุนัขตอบอย่างอ่อนล้า “ข้าแก่เกินไปที่จะวิ่งล่าสัตว์ เจ้าของจึงต้องการกำจัดข้า ข้าเลยหนีออกมา”

ลายิ้มให้กำลังใจและกล่าวว่า “อย่ากังวลเลย มากับข้าเถอะ เราจะไปเป็นนักดนตรีที่เมืองเบรเมน เจ้าจะช่วยเห่าประสานเสียงกับข้า!”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องสี่สหายแห่งเบรเมน 2

สุนัขเห็นด้วยและร่วมเดินทางไปกับลา

ทั้งสองเดินต่อไปจนพบแมวตัวหนึ่งที่นั่งเศร้าอยู่ริมถนน

“เจ้าเป็นอะไรไป?” สุนัขถาม

แมวตอบอย่างเศร้าสร้อย “ข้าแก่จนจับหนูไม่ไหวอีกแล้ว เจ้าของจึงจะจมน้ำข้าเสีย”

ลาพูดขึ้นอย่างกระตือรือร้น “อย่าเศร้าไปเลย มาร่วมเดินทางกับพวกเราเถอะ เจ้าจะได้ใช้เสียงร้องของเจ้าร่วมวงดนตรีของเรา!”

แมวยิ้มออกมาเล็กน้อยและตกลงเดินทางไปด้วย

เมื่อเดินทางต่อ พวกเขาได้ยินเสียงไก่ตัวผู้ร้องอย่างตื่นตระหนก

“เกิดอะไรขึ้น?” แมวถาม

ไก่ตอบด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว “พรุ่งนี้เจ้าของจะฆ่าข้า เพราะข้าทำประโยชน์อะไรไม่ได้อีกแล้ว”

ลายิ้มและพูดว่า “มาร่วมวงดนตรีของเราที่เบรเมนสิ! เจ้าใช้เสียงขันของเจ้าร่วมประสานได้แน่นอน!”

ไก่ดีใจและรีบเข้าร่วมกับพวกเขา

สัตว์ทั้งสี่เดินทางไปจนถึงค่ำคืนหนึ่ง พวกเขารู้สึกเหนื่อยและหิว จึงหาที่พักและพบกระท่อมหลังหนึ่งในป่า แสงไฟที่ลอดออกมาทำให้พวกเขาคิดว่าน่าจะมีคนอยู่ พวกเขาจึงแอบมองผ่านหน้าต่างและพบว่าในกระท่อมมีกลุ่มโจรกำลังกินอาหารและหัวเราะอย่างสนุกสนาน

“นั่นมันเหล้าและอาหารมากมาย! ถ้าพวกเราเข้าไปได้คงจะดี” ไก่กล่าว

ลามองเพื่อน ๆ และพูดว่า “เราอาจจะไม่ใช่สัตว์ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ถ้าพวกเราร่วมมือกัน เราอาจขับไล่โจรพวกนั้นได้!”

พวกเขาจึงวางแผนร่วมกันอย่างจริงจัง

สัตว์ทั้งสี่จัดท่าทางให้ดูน่ากลัวที่สุด ลายืนเป็นฐานให้สุนัข แมว และไก่ปีนขึ้นไปบนหลังของมันจนสูงเทียมหน้าต่าง พวกเขารวมพลังส่งเสียงดังพร้อมกัน

“ร้องพร้อมกัน! หนึ่ง…สอง…สาม!”

ลาร้อง “ฮี้ ๆ!” สุนัขเห่า “โฮ่ง โฮ่ง!” แมวร้อง “เมี้ยววว!” และไก่ขัน “ก่ะต๊าก… ก่ะต๊าก… เอ้ก อี เอ้ก เอ้ก!”

เสียงของพวกมันดังและแปลกประหลาดจนทำให้โจรในกระท่อมตกใจจนคิดว่าเป็นปีศาจ พวกมันรีบวิ่งหนีออกไปในความมืด ทิ้งกระท่อมและสมบัติไว้เบื้องหลัง

สัตว์ทั้งสี่ตัวเข้าไปในกระท่อม พวกเขากินอาหารอย่างอิ่มหนำและตัดสินใจพักที่นั่นหนึ่งคืน โดยแบ่งหน้าที่เฝ้ากระท่อมในแต่ละช่วงเวลา

คืนนั้น หนึ่งในโจรที่หนีไปตัดสินใจกลับมาดูกระท่อมอีกครั้ง แต่เมื่อเขาเข้าไป สุนัขกัดขา แมวข่วนหน้า ลาเตะ และไก่ขันเสียงดังจนโจรคิดว่าปีศาจยังคงอยู่ เขารีบหนีไปและบอกเพื่อนโจรว่า

“ที่นั่นมีปีศาจ! พวกเราจะกลับไปไม่ได้อีกแล้ว!”

สัตว์ทั้งสี่ตัวพอใจกับชีวิตในกระท่อม พวกเขาตัดสินใจตั้งรกรากอยู่ที่นั่น แทนที่จะเดินทางต่อไปยังเบรเมน แม้จะไม่ได้เป็นนักดนตรีในเมือง แต่พวกมันก็พบความสุขและความสงบสุขในบ้านหลังใหม่นี้

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องสี่สหายแห่งเบรเมน 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ความสามัคคีคือพลัง” แม้สัตว์แต่ละตัวจะดูอ่อนแอและไร้ค่าในสายตามนุษย์ แต่เมื่อพวกเขาร่วมมือกัน พวกเขาสามารถเอาชนะอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่กว่าตนเองได้

“ทุกชีวิตล้วนมีคุณค่าในตัวเอง” แม้จะถูกทอดทิ้งหรือถูกมองว่าไร้ประโยชน์ สัตว์ทั้งสี่ตัวแสดงให้เห็นว่าทุกคนมีจุดแข็งและสามารถสร้างคุณค่าได้เสมอ

“การเริ่มต้นใหม่ไม่เคยสายเกินไป” แม้จะดูเหมือนถูกผลักไสจากชีวิตเดิม แต่สัตว์ทั้งสี่ตัวก็กล้าที่จะเริ่มต้นใหม่ และพบความสุขในแบบของตัวเอง

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องสี่สหายแห่งเบรเมน (อังกฤษ: Town Musicians of Bremen) นิทานเรื่องนี้เป็นหนึ่งในนิทานพื้นบ้านเยอรมันที่ได้รับการรวบรวมและเผยแพร่โดย พี่น้องกริมม์ (Brothers Grimm) ในนิทานชุด “Grimm’s Fairy Tales” หรือ Kinder- und Hausmärchen ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1819

นิทานเรื่องนี้มาจากนิทานพื้นบ้านทางตอนเหนือของเยอรมนี และชื่อเรื่องได้อ้างอิงถึงเมืองเบรเมน (Bremen) เมืองสำคัญในภาคเหนือของเยอรมนี ซึ่งในสมัยนั้นถือเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมและดนตรี แม้ว่าสัตว์ทั้งสี่จะไม่ได้เดินทางไปถึงเบรเมนจริง ๆ ในเนื้อเรื่อง แต่ชื่อเมืองนี้สื่อถึงการแสวงหาโอกาสและความฝันของพวกเขา

เรื่องราวนี้มีแก่นสำคัญคือคุณค่าของความร่วมมือและการยอมรับในความสามารถของแต่ละชีวิต และสะท้อนแนวคิดพื้นบ้านที่สอนให้เห็นว่าทุกชีวิต แม้ดูไร้ค่าในสายตาคนอื่น แต่ล้วนมีความสำคัญและคุณค่าในตัวเอง

ปัจจุบัน “สี่สหายแห่งเบรเมน” กลายเป็นหนึ่งในนิทานที่โด่งดังที่สุดของพี่น้องกริมม์ และเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเมืองเบรเมน ที่มีรูปปั้นสัตว์ทั้งสี่ตัวตั้งอยู่กลางเมืองเพื่อรำลึกถึงนิทานอันทรงคุณค่านี้

“ความสามัคคีและไหวพริบช่วยให้เอาชนะอุปสรรคได้”