นิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องลูกเป็ดขี้เหร่

สายลมแห่งฤดูร้อนพัดผ่านทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ แสงแดดอบอุ่นส่องลงบนผืนน้ำใสราวกระจก สะท้อนภาพท้องฟ้ากว้างไกลสุดสายตา ใต้พุ่มไม้หนาทึบริมบึง มีเรื่องเล่าขานถึงนิทานพื้นบ้านสากลชื่อดังจากเดนมาร์ก โดยแม่เป็ดนั่งนิ่งอยู่ในรังของนาง ดวงตาคู่อ่อนโยนเฝ้าจับจ้องไข่สีขาวที่เรียงซ้อนกันเป็นระเบียบ เสียงแมลงร้องระงมเป็นจังหวะ ขับกล่อมให้เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า

วันที่เฝ้ารอค่อย ๆ ใกล้เข้ามาเปลือกไข่ใบเล็ก ๆ เริ่มสั่นไหว เสียงแตกร้าวดังขึ้นเบา ๆ ชีวิตน้อย ๆ กำลังจะลืมตาดูโลก แต่ท่ามกลางไข่เหล่านั้น มีฟองหนึ่งที่แตกต่างจากฟองอื่น มันใหญ่กว่า หนากว่า และราวกับไม่ใช่สิ่งที่ควรอยู่ในรังนี้ ทว่าแม่เป็ดยังคงฟักมันต่อไป โดยไม่อาจล่วงรู้ว่าเมื่อมันฟักออกมาแล้ว ชีวิตของลูกเป็ดตัวหนึ่งจะไม่มีวันเหมือนเดิม… กับนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องลูกเป็ดขี้เหร่

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องลูกเป็ดขี้เหร่

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องลูกเป็ดขี้เหร่

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ฤดูร้อนมาเยือนอีกครั้ง แสงแดดอ่อน ๆ ส่องลงบนผืนน้ำใสราวกระจกในรังใต้กอไม้ริมบึง แม่เป็ดกำลังเฝ้าฟักไข่ของนางด้วยความอดทน ไข่ใบใหญ่เรียงกันอยู่ใต้ปีกของนาง แต่หนึ่งในนั้นมีขนาดใหญ่และดูแตกต่างจากฟองอื่น

ไม่นานนัก เปลือกไข่ก็เริ่มแตกร้าว ลูกเป็ดตัวเล็ก ๆ ทยอยออกมาดูโลก พวกมันมีขนนุ่มสีเหลืองเป็นเงางาม แต่มีไข่ฟองหนึ่งที่ยังไม่ฟัก

“ทำไมเจ้าไม่ออกมาเสียที?” แม่เป็ดพึมพำ นางอดทนนั่งฟักต่อไป

อีกไม่กี่วันต่อมาไข่ใบสุดท้ายก็แตกออก ลูกเป็ดตัวหนึ่งโผล่ออกมา มันตัวใหญ่กว่าเป็ดตัวอื่น ๆ และขนของมันเป็นสีเทาหม่นแทนที่จะเป็นสีเหลืองนวล

“โอ้ เจ้าไม่น่ารักเหมือนตัวอื่นเลยนะ” แม่เป็ดมองมันด้วยความสงสัย

วันเวลาผ่านไป ลูกเป็ดน้อยทั้งหลายเติบโตขึ้นและเริ่มออกเดินสำรวจโลก แต่ลูกเป็ดตัวใหญ่สีเทาถูกล้อเลียนตั้งแต่วันแรกที่มันเดินออกจากรัง “ดูมันสิ ขี้เหร่ชะมัด!” ลูกเป็ดตัวหนึ่งหัวเราะ

“เจ้าดูไม่เหมือนพวกเราเลย!” อีกตัวเยาะเย้ย แม้แต่สัตว์อื่น ๆ ในฟาร์มก็เริ่มพูดถึงมัน

“ทำไมเป็ดตัวนี้ถึงดูประหลาดนัก?” แม่ไก่กระซิบกับแม่เป็ด

แม่เป็ดเองแม้จะพยายามปกป้องลูกของนาง แต่ก็อดมองลูกเป็ดสีเทาด้วยความกังวลไม่ได้

“ทำไมข้าต้องเกิดมาแตกต่าง? ข้าก็อยากเป็นเหมือนพวกเขา…” ลูกเป็ดขี้เหร่คิดในใจ แต่ไม่ว่าจะพยายามเข้ากลุ่มเพียงใด มันก็ถูกผลักไสเสมอ

วันหนึ่งการกลั่นแกล้งเริ่มหนักขึ้น ลูกเป็ดตัวอื่นไล่จิกมัน ขับไล่มันไปจากกลุ่ม แม้แต่มนุษย์ที่อยู่ในฟาร์มก็พากันหัวเราะเยาะ

“ไปให้พ้น! เจ้าไม่น่ารักเหมือนลูกเป็ดตัวอื่น ๆ” เป็ดตัวโตตัวหนึ่งจิกมันจนขนกระจาย

ลูกเป็ดขี้เหร่หนีไปยังบึงใกล้ ๆ แต่มันก็ยังถูกเป็ดป่ารังเกียจ

“เจ้าไม่ใช่พวกเรา ออกไปซะ!”

หัวใจของมันเต็มไปด้วยความเศร้าและโดดเดี่ยว มันรู้ว่าต่อให้พยายามแค่ไหน มันก็ไม่มีที่ให้ยืนในโลกของพวกเขา

คืนหนึ่ง เมื่อดวงจันทร์ลอยสูงเหนือผืนน้ำ ลูกเป็ดขี้เหร่นั่งตัวสั่นอยู่ใต้พุ่มไม้ มันมองเงาตัวเองในน้ำตัวใหญ่เก้งก้าง ขนสีเทาหม่น ดวงตาเศร้าสร้อย

“ถ้าข้าไม่น่าอยู่ที่นี่ ข้าควรไปที่อื่น…” มันตัดสินใจออกเดินทางเพียงลำพัง ทิ้งฟาร์มที่เคยเป็นบ้านไว้เบื้องหลัง

สายลมเย็นพัดผ่าน ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีเป็นเทาหม่น ฤดูหนาวกำลังมาเยือน และมันต้องเผชิญกับโลกกว้างอย่างโดดเดี่ยว

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องลูกเป็ดขี้เหร่ 2

ลูกเป็ดขี้เหร่เดินทางไปเรื่อย ๆ ผ่านทุ่งหญ้าและบึงน้ำ มันต้องหลบซ่อนจากสัตว์ใหญ่ที่พยายามไล่ล่า และบางครั้งก็ต้องเอาตัวรอดจากความหนาวเหน็บของค่ำคืน มันขอเข้าไปอยู่กับฝูงเป็ดป่า แต่พวกเขาไล่มันออกมา มันไปขออยู่กับแม่ไก่และแมวในกระท่อมเก่า แต่นั่นก็ไม่ใช่ที่ของมัน

“เจ้าทำอะไรได้บ้าง?” แม่ไก่ถาม “เจ้าออกไข่ได้ไหม?”

“ไม่ได้…” ลูกเป็ดขี้เหร่ตอบเสียงเบา

“แล้วเจ้าจับหนูได้ไหม?” แมวพูดพลางจ้องมัน

“ไม่ได้…” ลูกเป็ดขี้เหร่ตอบกลับ

“ถ้าเจ้าไม่ได้ทำอะไรเป็นประโยชน์ ก็อย่ามาอยู่ที่นี่!”

ลูกเป็ดขี้เหร่จึงออกเดินทางต่อจนฤดูหนาวมาถึง หิมะตกหนัก ผืนน้ำกลายเป็นน้ำแข็ง มันหนาวจนแทบขยับไม่ได้ บางครั้งมันต้องซุกตัวใต้พุ่มไม้แห้ง ๆ เพื่อเอาตัวรอดจากพายุหิมะ

คืนหนึ่ง ขณะที่มันนอนสั่นอยู่ข้างทะเลสาบ มันแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า และเห็นฝูงนกสีขาวบริสุทธิ์บินผ่านเหนือศีรษะ

“พวกเขาช่างสง่างาม…” ลูกเป็ดขี้เหร่ไม่รู้ว่านกเหล่านั้นคืออะไร แต่หัวใจของมันเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มันอยากบินไปกับพวกเขา มันอยากเป็นเหมือนพวกเขา แต่แล้วฝูงนกก็บินจากไป ทิ้งให้มันจมอยู่กับความหนาวเหน็บอีกครั้ง

ฤดูหนาวผ่านไป ฤดูใบไม้ผลิหวนคืนน้ำแข็งละลาย ดอกไม้เริ่มผลิบาน ลูกเป็ดขี้เหร่ที่เคยซูบผอมอ่อนแรง บัดนี้เติบโตขึ้น มันมองเห็นแสงแดดอ่อน ๆ สะท้อนลงบนผิวน้ำ และตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้

เมื่อมันก้มลงมองเงาของตัวเองในน้ำสิ่งที่สะท้อนกลับมาคือภาพของนกที่สง่างาม มันไม่ได้เป็นลูกเป็ดขี้เหร่อีกต่อไปแล้ว แต่มันคือหงส์ที่งดงาม

ลูกเป็ดขี้เหร่หรือที่ตอนนี้คือหงส์หนุ่มยังคงไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นใคร มันก้าวลงไปในทะเลสาบและพบกับ ฝูงหงส์ที่เคยเห็นในฤดูหนาว

“หงส์ที่งดงามเหล่านี้จะยอมรับข้าหรือไม่?” มันคิดอย่างหวาดหวั่น

แต่แทนที่พวกเขาจะไล่มันออกไป พวกเขากลับเข้ามาหามันด้วยความอ่อนโยน

“เจ้าเป็นหนึ่งในพวกเรา มาร่วมบินไปด้วยกันเถิด”

หัวใจของหงส์หนุ่มเต้นแรง มันกางปีกออกและโบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นครั้งแรก มันไม่เคยรู้เลยว่าการเป็นตัวของตัวเองจะงดงามได้ถึงเพียงนี้

ไม่นานนัก เด็ก ๆ ในหมู่บ้านมาเห็นมันที่ทะเลสาบพวกเขามองมันด้วยสายตาชื่นชม

“ดูสิ หงส์ตัวนั้นช่างสวยงาม!” เสียงชื่นชมที่ครั้งหนึ่งมันไม่เคยได้รับ บัดนี้ดังก้องอยู่รอบตัว มันไม่ต้องวิ่งหนีอีกต่อไป ไม่ต้องซ่อนตัวจากใครอีกแล้ว

จากลูกเป็ดขี้เหร่ที่เคยถูกดูถูกและโดดเดี่ยว มันได้พบที่ของมัน ได้เป็นตัวของตัวเอง และค้นพบว่าแท้จริงแล้ว มันไม่เคยน่าเกลียดเลย

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องลูกเป็ดขี้เหร่ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… คุณค่าของเราไม่ได้ถูกตัดสินจากสายตาของผู้อื่น ลูกเป็ดขี้เหร่ถูกดูถูกเพียงเพราะมันแตกต่าง แต่แท้จริงแล้วมันมีความงดงามในแบบของตัวเอง เพียงแค่ยังไม่ถึงเวลาที่จะเปล่งประกาย

อย่าปล่อยให้คำดูถูกมาขีดเส้นกำหนดชีวิตเรา หากลูกเป็ดขี้เหร่ยอมแพ้ต่อคำเหยียดหยาม มันคงไม่มีวันได้ค้นพบว่าตัวเองคือหงส์ที่สง่างามที่สุดในผืนน้ำ

ความเจ็บปวดและการเดินทางที่โดดเดี่ยว อาจเป็นเส้นทางสู่การค้นพบตัวเอง บางครั้งเราต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก เพื่อเติบโตและกลายเป็นตัวเราในแบบที่ดีที่สุด แท้จริงแล้ว เราไม่เคยน่าเกลียดเลยเราเพียงแค่ต้องรอเวลาของเราเท่านั้น

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องลูกเป็ดขี้เหร่ (อังกฤษ: The Ugly Duckling) เป็นหนึ่งในนิทานที่โด่งดังที่สุดของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน (Hans Christian Andersen) ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1843 ในนิตยสาร New Fairy Tales: First Volume, First Collection นิทานเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวสำหรับเด็ก แต่เป็นอุปมาอุปไมยเกี่ยวกับการค้นพบตัวเองและการยอมรับในตัวตนที่แท้จริง

แอนเดอร์เซนเขียน “ลูกเป็ดขี้เหร่” จากประสบการณ์ชีวิตของเขาเอง ในวัยเด็ก เขาเกิดมาในครอบครัวยากจน ถูกเพื่อน ๆ ล้อเลียนว่า “ประหลาด” และมักถูกปฏิเสธจากสังคมรอบตัว

  • แอนเดอร์เซนไม่เหมือนคนอื่น เขาสูงเก้งก้าง เสียงแปลก และมีความฝันอยากเป็นนักเขียน ทั้งที่ครอบครัวของเขาไม่ใช่นักวิชาการ
  • เขาต้องดิ้นรนเพื่อพิสูจน์ตัวเอง เช่นเดียวกับลูกเป็ดขี้เหร่ที่ต้องอดทนต่อคำดูถูก ก่อนจะค้นพบว่าแท้จริงแล้วตนเองเป็น “หงส์” ที่มีคุณค่า
  • เมื่อล่วงเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ เขาประสบความสำเร็จและเป็นที่ยอมรับ แต่ความทรงจำในวัยเด็กยังคงฝังลึก ทำให้เขาเขียนนิทานเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นเสมือนอัตชีวประวัติทางอารมณ์ของเขาเอง

นิทานเรื่องนี้เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงชีวิตของผู้คนที่เคยรู้สึกแปลกแยกและไม่เป็นที่ยอมรับ

  • ลูกเป็ดขี้เหร่ = คนที่เกิดมาแตกต่างจากสังคมรอบตัว
  • การถูกขับไล่ = อุปสรรคและการปฏิเสธที่ต้องเผชิญในชีวิต
  • ฤดูหนาวอันโหดร้าย = ช่วงเวลาแห่งความยากลำบากและความโดดเดี่ยว
  • การกลายเป็นหงส์ = การเติบโตและการค้นพบตัวตนที่แท้จริง

“ลูกเป็ดขี้เหร่” กลายเป็นหนึ่งในนิทานที่ถูกตีพิมพ์และดัดแปลงมากที่สุดในโลก ได้รับการนำไปสร้างเป็นแอนิเมชัน ละครเวที และวรรณกรรม มากมาย อีกทั้งยังเป็นนิทานที่ให้แรงบันดาลใจแก่ผู้คนที่เคยรู้สึกว่าไม่เป็นที่ยอมรับ

นิทานเรื่องนี้ยังคงถูกเล่าขานมาจนถึงปัจจุบันเพราะมันไม่ได้เป็นเพียงแค่นิทานสำหรับเด็ก แต่เป็นเรื่องราวของทุกคนที่เคยรู้สึกว่า “ฉันไม่เหมือนใคร” และรอคอยวันที่จะค้นพบว่าตัวเองมีค่าเพียงใด

“อย่าตัดสินตนเองจากเงาสะท้อนในน้ำ เพราะวันหนึ่งเจ้าจะเห็นปีกที่แท้จริง”

นิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องเจ้าหญิงนักเต้นรำทั้งสิบสอง

ยามค่ำคืนเมื่อดวงจันทร์ส่องแสง มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากเยอรมนีถึงพระราชวังทั้งหลังตกอยู่ในความเงียบงัน เปลวเทียนในโถงทางเดินค่อย ๆ มอดดับ เหลือเพียงเงาที่ทอดยาวไปตามกำแพงหินเย็นเฉียบ ทุกสิ่งดูสงบ ราวกับว่าไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหวใต้หลังคาแห่งนี้ แต่หากเงี่ยหูฟังให้ดี จะได้ยินเสียงบางอย่างแว่วมาเบา ๆ ราวกับเสียงผ้าไหมเสียดสีกันและเสียงฝีเท้าแผ่วเบา ราวกับมีใครบางคนกำลังเคลื่อนผ่านในเงามืด มันเป็นเพียงสายลมพัดผ่านม่านหน้าต่าง หรือบางสิ่งที่ไม่มีผู้ใดมองเห็น?

ทุกเช้า ปริศนาเดิมยังคงอยู่ รองเท้าสิบสองคู่ถูกทิ้งไว้ในสภาพขาดวิ่น ทั้งที่ประตูห้องถูกล็อกแน่นหนาตลอดคืน พระราชาเฝ้าครุ่นคิด ไม่มีใครเข้า ไม่มีใครออก แต่รองเท้าของพระธิดากลับสึกหรอราวกับถูกใช้เต้นรำมาตลอดทั้งคืน พวกนางไปที่ไหน? และที่ปลายทางของค่ำคืน มีสิ่งใดรออยู่? กับนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องเจ้าหญิงนักเต้นรำทั้งสิบสอง

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องเจ้าหญิงนักเต้นรำทั้งสิบสอง

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องเจ้าหญิงนักเต้นรำทั้งสิบสอง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ อาณาจักรหนึ่ง พระราชามีพระธิดาสิบสององค์ พวกนางงดงาม อ่อนหวาน และเพียบพร้อม แต่มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นทุกคืน ทุกเช้า รองเท้าของพวกนางขาดจนแทบไม่เหลือสภาพ ทั้งที่พระราชาสั่งล็อกประตูห้องของพวกนางอย่างแน่นหนาทุกคืน

พระองค์ครุ่นคิดด้วยความสงสัย “พวกนางไปที่ไหนในยามค่ำคืน? เหตุใดรองเท้าจึงสึกหรอราวกับถูกใช้เต้นรำตลอดคืน?”

พระราชาทรงตรัสถามพระธิดา แต่เจ้าหญิงเพียงแต่ยิ้มและตอบว่า

“ฝ่าบาท หม่อมฉันไม่รู้เลยเพคะ รองเท้าคงเสื่อมไปเองตามกาลเวลา”

พระราชาไม่เชื่อ หากเป็นเพียงหนึ่งหรือสองคู่ที่ขาดก็คงไม่แปลก แต่ทุกคู่ ทุกคืนมันเป็นไปไม่ได้

ด้วยความสงสัย พระองค์จึงประกาศว่า “ชายใดที่สามารถไขปริศนาได้ภายในสามวันสามคืน จะได้รับรางวัลเป็นการแต่งงานกับหนึ่งในพระธิดาและได้รับสิทธิ์เป็นรัชทายาท แต่หากล้มเหลว จะต้องถูกประหาร”

ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วอาณาจักร เจ้าชายและขุนนางจากแดนไกลมาท้าทาย พวกเขาพยายามจับตามองเจ้าหญิงในยามค่ำคืน แต่ทุกคนกลับหลับใหลโดยไม่รู้ตัว และเมื่อตื่นขึ้น รองเท้าของเจ้าหญิงก็ยังคงขาดเช่นเดิม

ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และชายทุกคนที่ล้มเหลว ถูกนำตัวไปประหาร

ไม่นานนัก ไม่มีใครกล้าเข้ามาท้าทายอีก

วันหนึ่งทหารผ่านศึกผู้หนึ่งเดินทางมายังวัง เขาไม่ได้เป็นเจ้าชาย ไม่มีอำนาจหรือสมบัติ มีเพียงประสบการณ์จากสนามรบและหัวใจที่ไม่เคยหวั่นเกรง

ระหว่างทาง เขาพบหญิงชราผู้ลึกลับ นางมองเขาด้วยแววตาฉลาดล้ำ แล้วกล่าวว่า

“เจ้ากำลังมุ่งหน้าไปไขปริศนาในวังใช่หรือไม่?”

“ใช่ ข้าอยากลองเสี่ยงดู” ทหารตอบ

หญิงชราพยักหน้า แล้วกล่าวเตือน “ถ้าเช่นนั้น จงฟังให้ดี—คืนนี้ เจ้าห้ามดื่มสิ่งที่เจ้าหญิงมอบให้เด็ดขาด และจงใช้สิ่งนี้เพื่อค้นหาความลับของพวกนาง”

นางยื่นเสื้อคลุมล่องหน ให้เขา ก่อนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

ทหารเดินทางไปยังวัง และได้รับการต้อนรับอย่างดี พระราชาตรัสเตือนว่า “เจ้ามีเวลาเพียงสามคืน หากเจ้าล้มเหลว เจ้าจะไม่มีวันได้กลับออกไปอีก”

คืนนั้น เจ้าหญิงองค์โตมาหาเขาพร้อมถ้วยไวน์ นางยิ้มหวานและกล่าว “เชิญดื่มเถิดเพคะ ท่านจะได้นอนหลับฝันดี”

แต่ทหารจำคำเตือนของหญิงชราได้เขาแอบเทไวน์ลงบนฟองน้ำที่ซ่อนไว้ใต้คาง จากนั้นแสร้งทำเป็นง่วง และล้มตัวลงนอน

เจ้าหญิงทั้งสิบสองรอจนแน่ใจว่าเขาหลับสนิท ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเตียง “เหมือนคนก่อน ๆ ไม่มีผิด” เจ้าหญิงองค์เล็กกระซิบ

เจ้าหญิงองค์โตเดินไปที่เตียงของตนเคาะสามครั้งบนพื้นไม้ ทันใดนั้นกับดักลับก็เปิดออก เผยให้เห็นบันไดลับที่ทอดลงไปสู่ความมืด

เจ้าหญิงทั้งสิบสองจับมือกัน หัวเราะเบา ๆ แล้วค่อย ๆ เดินลงไปทีละคน

ทหารกระพริบตาเขาเห็นทุกอย่าง เขาค่อยๆ สวมเสื้อคลุมล่องหน แล้วก้าวลงไปตามพวกนางไป

เบื้องหน้าของเขาอาณาจักรลับใต้ดินกำลังรออยู่

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องเจ้าหญิงนักเต้นรำทั้งสิบสอง 2

ทหารก้าวตามเจ้าหญิงทั้งสิบสองลงไปยังอุโมงค์ใต้ดิน อากาศเย็นลงทุกย่างก้าว และเมื่อพวกเขาเดินไปถึงจุดสิ้นสุด โลกอีกใบก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าเขา

ป่ามหัศจรรย์ทอดตัวอยู่เบื้องหน้า ต้นไม้ทุกต้นส่องประกายระยิบระยับ ต้นแรกมีใบเป็นเงิน ต้นที่สองมีใบเป็นทอง และต้นที่สามมีใบเป็นเพชร

ทหารล่องหนมองไปรอบๆ อย่างตื่นตะลึง เขาค่อย ๆ หักกิ่งไม้จากแต่ละต้นใส่กระเป๋าไว้เป็นหลักฐาน

“ได้ยินเสียงกิ่งไม้หักไหม?” เจ้าหญิงองค์เล็กหยุดเดิน มองไปรอบๆ ด้วยความหวาดระแวง

“อย่าคิดมากเลย นั่นอาจเป็นเพียงเสียงปืนใหญ่จากพระราชวังพ่อเรา” เจ้าหญิงองค์โตตอบ พลางพาน้องๆ เดินต่อไป

ทหารล่องหนเดินตามพวกนางไปจนถึงทะเลสาบสีเงินกลางน้ำมีเรือสิบสองลำจอดรออยู่ บนเรือมี เจ้าชายลึกลับสิบสองคน กำลังรอเจ้าหญิงของตน

“เจ้ามาสายอีกแล้ว” เจ้าชายองค์โตกล่าวพลางยื่นมือให้เจ้าหญิง

เจ้าหญิงหัวเราะเบา ๆ ก่อนก้าวขึ้นเรือ ทหารกระโดดขึ้นเรือลำสุดท้ายโดยไม่มีใครเห็น แต่ทันใดนั้น เรือเริ่มหนักผิดปกติ

“เหตุใดเรือลำนี้หนักขึ้น?” เจ้าชายองค์สุดท้องเอ่ยขึ้น พลางขมวดคิ้ว

“เจ้าเพ้อเจ้อไปเอง!” เจ้าหญิงองค์เล็กตอบ แม้จะรู้สึกแปลกใจเช่นกัน

พวกเขาพายเรือไปถึงฝั่งที่นั่นมีปราสาทเวทมนตร์ตั้งตระหง่าน ไฟระยิบระยับจากโคมระย้าเปล่งประกาย ดนตรีบรรเลงก้องทั่วทั้งห้องโถง เจ้าหญิงทั้งสิบสองเดินเข้าไปอย่างรื่นเริง

การเต้นรำเริ่มต้นขึ้น พวกนางหมุนตัวไปตามจังหวะเพลงราวกับต้องมนตร์ ตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงตีสาม จนกระทั่งรองเท้าของพวกนางสึกหรอ

ทหารนั่งซุ่มดูอยู่เงียบๆ และเมื่อถึงเวลาจะต้องกลับ เขาหยิบถ้วยเงินจากโต๊ะมาเก็บไว้เป็นหลักฐาน ก่อนตามพวกนางกลับไปยังอุโมงค์ลับ

เขาทำเช่นนี้อยู่สามคืน

เช้าวันที่สาม พระราชาเรียกทหารเข้าพบถึงเวลาที่เขาจะต้องเปิดเผยความจริง

“คืนที่ผ่านมา เจ้าได้เห็นอะไรบ้าง?” พระราชาตรัสถาม

ทหารหยิบกิ่งไม้จากต้นไม้เงิน ทอง และเพชร รวมถึงถ้วยเงินจากปราสาทเวทมนตร์ ออกมาวางบนโต๊ะ

“ฝ่าบาท นี่คือหลักฐานว่าพระธิดาทั้งสิบสองของพระองค์ลงไปยังอาณาจักรใต้ดินทุกคืน” ทหารกล่าว “พวกนางเต้นรำกับเจ้าชายลึกลับจนรองเท้าสึกหรอ”

เจ้าหญิงทั้งสิบสองยืนตัวแข็งทื่อพวกนางรู้ดีว่าไม่อาจปฏิเสธได้อีกแล้ว

“เป็นความจริงหรือไม่?” พระราชาถามเสียงเข้ม

เจ้าหญิงองค์โตถอนหายใจ ก่อนคุกเข่าลง “หม่อมฉันขอสารภาพเพคะ”

ปราสาทแห่งการเต้นรำล่มสลายไปในพริบตา และเจ้าชายลึกลับทั้งสิบสองก็หายไป พวกเขาถูกสาปให้จมอยู่ในเงามืดตลอดกาล เป็นจำนวนคืนเท่ากับวันที่พวกเขาเต้นรำกับเจ้าหญิง

พระราชาหันมาหาทหาร “เจ้าพิสูจน์ตัวเองแล้ว จงเลือกเจ้าหญิงองค์ใดก็ได้เป็นภรรยา และเจ้าจะได้เป็นรัชทายาทของอาณาจักรนี้”

ทหารครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนกล่าว “ข้าไม่ใช่ชายหนุ่มอีกต่อไป ข้าขอเลือกเจ้าหญิงองค์โต นางมีสติปัญญาและความรับผิดชอบที่จะช่วยข้าปกครองแผ่นดิน”

งานอภิเษกถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ และแม้ว่าเจ้าหญิงทั้งสิบสองจะต้องลาจากเวทมนตร์แห่งราตรีไปตลอดกาล แต่พวกนางก็ได้พบกับแสงสว่างของชีวิตใหม่

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องเจ้าหญิงนักเต้นรำทั้งสิบสอง 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความลับไม่มีวันถูกเก็บซ่อนไว้ตลอดไป ไม่ว่าความจริงจะถูกปกปิดแน่นหนาเพียงใด สักวันหนึ่งมันก็จะถูกเปิดเผย

ปัญญาและความไหวพริบมีค่ามากกว่ากำลัง ทหารผ่านศึกไม่ได้เป็นเจ้าชายผู้สูงศักดิ์ แต่เขาใช้ไหวพริบ ความอดทน และความกล้าหาญเพื่อไขปริศนาที่ไม่มีใครสามารถแก้ได้

ผลของการกระทำย่อมย้อนคืนสู่ตน เจ้าหญิงทั้งสิบสองอาจคิดว่าไม่มีใครล่วงรู้ความลับของพวกนาง แต่สุดท้าย พวกนางก็ต้องเผชิญกับผลลัพธ์ของมัน

บางครั้ง ความหลงใหลในสิ่งที่ไม่จีรัง อาจทำให้เราสูญเสียสิ่งที่แท้จริง อาณาจักรแห่งการเต้นรำอาจเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ แต่สุดท้ายมันก็จางหายไป เหลือไว้เพียงโลกแห่งความจริงที่ต้องเผชิญ

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องเจ้าหญิงนักเต้นรำทั้งสิบสอง (อังกฤษ: The Twelve Dancing Princesses) เป็นนิทานพื้นบ้านของเยอรมนีที่ได้รับการบันทึกโดย พี่น้องกริมม์ (Jacob and Wilhelm Grimm) และถูกตีพิมพ์ใน Children’s and Household Tales หรือ “นิทานกริมม์” ฉบับปี 1812

แม้ว่าเวอร์ชันของพี่น้องกริมม์จะเป็นที่รู้จักมากที่สุด แต่นิทานที่มีโครงเรื่องคล้ายกันปรากฏในวัฒนธรรมอื่นๆ ทั่วยุโรป เช่น ฝรั่งเศส รัสเซีย และนอร์เวย์ ต้นแบบของเรื่องอาจมีรากมาจากนิทานพื้นบ้านที่เล่าขานกันมาหลายศตวรรษเกี่ยวกับโลกใต้ดิน เวทมนตร์ และการเต้นรำในยามราตรี

ในบางเวอร์ชันเจ้าหญิงทั้งสิบสองไม่ได้สมัครใจไปเต้นรำทุกคืน แต่ถูกสาปหรือถูกควบคุมโดยพลังลึกลับ ส่วนเวอร์ชันของกริมม์เน้นไปที่ความลับของเจ้าหญิง และการใช้สติปัญญาของทหารผ่านศึกในการเปิดโปงความจริง

นิทานเรื่องนี้เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ที่ลึกซึ้ง ซึ่งสะท้อนแนวคิดที่พบได้บ่อยในนิทานคลาสสิก

  • การเต้นรำในโลกเวทมนตร์ เป็นสัญลักษณ์ของ การลุ่มหลงในความสุขชั่วคราว โลกใต้ดินอาจเปรียบได้กับสิ่งยั่วยวนที่ดูงดงามแต่แฝงไปด้วยอันตราย
  • ทหารผ่านศึก แทนปัญญา ความอดทน และความกล้าหาญ เขาไม่ใช่ชายหนุ่มสูงศักดิ์ แต่กลับสามารถเอาชนะอุปสรรคได้ด้วยไหวพริบ
  • รองเท้าที่สึกหรอ เปรียบเหมือนร่องรอยของความลับที่ไม่มีวันปกปิดได้ตลอดไป

“เจ้าหญิงนักเต้นรำทั้งสิบสอง” ได้รับการดัดแปลงเป็นวรรณกรรม บัลเลต์ และภาพยนตร์แอนิเมชันมากมาย หนึ่งในเวอร์ชันที่มีชื่อเสียงคือ “Barbie in the 12 Dancing Princesses” (2006) ซึ่งเปลี่ยนเนื้อเรื่องให้เจ้าหญิงต้องเผชิญกับการถูกกดขี่แทนที่จะเป็นผู้ปิดบังความลับ

นิทานเรื่องนี้ยังคงได้รับความนิยมเพราะเต็มไปด้วยเสน่ห์ของปริศนา เวทมนตร์ และบทเรียนเกี่ยวกับสติปัญญาและผลของการกระทำ ซึ่งทำให้เป็นหนึ่งในนิทานกริมม์ที่น่าจดจำที่สุดเรื่องหนึ่ง

“ความลับที่งดงาม อาจนำไปสู่จุดจบที่ขมขื่น”

นิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องราชินีหิมะ

สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านผืนโลก เกล็ดหิมะโปรยปรายดั่งเศษแก้วที่แตกเป็นเสี่ยง ๆ ในค่ำคืนอันเงียบงัน มีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากเดนมาร์ก และไม่มีใครรู้ว่าแรงลมที่พัดกรรโชกนั้นเป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติ หรือเป็นลมหายใจของผู้ปกครองแห่งแดนเหนือราชินีหิมะ

ท่ามกลางเมืองเล็ก ๆ อันอบอุ่น เด็กสองคนเติบโตมาด้วยกัน ดั่งดอกไม้ที่ผลิบานท่ามกลางฤดูหนาว แต่แล้ววันหนึ่ง พายุที่ไร้ปรานีก็พัดพรากพวกเขาออกจากกัน เปลี่ยนมิตรภาพให้กลายเป็นความเย็นชา และพาหัวใจดวงหนึ่งเข้าสู่เงื้อมมือของความหนาวเหน็บ… กับนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องราชินีหิมะ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องราชินีหิมะ

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องราชินีหิมะ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีปีศาจตนหนึ่งสร้างกระจกมหัศจรรย์ มันไม่ได้สะท้อนโลกตามความเป็นจริง แต่กลับทำให้ทุกสิ่งดูบิดเบี้ยวสิ่งสวยงามจะดูน่าเกลียด ส่วนสิ่งชั่วร้ายจะยิ่งทวีความอัปลักษณ์ เหล่าปีศาจพยายามนำกระจกขึ้นไปบนสวรรค์เพื่อเย้ยหยันพระเจ้า แต่ระหว่างทาง กระจกแตกเป็นเศษเล็กเศษน้อย กระจัดกระจายไปทั่วโลก

หากเศษกระจกชิ้นใดปลิวเข้าตา เจ้าของดวงตาจะเห็นแต่สิ่งเลวร้ายในทุกสิ่ง หากตกเข้าสู่หัวใจ หัวใจนั้นจะกลายเป็นน้ำแข็ง ไร้ความรักและความอบอุ่น

ณ เมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เด็กชายชื่อเคย์ และเด็กหญิงชื่อเกอร์ดา อาศัยอยู่เป็นเพื่อนบ้านกัน พวกเขาเติบโตมาด้วยกันเหมือนพี่น้อง แบ่งปันทุกช่วงเวลา ทั้งสองชอบนั่งฟังนิทานข้างหน้าต่าง ปลูกดอกกุหลาบด้วยกัน และหัวเราะไปกับเรื่องเล่าของคุณยายเกี่ยวกับราชินีหิมะ

“นางเป็นใครกันหรือ?” เกอร์ดาถามตาเป็นประกาย

“นางคือผู้ปกครองแดนเหนือ นางเดินทางไปทั่วโลกด้วยรถเลื่อนที่ลากโดยหิมะและสายลมเยือกแข็ง” คุณยายตอบ “ว่ากันว่า ถ้านางจ้องมองใครตรง ๆ หัวใจของคนนั้นจะเย็นเฉียบราวกับก้อนน้ำแข็ง”

เคย์หัวเราะเยาะ “ถ้าข้าพบนาง ข้าจะไม่กลัวแน่นอน” แต่เขาหารู้ไม่ว่าโชคชะตากำลังเล่นตลกกับเขา

วันหนึ่งเศษกระจกปีศาจ ปลิวมาตามสายลม หนึ่งในนั้นตกเข้าตาของเคย์ และอีกชิ้นเสียบลึกเข้าไปในหัวใจของเขา เคย์สะดุ้ง กะพริบตาหลายครั้ง แต่แล้วทุกอย่างรอบตัวก็เปลี่ยนไป

ดอกกุหลาบที่เคยงดงามกลับดูหม่นหมอง เกอร์ดาผู้ใจดีดูน่ารำคาญ ทุกสิ่งรอบตัวเต็มไปด้วยข้อบกพร่อง

จากเด็กชายที่อ่อนโยน เคย์กลายเป็นคนเย็นชา เขาเริ่มหัวเราะเยาะเกอร์ดาเขาไม่สนใจความรักและความอ่อนโยนอีกต่อไป

แล้ววันหนึ่ง หิมะตกหนักผิดปกติ เมืองทั้งเมืองปกคลุมไปด้วยสีขาว ท่ามกลางพายุหิมะ รถเลื่อนสีเงินคันหนึ่งเคลื่อนตัวผ่านถนน ราชินีหิมะมาถึงแล้ว

เคย์มองนางอย่างหลงใหล นางช่างงดงาม สูงศักดิ์ และเยือกเย็นราวกับเทพธิดาแห่งน้ำแข็ง

“เจ้าหนาวหรือไม่?” นางถามเสียงแผ่วเบา แต่แฝงด้วยพลังลึกลับ

“ไม่เลย ข้าชอบความหนาวเย็น” เคย์ตอบ

ราชินีหิมะก้มลงจุมพิตที่หน้าผากของเขา เขาสั่นสะท้าน แต่ไม่รู้สึกหนาวอีกเลย “ขึ้นมาเถิด เด็กน้อย ข้าจะพาเจ้าไปยังสถานที่ที่ไม่มีใครทำให้เจ้าหวั่นไหวได้อีก”

เคย์ปีนขึ้นไปบนรถเลื่อนโดยไม่หันกลับไปมองบ้านของเขาอีกเลย เกอร์ดาเฝ้ารอ… แต่เคย์ไม่เคยกลับมา

ฤดูใบไม้ผลิมาถึง หิมะละลาย แต่เคย์ยังไม่กลับมา เกอร์ดาถามผู้คนทุกแห่ง ทุกคนเพียงแต่ส่ายหน้า นางเศร้าเสียใจ และในที่สุดตัดสินใจออกเดินทางเพื่อตามหาเพื่อนรักของตนเอง

นางเดินทางไปตามแม่น้ำที่พัดพาน้ำแข็งไหลออกจากเมือง นางโยนรองเท้าของตัวเองลงไป พลางกระซิบ “หากเจ้าพาเคย์กลับมา ข้าจะให้รองเท้าคู่นี้เป็นของกำนัล” แต่แม่น้ำไม่ได้คืนรองเท้าให้ นางรู้ทันทีว่าต้องเดินทางต่อไป

นางเดินทางจนไปถึงกระท่อมหลังหนึ่งหญิงชราผู้ใจดีรับนางไว้ นางป้อนอาหาร ให้เสื้อผ้าใหม่ และชวนให้อยู่ที่นี่

“เจ้าไม่อยากพักก่อนหรือ? ที่นี่อบอุ่นและปลอดภัย” หญิงชรากล่าว พลางหว่านเวทมนตร์ลงในดอกไม้ที่ปลูกไว้รอบบ้าน

ดอกไม้ค่อย ๆ ผลิบาน และมีกลิ่นหอมอบอวล แต่ในสวนไม่มีดอกกุหลาบ สักดอกเดียว เพราะหญิงชราไม่ต้องการให้เกอร์ดาระลึกถึงอดีต นางอยากให้เด็กหญิงลืมเรื่องราวทั้งหมดและอยู่ที่นี่ตลอดไป

เวทมนตร์เริ่มทำงาน เกอร์ดาเกือบลืมทุกสิ่ง แต่วันหนึ่ง นางเห็นรูปกุหลาบบนหมวกของตนเอง ทันใดนั้น ความทรงจำเกี่ยวกับเคย์ก็กลับคืนมา

“ข้าเสียเวลามากเกินไปแล้ว!” เกอร์ดาวิ่งออกจากสวน ทิ้งบ้านอันแสนอบอุ่นไว้เบื้องหลัง

ดอกไม้ในสวนพยายามช่วยนาง พวกมันกระซิบเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟัง แต่ไม่มีดอกไม้ใดเคยเห็นเคย์

จนกระทั่งกุหลาบดอกหนึ่ง กล่าวขึ้น “เคย์ยังไม่ตาย เขาไม่ได้ถูกฝังใต้ผืนดิน เราไม่เห็นเขาอยู่ที่นี่ ซึ่งหมายความว่าเขาต้องอยู่ที่อื่น จงไปตามหาเขาเถิด”

เกอร์ดาไม่ลังเลอีกต่อไป นางออกเดินทางต่อด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความหวัง

เกอร์ดาเดินทางต่อไปด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความหวัง นางเดินผ่านป่าเขาและทุ่งกว้าง จนไปถึงปราสาทใหญ่แห่งหนึ่ง ที่นั่น พระราชาและพระราชินีผู้ใจดีรับนางไว้ พวกเขาฟังเรื่องราวของนางอย่างตั้งใจ และรู้สึกสงสาร

“เด็กน้อย เจ้าตามหาเพื่อนรักถึงเพียงนี้หรือ?” พระราชินีตรัส “พวกเราจะช่วยเจ้าเอง”

พระราชาสั่งให้ค้นทั่วทั้งอาณาจักร แต่ไม่มีร่องรอยของเคย์ ในความเมตตาของพระองค์ พระราชินีมอบเสื้อผ้าใหม่และม้าสำหรับเดินทาง เพื่อช่วยให้เกอร์ดาเดินทางต่อไปได้ง่ายขึ้น

คืนหนึ่ง ขณะที่เกอร์ดากำลังพักผ่อน มีกลุ่มโจรบุกเข้ามาพวกมันจับตัวนางและพาไปยังถ้ำของพวกโจร นางถูกล้อมไว้ด้วยใบหน้าโหดเหี้ยม มีเพียงหญิงโจรป่าตัวน้อยที่ดูมีท่าทางแตกต่างจากคนอื่น นางมองเกอร์ดาด้วยความสนใจ

“เจ้ากล้าหาญดีนี่ ข้าชอบเจ้า!” หญิงโจรป่าหัวเราะ “ข้าจะช่วยเจ้า หนีไปซะก่อนที่พวกเขาจะเปลี่ยนใจ”

นางแอบพาเกอร์ดาออกมา พร้อมทั้งมอบกวางเรนเดียร์ของตนให้พานางไปสู่ดินแดนทางเหนือ

“จงไปยังปราสาทของราชินีหิมะ หากเคย์ยังมีชีวิตอยู่ นั่นคือที่ที่เขาอยู่!” หญิงโจรป่ากระซิบบอกก่อนที่เกอร์ดาจะออกเดินทาง

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องราชินีหิมะ 2

กวางเรนเดียร์พาเกอร์ดาฝ่าพายุหิมะไปยังแดนเหนือสุดของโลก ทุกสิ่งปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งและความเงียบงัน ในที่สุด นางก็มาถึงหน้าปราสาทของราชินีหิมะ

ที่นั่นเคย์นั่งอยู่กลางห้องโถงใหญ่ รอบตัวเต็มไปด้วยแผ่นน้ำแข็งที่เขาพยายามต่อให้เป็นคำปริศนา ดวงตาของเขาว่างเปล่า ไม่มีแววความอบอุ่นเหลืออยู่

เกอร์ดาเรียกชื่อเขา “เคย์! ข้ามาตามหาเจ้า!”

แต่เขาไม่ขยับ ไม่ตอบสนอง นางเข้าไปใกล้และเห็นว่า ริมฝีปากของเขาซีดเผือด ผิวหนังเย็นเฉียบ หัวใจของเขาเป็นน้ำแข็งโดยสมบูรณ์

เกอร์ดากุมมือเขาไว้ นางไม่ได้คิดถึงสิ่งใดอีกแล้ว นอกจากความรักที่นางมีต่อเพื่อนรักของตน

น้ำตาของนางหยดลงบนใบหน้าของเคย์ และสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นน้ำแข็งที่ปกคลุมหัวใจของเขาค่อย ๆ ละลาย

เคย์กระพริบตา ดวงตาของเขากลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง เขามองเกอร์ดาด้วยความตกใจ “เกอร์ดา… เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร?”

“ข้ามาเพื่อนำเจ้ากลับบ้าน” นางยิ้มทั้งน้ำตา แผ่นน้ำแข็งรอบตัวเคย์เริ่มพังทลาย เวทมนตร์ของราชินีหิมะเสื่อมพลังลง เพราะไม่มีสิ่งใดสามารถต้านทานพลังแห่งความรักและความเสียสละได้

เกอร์ดาจูงมือเคย์ออกจากปราสาท ฝ่าหิมะและลมหนาว กลับไปสู่แสงตะวันอันอบอุ่น

เคย์ยังคงนั่งนิ่ง ดวงตาของเขามีแววสับสน ราวกับกำลังตื่นจากความฝันอันยาวนาน “เกอร์ดา… ข้ารู้สึกแปลกเหลือเกิน” เขากระซิบ

เกอร์ดาเพียงยิ้มและจับมือเขาแน่น “เจ้าปลอดภัยแล้ว เราจะกลับบ้านด้วยกัน”

ทันใดนั้น พายุหิมะรุนแรงก็พัดมาจากปลายปราสาท เสียงของราชินีหิมะดังก้องไปทั่วโถงน้ำแข็ง แต่ไม่มีตัวตนของนางอยู่ที่นั่นอีกแล้ว

“เจ้าอาจชนะข้า แต่เจ้าจะไม่มีวันทิ้งดินแดนแห่งนี้ได้!” หิมะก่อตัวขึ้นรอบพวกเขา ราวกับจะขังไว้ตลอดกาล แต่เคย์ไม่รู้สึกถึงความหนาวอีกต่อไปหัวใจของเขากลับมาเป็นปกติแล้ว

“เกอร์ดา เราต้องไปเดี๋ยวนี้!” มือของทั้งสองประสานกัน พวกเขาวิ่งฝ่าหิมะออกจากปราสาท กวางเรนเดียร์ที่รออยู่ด้านนอกพาพวกเขาออกจากแดนน้ำแข็ง มุ่งหน้ากลับบ้านที่พวกเขาจากมาแสนนาน

ระหว่างทาง ฤดูหนาวเริ่มจางหายเกล็ดหิมะกลายเป็นหยดน้ำ ค่อย ๆ ละลายลงใต้แสงอาทิตย์แรกของฤดูใบไม้ผลิ

เมื่อพวกเขากลับมาถึงบ้าน เมืองเล็ก ๆ ที่เคยถูกปกคลุมด้วยความหนาวเย็น กลับเต็มไปด้วยสีสันของดอกไม้ที่เริ่มเบ่งบาน เคย์และเกอร์ดาหัวเราะออกมา น้ำตาแห่งความสุขเอ่อคลอ พวกเขาไม่ได้เป็นเด็กอีกต่อไปแล้ว

พวกเขาได้เรียนรู้ว่าความรักและความกล้าหาญคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และไม่มีอำนาจใดแม้แต่ความเย็นเยียบของราชินีหิมะสามารถเอาชนะมันได้

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องราชินีหิมะ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความรักแท้จริงสามารถละลายน้ำแข็งในหัวใจได้ เคย์ถูกความเย็นชาครอบงำจนลืมความผูกพันที่เคยมี แต่ความรักอันบริสุทธิ์ของเกอร์ดาเป็นสิ่งเดียวที่สามารถนำเขากลับมาได้

ความกล้าหาญและความมุ่งมั่นสามารถเอาชนะอุปสรรคทุกอย่าง เกอร์ดาเดินทางข้ามดินแดนอันโหดร้าย ไม่ยอมแพ้แม้ต้องเผชิญกับเวทมนตร์และอันตราย เพราะหัวใจของนางเต็มไปด้วยศรัทธาในสิ่งที่ถูกต้อง

บางครั้ง การเติบโตหมายถึงการผ่านบททดสอบอันยากลำบาก การเดินทางของเคย์และเกอร์ดาไม่ใช่แค่การต่อสู้กับราชินีหิมะ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กสู่ความเป็นผู้ใหญ่ พร้อมกับบทเรียนอันล้ำค่าเกี่ยวกับความรักและความเสียสละ

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องราชินีหิมะ (อังกฤษ: The Snow Queen) เป็นนิทานที่เขียนขึ้นโดยฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน (Hans Christian Andersen) นักเขียนชาวเดนมาร์ก ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1844 เป็นหนึ่งในนิทานที่ยาวและซับซ้อนที่สุดของเขา แบ่งออกเป็น 7 ตอนย่อย ซึ่งแตกต่างจากนิทานพื้นบ้านทั่วไปที่มักเล่าผ่านรุ่นสู่รุ่นก่อนถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร

แอนเดอร์เซนได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติอันหนาวเย็นของยุโรปเหนือ และ แนวคิดเชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับความดีและความชั่ว หลายคนเชื่อว่า “ราชินีหิมะ” เป็นสัญลักษณ์ของ ความเย็นชา ไร้อารมณ์ และเหตุผลที่ขาดหัวใจ ในขณะที่ เกอร์ดา ตัวเอกของเรื่อง เป็นตัวแทนของ ความรักบริสุทธิ์ ความเมตตา และความกล้าหาญ

บางนักวิชาการเชื่อว่า แอนเดอร์เซนได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตส่วนตัวของเขาเอง โดยเฉพาะ ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับเพื่อนสนิทในวัยเด็ก และความรู้สึกถูกปฏิเสธ ที่เขามักเผชิญในชีวิต

“ราชินีหิมะ” กลายเป็นหนึ่งในนิทานที่ทรงอิทธิพลที่สุดของแอนเดอร์เซน และได้รับการดัดแปลงเป็นละคร ภาพยนตร์ และแอนิเมชันมากมาย หนึ่งในผลงานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องนี้คือ “Frozen” (2013) ของดิสนีย์ แม้ว่าจะตีความใหม่จนแตกต่างจากต้นฉบับมากก็ตาม

นิทานเรื่องนี้ยังคงเป็นที่จดจำและถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนิทานที่งดงาม ลึกซึ้ง และเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ ที่สะท้อนถึงพลังของความรัก ความกล้าหาญ และการเติบโตทางจิตใจ

“ความหนาวเย็นไม่เคยอยู่ภายนอก แต่มันแฝงอยู่ในหัวใจที่ไร้รัก”

นิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องอีกาทั้งเจ็ด

ในโลกนี้ ไม่มีสิ่งใดทรงพลังไปกว่าคำพูด คำอวยพรสามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้ แต่คำสาปเพียงคำเดียวก็อาจเปลี่ยนโชคชะตาทั้งชีวิต ในครอบครัวหนึ่ง มีตำนานนิทานพื้นบ้านสากลจากเยอรมนีโดยเล่าว่ามีเด็กหญิงเติบโตขึ้นมาโดยไม่เคยรู้ว่ามีบางสิ่งขาดหายไปจากชีวิตของนาง จนวันหนึ่ง ความจริงที่ถูกปิดซ่อนไว้ได้เปิดเผย

นำพานางสู่เส้นทางที่ไม่มีวันหวนกลับ นางต้องเดินทางข้ามพ้นขอบเขตของโลกมนุษย์ ท่ามกลางดวงอาทิตย์ที่แผดเผา พระจันทร์ที่เย็นเยียบ และดวงดาวที่กระซิบคำสัญญา เพียงเพื่อไถ่ถอนบางสิ่งที่สูญหายไปนานแสนนาน กับนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องอีกาทั้งเจ็ด

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องอีกาทั้งเจ็ด

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องอีกาทั้งเจ็ด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสามีภรรยาคู่หนึ่งที่เฝ้ารอคอยลูกสาวมานาน พวกเขามีลูกชายอยู่แล้วเจ็ดคน แต่หัวใจยังโหยหาลูกหญิงที่จะมาเติมเต็มครอบครัว ในที่สุด ภรรยาก็ตั้งครรภ์อีกครั้ง และเมื่อถึงวันคลอด นางให้กำเนิดบุตรสาวตัวน้อย

แต่เด็กหญิงเกิดมาอ่อนแอและตัวเล็กจนน่ากลัว บิดามารดาหวาดหวั่นว่านางอาจจะไม่รอด จึงรีบเตรียมพิธีล้างบาปให้โดยเร็วที่สุด

บิดาหันไปหาลูกชายคนโตสุด พลางเร่งรัด “รีบไปตักน้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์มาเร็วเข้า อย่าให้ชักช้า”

เด็กชายรีบคว้าเหยือกและออกวิ่งไปยังบ่อ พี่น้องอีกหกคนวิ่งตามมาด้วย ต่างก็อยากเป็นคนแรกที่ทำหน้าที่สำคัญนี้ให้กับน้องสาว

แต่ความรีบร้อนกลับกลายเป็นหายนะ เมื่อพวกเขาเบียดเสียดกันจน เหยือกหลุดมือและตกลงไปในบ่อน้ำ

เด็กชายทั้งเจ็ดยืนตัวแข็ง พวกเขาพยายามเอื้อมมือลงไปควานหา แต่ไม่สามารถดึงเหยือกขึ้นมาได้ ไม่มีใครกล้ากลับบ้านไปบอกพ่อแม่

เวลาผ่านไป พ่อรอแล้วรอเล่า เมื่อไม่เห็นลูกชายกลับมา เขาขมวดคิ้วแน่นและเริ่มเดือดดาล

“เจ้าพวกเด็กเหลือขอ มัวแต่เล่นกันจนลืมหน้าที่!” เขาสบถเสียงดัง

ด้วยความร้อนใจที่ลูกสาวอาจสิ้นลมหายใจก่อนจะได้รับศีลบัพติศมา เขาตะโกนออกไปด้วยความโกรธ

“อยากให้พวกเจ้ากลายเป็นอีกาเสียทั้งหมด!”

แทบจะในทันทีเสียงกระพือปีกดังก้องเหนือศีรษะ เขาเงยหน้าขึ้น และต้องตกตะลึงลูกชายทั้งเจ็ดของเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกแล้ว มีเพียงฝูงอีกาสีดำสนิทเจ็ดตัว บินวนเหนือบ้าน ก่อนจะหายลับไปกับขอบฟ้า

มารดากรีดร้องล้มลงทั้งน้ำตา บิดาหน้าซีดเผือด พวกเขาพยายามถอนคำพูด แต่ทุกอย่างสายเกินไปแล้ว

และแม้ความเศร้าโศกจะกัดกินหัวใจของทั้งคู่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความรักที่มีต่อลูกสาวก็ช่วยเยียวยาความเจ็บปวด เด็กหญิงเติบโตขึ้นโดยที่พ่อแม่ไม่เคยเอ่ยถึงพี่ชายของนางเลยสักครั้ง

เด็กหญิงเติบโตขึ้นมาเป็นสาวงาม ใบหน้าของนางสดใส แต่ดวงตากลับมีแววเศร้าเสมอ วันหนึ่ง ขณะที่นางกำลังเล่นอยู่ในลานบ้าน เสียงกระซิบของหญิงชราในตลาดทำให้เท้าของนางชะงัก

“นางสวยก็จริง แต่รู้หรือไม่ว่านางคือต้นเหตุที่ทำให้พี่ชายทั้งเจ็ดต้องหายไป?”

หัวใจของเด็กสาวหล่นวูบ นางไม่เคยรู้เลยว่าตนเคยมีพี่ชาย นางวิ่งกลับไปที่บ้าน น้ำตาคลอขณะเผชิญหน้ากับพ่อแม่

“เป็นความจริงหรือไม่ ว่าข้ามีพี่ชาย?” นางถามเสียงสั่น

พ่อแม่มองหน้ากัน ก่อนที่มารดาจะถอนหายใจและดึงนางเข้ามากอด

“ลูกไม่ได้เป็นต้นเหตุ มันเป็นชะตาของสวรรค์” นางพูดเสียงเบา

แต่นั่นไม่ได้ทำให้หัวใจของเด็กสาวรู้สึกดีขึ้นเลย ความคิดเดียวที่ฝังแน่นอยู่ในจิตใจคือข้าต้องช่วยพี่ชายให้ได้

นางตัดสินใจออกเดินทางเพียงลำพัง พ่อแม่พยายามห้าม แต่นางไม่ยอมเปลี่ยนใจ

เมื่อตะวันรุ่งขึ้น นางออกเดินทางไปยังสุดขอบโลก พร้อมของเพียงเล็กน้อยแหวนของพ่อแม่ ขนมปังก้อนหนึ่ง ไหใส่น้ำ และเก้าอี้ตัวเล็กสำหรับพักเมื่อล้า

นางเดินทางผ่านป่าเขา ผ่านทุ่งรกร้าง จนไปถึงสถานที่ที่ไม่มีมนุษย์คนใดเคยไปถึง

นางพบกับพระอาทิตย์แต่กลับต้องวิ่งหนี เพราะมันร้อนแรงเกินกว่าที่มนุษย์จะทนได้

นางเผชิญกับพระจันทร์ แต่ต้องรีบถอยห่าง เพราะมันทั้งหนาวเย็นและน่าหวาดกลัว แถมยังกระซิบเสียงเย็นเยียบว่า“ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นเลือดมนุษย์”

สุดท้ายนางไปถึงดวงดาว พวกมันใจดีและอบอุ่น พวกมันนั่งเรียงรายบนเก้าอี้ตัวเล็ก ๆ ดุจราชาแต่ละดวงบนบัลลังก์ของตน

เมื่อดาวรุ่งขึ้น พวกมันมอบกระดูกไก่ ให้นาง พร้อมกระซิบว่า

“หากเจ้าต้องการช่วยพี่ชาย จงนำสิ่งนี้ไปเปิดประตูแห่งภูเขาแก้ว ที่นั่นคือที่คุมขังของพวกเขา”

เด็กหญิงรับของขวัญนั้นไว้ กำมันแน่นราวกับชีวิตขึ้นอยู่กับมัน แล้วมุ่งหน้าสู่ภูเขาแก้วด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความหวัง

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องอีกาทั้งเจ็ด 2

เด็กหญิงเดินทางจนมาถึงภูเขาแก้ว ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า มันทั้งสูงชันและเรียบลื่นราวกับกระจก ไม่มีบันได ไม่มีช่องทางให้ปีนขึ้นไป ประตูเดียวที่มีคือประตูขนาดมหึมาไร้รูกุญแจ

นางสูดลมหายใจลึก พลางเปิดผ้าห่อของขวัญจากดวงดาว มือของนางควานหากระดูกไก่ที่พวกเขามอบให้

แต่มันหายไป

เด็กหญิงเบิกตากว้าง นางเปิดผ้าดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่มีอะไรอยู่ข้างใน หัวใจของนางเต้นรัว พลังเดียวที่สามารถไขประตูได้… ได้หล่นหายไปตามทาง

มือของนางสั่น หัวใจบีบรัดด้วยความสิ้นหวัง แต่นางรู้ดีว่าตนมาไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับ

นางกำมีดในมือแน่น สูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะยกมันขึ้น ตัดปลายนิ้วของตนเองออก เลือดไหลหยดลงบนพื้นหินเย็นเยียบ

นิ้วของนางถูกวางลงแทนกระดูกไก่ นางสั่นสะท้านขณะดันมันเข้าไปในร่องประตู

ทันใดนั้นประตูเปิดออก เบื้องหน้าของนางคือปราสาทของอีกาทั้งเจ็ด

ภายในปราสาทมืดสลัว โต๊ะอาหารเรียงรายอยู่กลางห้อง แต่ละที่นั่งมีจานใบเล็กและถ้วยเงินเจ็ดใบ เด็กหญิงเดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง นางหิวเหลือเกิน จึงหยิบอาหารจากจานทุกใบขึ้นมากินเพียงเล็กน้อย ก่อนจะยกถ้วยขึ้นจิบ

จากนั้น นางดึงแหวนของพ่อแม่ ออกมาและทิ้งมันลงไปในถ้วยของพี่ชายคนสุดท้อง

เสียงกระพือปีกดังขึ้นในอากาศ

เสียงลมพัดแรงขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนที่เสียง ฟุ่บ! จะดังขึ้นเหนือศีรษะของเด็กหญิง

ฝูงอีกาสีดำสนิทเจ็ดตัวร่อนลงสู่พื้น พวกมันเดินเข้าไปที่โต๊ะ นกตัวแรกขยับจาน นกตัวที่สองเหลือบมองน้ำในถ้วย

“ใครกินจากจานของข้า?”

“ใครดื่มจากถ้วยของข้า?”

“เป็นปากมนุษย์แน่ ๆ!”

เมื่อพี่ชายคนสุดท้องยกถ้วยของตนขึ้นมา แหวนวงเล็กกลิ้งลงสู่พื้น

นกทั้งเจ็ดจ้องมองมันตาไม่กะพริบ ก่อนที่นกตัวสุดท้ายจะกระซิบแผ่วเบา

“ขอให้พระเจ้าประทานน้องสาวของเราคืนมา… เราจึงจะเป็นอิสระ”

เด็กหญิงที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังประตู สูดหายใจลึกแล้วก้าวออกมา

“พี่ชายของข้า… ข้าอยู่ที่นี่!”

ทันใดนั้นร่างของอีกาทั้งเจ็ดเปล่งแสงสีทอง ก่อนที่ขนนกสีดำสนิทจะค่อย ๆ จางหาย กลายเป็นชายหนุ่มเจ็ดคนในเสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่เมื่อวันจากกัน

ไม่มีคำพูดใด ทุกคนวิ่งเข้ากอดกันแน่น เสียงสะอื้นดังระงมในปราสาทที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นกรงขังของพวกเขา

เด็กหญิงพาพี่ชายทั้งเจ็ดกลับบ้าน บิดามารดาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง พวกเขากอดลูกทุกคนแน่นด้วยหัวใจที่อัดแน่นไปด้วยความสุข

และนับแต่นั้นมา ครอบครัวของพวกเขาก็ได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดไป

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องอีกาทั้งเจ็ด 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความรักและความเสียสละสามารถเอาชนะคำสาปได้ เด็กหญิงไม่ได้เป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรมในครอบครัว แต่เมื่อนางรู้ความจริง นางเลือกที่จะต่อสู้เพื่อแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคหรือเจ็บปวดเพียงใด

โชคชะตาอาจโหดร้าย แต่หัวใจที่แน่วแน่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ พี่ชายทั้งเจ็ดอาจถูกสาปเพราะความผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาที แต่เพราะความมุ่งมั่นของน้องสาว คำสาปที่ดูเหมือนไม่มีวันแก้ไขได้ก็ถูกทำลาย

บางครั้งการเสียสละคือหนทางสู่ปาฏิหาริย์ เด็กหญิงต้องสูญเสียบางสิ่งไปเพื่อช่วยพี่ชาย แต่สุดท้ายเธอได้รับสิ่งที่ล้ำค่ากว่าคืนมาครอบครัวที่สมบูรณ์อีกครั้ง

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องอีกาทั้งเจ็ด (อังกฤษ: The Seven Ravens) เป็นนิทานพื้นบ้านของเยอรมนีที่ได้รับการบันทึกโดยพี่น้องกริมม์ (Jacob and Wilhelm Grimm) ในศตวรรษที่ 19 และปรากฏอยู่ใน Children’s and Household Tales หรือที่รู้จักกันในชื่อ “นิทานกริมม์” ฉบับปี 1812 เรื่องราวนี้มีรากฐานมาจากนิทานพื้นบ้านเก่าแก่ของยุโรป และมีโครงเรื่องคล้ายคลึงกับนิทานประเภท “พี่น้องที่ถูกสาป” ซึ่งพบได้ในหลายวัฒนธรรม เช่น “The Six Swans” และ “Brother and Sister”

แม้ว่านิทานเรื่องนี้จะมีลักษณะของนิทานเทพนิยายแฟนตาซี แต่เรื่องราวนี้สะท้อนแนวคิดเกี่ยวกับโชคชะตา คำสาป และการไถ่บาป ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของนิทานในยุคกลาง นิทานลักษณะนี้มักเน้นบทบาทของตัวละครหญิงที่ต้องเดินทางเพื่อช่วยพี่ชาย ซึ่งสะท้อนแนวคิดเกี่ยวกับ ความเสียสละ ความรักในครอบครัว และความกล้าหาญของหญิงสาวผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา

นิทานเรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์และเล่าขานมาหลายศตวรรษ และยังคงเป็นหนึ่งในนิทานกริมม์ที่ได้รับความนิยม ด้วยบรรยากาศที่ลึกลับ การเดินทางอันแสนยากลำบากของตัวเอก และบทสรุปที่สะท้อนถึงพลังของความรักและการเสียสละ

“โชคชะตาอาจพรากทุกสิ่งไปจากเรา แต่หัวใจที่ไม่ยอมแพ้จะนำพาทุกสิ่งกลับคืนมา”

นิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องคนเป่าขลุ่ยแห่งเมืองฮาเมลิน

ณ เยอรมนีมีตำนานนิทานพื้นบ้านสากลเล่าต่อกันมา ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเรื่องนี้เป็นเพียงนิทานหรือความจริงที่ถูกเล่าขานผ่านกาลเวลา เมืองฮาเมลิน เคยเป็นเมืองที่รุ่งเรืองและสงบสุข จนกระทั่งวันหนึ่ง เหตุการณ์ประหลาดได้เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง ผู้คนต่างหวาดกลัว และเมื่อความสิ้นหวังมาถึงจุดสูงสุด ชายลึกลับผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับคำมั่นสัญญาว่าจะช่วยเหลือเมืองให้พ้นจากหายนะ

แต่ในโลกนี้ ไม่มีสิ่งใดได้มาฟรี ๆ เมื่อข้อตกลงถูกทำลาย สิ่งที่ฮาเมลินต้องสูญเสียกลับมีค่ามากกว่าที่พวกเขาเคยคาดคิด และสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น ได้กลายเป็นตำนานที่ไม่มีวันลบเลือนไปจากประวัติศาสตร์ กับนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องคนเป่าขลุ่ยแห่งเมืองฮาเมลิน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องคนเป่าขลุ่ยแห่งเมืองฮาเมลิน

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องคนเป่าขลุ่ยแห่งเมืองฮาเมลิน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอดีตกาล เมืองฮาเมลิน เคยเป็นเมืองที่งดงาม ถนนปูด้วยหินสีเทา บ้านเรือนเรียงรายอยู่ริมแม่น้ำเวเซอร์ ผู้คนใช้ชีวิตอย่างสงบสุข

จนกระทั่งวันหนึ่ง… ฝันร้ายเริ่มต้นขึ้น หนู! หนูเต็มเมืองไปหมด!

พวกมันคลานออกจากรอยแยกของกำแพง พุ่งทะลักจากท่อระบายน้ำ และไต่ตามถนนเหมือนกระแสน้ำเชี่ยว พวกมันกัดกินข้าวสาลีในยุ้งฉาง แทะขนมปังจากเตาอบ และแม้แต่ปีนขึ้นไปบนเปลเด็กเพื่อแย่งนม!

ไม่มีที่ใดปลอดภัยร้านค้า โรงเรียน โบสถ์ ทุกแห่งเต็มไปด้วยเสียงแหลมเล็กของพวกมัน

“เราต้องทำอะไรสักอย่าง!” ชาวเมืองร้องขอความช่วยเหลือ

นายกเทศมนตรีและสภาเมืองประชุมกันเป็นการด่วน พวกเขาลองทุกวิธีดักหนู ใช้แมว ปูพิษตามซอกมุม แต่ยิ่งฆ่าไปเท่าไหร่ หนูยิ่งเพิ่มขึ้นราวกับปีศาจแบ่งร่างได้

ความหวังของชาวเมืองกำลังจะหมดลง… จนกระทั่งเขาปรากฏตัวขึ้น

บ่ายวันหนึ่ง ท่ามกลางความสิ้นหวังของเมืองฮาเมลิน ชายแปลกหน้าคนหนึ่งเดินเข้ามาท่ามกลางฝูงชน

เสื้อคลุมของเขามีสีสันสดใสเหมือนสายรุ้ง ดวงตาของเขาคมกริบและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ในมือของเขามีขลุ่ยไม้เล็ก ๆ ที่ดูธรรมดา แต่มีบางอย่างน่าขนลุกซ่อนอยู่ในแววตาของเขา

“ท่านผู้เจริญ ข้ามาเพื่อช่วยเมืองของท่าน” ชายลึกลับกล่าวกับนายกเทศมนตรี “ข้าสามารถกำจัดหนูพวกนี้ให้หมดสิ้น แต่ต้องมีค่าตอบแทน”

“ท่านต้องการเท่าใด?” นายกเทศมนตรีถาม คนเป่าขุล่ยยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวเสียงเรียบ “หนึ่งพันเหรียญทอง”

แม้จะเป็นเงินจำนวนมาก แต่เมื่อชั่งน้ำหนักกับการได้เมืองคืนมา นายกเทศมนตรีและชาวเมืองก็รีบตอบตกลง แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า พวกเขาเพิ่งทำข้อตกลงกับพลังที่พวกเขาไม่อาจควบคุมได้

จากนั้นคนเป่าขุล่ยก็นำขลุ่ยขึ้นแนบริมฝีปาก… และเป่าเสียงเพลงที่ไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อน

ท่วงทำนองนั้นน่าขนลุก อ่อนหวาน แต่ทรงพลัง ทันใดนั้น… หนูทุกตัวในเมืองก็หยุดนิ่ง

ดวงตาเล็ก ๆ ของพวกมันเบิกกว้าง และเหมือนต้องมนตร์ พวกมันเริ่มเคลื่อนไหวพร้อมกันพวกมันวิ่งตามชายลึกลับออกจากเมือง!

ชาวเมืองยืนอ้าปากค้าง พวกเขาไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง หนูนับพัน นับหมื่นตัว แห่กันตามคนเป่าขุล่ยไปเหมือนถูกพลังลึกลับบงการ เขาเดินนำพวกมันไปสู่แม่น้ำเวเซอร์

และเมื่อเขาเป่าโน้ตสุดท้าย หนูทั้งหมดก็กระโจนลงน้ำ… และจมหายไป ไม่มีแม้แต่ตัวเดียวที่รอดกลับมา

เมืองฮาเมลินรอดพ้นจากภัยพิบัติแล้ว แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่า ฝันร้ายที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องคนเป่าขลุ่ยแห่งเมืองฮาเมลิน 2

เมืองฮาเมลินกลับสู่ความสงบ ไม่มีหนูสักตัวหลงเหลือ ทุกบ้านเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความโล่งใจ นายกเทศมนตรีและเหล่าผู้อาวุโสนั่งประชุมกันในศาลาว่าการ

“เขาแค่เป่าขลุ่ย ทำไมต้องให้ตั้งพันเหรียญทองด้วย” ชายคนหนึ่งกระซิบ

“ใช่ เขาไม่ต้องออกแรงเลยสักนิด เราน่าจะจ่ายแค่ครึ่งเดียว” อีกคนเสริม

ในที่สุด เมื่อคนเป่าขลุ่ยกลับมาทวงค่าตอบแทน นายกเทศมนตรีก็กล่าวด้วยรอยยิ้มเยาะ “เงินพันเหรียญทองมันมากเกินไป เจ้าทำงานง่ายนิดเดียว เอานี่ไปซะห้าสิบเหรียญก็พอ”

เมืองฮาเมลินกลับสู่ความสงบ ไม่มีหนูสักตัวหลงเหลือ ทุกบ้านเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความโล่งใจ นายกเทศมนตรีและเหล่าผู้อาวุโสนั่งประชุมกันในศาลาว่าการ

“เขาแค่เป่าขลุ่ย ทำไมต้องให้ตั้งพันเหรียญทองด้วย” ชายคนหนึ่งกระซิบ

“ใช่ เขาไม่ต้องออกแรงเลยสักนิด เราน่าจะจ่ายแค่ครึ่งเดียว” อีกคนเสริม

ในที่สุด เมื่อคนเป่าขลุ่ยกลับมาทวงค่าตอบแทน นายกเทศมนตรีก็กล่าวด้วยรอยยิ้มเยาะ “เงินพันเหรียญทองมันมากเกินไป เจ้าทำงานง่ายนิดเดียว เอานี่ไปซะห้าสิบเหรียญก็พอ”

คนเป่าขุล่ยหรี่ตา มองรอบห้องอย่างช้า ๆ ก่อนจะยิ้มมุมปาก “ท่านล้อข้าเล่นหรือ?”

“เจ้าไล่หนูไปก็จริง แต่ไม่ได้ทำอะไรมากกว่านั้น” นายกเทศมนตรีหัวเราะเบา ๆ “จงพอใจในสิ่งที่ได้รับเถอะ”

ใบหน้าของชายลึกลับเปลี่ยนไปทันที แววตาของเขาเย็นชาเหมือนน้ำแข็ง เสียงของเขาราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยบางอย่างที่ทำให้ทุกคนขนลุก “พวกท่านได้ทำผิดมหันต์”

เขาหมุนตัวออกจากศาลาว่าการ เดินผ่านจัตุรัสเมือง ทิ้งร่องรอยของความเงียบงันไว้เบื้องหลัง

คืนถัดมา ทุกอย่างดูเหมือนปกติ จนกระทั่ง… เสียงขลุ่ยดังขึ้นอีกครั้ง

เช้าวันรุ่งขึ้น เมืองฮาเมลินตกอยู่ในความเงียบผิดปกติ ไม่มีเสียงเด็กหัวเราะ ไม่มีเด็กวิ่งเล่นตามถนน

ผู้เป็นพ่อแม่เริ่มกังวล พวกเขาเปิดประตูห้องเด็ก วิ่งไปยังจัตุรัส แต่ไม่พบลูกของตัวเองแม้แต่คนเดียว

เด็ก ๆ ทั้งเมือง… หายไปหมดแล้ว

ชาวเมืองหวาดกลัว วิ่งพล่านไปทั่ว ค้นหาทั่วทุกมุมเมือง แต่ไม่มีร่องรอยของเด็กแม้แต่น้อย ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีรอยเท้า มีเพียงความว่างเปล่าที่ปกคลุมไปทั่วฮาเมลิน

บางคนบอกว่า พวกเขาถูกพาเข้าไปในภูเขาลึก แล้วหายไปตลอดกาล

บางคนเล่าว่า มีเด็กพิการเพียงคนเดียวที่ตามคนเป่าขลุ่ยไปไม่ทัน เขากลับมาเล่าให้ฟังว่า คนเป่าขลุ่ยเดินนำเด็ก ๆ ไปตามเสียงเพลง ผ่านประตูหินบานหนึ่งที่เปิดออกเอง แล้วปิดลง… และไม่เคยเปิดอีกเลย

เมืองฮาเมลินสูญเสียลูกหลานของพวกเขาไป เพราะความโลภและการผิดคำสัญญา

นับแต่นั้นมา ไม่มีใครได้ยินเสียงขลุ่ยวิเศษนั้นอีกเลย

แต่หากค่ำคืนใดมีสายลมแผ่วเบาพัดผ่านเมืองเก่าแก่แห่งนี้ บางคนบอกว่า พวกเขายังได้ยินเสียงท่วงทำนองอันเศร้าสร้อยลอยมากับสายลม

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องคนเป่าขลุ่ยแห่งเมืองฮาเมลิน 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… คำสัญญาคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมืองฮาเมลินต้องสูญเสียสิ่งล้ำค่าที่สุดเพราะพวกเขาทรยศคำพูดของตัวเอง การไม่รักษาสัญญาอาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ไม่อาจย้อนคืน

ความโลภนำมาซึ่งหายนะ นายกเทศมนตรีและชาวเมืองเลือกเก็บเงินไว้กับตัว มากกว่าทำสิ่งที่ถูกต้อง ท้ายที่สุดพวกเขาสูญเสียมากกว่าที่เคยคาดคิด

อย่าดูถูกพลังที่เราไม่เข้าใจ นักเป่าขลุ่ยไม่ใช่แค่ชายธรรมดา และพวกเขาคิดผิดที่เชื่อว่าตนเองควบคุมเขาได้ บางสิ่งในโลกนี้มีพลังมากเกินกว่าที่มนุษย์จะหยั่งถึง

ผลของการกระทำอาจย้อนกลับมาหาเราเสมอ เมืองที่เคยทรยศและหัวเราะเยาะ ต้องเผชิญกับบทเรียนที่โหดร้าย ความผิดที่พวกเขาก่อ ไม่อาจลบล้างได้ตลอดกาล

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องคนเป่าขลุ่ยแห่งเมืองฮาเมลิน (อังกฤษ: The Pied Piper of Hamelin) เป็นนิทานพื้นบ้านของเยอรมนีที่มีบันทึกเก่าแก่ตั้งแต่ ศตวรรษที่ 13 และแตกต่างจากนิทานทั่วไปตรงที่อาจมีพื้นฐานจากเหตุการณ์จริง

เรื่องราวมีบันทึกเก่าแก่ที่สุดในเมืองฮาเมลิน (Hamelin) ทางตอนเหนือของเยอรมนี ในปี 1284 มีจารึกบนกระจกหน้าต่างของโบสถ์ในเมืองที่กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เด็กจำนวนมากหายตัวไปอย่างลึกลับ แต่หน้าต่างนั้นแตกไปในศตวรรษที่ 17

นอกจากนี้ ยังมีบันทึกจากเอกสารโบราณที่เขียนว่า “ในปี 1284 นักเป่าขลุ่ยผู้แต่งกายฉูดฉาดพาเด็ก 130 คนออกจากฮาเมลิน และพวกเขาหายตัวไป” แต่ไม่มีรายละเอียดว่าทำไมเด็ก ๆ ถึงหายไป ซึ่งทำให้เกิดทฤษฎีมากมายเกี่ยวกับต้นกำเนิดของเรื่องนี้

  • ภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือโรคระบาด บางทฤษฎีเชื่อว่า เด็ก ๆ ในฮาเมลินอาจเสียชีวิตจากโรคระบาด เช่น กาฬโรค Pied Piper อาจเป็นสัญลักษณ์ของความตาย เช่นเดียวกับภาพ Grim Reaper ที่นำวิญญาณจากโลกนี้ไป
  • สงครามหรือการอพยพครั้งใหญ่ อีกทฤษฎีหนึ่งเชื่อว่า เด็ก ๆ อาจไม่ได้หายไปจริง ๆ แต่ถูกเกณฑ์ทหารหรือถูกพาออกจากเมืองเพื่อไปตั้งถิ่นฐานที่อื่น ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยในยุคกลาง อาจเกี่ยวข้องกับ “German Eastward Expansion” ที่ชาวเยอรมันอพยพไปยังยุโรปตะวันออก
  • ลัทธิทางศาสนา นักวิชาการบางคนเชื่อว่า Pied Piper อาจเป็นผู้นำลัทธิที่พาเด็ก ๆ ออกจากเมืองเพื่อไปสู่ “ดินแดนแห่งคำสัญญา” ซึ่งเกี่ยวข้องกับขบวนการทางศาสนาในยุคนั้น

นิทานเรื่องนี้ถูกเล่าขานผ่านยุคสมัยและถูกนำมาเขียนเป็นนิทานโดยพี่น้องกริมม์ (Brothers Grimm) ในศตวรรษที่ 19 ก่อนจะได้รับการเล่าต่อและดัดแปลงในวรรณกรรม บทกวี และภาพยนตร์มากมาย

หนึ่งในเวอร์ชันที่โด่งดังที่สุดคือบทกวี “The Pied Piper of Hamelin” ของโรเบิร์ต บราวนิง (Robert Browning) ในปี 1842 ซึ่งช่วยให้เรื่องนี้กลายเป็นนิทานคลาสสิกที่รู้จักไปทั่วโลก

ปัจจุบันเมืองฮาเมลินยังคงอนุรักษ์เรื่องราวของนักเป่าขลุ่ยเอาไว้ มีทั้งรูปปั้น ถนน และเทศกาล ที่เล่าขานถึงนิทานนี้ นักท่องเที่ยวสามารถไปเยี่ยมชมสถานที่ที่เกี่ยวข้อง เช่น “Rattenfängerhaus” (บ้านของนักเป่าขลุ่ย) และชมการแสดงเรื่องนี้ในเมืองทุกปี

แม้จะเป็นเพียงนิทานพื้นบ้าน แต่ยังคงเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่ลึกลับและน่าขนลุกที่สุดของเยอรมนี ซึ่งไม่มีใครรู้ว่า มันเป็นเพียงตำนาน… หรือเรื่องจริงที่ถูกลืมไปตามกาลเวลา

“สัญญาที่ผิดเพียงครั้ง อาจต้องแลกด้วยสิ่งที่ไม่มีวันได้คืน”

นิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องตุ๊กตานัทแคร็กเกอร์กับราชาหนู

มีตำนานนิทานพื้นบ้านสากล ณ อาณาจักรปรัสเซีย เล่าถึงตุ๊กตามงคลตามความเชื่อของชาวปรัสเซีย โดยค่ำคืนคริสต์มาสคือช่วงเวลาแห่งความอบอุ่น ของขวัญ และปาฏิหาริย์ แต่บางครั้ง ภายใต้แสงเทียนที่ระยิบระยับ อาจมีเรื่องราวมหัศจรรย์ซ่อนอยู่ ที่ไม่มีใครคาดคิด

เมื่อเสียงระฆังสุดท้ายดังขึ้นและบ้านทั้งหลังตกอยู่ในความเงียบ เด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งพบว่าของขวัญที่เธอได้รับไม่ใช่เพียงแค่ตุ๊กตาธรรมดา แต่เป็นกุญแจสู่การผจญภัยที่ชวนน่าตื่นเต้นนำพาไปในที่เธอไม่เคยจินตนาการถึงมาก่อนน กับนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องตุ๊กตานัทแคร็กเกอร์กับราชาหนู

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องตุ๊กตานัทแคร็กเกอร์กับราชาหนู

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องตุ๊กตานัทแคร็กเกอร์กับราชาหนู

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ค่ำคืนคริสต์มาสมาถึง บ้านของครอบครัวชตอลล์บาวม์อบอวลไปด้วยความอบอุ่น มารีและฟริตซ์ สองพี่น้องเฝ้ารอของขวัญอย่างตื่นเต้น

ของขวัญที่พวกเขาได้รับจากพ่อทูนหัวดรอสเซลไมเยอร์ นั้นพิเศษกว่าทุกปีมันคือตุ๊กตาไม้รูปทหารในชุดสีแดงสดและหมวกสูง “นัทแคร็กเกอร์” มารีชอบมันมาก แต่ฟริตซ์กลับลองเล่นแรงเกินไปจนแขนของมันหลวม

“ฟริตซ์! เจ้าทำมันพังแล้ว!” มารีอุทาน เธอรีบอุ้มตุ๊กตากลับมาและพันผ้ารอบแขนของมันราวกับดูแลสิ่งมีชีวิตจริง ๆ

คืนนั้น มารีกลับมาดูนัทแคร็กเกอร์อีกครั้ง และเธอสาบานได้ว่า… ดวงตาของมันดูมีชีวิตขึ้นมา!

ขณะที่มารีจ้องมองตุ๊กตา เสียงแปลก ๆ ก็ดังขึ้นจากพื้น

กรึก… กรึก…

ทันใดนั้นหนูนับสิบตัวก็พุ่งออกมาจากใต้ตู้! พวกมันสวมชุดเกราะเล็ก ๆ และถือดาบเล็ก ๆ ที่แวววาว และที่น่ากลัวที่สุดคือราชาหนูเจ็ดเศียร ดวงตาของมันเป็นสีแดงก่ำ เปล่งประกายอยู่ในความมืด

ทันใดนั้น เสียงกลองดังขึ้น!

ทหารของเล่นทุกตัวเริ่มขยับ และที่สำคัญที่สุดนัทแคร็กเกอร์มีชีวิตขึ้นมา!

“จงล่าถอยไปซะ ราชาหนู!” นัทแคร็กเกอร์ประกาศ พร้อมนำกองทัพของเล่นเข้าสู้

การต่อสู้ดุเดือด นัทแคร็กเกอร์พยายามปกป้องมารี แต่ราชาหนูแข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้ มันพุ่งเข้าใส่เขาและทำให้เขาเสียหลัก!

มารีไม่อาจทนดูได้ เธอคว้ารองเท้าแตะของตัวเองแล้วขว้างใส่ราชาหนูสุดแรง ปั่ก!

รองเท้ากระแทกเข้าที่หัวของราชาหนู มันส่งเสียงกรีดร้องก่อนจะล่าถอยไปพร้อมกับกองทัพของมัน

ทุกอย่างเงียบลง นัทแคร็กเกอร์ยืนอย่างอ่อนแรงก่อนจะหันมามองมารีด้วยแววตาขอบคุณ แล้วเธอก็รู้สึกเวียนหัว… และหมดสติไป

มารีตื่นขึ้นมาในห้องของเธอ แต่เธอมั่นใจว่าเหตุการณ์เมื่อคืนไม่ใช่แค่ความฝัน! เมื่อเธอมองไปที่นัทแคร็กเกอร์ รอยบาดแผลของเขายังอยู่ที่เดิม

ดรอสเซลไมเยอร์มาเยี่ยมและเล่าเรื่องราวลึกลับให้เธอฟังว่า

กาลครั้งหนึ่ง อาณาจักรหนึ่งถูกสาปโดยราชินีหนูมอสเซอลิงค์ พระธิดาของกษัตริย์กลายเป็นคนอัปลักษณ์ โดยชายหนุ่มผู้กล้าหาญเท่านั้นที่จะช่วยเธอได้

เจ้าชายแห่งอาณาจักรสามารถถอนคำสาปของเจ้าหญิงได้ แต่ก่อนที่เขาจะได้รับรางวัล ราชินีหนูก็สาปเขากลับให้กลายเป็นตุ๊กตานัทแคร็กเกอร์แทน และสาบานว่าลูกชายของนางราชาหนูเจ็ดเศียร จะมาทำลายเขา

“มีเพียงผู้ที่รักเขาด้วยใจจริงเท่านั้น ที่จะทำลายคำสาปได้” ตุ๊กตานัทแคร็กเกอร์กล่าว

มารีมองนัทแคร็กเกอร์อย่างเข้าใจ… เธอจะปล่อยให้เขาอยู่ในร่างนี้ตลอดไปไม่ได้!

คืนนั้น มารีกระซิบกับนัทแคร็กเกอร์ “ฉันเชื่อว่าเจ้ามีชีวิตจริงๆ”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องตุ๊กตานัทแคร็กเกอร์กับราชาหนู 2

ทันใดนั้น แสงวิเศษก็ห่อหุ้มเธอไว้ และเมื่อเธอลืมตาอีกครั้ง เธอพบว่าตัวเองอยู่ในดินแดนมหัศจรรย์ ที่เต็มไปด้วยปราสาทขนมหวานและป่าลูกกวาด

นัทแคร็กเกอร์ซึ่งสามารถพูดและเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระพามารีเข้าสู่พระราชวังขนมหวานสร้างขึ้นจากน้ำตาล ซึ่งนางฟ้าลูกกวาดรออยู่

“มารี เจ้าคือผู้กล้าที่ช่วยขับไล่ราชาหนู” นางฟ้ากล่าว “เราจะจัดงานเฉลิมฉลองให้เจ้า!”

การแสดงระบำจากทั่วอาณาจักรเริ่มขึ้นมีนักเต้นจากดินแดนต่าง ๆ ทั้งช็อกโกแลตสเปน ชาเขียวจากจีน และดอกไม้ที่หมุนวนในสายลม มารีรู้สึกตื่นตาตื่นใจ แต่เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่จุดจบของเรื่องราว

เธอต้องทำให้คำสาปของนัทแคร็กเกอร์หายไปให้ได้!

ทันใดนั้น! เสียงหัวเราะเย็นเยียบดังขึ้น

ราชาหนูเจ็ดเศียร ปรากฏตัวอีกครั้ง! มันไม่ยอมให้คำสาปของนัทแคร็กเกอร์ถูกทำลาย และมันพร้อมจะทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า!

“ไม่! เจ้าจะไม่มีวันชนะ!” มารีตะโกน เธอคว้าริบบิ้นจากเสื้อคลุมของตัวเอง พันเข้ากับดาบของนัทแคร็กเกอร์

ดาบเริ่มเปล่งแสงสีทอง!

ฉึก! ดาบของนัทแคร็กเกอร์ฟันกลางร่างของราชาหนู มันกรีดร้องก่อนจะสลายไปเป็นเถ้าธุลี

แสงสีทองปกคลุมร่างของนัทแคร็กเกอร์ และเมื่อลำแสงจางลง… เขากลายเป็นเจ้าชายรูปงาม

“มารี เจ้าปลดปล่อยข้าแล้ว” เจ้าชายกล่าวพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น

จากนั้นเขาเอื้อมมือมาหาเธอ “เจ้ายินดีจะอยู่ที่นี่กับข้าหรือไม่?”

มารีลังเลดินแดนนี้วิเศษมาก แต่เธอคิดถึงครอบครัว เธอส่ายหน้าเบาๆ “ข้ามีบ้านที่ต้องกลับไป”

เจ้าชายพยักหน้า “ข้าจะไม่มีวันลืมเจ้า”

มารีตื่นขึ้นบนเตียง ทุกอย่างดูปกติราวกับเป็นเพียงความฝัน แต่เมื่อลุกขึ้น เธอเห็นนัทแคร็กเกอร์ในตู้ของเล่น และเธอรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง

หลายปีผ่านไป เธอเติบโตขึ้น และวันหนึ่ง ชายหนุ่มรูปงามก็มาขอพบครอบครัวของเธอ

ดวงตาของเขาเป็นดวงตาที่เธอไม่มีวันลืม

“มารี ข้ากลับมาแล้ว”

มารีมองชายหนุ่มตรงหน้า ดวงตาของเขาอบอุ่นและคุ้นเคยราวกับเธอเคยจ้องมองมันมาก่อน

“เจ้า…” มารีพูดอย่างตกตะลึง

ชายหนุ่มยิ้มพลางยื่นมือออกมา “ข้าคือเจ้าชายนัทแคร็กเกอร์ เจ้าจำข้าได้หรือไม่?”

หัวใจของมารีเต้นแรง ใช่… เธอจำเขาได้เสมอ! ไม่ใช่แค่จากความฝันในวัยเด็ก แต่เป็นความผูกพันที่ฝังลึกในหัวใจของเธอ

เธอยิ้มก่อนจะวางมือบนมือของเขา “ข้ารอคอยท่านเสมอ”

แล้วทั้งสองก็หัวเราะอย่างมีความสุข ขณะที่หิมะโปรยปรายจากฟากฟ้า ดุจเวทมนตร์ที่บรรจงปิดม่านนิทานแห่งความรักและปาฏิหาริย์

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องตุ๊กตานัทแคร็กเกอร์กับราชาหนู 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความกล้าหาญและความเมตตาสามารถเอาชนะความชั่วร้ายได้ แม้มารีจะเป็นเพียงเด็กหญิงธรรมดา แต่เธอกล้าที่จะเผชิญหน้ากับราชาหนูและช่วยตุ๊กตานัทแคร็กเกอร์ โดยไม่ลังเล ความดีของเธอเป็นพลังที่สามารถเอาชนะอำนาจมืดได้

ความรักแท้คือพลังที่ยิ่งใหญ่ คำสาปของเจ้าชายถูกทำลายได้เพราะมารีไม่ได้มองแค่รูปลักษณ์ภายนอก แต่เธอรักและเชื่อมั่นในตัวเขาจริงๆ ความรักที่บริสุทธิ์สามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้

ความฝันและจินตนาการมีค่า ดินแดนมหัศจรรย์ของนัทแคร็กเกอร์อาจดูเหมือนเพียงความฝัน แต่บางครั้งความเชื่อและจินตนาการ ก็มีพลังมากพอที่จะทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้กลายเป็นความจริง

ความดีงามจะได้รับผลตอบแทน มารีเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน และสุดท้าย เธอได้รับรางวัลเป็นความสุขและการกลับมาของเจ้าชาย นิทานเรื่องนี้จึงสอนให้เราเชื่อใน ปาฏิหาริย์ของความรัก ความกล้าหาญ และจิตใจที่ดีงาม

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องตุ๊กตานัทแคร็กเกอร์กับราชาหนู (อังกฤษ: The Nutcracker and the Mouse King) เป็นผลงานของเออร์นส์ ทิโอดอร์ อมาเดอุส ฮอฟฟมันน์ (E.T.A. Hoffmann) นักเขียนชาวเยอรมัน(ปรัสเซียในสมัยนั้น)ในยุคโรแมนติก ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1816 นิทานเรื่องนี้เป็นหนึ่งในวรรณกรรมที่โดดเด่นของเยอรมัน เต็มไปด้วยจินตนาการ เวทมนตร์ และสัญลักษณ์เชิงลึก

ภายหลัง นิทานของฮอฟฟมันน์ถูกดัดแปลงโดย อเล็กซองเดร ดูมาส์ (Alexandre Dumas père) นักเขียนชาวฝรั่งเศสในปี 1844 ซึ่งทำให้เนื้อเรื่องอ่อนโยนและเหมาะกับเด็กมากขึ้น

การดัดแปลงที่มีชื่อเสียงที่สุด คือบัลเลต์เรื่อง “The Nutcracker” ประพันธ์โดย ปิโอเตอร์ อิลิช ไชคอฟสกี (Pyotr Ilyich Tchaikovsky) ในปี 1892 ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในบัลเลต์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลคริสต์มาส

นิทานเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากตุ๊กตานัทแคร็กเกอร์ ซึ่งเป็นของประดับและของเล่นแบบดั้งเดิมของเยอรมัน ตุ๊กตาเหล่านี้มักทำเป็นรูปทหารและเชื่อกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของ โชคลาภและการปกป้องจากสิ่งชั่วร้าย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมนัทแคร็กเกอร์จึงกลายเป็นตัวเอกของนิทานเรื่องนี้

จากนิทานพื้นบ้านสู่วรรณกรรมและบัลเลต์ นิทานเรื่องนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในเรื่องราวแฟนตาซีที่ทรงอิทธิพลและเป็นที่รักของผู้คนทั่วโลก

“ความกล้าหาญไม่ได้อยู่ที่แรงกาย แต่อยู่ที่หัวใจที่พร้อมจะต่อสู้เพื่อสิ่งที่ถูกต้อง”

นิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องหม้อข้าววิเศษ

ในดินแดนอันห่างไกล มีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากเยอรมนีเล่าว่ามีหมู่บ้านเล็ก ๆ ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหุบเขา ที่นั่น ผู้คนใช้ชีวิตเรียบง่าย แต่ก็ต้องดิ้นรนเพื่อให้มีอาหารเพียงพอในแต่ละวัน สำหรับบางคน ความหิวเป็นเพียงเรื่องชั่วครู่ แต่สำหรับบางครอบครัว มันเป็นเงาที่คอยตามหลอกหลอนไม่รู้จบ

ในค่ำคืนอันเงียบเหงา เด็กหญิงผู้หนึ่งนั่งมองหม้อเปล่าบนเตาไฟ ดวงตาของเธอสะท้อนเปลวไฟที่ริบหรี่ลงทุกที เธอไม่รู้เลยว่าชะตากรรมของเธอกำลังจะเปลี่ยนไป และทุกสิ่งเริ่มต้นจากของขวัญที่ดูธรรมดา… แต่ทรงพลังเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด กับนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องหม้อข้าววิเศษ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องหม้อข้าววิเศษ

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องหม้อข้าววิเศษ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อยู่ไกลออกไปจากเมืองใหญ่ มีแม่ลูกคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในกระท่อมเก่า ๆ พวกเขายากจนและแทบไม่มีอาหารจะกิน แม่เคยเป็นช่างทอผ้า แต่ช่วงนี้ไม่มีใครมาจ้างงาน เงินก็หมดลงทุกวัน จนเหลือเพียงเศษขนมปังที่กินได้อีกแค่วันเดียว

“แม่จ๋า วันนี้เราจะกินอะไรดี?” เด็กหญิงถามด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง

แม่ถอนหายใจ เธอมองไปที่หม้อเปล่าบนเตาไฟ และรู้สึกปวดใจที่ไม่อาจหาของกินให้ลูกได้

“แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันลูกเอ๋ย… ถ้าพรุ่งนี้เรายังไม่มีอะไรกิน เราอาจต้องออกไปขออาหารจากคนในหมู่บ้านแล้วล่ะ”

แต่เด็กหญิงไม่อยากเห็นแม่เศร้า เธอจึงตัดสินใจออกจากบ้านแต่เช้าตรู่เดินเข้าไปในป่าลึก หวังจะหาอะไรติดไม้ติดมือกลับไปบ้าง ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ป่า หรือเห็ดที่พอจะกินได้

ขณะเธอเดินผ่านต้นไม้สูงใหญ่เสียงลมพัดแผ่วเบาผสมกับเสียงใบไม้กระซิบ ทันใดนั้น เธอก็เห็นเงาของหญิงชราคนหนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ดวงตาของนางลึกซึ้งและเต็มไปด้วยความเมตตา

“หนูน้อย เจ้ากำลังหาอะไรหรือ?” หญิงชราถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

เด็กหญิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ตอบตามตรง “ข้ากำลังหาอาหารให้แม่และตัวข้าเอง เราไม่มีอะไรจะกินแล้ว…”

หญิงชรายิ้มและหยิบหม้อใบเล็กที่ดูเก่าแก่ ออกมาจากถุงของนาง “หม้อนี้เป็นของวิเศษ เจ้าลองพูดว่า ‘หม้อจ๋า หุงข้าวเถิด’ แล้วเจ้าจะรู้ว่ามันพิเศษเพียงใด”

เด็กหญิงรับหม้อไว้ด้วยความสงสัย แต่ก่อนที่เธอจะได้ถามอะไรเพิ่มเติมหญิงชราก็หายตัวไป ราวกับเป็นเพียงสายหมอกในป่า

เธอไม่รู้ว่าสิ่งนี้จะช่วยเธอได้จริงหรือไม่ แต่ด้วยความหวัง เธอรีบกลับบ้านเพื่อบอกแม่ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น

เมื่อกลับถึงบ้าน เด็กหญิงวางหม้อลงบนโต๊ะและมองหน้าแม่

“แม่จ๋า หนูได้หม้อวิเศษมาจากหญิงชราคนหนึ่งในป่า! แค่พูดว่า ‘หม้อจ๋า หุงข้าวเถิด’ มันก็จะหุงข้าวต้มออกมา!”

แม่มองลูกสาวอย่างไม่แน่ใจ แต่เมื่อเห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวัง เธอจึงลองเอ่ยคำวิเศษ “หม้อจ๋า หุงข้าวเถิด!”

ทันใดนั้นหม้อก็เริ่มเดือด ไอน้ำหอมกรุ่นลอยขึ้นมา ข้าวต้มสีเหลืองทอง ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นภายในหม้อ และปริมาณก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

“มันได้ผลจริง ๆ!” เด็กหญิงร้องด้วยความตื่นเต้น

แม่รีบตักข้าวต้มใส่ถ้วย พวกเธอทั้งสองกินด้วยความสุขหลังจากที่ต้องทนหิวมาหลายวัน

ตั้งแต่นั้นมาพวกเธอไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารอีกต่อไป ทุกครั้งที่หิว พวกเธอเพียงแค่พูดคำวิเศษ ข้าวต้มก็จะปรากฏขึ้นในหม้อ และเมื่ออิ่มแล้ว เด็กหญิงก็พูดว่า “หม้อจ๋า หยุดเถิด!”

หม้อก็จะหยุดหุงทันที ไม่มีข้าวต้มล้นออกมาเกินความจำเป็น

พวกเธอไม่เพียงแค่ใช้หม้อเพื่อตัวเอง แต่ยังแบ่งปันข้าวต้มให้กับเพื่อนบ้านที่ยากจน ไม่ช้าไม่นาน ข่าวเรื่องหม้อวิเศษก็แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้าน ทุกคนต่างรู้สึกขอบคุณเด็กหญิงและแม่ที่ใจดี

แต่แล้ว… วันหนึ่ง เด็กหญิงต้องออกจากบ้าน และทิ้งหม้อไว้กับแม่เพียงลำพัง โดยไม่รู้เลยว่า ความวุ่นวายครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องหม้อข้าววิเศษ 2

เช้าวันหนึ่ง เด็กหญิงต้องออกไปช่วยเพื่อนบ้านเก็บฟืนในป่า ก่อนออกจากบ้าน เธอหันไปกำชับแม่

“แม่จ๋า ถ้าหิวก็ใช้หม้อวิเศษได้นะ แต่ต้องจำให้ได้ว่า เมื่ออิ่มแล้ว ให้พูดว่า ‘หม้อจ๋า หยุดเถิด’ หม้อจะหยุดหุงข้าวต้มเอง”

แม่พยักหน้ารับ แต่ในใจเธอไม่ได้สนใจฟังมากนัก เพราะคิดว่ามันคงไม่ใช่เรื่องยากอะไร

เมื่อเด็กหญิงออกไปแล้ว แม่เริ่มรู้สึกหิว เธอเดินไปหยิบหม้อวิเศษมาวางบนเตาและกล่าวว่า “หม้อจ๋า หุงข้าวเถิด!”

หม้อเริ่มเดือดทันที ข้าวต้มสีเหลืองทองค่อย ๆ ปรากฏขึ้น พร้อมกับกลิ่นหอมหวานลอยอบอวลไปทั่วกระท่อม แม่ตักข้าวต้มใส่ชามและเริ่มกินอย่างเอร็ดอร่อย

แต่เมื่อกินอิ่มแล้ว เธอกลับรู้สึกง่วงและลืมสิ่งที่ลูกสาวเคยบอก เธอพยายามจำว่าต้องพูดอะไรให้หม้อหยุด แต่กลับนึกไม่ออก “หม้อจ๋า… พอได้แล้ว!” เธอพูดขึ้น แต่หม้อยังคงเดือดต่อไป “หยุดเดี๋ยวนี้!” เธอร้องขึ้นมา แต่ข้าวต้มก็ยังคงทะลักออกมาไม่หยุด

แม่เริ่มตกใจ ข้าวต้มเริ่มล้นออกจากหม้อ ไหลไปทั่วโต๊ะ และลงมาที่พื้น เธอพยายามเอาผ้ามาคลุมหม้อ กดฝาหม้อไว้ หรือแม้แต่ยกหม้อออกจากเตา แต่ไม่มีสิ่งใดสามารถหยุดมันได้

ในเวลาไม่นานพื้นบ้านก็เต็มไปด้วยข้าวต้ม มันไหลออกไปทางประตู ลามไปทั่วลานบ้าน และเริ่มไหลลงถนนของหมู่บ้าน!

“ช่วยด้วย! ข้าวต้มมันไม่หยุด!” แม่ตะโกนลั่น

ชาวบ้านพากันออกมาดู และต้องตกตะลึงเมื่อเห็นกระแสข้าวต้มไหลไปตามถนนราวกับแม่น้ำสีทอง บางคนพยายามใช้ถังตักข้าวต้มออก แต่ก็ไม่ทัน ข้าวต้มยังคงไหลออกมาไม่หยุด

ไม่ช้าไม่นาน หมู่บ้านเกือบทั้งหมู่บ้านจมอยู่ใต้ข้าวต้ม!

เด็กหญิงกลับมาถึงหมู่บ้านและต้องตกใจเมื่อพบว่าข้าวต้มปกคลุมไปทั่วทุกแห่ง เธอเห็นชาวบ้านบางคนปีนขึ้นไปบนหลังคาเพื่อหนีข้าวต้ม บางคนพยายามพายเรือไม้เล็ก ๆ ผ่านกระแสข้าวต้มที่ไหลเชี่ยว

“แม่จ๋า! แม่อยู่ที่ไหน?” เด็กหญิงตะโกนพลางพยายามเดินลุยข้าวต้มที่สูงถึงเอว

ในที่สุด เธอก็พบแม่ที่กำลังนั่งร้องไห้อยู่บนถังเก็บน้ำ ข้าวต้มล้อมรอบเธอจนหนีไปไหนไม่ได้ “ลูกจ๋า! ข้าวต้มมันไม่หยุดเลย!”

เด็กหญิงรีบตะโกนคำที่แม่ลืมไป “หม้อจ๋า หยุดเถิด!”

ทันใดนั้นหม้อก็หยุดเดือด ข้าวต้มที่ทะลักออกมาก็หยุดลงเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้น หมู่บ้านก็ยังคงจมอยู่ใต้กองข้าวต้มที่สูงราวกับเนินเขา

ชาวบ้านมองไปทั่วบริเวณก่อนจะหัวเราะขึ้นมา เพราะถึงแม้จะเป็นเหตุการณ์วุ่นวาย แต่ตอนนี้ทั้งหมู่บ้านมีข้าวต้มให้กินไปอีกหลายวัน

หลายวันต่อมา หมู่บ้านก็กลับคืนสู่ปกติ แต่ถนนสายหลักยังคงมีกลิ่นหอมของข้าวต้มติดอยู่ ชาวบ้านต้องช่วยกันกินและแจกจ่ายข้าวต้มไปยังหมู่บ้านข้างเคียงจนกว่าจะหมด

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ แม่ของเด็กหญิงก็ไม่กล้าใช้หม้อเองอีกเลย และหมู่บ้านก็ได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญ

“พลังวิเศษใด ๆ ก็ตาม หากใช้อย่างไม่ระมัดระวัง ก็อาจกลายเป็นภัยได้”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องหม้อข้าววิเศษ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ทุกสิ่งควรมีขอบเขตและความพอดี แม้ว่าสิ่งที่มีจะเป็นประโยชน์มากเพียงใด แต่หากใช้โดยขาดความระมัดระวังหรือไม่รู้จักพอ สิ่งนั้นก็อาจกลายเป็นปัญหาได้

เรื่องราวยังแสดงให้เห็นถึง คุณค่าของการแบ่งปัน เด็กหญิงและแม่ไม่เพียงใช้หม้อวิเศษเพื่อตัวเองเท่านั้น แต่ยังแบ่งปันอาหารให้เพื่อนบ้าน ทำให้ความสุขไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับพวกเธอ แต่ส่งต่อไปยังผู้คนรอบข้างด้วย

นอกจากนี้ นิทานยังสอนว่า พลังหรือของวิเศษต้องมาพร้อมกับความรู้และความรับผิดชอบ แม่ของเด็กหญิงใช้หม้อโดยไม่รู้วิธีหยุด ทำให้เกิดปัญหาใหญ่ เช่นเดียวกับชีวิตจริง ที่หากเราใช้สิ่งใดโดยไม่เข้าใจหรือไม่รอบคอบ สิ่งนั้นก็อาจย้อนกลับมาสร้างความเดือดร้อนได้

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องหม้อข้าววิเศษ (อังกฤษ: The Magic Porridge Pot) เป็นนิทานพื้นบ้านของเยอรมัน ซึ่งถูกบันทึกและเผยแพร่โดย พี่น้องกริมม์ (Grimm Brothers) ในนิทานชุด Children’s and Household Tales ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1812

นิทานเรื่องนี้เป็นตัวอย่างของนิทานสอนใจ (Märchen mit Lehre) ที่นิยมในยุโรป ซึ่งใช้เรื่องราวเรียบง่ายแต่แฝงด้วยบทเรียนทางศีลธรรมว่าด้วย ความพอเพียง การใช้สติปัญญา และผลของความโลภหรือความประมาท

แม้จะไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่านิทานนี้มีต้นแบบจากเหตุการณ์จริง แต่เรื่องราวของ “อาหารวิเศษที่ไม่หมดสิ้น” ปรากฏอยู่ในนิทานพื้นบ้านของหลายวัฒนธรรม เช่น “หม้อข้าวสารไม่พร่อง” ของไทย และ “โต๊ะอาหารวิเศษ” ในนิทานยุโรปยุคกลาง ซึ่งสะท้อนความฝันของผู้คนในยุคที่ข้าวยากหมากแพง ว่าหากมีอาหารไม่รู้หมด ชีวิตก็คงจะดีขึ้น

นิทานเรื่องนี้ยังคงถูกเล่าขานและดัดแปลงในหลายเวอร์ชันทั่วโลก โดยคงแก่นเรื่องหลักเกี่ยวกับพลังที่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง และบทเรียนของความพอดี

“เมื่อใดที่ความโลภอยู่เหนือสติปัญญา สิ่งที่เคยเป็นพร อาจกลายเป็นภัยที่กลืนกินทุกอย่าง แม้แต่ตัวเราเอง”

นิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องเงือกน้อยผจญภัย

ใต้ผืนน้ำอันกว้างใหญ่ ตามตำนานนิทานพื้นบ้านสากลจากเดนมาร์กเล่าว่ามีอาณาจักรลึกลับซ่อนอยู่ ดินแดนที่ไร้เสียงของคลื่นซัดสาด แต่เต็มไปด้วยเวทมนตร์และเรื่องราวที่มนุษย์ไม่เคยล่วงรู้ ที่นั่น เหล่าเงือกอาศัยอยู่ท่ามกลางปะการังและแสงเรืองรองของมหาสมุทร โลกที่เงียบสงบ ทว่ามีบางสิ่งกำลังรอคอยการเปลี่ยนแปลง

ในบรรดาเงือกทั้งหมด มีเงือกน้อยผู้หนึ่งที่แตกต่าง เธอมองทะเลด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความฝัน เฝ้ามองผิวน้ำราวกับมีบางสิ่งดึงดูดใจ แม้เธอจะมีทุกอย่างที่อาณาจักรแห่งท้องทะเลสามารถมอบให้ แต่หัวใจของเธอกลับโหยหาสิ่งที่อยู่ไกลเกินเอื้อม และวันหนึ่ง โชคชะตาก็พาเธอไปพบกับสิ่งที่จะเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล… กับนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องเงือกน้อยผจญภัย

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องเงือกน้อยผจญภัย

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องเงือกน้อยผจญภัย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ใต้มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ มีอาณาจักรเงือกอันงดงาม ที่นั่น เจ้าหญิงเงือกน้อย อาศัยอยู่กับราชาแห่งท้องทะเลและพี่สาวของเธอ เธอเป็นเงือกที่งดงามและมีเสียงร้องที่ไพเราะที่สุด แต่สิ่งที่ทำให้เธอแตกต่างจากพี่สาวคือ เธอหลงใหลโลกมนุษย์อย่างลึกซึ้ง

“พวกมนุษย์ใช้ชีวิตกันอย่างไรนะ?” เธอถามพี่สาวบ่อยครั้ง

“พวกเขามีขาสองข้าง เดินบนบก และสร้างปราสาทที่สูงเสียดฟ้า” พี่สาวตอบด้วยรอยยิ้ม แต่ไม่มีใครเข้าใจความหลงใหลของเธอได้อย่างแท้จริง

ตามธรรมเนียมของอาณาจักรใต้สมุทร เมื่อเงือกมีอายุครบ 15 ปี พวกเขาจะได้รับอนุญาตให้ว่ายขึ้นไปบนผิวน้ำ เพื่อมองดูโลกมนุษย์เป็นครั้งแรก เงือกน้อยเฝ้ารอวันนั้นอย่างใจจดใจจ่อ และเมื่อถึงวันสำคัญ เธอรีบว่ายขึ้นไปอย่างตื่นเต้น

เบื้องบนผิวน้ำเป็นคืนที่เงียบสงบ แต่แล้วเธอก็เห็นเรือลำใหญ่แล่นผ่าน ด้านบนมีเจ้าชายหนุ่มรูปงาม ยืนอยู่ใต้แสงโคมไฟ เงือกน้อยจ้องมองเขาด้วยหัวใจเต้นแรง เธอไม่เคยเห็นมนุษย์มาก่อน และเธอไม่อาจละสายตาจากเขาได้เลย

แต่แล้วพายุรุนแรงก็โหมกระหน่ำ คลื่นซัดกระแทกเรือจนมันแตกเป็นเสี่ยง ๆ เจ้าชายตกลงไปในทะเล เงือกน้อยรีบว่ายไปช่วยเขา เธอประคองร่างเขาไว้เหนือผิวน้ำและพาเขาไปยังชายฝั่ง

เมื่อแสงอาทิตย์เริ่มส่อง เธอเห็นดวงหน้าของเขาใกล้ ๆ เป็นครั้งแรก เธออยากอยู่เคียงข้างเขาตลอดไป แต่เสียงฝีเท้าของมนุษย์ทำให้เธอสะดุ้ง หญิงสาวผู้หนึ่งเดินเข้ามาหาเจ้าชาย เงือกน้อยรีบว่ายหนีลงทะเลไป ก่อนที่เขาจะลืมตาขึ้นมาเห็นเธอ

เธอเฝ้ามองจากผิวน้ำ เห็นเจ้าชายฟื้นขึ้นมาและยิ้มให้หญิงสาวผู้นั้น หัวใจของเงือกน้อยปวดร้าว เธออยากจะเป็นมนุษย์ อยากให้เจ้าชายรู้ว่าเธอเป็นผู้ช่วยชีวิตเขา และเธออยากเดินเคียงข้างเขาเหมือนหญิงสาวคนนั้น

“ข้าจะทำอย่างไรได้บ้าง… ข้าต้องเป็นมนุษย์ให้ได้!”

เงือกน้อยจมอยู่กับความคิดถึงเจ้าชาย เธอไม่กินอาหาร ไม่ร้องเพลง และไม่เล่นสนุกเหมือนก่อนอีกต่อไป พี่สาวของเธอพยายามปลอบใจ แต่ไม่มีสิ่งใดทำให้เธอเลิกคิดถึงโลกมนุษย์ได้

สุดท้าย เธอตัดสินใจไปหาแม่มดแห่งท้องทะเล แม้จะถูกเตือนว่าแม่มดชั่วร้าย แต่เธอก็ไม่ลังเล เธอว่ายผ่านป่าปะการังอันมืดมิด ผ่านซากเรืออับปาง และไปถึงถ้ำลึกลับของแม่มด

“ข้ารู้ว่าทำไมเจ้ามาหาข้า เงือกน้อย” แม่มดกล่าวด้วยเสียงเย็นเยียบ “เจ้าต้องการขา ต้องการเป็นมนุษย์… และต้องการหัวใจของเจ้าชาย”

เงือกน้อยพยักหน้าทันที ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

“ข้าสามารถให้ขาเจ้าได้ แต่มีข้อแลกเปลี่ยน…” แม่มดหัวเราะเบา ๆ “ข้าต้องการเสียงของเจ้า”

เงือกน้อยนิ่งไป เสียงของเธอคือสิ่งที่เธอรักที่สุด เธอร้องเพลงไพเราะกว่าผู้ใดในท้องทะเล แต่ถ้าการสูญเสียเสียงคือสิ่งที่ต้องแลกเพื่อได้อยู่เคียงข้างเจ้าชาย… เธอก็ยอม

“เอาไปสิ!” เธอกล่าวอย่างแน่วแน่

แม่มดยิ้มกว้างและร่ายเวทมนตร์ ควันสีดำลอยวนรอบตัวเงือกน้อย และทันใดนั้น เธอรู้สึกเหมือนมีบางอย่างถูกดึงออกจากลำคอ เธอพยายามร้องออกมา แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกไปอีกแล้ว

“ข้อตกลงสำเร็จแล้ว” แม่มดกล่าว “แต่จงจำไว้ หากเจ้าชายไม่รักเจ้าและแต่งงานกับหญิงอื่น ในรุ่งเช้าเจ้าจะสลายกลายเป็นฟองคลื่น”

ก่อนที่เงือกน้อยจะทันตอบ แม่มดขว้างขวดยาให้เธอ เธอรับไว้และรีบว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำ เธอไม่มีเสียงอีกแล้ว แต่หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความหวัง

เมื่อขึ้นสู่ฝั่ง เธอดื่มยาตามที่แม่มดบอก และความเจ็บปวดราวมีดหลายพันเล่มทิ่มแทงก็แล่นไปทั่วร่าง ครีบของเธอค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นขา เธอพยายามลืมความเจ็บปวด และหลับไปบนชายหาด

รุ่งเช้า เจ้าชายพบเธอนอนอยู่ตรงนั้น เมื่อเธอลืมตาขึ้นมา เธอได้เห็นรอยยิ้มของเขา… แต่เธอไม่อาจเอ่ยคำพูดใดได้เลย

เมื่อเงือกน้อยลืมตาตื่นขึ้นมา เธอพบว่าตัวเองนอนอยู่บนชายหาด ใกล้ ๆ กันนั้น เจ้าชายหนุ่มรูปงามกำลังมองเธอด้วยความสงสัย

“เจ้ามาจากไหนกัน?” เขาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

เงือกน้อยพยายามพูด แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกจากริมฝีปากของเธอ เจ้าชายช่วยพยุงเธอลุกขึ้น แต่เธอแทบจะยืนไม่ไหว ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วขา ราวกับมีดนับพันเล่มทิ่มแทง แต่นั่นคือราคาที่เธอยอมแลกเพื่อได้มาอยู่เคียงข้างเขา

เจ้าชายมองเธออย่างอ่อนโยน ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “เจ้าไม่ต้องพูดหรอก ข้าจะดูแลเจ้าเอง”

เขาพาเธอไปยังพระราชวัง ที่นั่นเธอได้รับการดูแลเป็นอย่างดี แต่ถึงแม้เธอจะอยู่ใกล้ชิดกับเจ้าชาย เธอก็ไม่อาจบอกความจริงให้เขารู้ได้ เธออยากบอกว่าเธอคือผู้ช่วยชีวิตเขาในคืนนั้น แต่เธอทำได้เพียงยิ้มและฟังเขาพูด

เวลาผ่านไป เจ้าชายเริ่มรู้สึกผูกพันกับเงือกน้อย เขาชอบอยู่ใกล้เธอ และมักจะพาเธอไปเดินเล่นริมชายหาด เขาบอกว่าเธอทำให้เขานึกถึงหญิงสาวปริศนาที่ช่วยชีวิตเขา แต่เขาเชื่อว่าหญิงสาวคนนั้นคือเจ้าหญิงจากอาณาจักรใกล้เคียง ไม่ใช่เงือกน้อยที่ยืนอยู่ตรงหน้า

“ข้าคงไม่มีวันลืมหญิงคนนั้นได้” เจ้าชายพูดพร้อมรอยยิ้มเศร้า “แต่เจ้าก็น่ารักเหลือเกิน ข้าดีใจที่เจ้าอยู่ที่นี่”

เงือกน้อยยิ้มให้เขา แต่หัวใจของเธอปวดร้าว เธออยากจะกุมมือเขาและบอกความจริง ทว่าเธอไม่มีเสียง และความเงียบของเธอก็กลายเป็นกำแพงที่ขวางกั้น

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องเงือกน้อยผจญภัย 2

วันหนึ่ง พระราชาส่งข่าวมาแจ้งว่าเจ้าชายต้องอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงจากอาณาจักรใกล้เคียง หญิงสาวที่เจ้าชายเชื่อว่าเป็นผู้ช่วยชีวิตเขา

“ข้าดีใจเหลือเกิน ในที่สุดข้าก็ได้พบกับนางอีกครั้ง” เจ้าชายพูดด้วยแววตาเปี่ยมสุข

เงือกน้อยรู้ทันทีว่าคำทำนายของแม่มดกำลังจะเป็นจริง หากเจ้าชายแต่งงานกับหญิงอื่น เมื่อรุ่งเช้ามาถึง เธอจะสลายกลายเป็นฟองคลื่น

คืนก่อนวันแต่งงานของเจ้าชาย พี่สาวเงือกของเธอปรากฏตัวขึ้นจากทะเล พวกเธอรู้ชะตากรรมของน้องสาวและไม่อาจปล่อยให้เธอหายไป พวกเธอจึงไปเจรจากับแม่มดและนำ มีดวิเศษ มาให้เธอ

“ฆ่าเจ้าชายเสีย ก่อนรุ่งสาง แล้วเจ้าจะได้กลับมาเป็นเงือกอีกครั้ง!” พี่สาวของเธอกระซิบ “รีบตัดสินใจก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป!”

เงือกน้อยรับมีดไว้ด้วยมือที่สั่นเทา เธอเดินเข้าไปในห้องของเจ้าชาย ซึ่งกำลังหลับใหลอยู่ข้างเจ้าหญิง ร่างของเขาสะท้อนแสงจันทร์ ดูสงบและมีความสุข

เธอค่อย ๆ ยกมีดขึ้น น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนมือของเธอ

แต่แล้วเธอก็สะบัดหัวและลดมีดลง เธอไม่อาจทำร้ายเขาได้ เธอรักเขามากเกินไป รักมากจนเธอยอมสูญเสียทุกสิ่ง แม้แต่ชีวิตของตัวเอง

เมื่อแสงแรกของรุ่งอรุณแตะขอบฟ้า เธอเดินออกไปที่ชายหาด เธอทอดสายตามองเจ้าชายเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะก้าวลงสู่ทะเล

ร่างของเธอค่อย ๆ จมหายไป และเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นเต็มดวง เธอสลายกลายเป็นฟองคลื่น

แต่เธอไม่ได้หายไปตลอดกาล วิญญาณของเธอแปรเปลี่ยนเป็นบุตรแห่งสายลม ซึ่งมีโอกาสทำความดีเพื่อให้ได้ขึ้นสู่สวรรค์

เงือกน้อยหลับตาลง และปล่อยให้สายลมพัดพาเธอไปสู่โลกใหม่ ที่ซึ่งเธอจะได้เริ่มต้นอีกครั้ง…

เมื่อลำแสงแรกของอรุณรุ่งแตะขอบฟ้า ร่างของเงือกน้อยค่อย ๆ สลายกลายเป็นฟองคลื่น เธอรู้สึกตัวเบาไร้น้ำหนัก และไม่มีความเจ็บปวดอีกต่อไป เธอหลับตาลง ปล่อยให้กระแสน้ำพัดพาไปอย่างช้า ๆ

แต่แทนที่เธอจะหายไปตลอดกาล เธอกลับรู้สึกว่าตัวเองกำลังลอยขึ้นเหนือท้องทะเล เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นรอบตัว เธอลืมตาขึ้นและพบว่าตัวเองอยู่ท่ามกลา เหล่าบุตรแห่งสายลม (Daughters of the Air) วิญญาณของเธอไม่ได้ดับสูญ แต่กลับได้รับโอกาสใหม่

“เจ้ามิได้เป็นฟองคลื่น แต่เจ้าจะกลายเป็นบุตรแห่งสายลม หากเจ้าทำความดี ช่วยเหลือมนุษย์ และมอบความรักโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน สักวันหนึ่งเจ้าจะได้ขึ้นสู่สวรรค์” เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น

เงือกน้อยมองลงไปยังโลกเบื้องล่าง เห็นเจ้าชายและเจ้าหญิงยืนอยู่บนระเบียงของปราสาท มองออกไปยังท้องทะเล เขาไม่เคยรู้เลยว่าเธอคือผู้ช่วยชีวิตเขา และไม่เคยรู้ว่าเธอยอมสละทุกอย่างเพียงเพื่อได้อยู่เคียงข้างเขา

แต่ในขณะเดียวกัน เธอรู้สึกถึงบางสิ่งที่เธอไม่เคยรู้มาก่อน นั่นคือความสงบในหัวใจ

เธอไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะได้ขึ้นสู่สวรรค์ แต่เธอไม่เสียใจเลยที่ได้รักอย่างแท้จริง เธอจะเดินทางไปทั่วโลก ช่วยเหลือมนุษย์ มอบความเมตตา และรอคอยวันที่เธอจะได้พบจุดหมายปลายทางของเธอ

สายลมพัดพาเธอไปไกลออกไป พร้อมกับเสียงกระซิบอ่อนโยนของท้องทะเล และเรื่องราวของเงือกน้อยก็กลายเป็นตำนาน ที่เล่าขานสืบต่อไปตราบนานเท่านาน…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องเงือกน้อยผจญภัย 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความรักที่แท้จริงคือการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เงือกน้อยยอมสละทุกสิ่ง แม้กระทั่งเสียงและชีวิตของตนเอง เพื่อโอกาสได้อยู่เคียงข้างเจ้าชาย แม้สุดท้ายแล้วเธอจะไม่ได้รับรักตอบ แต่เธอก็ไม่เลือกทำร้ายเขา เธอเลือกที่จะรักเขาด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์

เรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า การเสียสละและการตัดสินใจมีผลต่อชีวิตของเรา เงือกน้อยทำตามหัวใจโดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมา และแม้ว่าเธอจะต้องเผชิญกับชะตากรรมที่โหดร้าย แต่สุดท้ายเธอก็ได้รับโอกาสใหม่ในการทำความดี

นอกจากนี้ยังเตือนให้เราเข้าใจว่า ความฝันและความปรารถนาอาจมีราคาที่ต้องจ่าย เงือกน้อยต้องสูญเสียเสียงของเธอและทนทุกข์ทรมานเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าความฝันทุกอย่างจะนำไปสู่ความสุขเสมอ

และสุดท้าย เรื่องราวนี้บอกเราว่า แม้ความรักจะไม่สมหวัง แต่ชีวิตก็ยังมีคุณค่า เงือกน้อยไม่ได้หายไปตลอดกาล เธอกลายเป็นบุตรแห่งสายลม ซึ่งมีโอกาสทำความดีเพื่อไปสู่จุดหมายที่สูงกว่า ความรักและความเสียสละของเธอจึงไม่สูญเปล่า

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องเงือกน้อยผจญภัย (อังกฤษ: The Little Mermaid) เป็นผลงานของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน (Hans Christian Andersen) นักเขียนชาวเดนมาร์ก ซึ่งเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อปี 1837 ในนิทานชุด Eventyr, fortalte for Børn (Fairy Tales, Told for Children)

แอนเดอร์เซนไม่ได้อิงเรื่องนี้จากนิทานพื้นบ้านโดยตรง แต่เขียนขึ้นจากแรงบันดาลใจและประสบการณ์ส่วนตัว โดยเฉพาะความรู้สึกของเขาที่เคยมีต่อเพื่อนชายคนสนิทซึ่งไม่สามารถรักเขาตอบได้ นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าเงือกน้อยเป็นตัวแทนของความรักที่ไม่สมหวัง และการยอมเสียสละแม้รู้ว่าความรักนั้นจะไม่มีวันเป็นจริง

นอกจากนี้แนวคิดเรื่องการเสียสละและการแปรเปลี่ยนเป็นบุตรแห่งสายลมในตอนจบ อาจได้รับอิทธิพลจากคติทางศาสนาคริสต์ ที่เน้นเรื่องการทำความดีเพื่อให้ได้ขึ้นสู่สวรรค์ ซึ่งแตกต่างจากนิทานพื้นบ้านทั่วไปที่มักจบลงแบบมีความสุข (happily ever after)

นิทานเรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างมากและถูกดัดแปลงหลายครั้ง โดยเวอร์ชันที่โด่งดังที่สุดคือภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง “The Little Mermaid (เงือกน้อยผจิญภัย)” ของดิสนีย์ (1989) ซึ่งเปลี่ยนตอนจบให้เงือกน้อยสมหวังกับเจ้าชาย ต่างจากฉบับดั้งเดิมที่มีตอนจบเศร้าและเน้นแนวคิดเชิงปรัชญามากกว่า

“ความรักที่ต้องแลกด้วยตัวตนของตัวเอง อาจไม่ใช่ความรัก แต่เป็นกับดักที่เราสร้างขึ้นเพื่อหลอกหัวใจตัวเอง”

นิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องสโนว์ไวท์

นานมาแล้ว ในอาณาจักรอันห่างไกล ตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากเยอมนี ว่ามีพระราชวังงดงามตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาและป่าลึก ดอกไม้ผลิบานในฤดูใบไม้ผลิ แม่น้ำใสไหลรินผ่านท้องทุ่งกว้าง และหิมะขาวโพลนปกคลุมยอดเขาในฤดูหนาว ทว่า ภายในวังที่สวยงามนั้น กลับมีเรื่องราวที่มิได้งดงามเหมือนภาพภายนอก

ภายใต้หลังคาอันวิจิตรและกำแพงสูงตระหง่าน มีเสียงกระซิบของความริษยา ความงามที่ควรเป็นพรกลับกลายเป็นเหตุแห่งภัยอันตราย และโชคชะตาของหญิงสาวผู้หนึ่งก็กำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล… กับนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องสโนว์ไวท์

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องสโนว์ไวท์

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องสโนว์ไวท์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอาณาจักรอันห่างไกล พระราชินีองค์หนึ่งประทับอยู่ริมหน้าต่าง พระนางกำลังปักผ้าด้วยไหมสีแดง ทันใดนั้น พระนางเผลอทำเข็มทิ่มนิ้ว หยดเลือดสีแดงสดร่วงลงบนหิมะขาวนอกหน้าต่าง

“หากข้ามีลูกสาว ข้าปรารถนาให้เด็กน้อยมีผิวขาวดังหิมะ ริมฝีปากแดงดั่งเลือด และเส้นผมดำขลับราวไม้มะเกลือ” พระนางกระซิบกับสายลม

ไม่นาน พระนางให้กำเนิดเจ้าหญิงน้อย ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาดั่งที่พระนางเคยอธิษฐาน พระราชาตั้งพระนามให้ว่า “สโนว์ไวท์” แต่ไม่นานหลังจากนั้น พระราชินีสิ้นพระชนม์ พระราชาผู้เศร้าโศกได้อภิเษกใหม่กับหญิงงามผู้หนึ่ง นางงามสง่าแต่ใจหยิ่งทระนง

ราชินีองค์ใหม่นี้มีกระจกวิเศษ ที่สามารถบอกความจริงทุกประการ นางถามกระจกทุกวัน “กระจกวิเศษเอ๋ย จงบอกข้าเถิด ใครงามเลิศในปฐพี?” กระจกตอบเสมอว่า “โอ้ พระราชินี พระองค์งามที่สุดในปฐพี”

จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อสโนว์ไวท์เติบโตขึ้นเป็นเด็กสาวที่งามสง่า ราชินีถามกระจกตามปกติ แต่ครั้งนี้ คำตอบกลับเปลี่ยนไป “โอ้ พระราชินี พระองค์งามที่สุด… แต่เจ้าหญิงสโนว์ไวท์งามกว่าพระองค์”

ราชินีโกรธเกรี้ยว นางอิจฉาความงามของสโนว์ไวท์จนคิดจะกำจัดนาง นางสั่งให้นายพรานพาสโนว์ไวท์ไปที่ป่าลึกและฆ่านางเสีย “พาเด็กคนนี้ไปให้พ้นตา แล้วจงนำหัวใจของนางกลับมาให้ข้าเป็นหลักฐาน!” ราชินีสั่งเสียงเย็นเยียบ

นายพรานพาสโนว์ไวท์ออกไปยังป่าทึบ เขาชักมีดขึ้นมา แต่เมื่อสบตาเด็กหญิง เขาก็รู้สึกสงสารเกินกว่าจะทำตามคำสั่ง “หนีไปเถิด เจ้าหญิง! ไปให้ไกลที่สุด อย่ากลับมาอีก!”

สโนว์ไวท์หวาดกลัว เธอรีบวิ่งเข้าไปในป่า ฝ่ากิ่งไม้หนามและความมืดมิด เบื้องหลังของเธอ นายพรานสังหารกวางตัวหนึ่งแทน และนำหัวใจของมันกลับไปให้ราชินี

สโนว์ไวท์วิ่งอย่างไร้จุดหมาย ขาของเธอสั่น แต่เธอไม่กล้าหยุด หัวใจเต้นแรงด้วยความกลัว จนกระทั่งเธอพบกระท่อมเล็ก ๆ หลังหนึ่งกลางป่า

เธอเคาะประตูเบา ๆ แต่ไม่มีเสียงตอบ สโนว์ไวท์ผลักประตูเข้าไป ภายในมีข้าวของเล็ก ๆ น่ารัก โต๊ะเล็ก ๆ จัดเรียงจานไว้เจ็ดใบ เตียงนอนเล็ก ๆ เจ็ดเตียง “ดูเหมือนที่นี่จะไม่มีใครอยู่” เธอพึมพำ ก่อนจะเดินไปหาอาหาร

บนโต๊ะมีขนมปังและน้ำผึ้ง สโนว์ไวท์หิวจนทนไม่ไหว เธอชิมขนมปังชิ้นหนึ่ง ดื่มน้ำจากแก้วใบเล็ก ๆ และเอนตัวลงนอนบนเตียงที่พอดีกับขนาดตัวเธอ

คืนนั้นเองเจ้าของกระท่อมกลับมา พวกเขาคือคนแคระทั้งเจ็ด พวกเขาเป็นคนขุดเหมืองแร่ในภูเขา และต่างแปลกใจที่พบเด็กสาวอยู่ในบ้านของตน

“ใครมากินขนมปังของพวกเรา?” คนแคระคนหนึ่งถาม

“ใครมานั่งเก้าอี้ของพวกเรา?” อีกคนเอ่ยขึ้น

“ใครนอนอยู่บนเตียงของเรา?” คนสุดท้ายพูดขึ้นพร้อมชี้ไปที่สโนว์ไวท์

สโนว์ไวท์สะดุ้งตื่นขึ้นมา เธอตกใจที่เห็นชายตัวเล็ก ๆ ยืนล้อมเธออยู่ แต่พวกเขาดูใจดี สโนว์ไวท์จึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พวกเขาฟัง “โอ้ เจ้าช่างโชคร้ายนัก” คนแคระคนหนึ่งถอนหายใจ

“เจ้าจะอยู่กับพวกเราได้นะ” คนแคระอีกคนกล่าว “แต่มีข้อแม้ เจ้าต้องช่วยเราทำงานบ้าน และที่สำคัญที่สุด…ห้ามเปิดประตูรับคนแปลกหน้าเด็ดขาด!”

สโนว์ไวท์ยิ้มและพยักหน้า เธอรู้สึกปลอดภัยเป็นครั้งแรกหลังจากหนีจากวัง

แต่ในขณะเดียวกัน ที่พระราชวัง ราชินีได้ถามกระจกวิเศษอีกครั้ง “กระจกวิเศษเอ๋ย จงบอกข้าเถิด ใครงามเลิศในปฐพี?” และคำตอบที่ได้รับ ทำให้ราชินีตัวสั่นด้วยความโกรธ

“โอ้ พระราชินี พระองค์งามที่สุด… แต่เจ้าหญิงสโนว์ไวท์ ซึ่งอาศัยอยู่กับคนแคระทั้งเจ็ด ยังคงงามกว่าพระองค์”

“นังเด็กนั่นยังไม่ตายหรือ?” ราชินีคำรามด้วยเสียงเย็นเยียบ ในแววตาของนาง ส่องประกายไปด้วยแผนร้าย…

หลังจากกระจกวิเศษบอกความจริง ราชินีโกรธจนแทบขาดใจ นางไม่อาจยอมให้สโนว์ไวท์มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ นางตัดสินใจปลอมตัวเป็นหญิงชรา และเดินทางไปยังกระท่อมของคนแคระ

วันรุ่งขึ้น ขณะที่คนแคระออกไปทำงาน สโนว์ไวท์อยู่บ้านตามลำพัง จู่ ๆ ก็มีหญิงชราเดินมาที่หน้าประตู นางถือริบบิ้นลูกไม้สีสวยในมือ

“เด็กน้อย เจ้าสวยจริง ๆ แต่จะงามกว่านี้ถ้าได้รัดเอวให้แน่นด้วยริบบิ้นนี้ เจ้าจะลองดูไหม?” หญิงชรากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

สโนว์ไวท์ไม่เอะใจ เธอเปิดประตูรับหญิงชราเข้ามาและยอมให้มัดริบบิ้นรอบเอว แต่ทันทีที่หญิงชรารัดแน่นขึ้น ร่างของสโนว์ไวท์ก็แน่นิ่งไป “ฮ่า ๆ ๆ! คราวนี้เจ้าไม่รอดแน่!” ราชินีหัวเราะสะใจ ก่อนจะรีบจากไป

ไม่นาน คนแคระกลับมาและพบร่างของสโนว์ไวท์ พวกเขาตกใจและรีบแกะริบบิ้นออก สโนว์ไวท์กลับมาหายใจอีกครั้ง “เจ้าต้องระวังตัวให้มากขึ้นนะ! อย่าเปิดประตูให้ใครอีก!” คนแคระเตือน

แต่ราชินีไม่ยอมแพ้ นางกลับไปที่วังและถามกระจกอีกครั้ง “โอ้ พระราชินี พระองค์งามที่สุด… แต่เจ้าหญิงสโนว์ไวท์ ซึ่งอาศัยอยู่กับคนแคระทั้งเจ็ด ยังคงงามกว่าพระองค์”

ราชินีโกรธจนแทบคลั่ง นางคิดแผนใหม่ นางปลอมตัวเป็นหญิงขายของและนำหวีอาบยาพิษ ไปที่กระท่อมของคนแคระ “ดูสิ หวีอันนี้สวยมาก! มันจะทำให้เส้นผมของเจ้าดูเงางามขึ้น” หญิงชรากล่าวพลางยื่นหวีให้

สโนว์ไวท์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายเธอก็เผลอเปิดประตูรับหวี หญิงชราวางหวีลงบนศีรษะของเธอ และทันใดนั้น พิษจากหวีซึมเข้าไปในหนังศีรษะ สโนว์ไวท์ล้มลงทันที ราชินียิ้มอย่างพอใจแล้วเดินจากไป

โชคดีที่คนแคระกลับมาทันเวลา พวกเขานำหวีออกจากศีรษะของสโนว์ไวท์ และเธอก็ฟื้นคืนสติ “ครั้งนี้ข้าจะไม่เปิดประตูให้ใครอีกแล้ว!” สโนว์ไวท์สาบาน

แต่ราชินียังไม่ยอมแพ้! นางกลับไปที่วัง ถามกระจกอีกครั้ง และได้รับคำตอบเดิม “นังเด็กนั่นยังไม่ตายอีกหรือ?! คราวนี้มันต้องจบ!” ราชินีคำราม

นางจัดเตรียมแผนสุดท้ายแอปเปิลอาบยาพิษ ครึ่งหนึ่งเป็นแอปเปิลแดงสดใส อีกครึ่งหนึ่งเป็นแอปเปิลธรรมดา พิษมีผลเฉพาะส่วนสีแดง

นางปลอมตัวเป็นหญิงแก่ใจดีและเดินไปที่กระท่อมอีกครั้ง “เจ้าคงเบื่ออาหารเดิม ๆ ลองแอปเปิลลูกนี้สิ หวานอร่อยมาก!”

สโนว์ไวท์ลังเล แต่เมื่อเห็นหญิงชรากัดฝั่งที่ไม่มีพิษ เธอจึงไม่สงสัย และกัดแอปเปิลเข้าปาก ทันใดนั้น เธอล้มลงกับพื้น ดวงตาปิดสนิท

ครั้งนี้ คนแคระกลับมาแล้วช่วยเธอไม่ได้อีกต่อไป พวกเขาเสียใจอย่างสุดซึ้งและตัดสินใจสร้างโลงแก้วให้เธอ วางร่างของเธอไว้ในป่า

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องสโนว์ไวท์ 2

หลายวันผ่านไปเจ้าชายจากอาณาจักรใกล้เคียง เดินทางผ่านป่า และพบโลงแก้วที่มีหญิงสาวงดงามนอนอยู่ภายใน “หญิงสาวคนนี้เป็นใครกัน? เหตุใดนางจึงงดงามถึงเพียงนี้?” เจ้าชายเอ่ยขึ้น

คนแคระเล่าเรื่องของสโนว์ไวท์ให้ฟัง เจ้าชายหลงรักเธอทันทีและกล่าวกับคนแคระ “ข้าขอพานางไปที่วังของข้า ข้าจะดูแลนางอย่างดีที่สุด”

คนแคระลังเลแต่สุดท้ายก็ยอมตกลง พวกเขายกโลงแก้วขึ้นเพื่อเคลื่อนย้ายไปที่วังของเจ้าชาย แต่ขณะที่เคลื่อนย้ายไปบนถนนขรุขระโลงสะเทือน และทำให้ชิ้นแอปเปิลพิษหลุดออกจากลำคอของสโนว์ไวท์

ทันใดนั้น สโนว์ไวท์ลืมตาขึ้น! เธอไอออกมาและหายใจอีกครั้ง “เกิดอะไรขึ้น? ข้าอยู่ที่ไหน?” สโนว์ไวท์ถามด้วยความสับสน

“เจ้าปลอดภัยแล้ว เจ้าหญิง ข้าคือเจ้าชาย ข้าพบเจ้าหลับใหลอยู่ในโลงแก้ว และข้าดีใจเหลือเกินที่เจ้าได้ฟื้นคืนมา”

สโนว์ไวท์รู้สึกซาบซึ้ง เธอยิ้มให้เจ้าชาย และในที่สุด เจ้าชายก็ขอเธอแต่งงาน “เจ้าจะไปอยู่กับข้าที่วังได้หรือไม่?”

สโนว์ไวท์ยิ้มและตอบอย่างยินดี “ข้าตกลง!”

ข่าวการแต่งงานของสโนว์ไวท์และเจ้าชายแพร่สะพัดไปทั่วอาณาจักร รวมถึงไปถึงหูของราชินีใจร้าย

นางถามกระจกวิเศษอีกครั้ง “กระจกวิเศษเอ๋ย จงบอกข้าเถิด ใครงามเลิศในปฐพี?” และคำตอบของกระจก ทำให้นางแทบหยุดหายใจ “โอ้ พระราชินี พระองค์งามที่สุด… แต่ราชินีองค์ใหม่ งามกว่าพระองค์”

ราชินีตกใจ เมื่อรู้ว่าสโนว์ไวท์ยังมีชีวิตอยู่ และกำลังจะเป็นราชินีของอาณาจักรข้างเคียง นางรีบไปที่พระราชวังของเจ้าชาย

แต่สิ่งที่รอคอยนางอยู่ ไม่ใช่การต้อนรับอย่างดี… แต่เป็นบทลงโทษที่นางสมควรได้รับ

ราชินีใจร้ายเดินทางไปยังพระราชวังของเจ้าชาย นางคิดว่านางยังสามารถใช้เล่ห์กลกำจัดสโนว์ไวท์ได้ แต่เมื่อไปถึง นางกลับพบว่าสโนว์ไวท์ยังมีชีวิต และงดงามกว่าที่เคย

ไม่เพียงเท่านั้น เจ้าชายได้รู้ความจริงว่าราชินีเป็นผู้พยายามสังหารสโนว์ไวท์หลายครั้ง เขาสั่งให้ทหารจับกุมตัวนางทันที

“เจ้าทำเรื่องเลวร้ายมากมาย เจ้าจะได้รับโทษตามที่เจ้าสมควรได้รับ!” เจ้าชายประกาศต่อหน้าผู้คน

โทษของราชินีคือการถูกบังคับให้สวมรองเท้าเหล็กที่เผาไฟจนร้อนแดง แล้วเต้นรำจนล้มลงสิ้นใจ นางถูกลงโทษในงานแต่งงานของสโนว์ไวท์และเจ้าชายเอง

เมื่อทุกอย่างจบลง สโนว์ไวท์และเจ้าชายก็ครองรักกันอย่างมีความสุข พวกเขาเชิญคนแคระทั้งเจ็ดมาอาศัยอยู่ในวังด้วยกัน

“ข้าคงไม่มีวันนี้ หากไม่ได้พวกเจ้าคอยช่วยเหลือ ข้าขอบคุณจากใจจริง” สโนว์ไวท์กล่าวกับคนแคระ

พวกเขาต่างยิ้มให้กัน และตั้งแต่นั้นมา สโนว์ไวท์ก็กลายเป็นราชินีผู้งดงามและใจดี ปกครองอาณาจักรด้วยความรักและความเมตตา และพวกเขาก็อยู่กันอย่างมีความสุขตลอดไป

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องสโนว์ไวท์ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความอิจฉาริษยาเป็นสิ่งที่ทำลายตัวเอง ราชินีผู้หมกมุ่นอยู่กับความงามของตนเอง ไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง และพยายามกำจัดผู้ที่งามกว่าตน สุดท้ายก็ต้องพบกับจุดจบที่เลวร้าย ตรงกันข้ามกับสโนว์ไวท์ที่มีจิตใจดีและบริสุทธิ์ แม้เธอจะเผชิญอันตรายหลายครั้ง แต่เพราะเธอมีน้ำใจและความเมตตา สุดท้ายเธอก็ได้รับความช่วยเหลือและมีชีวิตที่มีความสุข

เรื่องนี้ยังเตือนให้เราอย่าหลงเชื่อคนแปลกหน้าหรือสิ่งที่ดูดีเกินจริง เพราะอาจซ่อนอันตรายไว้ เช่นเดียวกับแอปเปิลพิษที่ดูน่ากินแต่กลับเป็นกับดัก นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่าความดีมักได้รับผลตอบแทน ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง เหมือนที่สโนว์ไวท์ได้รับความรักจากทั้งคนแคระและเจ้าชายในที่สุด

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องสโนว์ไวท์ (อังกฤษ: Snow White) มีต้นกำเนิดจากนิทานพื้นบ้านประเทศเยอรมณี ก่อนจะถูกบันทึกและเผยแพร่โดย พี่น้องกริมม์ (Grimm Brothers) ในปี 1812 ในนิทานชุด Children’s and Household Tales หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กริมม์ส แฟร์รี่เทลส์” ซึ่งเป็นการรวบรวมนิทานพื้นบ้านจากแหล่งต่าง ๆ ในเยอรมนีและยุโรปกลาง

แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเรื่องนี้มีต้นแบบจากเหตุการณ์จริงหรือไม่ แต่มีข้อสันนิษฐานว่าสโนว์ไวท์อาจได้รับแรงบันดาลใจจากมาเรีย โซเฟีย ฟอน เออร์ธาล (Maria Sophia von Erthal) หญิงสาวชาวเยอรมันในศตวรรษที่ 18 ซึ่งมีเรื่องราวคล้ายคลึงกับนิทาน โดยเธอมีแม่เลี้ยงที่เข้มงวดและอาศัยอยู่ใกล้กับเหมืองแร่ที่คนงานมีรูปร่างเตี้ยคล้ายคนแคระ อย่างไรก็ตาม นิทานฉบับพี่น้องกริมม์มีการแต่งเติมจินตนาการเพิ่มเข้าไป เช่น กระจกวิเศษ แอปเปิลพิษ และจุดจบของราชินีใจร้าย

นิทานเรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างมากและถูกนำไปดัดแปลงหลายครั้ง โดยเวอร์ชันที่มีชื่อเสียงที่สุดคือภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง Snow White and the Seven Dwarfs (สโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด) ของดิสนีย์ที่ออกฉายในปี 1937 ซึ่งทำให้เรื่องราวของสโนว์ไวท์เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

“ความเมตตาและความอดทนย่อมนำพาสิ่งดีงามมาให้ ในขณะที่ความอิจฉาริษยานำมาซึ่งหายนะ”

นิทานพื้นบ้านฝรั่งเศสเรื่องเจ้าหญิงนิทรา

ในอาณาจักรอันรุ่งเรืองแห่งหนึ่ง มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากฝรั่งเศส โดยเล่าว่าทุกชีวิตดำเนินไปด้วยความสุขและความหวัง แต่ในโลกที่ดูสมบูรณ์แบบ บางครั้งโชคชะตาก็ซ่อนเงามืดเอาไว้ ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่ดูเหมือนเป็นพรอันล้ำค่า อาจกลายเป็นเงื่อนไขแห่งคำสาปที่ไม่มีวันหลีกเลี่ยงได้

และเมื่อชะตากรรมถูกกำหนดขึ้นตั้งแต่แรกเกิด ทางเลือกเดียวคือการรอคอยให้กาลเวลาเปิดทางสู่บทสรุปของมัน แม้ทุกสิ่งจะหลับใหล ความหวังยังคงดำรงอยู่ และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ทุกสิ่งจะตื่นขึ้นอีกครั้ง… กับนิทานพื้นบ้านฝรั่งเศสเรื่องเจ้าหญิงนิทรา

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านฝรั่งเศสเรื่องเจ้าหญิงนิทรา

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านฝรั่งเศสเรื่องเจ้าหญิงนิทรา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอาณาจักรอันรุ่งเรือง พระราชาและพระราชินีทรงปกครองแผ่นดินอย่างยุติธรรม แต่สิ่งเดียวที่ทำให้พระองค์ทั้งสองไม่อาจมีความสุขอย่างสมบูรณ์ได้คือพวกเขาไม่มีบุตร วันเวลาผ่านไป พระราชินีเฝ้าอธิษฐานขอบุตรทุกวัน และในที่สุด คำอธิษฐานของพระนางก็เป็นจริง พระองค์ให้กำเนิดพระธิดาผู้เลอโฉม

พระราชาทรงปีติยินดี และเพื่อเฉลิมฉลอง พระองค์จัดงานเลี้ยงยิ่งใหญ่ทั่วอาณาจักร และเชิญนางฟ้า 12 ตน มาเพื่อมอบพรให้แก่เจ้าหญิง แต่เนื่องจากพระราชามีที่ตั้งโต๊ะเพียง 12 ที่ พระองค์จึงไม่ได้เชิญนางฟ้าตนที่ 13 ซึ่งเป็นผู้มีพลังอำนาจเช่นกัน

ในงานเฉลิมฉลอง นางฟ้าแต่ละตนมอบพรแก่เจ้าหญิงความงาม ความเฉลียวฉลาด ความเมตตา และพรอันเลิศล้ำอื่น ๆ แต่ก่อนที่นางฟ้าตนสุดท้ายจะให้พร นางฟ้าตนที่ 13 ซึ่งไม่ได้รับเชิญก็ปรากฏตัวขึ้นในความโกรธ นางก้าวเข้ามาและกล่าวคำสาปเสียงดัง

“เมื่อเจ้าหญิงมีอายุครบ 16 ปี นางจะถูกเข็มของเครื่องปั่นด้ายทิ่มนิ้ว และจะล้มลงสู่ห้วงนิทรานานถึง 100 ปี!”

ทุกคนในท้องพระโรงตกตะลึง พระราชาและพระราชินีสิ้นหวัง นางฟ้าตนสุดท้ายซึ่งยังไม่ได้ให้พร ไม่สามารถลบคำสาปได้ แต่นางกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า

“แม้นางจะต้องหลับไหล แต่เมื่อครบ 100 ปี นางจะตื่นขึ้นอีกครั้ง ด้วยจุมพิตแห่งรักแท้ และจะไม่มีอันตรายใด ๆ มาถึงตัวนาง”

คำทำนายเป็นที่จดจำ และทุกคนต่างหวาดกลัวต่อชะตากรรมของเจ้าหญิง

หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น พระราชาทรงหวาดกลัวต่อคำสาป จึงสั่งให้ทำลายเครื่องปั่นด้ายทุกชิ้นในอาณาจักร เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกสาวของพระองค์ต้องพบจุดจบตามคำสาป

วันเวลาผ่านไป เจ้าหญิงเติบโตขึ้นมาเป็นหญิงสาวที่งดงามและมีจิตใจดีเลิศ นางได้รับพรจากนางฟ้า และเป็นที่รักของทุกคนในอาณาจักร แต่ไม่มีใครเคยบอกนางเกี่ยวกับคำสาป

เมื่อเจ้าหญิงอายุครบ 16 ปี นางเดินสำรวจปราสาทด้วยความอยากรู้อยากเห็น และได้พบหอคอยเก่าแก่แห่งหนึ่งที่ดูเหมือนถูกลืมไปแล้ว นางปีนขึ้นบันไดวนไปยังห้องบนสุด และที่นั่น นางพบหญิงชราผู้หนึ่งกำลังปั่นด้าย

“ท่านกำลังทำอะไรหรือ?” เจ้าหญิงถามด้วยความสนใจ

“ข้ากำลังปั่นด้ายอยู่ไงล่ะ เจ้าหญิงที่รัก” หญิงชราตอบพร้อมรอยยิ้ม

เจ้าหญิงรู้สึกทึ่งกับเครื่องปั่นด้าย นางไม่เคยเห็นของเช่นนี้มาก่อน นางจึงลองเอื้อมมือไปแตะมันทันใดนั้นเอง เข็มแหลมก็กรีดผ่านปลายนิ้วของนาง

ร่างของเจ้าหญิงเซไปข้างหลัง ดวงตาของนางเริ่มหนักอึ้ง และในที่สุด นางก็ล้มลงเข้าสู่ห้วงนิทรา ตามคำสาปที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรก

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านฝรั่งเศสเรื่องเจ้าหญิงนิทรา 2

เมื่อเจ้าหญิงล้มลงสู่ห้วงนิทรา คำสาปของนางก็ไม่ได้ส่งผลเพียงแค่ตัวนางเท่านั้น แต่ลมหายใจแห่งการหลับใหลได้แผ่ขยายไปทั่วทั้งปราสาท นางฟ้าผู้เคยให้พรกับเจ้าหญิงปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง และเพื่อปกป้องนางจากอันตราย นางร่ายเวทมนตร์ให้ทุกชีวิตในปราสาทหลับใหลตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นพระราชา พระราชินี เหล่าข้าราชบริพาร ทหาร ไปจนถึงม้าในคอกและนกที่กำลังบิน ทุกสิ่งหยุดนิ่งอยู่ในช่วงเวลานั้น

ไม่นานหลังจากนั้นต้นไม้และเถาวัลย์หนาทึบก็ค่อย ๆ เติบโตล้อมรอบปราสาท ดงหนามคมกริบปกคลุมทุกทางเข้า ทำให้ไม่มีผู้ใดสามารถเดินทางผ่านเข้าไปได้

กาลเวลาผ่านไป เรื่องราวของเจ้าหญิงนิทรา ถูกเล่าขานไปทั่วอาณาจักร มันกลายเป็นตำนานของปราสาทที่ถูกปิดตาย และคำสาปที่ไม่มีวันถูกทำลายจนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนด

ผู้คนมากมาย เหล่าเจ้าชายและอัศวินจากอาณาจักรต่าง ๆ ต่างพยายามบุกเข้าไปในปราสาท แต่ไม่มีใครรอดออกมาได้ พวกเขาติดอยู่ในดงหนาม ถูกขังอยู่ในเถาวัลย์ และบางคนหายสาบสูญไปตลอดกาล

และแล้ว 100 ปีผ่านไป…

ในช่วงเวลาที่ครบ 100 ปีพอดีเจ้าชายองค์หนึ่งเดินทางมายังอาณาจักรนั้น พระองค์ได้ยินเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับปราสาทที่ถูกลืม และเจ้าหญิงผู้หลับใหลอยู่ข้างใน

“ไม่มีใครเคยผ่านเข้าไปได้และกลับออกมาได้เลย” ชาวบ้านเตือนพระองค์

แต่เจ้าชายกลับไม่หวาดกลัว พระองค์รู้สึกว่ามีบางสิ่งที่ดึงดูดพระองค์ให้เดินทางไปยังที่แห่งนั้น และแล้วเจ้าชายก็มุ่งหน้าไปยังปราสาท

แต่บางสิ่งกลับแตกต่างจากอดีต…

เมื่อเจ้าชายเดินเข้าไปใกล้ดงหนามที่เคยโหดร้ายกลับแหวกออกให้ทางเดินแก่พระองค์ เถาวัลย์ที่เคยมัดรัดผู้บุกรุกไว้ บัดนี้กลับร่วงโรยราวกับว่าพวกมันรู้ว่าเวลาที่ถูกกำหนดไว้มาถึงแล้ว

เจ้าชายเดินลึกเข้าไปจนถึงตัวปราสาททุกสิ่งยังคงอยู่ในสภาพเดิมเหมือนเมื่อ 100 ปีก่อน ทหารยืนเฝ้าประตูแต่ไม่ได้ขยับ ข้าราชบริพารหลับใหลตามจุดต่าง ๆ ไม่มีเสียงใด ๆ นอกจากลมหายใจแผ่วเบาของทุกชีวิต

และในที่สุด พระองค์ก็มาถึงหอคอยสูงที่มีเตียงหลังหนึ่งตั้งอยู่กลางห้อง บนเตียงนั้นเจ้าหญิงนอนหลับอยู่ พระนางงดงามราวกับภาพวาด ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด พระนางยังคงดูสงบและบริสุทธิ์

เจ้าชายมองดูเจ้าหญิง และรู้ว่าพระองค์คือผู้ที่ถูกกำหนดให้มาในช่วงเวลานี้พระองค์ก้มลงจุมพิตที่หน้าผากของนาง

และแล้ว… เวทมนตร์ทั้งหมดก็ถูกทำลาย!

ทันทีที่เจ้าชายมอบจุมพิตแห่งรักแท้ ให้กับเจ้าหญิง ดวงตาของนางก็ค่อย ๆ เปิดขึ้น นางกระพริบตาหลายครั้งก่อนจะมองไปรอบ ๆ ด้วยความสับสน

“เกิดอะไรขึ้น… ข้านอนหลับไปนานแค่ไหน?” เจ้าหญิงเอ่ยเสียงแผ่วเบา

เจ้าชายยิ้มและตอบว่า “เจ้าหลับไปนานถึง 100 ปี และข้าคือผู้ที่ถูกลิขิตให้มาปลุกเจ้าให้ตื่นขึ้น”

นางฟ้าที่ดีรู้ว่าเจ้าหญิงจะต้องตกใจกลัวหากต้องอยู่คนเดียวเมื่อเธอตื่นขึ้นมา เธอจึงใช้ไม้กายสิทธิ์ทำให้ทั่วทั้งปราสาทเริ่มฟื้นคืนสู่ชีวิตพระราชาและพระราชินีลืมตาตื่นขึ้น ข้าราชบริพาร ทหาร แม้แต่สัตว์ต่าง ๆ ก็กลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง ราวกับว่าพวกเขาเพิ่งหลับไปเพียงชั่วพริบตา

ดงหนามที่เคยล้อมรอบปราสาทเหี่ยวแห้งและสลายไป สิ่งกีดขวางทั้งหมดถูกทำลาย ปราสาทที่ถูกลืมกลับมาเจิดจรัสอีกครั้ง

เมื่อเวลาผ่านไป เจ้าหญิงและเจ้าชายก็ได้อภิเษกสมรสกันอย่างยิ่งใหญ่ ทั่วทั้งอาณาจักรเฉลิมฉลอง พระราชาและพระราชินีทรงปีติยินดีที่ได้พบพระธิดาของตนอีกครั้ง

และแล้วเจ้าหญิงนิทราและเจ้าชายผู้กล้าหาญก็ครองรักกันอย่างมีความสุขตลอดกาล…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านฝรั่งเศสเรื่องเจ้าหญิงนิทรา 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “โชคชะตาไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ทุกสิ่งจะคลี่คลายเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม” พระราชาพยายามป้องกันคำสาป แต่สุดท้ายมันก็เกิดขึ้นตามลิขิต แสดงให้เห็นว่าเราไม่อาจหนีโชคชะตา แต่สามารถเผชิญมันด้วยความหวัง

“ความอิจฉานำมาซึ่งความหายนะ แต่ความเมตตาและรักแท้สามารถทำลายคำสาปได้” คำสาปของนางฟ้าผู้โกรธแค้นสร้างความทุกข์ยาก แต่ในที่สุดก็ถูกทำลายด้วยพลังของความรักและการให้อภัย

“บางครั้ง การรอคอยอย่างอดทนก็นำพาสิ่งที่คู่ควรมาสู่เรา” เจ้าหญิงหลับใหลถึง 100 ปี แต่สุดท้ายก็ได้ตื่นขึ้นในช่วงเวลาที่ถูกต้อง และพบกับเจ้าชายที่เหมาะสมกับนางที่สุด

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านฝรั่งเศสเรื่องเจ้าหญิงนิทรา (อังกฤษ: Sleeping Beauty) มีรากฐานมาจาก นิทานพื้นบ้านยุโรป ที่ถูกเล่าขานมาเป็นเวลาหลายศตวรรษก่อนจะได้รับการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร โดยเวอร์ชันที่เก่าแก่ที่สุดที่รู้จักกันคือ “Perceforest” วรรณกรรมฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 14 ซึ่งมีโครงเรื่องคล้ายกัน

ต่อมาในปี 1697 ชาร์ลส์ แปร์โรลต์ (Charles Perrault) นักเขียนชาวฝรั่งเศส ได้เรียบเรียงนิทานเรื่องนี้ขึ้นใหม่ในหนังสือ “Histoires ou contes du temps passé” และเป็นเวอร์ชันแรกที่ได้รับความนิยมในยุโรป โดยเพิ่มองค์ประกอบของ จุมพิตแห่งรักแท้ และการหลับใหลเป็นเวลา 100 ปี

ในศตวรรษที่ 19 พี่น้องกริมม์ (Brothers Grimm) ได้บันทึกเวอร์ชันของตนเองในชื่อ “Dornröschen” (Little Briar Rose) ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในเวอร์ชันที่ได้รับความนิยมที่สุด โดยมีการปรับให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมเยอรมัน และลดทอนเนื้อหาที่รุนแรงออก

นิทานเรื่องนี้เป็นต้นแบบของเรื่องราวแนวเจ้าหญิงในวรรณกรรม และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับการดัดแปลงมากมาย รวมถึง “Sleeping Beauty” ของดิสนีย์ ในปี 1959 ซึ่งทำให้เรื่องนี้กลายเป็นนิทานที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก