นิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานตุ๊กตาดารุมะ

ในหุบเขาอันเงียบงัน มีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากญี่ปุ่น ถึงเด็กหนุ่มคนหนึ่งมีเสียงของความฝันดังก้องอยู่ข้างใน ท่ามกลางหิมะที่ไม่เคยละเว้นแม้ฤดูร้อน เสียงนั้นยังไม่เคยจาง ถึงแม้ร่างกายจะอ่อนแรง แต่บางครั้งหัวใจกลับยืดยาวกว่าเส้นทางใด ๆ ที่เท้าอาจไปไม่ถึง

และในโลกที่เต็มไปด้วยการล้ม การลุกขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะไม่ใช่ทุกคนจะมองเห็นคุณค่าของมันทันที บางคนต้องล้มหลายครั้งเกินจะนับ ก่อนจะรู้ว่า สิ่งมีค่าที่สุดไม่ใช่การยืนอยู่ตลอดไป แต่คือการลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง โดยที่หัวใจยังคงแน่วแน่เหมือนเดิม กับนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานตุ๊กตาดารุมะ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานตุ๊กตาดารุมะ

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานตุ๊กตาดารุมะ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว บนยอดเขาหิมะในแคว้นฮิดะ มีกระท่อมไม้หลังเล็ก ๆ ตั้งอยู่ในหุบเขาลึก ที่นั่น เด็กชายคนหนึ่งชื่อบูโด้ เขาเติบโตมากับเสียงขวานและกลิ่นไม้สนแห้ง

พ่อกับแม่ของเขาเป็นช่างแกะไม้ ทำตุ๊กตาพื้นบ้านขายให้พ่อค้าในเมืองเอโดะ แต่บูโด้มีฝันอีกอย่างหนึ่ง เขาอยากเป็นจิตรกรผู้วาดภาพที่ทำให้ผู้คนหยุดมอง เขาอยากไปเมืองใหญ่ อยากเห็นสีอื่นนอกจากขาวของหิมะและน้ำตาลของไม้

แต่ร่างกายของเขานั้นไม่แข็งแรงนัก บางวันก็ไอจนตัวงอ บางวันแค่เดินไปถึงเชิงเขาก็หมดแรงแล้ว

“วันหนึ่ง ข้าจะไปให้ถึงเอโดะ แล้ววาดภาพที่ทำให้ทั้งเมืองจดจำ” บูโด้บอกกับแม่ ขณะมือยังสั่นขณะจุ่มพู่กัน

แม่ยิ้มบาง ๆ พลางยื่นผ้าห่มให้เขา “ฝันใหญ่ไม่ผิดหรอกลูก แต่อย่าลืมดูแลร่างกายให้ทันฝัน”

ปีแล้วปีเล่า บูโด้พยายามฝึกวาด ฝึกฝืนใจไม่ให้ยอมแพ้ เขาเคยลองเดินออกจากหมู่บ้าน แต่พายุหิมะก็ทำให้ต้องย้อนกลับ เคยส่งภาพไปประกวด แต่ก็ไม่ได้แม้แต่คำตอบกลับมา

แล้ววันหนึ่ง ขณะที่ฤดูหนาวมาเยือนเร็วกว่าทุกปี บูโด้ล้มป่วยหนักจนขาไม่มีแรงจะยืน เขานอนนิ่งอยู่บนฟูกหลายสัปดาห์ ดวงตาที่เคยมุ่งมั่นค่อย ๆ หม่นลง

“ทำไมฝันถึงไกลนัก ทั้งที่ข้ายังจะพาข้าไปไม่ถึงปลายนาเลย…” เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ

ยายของเขา ซึ่งนั่งเหลาไม้เงียบ ๆ มาทั้งคืน เอ่ยขึ้นช้า ๆ ว่า “บูโด้เอ๋ย ลูกยังไม่เข้าใจหรือ ว่าคนเราจะลุกได้ ก็ต่อเมื่อกล้ายอมรับว่าตนล้ม”

บูโด้นิ่งฟัง นั่นเป็นครั้งแรกที่เขานึกถึงคำว่า “ล้ม” อย่างไม่ละอาย เขาล้มจริง ๆ ล้มทั้งฝัน ล้มทั้งร่าง และอาจล้มทั้งใจ

แต่ลึกลงไปในความเงียบงันของหิมะ บางสิ่งในตัวเขากำลังเริ่มลุกขึ้นใหม่

คืนนั้นเอง ขณะที่หิมะขาวโพลนตกปกคลุมหลังคาบ้าน บูโด้หลับตาและฝันไปไกล ในความฝันนั้น เขาเห็นชายชราผู้หนึ่ง นั่งขัดสมาธิอยู่บนยอดเขา ท่ามกลางพายุหิมะ ไม่มีเสื้อผ้าหนา ไม่มีอาหาร ไม่มีแม้แต่ไม้เท้าค้ำ แต่กลับนั่งนิ่งอย่างสงบ

“เจ้าล้มแล้วหรือ?” ชายชราถาม โดยไม่ลืมตา

“ข้า… ลุกไม่ไหว” บูโด้ตอบอย่างยอมรับ

“ผู้ที่ลุกไม่ได้ ไม่ใช่เพราะขา แต่เพราะใจยังไม่ตื่น”

บูโด้มองดูชายผู้นั้นอีกครั้ง แม้ไม่มีแขน ไม่มีขา แต่มีดวงตาคู่หนึ่งที่แน่วแน่ และเปล่งประกายท่ามกลางหิมะ ความอบอุ่นแผ่กระจายจากใจของเขา ไม่ใช่จากกาย

ท่านคือพระโพธิธรรม หรือที่ผู้คนเรียกว่าพระดารุมะ นักบวชผู้เดินทางไกลเพื่อปลุกจิตใจผู้คนให้ตื่นรู้

เมื่อบูโด้ตื่นจากฝัน เช้าวันใหม่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ต่างไป เขาหยิบไม้เนื้ออ่อนจากกองเศษไม้ของยาย มาแกะสลักอย่างช้า ๆ เขาสลักใบหน้าทรงกลม ไม่มีแขน ไม่มีขา และวาดดวงตาเพียงข้างเดียว

ใต้ฐานตุ๊กตา เขาเขียนไว้ด้วยพู่กันเส้นเล็ก “ล้มเจ็ดครั้ง ลุกแปดครั้ง” (七転び八起き / Nanakorobi yaoki)

เขายิ้มเล็ก ๆ และบอกกับตัวเอง “ข้าอาจจะยังวาดภาพใหญ่ไม่ได้ แต่ข้าจะเริ่มจากภาพเล็กนี้ ภาพของหัวใจที่ไม่ยอมแพ้”

ตุ๊กตาตัวเล็กในมือของเขา ไม่ได้ขยับ ไม่ได้พูด แต่ดวงตาข้างเดียวนั้นจ้องเขาอย่างมั่นคง
บูโด้ไม่รู้หรอกว่า วันหนึ่ง ตุ๊กตานั้นจะเดินทางไกลกว่าฝันของเขา

แต่ในตอนนั้น เขาแค่เริ่มเข้าใจ ว่าการล้มลง ก็เป็นส่วนหนึ่งของการลุกขึ้นใหม่

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานตุ๊กตาดารุมะ 2

ฤดูหนาวปีนั้นยาวนานกว่าทุกปี แต่ภายในกระท่อมไม้ของบูโด้ ไฟอุ่นของใจยังไม่มอดดับ
เขาเริ่มแกะตุ๊กตาดารุมะทีละตัว ทีละตัว รูปร่างกลม ไม่มีแขนขา แต่ทุกตัวมีดวงตาข้างเดียว และข้อความใต้ฐานที่เหมือนกัน “七転び八起き – ล้มเจ็ดครั้ง ลุกแปดครั้ง”

วันหนึ่ง หญิงชราผู้หนึ่งจากหมู่บ้านใกล้เคียงมาหาบูโด้ พร้อมขอซื้อดารุมะตัวหนึ่งให้หลานสาว

“เขาไม่ยอมไปโรงเรียน เพราะกลัวจะพูดผิดหน้าชั้น” หญิงชราว่า “เจ้าเขียนตาให้ดารุมะ แล้วขอพรให้เขากล้าลุกขึ้นอีกครั้งเถิด”

บูโด้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวาดดวงตาข้างซ้ายลงบนตุ๊กตา แล้วส่งให้หญิงชรา “บอกเขานะ ว่าข้าจะวาดตาอีกข้างให้… เมื่อเขาไปโรงเรียนได้ครบเจ็ดวัน”

หลังจากนั้น ผู้คนเริ่มรู้จักตุ๊กตาดารุมะของบูโด้ว่าเป็นตุ๊กตาแห่งการไม่ยอมแพ้ ทุกคนที่มีเป้าหมาย จะมาขอให้เขาวาดตาข้างหนึ่งให้ และเมื่อทำได้สำเร็จ จะกลับมาให้เขาเติมตาอีกข้าง

วันหนึ่ง เด็กหญิงคนหนึ่งชื่อมิโอะ มาหาบูโด้พร้อมแม่ ร่างกายของมิโอะผอมบาง สีหน้าซีดเซียว เธอป่วยด้วยโรคที่ทำให้วิ่งเล่นไม่ได้เหมือนเด็กคนอื่น “หนูอยากกลับไปเล่นดนตรีอีกครั้ง แต่หมอบอกว่าอาจต้องหยุดฝันไว้ก่อน” มิโอะพูดด้วยเสียงเบา

“ถ้าให้หนูเลือกได้ หนูอยากฝืน” บูโด้พยักหน้า แล้วหยิบตุ๊กตาดารุมะตัวหนึ่งขึ้น

เขาวาดตาข้างเดียวให้ แล้วยื่นให้เธออย่างช้า ๆ “หากข้าเขียนตาให้เจ้าวันนี้ เจ้าจะสัญญาไหม ว่าจะเติมอีกข้างด้วยมือตัวเอง?”

“สัญญา” เด็กหญิงตอบเสียงหนักแน่น “ถึงจะล้มอีกกี่ครั้ง ข้าก็จะลุก… จนกว่าจะไปถึง”

กาลเวลาผ่านไปอย่างเงียบงัน บ้านไม้ของบูโด้ยังคงตั้งอยู่ริมหุบเขา แต่เจ้าของบ้านนั้น ผมหงอกเต็มศีรษะ และมือที่เคยแข็งแรงก็ค่อย ๆ สั่นลงตามวัย

เขาแกะสลักตุ๊กตาดารุมะได้น้อยลง แต่กลับมีผู้คนแวะเวียนมาหาเขามากขึ้น เด็ก ๆ, พ่อค้า, ชาวนา, คนเดินทาง พวกเขามากันพร้อมตุ๊กตาตาเดียว และกลับออกไปพร้อมใจที่มีหวัง

บูโด้ไม่เคยได้ออกจากหมู่บ้านเลย แต่ดารุมะของเขาเดินทางไปไกล ถึงเอโดะ ถึงเมืองท่าถึงต่างแคว้น

ทุกที่ที่มันไป ตุ๊กตานิ่งเงียบนั้นเตือนผู้คนว่า การล้มไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือคำเชิญให้ “ลุกขึ้นอีกครั้ง”

ในบ่ายวันหนึ่งขณะหิมะโปรยบาง ๆ บูโด้ที่แก่ชรากำลังแกะสลักดารุมะตัวสุดท้าย เขาวาดดวงตาเพียงข้างเดียวเหมือนทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ เขาไม่ได้ตั้งใจให้ใครมาเติม

เขาวางมันไว้ข้างหัวเตียง แล้วเอนตัวลงนอนด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้า เขาหลับตาลงในวันที่ใจยังอุ่น และความหวังของเขายังเดินต่อในคนรุ่นถัดไป

ไม่นานหลังจากนั้น หญิงสาวคนหนึ่งเดินทางไกลมาถึงกระท่อม

เธอคือมิโอะในวัยผู้ใหญ่ มือของเธอมั่นคง น้ำเสียงของเธออ่อนหวาน เธอเป็นครูสอนดนตรี และมีตุ๊กตาดารุมะใบเก่าเก็บอยู่บนโต๊ะทำงาน

เมื่อเธอเห็นตุ๊กตาที่ไร้ตาข้างขวา เธอรู้ได้ทันทีว่า มันคือของขวัญสุดท้ายจากบูโด้

เธอหยิบพู่กันขึ้นมา และวาดดวงตาข้างสุดท้ายให้มันอย่างเงียบงัน

“ข้ารู้แล้ว ว่าดารุมะไม่ได้มีไว้ขอพร แต่มีไว้เตือนใจ… ว่าความหวังไม่ใช่สิ่งที่รออยู่ แต่คือสิ่งที่เราลุกขึ้นไปหา” เธอยิ้มทั้งน้ำตา

ในหุบเขาที่หิมะไม่เคยหยุดตก ดารุมะตัวหนึ่งยังคงตั้งอยู่ เต็มสองตา ราวกับจ้องมองท้องฟ้า และรอคอยใครบางคน ที่พร้อมจะลุกขึ้น… เป็นครั้งที่แปด

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานตุ๊กตาดารุมะ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… แม้ชีวิตจะเต็มไปด้วยอุปสรรค ความฝันที่ดูไกลเกินเอื้อม หรือวันที่เรารู้สึกหมดแรงจะเดินต่อ แต่หากหัวใจยังไม่ยอมแพ้ การล้มก็ไม่ใช่เรื่องน่าอาย กลับเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต เพราะทุกครั้งที่เราลุกขึ้นหลังความล้มเหลว เรากำลังสร้างตัวเราให้แข็งแกร่งขึ้นและเข้าใกล้ความฝันอีกนิดหนึ่ง เหมือนตุ๊กตาดารุมะที่ไม่ว่าจะล้มกี่ครั้ง ก็จะลุกขึ้นมาได้เสมอ

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานตุ๊กตาดารุมะ (อังกฤษ: The Legend of Daruma doll) เป็นนิทานพื้นบ้านประเทศญี่ปุ่น นิทานเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ตุ๊กตาดารุมะ” ซึ่งเป็นตุ๊กตาไม้ญี่ปุ่นทรงกลมสีแดงที่ไม่มีแขนขา มีต้นกำเนิดจากภาพลักษณ์ของพระโพธิธรรม (Bodhidharma) พระภิกษุผู้เผยแผ่แนวคิดเซน และเป็นสัญลักษณ์ของความพากเพียร มุ่งมั่น และการไม่ยอมแพ้

ตามตำนานพระโพธิธรรมได้นั่งสมาธิเป็นเวลานานหลายปีเพื่อฝึกจิต จนแขนขาไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ตุ๊กตาดารุมะจึงถูกออกแบบให้ไม่มีแขนขา และมีลักษณะล้มแล้วลุกกลับขึ้นมาได้เสมอ สื่อถึงคำสอนสำคัญที่ชาวญี่ปุ่นรู้จักกันดีว่า “ล้มเจ็ดครั้ง ลุกแปดครั้ง” (七転び八起き / Nanakorobi yaoki)

ในนิทานฉบับนี้ เรานำแนวคิดนั้นมาถ่ายทอดผ่านตัวละครบูโด้ เด็กชายชาวบ้านในหุบเขาฮิดะ ซึ่งแม้จะมีร่างกายอ่อนแอ แต่กลับมีหัวใจที่เข้มแข็ง เมื่อเขาล้มลง เขาไม่ยอมแพ้ แต่กลับเปลี่ยนความล้มเหลวนั้นให้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น

นิทานจึงไม่ได้เล่าเพียงตำนานของตุ๊กตา แต่เป็นการตีความใหม่ให้เข้าถึงใจเด็กและเยาวชน ผ่านเรื่องราวของการเติบโต ความหวัง และพลังในการ “ลุกขึ้นอีกครั้ง” ด้วยตัวของเราเอง

“ไม่ใช่ทุกฝันจะสำเร็จตามทางเดิม แต่หัวใจที่ไม่ยอมแพ้ จะหาทางใหม่เสมอ”

นิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องนกได้สีขนมาได้อย่างไร?

ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ทอดยาวเหนือผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ เสียงนกร้องก้องกังวานไปทั่ว ทว่าหากมองขึ้นไป ทุกตัวกลับดูคล้ายกันหมด ไม่มีสีสัน ไม่มีความแตกต่าง ราวกับโลกนี้ยังไม่มีใครแต่งแต้มให้มันงดงาม

แต่แล้ววันหนึ่ง มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากออสเตรเลีย เล่าว่าเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น บางสิ่งกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล และนับแต่นั้นเป็นต้นมา ท้องฟ้าและผืนป่าก็ไม่เคยเหมือนเดิมอีกเลย… กับนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องนกได้สีขนมาได้อย่างไร?

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องนกได้สีขนมาได้อย่างไร

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องนกได้สีขนมาอย่างไร?

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในช่วงเวลาที่โลกยังคงเปลี่ยนแปลง นกทุกตัวมีสีเดียวกันทั้งหมด ไม่ว่าพวกมันจะเป็นนกแก้ว นกกางเขน หรือนกอินทรี ขนของพวกมันล้วนเป็นสีเทาหม่น ไร้ความโดดเด่น ไร้เอกลักษณ์

พวกมันใช้ชีวิตอย่างสงบสุข บินไปตามท้องฟ้า หยุดพักบนต้นไม้ และหาอาหารในป่าอันอุดมสมบูรณ์ ท้องฟ้าในดินแดนอันกว้างใหญ่ของออสเตรเลียเต็มไปด้วยฝูงนกที่หน้าตาเหมือนกันหมด ไม่มีใครแตกต่าง ไม่มีใครเป็นที่จดจำ

แต่แล้ว วันหนึ่ง เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น…

ในวันที่อากาศแจ่มใส นกแก้วตัวหนึ่งกำลังหาอาหารอยู่บนพื้นดิน มันกระโดดไปมาระหว่างก้อนหินและพุ่มไม้ แต่เผลอไปเหยียบหนามแหลมเข้าเต็มแรง!

“โอ๊ย!” นกแก้วร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด มันพยายามกระพือปีกและกระโดดหนี แต่ยิ่งขยับ เลือดก็ยิ่งไหลออกจากแผล

เสียงร้องของนกแก้วดังไปทั่วป่า นกตัวอื่น ๆ รีบบินเข้ามาดูว่าเกิดอะไรขึ้น พวกมันมองดูเพื่อนของตนด้วยความตกใจ ขณะที่เลือดสีแดงสดค่อย ๆ ไหลซึมออกจากบาดแผล และหยดลงบนพื้นดิน

แต่นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด…

เมื่อนกแก้วพยายามดิ้นรน เลือดของมันกระเซ็นไปทั่ว บางหยดกระเด็นไปโดน ปีกของนกตัวอื่น ๆ บางหยดตกลงบนหาง บางหยดพุ่งไปแต้มบนขนนกที่เคยเป็นสีเทาหม่น

และแล้ว สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น…

ขนนกที่เปื้อนเลือด เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงสดใส นกบางตัวที่อยู่ใกล้พุ่มไม้ มีสีเขียวจากละอองหญ้าที่เปียกด้วยเลือดของนกแก้ว บางตัวที่บินอยู่ท่ามกลางแสงแดด มีสีเหลืองและส้มเรืองรอง

เสียงฮือฮาดังขึ้นไปทั่ว นกทุกตัวต่างประหลาดใจเมื่อมองเห็นกันและกันเป็นครั้งแรก… ในสีสันที่ไม่เคยมีมาก่อน!

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องนกได้สีขนมาได้อย่างไร 2

เมื่อนกตัวอื่น ๆ มองเห็นกันและกัน พวกมันต่างประหลาดใจอย่างที่สุด เพราะขนที่เคยเป็นสีเทาหม่น ตอนนี้เต็มไปด้วยสีสันสดใส นกทุกตัวเริ่มกระพือปีกและจ้องมองกันเองด้วยความตื่นเต้น

“ดูข้าสิ! ข้ามีขนสีแดง!” นกตัวหนึ่งร้องขึ้น

“และข้าก็เป็นสีเขียว! เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” นกอีกตัวตะโกนด้วยความตกใจ

เมื่อแสงอาทิตย์ส่องกระทบขนนกที่เปลี่ยนสี พวกมันก็ยิ่งเปล่งประกายสวยงามขึ้นไปอีก นกที่อยู่ใกล้ดอกไม้ ได้รับละอองสีเหลืองและชมพูจากเกสรดอกไม้ นกที่วิ่งไปตามโคลนและหญ้า มีขนเป็นสีน้ำตาลและฟ้าเข้มจากดินและน้ำ

“นี่เป็นปาฏิหาริย์!” ฝูงนกส่งเสียงเจื้อยแจ้วไปทั่วป่า

แต่เมื่อพวกมันมองไปที่นกแก้วที่ได้รับบาดเจ็บ พวกมันก็รู้สึกขอบคุณที่สีสันเหล่านี้เกิดขึ้นจากมัน นกแก้วซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดสีสันแก่พวกมัน ตอนนี้กลายเป็นนกที่มีขนสวยงามที่สุดในหมู่พวก

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นกทุกตัวมีสีสันที่แตกต่างกัน บางตัวมีขนสีรุ้ง บางตัวมีลวดลายที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ไม่มีนกตัวใดเหมือนกันอีกต่อไป

นกแก้ว ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นนกที่มีสีสันสวยงามที่สุด ขนของมันเต็มไปด้วยเฉดสีสดใสที่สะท้อนความงดงามของป่า มันเป็นนกที่ได้รับการยกย่องจากนกตัวอื่น ๆ และเป็นสัญลักษณ์ของความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่

ชาวอะบอริจินเล่าขานตำนานนี้มาจากรุ่นสู่รุ่น พวกเขาเชื่อว่าสีสันของนกแต่ละตัวเป็นของขวัญจากธรรมชาติ ที่ทำให้โลกนี้ไม่จืดชืดอีกต่อไป

และตั้งแต่นั้นมา… ป่าก็เต็มไปด้วยสีสันของนกที่สวยงามทุกชนิด ดั่งผลงานศิลปะที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นเอง

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องนกได้สีขนมาได้อย่างไร 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ความแตกต่างคือสิ่งที่ทำให้โลกสวยงาม” แต่เดิมนกทุกตัวเหมือนกัน ไม่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่เมื่อพวกมันได้รับสีสัน พวกมันจึงได้ค้นพบความงามและความพิเศษของกันและกัน

“บางครั้ง ความเปลี่ยนแปลงอาจมาจากสิ่งที่ไม่คาดคิด” นกแก้วที่ได้รับบาดเจ็บกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แม้ความเจ็บปวดจะดูเป็นสิ่งเลวร้าย แต่มันอาจนำมาซึ่งสิ่งใหม่ที่งดงามกว่าที่เคยเป็น

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องนกได้สีขนมาได้อย่างไร? (อังกฤษ: How the Birds Got Their Colors) นิทานเรื่องนี้เป็นหนึ่งใน Dreamtime Stories หรือเรื่องเล่าจากยุคแห่งความฝัน ของชาวอะบอริจินออสเตรเลีย ซึ่งเป็นเรื่องเล่าปรัมปราที่อธิบายถึงกำเนิดของโลก ธรรมชาติ และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ตามความเชื่อดั้งเดิมของพวกเขา

ชาวอะบอริจินเชื่อว่าทุกสิ่งในธรรมชาติล้วนมีจิตวิญญาณและมีเรื่องราวที่ก่อให้เกิดสิ่งต่าง ๆ บนโลก นิทานเรื่องนี้ถูกเล่าขานเพื่ออธิบายเหตุผลที่นกแต่ละชนิดมีสีสันที่แตกต่างกัน โดยสื่อถึงพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและความงดงามของความหลากหลาย

เรื่องราวของนกแก้วที่ได้รับบาดเจ็บและทำให้ขนนกทุกตัวเปลี่ยนสี เป็นสัญลักษณ์ของการค้นพบความงามผ่านความทุกข์ยาก และการยอมรับในเอกลักษณ์ของกันและกัน นี่เป็นบทเรียนสำคัญในวัฒนธรรมอะบอริจิน ที่เน้นถึงการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติและการให้ความสำคัญกับความหลากหลายของสรรพสิ่งในโลกใบนี้

“ความเจ็บปวดอาจเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่งดงามที่สุดในชีวิต”

นิทานพื้นบ้านซามัวเรื่องหญิงงามซีนากับปลาไหลวิเศษ

ณ หมู่เกาะอันอุดมสมบูรณ์กลางมหาสมุทรแปซิฟิก ท้องฟ้าสะท้อนเงาน้ำใสราวกระจก สายลมพัดผ่านแนวต้นมะพร้าวที่ยืนตระหง่านเหนือผืนทรายสีทอง ที่นี่คือดินแดนที่ผู้คนใช้ชีวิตเรียบง่าย ดำรงอยู่ร่วมกับธรรมชาติและวิญญาณที่พวกเขาเคารพ

ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีเรื่องเล่าขานตำนานนิทานพื้นบ้านสากลจากเกาะซามัว ถึงหญิงสาวผู้เลอโฉมเป็นที่กล่าวขานไปทั่ว ความงามของนางราวต้องมนต์สะกด แต่ในโลกที่เงียบสงบนี้ มีบางสิ่งกำลังเฝ้ามอง และโชคชะตาของนางกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล… กับนิทานพื้นบ้านซามัวเรื่องหญิงงามซีนากับปลาไหลวิเศษ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านซามัวเรื่องหญิงงามซีนากับปลาไหลวิเศษ

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านซามัวเรื่องหญิงงามซีนากับปลาไหลวิเศษ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่เกาะซามัว มีหญิงสาวผู้เลอโฉมชื่อซีนา (Sina ซินาเป็นชื่อตัวละครหญิงในตำนานโพลีนีเซียน คำว่าซินายังหมายถึง “ผิวขาว” หรือผมสีเงิน) นางเป็นที่เลื่องลือไปทั่วหมู่บ้านในเรื่องความงามที่เปรียบดั่งแสงจันทร์ และเรือนผมสีเงินขลับที่ส่องประกายราวสายน้ำในยามราตรี นางเป็นที่รักของทุกผู้คน แต่ก็เป็นที่อิจฉาของบางสิ่งที่ไม่ได้มาจากโลกของมนุษย์

วันหนึ่ง ซีนาได้รับปลาไหลตัวหนึ่งเป็นของขวัญจากผู้ไม่ปรากฏนาม ปลาไหลตัวนี้ดูสง่างามกว่าปลาไหลทั่วไป มีเกล็ดเป็นประกายเรืองรอง และดวงตาที่ฉลาดล้ำราวกับมีจิตวิญญาณซ่อนอยู่

ซีนาตั้งบ่อเลี้ยงมันไว้ใกล้บ้าน นางให้มันกินอาหารทุกวัน คอยพูดคุยกับมันราวกับมันเป็นเพื่อนสนิทตัวหนึ่ง วันเวลาผ่านไป ปลาไหลเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ แต่แทนที่จะเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงธรรมดา มันกลับเริ่มจ้องมองซีนาด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง ราวกับต้องการจะสื่อบางสิ่ง

ไม่นานนัก ซีนาเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ ปลาไหลเริ่มเคลื่อนไหวตามเธอไปทุกที่ มันไม่ใช่เพียงสัตว์ที่ถูกเลี้ยงไว้อีกต่อไป แต่ราวกับมันมีชีวิตจิตใจ และมีความรู้สึกบางอย่างต่อเธอ

วันหนึ่ง ในยามเช้า ซีนาสังเกตเห็นเงาของบางสิ่งที่แปลกไป นางมองลงไปในบ่อปลาไหล และพบว่ามันไม่ได้มีเพียงสายตาของสัตว์อีกต่อไป แต่เป็นดวงตาของบางสิ่งที่รักและปรารถนานางอย่างลึกซึ้ง

ความกลัวแล่นไปทั่วร่าง ซีนาตระหนักได้ว่าปลาไหลตัวนี้ ไม่ได้เป็นเพียงสัตว์ธรรมดา แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีพลังเหนือธรรมชาติ นางรู้สึกอึดอัดและหวาดหวั่นจนไม่อาจอยู่ที่เดิมได้อีก

นางจึงตัดสินใจหนีไปยังหมู่บ้านอื่น เพื่อให้ไกลจากสายตาที่คอยติดตามนางทุกฝีก้าว แต่เมื่อไปถึงที่ใหม่ ปลาไหลก็ตามนางไป ไม่ว่านางจะไปที่ใด มันจะปรากฏตัวอยู่ในแหล่งน้ำของหมู่บ้านนั้นเสมอ

ชาวบ้านเริ่มสังเกตเห็นและเริ่มซุบซิบกัน บางคนเชื่อว่ามันเป็นวิญญาณของเทพเจ้า บางคนกล่าวว่าเป็นคำสาปจากสิ่งที่มองไม่เห็น และบางคนเตือนซีนาว่านางกำลังถูกบางสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ตามติด

ความหวาดกลัวของซีนาเพิ่มขึ้นทุกวัน เธอตัดสินใจเดินทางไปยังเกาะที่ไกลที่สุด หวังว่าจะหนีให้พ้นจากเงาของปลาไหลที่ตามเธอไปทุกที่

แต่เธอไม่รู้เลยว่า ปลายทางของเธออาจเป็นจุดจบของเรื่องราวนี้…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านซามัวเรื่องหญิงงามซีนากับปลาไหลวิเศษ 2

ซีนาเดินทางไปยังเกาะที่ไกลที่สุด หลบซ่อนตัวในหมู่บ้านที่ไม่มีใครรู้จัก หวังว่าเงาของปลาไหลจะหายไปจากชีวิตของนาง แต่เมื่อเธอก้มลงดื่มน้ำจากลำธาร เงาของปลาไหลก็สะท้อนอยู่ในนั้น มันยังคงอยู่ ยังคงเฝ้ามอง ยังไม่จากไป

แต่คราวนี้มันไม่ใช่เงาของสิ่งที่น่ากลัวอีกต่อไป ปลาไหลดูอ่อนแรงและเหนื่อยล้า มันไม่ได้พยายามติดตามเธออีกแล้ว มันกำลังจะตาย

ในที่สุด ปลาไหลโผล่ขึ้นมาจากน้ำเป็นครั้งสุดท้าย ดวงตาของมันไม่ใช่ดวงตาของนักล่าหรือผู้ครอบครองอีกต่อไป มันเต็มไปด้วยความโศกเศร้า และความรักที่ไม่มีวันเป็นจริง

“ซีนา เจ้าเกลียดข้านักหรือ?” เสียงของมันแผ่วเบา

ซีนาตอบ “เจ้าจ้องมองข้าด้วยดวงตาเหมือนปีศาจ!” สายตาของนางสะท้อนความรู้สึกที่ซับซ้อน ความหวาดกลัว ความเห็นใจ และบางสิ่งที่นางเองก็ไม่อาจเข้าใจ

“ข้ารู้ดีว่าข้าไม่อาจอยู่กับเจ้าในร่างนี้ได้อีกแล้ว… แต่ข้ายังอยากอยู่เคียงข้างเจ้า”

ปลาไหลเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยคำขอสุดท้าย

“เมื่อข้าตาย โปรดนำศีรษะของข้าฝังไว้ในดิน และดูแลมัน… ข้าจะกลับมาในรูปแบบใหม่”

ซีนามองมัน เธอไม่รู้ว่าคำขอนี้หมายถึงอะไร แต่นางรู้สึกได้ถึงความจริงใจของมัน

สุดท้าย ปลาไหลหลับตาลงมันจากไปอย่างสงบ

ซีนาทำตามคำขอของปลาไหล นางฝังศีรษะของมันไว้ในดิน ใต้เงาของพระจันทร์

ไม่นานหลังจากนั้น บางสิ่งก็เติบโตขึ้นจากจุดที่มันถูกฝัง หน่ออ่อนเล็ก ๆ โผล่ขึ้นจากพื้นดิน มันคือสิ่งที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน

ต้นไม้นั้นค่อย ๆ เติบโต สูงขึ้น แข็งแกร่งขึ้น ก้านใบของมันแกว่งไหวไปตามสายลมราวกับเกล็ดของปลาไหลกำลังพลิ้วไหวในน้ำ และเมื่อผลของมันเริ่มออกมา ผู้คนสังเกตเห็นบางสิ่งที่ทำให้พวกเขาขนลุก

บนเปลือกของลูกมะพร้าว มีรอยคล้ายใบหน้าของปลาไหล

เมื่อพวกเขาเจาะลูกมะพร้าว น้ำที่อยู่ข้างในใสสะอาดราวกับสายน้ำที่ปลาไหลเคยอาศัยอยู่ และเมื่อดื่มมัน พวกเขาก็รู้สึกได้ถึงชีวิตที่ถูกส่งต่อมา

ซีนามองต้นไม้ต้นนั้น นางรู้ว่าเขายังอยู่… ไม่ใช่ในร่างของปลาไหลอีกต่อไป แต่ในร่างของต้นมะพร้าว

ตั้งแต่นั้นมาชาวซามัวเชื่อว่าต้นมะพร้าวเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มันไม่เพียงมอบอาหารและน้ำให้กับผู้คน แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งชีวิต และเป็นตัวแทนของปลาไหลผู้เฝ้าดูแลซีนาตลอดกาล

แต่ทุกครั้งที่ซีนามองดูผลมะพร้าว เธอก็อดไม่ได้ที่จะเห็นใบหน้าของใครบางคนอยู่ในนั้น… ใบหน้าของสิ่งที่เคยรักนาง แม้นางจะไม่เคยรักมันกลับก็ตาม

เมื่อผู้คนปอกเปลือกมะพร้าวออกจะเห็นรอยกลมสามจุดที่ดูคล้ายใบหน้าของปลาไหล มีสองจุดคล้ายดวงตา และอีกจุดหนึ่งคล้ายปาก เมื่อผู้คนเจาะรูที่เปลือกเพื่อดื่มน้ำมะพร้าวก็เปรียบเสมือนว่าซีนากำลังจุมพิตปลาไหลอยู่เสมอ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านซามัวเรื่องหญิงงามซีนากับปลาไหลวิเศษ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “บางสิ่งจากไป แต่ไม่ได้หายไปตลอดกาล” ทุกการสูญเสียอาจนำมาซึ่งการเริ่มต้นใหม่ สิ่งที่เรารักอาจไม่อยู่ในรูปแบบเดิม แต่ยังคงอยู่รอบตัวเราเสมอ ดั่งปลาไหลที่แม้สิ้นใจ แต่มะพร้าวก็ถือกำเนิดขึ้นแทนที่ เป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนไปชั่วกาล “ความผูกพันที่แท้จริงไม่อาจถูกลบเลือน แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนไป”

ที่มาที่ไปของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านซามัวเรื่องหญิงงามซีนากับปลาไหลวิเศษ (อังกฤษ: Sina and the Eel) เป็นเรื่องเล่าพื้นบ้านที่แพร่หลายในหมู่เกาะซามัว (Samoa) และวัฒนธรรมโพลินีเซีย (Polynesia) โดยเฉพาะในตองกา หมู่เกาะคุก ฮาวาย และฟิจิ เป็นนิทานที่สะท้อนถึงความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับ ความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และจิตวิญญาณ

เรื่องเล่านี้มีหลากหลายเวอร์ชัน แต่เนื้อหาหลักคือเรื่องของซีนา หญิงสาวผู้งดงาม และปลาไหลลึกลับ (Tuna the Eel) ที่มีพลังเหนือธรรมชาติ ตำนานนี้ถูกใช้เพื่ออธิบายที่มาของต้นมะพร้าว ซึ่งเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์และจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของชาวโพลินีเซีย

ในประเทศซามัวบ่อน้ำพุจืด Mata o le Alelo ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ Matavai, Safune มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับตำนาน “ซีนาและปลาไหล” บ่อน้ำแห่งนี้ได้รับการตั้งชื่อตามคำพูดของซีนาที่กล่าวกับปลาไหลในตำนาน และเปิดให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสกับสถานที่ที่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าขานนี้

ต้นมะพร้าวเป็นพืชที่หล่อเลี้ยงผู้คนมาหลายชั่วอายุ มอบทั้งอาหาร น้ำ เครื่องใช้ และที่พักอาศัย เปรียบเสมือนของขวัญจากปลาไหลที่ยังคงอยู่แม้มันจะจากไปแล้ว นิทานเรื่องนี้จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของชาวซามัวและหมู่เกาะแปซิฟิก ที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน และยังมีนิทานที่คล้ายกันของไมโครนีเซียเกี่ยวกับต้นมะพร้าวคือ The First Coconut Tree ตำนานต้นมะพร้าวต้นแรก

“บางสิ่งที่เราไม่ต้องการ อาจเป็นสิ่งที่ผูกพันกับเราตลอดไป แม้ในรูปแบบที่เราไม่เคยคาดคิด”

นิทานพื้นบ้านวานูอาตูเรื่องสงครามต้นมะพร้าว

สายลมแห่งมหาสมุทรแปซิฟิกพัดผ่านยอดมะพร้าวที่เอนไหวใต้ท้องฟ้าสีคราม มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากล ณ เกาะ วานูอาตู ว่าบนเกาะที่อุดมสมบูรณ์แห่งนี้ ผู้คนดำรงชีวิตด้วยสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้ มะพร้าวเป็นมากกว่าผลไม้ มันคือรากฐานของวิถีชีวิต คืออาหาร ที่พัก และเป็นสายใยที่เชื่อมโยงพวกเขากับแผ่นดิน

แต่เมื่อเรือจากแดนไกลเข้ามาจอดทอดสมอ ผืนดินที่เคยเงียบสงบกลับต้องสั่นคลอน เสียงของมหาอำนาจต่างชาติเริ่มก้องกังวานบนเกาะ พร้อมกับคำสั่งใหม่ที่ไม่ได้มาจากเจ้าของแผ่นดิน ความขัดแย้งปะทุขึ้น และสิ่งที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของชีวิต กำลังจะกลายเป็นอาวุธแห่งการต่อต้าน… กับนิทานพื้นบ้านวานูอาตูเรื่องสงครามต้นมะพร้าว

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านวานูอาตูเรื่องสงครามต้นมะพร้าว

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านวานูอาตูเรื่องสงครามต้นมะพร้าว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว บนเกาะที่เขียวชอุ่มกลางมหาสมุทรแปซิฟิกชาววานูอาตูใช้ชีวิตเรียบง่ายท่ามกลางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ พวกเขามีมะพร้าวเป็นของขวัญจากดินแดนใช้เป็นอาหาร เครื่องดื่ม ยารักษาโรค และสร้างบ้านจากใบและลำต้น

แต่วันหนึ่ง เรือรบของสองมหาอำนาจจากแดนไกล อังกฤษและฝรั่งเศส แล่นเข้ามาจอดที่ชายฝั่ง พวกเขาประกาศว่าตั้งแต่บัดนี้ เกาะแห่งนี้จะถูกปกครองโดยทั้งสองประเทศร่วมกัน ภายใต้สิ่งที่เรียกว่า “คอนโดมิเนียม (Condominium Rule)”

แต่การปกครองร่วมกันไม่ได้หมายถึงความสงบสุข ตรงกันข้ามทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสต่างต้องการอำนาจเหนือกว่าอีกฝ่าย พวกเขาออกคำสั่งที่ขัดแย้งกันเองเก็บภาษีจากชาวบ้านโดยไม่มีระบบที่ชัดเจน และแย่งกันควบคุมทรัพยากรของเกาะ โดยเฉพาะต้นมะพร้าวอันเป็นหัวใจของผู้คน

ชาวบ้านต้องทนเห็นพวกต่างชาติตัดต้นมะพร้าวของพวกเขา ขโมยน้ำมันจากผลมะพร้าว และห้ามมิให้พวกเขาเก็บเกี่ยวผลไม้จากต้นไม้ของตนเอง

“นี่คือดินแดนของเรา มะพร้าวคือชีวิตของเรา พวกเขาไม่มีสิทธิ์มาแย่งมันไป!” ผู้นำของชาวบ้านกล่าวอย่างโกรธแค้น

เสียงกระซิบแห่งความไม่พอใจแพร่กระจายไปทั่ว ผู้คนเริ่มรวมตัวกัน วางแผนที่จะยืนหยัดเพื่อดินแดนของพวกเขา

คืนหนึ่งใต้แสงจันทร์ผู้นำเผ่าและนักรบพื้นเมืองประชุมกันรอบกองไฟ ทุกคนรู้ดีว่าหากต้องต่อสู้กับทหารต่างชาติที่มีปืนและดาบ พวกเขาย่อมเสียเปรียบอย่างมหาศาล แต่พวกเขาก็รู้เช่นกันว่าแผ่นดินนี้เป็นของพวกเขา และไม่มีใครสามารถพรากมันไปได้

ไม่มีดาบ ไม่มีปืน แต่พวกเขามีมะพร้าว

ชาวบ้านเริ่มวางแผนป้องกันหมู่บ้านโดยใช้สิ่งที่มีอยู่ ต้นมะพร้าวถูกโค่นลง เพื่อนำลำต้นมาก่อกำแพงสูงรอบชายฝั่ง ปิดเส้นทางไม่ให้ทหารต่างชาติเข้าถึงพื้นที่สำคัญ เปลือกมะพร้าวและใบมะพร้าวถูกนำมาใช้เสริมแนวป้องกัน ซ่อนหลุมพรางใต้ผืนทราย และสร้างสิ่งกีดขวางรอบแนวป้อมปราการ

ในมือของชาวบ้านมะพร้าวกลายเป็นมากกว่าผลไม้ธรรมดา ผลมะพร้าวสุกถูกนำมาทุบให้แตก และนำน้ำมันออกมาเพื่อใช้จุดไฟเผาแนวรุกของศัตรู มะพร้าวแห้งถูกใช้เป็นของแข็งขว้างใส่ทหารจากบนต้นไม้และหน้าผาสูง ด้านในของลูกมะพร้าวที่ถูกคว้านออกถูกเติมด้วยทรายและหิน ทำให้มันหนักขึ้น และใช้แทนก้อนอิฐในการโจมตี

เมื่อกองกำลังของอังกฤษและฝรั่งเศสเคลื่อนทัพเข้ามาพวกเขามั่นใจว่าชาวบ้านจะยอมจำนนโดยไม่มีทางต่อสู้ แต่กลับพบว่าถนนทุกสายถูกปิดกั้น กำแพงต้นมะพร้าวสูงตระหง่าน และเงาของนักรบพื้นเมืองรออยู่เบื้องหลัง

“เราจะไม่ให้พวกเจ้ามาแย่งสิ่งที่เป็นของเรา!” เสียงตะโกนกึกก้องก่อนที่มะพร้าวก้อนแรกจะถูกขว้างออกไป… และศึกแห่งมะพร้าวก็เริ่มต้นขึ้น

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านวานูอาตูเรื่องสงครามต้นมะพร้าว 2

ท่ามกลางเสียงคลื่นซัดสาด ชาววานูอาตูยืนหยัดอยู่หลังแนวกำแพงมะพร้าวของพวกเขา อาวุธของพวกเขาคือสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้ ขณะที่ศัตรูมีทั้งปืนใหญ่ ปืนไรเฟิล และดาบปลายปืน

เมื่อกองกำลังของอังกฤษและฝรั่งเศสบุกเข้ามา มะพร้าวก้อนแล้วก้อนเล่าถูกขว้างออกไปจากแนวป้องกัน มันกระแทกใส่หมวกเหล็กของทหาร ทำให้บางนายเซไป แต่ไม่สามารถทะลุทะลวงเกราะของพวกเขาได้

เสียงปืนดังขึ้น กำแพงต้นมะพร้าวถูกกระสุนเจาะทะลุราวกับกระดาษบาง ใบมะพร้าวที่ใช้พรางตัวถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน ทหารยุโรปที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี เคลื่อนตัวเป็นระเบียบแบบแผน พวกเขา รุกคืบอย่างไม่มีทีท่าจะหยุด

ชาวบ้านต่อสู้ด้วยหัวใจ แต่พวกเขาไม่มีทางชนะอาวุธของพวกเขาเป็นเพียงสิ่งที่หาได้จากธรรมชาติ ขณะที่ผู้รุกรานมีทั้งวิทยาการ กำลังพล และอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่า

ศึกแห่งมะพร้าวดำเนินไปไม่กี่วันก่อนที่ชาวบ้านจะถูกบดขยี้จนต้องล่าถอย หมู่บ้านที่เคยมีชีวิตชีวาถูกเผาวอด กำแพงมะพร้าวพังทลาย ผู้ที่หลงเหลือต้องหลบซ่อนหรือยอมจำนนต่ออำนาจของผู้ปกครองจากแดนไกล

ชาวบ้านพ่ายแพ้ แต่วิญญาณของพวกเขาไม่เคยถูกทำลาย พวกเขายังเฝ้ามองดินแดนของตนเอง ถูกแบ่งแยกและปกครองด้วยความขัดแย้งของมหาอำนาจสองฝ่าย อังกฤษและฝรั่งเศสไม่เคยไว้ใจกัน ต่างฝ่ายต่างต้องการครอบครองเกาะอย่างสมบูรณ์

แต่กาลเวลาก็ไหลผ่าน

วันหนึ่ง มหาอำนาจที่เคยยิ่งใหญ่เหล่านั้นก็เริ่มอ่อนแรง สงครามในยุโรปทำให้พวกเขาสูญเสียทรัพยากร มหาอำนาจไม่อาจครองโลกได้ตลอดไป และดินแดนที่พวกเขาเคยเข้ายึดครองก็ถูกปล่อยคืนสู่เจ้าของที่แท้จริง

มหาอำนาจจากไป… ในที่สุดแล้วพวกเขาไม่เคยเอาอะไรไปได้เลย

สิ่งที่เหลืออยู่คือต้นมะพร้าวที่เติบโตขึ้นใหม่ แผ่นดินที่ฟื้นตัว และชาววานูอาตูที่แม้จะเคยล้มลง แต่ไม่เคยยอมแพ้

แม้พวกเขาไม่อาจเอาชนะปืนและดาบของผู้รุกราน แต่พวกเขามีสิ่งที่มหาอำนาจไม่เคยมี นั่นคือ “บ้านที่แท้จริง”

และเมื่อมหาอำนาจเดินจากไป พวกเขายังคงอยู่… ยังคงเป็นอิสระ และต้นมะพร้าวก็ยังคงยืนต้นดังเช่นวันแรกที่พวกเขาเกิดมา

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านวานูอาตูเรื่องสงครามต้นมะพร้าว 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ไม่มีอำนาจใดอยู่เหนือผู้คนได้ตลอดไป” ชาววานูอาตูไม่มีปืน ไม่มีกองทัพ ไม่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย พวกเขาไม่อาจเอาชนะมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าได้ แต่สุดท้ายแล้ว มหาอำนาจก็ล่มสลาย และจากไปอยู่ดี

“สิ่งที่ถูกยึดครองอาจเป็นแผ่นดิน แต่หัวใจของผู้คนไม่มีใครพรากไปได้” แม้จะพ่ายแพ้ แม้หมู่บ้านถูกเผา และแม้กำแพงมะพร้าวถูกทำลาย ชาววานูอาตูยังคงเป็นเจ้าของดินแดนของพวกเขาเสมอ อาณานิคมเป็นเพียงภาพลวงตาของอำนาจ สุดท้ายผู้ที่อยู่รอดคือผู้ที่ยืนหยัดบนผืนดินของตนเอง

“ความรุ่งโรจน์ที่ถูกสร้างจากการกดขี่ ย่อมพังทลายลงโดยกาลเวลา” สุดท้ายแล้วผู้ที่คิดว่าตนยิ่งใหญ่ ก็จากไปโดยไม่ได้เหลืออะไรไว้เลย แต่วานูอาตูยังคงยืนหยัด ต้นมะพร้าวยังเติบโต และผู้คนยังคงใช้ชีวิตบนดินแดนของพวกเขาเสมอ

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านวานูอาตูเรื่องสงครามต้นมะพร้าว (อังกฤษ: The Coconut War) นิทานเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริงในวานูอาตู (Vanuatu) ดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยถูกปกครองโดยสองมหาอำนาจยุโรปอังกฤษและฝรั่งเศส ภายใต้ระบบ Condominium Rule หรือ “การปกครองร่วมกัน” ซึ่งดำเนินอยู่เป็นเวลากว่าหนึ่งศตวรรษ (1906–1980)

แทนที่การปกครองร่วมจะนำมาซึ่งความสงบสุข มันกลับกลายเป็นความวุ่นวาย เพราะอังกฤษและฝรั่งเศสมีระบบกฎหมาย ภาษา และแนวคิดที่แตกต่างกัน พวกเขาต่างต้องการอำนาจเหนือเกาะแห่งนี้ และแข่งขันกันเพื่อควบคุมทรัพยากรของวานูอาตู โดยเฉพาะมะพร้าว ซึ่งเป็นพืชสำคัญของชาวพื้นเมือง

“The Coconut War” เป็นชื่อที่ถูกใช้เรียกเหตุการณ์ในปี 1980 เมื่อกลุ่มแบ่งแยกดินแดนพื้นเมืองต้องการแยกตัวออกจากรัฐบาลกลางที่ได้รับการสนับสนุนจากมหาอำนาจ ชาวบ้านบางส่วนลุกขึ้นต่อต้านผู้ปกครองยุโรป พวกเขาใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ เช่น มะพร้าว สร้างกำแพงและอาวุธป้องกันตัว แม้สุดท้ายพวกเขาจะไม่อาจเอาชนะอาวุธและกำลังของอังกฤษและฝรั่งเศสได้ แต่ไม่นานหลังจากนั้น วานูอาตูก็ได้รับเอกราช และมหาอำนาจต้องถอนตัวไป

นิทานเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่ามหาอำนาจอาจแข็งแกร่งเพียงใด แต่พวกเขาไม่สามารถอยู่เหนือดินแดนที่พวกเขาแย่งชิงได้ตลอดไป

“สูงสุดย่อมล่มสลาย ผู้ที่เคยกดขี่จากไป แต่ผู้ที่อยู่คือเจ้าของที่แท้จริง”

นิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องกบยักษ์ทิดดาหลิก

ดวงอาทิตย์แห่งออสเตรเลียแผดเผาผืนดิน ทอดเงาลงบนแม่น้ำใสสะอาดที่หล่อเลี้ยงสัตว์ทุกตัวในป่า สรรพชีวิตดำรงอยู่ด้วยสมดุลของธรรมชาติ น้ำหลั่งไหลตามฤดูกาล ไม่มีผู้ใดครอบครองมันไว้เพียงผู้เดียว

แต่แล้ว ในเช้าวันหนึ่งกลับมีตำนานนิทานพื้นบ้านสากล ณ ดินแดนออสเตรเลีย เล่าขานถึงสายน้ำกลับเหือดแห้งโดยไม่มีใครคาดคิด ดินแตกระแหง หญ้าเหี่ยวเฉา และสัตว์ทั้งหลายเริ่มกระวนกระวาย ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะดวงอาทิตย์ ไม่ใช่เพราะฤดูกาล แต่เพราะความกระหายของเพียงหนึ่งเดียว… กับนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องกบยักษ์ทิดดาหลิก

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องกบยักษ์ทิดดาหลิก

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องกบยักษ์ทิดดาหลิก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ดินแดนอันกว้างใหญ่ของออสเตรเลีย แม่น้ำ ลำธาร และบ่อน้ำเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ สัตว์ทุกตัวอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ดื่มกินจากสายน้ำที่หล่อเลี้ยงแผ่นดิน

แต่เช้าวันหนึ่งกบยักษย์ทิดดาหลิก (Tiddalik) กบตัวใหญ่ที่สุดในดินแดน ตื่นขึ้นมาด้วยความกระหายอย่างรุนแรง กระหายจนไม่อาจทนได้ “ข้าต้องดื่มน้ำ… ข้าต้องดื่มมากกว่านี้!”

ทิดดาหลิกก้าวเข้าไปในลำธาร อ้าปากกว้างและกลืนกินสายน้ำเข้าไปจนลำธารแห้งเหือด แต่ยังไม่พอ มันกลิ้งตัวไปที่บึงน้ำแล้วดูดกลืนน้ำทั้งหมด จนพื้นดินแตกระแหง

สายน้ำไหลเข้าสู่ปากของมันไม่หยุด ราวกับว่ามันไม่มีที่สิ้นสุด

ในเวลาไม่นาน แม่น้ำทั้งสายก็เหือดแห้งไป เหลือเพียงร่องน้ำที่แตกระแหงภายใต้ดวงอาทิตย์ร้อนแรง สัตว์ทุกตัวเริ่มเดือดร้อน พวกมันออกเดินทางไกลเพื่อหาน้ำดื่ม แต่ไม่ว่าที่ใด น้ำก็หายไปหมด

“เกิดอะไรขึ้นกับสายน้ำของเรา?” นกคูกาบาร์ราร้องถาม

“ใครเป็นคนขโมยน้ำของเรา?” ตัวกินมดพึมพำ

เมื่อพวกมันตามรอยความแห้งแล้งไป ก็พบว่าผู้กระทำผิดคือทิดดาหลิก… กบที่พุงป่องแน่นไปด้วยน้ำของทั้งป่า

สรรพสัตว์มองมันด้วยความตกตะลึง

“เราต้องเอาน้ำกลับคืนมา!” วอมแบตประกาศ

สัตว์ทั้งหมดประชุมกัน พวกมันรู้ว่ากบตัวใหญ่ได้กักเก็บน้ำไว้ในท้องของมันเอง และไม่มีทางปล่อยออกมาได้ง่าย ๆ

“เราจะทำอย่างไรดี?” ตัวกินมดถอนหายใจ

นกคูกาบาร์ราขยับปีก ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ตะโกนขึ้นมาอย่างตื่นเต้น “ข้ารู้แล้ว! เราต้องทำให้มันหัวเราะ!”

สัตว์ทั้งหลายพยักหน้าตามกัน หากทิดดาลิกหัวเราะ มันอาจเผลอปล่อยน้ำทั้งหมดออกมา

“ข้าเอง!” เอคิดนา (Echidna ตัวกินมดมีหนาม) กล่าวมันกลิ้งตัวลงมาจากก้อนหิน หมุนไปมาจนพุงของมันกระแทกกับพื้น

สัตว์บางตัวหลุดขำ แต่ทิดดาหลิกยังคงบึ้งตึง ไม่แม้แต่จะยิ้ม

“ข้าจะลองบ้าง!” คูกาบาร์ราส่งเสียงหัวเราะที่ดังที่สุดในชีวิตของมัน เสียงหัวเราะของมันก้องไปทั่วหุบเขา จนสัตว์อื่น ๆ ขำกลิ้งกันหมด

แต่ทิดดาหลิก ไม่แม้แต่จะขยับปาก

“ข้าจะลอง!” วอมแบตก้าวออกมา มันเต้นด้วยขาสั้น ๆ ของมัน หมุนตัวอย่างตลกขบขัน

สัตว์ทั้งหลายระเบิดเสียงหัวเราะ แต่ทิดดาลิก ยังคงนิ่งเงียบ

พวกมันเริ่มหมดหวัง… ถ้าทิดดาลิกไม่ยอมปล่อยน้ำออกมา โลกอาจต้องแห้งแล้งตลอดไป

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องกบยักษ์ทิดดาหลิก 2

เสียงหัวเราะเงียบลง สัตว์ทั้งหลายเริ่มท้อแท้ พวกมันพยายามทุกอย่างแล้ว แต่ทิดดาลิกยังคงแน่นิ่ง ดวงตาของมันเรียบเฉย ไม่แม้แต่จะกระตุกยิ้ม

“เราคงไม่มีวันได้สายน้ำคืนมาแล้ว…” วอมแบตถอนหายใจ บางตัวเริ่มคิดว่าต้องเดินทางไกลเพื่อหาน้ำที่ยังเหลืออยู่ แม้ว่าจะไม่มีใครรู้ว่าจะพบมันที่ใดก็ตาม

แต่แล้ว… เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น เสียงนกร้องเลียนแบบเสียงหัวเราะของคูกาบาร์รา “ข้าจะลองดู!”

สัตว์ทั้งหลายหันไปมอง Lyrebird (นกไลเออร์เบิร์ด) ก้าวออกมาอย่างมั่นใจ มันกระพือปีกแล้วเริ่มทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด…

มันล้อเลียนท่าทางของทุกตัวที่พยายามมาก่อนหน้า!

มันกลิ้งตัวเหมือนเอคิดนา แต่ดูกลมกลิ้งกว่าจนเกือบจะหลุดออกจากเนิน

มันหัวเราะแบบคูกาบาร์รา แต่เสียงของมันสูงปรี๊ดผิดจังหวะจนฟังดูตลก

มันเต้นแบบวอมแบต แต่ขยับแบบเก้ ๆ กัง ๆ เหมือนจะล้มลงทุกเมื่อ

สัตว์ทั้งป่าหัวเราะกันจนตัวสั่น แม้แต่สัตว์ที่ท้อแท้ไปแล้วก็ต้องยิ้มออกมา

ทิดดาหลิก มองนกตัวเล็ก ๆ ที่ทำท่าทางเงอะงะอยู่ตรงหน้า มันพยายามข่มความรู้สึกขำ แต่ท้องของมันที่แน่นอึดอัดไปด้วยน้ำกลับสั่นไหว

และแล้ว… เสียงหัวเราะแรกของมันก็ดังออกมา “ว๊าก ฮ่า ฮ่า ฮ่า ก๊าก!”

เมื่อเสียงหัวเราะของทิดดาหลิกขึ้น น้ำที่มันกักเก็บไว้พุ่งออกมาราวกับน้ำพุแตก

แม่น้ำที่เหือดแห้งกลับไหลแรงอีกครั้ง ลำธารเต็มเปี่ยม และบ่อน้ำกลับมาสะท้อนแสงแดดอย่างงดงาม สัตว์ทั้งหลายร้องตะโกนด้วยความดีใจ พวกมันวิ่งไปที่แหล่งน้ำเพื่อดื่มกินหลังจากต้องทนทุกข์จากความแห้งแล้งมายาวนาน

ทิดดาหลิกมองดูน้ำที่มันปล่อยออกมา หญ้ากลับมาเขียวขจี ป่ากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แต่มันไม่ได้รู้สึกเสียใจเลย… กลับกัน มันรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด

“ข้าเข้าใจแล้ว…” ทิดดาหลิกพึมพำ “การกักเก็บสิ่งดี ๆ ไว้กับตัวเอง ไม่ได้ทำให้ข้ามีความสุข… แต่การแบ่งปันต่างหาก ที่ทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์”

ตั้งแต่นั้นมา ทิดดาหลิกไม่เคยกลืนน้ำทั้งหมดไว้เพียงลำพังอีกเลย

สัตว์ทุกตัวในป่าจดจำเรื่องราวของมัน ตำนานของกบผู้ดื่มน้ำจนหมด และเรียนรู้ว่าความโลภไม่เคยนำมาซึ่งความสุข

และแม่น้ำแห่งออสเตรเลียก็ไหลผ่านแผ่นดินต่อไป ดั่งเสียงหัวเราะของธรรมชาติที่ไม่มีวันเหือดแห้งอีกเลย

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องกบยักษ์ทิดดาหลิก 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ความโลภไม่ได้ทำให้เจ้ามีความสุข แต่มันทำให้ทุกสิ่งรอบตัวแห้งแล้ง แม้แต่หัวใจของเจ้าเอง” ทิดดาหลิกดื่มน้ำทั้งหมดเพราะต้องการเติมเต็มความกระหายของตัวเอง แต่สุดท้ายกลับทำให้แผ่นดินแห้งแล้งและทุกชีวิตเดือดร้อน เมื่อมันเลือกแบ่งปันแทนที่จะกักเก็บ ความสมดุลก็กลับคืนมา

“สิ่งที่มีค่าที่สุด ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าครอบครองไว้คนเดียว แต่คือสิ่งที่เจ้ามอบให้แก่ผู้อื่น” น้ำที่ทิดดาลิกกักไว้ไม่ได้ทำให้มันอิ่มเอม แต่กลับทำให้มันแน่นอึดอัดและไร้ความสุข เมื่อมันหัวเราะและปล่อยน้ำออกมา มันจึงได้เข้าใจว่าการแบ่งปันนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง

“บางครั้ง วิธีแก้ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้มาจากพละกำลัง แต่มาจากปัญญาและเสียงหัวเราะ” สัตว์ทั้งหลายไม่ได้ใช้กำลังบังคับให้ทิดดาลิกคายน้ำออกมา แต่พวกมันใช้ไหวพริบและความคิดสร้างสรรค์ จนกระทั่งเสียงหัวเราะช่วยปลดปล่อยทุกอย่างให้กลับคืนสู่ธรรมชาติ

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องกบยักษ์ทิดดาหลิก (อังกฤษ: Tiddalik the Frog) เป็นหนึ่งในตำนานนิทานพื้นบ้านของชาวอะบอริจิน (Aboriginal) ในออสเตรเลีย ซึ่งถูกเล่าขานมาหลายชั่วอายุคน เพื่ออธิบายถึงภัยแล้งที่เกิดขึ้นในแผ่นดินออสเตรเลีย และเพื่อสอนเรื่อง ผลของความโลภ และความสำคัญของความสมดุลในธรรมชาติ

ชาวอะบอริจินมีความเชื่อว่าธรรมชาติมีจิตวิญญาณ และการกระทำของสิ่งมีชีวิตส่งผลต่อสมดุลของโลก ตำนานของทิดดาลิกจึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าหากสิ่งใดเก็บทรัพยากรไว้เพียงลำพัง ย่อมนำมาซึ่งภัยพิบัติ และยังเป็นนิทานที่ช่วยอธิบายถึงวัฏจักรของฝนและความแห้งแล้งในออสเตรเลีย

ในวัฒนธรรมอะบอริจินกบเป็นสัญลักษณ์ของน้ำและฝน เชื่อกันว่าเมื่อกบพองตัว หมายถึงฝนกำลังจะมา และเมื่อมันปล่อยน้ำออกมาก็คือช่วงเวลาที่แม่น้ำลำธารจะเต็มเปี่ยมอีกครั้ง ตำนานของทิดดาลิกจึงไม่ใช่เพียงแค่นิทานสอนใจ แต่ยังเป็นเรื่องราวที่สะท้อนความเข้าใจของชนเผ่าต่อธรรมชาติและสภาพแวดล้อมรอบตัวพวกเขา

นอกจากนี้แนวคิดของการใช้ปัญญาแทนพละกำลังในการแก้ปัญหา ก็เป็นหนึ่งในข้อคิดสำคัญของตำนานเรื่องนี้สัตว์ไม่ได้ใช้ความรุนแรงเพื่อบังคับให้ทิดดาลิกคืนสายน้ำ แต่พวกมันเลือกใช้เสียงหัวเราะและไหวพริบแทน

ด้วยเหตุนี้ ตำนานของทิดดาลิกจึงกลายเป็นนิทานที่มีความหมายลึกซึ้ง ทั้งในเรื่องของธรรมชาติ มิตรภาพ ความสามัคคี และผลของความโลภ ซึ่งยังคงถูกเล่าขานมาจนถึงปัจจุบัน

“ความโลภทำให้เจ้ากักเก็บทุกสิ่งไว้ แต่สุดท้ายมันจะทำให้เจ้าว่างเปล่ากว่าที่เคย”

นิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องนกกีวีสูญเสียปีกได้อย่างไร?

ในป่าอันอุดมสมบูรณ์มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากดินแดนอาโอเทียโรอา ดินแดนเมฆยาวสีขาว ต้นไม้สูงตระหง่านทอดเงาให้แก่เหล่านกที่โบยบินอยู่เหนือผืนดิน ทุกสิ่งดำเนินไปตามครรลองของธรรมชาติ จนกระทั่งภัยเงียบคืบคลานเข้ามาอย่างไม่รู้ตัว

เมื่อรากไม้ถูกกัดกิน ความสมดุลของป่าก็เริ่มสั่นคลอน และถึงเวลาที่ใครบางคนต้องตัดสินใจ… ระหว่างการรักษาสิ่งที่ตนเองรัก หรือเสียสละเพื่อปกป้องสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า กับนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องนกกีวีสูญเสียปีกได้อย่างไร?

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องนกกีวีสูญเสียปีกได้อย่างไร

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องนกกีวีสูญเสียปีกได้อย่างไร?

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ภายในป่าลึกของอาโอเทียโรอา (Aotearoa นิวซีแลนด์) ต้นไม้อันยิ่งใหญ่เริ่มล้มลงทีละต้น แมลงและหนอนนับไม่ถ้วนกัดกินรากของพวกมันจากใต้ดิน ทำให้ป่าอ่อนแอและใกล้ล่มสลาย

Tāne-mahuta (ตาเน-มาฮูตา) เทพแห่งป่าไม้และธรรมชาติ เดินผ่านป่าของตน มองดูต้นไม้ที่กำลังตายไปอย่างช้า ๆ ความเศร้าหมองสะท้อนในดวงตาของเทพผู้เป็นบิดาแห่งพงไพร

“หากไม่มีใครลงไปปกป้องรากไม้เหล่านี้ ป่าทั้งผืนจะต้องล่มสลาย”

เสียงของเขาก้องไปทั่วทิวไม้ นกทุกตัวที่อาศัยอยู่ในป่าต่างบินมาเข้าเฝ้า พวกมันส่งเสียงร้องระคนด้วยความสงสัย

“เหล่าลูกแห่งป่า ข้ามีเรื่องต้องขอจากเจ้า” ตาเน-มาฮูตาประกาศ “ป่ากำลังจะล่มสลาย แมลงและหนอนใต้ดินกัดกินรากของต้นไม้ ข้าต้องการนกตัวหนึ่ง ลงไปอยู่บนพื้นดิน กินพวกมัน และช่วยปกป้องป่าของเรา”

เหล่านกเริ่มหันมองกัน บางตัวกระพือปีก บางตัวส่งเสียงกระซิบกระซาบ การใช้ชีวิตบนพื้นดิน หมายความว่าพวกมันต้องละทิ้งท้องฟ้า ต้องละทิ้งอิสรภาพแห่งปีกของตน “ใครจะเป็นผู้เสียสละเพื่อป่า?”

ตาเน-มาฮูตาเดินเข้าไปหานกตัวแรก “Tūī (ทูอี)”

“เจ้าจะเป็นผู้ปกป้องต้นไม้หรือไม่?”

นกทูอีสั่นหัว “ข้าไม่กล้าหรอก ท่านเทพ” นกเอ่ย “พื้นป่านั้นมืดทึบ ข้ากลัวจะไม่มีวันได้เห็นแสงอาทิตย์อีก”*

เทพแห่งป่าพยักหน้าช้า ๆ แล้วหันไปหานกตัวต่อไป “Pūkeko (พูเกโกะ)”

“แล้วเจ้าล่ะ? เจ้าจะลงไปช่วยต้นไม้หรือไม่?”

นกพูเกโกะเดินถอยหลัง “ไม่ ข้าทำไม่ได้”* มันส่ายหัว “ดินบนพื้นป่าชื้นแฉะเกินไป ข้าไม่อยากให้เท้าของข้าเปื้อนโคลน”*

ตาเน-มาฮูตาขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นจึงหันไปหานกตัวถัดมา “Ruru (รูรู – นกฮูกเมารี)”

“แล้วเจ้าล่ะ? เจ้าจะลงไปช่วยป่าหรือไม่?”

นกฮูกรูรูขยับปีกแล้วถอนหายใจ “ข้าไม่สามารถทำได้ ข้าชอบนอนตอนกลางวัน ข้ากลัวว่าจะไม่สามารถใช้ชีวิตแบบที่ข้าคุ้นเคยได้อีก”

ตาเน-มาฮูตามองไปทั่วป่า ความเงียบโรยตัวลง ไม่มีนกตัวใดต้องการเสียสละ เขาเหลือเพียงความหวังสุดท้าย

เทพแห่งป่าหันไปมองนกตัวสุดท้าย… “Kiwi (กีวี)”

กีวีเงยหน้าขึ้นมองตาเน-มาฮูตา มันกระพือปีกเล็กน้อย รู้ดีว่าหากมันตอบรับคำขอนี้ มันจะไม่มีวันบินได้อีก

ท้องฟ้าเหนือยอดไม้ มันจะไม่มีวันได้สัมผัสมันอีกเลย

แต่แล้วมันก็เหลือบมองต้นไม้ เห็นรากที่ถูกกัดกิน เห็นใบที่เหี่ยวเฉา หากมันไม่ทำ ป่าจะตาย และเหล่านกทั้งหมดก็จะไม่มีบ้านอีกต่อไป “ข้าจะทำ ข้าจะลงไปช่วยต้นไม้”

ตาเน-มาฮูตาจ้องมองนกกีวีด้วยความเคารพ เขารู้ว่านี่คือการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

แต่มันจะต้องแลกกับบางสิ่งที่ไม่มีวันหวนคืนมา

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องนกกีวีสูญเสียปีกได้อย่างไร 2

ตาเน-มาฮูตามองลึกเข้าไปในดวงตาของกีวี เห็นทั้งความกลัวและความกล้าหาญปะปนกัน นกตัวเล็ก ๆ นี้รู้ดีว่าหากตอบตกลง มันจะต้องสูญเสียทุกสิ่งที่เคยเป็นมา

“เจ้ารู้ใช่ไหม ว่าหากเจ้าลงไปบนพื้น เจ้าจะไม่มีวันได้บินอีกต่อไป” เทพแห่งป่ากล่าว

“ข้ารู้” นกกีวีตอบ แม้เสียงของมันจะแผ่วเบา แต่ไม่มีความลังเล “แต่ข้าก็รู้ด้วยว่าหากไม่มีข้า ป่าจะต้องตาย และเมื่อนั้น ไม่มีนกตัวใดมีบ้านอีก”

ความเงียบปกคลุมทั่วทั้งป่า ก่อนที่เทพแห่งป่าจะกล่าวอย่างสง่างาม

“หากเจ้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะมอบร่างใหม่ให้เจ้า”

ทันใดนั้น ปีกของกีวีเริ่มเล็กลงเรื่อย ๆ จนมันไม่อาจกางออกได้อีก ดวงตาของมันปรับตัวให้คุ้นเคยกับความมืด ขาของมันแข็งแกร่งขึ้นจนสามารถวิ่งไปมาในพงไพร และปากของมันยาวขึ้นเพื่อขุดหาแมลงใต้ดิน

มันไม่ได้เป็นนกที่บินได้อีกต่อไป แต่กลายเป็นผู้พิทักษ์แห่งพื้นป่า ผู้ที่ไม่มีวันทอดทิ้งดินแดนนี้

“ข้าขอขอบใจเจ้า นกกีวี ตั้งแต่นี้ไป เจ้าจะเป็นที่รักของป่า และโลกจะจดจำเจ้าในฐานะผู้เสียสละ”

แต่ตาเน-มาฮูตายังไม่จบเพียงเท่านี้ เขาหันกลับไปหานกที่ปฏิเสธคำขอ

ตาเน-มาฮูตามองไปยังนกทูอี ท่ามกลางสายลมที่พัดผ่าน เทพกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น “เจ้ากลัวความมืดใช่หรือไม่? เช่นนั้น เจ้าจะถูกจารึกด้วยร่องรอยแห่งความขลาด”

ตั้งแต่นั้นมา ขนสีดำสนิทของนกทูอีถูกแต้มด้วยแถบขนสีขาวใต้คอ เป็นสัญลักษณ์ของความลังเลที่มันเคยมี

จากนั้น เขาหันไปหานกพูเกโกะที่ยังคงยืนตัวแข็ง เทพยิ้มเย็น “เจ้าไม่อยากให้เท้าเปื้อนโคลนหรือ? เช่นนั้น เจ้าจะต้องอาศัยอยู่ในที่ลุ่มตลอดไป”

พูเกโกะพยายามประท้วง แต่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงชะตากรรม ตั้งแต่นั้นมา มันต้องอาศัยอยู่ในหนองน้ำ ไม่อาจหนีจากโคลนได้อีก

สุดท้าย ตาเน-มาฮูตาหันไปหานกพีปีวารัวโรอา ดวงตาของเทพสงบนิ่ง “เจ้าหวงแหนรังของเจ้ามากเกินไป เช่นนั้น เจ้าจะไม่มีวันได้สร้างรังของตัวเองอีก”

พีปีวารัวโรอาส่งเสียงร้อง แต่มันไม่สามารถขอความเมตตาได้ ตั้งแต่นั้นมา มันต้องวางไข่ในรังของนกตัวอื่น และไม่สามารถดูแลลูกของมันเองได้

เมื่อทุกอย่างสิ้นสุดลง เทพแห่งป่าหันกลับไปหากีวีที่ยืนอยู่บนพื้น มันเงยหน้ามองยอดไม้ แม้มันจะสูญเสียปีก แต่ในแววตาของมันเต็มไปด้วยความภาคภูมิ

ตั้งแต่นั้นมา นกกีวีไม่เคยบินได้อีกเลย แต่มันกลายเป็นนกที่เป็นที่รักที่สุดของอาโอเทียโรอา

แม้ว่ามันจะไม่สามารถแตะต้องท้องฟ้าได้ แต่มันได้รับเกียรติสูงสุดจากผืนดินที่มันปกป้อง

และนี่คือตำนานของนกกีวี… ผู้ที่เสียปีกของตนเพื่อให้ป่ายังคงอยู่

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องนกกีวีสูญเสียปีกได้อย่างไร 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ผู้ที่กล้าเสียสละเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ย่อมได้รับเกียรติ แม้ต้องแลกมาด้วยบางสิ่งที่ไม่มีวันหวนคืน” นกกีวีเลือกเสียสละปีกของมันเพื่อปกป้องป่า แม้ต้องละทิ้งอิสรภาพในการบิน แต่มันกลับกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญและได้รับการยกย่องเหนือกว่านกที่ปฏิเสธ

“อำนาจที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ความแข็งแกร่ง แต่อยู่ที่หัวใจที่กล้าทำสิ่งที่ถูกต้อง” นกตัวอื่นปฏิเสธเพราะกลัวสูญเสียสิ่งที่มี แต่กีวีเลือกทำในสิ่งที่ยากที่สุด ไม่ใช่เพราะมันแข็งแกร่งที่สุด แต่เพราะมันเข้าใจว่าหน้าที่ที่มีค่าที่สุด ไม่ใช่สิ่งที่ให้เกียรติสูงสุด แต่คือสิ่งที่ต้องใช้หัวใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

“บางครั้ง การละทิ้งสิ่งที่รัก อาจทำให้เราเป็นที่รักยิ่งกว่าเดิม” แม้กีวีจะสูญเสียปีก แต่กลับกลายเป็นนกที่เป็นที่รักและได้รับเกียรติที่สุดในอาโอเทียโรอา การเสียสละของมันไม่ได้ทำให้มันด้อยค่า แต่มันกลับเป็นผู้ที่โลกไม่อาจลืมเลือนได้เลย

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องนกกีวีสูญเสียปีกได้อย่างไร? (อังกฤษ: How the Kiwi Lost Its Wings) ตำนานนี้เป็นเรื่องเล่าของชาวเมารี (Māori) ในนิวซีแลนด์ (Aotearoa) ที่ถูกถ่ายทอดมาหลายชั่วอายุคน เพื่ออธิบายว่าเหตุใดนกกีวี ซึ่งเป็นนกประจำถิ่นของนิวซีแลนด์ จึงไม่มีปีกบินเหมือนนกตัวอื่น ๆ

เรื่องนี้สะท้อนถึงแนวคิดสำคัญของวัฒนธรรมเมารี ที่ให้ความสำคัญกับความเสียสละเพื่อส่วนรวม การปกป้องธรรมชาติ และการยอมรับหน้าที่ของตนเอง ในเรื่องเล่าเทพตาเน-มาฮูตา (Tāne-mahuta) เทพแห่งป่าไม้และธรรมชาติ ขอให้นกตัวหนึ่งเสียสละอิสรภาพของมันลงมาอาศัยบนพื้นดินเพื่อปกป้องต้นไม้จากแมลงศัตรูพืช

นกหลายตัวปฏิเสธเพราะกลัวจะสูญเสียสิ่งที่พวกมันรัก แต่นกกีวีกลับยอมละทิ้งปีกของมันเพื่อช่วยเหลือป่า สิ่งนี้ทำให้นกกีวีได้รับเกียรติสูงสุด กลายเป็นนกที่เป็นที่รักของชาวเมารีและชาวนิวซีแลนด์ แม้จะไม่สามารถบินได้อีกเลย

ตำนานนี้ยังอธิบายถึงลักษณะเฉพาะของนกบางชนิดในนิวซีแลนด์ โดยกล่าวว่านกที่ปฏิเสธการเสียสละ ถูกลงโทษให้มีลักษณะพิเศษบางอย่าง เช่น นกทูอีที่มีขนสีขาวใต้คอเป็นสัญลักษณ์ของความขลาด นกพูเกโกะที่ต้องอาศัยอยู่ในหนองน้ำ และนกพีปีวารัวโรอาที่ต้องวางไข่ในรังของนกตัวอื่น

นกกีวีจึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญและการเสียสละ ของชาวเมารี และยังเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติของนิวซีแลนด์ในปัจจุบัน

“ผู้ที่ยอมสูญเสียสิ่งสำคัญของตนเอง เพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า จะไม่มีวันถูกลืม แม้ร่างจะต่ำต้อย แต่หัวใจจะยิ่งใหญ่เหนือผืนฟ้า”

นิทานพื้นบ้านโพลินีเซียเรื่องฮินะ เทพีแห่งดวงจันทร์

กลางท้องฟ้ากว้างใหญ่ ดวงอาทิตย์เจิดจ้าส่องแสงลงมายังผืนดิน ในขณะที่ดวงจันทร์ลอยเด่นท่ามกลางรัตติกาล สองดวงแห่งแสงสว่าง ต่างมีเส้นทางของตนเอง ไม่มีผู้ใดยิ่งใหญ่ไปกว่ากัน เพียงแต่ต่างทำหน้าที่ในที่ของตน

แต่ครั้งหนึ่ง มีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากล ณ ดินแดนโพลินีเซีย เล่าว่าเคยมีหญิงสาวผู้หนึ่ง ผู้ที่ไม่เคยถูกมองเห็น ไม่เคยได้รับการยอมรับ นางแสวงหาสถานที่ที่เหมาะกับตนเอง แม้ต้องก้าวข้ามขอบฟ้าไปสู่สิ่งที่ไม่รู้จัก และนั่นทำให้โลกเปลี่ยนไปตลอดกาล… กับนิทานพื้นบ้านโพลินีเซียเรื่องฮินะ เทพีแห่งดวงจันทร์

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านโพลินีเซียเรื่องฮินะ เทพีแห่งดวงจันทร์

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านโพลินีเซียเรื่องฮินะ เทพีแห่งดวงจันทร์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว กลางผืนดินแห่งโพลินีเซีย ท่ามกลางป่าไม้ที่ล้อมรอบด้วยสายน้ำ มีหญิงสาวผู้หนึ่งนามว่า ฮินา (Hina) นางมีผมยาวสลวยสีดำขลับราวกับรัตติกาล และเป็นผู้มีพรสวรรค์อันหาตัวจับยาก นางสามารถทอผ้าที่งดงามราวกับแสงจันทร์ เส้นไหมที่นางปั่นขึ้นเปล่งประกายเป็นเงาสะท้อนของมหาสมุทรยามค่ำคืน

แต่ถึงแม้นางจะมีพรสวรรค์เพียงใด ผู้คนรอบตัวกลับมองไม่เห็นคุณค่าของนาง

“งานทอผ้าน่ะหรือ? มันเป็นเพียงสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้มีค่าดั่งสงครามหรือการล่าสัตว์” เหล่าชายหนุ่มหัวเราะเมื่อนางพยายามแสดงงานของตน

“เจ้าก็เป็นเพียงหญิงสาว ไม่มีสิทธิ์จะตัดสินใจอะไร” พวกหัวหน้าเผ่ากล่าวเมื่อฮินาพยายามพูดถึงสิ่งที่นางปรารถนา

แม้แต่เทพเจ้าผู้ปกครองสายน้ำและผืนป่า ก็มองข้ามนาง พวกเขายกย่องนักรบ ยกย่องผู้ที่นำชัยชนะมาให้แก่เผ่า แต่ไม่มีผู้ใดสนใจหญิงสาวผู้สร้างความงาม

วันแล้ววันเล่าฮินารู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงเงาที่เลือนหายไป

ในทุกค่ำคืน นางจะนั่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ เฝ้ามองท้องฟ้า เฝ้ามองแสงแห่งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ และเกิดความปรารถนาในใจ

“หากโลกนี้ไม่มีที่สำหรับข้า บางทีข้าอาจต้องไปยังที่ที่สูงกว่า… ที่ที่ข้าจะไม่ถูกมองข้าม”

คืนหนึ่ง ฮินาตัดสินใจว่า นางจะไม่อยู่ในโลกที่ไม่เห็นคุณค่าของนางอีกต่อไป

นางมองขึ้นไปยังดวงอาทิตย์ (Ra) ที่ส่องแสงเจิดจ้าบนท้องฟ้า นางเชื่อว่าถ้าที่ใดจะเหมาะสมกับพลังของนาง มันจะต้องเป็นดวงอาทิตย์ เพราะมันคือที่ที่แข็งแกร่งที่สุด ทรงอำนาจที่สุด และไม่มีผู้ใดกล้ามองข้าม

นางเริ่มเดินทางผ่านป่าทึบและภูเขาสูง ก้าวเดินด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น ฝ่าฟันสายน้ำเชี่ยวกราก ปีนขึ้นไปยังยอดเขาสูงสุดของดินแดน

“หากข้ากระโดดขึ้นไปจากที่นี่ ข้าจะไปถึงดวงอาทิตย์ได้แน่นอน!”

แล้วฮินาก็ กระโดดขึ้นไปสุดแรง

ทันใดนั้น แสงสว่างแผ่ปกคลุมรอบตัวนาง ความร้อนของดวงอาทิตย์แผดเผาผิวของนาง ผ้าของนางที่ทอขึ้นเองไหม้เป็นเถ้าถ่าน เปลวไฟพุ่งเข้าหานางราวกับจะหลอมละลายตัวตนของนาง

“อ๊าาา!!” นางร้องด้วยความเจ็บปวด

เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังก้องจากท้องฟ้า เป็นเสียงของดวงอาทิตย์เอง

“เจ้าคิดว่าตัวเองคู่ควรกับข้าหรือ? ข้าคือพลังอันยิ่งใหญ่! เจ้ามิอาจทนความร้อนของข้าได้!”

ฮินาพยายามต้านทาน แต่ไฟแห่งดวงอาทิตย์ร้อนเกินไปสำหรับนาง

นางตกลงมาจากท้องฟ้า ร่างกายของนางเต็มไปด้วยบาดแผลจากเปลวไฟ

นางรู้แล้วว่า พลังที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้หมายถึงที่ที่เหมาะสมเสมอไป

นางนอนอยู่บนยอดเขา เงยหน้ามองฟากฟ้าอีกครั้ง แต่คราวนี้ นางไม่มองไปที่ดวงอาทิตย์อีกต่อไป

แทนที่นั้น ดวงจันทร์ (Marama) ฉายแสงเย็นตาอยู่เหนือศีรษะของนาง

มันไม่ได้ร้อนแรง ไม่ได้แผดเผา แต่มันสงบและส่องแสงอ่อนโยนราวกับเรียกหานาง

ฮินาเริ่มเข้าใจแล้ว… บางที ที่ของนางอาจไม่ได้อยู่ในที่ที่สว่างที่สุด แต่ในที่ที่ทำให้นางรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง

และครั้งนี้ นางเลือกดวงจันทร์

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านโพลินีเซียเรื่องฮินะ เทพีแห่งดวงจันทร์ 2

ฮินานอนทอดกายบนยอดเขา เฝ้ามองดวงจันทร์ที่เปล่งแสงเย็นตาอยู่เหนือศีรษะของนาง แสงจันทร์ไม่ร้อนแรง ไม่แผดเผา แต่มันสงบและอบอุ่นในแบบที่แตกต่าง

“บางที ข้าอาจเหมาะกับที่แห่งนี้มากกว่า…”

นางลุกขึ้นยืน และมองหาหนทางที่จะขึ้นไปยังดวงจันทร์

ฮินาเริ่มต้นเดินทางใหม่ ปีนขึ้นไปยังหน้าผาที่สูงที่สุดในหมู่เกาะโพลินีเซีย สายลมกลางคืนพัดผ่านใบหน้าของนาง แต่ครั้งนี้ นางไม่หวาดกลัวอีกต่อไป นางไม่ลังเล นางรู้แล้วว่าที่แห่งนี้ กำลังรอคอยนางอยู่

ในคืนที่พระจันทร์เต็มดวง นางเงยหน้าขึ้น กระโดดเข้าสู่แสงสีเงิน และปล่อยให้มันนำทางนางขึ้นไป

ทันใดนั้น ร่างของนางเริ่มล่องลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า นางกำลังเดินทางสู่ดวงจันทร์!

เหล่าผู้คนที่อาศัยอยู่บนเกาะต่างพากันมองขึ้นไป พวกเขาเห็นร่างของหญิงสาวที่ส่องแสงราวกับเป็นส่วนหนึ่งของท้องฟ้า นางลอยสูงขึ้นเรื่อย ๆ ผ่านสายลม ผ่านเมฆ และเข้าสู่ความเงียบสงบแห่งจักรวาล

เมื่อฝ่าเท้าของฮินาสัมผัสดวงจันทร์ ความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาดก็โอบล้อมร่างของนาง ดวงจันทร์ไม่ร้อนแรงเหมือนดวงอาทิตย์ แต่มัน เย็นสงบ อ่อนโยน และเป็นอิสระ

นางเงยหน้ามองโลกเบื้องล่าง ดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ที่นางถูกมองข้าม นางเคยพยายามให้ผู้คนจดจำนาง เคยเฝ้าหวังให้ใครสักคนเห็นคุณค่า แต่บัดนี้นางรู้แล้วว่าตนไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมองเห็น

นางจะส่องแสงในแบบของนางเอง

ฮินาค่อย ๆ หลับตา แล้วเริ่มทอผ้าของนางต่อไป เส้นไหมสีเงินร้อยเรียงจากปลายนิ้วของนาง ทาบทับไปทั่วผืนฟ้า แสงของนางกระจายไปทั่วทุกแห่งหน

แสงจันทร์ สะท้อนบนผืนน้ำ ทอดเงาบนยอดเขา และปลุกกระแสน้ำให้เคลื่อนไหว

คืนแล้วคืนเล่า นางเฝ้ามองโลกจากเบื้องบน แม้นางจะไม่ได้อยู่ที่เดิม แต่พลังของนางยังคงส่งอิทธิพลต่อโลก

เมื่อหญิงสาวแหงนมองดวงจันทร์ นางจะได้รับแรงบันดาลใจจากฮินาผู้ที่เลือกทางของตนเอง และไม่ปล่อยให้โลกที่มองข้ามคุณค่าของนางมากำหนดชะตาชีวิต

กระแสน้ำที่ขึ้นลงตามจังหวะของดวงจันทร์ (ปรากฏการณ์น้ำขึ้น-น้ำลง) คือพลังของฮินาที่ยังคงส่งอิทธิพลต่อโลก แม้นางจะอยู่บนฟากฟ้าแล้วก็ตาม

และเมื่อค่ำคืนใกล้สิ้นสุด เงาที่ลอยอยู่บนดวงจันทร์ในคืนข้างแรม คืองานของนางที่ยังคงถูกถักทออยู่บนสรวงสวรรค์ งานของนางไม่มีวันถูกมองข้ามอีกต่อไป

ฮินากลายเป็นสัญลักษณ์ของพลังแห่งสตรี ดวงจันทร์เป็นพลังอันเงียบสงบแต่ควบคุมวัฏจักรของธรรมชาติ ดั่งร่างกายของสตรีที่สัมพันธ์กับจันทรคติ นางไม่ได้ละทิ้งโลก แต่เลือกอยู่ในที่ที่เป็นของนางเป็นแสงนำทางให้ผู้ที่แสวงหาทางของตนเอง เป็นแรงบันดาลใจให้หญิงสาวผู้ไม่ต้องการถูกจำกัดไว้ในกรอบเดิม

ดวงจันทร์ของฮินายังคงส่องแสงอยู่เสมอ แต่มีเพียงผู้ที่เงี่ยหูฟังเท่านั้น ที่จะได้ยินเสียงกระซิบของนาง “จงเปล่งประกายในที่ที่เป็นของเจ้า…”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านโพลินีเซียเรื่องฮินะ เทพีแห่งดวงจันทร์ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “อย่าปล่อยให้โลกที่มองข้ามคุณค่าของเจ้า มากำหนดชะตาชีวิตของเจ้าเอง”

ฮินาไม่ได้จากไปเพราะความพ่ายแพ้ แต่นางเลือกเดินทางของตนเอง เมื่อสถานที่หนึ่งไม่เปิดโอกาสให้เจ้าเปล่งประกาย จงก้าวออกไปและค้นหาที่ที่เจ้าจะฉายแสงได้อย่างแท้จริง

“พลังที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องแผดเผาเหมือนดวงอาทิตย์ แต่อาจเป็นแสงอ่อนโยนของจันทร์ ที่ยังคงส่องสว่างแม้อยู่ท่ามกลางความมืด”

ฮินาไม่ได้ต้องการเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่เลือกเป็นผู้ที่อยู่ในที่ที่เหมาะสมกับนาง บางครั้ง เราไม่จำเป็นต้องอยู่ในที่ที่ผู้คนยกย่องที่สุด แต่ควรอยู่ในที่ที่ทำให้เรามีคุณค่าและมีความสุขที่สุด

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านโพลินีเซียเรื่องฮินะ เทพีแห่งดวงจันทร์ (อังกฤษ: Hina the Moon Goddess) เป็นหนึ่งในตำนานที่แพร่หลายที่สุดในวัฒนธรรมโพลินีเซีย โดยปรากฏในหลากหลายหมู่เกาะ เช่น ฮาวาย ตาฮิติ หมู่เกาะคุก และนิวซีแลนด์ (เมารี) โดยเรื่องราวเกี่ยวกับฮินามีหลายเวอร์ชัน แต่เรื่องราวของนิทานเรื่องนี้เป็นหนึ่งในตำนานที่สำคัญที่สุด เพราะเกี่ยวข้องกับการอธิบายที่มาของดวงจันทร์และความสัมพันธ์ของมันกับโลก

ตามตำนานดั้งเดิมฮินาเป็นสตรีผู้มีพรสวรรค์และมีพลังพิเศษ แต่มักถูกมองข้ามและไม่ได้รับการยอมรับ นางจึงเลือกเดินทางออกจากโลกเพื่อแสวงหาที่ที่เหมาะกับตนเอง จากเดิมที่คิดว่าดวงอาทิตย์คือจุดหมายปลายทางของความยิ่งใหญ่ แต่เมื่อถูกแสงอาทิตย์แผดเผา นางจึงหันไปหาดวงจันทร์ ที่โอบรับนางไว้อย่างอ่อนโยนและสงบ

เรื่องเล่านี้สะท้อนแนวคิดของชาวพอลินีเซียเกี่ยวกับดวงจันทร์ ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ควบคุมกระแสน้ำ และมีความเกี่ยวข้องกับสตรีและวัฏจักรของชีวิต ชาวฮาวายเชื่อว่าฮินายังคงทอผ้าบนดวงจันทร์จนถึงทุกวันนี้ และเงาที่เห็นบนดวงจันทร์ในคืนข้างแรม คือนางกำลังทำงานของนางอยู่

และฮินากลายเป็นสัญลักษณ์ของสตรีที่เลือกทางของตนเอง ดวงจันทร์สะท้อนถึงพลังอันเงียบสงบ แต่ทรงอำนาจ เหมือนกับพลังของผู้หญิงที่อ่อนโยน แต่สามารถขับเคลื่อนสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างยิ่งใหญ่ วัฏจักรของดวงจันทร์เชื่อมโยงกับร่างกายของสตรี เช่นเดียวกับวัฏจักรของชีวิต ผู้หญิงเป็นผู้ให้กำเนิดและหล่อเลี้ยงชีวิต เช่นเดียวกับที่ดวงจันทร์ควบคุมกระแสน้ำและการเติบโตของธรรมชาติ ฮินาไม่ใช่เทพีแห่งสงครามหรืออำนาจ แต่เป็นเทพีแห่งทางเลือก การเป็นอิสระ และการค้นหาตัวตน

นิทานเรื่องนี้จึงเป็นทั้งตำนานการสร้างโลก และเป็นเรื่องเล่าที่สะท้อนถึงความเชื่อในพลังของสตรีและการแสวงหาที่ทางของตนเอง

“อย่าปล่อยให้โลกที่ไม่เห็นค่าเจ้า บังคับให้เจ้าดับแสงของตัวเอง”

นิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานเทพตาเนกับการแยกท้องฟ้ากับผืนดิน

ในห้วงเวลาที่ไม่มีแสง ไม่มีลม และไม่มีที่ว่างสำหรับสิ่งมีชีวิต ทุกสรรพสิ่งถูกกอดรัดอยู่ในความเงียบงันของความมืด ฟ้าและดินแนบชิดกันราวกับไม่มีสิ่งใดแยกออกจากกันได้ โลกทั้งโลกคืออ้อมกอดที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มีจุดจบ

แต่เมื่อมีชีวิต ก็ย่อมมีความเปลี่ยนแปลง มีตำนานนิทานพื้นบ้านสากลจากชาวเมารี ณ ดินแดนนิวซีแลนด์ เมื่อเผ่าพันธุ์ใหม่ถือกำเนิดขึ้น พวกเขาต้องเลือกว่าจะยอมจำนนอยู่ในเงามืดตลอดไป หรือจะสร้างเส้นทางของตนเอง แม้ว่ามันอาจหมายถึงการทำลายสิ่งที่เคยเป็นนิรันดร์… กับนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานเทพตาเนกับการแยกท้องฟ้ากับผืนดิน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานเทพตาเนกับการแยกท้องฟ้ากับผืนดิน

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานเทพตาเนกับการแยกท้องฟ้ากับผืนดิน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในปฐมกาล ก่อนที่โลกจะมีแสงสว่างหรือสิ่งมีชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างจมอยู่ในความมืดมิด ท้องฟ้าและแผ่นดินโอบกอดกันแน่น ไร้ช่องว่าง ไร้แสง และไร้อากาศหายใจ

รังกินุย (Ranginui) เทพแห่งท้องฟ้า และปาปาทวนูกู (Papatūānuku) เทพีแห่งแผ่นดิน อยู่เคียงคู่กันในอ้อมกอดนิรันดร์ของพวกเขา ในความรักของทั้งสอง เทพเจ้าผู้เป็นลูกนับไม่ถ้วนถือกำเนิดขึ้น พวกเขาเกิดมาในความมืดที่ไม่มีวันสิ้นสุด และถูกขังอยู่ระหว่างร่างของบิดาและมารดาของพวกเขา

แม้พวกเขาจะรักพ่อแม่ของตน แต่ชีวิตเช่นนี้ อึดอัดและมืดมน พวกเขาไม่สามารถเคลื่อนไหวอย่างอิสระ ไม่มีท้องฟ้า ไม่มีลม ไม่มีดวงอาทิตย์ โลกของพวกเขาเป็นเพียงเงามืดที่ไร้ที่สิ้นสุด

เทพเจ้าผู้เป็นลูกจึงเริ่มปรึกษากัน “เราจะอยู่ในเงามืดเช่นนี้ตลอดไปหรือ?” องค์หนึ่งกล่าว

“หากเราสามารถแยกพ่อแม่ออกจากกัน โลกจะมีที่ว่างให้พวกเราได้ดำรงอยู่” อีกองค์หนึ่งเสนอ

พวกเขาเริ่มถกเถียงกันถึงชะตากรรมของตนเอง เทพบางองค์เห็นด้วย เพราะพวกเขาต้องการแสงสว่าง ต้องการโลกที่เปิดกว้างและเป็นอิสระ แต่บางองค์คัดค้าน พวกเขาไม่ต้องการทำร้ายพ่อแม่ของตน ไม่ต้องการแยกผู้ให้กำเนิดออกจากกัน

แต่แล้ว เสียงหนึ่งกล่าวขึ้น เสียงของเทพมาวี (Tāwhirimātea) เทพแห่งสายลมและพายุ “หากพวกเจ้าทำเช่นนี้ ข้าจะต่อต้านพวกเจ้าทุกคน ข้าจะอยู่เคียงข้างบิดามารดาเสมอ และข้าจะโกรธแค้นไม่สิ้นสุด!”

แต่ถึงแม้พายุจะเกรี้ยวกราดเพียงใด เหล่าเทพก็ยังตัดสินใจเดินหน้าต่อ

เทพเจ้าหลายองค์เริ่มพยายามแยกรังกินุยออกจากปาปาทวนูกู องค์แรกที่ลองคือรองโกมาตาเน (Rongo-mā-Tāne) เทพแห่งพืชพันธุ์และอาหาร เขาใช้กำลังผลักดัน แต่ฟ้ากับดินยังคงแนบชิดกัน

ต่อมาทันเอมาเต (Tūmatauenga) เทพแห่งสงคราม ผู้แข็งแกร่งที่สุดในหมู่พี่น้อง เขาใช้แรงทั้งหมดของตนพยายามดึงพ่อแม่ออกจากกัน แต่ถึงแม้เขาจะทรงพลังเพียงใด ฟ้ากับดินก็ยังไม่ยอมแยกออก

เหล่าเทพเริ่มหมดหวัง ดูเหมือนจะไม่มีพลังใดในหมู่พวกเขาสามารถแยกบิดามารดาออกจากกันได้

แต่แล้วเสียงของเทพองค์หนึ่งดังขึ้น “จงให้ข้าได้ลอง ข้าจะใช้สิ่งที่ธรรมชาติมอบให้เรา—ข้าจะใช้ร่างกายของข้าเอง” ผู้พูดคือตาเน (Tāne) เทพแห่งป่าไม้และชีวิต

ตาเนไม่ได้ใช้แขนดันเหมือนเทพองค์ก่อน ๆ เขา กลับนอนลงบนพื้น วางหลังของตนไว้บนมารดา แล้วใช้ขาทั้งสองของตนดันร่างของบิดาให้สูงขึ้น “จงเปิดโลกให้เราทั้งหลาย จงให้แสงสว่างเข้ามา!”

เขาผลักขึ้นด้วยพลังที่ไม่ใช่เพียงกำลัง แต่เป็นพลังแห่งธรรมชาติ เขาออกแรงดันสุดกำลัง ต้นไม้แห่งชีวิตของเขาเริ่มเติบโต รากของมันหยั่งลึกลงในแผ่นดิน ขณะที่กิ่งก้านของมันดันขึ้นไปสู่ท้องฟ้า

ในที่สุด… รังกินุยและปาปาทวนูกูถูกแยกออกจากกัน!

แสงแรกส่องผ่านรอยแยกระหว่างฟ้าและดิน ความมืดที่ปกคลุมโลกมานานจบสิ้นลง

เหล่าเทพต่างโห่ร้องด้วยความยินดี บัดนี้ โลกได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว!

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ยังไม่ใช่จุดจบ… เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ยินดีต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

เทพมาวี เทพแห่งสายลมและพายุ กำลังเดือดดาล “พวกเจ้าทรยศต่อบิดามารดาของเรา! ข้าจะไม่ให้อภัยพวกเจ้า!”

และแล้ว เสียงลมเริ่มคำราม พายุแห่งความพิโรธกำลังก่อตัวขึ้น…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานเทพตาเนกับการแยกท้องฟ้ากับผืนดิน 2

เมื่อรังกินุย (เทพแห่งท้องฟ้า) และปาปาทวนูกู (เทพีแห่งแผ่นดิน) ถูกแยกออกจากกัน แสงแรกได้สาดส่องลงสู่โลก พืชพันธุ์เริ่มเติบโต สายน้ำเริ่มไหล และสายลมเย็นพัดผ่านพื้นดินอย่างอิสระ โลกไม่ได้ถูกกักขังในความมืดอีกต่อไป

เหล่าเทพต่างเฉลิมฉลอง เพราะบัดนี้ พวกเขามีที่ให้ดำรงอยู่ และสิ่งมีชีวิตใหม่ ๆ สามารถถือกำเนิดขึ้นได้

แต่ท่ามกลางความยินดี มีหนึ่งองค์ที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น

มาวี (Tāwhirimātea) เทพแห่งสายลมและพายุ มองดูพี่น้องของเขาที่ร่วมมือกันแยกพ่อแม่ออกจากกัน ความเศร้าของรังกินุยที่ถูกยกสูงขึ้นไป ความเจ็บปวดของปาปาทวนูกูที่ต้องอยู่ลำพังเบื้องล่าง ทำให้มาวีเต็มไปด้วยความเดือดดาล

“พวกเจ้าทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ข้าจะไม่ให้อภัย!” ทันใดนั้น สายลมแห่งความพิโรธเริ่มก่อตัวขึ้น เมฆดำแผ่ปกคลุมไปทั่ว พายุเริ่มก่อตัว และสายฟ้าฟาดลงมายังแผ่นดิน

มหาสมุทรเดือดพล่าน คลื่นสูงกระแทกเข้าหาฝั่ง สายลมพัดโหมกระหน่ำจนต้นไม้ที่ตาเนปลูกไว้เริ่มโค่นล้ม “ถ้าพวกเจ้าจะสร้างโลก ก็จงดูว่าธรรมชาติสามารถทำลายมันได้เช่นกัน!”

เหล่าเทพที่เคยเฉลิมฉลองรีบหาที่หลบภัย มหาสมุทรและสายลมโหมกระหน่ำอย่างไม่หยุดยั้ง มาวีส่งพายุไปยังทุกหนแห่งเพื่อทดสอบว่าโลกที่พวกเขาสร้างขึ้นนั้นแข็งแกร่งพอหรือไม่

แต่ตาเนไม่ได้หวาดกลัว เขามองดูโลกที่กำลังถูกพายุถล่มและกล่าวอย่างหนักแน่น “เจ้าจะโกรธก็โกรธไป แต่โลกนี้จะยังคงอยู่ ต้นไม้ของข้าจะหยั่งรากลึกลงไปในแผ่นดิน น้ำจะยังไหล และลมของเจ้าจะไม่สามารถทำลายทุกสิ่งได้”

เหล่าเทพที่เหลือเริ่มรวมพลังกัน พวกเขาร่วมกันปกป้องแผ่นดินจากพายุของมาวี แม้พายุจะรุนแรง แต่มันก็ไม่สามารถทำลายทุกสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาได้

เมื่อเวลาผ่านไป มาวีเริ่มอ่อนแรง สายลมสงบลง เมฆดำจางหาย และโลกก็กลับคืนสู่ความสมดุล

แต่ถึงแม้พายุจะจบลง รังกินุยและปาปาทวนูกูก็ไม่อาจกลับมาอยู่ด้วยกันได้อีก พวกเขาถูกแยกออกจากกันตลอดกาล

แต่ความรักของพวกเขาไม่เคยจางหาย

รังกินุยร้องไห้ให้ภรรยาของเขา น้ำตาของเขากลายเป็นสายฝนที่โปรยปรายลงมาเพื่อมอบชีวิตให้แก่โลก

ปาปาทวนูกูเองก็ไม่เคยลืมสามีของนาง นางส่งไออุ่นของนางขึ้นไปเป็นหมอกในยามเช้า เพื่อให้รังกินุยได้รับรู้ถึงความคิดถึงของนาง

และตาเน ผู้เป็นเทพแห่งป่าไม้ ยังคงปลูกต้นไม้เพื่อเป็นสะพานเชื่อมฟ้ากับดิน

ตั้งแต่นั้นมา… ชาวเมารีจึงเชื่อว่า ฝนที่ตกลงมา คือน้ำตาของรังกินุยที่ยังคงร้องไห้ให้ภรรยาของเขา, หมอกยามเช้า คือลมหายใจของปาปาทวนูกูที่ส่งถึงสามีของนาง, สายลมพายุของมาวี ยังคงพัดกระหน่ำเพื่อเตือนมนุษย์ว่า ธรรมชาติมีอำนาจเหนือพวกเขา, ต้นไม้ คือสายใยเชื่อมโยงระหว่างสวรรค์และโลก ที่เติบโตขึ้นมาจากการเสียสละของตาเน

แม้ท้องฟ้าและแผ่นดินจะถูกแยกจากกัน แต่พวกเขายังคงเชื่อมโยงถึงกันเสมอ

และนี่คือเหตุผลที่มนุษย์ต้องเคารพธรรมชาติ เพราะทุกสิ่งที่มีอยู่ ล้วนเป็นผลพวงจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่กาลก่อน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานเทพตาเนกับการแยกท้องฟ้ากับผืนดิน 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ทุกการเปลี่ยนแปลงมาพร้อมกับความเจ็บปวด แต่มันอาจเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไป”

ฟ้ากับดินเคยแนบชิดกัน ไม่มีแสง ไม่มีอิสรภาพ จนกระทั่งตาเนตัดสินใจแยกพวกเขาออก แม้จะสร้างโลกใหม่ที่เต็มไปด้วยชีวิต แต่มันก็มาพร้อมกับความเศร้าของรังกินุยและปาปาทวนูกู

เช่นเดียวกับชีวิต บางครั้งเราต้องยอมรับความสูญเสียเพื่อให้มีสิ่งใหม่เกิดขึ้น และถึงแม้การเปลี่ยนแปลงอาจทำให้บางสิ่งแยกจากกัน แต่สายสัมพันธ์ที่แท้จริงจะไม่มีวันถูกตัดขาด

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานเทพตาเนกับการแยกท้องฟ้ากับผืนดิน (อังกฤษ: The Tale of Tane and the Separation of Sky and Earth) เป็นหนึ่งในตำนานการสร้างโลกของชาวเมารีที่อธิบายถึงจุดเริ่มต้นของแสงสว่าง อากาศ และที่ว่างสำหรับสิ่งมีชีวิต ตำนานนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อที่ว่าท้องฟ้าและแผ่นดินเคยเป็นหนึ่งเดียวกัน ก่อนที่เทพเจ้าจะทำให้พวกมันแยกจากกันเพื่อนำมาซึ่งชีวิต

เรื่องเล่านี้เป็นรากฐานของแนวคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ชาวเมารียังคงเคารพในสายใยที่เชื่อมโยงกันระหว่างฟ้า ดิน สายฝน หมอก และป่าไม้ พวกเขาเชื่อว่าธรรมชาติมีจิตวิญญาณและต้องได้รับการดูแลด้วยความเคารพ เพราะทุกสิ่งที่มีอยู่ในโลก ล้วนเป็นผลจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่กาลก่อน

“บางครั้ง การสร้างสิ่งใหม่ต้องแลกมาด้วยความสูญเสีย แต่ความสัมพันธ์ที่แท้จริงไม่มีวันถูกพรากไป เพียงแค่เปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบที่เราต้องเรียนรู้จะเข้าใจ”

นิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องเรือแคนูวิเศษ

ท้องทะเลกว้างไกลไร้ขอบเขต คลื่นกระเพื่อมเบา ๆ ราวกับกระซิบขานถึงเรื่องราวตำนานนิทานพื้นบ้านสากลของนักเดินทางผู้กล้าหาญชาวเกาะเมารี ที่ออกเดินทางโดยมีเพียงความศรัทธาและหัวใจที่มุ่งมั่น พวกเขามิได้รู้จุดหมายแน่ชัด แต่พวกเขาเชื่อว่าหากร่วมมือกัน ขอบฟ้าที่ไกลสุดสายตาจะนำพาไปสู่ดินแดนที่ดีกว่า

ทว่า การเดินทางบนเรือลำเดียวกันนั้น ไม่ได้เป็นเพียงบททดสอบของคลื่นลมและระยะทาง หากแต่เป็นบทพิสูจน์หัวใจของผู้เดินทาง ว่าพวกเขาพร้อมจะแบ่งปัน หรือจะจมดิ่งไปกับความโลภของตนเอง… กับนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องเรือแคนูวิเศษ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องเรือแคนูวิเศษ

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องเรือแคนูวิเศษ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว บนเกาะฮาวาอิกิ (Hawaiki) ดินแดนแห่งบรรพบุรุษของชาวเมารี ผู้คนเคยอยู่กันอย่างสงบสุข แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทรัพยากรเริ่มร่อยหรอดินแห้งแล้ง ปลาในทะเลลดน้อยลง ความขัดแย้งเริ่มก่อตัว ผู้คนต่างกังวลว่าพวกเขาอาจไม่สามารถอยู่รอดได้อีกต่อไป

หัวหน้าเผ่าผู้ชาญฉลาดและใจดี ชื่อมาตูอา (Matua) เฝ้าคิดหาทางช่วยเหลือผู้คนของเขา จนคืนหนึ่ง เขาได้รับนิมิตในความฝัน เสียงลึกลับกล่าวว่า “จงออกเดินทางสู่ขอบฟ้า ดินแดนใหม่รอพวกเจ้าอยู่ หากพวกเจ้ามีหัวใจบริสุทธิ์ ทะเลจะนำพาไป แต่จงจำไว้ อย่าทิ้งใครไว้ข้างหลัง จงแบ่งปัน และเรือจะขยาย แต่หากเจ้าหวงแหน ทุกสิ่งจะสูญสิ้น”

รุ่งเช้า มาตูอาตัดสินใจสร้างเรือแคนูขนาดใหญ่ (เรือแคนู คือ เรือยาวและแคบที่ใช้พายหรือแจวในการเดินทางบนผืนน้ำ มักทำจากไม้และมีน้ำหนักเบา ชาวเมารีใช้ เรือแคนูสองลำที่เชื่อมเข้าด้วยกัน ซึ่งเรียกว่า “วากา โฮรูอะ” (waka hourua) เพื่อให้มั่นคงและสามารถเดินทางข้ามมหาสมุทรได้ เรือแคนูเป็นเหมือนบ้านลอยน้ำที่ช่วยพาพวกเขาเดินทางไกล ถ้าเปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เหมือน “รถของคนโบราณ” ที่ใช้เดินทางทางทะเลแทนถนน) อย่างที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน มันดูเรียบง่ายแต่กลับเต็มไปด้วยพลังลี้ลับ ไม่มีใครรู้ว่ามันสามารถรองรับผู้คนได้มากแค่ไหน

“เราจะออกเดินทางไปยังดินแดนใหม่ แต่จำไว้ ดินแดนนั้นไม่ได้มีไว้สำหรับผู้ที่เห็นแก่ตัว มีเพียงผู้ที่แบ่งปันกันเท่านั้นที่จะไปถึง” มาตูอากล่าว

ชาวเผ่าที่เชื่อในคำพูดของเขารีบเก็บข้าวของและขึ้นเรือ แต่บางคนลังเล “เรือหนึ่งลำจะพาเราทุกคนไปได้จริงหรือ?” บางคนสงสัย “เราควรเลือกเฉพาะผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดหรือไม่?”

แต่เมื่อทุกคนก้าวขึ้นเรือ มันก็ไม่จม ตรงกันข้าม เรือกลับดูมั่นคงขึ้น ราวกับว่ามันสามารถขยายตัวเพื่อรองรับทุกคนที่ต้องการเดินทาง

เสียงลมกระซิบผ่านใบเรือ ทะเลเริ่มพัดพาพวกเขาไปสู่ขอบฟ้าที่ไม่เคยมีใครรู้จัก

มหาสมุทรกว้างใหญ่ไพศาล ไม่มีใครรู้ว่าจุดหมายอยู่ที่ใด พวกเขาต้องใช้ดวงดาว ลม และกระแสน้ำ เป็นเครื่องนำทางกลางวันร้อนระอุ กลางคืนหนาวเหน็บ แต่พวกเขายังคงเดินทางต่อไป

ระหว่างทาง พวกเขาพบกลุ่มคนที่ติดอยู่บนเกาะเล็ก ๆ กลางทะเล คนเหล่านั้นอ่อนแรงและหิวโหย บางคนเป็นหญิงชรา บางคนเป็นเด็กกำพร้า

มาตูอาไม่ลังเล เขาสั่งให้รับพวกเขาขึ้นเรือ “พวกเขาต้องเดินทางกับเรา พวกเราไม่ควรทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

ลูกเรือบางคนพยักหน้าเห็นด้วย แต่บางคนเริ่มไม่พอใจ “ถ้าเรารับพวกเขามากเกินไป อาหารของเราจะหมด!” ชายผู้หนึ่งตะโกน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ทุกคนต้องตกตะลึง เมื่อรับคนเหล่านั้นขึ้นมา เรือกลับขยายตัวใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ไม่มีใครเบียดเสียด อาหารดูเหมือนจะไม่หมดง่าย ๆ

“เรือลำนี้ให้มากขึ้นเมื่อเราร่วมมือกัน นี่คือพลังของการแบ่งปัน” มาตูอายิ้ม

การเดินทางดำเนินต่อไป ทะเลยังคงโอบล้อมพวกเขา แต่แล้ววันหนึ่ง ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม ลมแรงพัดผ่านราวกับเตือนภัยบางอย่าง “พวกเราต้องเตรียมตัว พายุกำลังมา!”

ขณะที่ทุกคนร่วมมือกัน บางคนกลับเริ่มแสดงธาตุแท้ พวกเขาเริ่มซุบซิบกัน “เรากำลังเดินทางไปสู่ที่ใดกันแน่? ถ้าไม่มีดินแดนอยู่จริงล่ะ?”

“เราควรเลือกไว้เฉพาะคนที่แข็งแกร่งที่สุด ถ้าเราต้องเสียสละบางคนเพื่อลดภาระ เราควรทำ!”

มาตูอาได้ยินทุกอย่าง แต่เขายังคงนิ่งสงบ เขารู้ดีว่าบททดสอบที่แท้จริงกำลังจะมาถึง

และหากพวกเขาทำผิดพลาด… เรือแคนูวิเศษอาจไม่นำพวกเขาไปถึงดินแดนแห่งสัญญา

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องเรือแคนูวิเศษ 2

พายุโหมกระหน่ำสายลมกรีดร้อง คลื่นสูงเทียมฟ้า เรือแคนูโยกไปมาเหมือนใบไม้กลางมหาสมุทร ลูกเรือต่างกรีดร้อง น้ำซัดเข้ามาในเรือ หลายคนช่วยกันตักน้ำออก พวกเขาต้องร่วมมือกันเพื่อเอาตัวรอด

แต่ในขณะที่บางคนต่อสู้เพื่อความอยู่รอด บางคนกลับเลือกเส้นทางที่ต่างออกไป

“พวกเราอยู่กันแน่นเกินไป!” ชายผู้หนึ่งตะโกน “หากเราไม่ลดจำนวนคนลง เรือจะจม!”

“เขาพูดถูก เราต้องทิ้งคนอ่อนแอลงทะเล!” อีกคนเห็นด้วย

กลุ่มหนึ่งเริ่มหันไปหาคนที่อ่อนแอหญิงชรา เด็ก ๆ และผู้ที่ป่วยหนัก พวกเขาจับตัวพวกเขาไว้ ราวกับกำลังตัดสินโทษของพวกเขาเอง

มาตูอายืนขึ้น ท่ามกลางสายฝนที่กระหน่ำ สายตาของเขาแข็งกร้าว

“เจ้าลืมคำสอนของเรือแคนูนี้ไปแล้วหรือ?” เสียงของเขาดังก้อง

“เรือแคนูวิเศษไม่ได้ขยายเพราะความแข็งแกร่ง มันขยายเพราะความเมตตา! แต่หากเจ้าคิดจะใช้ความเห็นแก่ตัวเพื่อเอาตัวรอด—เจ้าจะไม่มีโอกาสรอดเลย!”

ทันใดนั้น… เรือเริ่มหดเล็กลง!

น้ำทะเลเริ่มซัดเข้าเรือ ความมั่นคงที่เคยมีหายไป เสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง คลื่นเริ่มโถมใส่รุนแรงขึ้น ราวกับว่ามหาสมุทรเองก็โกรธแค้นกับความเห็นแก่ตัวของพวกเขา

คนที่ต้องการผลักคนอื่นลงน้ำ ถูกคลื่นซัดตกทะเลแทน พวกเขาพยายามตะเกียกตะกายกลับขึ้นมา แต่ไม่มีใครช่วยพวกเขาอีกแล้ว

มาตูอามองไปยังลูกเรือที่เหลือ “จงเลือกเถิด… เจ้าจะเป็นผู้ที่แบ่งปัน หรือเจ้าจะเป็นผู้ที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง?”

คนที่ยังอยู่บนเรือกอดกันแน่น หลับตา และภาวนา พวกเขารับรู้แล้วว่าการเดินทางนี้ไม่ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่งแต่เพื่อกันและกัน

ทันใดนั้น เรือแคนูขยายใหญ่อีกครั้ง มันมั่นคงขึ้น และสามารถต้านทานคลื่นที่โหมกระหน่ำ

พายุกระหน่ำอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่ท้องฟ้าจะค่อย ๆ สงบลง ลมพัดเอาฝนออกไป และในที่สุด แสงอาทิตย์แรกก็สาดส่องลงบนผิวน้ำ

“มองนั่น!” เด็กคนหนึ่งร้องขึ้น

ขอบฟ้าไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไป เบื้องหน้า พวกเขาเห็นดินแดนอันกว้างใหญ่ ปกคลุมด้วยเมฆยาวสีขาว

“อาโอเทียโรอา! ดินแดนที่ถูกสัญญาไว้!”

เรือแคนูแล่นเข้าสู่ฝั่ง หาดทรายขาวสะอาดทอดยาว ต้นไม้สูงตระหง่านและแม่น้ำไหลผ่านหุบเขา พวกเขาก้าวลงสู่ดินแดนที่พวกเขาใฝ่ฝันถึงมาโดยตลอด

มาตูอาหันไปหาลูกเรือที่เหลือ “นี่คือบ้านใหม่ของเรา ดินแดนแห่งโอกาส แต่จำไว้เรามาถึงที่นี่ได้เพราะเราไม่ละทิ้งกัน จงดูแลผืนแผ่นดินนี้ด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ มิฉะนั้น มันอาจไม่ใช่ของเราอีกต่อไป”

ตั้งแต่นั้นมาอาโอเทียโรอา (ดินแดนเมฆสีขาว หรือประเทศนิวซีแลนด์ ณ ปัจจุบัน) ได้กลายเป็นบ้านของชาวเมารี ผู้ที่เดินทางมาด้วยหัวใจแห่งการแบ่งปัน

และเรื่องราวของเรือแคนูวิเศษ ถูกเล่าขานจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อเตือนใจว่า “ไม่มีเรือลำใดใหญ่พอสำหรับความเห็นแก่ตัว แต่มีที่ว่างเสมอสำหรับผู้ที่รู้จักแบ่งปัน”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องเรือแคนูวิเศษ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ไม่มีเรือลำใดใหญ่พอสำหรับความเห็นแก่ตัว แต่มีที่ว่างเสมอสำหรับผู้ที่รู้จักแบ่งปัน”

การเดินทางสู่อนาคตไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเส้นทางที่ต้องก้าวไปด้วยกัน ผู้ที่เห็นแก่ตัวอาจคิดว่าการกำจัดผู้อื่นจะทำให้ตัวเองอยู่รอด แต่แท้จริงแล้ว ความเห็นแก่ตัวคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ในขณะที่ความเมตตาและความสามัคคีต่างหาก ที่เป็นพลังที่แท้จริงในการนำพาทุกคนไปสู่ดินแดนที่ดีขึ้น

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องเรือแคนูวิเศษ (อังกฤษ: The Magic Canoe) เป็นหนึ่งในตำนานพื้นบ้านของชาวเมารีที่ถูกเล่าขานจากรุ่นสู่รุ่น โดยสะท้อนแนวคิดเรื่องความสามัคคี การแบ่งปัน และบทเรียนเกี่ยวกับความเห็นแก่ตัว เรื่องราวนี้เกี่ยวข้องกับการเดินทางของชาวเมารีจากเกาะฮาวาอิกิสู่ดินแดนใหม่อาโอเทียโรอา ดินแดนแห่งเมฆสีขาว ซึ่งก็คือนิวซีแลนด์ในปัจจุบัน ยังมีนิทานที่มีเนื้อเรื่องคล้ายกันคือเรื่อง Land of the Long White Cloud ตำนานดินแดนแห่งเมฆยาวสีขาว ตำนานเล่าถึงเรือแคนูลึกลับที่สามารถขยายตัวเพื่อรองรับผู้โดยสารได้ไม่จำกัด หากคนบนเรือรู้จักแบ่งปันกัน แต่หากเกิดความโลภ เรือจะหดเล็กลงจนไม่สามารถพาทุกคนเดินทางไปถึงจุดหมาย

ชาวเมารีเชื่อว่าเรือแคนูไม่ได้เป็นเพียงพาหนะทางกายภาพ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางแห่งจิตวิญญาณและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชนเผ่า หากผู้คนไม่ร่วมมือกัน หรือหากใครบางคนพยายามกีดกันผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง เรือทั้งลำก็อาจต้องล่มจม ตำนานนี้ยังคงมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของชาวเมารีในปัจจุบัน โดยสอนให้พวกเขาเคารพซึ่งกันและกันและเข้าใจว่าความเจริญรุ่งเรืองจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกคนร่วมมือกัน ไม่ใช่เมื่อบางคนพยายามฉกฉวยทุกสิ่งไว้เพื่อตนเอง

“เรือลำเดียวกันจะไปถึงฝั่งได้ ก็ต่อเมื่อทุกคนพายไปในทิศทางเดียวกัน”

นิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานดินแดนแห่งเมฆยาวสีขาว

ท้องฟ้ากว้างทอดยาวสุดขอบมหาสมุทร คลื่นซัดกระทบเรือแคนูที่ล่องลอยอยู่กลางทะเลลึก ไร้ฝั่งฝัน ไร้จุดหมาย มีเพียงดวงดาวและสายลม มีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากล ณ ดินแดนนิวซีแลนด์ โดยเสียงกระซิบข้างหูของนักเดินทางผู้กล้าหาญ ผู้ที่เชื่อมั่นว่าหากแล่นไปไกลพอ ขอบฟ้าจะมอบคำตอบให้กับเขา

แต่โลกนั้นกว้างใหญ่เกินกว่าที่จะยอมให้ใครได้มาโดยง่าย และทุกสิ่งที่ถูกค้นพบ ย่อมมาพร้อมกับคำถามเมื่อเขาพบมันแล้ว เขาจะดูแลมันได้ดีเพียงใด? กับนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานดินแดนแห่งเมฆยาวสีขาว

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานดินแดนแห่งเมฆยาวสีขาว

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานดินแดนแห่งเมฆยาวสีขาว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ฮาวาอิกิ (Hawaiki) ดินแดนอันเก่าแก่ของชาวเมารี ผู้คนใช้ชีวิตท่ามกลางทะเลกว้างใหญ่ พวกเขาล่องเรือหาปลาและเพาะปลูกบนแผ่นดินเล็ก ๆ ที่เริ่มเต็มไปด้วยปัญหา ทรัพยากรเริ่มลดลง ความขัดแย้งเพิ่มขึ้น ความอดอยากแผ่ขยายไปทั่ว

ท่ามกลางความสับสน คูเป (Kupe) นักเดินเรือผู้ฉลาดและกล้าหาญ มองออกไปยังขอบฟ้า เขารู้ดีว่า โลกไม่ได้จบลงแค่ดินแดนแห่งนี้ และหากต้องการอนาคตที่ดีกว่า เขาต้องออกไปตามหามันด้วยตัวเอง

“เราต้องออกเดินทาง!” คูเปกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น “เราจะไม่รอให้โชคชะตามากำหนดชีวิตของเรา แต่เราจะเป็นผู้เลือกเส้นทางเอง!”

เขาสร้างวากา โฮรูอะ (waka hourua) หรือเรือแคนูสองลำขนาดใหญ่ (เรือแคนู คือ เรือยาวและแคบที่ใช้พายหรือแจวในการเดินทางบนผืนน้ำ มักทำจากไม้และมีน้ำหนักเบา ชาวเมารีใช้ เรือแคนูสองลำที่เชื่อมเข้าด้วยกัน ซึ่งเรียกว่า “วากา โฮรูอะ” (waka hourua) เพื่อให้มั่นคงและสามารถเดินทางข้ามมหาสมุทรได้ เรือแคนูเป็นเหมือนบ้านลอยน้ำที่ช่วยพาพวกเขาเดินทางไกล ถ้าเปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เหมือน “รถของคนโบราณ” ที่ใช้เดินทางทางทะเลแทนถนน) แข็งแกร่งพอจะฝ่ามหาสมุทร เขาเลือกลูกเรือที่กล้าหาญที่สุด และเตรียมเสบียงสำหรับการเดินทางที่ไม่รู้จุดหมาย

คืนก่อนออกเดินทาง หญิงชราผู้หนึ่งเดินเข้ามาหาเขา เธอคือผู้เฒ่าผู้มากด้วยปัญญา ดวงตาเต็มไปด้วยความรู้ลึกล้ำ “เจ้าจะต้องระวัง…” นางกล่าว “มหาสมุทรนั้นโหดร้ายพอ ๆ กับที่มันใจดี มันให้ชีวิตแก่เรา แต่ก็พรากไปได้เช่นกัน จงอ่านท้องฟ้า ฟังเสียงลม และดูเงาน้ำ เพราะมหาสมุทรจะพูดกับเจ้าหากเจ้าตั้งใจฟัง”

คูเปพยักหน้า เขาไม่กลัว แต่เขาให้ความเคารพต่อคำเตือนนี้

รุ่งเช้า เรือแคนูล่องออกจากฝั่ง เสียงโห่ร้องของผู้คนดังขึ้น ลมพัดกรรโชก คลื่นซัดกระทบหัวเรือ พวกเขามุ่งหน้าสู่เส้นขอบฟ้า ไปยังที่ที่ไม่มีใครเคยไปถึงมาก่อน

ท้องทะเลกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา น้ำเป็นสีฟ้าเข้มราวกับไร้ก้นบึ้ง คูเปและลูกเรือล่องไปตามสายลม ใช้ดวงดาวนำทาง พวกเขาแล่นเรือผ่านเกาะน้อยใหญ่แต่ยังไม่พบดินแดนที่พวกเขาแสวงหา

วันเปลี่ยนเป็นคืน คืนเปลี่ยนเป็นวัน พวกเขาฝ่าพายุที่โหมกระหน่ำ คลื่นสูงเทียมฟ้า ท้องฟ้ามืดมิดและเสียงฟ้าร้องดังกึกก้องราวกับเทพเจ้าโกรธเกรี้ยว

“จับเชือกไว้ให้แน่น!” คูเปตะโกนแข่งกับเสียงลม

พายุซัดเรือโคลงเคลง ม่านน้ำฝนบดบังทุกสิ่ง เสียงของมหาสมุทรดังสนั่น แต่คูเปไม่ยอมแพ้ เขามองขึ้นไปยังดวงดาวที่ริบหรี่ และยังคงจับหางเสือเรือแน่น

หลายวันผ่านไป พายุสงบลง แต่ความเหนื่อยล้ากัดกินพวกเขา เสบียงลดลง น้ำจืดเหลือน้อย ลูกเรือเริ่มกระวนกระวาย

“เราอาจไม่มีดินแดนใหม่เลยก็ได้…” ชายคนหนึ่งพึมพำ

“พวกเจ้าจะปล่อยให้ความกลัวทำให้เราหยุดเดินทางหรือ?” คูเปถาม “ถ้าเรากลับไปตอนนี้ พวกเจ้าก็แค่ต้องกลับไปอยู่ในที่เดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย”

แต่แทนที่จะสิ้นหวัง คูเปมองหาสัญญาณจากธรรมชาติ เขาสังเกตเห็น ฝูงนกทะเลบินผ่านท้องฟ้าไปทางทิศใต้ “นกเหล่านี้ต้องบินกลับรัง มันไม่ได้อาศัยอยู่กลางมหาสมุทร เราจะตามพวกมันไป!”

พวกเขาแล่นเรือตามฝูงนกเป็นเวลาหลายวัน จนกระทั่ง ขอบฟ้าเริ่มเปลี่ยนไป

“มองนั่น!” ลูกเรือร้องเสียงดัง

เงาของบางสิ่งปรากฏขึ้นไกลออกไปเหนือทะเล มันทอดยาวราวกับม่านหมอกสีขาวที่ลอยอยู่เหนือผืนน้ำ

“แผ่นดิน!” คูเปยิ้ม “เราเจอมันแล้ว!”

เมื่อเรือแล่นเข้าใกล้ พวกเขาพบว่าสิ่งที่เห็นคือเมฆขาวหนาทึบปกคลุมเทือกเขาสูง ดินแดนเบื้องหน้าช่างยิ่งใหญ่ มีแม่น้ำที่ใสราวกระจก ป่าไม้หนาทึบ และทุ่งหญ้ากว้างไกลสุดสายตา

“ที่นี่จะเป็นบ้านใหม่ของเรา…” คูเปกระซิบ พลางจ้องมองผืนดินที่ทอดยาวเบื้องหน้า

เขาตั้งชื่อดินแดนนี้ว่า “อาโอเทียโรอา (Aotearoa)” หรือ “ดินแดนแห่งเมฆยาวสีขาว (Land of the Long White Cloud)”

แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะแม้ว่าพวกเขาจะพบดินแดนใหม่แล้ว คำถามสำคัญยังคงอยู่พวกเขาจะดูแลมันอย่างไร?

ในที่สุด พวกเขาก็พบดินแดนที่เฝ้าฝันถึง… แต่การค้นพบนั้นไม่ใช่จุดสิ้นสุด เพราะบททดสอบที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานดินแดนแห่งเมฆยาวสีขาว 2

หลังจากสัปดาห์แห่งการเดินทางอันยาวนาน พวกเขามาถึงดินแดนใหม่ที่ไม่เคยมีใครรู้จัก แผ่นดินทอดยาวอยู่เบื้องหน้า ถูกปกคลุมด้วยเมฆขาวหนา ราวกับม่านแห่งปริศนา

“นี่แหละ อาโอเทียโรอา… ดินแดนแห่งเมฆสีขาว” คูเปกล่าว น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิ

เรือแคนูล่องเข้าสู่ชายฝั่ง หาดทรายขาวทอดยาวอยู่ตรงหน้า น้ำทะเลใสสะอาดราวกับกระจกสะท้อนท้องฟ้า พวกเขาก้าวลงจากเรือ ดินที่เหยียบอยู่ให้ความรู้สึกมั่นคง และกลิ่นหอมของต้นไม้อบอวลไปทั่ว

“พวกเรามาถึงแล้ว!” ลูกเรือร้องขึ้นด้วยความดีใจ

เมื่อพวกเขาเดินลึกเข้าไป พวกเขาพบว่าดินแดนใหม่นี้เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน นกแปลกประหลาดที่บินโฉบเหนือศีรษะ ป่าไม้สูงเสียดฟ้า และแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวผ่านหุบเขา

แต่ไม่นาน คูเปก็พบว่าพวกเขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง เสียงกึกก้องดังมาจากป่า เงาขนาดใหญ่เคลื่อนไหวอยู่ในพงไม้ ชาวเรือทุกคนต่างยืนนิ่ง มือกุมอาวุธแน่น

จู่ ๆ สัตว์ขนาดมหึมาตัวหนึ่งก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด มันเป็นนกโมอา นกยักษ์ไร้ปีก สูงตระหง่านกว่ามนุษย์สองคน ขายาวแข็งแรง และดวงตาสีเหลืองจับจ้องไปที่ผู้มาเยือน

“สัตว์ที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้… หากมันไล่ล่าเรา เราคงไม่มีทางรอด” ลูกเรือคนหนึ่งกระซิบ

แต่คูเปส่ายหัว “ไม่ มันไม่ใช่นักล่า มันแค่เฝ้าดูเรา เราต่างหากที่เป็นผู้บุกรุก”

พวกเขาตัดสินใจไม่รบกวนสัตว์ป่าและเลือกสำรวจดินแดนนี้อย่างระมัดระวัง

คูเปเดินขึ้นสู่ยอดเขาและมองออกไปสุดขอบฟ้า อาโอเทียโรอากว้างใหญ่เกินกว่าที่จะเป็นของใครเพียงคนเดียว “นี่จะเป็นบ้านใหม่ของพวกเรา แต่เราต้องเคารพมัน อย่าให้ความโลภของเราทำลายสิ่งที่ธรรมชาติได้มอบให้”

ลูกเรือพยักหน้าด้วยความเข้าใจ พวกเขาตระหนักว่า การค้นพบดินแดนใหม่ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นของพวกเขา แต่หมายถึงพวกเขามีโอกาสที่จะอยู่ร่วมกับมันอย่างสมดุล

แม้ว่าอาโอเทียโรอาจะเป็นดินแดนที่งดงามและอุดมสมบูรณ์ คูเปก็รู้ว่าภารกิจของเขายังไม่จบ เขาไม่สามารถเก็บดินแดนแห่งนี้ไว้เพียงลำพังได้ เขาต้องกลับไปบอกเล่าการค้นพบนี้ให้กับผู้คนของเขา

“เราต้องเดินทางกลับไปยังฮาวาอิกิ” เขากล่าวกับลูกเรือ

ก่อนออกเดินทาง พวกเขาใช้เวลาหลายวันสังเกตดินแดนแห่งนี้ จดจำเส้นทางแม่น้ำ แนวป่าที่อุดมสมบูรณ์ และกระแสน้ำที่สามารถพาพวกเขากลับไปยังบ้านเกิดได้ พวกเขาสร้างเครื่องหมายและทิ้งร่องรอยเพื่อให้ผู้ที่จะเดินทางตามมาได้พบหนทางที่ถูกต้อง

เมื่อเรือของพวกเขาเทียบท่ากลับสู่ฮาวาอิกิ ผู้คนต่างพากันมารวมตัวเพื่อฟังเรื่องราวของคูเป

“ข้ามีเรื่องจะบอกพวกเจ้า…”

เขาเล่าถึงมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ พายุที่พวกเขาฝ่าฟัน และดินแดนใหม่ที่เต็มไปด้วยชีวิต อาโอเทียโรอาไม่ใช่เพียงตำนานอีกต่อไป แต่มันคือความจริงที่อยู่ไกลออกไปในท้องทะเล “ที่แห่งนั้น มีแม่น้ำที่ใสราวกระจก ป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงตระหง่าน และสัตว์ที่เราไม่เคยพบเห็นมาก่อน มันเป็นดินแดนที่กว้างใหญ่ และมีทุกสิ่งที่เราต้องการ”

แต่เขาเตือน… “แต่นี่ไม่ใช่ดินแดนที่เราต้องไปพิชิต แต่มันคือดินแดนที่เราต้องอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติ จงเคารพมัน และมันจะหล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเรา”

เรื่องราวของคูเปแพร่กระจายไปทั่ว เผ่าต่าง ๆ เริ่มสร้างเรือแคนูขนาดใหญ่ และออกเดินทางตามรอยเส้นทางของเขา เพื่อค้นหาบ้านใหม่ในดินแดนแห่งเมฆสีขาว

อาโอเทียโรอาจึงกลายเป็นดินแดนที่ผู้คนจากฮาวาอิกิเดินทางมาตั้งรกรากและใช้ชีวิตสืบต่อกันมา ชาวเมารีในยุคต่อมาเชื่อว่าพวกเขาคือลูกหลานของนักเดินเรือผู้กล้าหาญเหล่านั้น และยังคงรักษาธรรมเนียมปฏิบัติของบรรพบุรุษ

อาโอเทียโรอา ที่คูเปค้นพบในวันนั้น ก็คือดินแดนที่เรารู้จักกันในวันนี้ว่า “ประเทศนิวซีแลนด์”

ชาวเมารียังคงรักษาคำสอนของคูเป พวกเขาเคารพธรรมชาติ มหาสมุทร ป่าไม้ และภูเขา พวกเขาถือว่าอาโอเทียโรอา ไม่ใช่สมบัติของใครคนเดียว แต่เป็นของธรรมชาติ และมนุษย์เพียงเป็นแขกที่ได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่

และทุกครั้งที่พวกเขาเงยหน้ามองท้องฟ้า เห็นเมฆขาวทอดยาวเหนือเทือกเขาของนิวซีแลนด์ พวกเขาจะจำได้เสมอว่า นี่คือดินแดนที่บรรพบุรุษของพวกเขาค้นพบ ด้วยความกล้าหาญ ความอดทน และหัวใจที่เชื่อมั่นในขอบฟ้าที่ไกลออกไป

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานดินแดนแห่งเมฆยาวสีขาว 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… การเดินทางที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้จบลงที่การค้นพบ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราจะดูแลสิ่งที่ค้นพบได้ดีเพียงใด คูเปไม่ได้เพียงแค่ค้นพบดินแดนใหม่ แต่เขาสอนให้ผู้คนรู้ว่า อาโอเทียโรอา (ดินแดนเมฆสีขาว) เป็นของธรรมชาติ ไม่ใช่ของใครคนเดียว

มันยังเตือนเราว่าโลกนี้กว้างใหญ่เกินกว่าจะยึดติดกับสิ่งเดิม ๆ ความกล้าหาญและความมุ่งมั่นคือสิ่งที่พาเราไปสู่ขอบฟ้าที่ไกลกว่า แต่เหนือสิ่งอื่นใด เมื่อได้รับสิ่งที่ต้องการแล้ว จงอย่าลืมดูแลและเคารพมัน เพราะทุกสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้ไม่ได้เป็นของเราตลอดไป หากเราไม่รู้คุณค่าของมัน

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องตำนานดินแดนแห่งเมฆยาวสีขาว (อังกฤษ: Aotearoa, Land of the Long White Cloud) เป็นตำนานของชาวเมารี (Māori) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองของนิวซีแลนด์ ตำนานนี้เล่าถึงการเดินทางของคูเป (Kupe) นักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่ ที่เชื่อว่าเป็นบุคคลแรกที่ค้นพบนิวซีแลนด์ ตำนานนี้ถูกเล่าขานผ่านรุ่นสู่รุ่นเพื่อบันทึกเรื่องราวของการเดินทางข้ามมหาสมุทรและการตั้งรกรากของชาวเมารี

ชาวเมารีมีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ที่ฮาวาอิกิ (Hawaiki) ซึ่งเป็นดินแดนลึกลับที่เชื่อกันว่าเป็นบ้านเกิดของบรรพบุรุษของพวกเขา แต่เมื่อทรัพยากรเริ่มลดลง พวกเขาจึงออกเดินทางโดยใช้เรือแคนูขนาดใหญ่ (waka hourua) แล่นข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกเพื่อหาดินแดนใหม่ พวกเขาเดินทางโดยใช้ดวงดาว ทิศทางลม และเส้นทางของนกทะเล เป็นเครื่องนำทาง

ตามตำนาน คูเปและลูกเรือของเขาได้เห็นเมฆขาวหนาปกคลุมเทือกเขาสูง ก่อนที่จะเห็นแผ่นดิน ทำให้พวกเขาตั้งชื่อดินแดนนี้ว่า “อาโอเทียโรอา” ซึ่งหมายถึง “ดินแดนแห่งเมฆยาวสีขาว”

หลังจากคูเปเดินทางกลับไปยังฮาวาอิกิ เรื่องราวของเขาก็ถูกเล่าต่อไป ชนเผ่าเมารีในรุ่นต่อมาได้เดินทางมาตั้งรกรากในอาโอเทียโรอา และกลายเป็นประชากรดั้งเดิมของนิวซีแลนด์

ตำนานนี้สะท้อนถึงความกล้าหาญ การบุกเบิก และความเคารพต่อธรรมชาติ ของชาวเมารี รวมถึงการเชื่อมโยงระหว่างผู้คนกับมหาสมุทร ซึ่งยังคงเป็นหัวใจสำคัญของวัฒนธรรมเมารีจนถึงปัจจุบัน ยังมีนิทานอีกเรื่องหนึ่งที่คล้ายกันคือ The Magic Canoe เรือแคนูวิเศษ ที่ให้คำสอนเกี่ยวกับความสามัคคี การแบ่งปัน และบทเรียนเกี่ยวกับความเห็นแก่ตัว

“อย่าปล่อยให้ความกลัวกักขังเจ้าไว้กับที่ แต่จงอย่าปล่อยให้ความโลภทำลายสิ่งที่เจ้าแสวงหา”