ในโลกนี้ ผู้คนมักเชื่อว่าชัยชนะคือความยิ่งใหญ่ แต่ในสายตาแห่งเต๋า ชัยชนะที่ได้มาจากคมดาบกลับเต็มไปด้วยความสูญเสีย เล่าจื๊อสอนว่า การยึดมั่นในความสงบสำคัญกว่าการหลงระเริงในชัยชนะ และการหยุดยั้งสงครามต่างหากคือเกียรติสูงสุดของมนุษย์
มีนิทานเต้าเต๋อจิงเรื่องหนึ่ง เล่าจื๊อเล่าถึงศิษย์คนธรรมดาผู้ใฝ่รู้ ซึ่งก้าวเดินจากทหารชั้นผู้น้อยไปสู่แม่ทัพใหญ่ นิทานเรื่องนี้พาผู้อ่านค้นพบความหมายของการสงบศึก และสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าชัยชนะในสมรภูมิ กับนิทานเต้าเต๋อจิงเรื่องสงบศึก

เนื้อเรื่องนิทานเต้าเต๋อจิงเรื่องสงบศึก
ในยามเย็นอันเงียบสงบ แสงตะวันค่อยลับเหลี่ยมเขา ผู้คนในหมู่บ้านกำลังเก็บเครื่องมือทำไร่ไถนา บางคนหาบน้ำ บางคนจูงวัวกลับคอก ทุกอย่างดำเนินไปตามทางของเต๋าอย่างสงบและราบรื่น
ข้าลำลึกถึงศิษย์คนหนึ่งของข้า… เดิมทีเขาเป็นเพียงบุตรชาวนาในหมู่บ้านเล็ก ๆ ผู้ใช้แรงกายแลกข้าวกินเหมือนคนทั่วไป เขาไม่ใช่ผู้สูงศักดิ์ ไม่ได้มีวิชาความรู้ล้ำลึก แต่ในดวงตาของเขากลับเปี่ยมด้วยความซื่อและใฝ่เรียนรู้
วันหนึ่งเมื่อบ้านเมืองเรียกเกณฑ์ เขาก็กลายเป็นทหารชั้นผู้น้อย ก้าวสู่หนทางที่เต็มไปด้วยเสียงกลองศึกและคมดาบ
แม้โลกจะบีบให้เขาถืออาวุธ แต่หัวใจของเขากลับยึดมั่นในคำสอนของเต๋าเสมอ เขามักถามถึงความหมายของชีวิต ความสงบ และเหตุใดมนุษย์จึงต้องทำร้ายกันเอง ความกระหายที่จะเข้าใจหนทางที่แท้จริง ทำให้ข้าเห็นว่า เขามิใช่ทหารธรรมดา แต่เป็นผู้แสวงหาความจริงแห่งเต๋า
วันหนึ่ง ศิษย์ผู้เป็นทหารฝึกหัดคนนี้ เขานำดาบประดับลวดลายวิจิตรมาให้ดู ด้ามจับหุ้มด้วยไหมแดงและทองเหลืองส่องประกายงามตา เขายื่นมันต่อข้าแล้วถามด้วยแววตาอยากรู้
“อาจารย์ ข้าพบดาบนี้ในตลาด ทุกคนต่างชมว่ามันสวยและควรค่าแก่การครอบครอง ข้าจึงอยากเรียนถาม… อาวุธเช่นนี้ควรค่าแก่การยกย่องหรือไม่?”
ข้ามองดาบเล่มนั้นครู่หนึ่ง ลวดลายงดงามจริง แต่ข้าก็เห็นเลือดที่มองไม่เห็นซึมอยู่ในคมดาบ แม้สวยงามเพียงใด มันก็ยังเป็นเพียงเครื่องมือแห่งลางร้าย
ข้ายิ้มบางแล้วกล่าวว่า “เจ้าจงจำไว้ อาวุธแม้จะงดงาม ก็เป็นเพียงเครื่องร้าย เป็นสัญลักษณ์แห่งความโศกและการสูญเสีย ผู้มีเต๋าแท้ย่อมไม่หลงใหลในสิ่งนี้”
ศิษย์ก้มหน้าครุ่นคิด เหตุใดสิ่งงดงามกลับกลายเป็นสิ่งอัปมงคลในสายตาของอาจารย์?
ข้าจึงเอ่ยต่อ “ผู้มีเต๋าไม่เกลียดชังความงาม แต่ไม่หลงใหลในสิ่งที่ก่อเกิดทุกข์ อาวุธจะถูกหยิบขึ้นมาก็ต่อเมื่อจำเป็นที่สุดเท่านั้น มิใช่เพราะความปรารถนา”
ศิษย์เงยหน้าขึ้น สีหน้าเริ่มสงบลง เขารู้แล้วว่า ความสวยงามมิอาจกลบความจริงที่ซ่อนอยู่ในคมดาบได้
ค่ำนั้น ลมอ่อนพัดผ่านศาลาไม้เก่าแก่ เรานั่งล้อมตะเกียงน้ำมัน ศิษย์ยังถามต่อ
“ถ้าเช่นนั้น เมื่อบ้านเมืองเกิดศึกสงคราม เราควรถือว่าการชนะคือสิ่งน่ายินดีหรือไม่?”
ข้าหัวเราะเบา ๆ สายตามองเปลวไฟปลิวตามลม “ชัยชนะที่ได้มาด้วยเลือด ไม่อาจนับว่าเป็นมงคล ผู้ที่ยึดถือชัยชนะทางอาวุธเป็นความภาคภูมิใจ ย่อมหลงลืมว่าในทุกการฆ่าย่อมมีวิญญาณมากมายร่ำไห้”
ศิษย์นิ่งเงียบ ข้าเห็นความลังเลในใจเขา จึงอธิบายต่อ “ในพิธีต่าง ๆ ฝ่ายซ้ายถือว่าเป็นตำแหน่งแห่งเกียรติ เมื่อมีงานมงคล ทุกคนต่างอยู่เบื้องซ้าย แต่ในคราวสงคราม ตำแหน่งของแม่ทัพกลับอยู่เบื้องขวา เหตุใดหรือ? เพราะสงครามมิใช่งานรื่นเริง แต่เป็นงานเศร้า เป็นดั่งพิธีศพ ผู้บัญชาการสูงสุดจึงยืนในตำแหน่งแห่งความไว้อาลัย”
ศิษย์เบิกตากว้าง ก่อนค่อย ๆ พยักหน้า แท้จริงแล้ว ผู้ชนะในสงครามควรคร่ำครวญ มิใช่เฉลิมฉลอง
ข้าจึงสรุปเบา ๆ “ผู้ที่มีเต๋า ย่อมให้เกียรติแก่ชีวิตมากกว่าชัยชนะ เขาอาจยกดาบขึ้นเพราะความจำเป็น แต่เมื่อคมดาบได้คร่าชีวิตแล้ว สิ่งที่ตามมาคือความโศกเศร้า มิใช่ความรื่นเริง”
เปลวไฟในตะเกียงสั่นไหวราวกับสะท้อนเสียงคร่ำครวญของเหล่าวิญญาณผู้จากไป ศิษย์นั่งนิ่งยิ่งกว่าเดิม ราวกับได้ยินเสียงนั้นในใจตนเอง…

หลายปีผ่านไป ศิษย์ผู้นั้นเติบใหญ่ เขาได้รับราชโองการให้เป็นแม่ทัพใหญ่ นำกองทัพออกศึกป้องกันแผ่นดิน ข้าเฝ้ามองจากไกล ๆ เห็นเกราะเหล็กเงาวับและกลองศึกที่ประโคมก้องไปทั่วหุบเขา
ก่อนเขาจะออกเดินทาง ศิษย์ได้กลับมาหาข้า เขาก้มลงคำนับ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“อาจารย์ ข้าไม่อาจปฏิเสธราชโองการ แต่ข้าก็ไม่ลืมคำสอนว่าอาวุธเป็นเพียงลางร้าย ข้าจะทำอย่างไร หากต้องนำทัพเข้าสู่สมรภูมิ?”
ข้ามองเขาแล้วพยักหน้าเบา ๆ “จงทำในสิ่งที่จำเป็น มิใช่สิ่งที่เจ้าปรารถนา หากเจ้าจำต้องยกทัพ ก็จงทำเพื่อหยุดสงคราม มิใช่เพื่อยืดเยื้อ”
เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบด้วยสายตามุ่งมั่น “ข้าจะไม่แสวงหาชัยชนะเพื่ออวดเกียรติ แต่เพื่อคืนความสงบให้บ้านเมือง”
ข้าจึงกล่าวช้า ๆ ราวกับฝากถ้อยคำสุดท้าย “เมื่อเสียงกลองศึกสงบลง เจ้าจงอย่าลืมว่า ทุกชีวิตที่ดับไป สมควรได้รับการไว้อาลัย มิใช่การเฉลิมฉลอง”
สงครามกินเวลาหลายเดือน ศพทหารนับพันกองทับถมบนทุ่งหญ้า แม่น้ำกลายเป็นสีแดงจากเลือดผู้คน ในที่สุด กองทัพของศิษย์ก็ได้รับชัยชนะ ศัตรูล่าถอย บ้านเมืองปลอดภัย แต่ข้ารู้ดีว่า ในใจเขามิได้มีความยินดีเลย
คืนหนึ่งหลังสงครามสิ้นสุด เขากลับมาหาข้าในชุดแม่ทัพใหญ่ สีหน้าหมองหม่นกว่าครั้งใด เขาคุกเข่าลงต่อหน้าข้า น้ำตาเอ่อรื้นในดวงตาที่เคยแข็งแกร่ง
“อาจารย์… ข้าพิทักษ์แผ่นดินสำเร็จ แต่เหตุใดในใจจึงหนักอึ้งดุจภูเขาทับ? เหตุใดชัยชนะจึงเต็มไปด้วยคราบน้ำตา?”
ข้าเอื้อมมือแตะบ่าของเขาแล้วตอบอย่างอ่อนโยน “เพราะเจ้ามีเต๋าในใจ เจ้าไม่ยินดีในความตายของผู้คน นี่ต่างหากคือเกียรติสูงสุดของแม่ทัพ ผู้ที่ฆ่าผู้คนมากมาย ควรคร่ำครวญเพื่อพวกเขา มิใช่หัวเราะเยาะต่อความพ่ายแพ้ของศัตรู”
เขาก้มหน้าลง น้ำตาหยดลงบนพื้นดิน เสียงสะอื้นสั่นสะท้านไปทั่วห้องเงียบสงัด
“ข้าเข้าใจแล้วอาจารย์… ผู้ชนะที่แท้จริง มิใช่ผู้ยกดาบสูงที่สุด แต่คือผู้ที่รู้จักวางดาบลง และร่ำไห้เพื่อทุกชีวิตที่สูญเสีย”
ข้าพยักหน้าช้า ๆ เปลวตะเกียงไหววูบคล้ายยืนยันถ้อยคำนั้น สงครามสิ้นสุด แต่ในหัวใจของแม่ทัพใหญ่ เขาได้เรียนรู้ว่าความสงบต่างหากคือชัยชนะที่แท้จริง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… อาวุธ แม้จะงดงามเพียงใด ก็ยังเป็นเครื่องหมายแห่งความสูญเสีย ผู้ที่เดินตามทางเต๋าจะไม่ชื่นชมในความรุนแรง เพราะชัยชนะที่ได้มาจากการฆ่าฟันนั้นเต็มไปด้วยน้ำตา มิใช่ความสุขที่แท้จริง แม่ทัพที่ยิ่งใหญ่จึงไม่ใช่ผู้โห่ร้องยินดีต่อชัยชนะ แต่คือผู้ที่รู้จักวางดาบลง เคารพชีวิต และเศร้าโศกต่อความตายของผู้คน นี่แหละคือการสงบศึกที่แท้จริงในหลักเต๋า
ในเรื่องนี้ ศิษย์ผู้เคยเป็นทหารชั้นผู้น้อย เติบโตจนได้เป็นแม่ทัพใหญ่ เขาได้รับชัยชนะตามหน้าที่ แต่ไม่หลงระเริง เขารู้จักเศร้าโศกต่อชีวิตที่ดับไป และเข้าใจว่าเกียรติสูงสุดของนักรบ คือการปกป้องความสงบให้บ้านเมือง มิใช่การอวดโอ่ชัยชนะ ความจริงที่เขาได้เรียนรู้จึงสะท้อนคำสอนของอาจารย์ว่า ชัยชนะของเต๋า คือการคืนความสงบแก่สรรพสิ่ง ไม่ใช่การยกตนเหนือผู้อื่น
อ่านต่อ: นิทานเต้าเต๋อจิงสอนชีวิตผ่านปรัชญาวิถีเต๋าในรูปแบบนิทานอ่านง่าย ๆ
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานเต้าเต๋อจิงเรื่องสงบศึก (อังกฤษ: Stilling War) นิทานเรื่องนี้มาจากคัมภีร์เต้าเต๋อจิงบทที่ 31 ซึ่งกล่าวถึง “การหยุดยั้งสงคราม” อาวุธแม้จะสวยงามก็ยังเป็นเครื่องร้าย เป็นลางอัปมงคล และมิใช่สิ่งที่ผู้มีเต๋าควรยินดี อาวุธจะถูกหยิบใช้ก็เพียงเมื่อความจำเป็นบังคับเท่านั้น และเมื่อการต่อสู้สิ้นสุด สิ่งที่ควรเกิดขึ้นคือความสงบและการไว้อาลัย ไม่ใช่การเฉลิมฉลองกับชัยชนะที่แลกมาด้วยเลือด เล่าจื๊อได้บันทึกไว้ว่า:
การยับยั้งสงคราม
แม้อาวุธจะงดงามเพียงใด ก็เป็นเครื่องหมายแห่งโชคร้าย
น่ารังเกียจต่อสรรพสิ่งทั้งหลาย
ดังนั้น ผู้ที่ยึดเต๋า จึงไม่ปรารถนาจะใช้มันคนผู้สูงส่งมักถือว่ามือซ้ายเป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติ
แต่ในยามสงคราม มือขวากลายเป็นตำแหน่งสำคัญ
อาวุธคมเหล่านั้นเป็นเครื่องหมายแห่งโชคร้าย
ไม่ใช่เครื่องมือของคนผู้สูงส่ง
เขาใช้เพียงเมื่อจำเป็นเท่านั้นความสงบและความสงัด คือสิ่งที่เขาให้คุณค่า
ชัยชนะด้วยกำลังอาวุธ ไม่ใช่สิ่งที่เขาปรารถนา
ถ้าถือว่าชัยชนะคือความปรารถนา
ก็หมายถึงยินดีในความตายของผู้คน
และผู้ที่ยินดีในความตายของผู้คน จะไม่สามารถบรรลุเจตจำนงของตนในแผ่นดินได้ในงานรื่นเริง ตำแหน่งซ้ายคือที่ยกย่อง
ในงานโศก ตำแหน่งขวาคือที่สำคัญ
ผู้บัญชาการรองอยู่ซ้าย
ผู้บัญชาการสูงสุดอยู่ขวา
ตำแหน่งของเขา จัดให้ตามพิธีการไว้โศกผู้ที่ฆ่าผู้คนมากมาย ควรไว้อาลัยด้วยความเศร้าโศกที่สุด
ผู้ชนะในสงคราม ย่อมมีตำแหน่งอย่างเหมาะสมตามพิธีเหล่านั้น
เล่าจื๊อได้สอนให้เห็นว่า ผู้มีปัญญาแท้ย่อมรักความสงบมากกว่าการแสวงหาชัยชนะ เขามองว่าชัยชนะจากสงครามคือโศกนาฏกรรม มิใช่เกียรติยศ ดังนั้นจึงเปรียบตำแหน่งแม่ทัพผู้บัญชาการว่าอยู่ทางขวา อันเป็นตำแหน่งเดียวกับในพิธีศพ เพื่อย้ำว่าผู้ชนะในสงครามควรคร่ำครวญต่อชีวิตที่ดับไป ไม่ใช่หลงระเริงกับเกียรติที่เปลือกนอก
นิทานเรื่องนี้จึงถูกแต่งขึ้นเพื่อสะท้อนคำสอนในบทดังกล่าว โดยถ่ายทอดผ่านเรื่องราวของศิษย์ชั้นผู้น้อยที่เติบโตขึ้นจนกลายเป็นแม่ทัพใหญ่ เขาต้องยกดาบขึ้นตามหน้าที่ แต่ก็ไม่เคยลืมคำสอนของอาจารย์ว่า ชัยชนะที่แท้จริงคือการคืนความสงบให้ผู้คน และไว้อาลัยต่อทุกชีวิตที่สูญเสีย เรื่องราวนี้จึงสะท้อนหัวใจของ “การสงบศึก” อันเป็นคำสอนสำคัญ
คติธรรม: “ผู้ชนะที่แท้จริง มิใช่ผู้ยกดาบสูงสุด แต่คือผู้ที่รู้จักวางดาบลง และเศร้าโศกต่อทุกชีวิตที่สูญเสีย”

