ในโลกที่หัวใจมนุษย์ถูกทดสอบด้วยความมั่งคั่งมหาศาลซึ่งซ่อนอยู่หลังม่านแห่งมนตรา บ่อยครั้งที่สติปัญญาอันแหลมคมมักจะพ่ายแพ้ให้กับความละโมบที่คืบคลานเข้ามาครอบงำจิตวิญญาณ
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงภูเขาลึกลับที่เป็นแหล่งกบดานของความลับและความร่ำรวย โดยมีเพียงถ้อยคำสั้น ๆ เป็นกุญแจเปิดทาง ทว่าเมื่อความริษยานำพาชายผู้มั่งคั่งให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง เขากลับพบว่าสิ่งที่อันตรายยิ่งกว่าความมืดในถ้ำ กับนิทานกริมม์เรื่องภูเขาซีเมลี

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องภูเขาซีเมลี
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสองพี่น้องคู่หนึ่งที่มีฐานะต่างกันราวฟ้ากับดิน พี่ชายนั้นมั่งคั่งร่ำรวยแต่กลับมีใจคอคับแคบและแล้งน้ำใจ เขาไม่เคยแบ่งปันสิ่งใดให้น้องชายเลยแม้แต่น้อย ส่วนน้องชายนั้นยากจนแสนสาหัส เขาหาเลี้ยงชีพด้วยการค้าขายเมล็ดพืชเพียงเล็กน้อย หลายครั้งที่โชคชะตาไม่เข้าข้างจนเขาแทบไม่มีขนมปังติดบ้านไว้ให้ภรรยาและลูก ๆ ได้อิ่มท้อง
วันหนึ่ง ขณะที่น้องชายกำลังเข็นรถเข็นคันเก่าฝ่าเข้าไปในป่าลึกเพื่อหาฟางหรือพืชผัก เขาได้พบกับสิ่งประหลาดใจอย่างยิ่ง ท่ามกลางแมกไม้เขียวขจีกลับมี “ภูเขาหัวโล้น” ลูกใหญ่ที่ดูเกลี้ยงเกลาผิดหูผิดตาตั้งตระหง่านอยู่
เขาหยุดยืนมองด้วยความพิศวงเพราะไม่เคยเห็นภูเขาลูกนี้มาก่อน ทันใดนั้นเขาเหลือบไปเห็นชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำ 12 คน กำลังมุ่งหน้าตรงมา ด้วยความตกใจและกลัวว่าจะเป็นพวกโจรป่า เขาจึงรีบเข็นรถไปซ่อนในพุ่มไม้หนาแล้วปีนขึ้นไปแอบบนต้นไม้ใหญ่เพื่อเฝ้าดูเหตุการณ์
ชายทั้ง 12 คนเดินไปหยุดอยู่ที่หน้าหน้าผาหินของภูเขานั้น แล้วหัวหน้ากลุ่มก็ตะโกนก้องว่า “ภูเขาเซมซี่ ภูเขาเซมซี่ จงเปิดออก!” (Semsi mountain, Semsi mountain, open)

ทันใดนั้นเอง ภูเขาที่ดูเป็นหินแข็งแกร่งกลับแยกออกตรงกลางอย่างน่าอัศจรรย์ ชายทั้ง 12 เดินหายเข้าไปข้างใน และประตูหินก็ปิดสนิทลงตามหลังพวกเขา เพียงชั่วครู่ภูเขาก็เปิดออกอีกครั้ง ชายเหล่านั้นเดินแบกกระสอบใบใหญ่ที่ดูหนักอึ้งออกมาบนบ่า
เมื่อทุกคนออกมาสู่แสงแดดด้านนอกแล้ว พวกเขาก็กล่าวว่า “ภูเขาเซมซี่ ภูเขาเซมซี่ จงปิดเสีย!” (Semsi mountain, Semsi mountain, shut thyself) แล้วภูเขาก็เลื่อนปิดเข้าหากันจนเรียบเนียนสนิท ราวกับไม่เคยมีทางเข้ามาก่อนเลย จากนั้นพวกโจรก็เดินจากไปจนลับสายตา
เมื่อทุกอย่างเงียบสงบ น้องชายที่ยังสั่นด้วยความตื่นเต้นก็ปีนลงจากต้นไม้ เขาอยากรู้นักว่ามีความลับใดซ่อนอยู่ข้างใน เขาจึงเดินไปที่หน้าผานั้นแล้วลองตะโกนว่า “ภูเขาเซมซี่ ภูเขาเซมซี่ จงเปิดออก!” พริบตาเดียว ภูเขาก็เปิดออกต้อนรับเขา
เมื่อก้าวเข้าไปข้างใน เขาแทบหยุดหายใจเพราะสิ่งที่เห็นคือถ้ำมหาศาลที่เต็มไปด้วยกองเงินกองทองอร่ามตา ลึกเข้าไปข้างหลังยังมีกองไข่มุกและอัญมณีล้ำค่าที่ส่องประกายระยิบระยับ กองสูงพะเนินราวกับกองข้าวเปลือกในโรงนา
น้องชายยืนอึ้งอยู่นานด้วยความลังเล แต่ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจหยิบทองคำมาใส่กระเป๋าเสื้อและกระเป๋ากางเกงจนเต็ม โดยไม่แตะต้องเพชรพลอยล้ำค่าอื่น ๆ เลย เมื่อออกมาข้างนอก เขาสั่งปิดภูเขาตามแบบที่ได้ยินมา แล้วเข็นรถกลับบ้านด้วยหัวใจที่พองโต

นับแต่นั้นมา เขาก็ไม่ต้องกังวลเรื่องความอดอยากอีก เขามีเงินซื้อขนมปังและไวน์ชั้นดีมาบำรุงครอบครัว เขาใช้ชีวิตอย่างร่าเริงและเป็นคนดีเสมอมา โดยมักจะแบ่งปันเงินทองช่วยเหลือผู้ยากไร้และทำความดีแก่ทุกคนรอบข้างเสมอ เมื่อเงินเริ่มร่อยหรอ เขาก็จะกลับไปที่ภูเขาอีกครั้ง โดยครั้งหนึ่งเขาได้ไปขอยืม “ถังตวง” จากพี่ชายเพื่อมาตวงเหรียญทอง
ฝ่ายพี่ชายผู้ร่ำรวยที่เฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงของน้องชายด้วยความริษยามานาน เขาไม่เข้าใจว่าน้องชายเอาเงินมาจากไหนและเอาถังตวงไปทำอะไร จึงวางอุบายสกปรกด้วยการ “เอายางมะตอยทาไว้ที่ก้นถังตวง” เมื่อน้องชายนำถังมาคืน พี่ชายก็พบเหรียญทองหนึ่งเหรียญติดอยู่ที่ก้นถัง!
เขาจึงบุกไปหาน้องชายทันทีและเค้นถามว่า “เจ้าเอาถังไปตวงอะไรมา!”
น้องชายตอบเลี่ยง ๆ ว่า “ตวงข้าวโพดกับข้าวบาร์เลย์น่ะพี่”
แต่พี่ชายชูเหรียญทองขึ้นมาขู่ “อย่ามาโกหก! ถ้าเจ้าไม่บอกความจริง ข้าจะไปฟ้องศาลว่าเจ้าไปขโมยของใครมา!” เมื่อถูกบีบคั้น น้องชายผู้ซื่อสัตย์จึงต้องเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง พี่ชายได้ฟังดังนั้นก็ตาโตด้วยความโลภ
เขาจึงรีบสั่งคนใช้ให้เตรียมรถม้าขนาดใหญ่ทันที โดยตั้งใจว่าจะไปกวาดเอาสมบัติที่ “ล้ำค่ากว่าทองคำ” มาให้มากกว่าที่น้องชายเคยทำได้หลายเท่าตัว!

พี่ชายผู้ละโมบรีบขับรถม้ามุ่งหน้าตรงไปยังป่าลึกด้วยความทะเยอทะยาน เมื่อไปถึงหน้าภูเขาหัวโล้นลูกนั้น เขาไม่รอช้าที่จะตะโกนประโยคศักดิ์สิทธิ์ที่น้องชายบอกมาด้วยเสียงอันดัง “ภูเขาเซมซี่ ภูเขาเซมซี่ จงเปิด!”
ทันทีที่ภูเขาแยกออก เขารีบกระโจนเข้าไปข้างในและต้องตาพร่ามัวกับแสงระยิบระยับของอัญมณีล้ำค่าที่กองพะเนินอยู่ตรงหน้า เขายืนงงงวยอยู่นานเพราะไม่รู้จะหยิบชิ้นไหนก่อนดี ใจหนึ่งก็อยากได้เพชรน้ำงาม อีกใจก็อยากได้มุกเม็ดเขื่อง เขาละล้าละลังกวาดอัญมณีและหินสีต่าง ๆ เข้าสู่อ้อมแขนและกระสอบจนล้นปรี่ หนักเสียจนเขาแทบจะเดินไม่ไหว
เมื่อได้สมบัติจนพอใจแล้ว เขาจึงแบกภาระอันหนักอึ้งมุ่งหน้ากลับไปที่ประตูหิน ทว่าในขณะนั้นเอง หัวใจและวิญญาณของเขาถูกครอบงำด้วยภาพความร่ำรวยจนมืดบอด ความละโมบทำให้เขาสับสนในชื่อของภูเขา เขาตะโกนก้องออกมาว่า “ภูเขาซีเมลี ภูเขาซีเมลี จงเปิดออก!” (Simeli mountain, Simeli mountain, open)
แต่ทว่า… ภูเขายังคงนิ่งสนิทและปิดเงียบเหมือนเดิม เขาเริ่มใจคอไม่ดีและพยายามตะโกนชื่ออื่น ๆ ออกมาอีกมากมายแต่ก็ยังไม่ใช่ชื่อที่ถูกต้อง ยิ่งเขาพยายามนึกเท่าไหร่ ความคิดของเขาก็ยิ่งสับสนและวกวนไปมา
ชื่อ “เซมซี่” ที่แสนง่ายดายกลับหายไปจากความทรงจำราวกับไม่เคยมีอยู่ สมบัติมหาศาลที่เขาโอบกอดไว้บัดนี้ไม่มีค่าใด ๆ อีกต่อไป เมื่อมันกลับกลายเป็นกำแพงคุกที่ไร้ทางออก

เวลาล่วงเลยไปจนถึงยามเย็น แสงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ประตูภูเขาก็เปิดออกเองอีกครั้งตามเวลาที่เหล่าโจรจะกลับมา ชายฉกรรจ์ทั้ง 12 คนเดินเรียงรายเข้ามาในถ้ำ และเมื่อพวกเขาเห็นคนแปลกหน้ายืนอยู่ท่ามกลางกองสมบัติ พวกเขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะเยาะลั่นถ้ำ “ไอ้นกน้อย! ในที่สุดข้าก็จับเจ้าได้เสียที!”
หัวหน้าโจรตะโกนก้อง “เจ้าคิดหรือว่าพวกข้าจะไม่รู้ว่าเจ้าแอบลอบเข้ามาที่นี่ถึงสองครั้งแล้ว? ครั้งก่อน ๆ เจ้าอาจจะหนีไปได้ แต่ครั้งที่สามนี้ เจ้าจะไม่มีวันได้ออกไปเห็นแสงตะวันอีก!”
พี่ชายผู้ขี้ขลาดและละโมบทรุดเข่าลงอ้อนวอนขอชีวิตด้วยตัวสั่นเทา เขาพยายามโยนความผิดไปให้น้องชายเพื่อเอาตัวรอดโดยกล่าวว่า “ไม่ใช่ข้า! ไม่ใช่ข้าที่เป็นคนทำครั้งก่อน ๆ แต่น้องชายของข้าต่างหากล่ะที่เป็นคนเข้ามา!”
แต่ทว่าไม่ว่าเขาจะอ้อนวอนขอความเมตตาเพียงใด หรือพยายามอธิบายอย่างไร เหล่าโจรป่าใจโฉดก็ไม่รับฟังคำพูดของชายผู้ทรยศแม้แต่พี่น้องของตนเอง
พวกเขาชักดาบออกมาและจัดการลงโทษพี่ชายผู้โลภมากอย่างเด็ดขาดเพื่อปิดปากหัวขโมยและรักษาความลับของภูเขาแห่งนี้ไว้ตลอดกาล ทิ้งร่างของชายผู้บูชาเงินทองไว้เบื้องหลังกองสมบัติที่เขาไม่มีโอกาสได้ใช้มันเลยแม้แต่เหรียญเดียว

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความโลภที่มากเกินพอดีมักจะบดบังปัญญาและสติสัมปชัญญะของมนุษย์จนนำไปสู่หายนะ
เพราะในขณะที่ความพอเพียงช่วยให้น้องชายได้รับโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่ความต้องการที่ไม่สิ้นสุดกลับทำให้พี่ชายหลงลืมแม้กระทั่งสิ่งสำคัญที่อยู่ตรงหน้า เปรียบได้กับประตูที่เปิดรับความมั่งคั่งแต่กลับกลายเป็นกรงขังเมื่อใจจดจ่ออยู่เพียงแค่ลาภยศ
นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่ามิตรภาพและความกตัญญูเป็นสิ่งล้ำค่ากว่าทรัพย์สิน เพราะในยามคับขัน พี่ชายกลับเลือกที่จะทรยศแม้กระทั่งสายเลือดของตนเองเพื่อเอาตัวรอด แต่สุดท้ายการกระทำที่ขาดคุณธรรมและความซื่อสัตย์นั้นเองที่เป็นจุดจบอย่างแท้จริงของชีวิต
อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ อีกเพียบ ที่นี่ taleZZZ.com
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องภูเขาซีเมลี (อังกฤษ: Simeli Mountain) จากคอลเลกชันนิทานพี่น้องกริมม์ลำดับที่ 142 KHM พี่น้องกริมม์ได้รับฟังมาจากครอบครัวลุดวิก ฮักซ์เทาเซิน (Ludwig von Haxthausen) โดยมีรากฐานมาจากตำนานพื้นบ้านแถบเวสต์ฟาเลีย (Westphalia) ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับนิทานเรื่อง “อาลีบาบาและโจรทั้งสี่สิบ (Ali Baba and the Forty Thieves)” จากนิทานชุดอาหรับราตรี แต่ถูกปรับเปลี่ยนบริบทให้เข้ากับสังคมยุโรป โดยเน้นไปที่ความขัดแย้งทางศีลธรรมระหว่างพี่น้องที่มีฐานะต่างกัน ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักที่พบได้บ่อยในคติชนวิทยา
ชื่อของภูเขา “เซมซี่” (Semsi) และ “ซีเมลี” (Simeli) ในเชิงวิชาการเชื่อว่ามีที่มาจากชื่อ “ภูเขาซิมเมิลเบิร์ก” (Simeliberg) ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งในภาษาเยอรมันโบราณอาจสื่อถึงยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะหรือเมฆหมอก การเปลี่ยนชื่อจากเซมซี่เป็นซีเมลี ในเรื่องจึงไม่ใช่เพียงการลืมเลือนธรรมดา แต่เป็นการสื่อถึง “อาการกิเลสบังตา” ที่ทำให้มนุษย์สูญเสียความสามารถในการแยกแยะความจริงที่เรียบง่ายที่สุดไป
ในเชิงวรรณกรรม นิทานเรื่องนี้จัดอยู่ในประเภท “นิทานสอนใจเกี่ยวกับสมบัติที่ถูกสาป” (Accursed Treasure) ซึ่งสะท้อนความเชื่อของชาวบ้านในสมัยก่อนว่าความมั่งคั่งที่ได้มาโดยง่ายหรือได้มาจากแหล่งที่มืดดำมักจะแฝงไว้ด้วยอันตรายเสมอ จุดจบของพี่ชายที่ไม่เพียงแต่เสียชีวิตแต่ยังพยายามทรยศน้องชาย เป็นการย้ำเตือนถึงค่านิยมทางศาสนาและจริยธรรมที่ว่า ความโลภไม่เพียงแต่ทำลายชีวิตแต่ยังทำลายความเป็นมนุษย์และสายสัมพันธ์ในครอบครัวจนหมดสิ้น
คติธรรม: “ในยามที่กิเลสเข้าครอบงำหัวใจ แม้แต่หนทางที่เรียบง่ายที่สุดก็อาจกลายเป็นประตูปิดตาย เพราะความโลภไม่เพียงแต่พรากสติปัญญาไปจากเรา แต่ยังพรากความเป็นมนุษย์ไปจนหมดสิ้นในยามที่ต้องแลกทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด”

