ณ เชิงเขาแคตสกิลล์ ท่ามกลางหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เงียบสงบ ชาวบ้านใช้ชีวิตไปตามวิถีของพวกเขา ฤดูใบไม้ผลิเยือนมา นกเริ่มขับขานในยามเช้า แม่น้ำฮัดสันไหลเอื่อยราวกับไม่มีวันเหือดแห้ง ทุกสิ่งดูเหมือนจะดำเนินไปเช่นเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง
แต่บางครั้ง สิ่งที่เราคิดว่าแน่นอน อาจเปลี่ยนแปลงไปโดยที่เราไม่รู้ตัว และเมื่อถึงเวลาที่เราหันกลับมามอง เราอาจพบว่าทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว มีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากอเมริกากับนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องริป แวน วิงเคิล

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องริป แวน วิงเคิล ชายผู้หลับใหลนานปี
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในหุบเขาแคตสกิลล์ ซึ่งอยู่ภายใต้อาณานิคมของอังกฤษ ชาวบ้านใช้ชีวิตเรียบง่าย ทำการเกษตร และเลี้ยงปศุสัตว์ ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบ มีชายคนหนึ่งชื่อ ริป แวน วิงเคิล
ริปเป็นชายใจดี เป็นมิตรกับทุกคนในหมู่บ้าน เด็ก ๆ และสุนัขต่างชอบเขา เพราะเขาชอบเล่านิทานและเล่นกับพวกเขา เขาไม่เคยปฏิเสธเมื่อเพื่อนบ้านขอให้ช่วยอะไร ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมรั้ว ยกของ หรือเลี้ยงเด็กให้ชั่วคราว แต่เมื่อถึงเวลาทำงานของตัวเอง—โดยเฉพาะงานที่ภรรยาของเขาสั่ง—ริปกลับขี้เกียจและหลีกเลี่ยงเสมอ
“ริป! เจ้าจะมัวแต่นั่งเล่นกับเด็ก ๆ ทั้งวันไม่ได้!” ภรรยาของเขาตะโกนจากหน้าประตูบ้าน สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“ข้าก็แค่พักสักหน่อยเองนะ ดีม (Dame Van Winkle)” ริปยิ้มแหย ๆ พลางวางมือลงบนหัวของสุนัขคู่ใจวูล์ฟ (Wolf) ซึ่งนั่งมองเขาอย่างเข้าอกเข้าใจ
ดีม แวน วิงเคิล เป็นหญิงขยันขันแข็ง ตรงกันข้ามกับสามีของเธอโดยสิ้นเชิง เธอเอาแต่บ่นว่าริปไม่ยอมทำงาน ไม่ดูแลไร่นา และปล่อยให้บ้านเสื่อมโทรม หลายครั้งที่ชาวบ้านเห็นเธอยืนเท้าเอวบ่นสามีอยู่หน้าประตูบ้าน ขณะที่ริปเพียงพยักหน้ารับเบา ๆ แล้วเดินออกไปเงียบ ๆ
“เฮ้อ… ภรรยาข้าคงเป็นหญิงที่ขี้บ่นที่สุดในโลกแน่ ๆ” ริปพึมพำขณะเดินออกจากหมู่บ้าน ปืนไรเฟิลสะพายอยู่บนไหล่ ส่วนวูล์ฟเดินตามติดไม่ห่าง
เขาไม่ได้ตั้งใจออกไปล่าสัตว์จริงจังนัก แค่ต้องการหลีกหนีเสียงบ่นและหาที่เงียบ ๆ พักใจ เขามักเดินขึ้นไปบนภูเขาแคตสกิลล์ สูดอากาศบริสุทธิ์ และทอดสายตามองทิวทัศน์ของแม่น้ำฮัดสันที่ไหลเชี่ยวอยู่เบื้องล่าง
วันนั้นก็เช่นกัน ริปออกเดินขึ้นเขาพร้อมกับสุนัขคู่ใจ โดยไม่รู้เลยว่าเส้นทางที่เขากำลังก้าวไปนั้น จะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล
ริปเดินขึ้นไปลึกเข้าไปในป่า เสียงลมพัดผ่านต้นไม้ เสียงใบไม้ไหวเบา ๆ ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย ทว่าเมื่อดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำและหมอกบาง ๆ เริ่มลอยคลุมยอดเขา ริปก็ได้ยินเสียงแปลก ๆ ดังขึ้น เสียงของมนุษย์…
เขาหันไปมองก็เห็นชายคนหนึ่ง แต่งตัวแปลกประหลาดเหมือนคนจากยุคสมัยที่เก่ากว่า เขาสวมเสื้อคลุมยาว หมวกทรงสูง และแบกถังไม้ใบใหญ่ไว้บนหลัง ใบหน้าดูเคร่งขรึมและไม่พูดอะไร แต่ทำสัญญาณให้ริปช่วยถือถังไปด้วยกัน
แม้จะรู้สึกแปลกใจ แต่ริปก็ไม่ได้ลังเล เขาพยักหน้าและเดินตามชายลึกลับไปโดยมีวูล์ฟเดินตามห่าง ๆ เส้นทางเริ่มชันขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดพวกเขาก็ไปถึงลานหินแห่งหนึ่ง
ที่นั่น… มีกลุ่มชายแปลกหน้าอีกหลายคน พวกเขาแต่งกายคล้ายกัน หนวดเครายาว หน้าตาเคร่งขรึม ไม่มีใครพูดอะไรสักคำ พวกเขากำลังเล่นโบว์ลิ่งกันอยู่ แต่เสียงลูกโบว์ลิ่งกระทบกันกลับดังสนั่นเหมือนเสียงฟ้าร้อง
ริปมองภาพตรงหน้าด้วยความงุนงง ชายที่พาเขามาเทเหล้าลงในแก้วไม้ แล้วส่งให้เขา ริปลังเลเล็กน้อยก่อนจะลองจิบดู
รสชาติของมันชวนให้รู้สึกผ่อนคลายและสบายใจ
“แค่อีกอึกเดียวคงไม่เป็นไร” ริปคิด พลางยกแก้วขึ้นดื่มอีกครั้ง
จากนั้น… ความง่วงก็ถาโถมเข้าใส่เขาอย่างรวดเร็ว เปลือกตาของเขาหนักขึ้นทุกที ท่ามกลางเสียงลูกโบว์ลิ่งที่ดังราวกับพายุฟ้าคะนอง
ทุกอย่างดับวูบไป
ริปไม่รู้เลยว่าเขาหลับไปนานแค่ไหน และโลกที่เขากำลังจะตื่นขึ้นมาพบ… จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป

แสงแดดอ่อน ๆ สาดส่องผ่านยอดไม้ เสียงนกร้องแว่วมากับสายลม ริป แวน วิงเคิลขยับตัวอย่างเกียจคร้าน พลางยกมือขึ้นกุมศีรษะ รู้สึกหนักอึ้งราวกับดื่มเหล้ามากเกินไปเมื่อคืน
เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้น พบว่าตัวเองยังนอนอยู่บนลานหินกลางป่า แต่รอบตัวกลับเงียบสนิท กลุ่มชายลึกลับที่เขาเห็นเมื่อคืนหายไปหมดแล้ว ไม่มีร่องรอยของถังเหล้า ไม่มีเสียงลูกโบว์ลิ่งกระทบกัน
“ข้าหลับไปนานแค่ไหนกันนะ?”
ริปลุกขึ้นยืน รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว เมื่อเขาก้มลงมองปืนไรเฟิลที่วางพิงต้นไม้ไว้ ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกใจ ปืนกระบอกเดิมที่เคยดูแข็งแรง ตอนนี้ขึ้นสนิมจนแทบใช้ไม่ได้ สายสะพายขาดรุ่ยราวกับถูกทิ้งไว้นานหลายปี
เขารีบมองหาวูล์ฟ แต่ไม่พบสุนัขคู่ใจอยู่ที่ไหนเลย
ริปเดินลงจากภูเขาด้วยความงุนงง ขณะที่สองเท้าเหยียบลงบนเส้นทางที่คุ้นเคย หัวใจของเขากลับรู้สึกแปลกประหลาด ราวกับมีบางสิ่งไม่ถูกต้อง
พุ่มไม้ที่เคยเป็นจุดสังเกตตอนเขาขึ้นเขา กลับสูงใหญ่และหนาทึบขึ้นกว่าที่เขาจำได้ เส้นทางเดินที่เคยชัดเจน กลับเต็มไปด้วยรากไม้และก้อนหินเหมือนถูกทอดทิ้งมานาน
เมื่อเขาเดินลงมาถึงหมู่บ้าน ภาพตรงหน้าก็ทำให้เขาหยุดชะงัก
บ้านเรือนดูแตกต่างไปจากที่เขาจำได้ บางหลังหายไป บางหลังมีโครงสร้างใหม่ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ถนนที่เคยเงียบสงบ ตอนนี้เต็มไปด้วยผู้คนแต่งกายแปลกตา เด็ก ๆ วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน แต่ไม่มีใครที่ริปรู้จักเลย
“นี่มัน… หมู่บ้านของข้าจริง ๆ หรือ?”
ริปก้าวเข้าไปในหมู่บ้าน ดวงตากวาดมองไปรอบ ๆ อย่างสับสน บ้านเรือนที่เคยคุ้นตากลับดูแตกต่างออกไป ถนนที่เคยเงียบสงบตอนนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่แต่งกายแปลกตา บ้างดูรีบร้อน บ้างพูดคุยถึงเรื่องที่ริปไม่เข้าใจ
เขารีบเดินไปยังบ้านของตัวเอง แต่กลับพบเพียง บ้านเก่าผุพังที่ถูกทิ้งร้าง ราวกับไม่มีใครอาศัยอยู่มานาน หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ เขาหันไปมองรอบตัว และพบว่าผู้คนที่เดินผ่านไปมาไม่มีใครที่เขารู้จักเลย
“นี่มัน… หมู่บ้านของข้าจริง ๆ หรือ?” เขาตรงไปยังลานกลางหมู่บ้าน หวังจะพบใบหน้าคุ้นเคย แต่แทนที่จะเห็นรูปปั้นของกษัตริย์จอร์จที่ 3 เช่นทุกครั้ง ครั้งนี้กลับมีรูปปั้นของจอร์จ วอชิงตัน ตั้งตระหง่านแทน
ริปขมวดคิ้ว อาณานิคมอังกฤษที่เขารู้จักหายไปแล้ว ตอนนี้ที่นี่คือสหรัฐอเมริกา
โลกเปลี่ยนไปโดยไม่มีเขาเป็นส่วนหนึ่งของมันอีกต่อไป
เขารีบเข้าไปถามผู้คนรอบตัวด้วยความร้อนรน “มีใครรู้จัก ริป แวน วิงเคิล ไหม?”
ชาวบ้านหลายคนหันมามองเขาด้วยสายตาฉงน ก่อนที่ชายชราผู้หนึ่งจะเดินเข้ามาใกล้ จ้องมองริปด้วยความครุ่นคิด ก่อนจะพูดขึ้นช้า ๆ
“ริป แวน วิงเคิล? ข้าจำได้ว่า… เขาหายตัวไปเมื่อ ยี่สิบปีที่แล้ว!”
คำพูดนั้นทำให้ร่างกายของริปเย็นเฉียบราวกับหิน โลกทั้งใบของเขาเหมือนพังทลายลงตรงหน้า เขาหลับไปเพียงคืนเดียว แต่กลับตื่นขึ้นมาอีกครั้งในยุคสมัยที่ไม่ใช่ของตัวเอง
เขารีบมองหาภรรยา หวังว่าเธอจะช่วยอธิบายเรื่องทั้งหมดให้เข้าใจ แต่ชาวบ้านเพียงส่ายหัวและบอกว่าเธอเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว
ทุกสิ่งที่เคยเป็นของเขาหายไปหมดแล้ว บ้านของเขา ภรรยาของเขา เพื่อนของเขา แม้แต่หมู่บ้านที่เขาเคยรู้จักก็เปลี่ยนแปลงไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ริปไม่เคยจากไปไหน แต่เวลาได้พรากทุกสิ่งไปจากเขาแล้ว
ความจริงที่นิทานต้องการสื่อเริ่มชัดเจนขึ้น ริปไม่ใช่แค่ชายที่หลับไปนานหลายปี แต่เขาคือคนที่ละเลยเวลาของตัวเอง ในขณะที่ทุกคนในหมู่บ้านเติบโต ทำงาน สร้างอนาคต และเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ริปกลับใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย ผลัดวันประกันพรุ่ง และไม่เคยเผชิญหน้ากับความเป็นจริง เมื่อเขาตื่นขึ้นมา เขาก็พบว่าตัวเองเป็นคนตกยุค เป็นคนที่ไม่มีที่ยืนในโลกใบใหม่
แต่แล้ว… ขณะที่ริปเดินไปยังลานกว้าง เด็ก ๆ กลุ่มหนึ่งเริ่มมองเขาด้วยความสนใจ ชายวัยกลางคนคนหนึ่งก้าวออกมาจากกลุ่มฝูงชน จ้องเขาด้วยสายตาตื่นตะลึง “ท่านพ่อ?”
ริปเบิกตากว้าง นั่นคือลูกชายของเขา ที่ตอนนี้เติบโตเป็นชายหนุ่มเต็มตัวแล้ว
แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนไป แม้ว่าเขาจะสูญเสียทุกอย่างไปแล้ว แต่ยังคงมีสิ่งหนึ่งที่ยังเหลืออยู่เรื่องราวของเขา ริปเล่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นให้ผู้คนฟัง และตำนานของเขาก็ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… เวลาไม่เคยหยุดเดินและโลกย่อมเปลี่ยนแปลงเสมอ ไม่ว่าคน ๆ หนึ่งจะพยายามใช้ชีวิตอย่างเชื่องช้าและหลีกหนีความรับผิดชอบเพียงใด แต่สุดท้ายเวลาจะพรากทุกสิ่งไปโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว ริป แวน วิงเคิลใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมาย ปล่อยให้วันเวลาผ่านไปโดยไม่สนใจผลกระทบ จนกระทั่งเขาตื่นขึ้นมาในโลกที่ไม่เหลืออะไรให้เขากลับไปหา การหลับใหลของเขาไม่ใช่แค่การสูญเสียเวลา แต่เป็นการตื่นขึ้นมาพบว่าทุกสิ่งที่เคยคุ้นเคยหายไปตลอดกาล
เรื่องราวของริปสะท้อนให้เห็นว่า หากเรามัวแต่ผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่เผชิญหน้ากับความเป็นจริง หรือปล่อยให้ชีวิตล่องลอยไปอย่างไร้เป้าหมาย เมื่อถึงวันที่เราตื่นขึ้นมา เราอาจพบว่ามันสายเกินไปแล้ว ทุกสิ่งรอบตัวเปลี่ยนไปโดยไม่มีเราเป็นส่วนหนึ่งของมันอีกต่อไป
นิทาน “ริป แวน วิงเคิล” ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องเล่าของชายที่หลับใหลไปยี่สิบปี แต่เป็นนิทานเชิงสัญลักษณ์ ที่สะท้อนถึง การเปลี่ยนแปลงของโลก เวลา และความไม่ใส่ใจต่อชีวิตของตัวเอง แต่ละองค์ประกอบของเรื่องมีความหมายลึกซึ้ง ดังนี้
- ริป แวน วิงเคิล เป็นตัวแทนของ คนที่ละเลยเวลา ไม่ปรับตัว และใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมาย เขาเป็นชายใจดี แต่ขี้เกียจ ไม่สนใจหน้าที่ของตัวเอง และพยายามหนีปัญหาอยู่เสมอ จนสุดท้าย เมื่อเขาตื่นขึ้นมา เขากลายเป็น คนตกยุค ถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยโลกที่ก้าวไปข้างหน้า
- ภรรยาของริป (ดีม แวน วิงเคิล) เป็นตัวแทนของ ภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบ และโลกแห่งความเป็นจริง เธอเป็นคนที่ผลักดันให้ริปทำงาน แต่ริปกลับมองว่าเธอเป็นแค่เสียงบ่นที่น่ารำคาญ จนต้องหนีออกจากบ้าน
- การเดินขึ้นเขาและการดื่มเหล้าของริป เป็นสัญลักษณ์ของ การละทิ้งหน้าที่และการใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมาย ริปเลือกที่จะหนีจากความเป็นจริง และจมอยู่กับสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกสบายใจแทนที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา
- ชายลึกลับและเหล่าผีลูกเรือของเฮนดริก ฮัดสัน เป็นตัวแทนของ พลังลึกลับแห่งกาลเวลา หรืออดีตที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง พวกเขาเล่นโบว์ลิ่งอย่างเงียบงัน ไม่พูดอะไร คล้ายกับว่าพวกเขาติดอยู่ในวังวนของกาลเวลา และเมื่อริปดื่มเหล้าของพวกเขา เขาก็กลายเป็นหนึ่งในคนที่ถูกทอดทิ้งจากอดีตเช่นกัน
- การตื่นขึ้นหลังจาก 20 ปี เป็นสัญลักษณ์ของ การเผชิญหน้ากับความจริงที่หลีกหนีมานาน ริปคิดว่าเขาหลับไปเพียงคืนเดียว แต่ความจริงแล้ว โลกก้าวไปข้างหน้าโดยไม่มีเขา ทุกสิ่งที่เขารู้จักหายไปหมด ทั้งครอบครัว หมู่บ้าน และประเทศที่เปลี่ยนจากอาณานิคมอังกฤษเป็นสหรัฐอเมริกา
- การที่ริปยังคงเล่าเรื่องของตัวเองให้คนอื่นฟัง เป็นตัวแทนของ คนที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับโลกใหม่ได้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้มีบ้านให้กลับไปหรือภรรยาที่คอยบ่นอีกแล้ว แต่เขายังคงเป็น “ริป แวน วิงเคิล” คนเดิม และมีเพียงอดีตของเขาเท่านั้นที่ยังเหลืออยู่
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องริป แวน วิงเคิล (อังกฤษ: Rip Van Winkle) เป็นนิทานพื้นบ้านอเมริกันที่เขียนขึ้นโดยวอชิงตัน เออร์วิง (Washington Irving) และตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1819 ใน The Sketch Book of Geoffrey Crayon, Gent. แม้จะเป็นผลงานของนักเขียนคนหนึ่ง แต่เรื่องราวนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก นิทานพื้นบ้านยุโรป โดยเฉพาะเรื่องเล่าของชาวเยอรมันและดัตช์เกี่ยวกับบุคคลที่หลับใหลไปเป็นเวลานานแล้วตื่นขึ้นมาพบว่าโลกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ต้นกำเนิดของเรื่องมีความเชื่อมโยงกับตำนานของชาวดัตช์ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในรัฐนิวยอร์ก โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับกัปตันเฮนดริก ฮัดสัน (Hendrick Hudson) นักสำรวจชาวดัตช์และลูกเรือของเขา ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นวิญญาณที่ปรากฏตัวบนเทือกเขาแคตสกิลล์ ราวกับต้องคำสาปให้เล่นโบว์ลิ่งอยู่ที่นั่นตลอดกาล
ริป แวน วิงเคิล เป็นสัญลักษณ์ของคนที่ละเลยเวลาจนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เออร์วิงใช้เรื่องนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของอเมริกา ในช่วงที่ประเทศได้รับเอกราชจากอังกฤษ (ก่อนหลับไป อเมริกาเป็นอาณานิคมของอังกฤษ แต่เมื่อริปตื่นขึ้นมา ประเทศได้กลายเป็นสหรัฐอเมริกาแล้ว) ทำให้ริปเปรียบเสมือนคนยุคเก่าที่ไม่สามารถตามโลกใหม่ได้ทัน
นิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องริป แวน วิงเคิลได้รับความนิยมอย่างมาก และกลายเป็นหนึ่งในนิทานพื้นบ้านที่สำคัญที่สุดของอเมริกา ถูกนำไปดัดแปลงเป็นหนังสือ ละคร และภาพยนตร์หลายครั้ง และยังคงเป็นเรื่องเล่าที่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน
“นิทานเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของชายที่หลับไปยี่สิบปี แต่เป็นคำเตือนถึงทุกคนที่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไม่ใส่ใจ เพราะเมื่อถึงวันที่เราตื่นขึ้นมา อาจสายเกินไปที่จะแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว”