แดนตะวันตกเป็นดินแดนของผู้กล้า ที่ซึ่งคาวบอยขี่ม้าผ่านทุ่งกว้าง มือปืนดวลกันกลางถนน และพายุฝุ่นหมุนวนไปตามขอบฟ้า ที่นี่เต็มไปด้วยเรื่องเล่านิทานพื้นบ้านสากลจากอเมริกา ทั้งตำนานของนักเดินทาง ผู้บุกเบิก และชายที่ไม่มีใครเทียบได้
ท่ามกลางผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ เรื่องราวหนึ่งยังคงถูกเล่าขาน เป็นเรื่องของชายผู้แข็งแกร่งเกินมนุษย์ ขี่ม้าผ่านพายุทอร์นาโด ควบคุมธรรมชาติด้วยมือเปล่า และฝากรอยเท้าไว้ในประวัติศาสตร์ของแดนตะวันตก เรื่องราวของเขาจริงหรือไม่ ไม่มีใครรู้แน่ชัด แต่ตำนานของเขาไม่มีวันเลือนหายไปจากผืนแผ่นดินนี้ กับนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องเพโคส บิล คาวบอยมหากาฬ

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องเพโคส บิล คาวบอยมหากาฬ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แดนตะวันตกอันกว้างใหญ่ ที่ซึ่งดินแดนยังไม่ได้ถูกสำรวจ ถนนยังเป็นเพียงทางเกวียน และท้องฟ้ายังคงกว้างสุดลูกหูลูกตา ครอบครัวหนึ่งกำลังเดินทางอพยพไปตั้งรกรากใหม่ พวกเขานั่งอยู่บนเกวียนที่เต็มไปด้วยเสบียงและข้าวของเครื่องใช้ ในอ้อมกอดของแม่มีเด็กชายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งชื่อเพโคส บิล
บิลเป็นเด็กแข็งแรงแต่ซุกซนเหลือเกิน ทุกครั้งที่พ่อจอดเกวียนพัก เขาจะคลานไปเล่นตามพุ่มไม้ ไม่เคยอยู่นิ่งเลย “เด็กคนนี้เกิดมาเพื่อเป็นคาวบอยแน่ ๆ!” พ่อพูดพลางหัวเราะ
แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อขบวนเกวียนเดินทางเข้าใกล้แม่น้ำเพโคส (Pecos River) ถนนเต็มไปด้วยก้อนหินและพื้นดินขรุขระ ล้อเกวียนกระแทกเข้ากับก้อนหินอย่างแรง ทำให้สิ่งของในเกวียนกระเด็นออกมา และที่เลวร้ายที่สุด…
เพโคส บิลก็ตกลงไปในแม่น้ำด้วย! “บิล!!” แม่ร้องลั่น พ่อรีบกระโดดลงจากม้า แต่กระแสน้ำเชี่ยวกรากพัดเด็กน้อยออกไปไกล ครอบครัวของบิลพยายามตามหาเขาหลายวัน แต่ไม่พบร่องรอยของเด็กชายเลย
ทุกคนคิดว่าบิลคงไม่รอดแล้ว… แต่พวกเขาคิดผิด
วันนั้น บิลออกล่าสัตว์ เขาวิ่งไปตามแนวหน้าผาเคียงข้างฝูงหมาป่า กลิ่นของกระต่ายป่าโชยมาแตะจมูก แต่ก่อนที่เขาจะได้พุ่งเข้าหาเหยื่อ เขากลับเห็นบางสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
กลางทุ่งหญ้าโล่ง มีกลุ่มคนแปลกหน้าแต่งตัวด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาว หมวกปีกกว้าง และรองเท้าหนัง พวกเขากำลังล้อมวงรอบกองไฟ มีม้าผูกอยู่ข้าง ๆ และเสียงหัวเราะดังไปทั่ว
บิลขมวดคิ้ว เขาไม่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตที่ดูคล้ายตัวเองมากขนาดนี้มาก่อน เขาค่อย ๆ คลานเข้าไปใกล้และหยุดยืนอยู่ในเงามืดของพุ่มไม้
“นั่นมันตัวอะไรกัน?” คาวบอยคนหนึ่งเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นดวงตาวาว ๆ จ้องมาทางพวกเขา
“เป็นหมาป่าหรือเปล่า?” อีกคนถาม
บิลก้าวออกมาจากเงามืด ร่างของเขาผอมเกร็งจากการใช้ชีวิตในป่า ผมยุ่งเหยิง และเขายืนในท่าทางที่ไม่ใช่มนุษย์ปกติ
คาวบอยทุกคนเงียบไปชั่วขณะ ก่อนที่ชายคนหนึ่งจะเอ่ยขึ้น “ให้ตายสิ เจ้าหนู! เจ้าคือมนุษย์!”
บิลขมวดคิ้ว “ไม่ ข้าเป็นหมาป่า”
ชายคนนั้นหัวเราะเสียงดังลั่น “หมาป่าที่ไหนกันล่ะ เจ้าดูยังไงก็เป็นมนุษย์ทั้งแท่ง”
บิลหันไปมองฝูงหมาป่าของเขา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาตั้งคำถามกับตัวเอง ทำไมเขาถึงไม่มีขนเหมือนพวกมัน ทำไมเขาถึงยืนสองขาได้ ทำไมเขาถึงไม่เคยหอนได้เหมือนหมาป่าตัวอื่น
เขาเริ่มเข้าใจว่าเขาไม่ใช่หมาป่า แต่เขาเป็นมนุษย์
เขาหันกลับไปมองคาวบอยกลุ่มนั้น และในใจของเขาเริ่มเกิดความสงสัย บางที… นี่อาจเป็นโอกาสของเขาที่จะรู้จักตัวเองมากขึ้น
คาวบอยกลุ่มนั้นพาบิลกลับมาที่ฟาร์ม และเริ่มสอนให้เขาใช้ชีวิตแบบมนุษย์ เขาเรียนรู้วิธีใช้ไฟ วิธีสวมเสื้อผ้า วิธีขี่ม้า แต่สำหรับบิลแล้ว ทุกอย่างดูแปลกใหม่และน่าเบื่อเกินไป
จนกระทั่งเขาได้เจอกับ “เจ้าม้าดุร้าย” ที่ไม่มีใครเชื่องได้
เจ้าม้าตัวนี้เป็นสัตว์ที่ดุที่สุดในแดนตะวันตก มันเตะทุกคนที่เข้าใกล้และไม่มีใครขี่มันได้ คาวบอยทุกคนต่างหวาดกลัวมันและปล่อยให้มันอยู่ตามลำพัง
แต่บิลมองมันด้วยรอยยิ้ม เขาเดินตรงเข้าไปหามันโดยไม่ลังเล ม้าพยายามสะบัดเขาออก แต่มือของบิลแข็งแกร่งเกินไป เขากระโดดขึ้นหลังมันและเกาะแน่น
ม้าพยายามกระโจนขึ้นฟ้า หมุนตัวไปมา กวาดหางฟาดลงกับพื้น แต่ไม่ว่าอย่างไรมันก็ไม่สามารถสลัดบิลออกไปได้
เวลาผ่านไปนานกว่าครึ่งชั่วโมง จนในที่สุดเจ้าม้าก็หมดแรงและยอมศิโรราบ บิลตบบ่ามันเบา ๆ แล้วพูดว่า “เจ้าเป็นของข้าแล้ว เจ้าตัวแสบ”
ตั้งแต่นั้นมา เขาไม่ใช่เด็กที่ถูกเลี้ยงโดยหมาป่าอีกต่อไป เขากลายเป็นคาวบอยที่เก่งกาจที่สุด ขี่ม้าเร็วราวสายฟ้า ใช้แส้ได้ไวและแม่นยำจนสามารถฟาดต้นไม้ให้ล้มลงได้ และไม่มีใครในแดนตะวันตกที่กล้าเทียบฝีมือกับเขา
ชื่อของเขาเริ่มเป็นที่รู้จักไปทั่ว ในดินแดนที่เต็มไปด้วยคาวบอยผู้กล้าหาญ ไม่มีใครที่เก่งกว่าบิล ทุกคนรู้ว่าเขาไม่ใช่แค่คาวบอยธรรมดา แต่เขาคือ “เพโคส บิล” ตำนานแห่งแดนตะวันตก
แต่เรื่องราวของเขายังไม่จบเพียงเท่านี้ ตำนานของเพโคส บิลยังคงถูกเล่าขานไปอีกยาวนาน

ชีวิตของเพโคส บิลหลังจากมาอยู่กับคาวบอยเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาเรียนรู้ทุกอย่างที่มนุษย์ต้องรู้ แต่เขาไม่ได้เป็นแค่คาวบอยธรรมดา เขากลายเป็นคาวบอยที่เก่งที่สุดในแดนตะวันตก ไม่มีใครขี่ม้าได้เร็วกว่าเขา ไม่มีใครใช้แส้ได้แรงกว่าเขา และแน่นอน ไม่มีใครบ้าบิ่นเท่าเขา
วันหนึ่ง คาวบอยในฟาร์มนั่งล้อมวงเล่าเรื่องราวเกินจริงกันตามประสา มีคนพูดถึงจระเข้ยักษ์ที่ดุร้าย มีคนโม้ว่าเขาเคยยิงปืนถูกนกที่กำลังบินกลางอากาศ แต่เมื่อพูดถึงเพโคส บิล ทุกคนต่างเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าและพูดเป็นเสียงเดียวกัน
“แต่ไม่มีใครเทียบได้กับบิล…” เขาเป็นตำนานที่มีชีวิต และทุกเรื่องที่เล่าถึงเขาก็ดูเกินจริงเสียจนไม่มีใครกล้าคัดค้าน
ว่ากันว่าบิลสร้างแม่น้ำริโอแกรนด์ด้วยแส้ของเขา ในวันหนึ่งที่อากาศร้อนจัด เขาฟาดแส้ลงพื้นจนเกิดรอยแยกขนาดใหญ่ และน้ำก็พุ่งออกมาจากใต้ดินกลายเป็นแม่น้ำสายยาวที่ไหลผ่านแดนตะวันตกมาจนถึงปัจจุบัน
“ข้าว่าข้าหิวน้ำแล้ว” บิลเคยพูดขึ้นมากลางวงคาวบอย จากนั้นเขาก็เดินไปที่แม่น้ำ รวบกำปั้นตักน้ำขึ้นมาดื่ม แล้วแม่น้ำทั้งสายก็แห้งไปครึ่งวัน
“เจ้าโม้หรือเปล่า?” คาวบอยหนุ่มคนหนึ่งพูดพลางหัวเราะ
“ข้าไม่เคยโม้ ถ้าเจ้าไม่เชื่อ ลองไปดูแม่น้ำพรุ่งนี้เช้า มันจะเต็มเหมือนเดิม ข้าแค่หยิบยืมมาดื่มชั่วคราวเท่านั้น”
ไม่มีใครรู้ว่าเรื่องไหนจริง เรื่องไหนแต่ง แต่ทุกครั้งที่ได้ยินเรื่องของบิล พวกเขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเขาคือคาวบอยที่บ้าบิ่นและเก่งที่สุดที่เคยมีมา
วันหนึ่ง บิลเดินทางไปเจอกับพายุที่รุนแรงที่สุดในรอบร้อยปี ลมกรรโชกแรงจนคาวบอยทุกคนต้องรีบหาที่หลบภัย แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่บิลจะทำ เขายืนกอดอกมองดูท้องฟ้าที่ดำมืด ก่อนจะหัวเราะเสียงดัง
“เจ้าพายุ เอ็งคิดว่าข้าจะกลัวเจ้างั้นรึ?” แทนที่เขาจะหลบ บิลกระโดดขึ้นไปบนพายุทอร์นาโด ใช้มือเปล่าจับกระแสลมหมุน แล้วใช้แส้ฟาดมันเหมือนเป็นม้าตัวหนึ่ง พายุสะบัดไปมาอย่างดุเดือด แต่บิลก็ควบคุมมันได้ในที่สุด
“ข้าคิดว่าเจ้าควรจะไปทางใต้มากกว่า!” เขาควบพายุไปจนพ้นเมือง เปลี่ยนเส้นทางของมันให้พัดไปยังที่ที่ไม่มีใครอาศัยอยู่ จากนั้นเขาก็กระโดดลงมา ตบมือลงบนพื้นแล้วเดินกลับเข้าเมืองราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ไม่มีใครในแดนตะวันตกที่กล้าทำสิ่งที่เพโคส บิลทำ ไม่มีใครกล้าท้าทายธรรมชาติได้แบบเขา
แม้เพโคส บิลจะเป็นคาวบอยที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนตะวันตก แต่เขาก็ยังเป็นมนุษย์คนหนึ่ง หัวใจของเขาก็ยังคงโหยหาความรัก วันหนึ่งเขาได้พบกับหญิงสาวที่ไม่เหมือนใคร เธอชื่อสลู-ฟุท ซู หญิงคาวเกิร์ลที่กล้าหาญและบ้าบิ่นไม่แพ้เขา
ซูไม่ได้ขี่ม้าเหมือนคนทั่วไป เธอขี่เสือภูเขาแทน และว่ากันว่าเธอสามารถใช้แส้สะบัดสายฟ้าบนท้องฟ้าให้เปลี่ยนทิศทางได้
“เจ้าคิดว่าเจ้าขี่ม้าเก่งที่สุดในแดนตะวันตกแล้วรึ?” ซูเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มท้าทาย
“ข้าไม่เคยคิดว่าข้าต้องแข่งกับใคร ข้าก็แค่เก่งที่สุดโดยธรรมชาติ” บิลหัวเราะ “งั้นเจ้ามาแข่งกับข้าดูสิ ข้าขี่เสือภูเขา เจ้าขี่ม้าของเจ้า ใครไปถึงภูเขาฝั่งนู้นก่อนเป็นฝ่ายชนะ!”
ไม่มีใครเคยกล้าท้าทายเพโคส บิลแบบนี้มาก่อน เขามองเธอด้วยแววตาสนุกสนาน ก่อนจะพยักหน้า “ตกลง ถ้าเจ้าชนะ ข้าจะให้เจ้าขี่ทอร์นาโดของข้า!”
ซูหัวเราะเสียงดัง “แล้วถ้าเจ้าชนะล่ะ? เจ้าต้องแต่งงานกับข้า!”
การแข่งขันเริ่มขึ้น พวกเขาควบม้าและเสือภูเขาไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว พายุฝุ่นฟุ้งตลบ เสือภูเขาของซูเร็วกว่าใคร แต่บิลก็ไม่ยอมแพ้ ขาของเขากดลงบนอานม้าแน่นขึ้น แล้วเขาก็กระโจนขึ้นไปบนหลังของพายุที่เขาคุ้นเคย
“ข้าบอกแล้วว่าข้าขี่ทอร์นาโดได้!” ซูมองเขาอย่างตะลึงก่อนจะหัวเราะเสียงดัง พวกเขาไปถึงภูเขาพร้อมกัน ไม่มีใครแพ้ ไม่มีใครชนะ
แต่สุดท้าย ซูก็ตกลงแต่งงานกับบิล
คืนแต่งงานเต็มไปด้วยความสนุกสนาน คาวบอยจากทั่วแดนตะวันตกต่างมาร่วมงาน ไม่มีใครเคยเห็นคู่รักที่เหมาะสมกันขนาดนี้มาก่อน ทุกคนต่างพูดว่า ถ้ามีใครสักคนที่ควรค่าแก่การเป็นภรรยาของเพโคส บิล คนคนนั้นก็คือสลู-ฟุท ซู
แต่ในคืนนั้นเอง ซูต้องการพิสูจน์ว่าเธอแข็งแกร่งพอจะเป็นภรรยาของบิล เธอกระโดดขึ้นขี่ปลาวาฬในแม่น้ำ เธอสามารถควบคุมมันได้อยู่พักหนึ่ง ก่อนที่มันจะสะบัดตัวเธอออก เธอตกลงไปในน้ำและหายไป ไม่มีใครพบร่างของเธออีกเลย
เพโคส บิลหัวใจสลาย เขาเดินออกจากงานแต่งงานโดยไม่พูดอะไรอีกเลย แล้วเดินเข้าไปในทะเลทราย ไม่มีใครพบเห็นเขาอีก
บางคนบอกว่าเขาตายอยู่กลางทะเลทราย บางคนเชื่อว่าเขาขี่พายุหายไปและยังคงอยู่ที่ไหนสักแห่งเหนือท้องฟ้าในแดนตะวันตก
ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเพโคส บิลจากไปที่ไหน แต่ตำนานของเขาไม่เคยเลือนหายไปจากประวัติศาสตร์ของอเมริกา ตราบใดที่ยังมีคาวบอยขี่ม้าอยู่ในแดนตะวันตก เรื่องราวของชายผู้บ้าบิ่นที่สุดเท่าที่เคยมีมาจะยังคงถูกเล่าขานตลอดไป

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความกล้าหาญและความบ้าบิ่นอาจทำให้กลายเป็นตำนาน แต่แม้ผู้แข็งแกร่งที่สุดก็ไม่อาจควบคุมทุกสิ่งได้ เพโคส บิลเป็นคาวบอยที่ไม่มีใครเทียบได้ เขาท้าทายธรรมชาติ ควบคุมพายุ และสร้างตำนานที่ไม่มีวันเลือนหาย แต่สุดท้าย แม้แต่เขาก็ไม่สามารถหยุดยั้งโชคชะตาได้
เรื่องราวของเขาเตือนให้เรารู้ว่าไม่มีใครเป็นผู้ชนะตลอดไป แม้จะเก่งกาจเพียงใด ก็ยังมีสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์ แต่ตราบใดที่ยังมีคนเล่าขานถึงวีรกรรมของเขา ตำนานของเพโคส บิลจะไม่มีวันตาย
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องเพโคส บิล คาวบอยมหากาฬ (อังกฤษ: Pecos Bill) ตำนานของเพโคส บิลมีต้นกำเนิดจากเรื่องเล่าของคาวบอยในแดนตะวันตกของอเมริกา ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวรรณกรรมแนว Tall Tales หรือ “เรื่องเล่าขยายความเกินจริง” ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ผู้บุกเบิกและนักเดินทางที่ต้องการเล่าเรื่องให้สนุกและน่าตื่นเต้น
เรื่องราวของเพโคส บิลได้รับการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดย Edward O’Reilly ผู้เขียนบทความเกี่ยวกับเขาในนิตยสาร The Century Magazine ก่อนจะนำมาตีพิมพ์ในหนังสือ Saga of Pecos Bill ซึ่งทำให้ชื่อของเขาเป็นที่รู้จักในวงกว้าง
ตำนานของเพโคส บิลสะท้อนถึงจิตวิญญาณของชาวแดนตะวันตก ที่ต้องเผชิญกับธรรมชาติอันโหดร้ายแต่ก็สามารถเอาชนะมันได้ เขาถูกเล่าว่าเป็นคาวบอยที่แข็งแกร่งและบ้าบิ่นที่สุด สามารถเชื่องม้าดุร้าย ขี่พายุทอร์นาโด และสร้างแม่น้ำด้วยแส้ของเขาเอง ตำนานของเขาจึงมีลักษณะคล้ายกับเรื่องของพอล บันยันกับเบ๊บ วัวน้ำเงินยักษ์ (Paul Bunyan and Babe the Blue Ox) หรือ จอห์น เฮนรี่ (John Henry) ที่เป็นตัวแทนของ “วีรบุรุษผู้สร้างอเมริกา”
แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานว่าเพโคส บิลเคยมีตัวตนจริง แต่เรื่องราวของเขาก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมคาวบอยและแดนตะวันตก และยังคงถูกเล่าขานในหนังสือเด็ก ภาพยนตร์ และแอนิเมชัน จนกลายเป็นหนึ่งในตำนานพื้นบ้านที่สำคัญของอเมริกา
“ไม่มีผู้ใดควบคุมทุกสิ่งได้ แม้แต่คนที่แข็งแกร่งที่สุด เพราะสุดท้ายแล้ว ธรรมชาติและโชคชะตายิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ”